Thursday, 2 July 2026
NEWS FEED

‘ไก่ทอดมีนา’ โร่ชี้แจง ทางร้านคิดเงินผิด-ไม่มีความคิดขูดรีดนทท. หลังทัวร์ลงกระหน่ำ ปมขายไก่ให้ยูทูบเบอร์แพงหูฉี่ 6 ชิ้น 520 บาท

(11 ก.ย. 66) กลายเป็นดรามาของร้านขายไก่ทอด เมื่อยูทูบเบอร์หนุ่มอย่าง ‘คอลแลน’ ได้ซื้อไก่ทอดหาดใหญ่จากร้าน ‘ไก่ทอดหาดใหญ่มีนา’ ซึ่งปรากฎว่ามีการคิดราคาที่แพงมากๆ ถึง 520 บาท จนเกิดประเด็นให้ชาวเน็ตถกเถียงว่าแพงเกินไปหรือไม่ หรือ ขูดรีดนักท่องเที่ยวต่างชาติเกินไปไหม

ซึ่ง ล่าสุดทางเพจ ‘ไก่ทอดหาดใหญ่มีนา’ ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าว โดยได้ระบุข้อความว่า

“ทางร้านขอชี้แจงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลิปของคุณ คอลแลน Cullen Hateberry ที่ได้อัพลงทางโซเชี่ยลเมื่อวานนี้ ถึงรายละเอียดต่างๆ และข้อสงสัยที่เกิดขึ้นกับราคาในคลิปนั้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นราวปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา (ถ้าจำผิดต้องขออภัย) และอย่างที่ปรากฏในคลิปนั้น เมื่อทางร้านได้รับทราบ เมื่อตอน 4 ทุ่มของคืนที่ผ่านมา ก็ได้หาช่องทางติดต่อคุณ Cullen ตั้งแต่ตอนนั้น หลังจาก 5 ทุ่ม ก็ได้ส่งอีเมลไปสอบถามรายละเอียด เพราะร้านก็ดูคลิปวนๆ อยู่เลยไม่แน่ใจว่า ไก่ส่วนไหนและกี่ชิ้นบ้าง เราจึงต้องรอความชัดเจนตรงนี้ก่อน

จนเขาตอบกลับมา ว่าไก่ที่ซื้อนั้น มี 6 ชิ้น สะโพกติดน่อง 3 , น่อง 3 , ข้าวหมก 2

ซึ่งราคาของขนาดไก่นั้น ที่ร้านขายปกติคือ สะโพกติดน่องใหญ่ชิ้นละ 80 (3ชิ้น/240), น่องชิ้นละ35 (3ชิ้น/100), ข้าวหมกกล่องละ 20 (2กล่อง/40)

พอติดรวมค่าสินค้าที่เขาได้รับไป เป็นเงิน 380 บาท แต่ในคลิปที่ทุกคนได้ดูคือ 520 บาท ซึ่งมันเกินจากราคาปกติที่ร้านขายอยู่ ทางเราดูก็ยังเกิดความสงสัยเหมือนกับทุกคน

จึงพูดคุยกับคนขายว่า เราผิดพลาดตรงไหน เขาก็ตอบด้วยความสัตย์จริงว่าคงจะคิดผิดหลังจากใส่ถุงไปแล้ว นึกว่าเป็นชิ้นส่วน น่องติดสะโพกทั้ง 6 ชิ้น 480 รวมข้าวหมกอีก 40 บาท ราคาจึงออกเป็นอย่างที่ทุกคนเห็นในคลิป

ร้านไม่ได้นิ่งนอนใจ ไม่เคยคิดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติอย่างที่หลายท่านเมนต์มา

เราไม่ต้องการจะหาข้ออ้าง แต่มันคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันนั้น แค่อยากให้ทุกท่านเข้าใจในรายละเอียดของเหตุการณ์

ทางร้านรีบขอโทษคุณ คอนแลน และขอรับผิดชอบตั้งแต่อีเมลฉบับแรกที่เราส่งไป

ร้านขอน้อมรับทุกคำติติงของสุภาพชนอย่างเต็มใจ เพราะร้านเองที่พลาดอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

ถึงตอนนี้ร้านจะถูกดิสเครดิตทุกช่องทาง ด้วยการตัดสินของหลายๆ ท่านไปแล้ว เราก็จะพยายามเงยหน้าขึ้นมารับผลของการตัดสินของหลายๆ ท่าน

หวังว่าทุกๆ ท่านจะเข้าใจ และทักท้วงได้หากสงสัยว่าราคาผิดพลาด ทางร้านยินดีรับฟังและรับผิดชอบครับ

ด้วยความเคารพจากใจ ร้านไก่ทอดหาดใหญ่มีน”

นอกจากนี้ ทางเพจ ‘คอลแลน’ เอง ก็ได้มีการออกมาโพสต์ข้อความด้วยเช่นกัน โดยมีใจความว่า

“ใน Ep.สงขลา นี้ ได้มีประเด็นที่พูดถึงกันอย่างมากเรื่อง ‘ไก่ทอดหาดใหญ่’ ครับ ทางทีมจะขอชี้แจงผ่านโพสต์นี้นะครับ

เนื่องจากทาง ‘ร้านไก่ทอดหาดใหญ่มีนา’ Kaitod MEENA ไก่ทอดหาดใหญ่มีนาได้คิดเงินผิดพลาด และได้ทำการติดต่อมาเพื่อชี้แจงขอโทษและแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับคืนเงินเต็มจำนวนเรียบร้อยแล้วครับ

อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าช่อง Cullen Hateberry เป็นช่องที่แสดงภาพลักษณ์เชิงบวก และสดใสโดยหลีกเลี่ยงข้อโต้แย้งและประเด็นที่เป็นเชิงลบครับ

ทางทีมต้องขออภัยกับประเด็นที่เกิดขึ้นและหวังว่าทุกคนจะยังคงสนับสนุนและแสดงเจตนาที่ดีต่อ ‘ร้านไก่ทอดหาดใหญ่มีนา’ กันนะครับ (ราคาไม่แพงและไก่ทอดอร่อยมากจริงๆ ครับ)”

‘แอน จักรพงษ์’ โต้!! แค่จับมือ ‘ท็อปนิวส์’ เพื่อผลิตรายการข่าว หวังขยายฐานผู้ชม และผนึกกำลังธุรกิจให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

(11 ก.ย. 66) แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ตามที่ปรากฎรายงานข่าวจากสื่อมวลชนบางฉบับว่าบริษัทขายช่อง JKN 18 ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลในประเทศไทย ภายใต้บริษัท เจเคเอ็น เบสท์ ไลฟ์ จำกัด (JKNBL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 100% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วนั้น

บริษัทขอเรียนให้ทราบว่าบริษัทได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับบริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิทัล มีเดีย จำกัด (Top News) ในการร่วมผลิตรายการประเภทรายการข่าวสารและสาระระหว่าง JKNBL และ Top News เพื่อออกอากาศทางช่อง JKN18 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดผังรายการเพื่อจัดสรรช่วงเวลาการออกอากาศ โดยบริษัทจะได้รับค่าตอบแทนตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน โดยการเข้าทำรายการในครั้งนี้มีความสมเหตุสมผลเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท

ทั้งนี้ JKNBL ยังเป็นผู้ได้รับสิทธิในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เช่นเดิม และไม่ได้ทำการขายสิทธิในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ตามที่ปรากฎในรายงานข่าวแต่อย่างใด

สำหรับการร่วมผลิตรายการในครั้งนี้นั้น จะสามารถเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจให้กับช่อง JKN18 เนื่องจากบริษัทมีความเชี่ยวชาญทางด้านรายการบันทิง และรายการข่าวด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ในขณะที่ Top News มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มรายการข่าวสารและสาระในการเสนอข้อเท็จจริงในทุก ๆ ด้าน

การนำความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายมาร่วมกันในครั้งนี้จะช่วยผลักดันความนิยมของผู้ชม รวมถึงขยายฐานผู้ชมช่อง JKN18 ให้มีจำนวนมากขึ้น สามารถเสริมสร้างให้ธุรกิจของบริษัทมีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

'หนุ่มมาเลเซีย' รีวิวประสบการณ์เที่ยวเมืองไทย 'กิน-เที่ยว-ใช้ชีวิต' แสนสุขใจ 'คุณยังต้องการอะไรอีก?"

(11 ก.ย. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Suvinai Pornavalai' ถึงไวรัลดังในโซเชียลมีเดียประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อหนุ่มมาเลเซีย 'รีวิวประสบการณ์เที่ยวเมืองไทย' โดนใจชาวมาเลเซียเป็นจำนวนมาก จนคนช่วยกันแชร์ไปแล้วกว่า 4 พันแชร์ กระหน่ำไลก์อีกกว่า 6 พัน ว่า...

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชี 'Ahmad Nazrul' ซึ่งเป็นชาวมาเลเซีย ได้โพสต์รูปถ่ายที่อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ 1 รูป พร้อมรีวิวประสบการณ์ท่องเที่ยวของตัวเองไว้ ซึ่งเป็นความประทับใจของเขาที่มีต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย 

ปรากฏว่า รีวิวสั้นๆ เป็นประเด็นที่ตรงใจ โดนใจชาวมาเลเซียหลายคนที่มีประสบการณ์ประทับใจตรงกัน จนทำให้โพสต์ของ Ahmad Nazrul มีคนเข้ามากดไลค์ชื่นชอบกว่า 6 พันคน แชร์ต่อกันไปอีกกว่า 4 พันแชร์ และเข้ามาแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนกันจำนวนมาก

ทั้งนี้ เนื้อหารีวิวของ Ahmad Nazrul ได้โพสต์ไว้เป็นภาษามาเลย์ ซึ่งแปลความหมายคร่าวๆ ได้ว่า....

ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าเที่ยว

อาหารในเมืองไทยมีราคาถูก ถ้าคุณรับประทานอาหาร 10 คน บิลค่าใช้จ่ายออกมาไม่ถึง 300 ริงกิต (ประมาณ 2,300 บาท) แม้ว่าโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยอาหารก็ตาม

หากคุณรับประทานอาหารคนเดียว โดยปกติจะอยู่ที่ 10 ริงกิต (ประมาณ 76 บาท) ข้าวผัดปลาหมึกสดและกุ้งสดเพียง 7 ริงกิต (54 บาท) กุ้งตัวใหญ่ๆ ตัวละ 50 ริงกิต (380 บาท)

ในประเทศไทยอาหารอร่อยทุกอย่าง ถ้าทำงานเกี่ยวกับอาหาร-เครื่องดื่มก็คงดี ลองนึกดูสิ ชาเย็นในร้าน 7-Eleven ยังอร่อย ยังไม่รวมเบอร์เกอร์นะ

อาหารในไทยอร่อยแตกต่างและหาไม่ได้ในมาเลเซีย อาหารทะเลสดมาก ปลาหมึกยักษ์ กุ้งตัวใหญ่

ประเทศไทยมีความสะอาด แม้ถังขยะจะหายาก ถ้าเรากินของเล็กๆ ควรเก็บถุงพลาสติกไว้ในกระเป๋าและโยนเข้าห้องพักในโรงแรม แต่คุณจะไม่พบขยะตามถนนหนทาง

ราคาโรงแรมในประเทศไทย ก็ราคาถูก ตั้งแต่ 60 - 150 ริงกิต (ประมาณ 460-1140 บาท) พร้อมอาหารเช้าด้วยนะ สระว่ายน้ำก็เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าราคาตั้งแต่ 200 ริงกิตขึ้นไป (1,520 บาท) ก็เหมือนโรงแรม 5 ดาวเลย ส่วนโฮมสเตย์ในประเทศไทย หลังนึงก็มักมีราคาน้อยกว่า 150 ริงกิต (1,140 บาท)

ถนนเมืองไทยสวยมาก ยากที่จะหาถนนที่มีหลุมหรือชำรุด ถ้าขับรถยนต์ก็ไม่มีปัญหาแม้ว่าทำความเร็วถึง 200 กม./ชม. ก็ตาม แต่ถ้าคุณขี่มอเตอร์ไซค์ ก็เหาะไปได้เลยภายใน 5 ชั่วโมง

ปั๊มน้ำมันในเมืองไทยใหญ่เวอร์มาก ในปั๊มน้ำมัน มีทั้ง 7-Eleven ที่ละหมาด และมีห้องน้ำอยู่เสมอ

แล้วใน 7-Eleven ก็ใหญ่มากๆ ไม่เหมือนกับที่มาเลเซีย อาหารในนั้นอร่อยทุกอย่าง มีการแยกอาหารฮาลาลและฮารอมไว้แล้ว เครื่องสำอางก็มีเยอะมากใน 7-Eleven เข้า 7-Eleven แล้วแทบจะบ้าได้ อาหารและเครื่องดื่มน่าลองไปหมด เข้าไปก็พร้อมชอปปิงเครื่องสำอางกันอีกแล้ว

ห้องน้ำในประเทศไทยมีความสะอาด ผมไม่เคยพบห้องน้ำเหม็นหรือสกปรกที่ไม่สามารถกดชักโครกได้เลย

ไม่เคยเจอก้นบุหรี่ด้วย สะอาดมากและห้องน้ำก็มีเอกลักษณ์และไม่ค่อยพบในมาเลเซีย

มีต้นไม้ มีต้นไผ่อยู่ในห้องน้ำ อากาศในห้องน้ำยังดีเลยนะ

หากไปรับประทานอาหารในร้านอาหารเมืองไทย ไม่มีใครเค้าสูบบุหรี่ในร้านกัน ถ้ามีแสดงว่าเป็นมาเลเซีย

อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยใช้ 5G ผมขับรถมา 5 ชั่วโมงสัญญาณไม่ตกเลย สัญญาณเต็มครอบคลุม แล้วก็ราคาถูก แค่ 25 ริงกิต (ประมาณ 190 บาท)

คนไทย เป็นคนสบายๆ ทุกคนที่ผมพบล้วนเป็นมิตร พนักงานเสิร์ฟนี่ดีที่สุด โค้งคำนับและพูดเบาๆ แม้จะสื่อสารกันยากสักหน่อย เพราะไม่ค่อยพูดภาษาอื่นนอกจากภาษาไทย แต่ก็ไม่มีปัญหา แค่ติดตั้งแอปฯ Google แปลภาษา

ไม่ต้องพิมพ์ เพียงแค่กดเสียงแล้วแอปฯ ก็จะแปลเป็นภาษาไทยให้โดยอัตโนมัติ

ในเมืองไทยไม่ค่อยเจอท่อไอเสีย เสียงดัง ไม่พบรถบรรทุกที่มีท่อไอเสียขนาดใหญ่ มีรถ 4x4 เยอะ และไม่ค่อยมีสิ่งกีดขวางบนถนนแบบในมาเลเซีย คุณไม่ต้องกังวลหากไม่สวมหมวกกันน็อก มอเตอร์ไซค์ไม่มี กระจกมองข้าง หรือป้ายทะเบียนแฟนซี นั่นเป็นเหตุผลที่กลุ่มไบเกอร์จำนวนมากไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศไทย บิดไปได้โดยไม่ต้องลังเล

ที่นั่นเราไม่เห็นขอทานตามบนถนนหรือตามสัญญาณไฟจราจร ผมไม่แน่ใจว่ากลุ่มนี้อยู่หรือเปล่า เพราะไม่เคยเจอเลยแม้แต่ในตัวเมือง

ส่วนตำรวจมีอยู่ทุกที่ มีตำรวจเป็นจำนวนมาก ทำการในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำให้รู้สึกปลอดภัยที่จะเดินหรือชอปปิงอย่างแน่นอน

มีอีกมากที่จะเขียน หากคุณต้องการไปเที่ยวพักผ่อน อยากให้ลองไปประเทศไทย ไม่ยากเลยที่จะไปที่นั่น ถ้าไป 3 วัน 2 คืน พาครอบครัวมา 5 คน รวมค่าอาหาร ที่พัก ไม่ถึง 1,000 ริงกิต (ประมาณ 7,600 บาท) และยังได้เดินไปยังสถานที่ที่น่าสนใจอีกด้วย ค่าเข้าชมสถานที่ ก็ราคาถูกส่วนมากต่ำกว่า 10 ริงกิต (76 บาท) 

คนคิดว่าการเข้าประเทศไทยเป็นเรื่องยาก จริงๆ แล้วไม่ยากถ้ามีวิธี ถ้ามาเมืองไทยแล้ว รับรองว่าในวันหยุดคุณจะไม่ดูที่เที่ยวที่อื่นๆ อีกเลยในมาเลเซีย 

- อาหารอร่อย
- ทุกอย่างมีราคาถูก
- สถานที่น่าสนใจ
- ผู้คนใจดี
- คุณยังต้องการอะไรอีก?

ประเทศไทยมีกฎหมายแตกต่างบางประการในมาเลเซีย แต่เราต้องเชื่อฟังและเคารพ ผมจะแบ่งปันในโพสต์ถัดไปของฉันในภายหลัง

ป.ล. นี่คือประสบการณ์ของผมนะ ถ้าประสบการณ์เราไม่เหมือนกันอย่าหาว่า ผมโกหกเพราะวันและเวลาที่เราไปอาจจะไม่เหมือนกัน

รู้จัก 'จามาล ไรซานี' ลูกครึ่งไทย-ปากีสถาน ศิษย์เก่าแม่ฟ้าหลวง นั่งรักษาการเก้าอี้ รมต.ด้วยอายุน้อยที่สุดในปากีสถาน

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เพจเฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้โพสต์ร่วมแสดงความยินดี พร้อมติด #MFUPride กับนายนาวับซาดา จามาล ไรซานี (Nawabzada Jamal Raisani) นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬา เยาวชน และวัฒนธรรม แห่งรัฐโบโลจิสถาน สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน โดยถือว่าเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดเพียง 25 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นาวับซาดา จามาล ไรซานี หรือจามาล มีเชื้อสายปากีสถานและไทย พ่อเป็นอดีตนักการเมืองชื่อดังของปากีสถาน แม่เป็นชาวไทย โดยได้เข้ามาศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย รวมทั้งเคยอยู่ในอะคาเดมี่ทีม เชียงราย ยูไนเต็ด และเป็นนักฟุตบอลทีมเชียงรายล้านนา

‘เติ้ล วรพรต’ นักบิดดาวรุ่งจาก 'ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม' บิดเปิดตัวครั้งแรกคว้าท็อป 7 'ศึกดาวรุ่งชิงแชมป์ยุโรป' ที่ฝรั่งเศส

(10 ก.ย. 66) ‘เติ้ล’ วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม สร้างผลงานกระหึ่มเวทีดาวรุ่งยุโรป เปิดตัวครั้งแรกบิดคว้าท็อป 7 ในศึก Yamaha R3 bLU cRU European Championship 2023 ขณะ ‘ไอเดีย’ กฤตภัทร เขื่อนคำ โชคร้ายพลาดล้มในการแข่งขันสนามสุดท้ายเมื่อวันเสาร์ที่ 9 กันยายนผ่านมา ที่ประเทศฝรั่งเศส

การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบดาวรุ่งชิงแชมป์ยุโรป รายการ Yamaha R3 bLU cRU European Championship 2023 สนามสุดท้าย ดวลความเร็ว 2 เรซเมื่อวันเสาร์ที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ที่ เซอร์กิต แม็กนีย์-คูร์ส ประเทศฝรั่งเศส

เกม 2 เรซสุดท้ายมีความหมายอย่างมากต่อการไล่ล่าอันดับบนตารางแชมเปียนชิพของดาวรุ่งชาวไทยอย่าง ‘ไอเดีย’ กฤตภัทร เขื่อนคำ เจ้าของหมายเลข 32 นอกจากนี้ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ยังมอบโอกาสทองเพื่อสัมผัสการแข่งขันระดับโลกให้กับ 2 ดาวรุ่งอย่าง ‘แฟรงค์’ ภาสกร แสนหลวง หมายเลข 53 และ ‘เติ้ล’ วรพรต ทองดอนเหมือน หมายเลข 54

เรซแรกของสุดสัปดาห์นี้ เกิดจุดเปลี่ยนตั้งแต่รอบแรกของการแข่งขัน เมื่อ ‘ไอเดีย’ กฤตภัทร ซึ่งออกตัวจากกริดที่ 4 พลาดล้มไปอย่างน่าเสียดาย ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บแต้มสำคัญและพลาดลงแข่งในเรซที่ 2 ด้วย

ขณะที่ ‘เติ้ล’ วรพรต สตาร์ตจากกริดที่ 14 ไล่บดกับยอดดาวรุ่งจากทั่วโลกอย่างไม่เกรงกลัว บิดเข้าป้ายในอันดับ 11 ตามหลังผู้ชนะเพียง 2.559 วินาทีเท่านั้น ประเดิมเก็บแต้มได้สำเร็จ ส่วนทีมเมทอย่าง ‘แฟรงค์’ ภาสกร เข้าเส้นชัยในอันดับ 19 ตามหลัง 18.048 วินาที

ส่วนเกมเรซที่ 2 นับเป็นเรซที่ดาวรุ่งชาวไทยอย่าง ‘เติ้ล’ วรพรต เฉิดฉายอย่างมาก ไล่บี้กับกลุ่มหน้าอย่างสุดมัน ก่อนคว้าอันดับ 7 มาครองด้วยเวลาตามหลัง อัลดี้ มาเฮนดร้า นักบิดอินโดนีเซียเพียง 1.185 วินาทีเท่านั้น ขณะที่ ‘แฟรงค์’ ภาสกร ขยับขึ้นมาคว้าแต้มได้สำเร็จ หลังบิดเข้าป้ายในอันดับ 15 ตามหลังผู้ชนะ 22.691 วินาที

โดยหลังจบฤดูกาล 2023 ‘ไอเดีย’ กฤตภัทร สร้างผลงานยอดเยี่ยมบิดคว้าโพเดียมมา 3 ครั้งในปีนี้ รั้งอันดับ 6 บนตารางแชมเปียนชิพมีทั้งสิ้น 119 คะแนน ส่วนทีมเมทอย่าง ‘เอิร์ธ’ ธุรกิจ บัวผา ที่ไม่ได้ลงแข่งสนามสุดท้ายจากอาการบาดเจ็บ รั้งอันดับ 19 มีทั้งสิ้น 57 คะแนน ในปีแรกที่เข้าร่วมแข่งขันรายการนี้

การแจ้งเกิดครั้งนี้ของ ‘เติ้ล’ วรพรต ทองดอนเหมือน และ ‘แฟรงค์’ ภาสกร แสนหลวง นับเป็นสัญญาณที่ยอดเยี่ยมของ ‘ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม’ ที่สามารถผลักดันนักแข่งดาวรุ่งชาวไทยขึ้นสู่เวทีระดับโลกอย่างแข็งแกร่ง

‘สาวใจดี’ รุกช่วยเด็กชายวัย 9 ขวบ กลับคืนสู่ครอบครัว หลังถูกพ่อแท้ๆ พามานั่งขอทาน ริมถนนพัทยาสายสอง

(10 ก.ย. 66) น.ส.อนุธิดา จันทา อายุ 34 ปี แม่ค้าน้ำปั่น ชาวจังหวัดนครสวรรค์ ได้ช่วยเหลือ ด.ช.แจ็ค (นามสมมุติ) อายุ 9 ปี ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามญาติมารับตัวกลับบ้าน หลังถูกบิดาพามานั่งขอทานยามวิกาล ริมถนนพัทยาสายสอง ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จนกระทั่งสามารถติดต่อให้ผู้เป็นป้ามารับตัวกลับที่พัก โดยมีพนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

โดย น.ส.อนุธิดา เล่าโดยละเอียดว่าตนเองมาจากกรุงเทพฯ มาเที่ยวพัทยา เจอน้องวันแรกเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ผ่านมา สังเกตเห็นน้องนั่งขอทานริมถนน เกิดความสงสาร อยากที่จะช่วยเหลือ พยายามสอบถามถึงผู้ปกครอง แต่น้องก็ไม่ยอมบอก ตอบเพียงว่าพ่อแท้ๆ ให้มานั่งขอเงิน เพราะป่วยเป็นโรคไต

ตนเองซื้อข้าวให้น้องและฝากให้พ่อน้องด้วย รวมถึงยังซื้อเสื้อผ้าให้อีกด้วย ตนเองรู้สึกผิดปกติ เนื่องจากน้องผิวพรรณดี มีมารยาท ลักษณะไม่น่าจะเป็นขอทานได้ จึงเฝ้าดูมาถึงวันนี้ พร้อมทั้งอัดคลิปลงติ๊กต็อก หวังให้ติดต่อญาติมารับกลับไป

กระทั่งวันนี้ ตนเองสอบถามน้องอีกครั้ง เรื่องที่พักอยู่แถวไหนขอให้พาไปหน่อยเพราะตนเองจะกลับกรุงเทพฯ แล้ว กลัวจะไม่ได้เจอกันอีก น้องจึงขอไปหาน้าก่อน น้าขอทานอยู่แถวนี้ เป็นผู้ชายแต่งตัวดี ตนเองเห็นท่าไม่ดี จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ เพราะกลัวว่าน้องจะตกเป็นเหยือของแก๊งจับเด็กมาขอทาน แต่ผู้ชายคนนั้นเชื่อว่าน่าจะเป็นพ่อของน้อง เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับวิ่งหนีทิ้งลูก สร้างความแปลกใจให้กับตนเองและเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก

จากนั้นตนเองก็พยายามหาทางจนสามารถติดต่อป้าของน้องได้ จึงให้ญาติมารับตัวกลับโดยนัดกันที่ สภ.เมืองพัทยา พร้อมลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ซึ่งจากเหตุการณ์พ่อแท้ๆ พาลูกในไส้มานั่งขอทานสร้างสะเทือนใจ หดหู่ใจ ให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก จึงอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยตรวจสอบและติดตามตัวพ่อใจร้ายรายนี้ มาดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายด้วย

‘นทท.’ นับร้อย แห่ชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ขึ้น ที่ปราสาทพนมรุ้ง ผ่าน 15 ช่องประตู โชคดีท้องฟ้าเปิด ไร้เมฆบัง ทำให้ได้ชมความงดงาม

(10 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาตินับร้อยคน  เดินทางขึ้นไปเฝ้ารอชมปรากฏการณ์มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง ที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองของปีนี้ ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ ตามที่นักดาราศาสตร์ได้คำนวณและคาดการณ์ไว้ว่า ดวงอาทิตย์ จะขึ้นตรงและสาดแสงส่องผ่าน 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง ในวันที่ 3-5 เม.ย. และ วันที่ 8-10 ก.ย.ของทุกปี

จนกระทั่งเมื่อถึงเวลา 06.00 - 06.05 น. สภาพอากาศเอื้ออำนวย ท้องฟ้าแจ่มใสปลอดโปร่ง ไม่มีเมฆบดบัง ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างตื่นเต้นและประทับใจ ที่สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตูปราสาท อย่างน่ามหัศจรรย์ ตามที่นักดาราศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเฝ้ารอชมปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นอย่างมาก

โดยนักท่องเที่ยวหลายคนได้ใช้ทั้งโทรศัพท์มือถือ กล้องภาพนิ่ง และกล้องวีดีโอ บันทึกภาพช่วงเวลาดังกล่าว เก็บไว้เป็นที่ระลึก ขณะดวงอาทิตย์อรุณรุ่งสาดแสงส่องผ่าน 15 ช่องประตู ประสาทพนมรุ้ง เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยาก หลังจากเมื่อวันที่ 8-9 ก.ย. 66 ที่ผ่านมา สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยท้องฟ้าปิด มีเมฆบดบัง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง

โดยปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง ตามที่นักดาราศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ ในแต่ละปีจะมีปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตู 2 ครั้ง ในระหว่าง 3-5 เมษายน และวันที่ 8-10 กันยายน ของทุกปี

ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาชมได้ยาก ใน 1 ปี จะมีให้ชมเพียง 4 ครั้ง เท่านั้น โดยดวงอาทิตย์จะขึ้นตรง 2 ครั้ง ในช่วงวันที่ 3 - 5 เมษายน และวันที่ 8 - 10 กันยายน ของทุกปี และตกตรง 15 ช่องประตูปราสาท 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 5 - 7 มีนาคม และ 6 - 8 ตุลาคม ของทุกปี นับเป็นปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์

สำหรับปราสาทพนมรุ้ง เป็นเทวสถานในศิลปกรรมขอมแห่งเดียวในโลก ที่มีสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ที่เป็นการผสมผสานภูมิปัญญาด้านสถาปัตยกรรม ที่มีการก่อสร้างปราสาท ที่ให้แสงอาทิตย์ส่องตรง 15 ช่องประตู ผ่านศิวะลึงค์ ที่เปรียบเสมือนองค์พระศิวะ ซึ่งตั้งอยู่ภายในปรางค์ประธานของปราสาทพนมรุ้ง ที่เปรียบเสมือนเขาไกรลาสบนสรวงสวรรค์

ช่อง 3 นำนักแสดงร่วมงานแถลงข่าว “24 กันยายน “วันมหิดล” ศิลปินรวมใจช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” และร่วมกัน “ให้” ชีวิตใหม่แก่ผู้ด้อยโอกาส รพ.ศิริราช

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ในฐานะรองประธานกรรมการจัดงานหารายได้  และประธานกรรมการฝ่ายจัดรายการโทรทัศน์ประจำปี 2566   เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว “24 กันยายน “วันมหิดล” ศิลปินรวมใจช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช” ร่วมกับ ศ.คลินิก นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ในฐานะประธานกรรมการขอรับบริจาคเนื่องในวันมหิดล รศ. พญ.นันทกร ทองแตง รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและองค์กรสัมพันธ์ ในฐานะคณะกรรมการจัดงานหารายได้เนื่องในวันมหิดล คุณลาวัลย์ กันชาติ ประธานกรรมการ บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด คุณบงกช อักษรดี ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้อำนวยการสำนักกิจการและสื่อสารองค์กร บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) คุณวรวรรณ ติณสูลานนท์ ผู้จัดการบริหารประชาสัมพันธ์ สำนักกิจการและสื่อสารองค์กร บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด พร้อมสองนักแสดงจากช่อง 3 พทริเซีย-ธัญชนก กู๊ด จากละคร เกมรักทรยศและน้ำหวาน-ภูริต า สุปินชุมภู จากละคร สืบลับหมอระบาด  คุณสมพันธ์ จารุมิลินท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด คุณณฐนนท์ ดนัยพิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายออกอากาศ บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด(มหาชน)  คุณพลพล พลกองเส็ง ผู้แทนจากบริษัท จีเอ็มเอ็ม  แกรมมี่ จำกัด  (มหาชน) คุณรงวไล หมื่นสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมงาน

วันที่ 24 กันยายนของทุกปี ถือเป็นวันมหิดล และเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หรือพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย โดยตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชทานพระราชทรัพย์ ในการวางรากฐานพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขไทยให้เจริญก้าวหน้า เพื่อให้พสกนิกรไทยได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง โดยไม่เลือกยากดีมีจน ทรงอุทิศพระองค์เป็นแบบอย่างในการ “ให้” อย่างแท้จริง

ในทุกปีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ถือวันมหิดลเป็นประเพณีปฏิบัติในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาศิริราชให้เจริญก้าวหน้ามาถึงปัจจุบัน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเป็นผู้ให้ ด้วยการบริจาคเงินตามรอยพระบาทช่วยผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช โดยคณะฯ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเป็นประธานจัดงานหารายได้ เนื่องในวันมหิดลเสมอมา นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่คณะกรรมการจัดงาน และผู้ป่วยของ รพ.ศิริราช

กิจกรรมการรับบริจาคเงินพร้อมมอบธงวันมหิดลเป็นที่ระลึก ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ 2503 จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นปีที่ 63 โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 เป็นต้นมา นักศึกษาวิทยาเขตบางกอกน้อยได้ขอรับบริจาค ตามสถานที่ต่าง ๆ ในปีนี้ คณะฯ กำหนดวันศุกร์ที่ 22 กันยายน 2566 เป็นวันขอรับบริจาคครั้งใหญ่ ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล และพิเศษสุดกับการเดินสายขอรับบริจาคที่อาคารมาลีนนท์ ร่วมกับศิลปิน นักแสดง ที่กรุณาสละเวลามาช่วยรับบริจาค นำเงินช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช โดยผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป จะได้รับธงแขวนเป็นที่ระลึกและตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป จะได้รับธงพร้อมเสาเป็นที่ระลึก สำหรับธงในปีนี้จะเป็นรูปสามเหลี่ยมสีแดง เนื่องจากวันที่ 24 กันยายน ตรงกับวันอาทิตย์ พร้อมสกรีนพระรูปสมเด็จพระบรมราชชนกประทับพระเก้าอี้อยู่กลางผืนผ้า และข้อความ “ที่ระลึกวันมหิดล วันที่ ๒๔ กันยายน โรงพยาบาลศิริราช ๒๕๖๖”

อีกหนึ่งกิจกรรม นั่นคือ การจัดรายการพิเศษเนื่องในวันมหิดล ปี 2566 ภายใต้แนวคิดศิริราชกับคุณภาพชีวิตผู้พิการในประเทศไทย เนื่องจากสถานการณ์ของผู้พิการในแต่ละปียังคงมีความน่าเป็นห่วงซึ่งมีมากกว่า 2 ล้านคน แบ่งเป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหวมากถึง 50% หรือประมาณ 1 ล้านคน ต่างรอคอยการเข้าถึงกายอุปกรณ์ที่เหมาะสม แต่ทุกวันนี้โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร มีกำลังการผลิตอุปกรณ์เพียง 4,000 ชิ้นต่อปีเท่านั้น ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานสัมภาษณ์ประเด็น “คุณภาพชีวิตผู้พิการในประเทศไทย” ตลอดจนพระราชทานคำแนะนำการดูแลใจและกายไปยังพสกนิกรที่ในครอบครัวมีผู้พิการหรือทุพพลภาพ นอกจากนี้ ในรายการพิเศษเนื่องในวันมหิดลปีนี้ ยังมีสาระความบันเทิงที่หลากหลายเกี่ยวกับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว อาทิ รายการเจาะใจ ตอนพิเศษ ประเด็น “ศิริราชกับกายอุปกรณ์สำหรับผู้พิการ และผู้มีความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว” ร่วมสัมภาษณ์ ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล และ รศ. พญ.กุลภา ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร และ VTR สุด Exclusive ส่งต่อเรื่องราวดีๆ พลิกชีวิตจากผู้ที่มีความบกพร่อง เปลี่ยนสู่ผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์ พร้อมส่งต่อรอยยิ้มอันแสนสุขที่มาจากหัวใจ

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก อาจารย์ธนธัช จรัสรุ่งโอฬาร รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร พาเปิดบ้านเยี่ยมชมภารกิจการผลิตนักกายอุปกรณ์และนวัตกรรรมที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้พิการ โดยผู้ที่มีข้อสงสัยหรือสนใจปรึกษาปัญหาสุขภาพเพิ่มเติมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ติดต่อได้ที่หมายเลข 02 270 2555 จำนวน 20 คู่สาย และในปีนี้ได้รับเกียรติจากคุณสัญญา คุณากร (ดู๋) พ.ท.หญิง ชลรัศมี งาทวีสุข (ทิพย์) คุณสุวิกรม อัมระนันทน์ (เปอร์) คุณอรชพร ชลาดล (มิ้นท์) และ นศพ.อิทธิพัฒน์ อารยะการกุล (พีท) ร่วมเป็นพิธีกร

สามารถรับชมและร่วมบริจาคผ่านหมายเลข 02 270 2222 จำนวน 60 คู่สาย ในวันเสาร์ที่ 16 กันยายนนี้ เวลา 16.00 – 18.00 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ. 5) และรับชมได้พร้อมกันทางสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี (ช่อง 32) และทางสถานีโทรทัศน์ TNN 2 (True Visions ช่อง 784) ตลอดจนถ่ายทอดสดผ่านทาง Page Facebook sirirajpr, TV5HD Online, TNN2 True Vision784 และช่องทาง Youtube TNN2 True Vision784 รวมถึงรับชมออนไลน์ผ่านทาง TrueID Application TNN2 True Vision784 และ TrueID TV Box TNN2 True Vision784 อีกช่องทาง

‘เจ้าของบ้าน’ เข่าแทบทรุด หลังไฟไหม้วอดทั้งบ้าน เหตุเปลี่ยนถังแก๊สแล้วขันไม่แน่น ทำระเบิดบึ้มสนั่น

(10 ก.ย. 66) เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา สถานีตำรวจภูธรลานสัก ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้บริเวณบ้านเลขที่ 2 หมู่ 1 บ้านทุ่งนางาม ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี

หลังจากได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจทุ่งนางาม พร้อมนายก อบต.ทุ่งนางาม รีบรุดประสานไปยังรถน้ำดับเพลิง อบต.ทุ่งนางาม อบต.เขากวางทอง อบต.ทุ่งโพ อบต.ประดู่ยืน มายังที่เกิดเหตุ พบเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้หลังใหญ่ไฟไหม้กำลังลุกโหมอย่างแรง เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเร่งช่วยกันดับไฟ ใช้เวลาโดยประมาณ 1-2 ชั่วโมง กว่าไฟจะค่อยสงบลง ในที่เกิดเหตุพบชาวบ้านได้ช่วยเหลือนำภรรยาของเจ้าของบ้าน นำส่งรพ.ลานสักเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากอยู่ในสภาวะตกใจ อิดโรยเป็นลมทั้งยืน

เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดอีกครั้ง พบข้าวของภายในบ้านหลายอย่างถูกไฟไหม้จนหมดเกลี้ยง เนื่องจากไฟได้ไหม้ลุกโหมอย่างแรง จนเอาไม่อยู่ พร้อมกับพรุ่งนี้เช้าทางเจ้าของบ้านจะประเมินค่าเสียหายภายในบ้านหลังดังกล่าวอีกครั้ง พร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะมาช่วยเหลือเจ้าของบ้านในเบื้องต้น

ทราบต่อมาเจ้าของบ้านชื่อนายสำเนา อินสละ อายุ 68 ปี ได้เปิดเผยว่า ขณะนั้นช่วงประมาณ 2 ทุ่ม ตนเองได้ใช้ให้หลานมาเปลี่ยนถังแก๊สหุงต้มที่บ้านหลังเกิดเหตุให้ คาดว่าหลานน่าจะขันหัวแก๊สไม่แน่น หลังจากนั้นตนเองไปดูพร้อมกับไปขันใหม่ให้แน่น แล้วก็มาลองเปิดถังแก๊ส แล้วสักพักก็บึ้มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตนเองก็ได้ใช้ผ้าชุบน้ำมาโป๊ะถังแก๊สที่ไฟกำลังลุกไหม้ แต่เอาไม่อยู่ ไฟได้ไหม้ลามอย่างรวดเร็ว ตนเองพร้อมภรรยาได้วิ่งหนีออกมาจากที่เกิดเหตุ

‘การบินไทย’ อยู่ระหว่างเจรจาจัดหาเครื่องบินใหม่กว่า 95 ลำ หวังขยายขีดความสามารถการให้บริการในอนาคต

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.66 การบินไทยกำลังเจรจากับทั้ง Boeing และ Airbus เพื่อสั่งซื้อเครื่องบินใหม่มากกว่า 95 ลำ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินลำตัวแคบ 15 ลำ และเครื่องบินลำตัวกว้าง 80 ลำ ทั้งนี้ เพื่อเป็นไปตามการดำเนินการปรับโครงสร้างใหม่และเตรียมพร้อมรับตลาดการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา การบินไทยได้ประกาศว่ากำลังจัดหาเครื่องบิน A321neo จำนวน 10 ลำ และ A350-900 เพิ่มเติมอีก 11 ลำ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงกลางของการฟื้นฟูกิจการ แต่สายการบินก็ต้องการเพิ่มขีดความสามารถเพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้น

แหล่งข่าวรายงานว่า ในเบื้องต้นยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเครื่องบินใหม่ทั้ง 95 ลำนี้จะเป็นรุ่นใดบ้าง แต่คาดว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะเกิดขึ้นก่อนสิ้นปีนี้ หากเป็นไปตามแผน เครื่องบินใหม่จะทยอยรับมอบในช่วงทศวรรษหลังจากการสั่งซื้อ และนี่จะเป็นคำสั่งซื้อขนาดใหญ่อีกหนึ่งรายการของสายการบินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

Boeing และ Airbus ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

จากข้อมูลของ planespotters.net ปัจจุบัน ฝูงบินของการบินไทยมีจำนวน 52 ลำ ประกอบด้วย A320-200 จำนวน 4 ลำ A330-300 จำนวน 3 ลำ A350-900 จำนวน 14 ลำ Boeing 777-200ER จำนวน 6 ลำ Boeing 777-300ER จำนวน 17 ลำ Boeing 787-8 จำนวน 6 ลำ และ Boeing 787-9 จำนวน 2 ลำ

ทั้งนี้ สายการบินกำลังอยู่ในระหว่างการควบรวมกิจการของสายการบินในกลุ่ม Thai Smile เข้าดำเนินการภายใต้การบินไทย และรับโอนย้ายเครื่องบิน Airbus A320-200 ที่เหลืออีก 16 ลำ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top