Thursday, 2 July 2026
NEWS FEED

เทียบมุมมอง 'หมอชลน่าน - ปกรณ์วุฒิ' กรณีอนาคตประชากรไทย ภายใต้สังคมผู้สูงอายุพุ่ง อัตราการเกิดต่ำ สั่นคลอนความสมดุล

(13 ก.ย.66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'ถือแถน ประสพโชค' ได้โพสต์คำพูดความคิดเห็นของ 2 คนจาก 2 พรรค (นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข และ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล) ที่สะท้อนถึงการมองปัญหาของสังคมและปัญหาของประเทศที่แตกต่าง ไว้ว่า...

สภาพสังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดต่ำ คนวัยทำงานมีน้อยลง ภาระพึ่งพิงมากขึ้น เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ

สภาวะทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนวัยเจริญพันธุ์ไม่อยากมีลูก จนกลายมาเป็นฐานคิดว่าลูกมากจะยากจนอย่างที่หมอชลน่านพูด

ซึ่งมันเป็นปัญหาที่รัฐจะทำอย่างไร จึงจะสามารถแก้ปัญหาไม่ให้เกิดภาวะการมีลูกแล้วกลายเป็นภาระ โดยรัฐจะต้องมีมาตรการออกมาช่วยเหลือ มาช่วยให้โครงสร้างประชากรเป็นโครงสร้างที่สมดุล ซึ่งจะส่งผลต่อประเทศในอนาคต

แต่อีกคนจากอีกพรรคไปมองว่า การแต่งงานการมีลูกจะไปบังคับกันไม่ได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นไปเลย

เพราะการสร้างครอบครัว การจะเป็นครอบครัวขยาย ไม่มีรัฐที่ไหนจะไปบังคับให้ใครมีลูก

รัฐทำได้เพียงทำมาตรการส่งเสริม สร้างสวัสดิการที่ดีไว้สำหรับเด็กที่เกิดขึ้นมา สร้างการศึกษาที่ดี สร้างการเรียนฟรีที่ฟรีจริงๆ สร้างสภาวะสังคมที่ดีปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อให้คู่ชีวิตวัยหนุ่มสาวอยากมีครอบครัวอยากมีลูก และมีลูกมากก็ยังไม่ยากจน

สังคมบ้านเราปัจจุบันเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว และอัตราการเกิดต่ำมีเด็กน้อย โรงเรียนร้างไม่มีเด็กๆ มีอยู่ทั่วไปเต็มไปหมด แถวบ้านผม โรงเรียนประถมตามบ้านนอก เด็กที่เรียนอยู่เกินครึ่งเป็นลูกหลานของแรงงานต่างชาติ ส่วนโรงเรียนเอกชนนานาชาติในเมืองเกินครึ่งเป็นลูกหลานคนจีนที่มาเรียนในไทย

ถ้าเราปล่อยให้โครงสร้างประชากรในประเทศอยู่ในสภาพนี้ อนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร

พรรคที่หาเสียงจะแก้โครงสร้าง แต่ดูทัศนะแล้วเหมือนยังไม่เข้าใจโครงสร้างเลย จะเอาแต่สิทธิ์แต่เหมือนไม่รู้หน้าที่

'ทร.' แจง 'ก้าวไกล' เหตุยกเลิก 'จ้างกู้-ลำเลียง' รล.สุโขทัย เพราะไม่มีรายใด ยื่นเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามเงื่อนไข

(13 ก.ย.66) พล.ร.อ. ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่าตามที่ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหล่าทัพ โดยช่วงหนึ่งของการอภิปราย กล่าวถึงการกู้เรือหลวงสุโขทัย ว่า...

"กองทัพเรือได้เปิดประมูลกู้ เรือหลวงสุโขทัย ภายหลังได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 200 ล้านบาท โดยมีผู้ยื่นซองประมูลจำนวน 16 ราย ซึ่งได้มีการนัดยื่นซอง ประกวดราคาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 66  แต่ต่อมา ในวันที่ 8 ก.ย. 66 มีประกาศจากกองเรือยุทธการ ยกเลิกประมูล โดยไม่แจ้งเหตุผล ไม่ทำ TOR ไม่เปิดเชิญชวนใหม่ แต่ให้คนเคยยื่นซองยื่นไปใหม่ราคาเดิม ทำให้เกิดข้อสงสัย ว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส"

พล.ร.อ.ปกครอง กล่าวว่า การกู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัยนั้น กองทัพเรือ ได้อนุมัติหลักการและงบประมาณในการจ้างกู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัย โดยให้กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยถืองบประมาณ 

ในการนี้กองเรือยุทธการได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางคณะกรรมการกำหนดร่างขอบเขตของงานหรือ TOR และกำหนดคุณลักษณะรวมถึงรายละเอียดการจ้างกู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัย เพื่อดำเนินการจัดทำราคากลางและ TOR งานจ้างกู้และลำเลียง ซึ่งคณะกรรมการจ้างโดยวิธีคัดเลือกได้มีหนังสือเชิญชวนเสนอราคาถึงผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดจำนวน 14 ราย โดยได้กำหนดยื่นวิจารณ์ขอบเขตของงานภายในวันที่ 15 ส.ค.66 รับฟังคำชี้แจงจากการวิจารณ์ขอบเขตของงานในวันที่ 18 ส.ค.66 และยื่นข้อเสนอในวันที่ 25 ส.ค. 66 โดยเมื่อถึงกำหนดวันเวลายื่นซองข้อเสนอปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย 

จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการยื่นข้อเสนอของทั้ง 6 ราย พบว่าไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอรายใดยื่นเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนด จึงไม่มีการพิจารณาข้อเสนอทางด้านเทคนิคและข้อเสนอทางด้านราคา คณะกรรมการฯ จึงได้ยกเลิกการจ้างและลำเลียงเรือหลวงสุโขทัยในครั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และจะมีการประกาศเพื่อคัดเลือกใหม่ในโอกาสต่อไป โดยทางคณะกรรมการจัดจ้าง จะให้ทุกบริษัทที่สนใจ ยื่นซองใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยไม่มีการปิดกั้นบริษัทใดๆ ทั้งสิ้น

"การกู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัยรวมถึงการจัดหายุทโธปกรณ์ต่างๆ นั้น กองทัพเรือมีนโยบายในการจัดหาด้วยความโปร่งใส มีเอกสารหลักฐานการดำเนินงานอย่างชัดเจน มีขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งในส่วนของการ จ้าง กู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัย หากมีความคืบหน้าจะได้มีการชี้แจงให้สื่อมวลชนได้ทราบในโอกาสต่อไป" พล.ร.อ.ปกครอง กล่าว

‘หมอประชา’ ยกเคสหญิงโสดวัย 57 ‘พูดจาสับสน-สมองตายหลายจุด’ ตรวจพบมะเร็งรังไข่-ลิ่มเลือดอุดตัน เหตุ ‘ไม่มีลูก-ไม่มีเซ็กซ์’

(13 ก.ย. 66) ผนพ.ประชา กัญญาประสิทธิ์ ประสาทศัลยแพทย์ แพทย์ชำนาญเฉพาะทางศัลยกรรมโรคหลอดเลือดสมอง รพ.เชียงใหม่ ได้โพสต์คลิป เตือนภัยสาวโสดผ่าน Tiktok @doctor.pracha_neuro_surg โดยระบุว่า “สาวโสดโปรดระวัง โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้ใช้รังไข่”

โดย นพ.ประชา ได้ยกกรณีศึกษาเป็นผู้ป่วยหญิงอายุ 57 ปี อยู่ในอาการพูดจาสับสน คนไข้อยู่คนเดียว มีสถานะเป็นโสด สแกน MRI พบว่ามีสมองตายหลายจุด ในบางตำแหน่งทำให้ตามัว เนื่องจากสมองซีกซ้ายนั้นควบคุมภาษา ทำให้คนไข้พูดจาเปลี่ยนไป ผลเลือดมีโซเดียมต่ำ ไตเริ่มเสื่อมเพราะกินน้ำน้อย เม็ดเลือดแดงต่ำเพราะเริ่มซีดนิดหน่อย มีแคลเซียมในเลือดสูงมา

เคสนี้บินมาเพราะญาติร้อนใจหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมสมองตายมากขนาดนี้ อัลตราซาวนด์พบว่าผู้ป่วยมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ในอุ้งเชิงกราน อายุ 57 ปีคงไม่ใช่ตั้งท้อง ผลการตรวจชิ้นเนื้อพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดไปอุดตันอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย แคลเซียมก็สูงมากและอุดตันที่ขาทั้งสองข้างทำให้ขาบวม รวมถึงที่สมอง

คุณหมอได้ทิ้งท้ายไว้ว่า โรคมะเร็งรังไข่มักเป็นในผู้หญิงที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ดังนั้นหญิงไม่มีบุตรและสาวโสดมีความเสี่ยง จึงต้องพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำ”

ก.แรงงาน คว้ารางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา – นาวาทอง” ปี 2566 

วันที่ 13 กันยายน 2566 เวลา 10.00 น. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน รับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐระดับกระทรวง ด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ  รางวัล “สำเภา – นาวาทอง”ประจำปี 2566 พร้อมด้วยนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน ร่วมรับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐระดับกรม โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิชัยพัฒนา เป็นประธานการมอบรางวัล ณ หอประชุม ชั้น 7 อาคาร 23 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถนนวิภาวดี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

สำหรับการมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา – นาวาทอง”ประจำปี 2566 ในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อคัดเลือกส่วนราชการที่ปรับปรุงกระบวนงานและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผลเพื่อรับรางวัล เชิดชูเกียรติและประชาสัมพันธ์หน่วยงานที่ได้รับรางวัล และสร้างความร่วมมือและกระบวนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยโล่รางวัลแบ่งเป็นรางวัลหน่วยงานระดับกระทรวง รางวัลหน่วยงานระดับกรม รางวัลหน่วยงานเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนงาน(สำนัก/กอง) และรางวัลระดับภูมิภาค

ทั้งนี้กระทรวงแรงงานมีหน่วยงานในสังกัด 2 หน่วยงาน ร่วมรับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐระดับภูมิภาคได้แก่ กรมการจัดหางาน และสำนักงานประกันสังคม รายชื่อผู้รับมอบดังนี้ นางธนพร สุวรรณโณ จัดหางานจังหวัดนครนายก และนางสาวนฤมล บุญมี ประกันสังคมจังหวัดนครปฐม ร่วมรับมอบ

ในส่วนของกระทรวงแรงงานคณะกรรมการตัดสินรางวัลฯ มีมติมอบรางวัลหน่วยงานระดับกระทรวงให้กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ได้ดำเนินการปลดล็อคกฎหมาย ระเบียบ ช่วยลดปัญหาอุปสรรคและอำนวยความสะดวกการดำเนินภาคธุรกิจจนเห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งรางวัลดังกล่าวถือเป็นการให้กำลังใจและเชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่ช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์

WHO เตือน!! คนทำงานเกิน 54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เสี่ยง 'โรคหลอดเลือดหัวใจ-เส้นเลือดในสมองแตก'

‘งานหนักไม่เคยฆ่าใครตาย’ หากมีใครมาพูดประโยคนี้ใส่มนุษย์เงินเดือนในปัจจุบัน คงเถียงสุดใจขาดดิ้นว่า ‘การทำงานหนัก สามารถทำให้ตายได้’

การทำงานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ‘Work from home, Work from anywhere เข้าออฟฟิศ หรือ การทำงานแบบ Hybrid เข้าออฟฟิศด้วยและทำงานที่ไหนก็ได้นั้น’ ยิ่งทำให้ทำงานหนักมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งการทำงานแบบ Work from home, Work from anywhere ที่หลายคนบอกว่าสบาย ทำงานที่บ้าน หรือ ทำงานจากที่ไหนก็ได้ กลายเป็นเหมือนต้องทำงาน 24 ชั่วโมง

ปัจจุบัน สังคมมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และวุ่นวายมากขึ้นกว่าเดิม การต่อสู้เพื่อดิ้นรนให้อยู่รอดยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น 'เงิน' กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ทำให้ทุกชีวิตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย และแน่นอนว่ายิ่งต้องการเงินมากเท่าไรก็ยิ่งทำงานเยอะมากขึ้นเท่านั้น จนบางคนอาจเผลอทำงานหนักมากเกินไป พักผ่อนน้อย และละเลยในการดูแลใส่ใจสุขภาพของตนเอง

จากการศึกษาล่าสุดขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ พบว่า คนที่ทำงานเกิน 54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตก 

>> สัญญาณอันตรายเตือน คุณกำลังมีปัญหากับการ Work-Life Balance จากการทำงานหนักมากเกินไป มีดังนี้...

1. ไม่มีสมาธิในการทำงาน ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานได้นานๆ เหมือนแต่ก่อน 

2. อารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวหาย เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย หรืออยู่ดีๆ ก็หงุดหงิดใส่เพื่อนร่วมงานที่ทำอะไรผิดหูผิดตา ทั้งๆ ที่แต่ก่อนไม่เคยเป็น จนทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย

3. ปลีกตัว ไม่อยากสุงสิงกับใคร ทั้งที่แต่ก่อนเป็นคนสนุกสนานร่าเริง ทั้งกับเพื่อนร่วมงานและคนในครอบครัว แต่กลับกลายเป็นอยากอยู่ตัวคนเดียว ไม่อยากคุยกับใคร เบื่อที่จะคุยกับคนอื่น เมื่อมีคนเข้ามาคุยก็จะรู้สึกหงุดหงิดและไม่อยากพูดคุยด้วย

4. รู้สึกผิดกับงานที่ทำไม่สำเร็จมากขึ้น งานที่เคยเสร็จทันกำหนดเวลาก็เริ่มไม่ทันเวลามากขึ้น ผลงานที่เคยดีก็ไม่ดีเหมือนเดิม แม้ใส่ความพยายามเท่าเดิมแต่กลับแย่ลง ไม่ถึงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จนรู้สึกแย่ลงไปเรื่อยๆ และโทษตัวเองมากขึ้น

5. ป่วยบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัวไมเกรน ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดตัว ปวดตา คลื่นไส้อาเจียน มึน ออฟฟิศซินโดรม ฯลฯ

6. คุณเลิกสนใจหรือไม่ใส่ใจตัวเอง ไม่ให้ความสำคัญกับตัวเอง ไม่ดูแลตัวเอง

7. คุณนอนไม่เป็นเวลา หลายคนอาจจะนอนไม่หลับ หรือจำนวนงานที่มากเกินไป ทำให้เวลาที่ควรค่าแก่การพักผ่อนก็ต้องมานั่งทำงาน และหันไปพึ่งยานอนหลับ ยาแก้เครียด หรือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างมันท่วมท้น

8. คุณทานไม่เป็นเวลา หรือ ทานน้อยกว่าปกติ  มีความเบื่ออาหาร ไม่มีความสนุก หรือความสุขในการทานอาหาร

9. คุณออกกำลังกายไม่เพียงพอ ความเหนื่อยจากการทำงานและความเครียดอาจจะทำให้ใครหลายๆ คนละเลยในการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ

10. คุณไม่ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ หรือแม้แต่พลาดนัดสำคัญๆ บ่อยๆ

เมื่อรู้ถึงโทษของการทำงานหนักกันแล้ว หวังว่าคนวัยทำงานทุกคนจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจของตนเองมากขึ้น ทำงานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข ไม่ใช่ทำงานเพื่อนำเงินมารักษาตัว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ร่วมกับ ตำรวจภูธรภาค 2 คืนรถที่ยึดได้จากแก๊งรับจำนำรถเถื่อน คืนความสุขให้กับประชาชน

ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) เป็นศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายทั่วประเทศ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเงินกู้นอกระบบหลายรูปแบบ เช่น แอพพลิเคชั่นเงินกู้ผิดกฎหมาย, แก๊งหมวกกันน็อค, การรับจำนำรถโดยผิดกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งได้มีการปราบปรามการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวเรื่อยมา

จากกรณีเมื่อวันที่ 31 ม.ค.66 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปน.ภ.2 ได้ทำการจับกุม นายณัฐพงษ์ หรือโจ้ (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ จำนวน 37 คัน และรถยนต์ จำนวน 69 คัน ซึ่งเป็นรถของกลางที่ได้มาจากการรับจำนำรถโดยผิดกฎหมาย ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต และจัดตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอไปแล้วนั้น

กรณีดังกล่าว ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) นำโดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปน.ตร. , พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2/ผอ. ศปน.ภ.2 , พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2/รอง ผอ.ศปน.ภ.2 ได้สั่งการให้ ชุดปฏิบัติการสืบสวนส่วนกลาง ศปน.ตร. และ ศปน.ภ.2 เร่งรัดปราบปรามกลุ่มเงินกู้นอกระบบที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรากว่าที่กฎหมายกำหนด และมีการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ลูกหนี้ โดยให้ดำเนินการสืบสวนขยายผลดำเนินคดีกับเครือข่ายผู้กระทำความผิดดังกล่าว

จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า นายณัฐพงษ์ หรือโจ้ ซึ่งถูกจับกุมไปแล้วนั้น เป็นหนึ่งในเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมายซึ่งมี นายฐณะวัฒน์ หรือไอซ์ บางละมุง เป็นหัวหน้าขบวนการดังกล่าว จึงได้ตรวจสอบความเชื่อมโยงทางการเงินและรวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถขออนุมัติหมายจับบุคคลเกี่ยวข้อง และขยายผลเข้าตรวจค้น จำนวน 14 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง, พิษณุโลก และ กาญจนบุรี จนสามารถจับกุมนายฐณะวัฒน์ หรือไอซ์ หัวหน้าขบวนการ พร้อมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มเติมอีก 8 ราย โดยดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และร่วมกันจัดตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต” และสามารถตรวจยึดของกลางเพิ่มเติม เป็นรถยนต์ จำนวน 23 คัน และรถจักรยานยนต์ จำนวน 43 คัน รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดทั้งหมด 40,700,000 บาท

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการทลายเครือข่ายของ นายฐณะวัฒน์ หรือไอซ์ บางละมุง ซึ่งดำเนินการปล่อยเงินกู้อยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องรวมทั้งนายทุนที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มดังกล่าวได้ทั้งหมด รวมผู้ต้องหาในขบวนการทั้งหมด 9 ราย ตรวจยึดรถยนต์ได้ 92 คัน รถจักรยานยนต์ 80 คัน ซึ่งก็เป็นปัญหาหนี้นอกระบบในอีกรูปแบบหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะจะต้องแบกรับภาระจ่ายดอกเบี้ยที่สูงมากและบางครั้งไม่สามารถติดตามรถคืนได้

ในวันนี้ (13 ก.ย.66) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปน.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.อิทธิพล   อิทธิสารรณชัย ผบช.ภ.2/ผอ. ศปน.ภ.2 , พล.ต.ต.ชัยต์พจน์ สูวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2/รอง ผอ.ศปน.ภ.2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ศปน.ตร. และ ศปน.ภ.2 ดำเนินการคืนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางให้กับผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของรถที่แท้จริง ซึ่งได้มีการทยอยส่งมอบคืนไปแล้วบางส่วน เป็นรถยนต์ 67 คัน และรถจักรยานยนต์ 39 คัน ในวันนี้มีการส่งคืนรถของกลางที่เหลือทั้งหมด เป็นรถยนต์จำนวน 25 คัน และรถจักรยานยนต์จำนวน 41 คัน เพื่อเป็นการคืนความสุขให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกู้หนี้นอก

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การดำเนินการคืนรถของกลางซึ่งตรวจยึดจากแก๊งค์เงินกู้ในวันนี้ ถือเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งในการปราบปรามแก๊งค์เงินกู้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปน.ตร. และ ศปน.ภ.2 ได้ขยายผลจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาของทั้งขบวนการได้ครบทั้ง 9 คน ตรวจยึดรถยนต์ได้ 92 คัน รถจักรยานยนต์ 80 คัน ซึ่งแก๊งค์นี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่หลายจังหวัด วันนี้จึงได้นำรถของกลางทั้งหมดส่งมอบคืนให้กับผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งค์เงินกู้ดังกล่าวทั้งหมด เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน

สุดท้ายนี้ ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอฝากเตือนภัยถึงประชาชน อย่าหลงเชื่อในการกู้เงินจากแหล่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือและไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งยังเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และหากพี่น้องประชาชนท่านใดได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งค์เงินกู้ผิดกฎหมายหรือมีเบาะแสที่เป็นประโยชน์ สามารถแจ้งไว้ที่ช่องทางสายด่วน 1599 หรือ แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละพื้นที่ได้ทันที

'พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงนโยบายรัฐบาล ประกาศฟื้นฟูหลักนิติธรรม-ไม่ยืนฝั่งคนทำผิด

เมื่อวานนี้ ( 12 กันยายน 2566 ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.25น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ขอเรียนว่า วันนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำงาน การทำงานได้ต้องหลังแถลงนโยบาย นโยบายเป็นทิศทางให้เห็น 4 ปีข้างหน้าจะบริหารงานไปทิศทางใด ในส่วนกระทรวงยุติธรรม ผมถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด เนื่องจากรัฐบาลนี้หยิบการฟื้นฟูหลักนิติธรรมขึ้นมา หลักนิติธรรม เป็นหลักพื้นฐานในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเป็นหลักในการควบคุมการใช้อำนาจของทุกหน่วยงาน ไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ อันนี้คือ บทบาทสำคัญที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องรับนโยบาย ขณะที่สิ่งที่ท้าทาย คือ เราต้องนำตัวชี้วัด มาตรฐานหลักนิติธรรม การคอร์รัปชัน ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องเข้าไปแก้ไข ผู้ที่ดูอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ต้องไม่ไปยืนในฝั่งผู้กระทำความผิด หลักนิติธรรม คือ บ้านเมืองต้องปราศจากคอร์รัปชัน ขณะที่รัฐบาลต้องโปร่งใส และต้องส่งเสริมสิทธิพื้นฐาน ไม่ว่าเรื่องแรงงาน ชุมชน ป่าไม้ การปกป้องนักสิทธิมนุษยชน ที่ออกมาต่อสู้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีคำถาม นโยบายรัฐบาลนี้ ทำไมไม่มีเรื่องนโยบายภาคใต้ ผมได้สอบถามที่ประชุม ครม.แล้วว่า ทำไม นโยบายรัฐบาล ทั้ง 14 หน้าไม่มีเรื่องภาคใต้ ก็ได้รับคำตอบ เรามีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เอามาเขียน เรื่องแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ 

"ส่วนกรณียาเสพติดร้ายแรง บทบาทกระทรวงยุติธรรมได้เปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา คือ เราเอาประมวลยาเสพติดขึ้นมาใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้ตั้งแต่ปี 2564 แต่กฎหมายลูกล่าช้าก็ยังไม่ประกาศใช้" พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

ศรชล.ภาค 1 โดย ศรชล./ศคท.จว.สป. ร่วม จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์สู่ชุมชน

ใน 12 ก.ย.66 เวลา 10.00 น. ศรชล.ภาค 1 โดย ศรชล./ศคท.จว.สป. ได้จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์สู่ชุมชน ด้วยการจัดกำลังพลในสังกัด พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มอบก้อนเห็ดเพื่อการเพาะปลูก ให้กับคณะครูและนักเรียน รร.บ้านขุนสมุทรไทย อ.พระสมุทรเจดีย์ จว.สป. ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับ อ.1 - ป.6 ที่มีเด็กนักเรียนด้อยโอกาสและพิการซ้ำซ้อนศึกษาอยู่ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียนทุกระดับชั้น ได้เรียนรู้การเพาะปลูกพืชในตระกูลเห็ด

นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารรับประทาน ช่วยบรรเทาภาระและค่าใช้จ่ายของอาหารมื้อกลางวัน ซึ่งมีหน่วยงานตลอดจนผู้มีจิตกุศล ร่วมบริจาคในการจัดหาก้อนเห็ด จำนวน 400 ก้อน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสร้างการเรียนรู้ให้เด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ได้รู้จักและเรียนรู้การใช้ทรัพยากรตามธรรมชาติเพื่อมาดำรงชีวิต ตลอดจนให้เด็กๆ ได้มีกิจกรรมและสานสัมพันธ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานต่างๆ ที่ตั้งใจมาให้การสนับสนุนสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับทาง รร.ฯ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์หน่วยงานของ ศรชล.ภาค 1 ให้เด็กๆ ได้รู้จักอีกด้วย 

‘ดร.เอ้’ ซีเรียส เจอข่าวร้ายรายวัน เครนล้มกลางกทม. คนตายอีกแล้ว โอด!! มุ่งกระตุ้นเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ แต่ดูเหมือนไม่มีอะไรดีขึ้น 

(13 ก.ย. 66) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ตายอีกแล้วหรือครับ เมื่อไหร่คนไทยจะอยู่ในสังคมปลอดภัย

อันตรายใกล้ตัว ป้องกันได้ ด้วยมือเราเอง

ผมกลับจากสวิตเซอร์แลนด์ มาเจอข่าวร้ายรายวัน เครนล้มกลางกทม. คนตายอีกแล้ว! วันนี้ก็มีข่าวเหล็กก่อสร้างหล่นใส่กลางถนน ครั้งก่อนก็มีคนตาย

เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองของเรา ทำไมคนไทยและลูกหลาน ต้องใช้ชีวิตเสี่ยงได้ทุกวัน ไม่รู้จะเจอแจ็กพอตเข้าวันไหน น่ากลัว

ผมซีเรียสนะครับ เพราะพยายามกระตุ้นเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ มาทั้งชีวิตการทำงานด้านวิศวกรรม แต่ดูเหมือน ไม่มีอะไรดีขึ้น หรืออาจจะแย่ลงด้วยซ้ำ พิสูจน์จากสถิติความสูญเสียจากอุบัติเหตุ ที่มาจากความประมาท และไม่ใส่ใจ

เพราะอะไรรู้ไหม เพราะเรา ‘ไม่เอาจริงเอาจัง’ ในการแก้ปัญหา คิดเพียงแต่ว่า เดี๋ยวข่าวก็เงียบ ทั้งที่มีคนตาย แถมปล่อยให้หน่วยงานที่เป็นปัญหา ไปจัดการกันเอง แบบนี้คือ วิธีแก้ปัญหาหรือ

ถึงเวลา ที่เราต้องระบบตรวจสอบ ถอดบทเรียน นำไปสู่การคุ้มครองผู้เสียหาย ซึ่งอาจเป็นใครก็ได้ ทั้งเสนอหลักฐานตามหลักวิชาการ และเป็นธรรม นำไปสู่การหาผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยลอยนวล

มาช่วยกันเถอะครับ ร่วมกันให้ครบ 10,000 คน เพื่อเสนอกฎหมายตั้ง ‘#องค์กรอิสระเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ’ เพื่อทำหน้าที่นี้ เหมือนกับประเทศพัฒนา ที่เขามีกันทั้งนั้น เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ

มาร่วมลงชื่อที่ suchatvee.com สร้างสังคมไทยปลอดภัยด้วยกันครับ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบรางวัล “บุคคลต้นแบบทางการเงิน และบุคคลต้นกล้าทางการเงิน” โครงการ Money Management & Investment ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2566 สร้างโอกาสแห่งความภาคภูมิใจ

วันนี้ (13 ก.ย.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีมอบรางวัล “บุคคลต้นแบบทางการเงิน และบุคคลต้นกล้าทางการเงิน” โครงการ Money Management & Investment ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2566 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีคุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , ผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติตระหนักถึงความเดือดร้อนและความจำเป็นในปัญหาหนี้สินของข้าราชการตำรวจและลูกจ้างประจำ จึงได้ดำเนินนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2566 สมาคมแม่บ้านตำรวจได้เสนอให้โครงการ Money Management & Investment เป็นโครงการระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ลงนาม MOU ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 รวมทั้งบรรจุเป็นหลักสูตรเสริม และอบรมให้แก่ข้าราชการตำรวจ ทุกระดับชั้นในทุกสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันจากผู้เชี่ยวชาญ เป็นการให้ความรู้ คำแนะนำ การให้คำปรึกษา การวางแผนในการบริหาร จัดการเงิน และเพื่อการแก้ปัญหาหนี้สินข้าราชการตำรวจได้อย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และยั่งยืน

นอกจากนี้ ในปี 2566 นี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้วางแผนการดำเนินโครงการเป็น Model การสร้าง “บุคคลต้นแบบ” พัฒนาทักษะการบริหารการเงินและจัดการหนี้สิน หลักสูตร Happy Money in Action เส้นทางสร้างสุขทางการเงิน “1 โรงพัก 1 บุคคลต้นแบบ” ซึ่งเป็นการปลูกฝังแนวคิดและทักษะเรื่องการบริหารเงินและจัดการหนี้สิน พร้อมต่อยอดความรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงผ่าน Happy Money App. รับคำปรึกษากับวิทยากรเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนพฤติกรรมการเงินของข้าราชการตำรวจและบุคคลในครอบครัว ให้สามารถบริหารจัดการเงินและหนี้ได้อย่างยั่งยืน สร้างบุคคลต้นแบบ Success Case ขององค์กร  เริ่มต้นนำร่องรุ่นที่ 1 ที่ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2565 ได้บุคคลต้นแบบทางการเงิน จำนวน 1 คน และบุคคลต้นกล้าทางการเงินจำนวน 7 คน ,

รุ่นที่ 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านหนี้สินอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดการอบรมให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศ ที่ได้มีการจัดแบ่งกลุ่มเป็น กลุ่มสีแดง ผู้มีหนี้ และเป็นกรณีที่ถูกฟ้องร้องบังคับคดี ถูกฟ้องล้มละลาย กลุ่มสีเหลือง ผู้มีหนี้ แต่ไม่สามารถชำระได้ตามปกติ แต่ยังไม่ถูกฟ้องร้อง กลุ่มสีเขียว ผู้มีหนี้แต่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ ไม่กระทบต่อการดำรงชีวิต เจ้าหน้าที่การเงิน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรม เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ได้บุคคลต้นแบบทางการเงินจำนวน 1 คน บุคคลต้นกล้าทางการเงินจำนวน 8 คน และจัดการอบรมรุ่นที่ 3 ที่ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ได้บุคคลต้นแบบทางการเงินจำนวน 1 คน บุคคลต้นกล้าทางการเงิน 2 คน โดยการอบรมแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการประหยัดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นกว่า 76,000 บาท มีเงินออมเพิ่มขึ้นกว่า 150,000 บาท และมีหนี้สินลดลงกว่า 580,000 บาท ทำให้               ในปีนี้มี บุคคลต้นแบบทางการเงินทั้งสิ้นจำนวน 3 คน และบุคคลต้นกล้าทางการเงินทั้งสิ้นจำนวน 17 คน ซึ่งได้เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลในวันนี้

คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า การดำเนินโครงการ Money Management & Investment ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ที่ได้รับการยกระดับให้เป็นนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้มีการลงนาม MOU ร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมแม่บ้านตำรวจ กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2568 เพื่อให้การดำเนินโครงการมีความต่อเนื่องและชัดเจน ในนามของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ต้องขอขอบคุณตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่อยู่เคียงข้างช่วยให้ครอบครัวตำรวจ ได้รับโอกาสดีๆ มีความหวัง มีพลังชีวิต โดยบุคคลต้นแบบและต้นกล้าทุกคนคือตัวแทนของความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งในอนาคตสมาคมแม่บ้านตำรวจมีแผนที่จะพัฒนาต่อยอดบุคคลกลุ่มนี้ ให้สามารถมีบทบาทในการสร้างศรัทธา เป็นพี่เลี้ยงประจำโครงการ ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนข้าราชการตำรวจได้

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนดีใจและยินดีที่ได้เห็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาคมแม่บ้านตำรวจ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการจัดโครงการอบรมส่งเสริมความรู้ทางการเงินและการการจัดการหนี้สินให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว ทำให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวรู้จักวางแผนบริหารการเงิน รู้วิธีจัดการหนี้สิน วางแผนชีวิตของตนเอง ได้แบบมีทิศทาง เป็นเส้นทางที่จะทำให้มีชีวิตที่มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกท่าน โดยเฉพาะหัวหน้าหน่วย ได้ช่วยกันดูแลและเข้าถึงปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย จะได้ช่วยกันหาทางแก้ไขบรรเทา วันนี้ข้าราชการตำรวจโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราต้องเห็นคุณค่าของโอกาสนี้ และช่วยกันขยายโอกาส ขยายโครงการนี้ไป ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เพื่อให้ลูกน้องเรามีชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้ดีต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top