Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติ "ยุทธการทำลายล้างเครือข่ายยาเสพติด ถล่มจุดพัก ทุบคลัง ปิดเส้นลำเลียง" ทั่วประเทศ ยึดยาบ้า 33 ล้านเม็ด ไอซ์-คีตามีนอีกนับตัน พร้อมเร่งล่าตัวการระดับสั่งการ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ณ บช.ปส. โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล  เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด., พลโทณัฐศิษฐ์ คงชินศาสตร์ธิติ ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.และผู้บังคับบัญชา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการ “ต้องชนะยาเสพติด” ให้ได้อย่างเด็ดขาด

จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านการปราบปรามยาเสพติด โดยให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก และให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมสั่งการให้ “อัปเดต - อัปเกรด” การทำงานให้ทันต่ออาชญากรรมยุคใหม่ 

ภายใต้แผนยุทธการทำลายล้างเครือข่ายยาเสพติด ถล่มจุดพัก ทุบคลัง ปิดเส้นลำเลียง" ทั่วประเทศ   12 วัน (9–20 ต.ค.) ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมหน่วยงานความมั่นคง จับกุมผู้ต้องหา 16 ราย จาก 10 คดีสำคัญ ยึดของกลางยาบ้าได้กว่า 33.84 ล้านเม็ด, ไอซ์ 800 กิโลกรัม, คีตามีน 500 กิโลกรัม และทรัพย์สินอีกจำนวนมาก พร้อมเดินหน้าขยายผลตามยึดทรัพย์กลุ่มผู้บงการเครือข่าย โดยมีคดีสำคัญ  ที่สะท้อนถึงความเด็ดขาดในการสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ตั้งแต่ชายแดนจนถึงพื้นที่ชั้นใน ดังนี้


 
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จับกุมเครือข่ายสำคัญ 8 คดี 
1. บก.สกส. จับยกครัว! ยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ด ซุกในรถของเก่า
วันที่ 12 ต.ค. 68 บก.สกส., บก.ปส.3, ภ.6 และทหาร ร่วมจับ 4 ผู้ต้องหาเป็นเครือญาติ พ่อ แม่ ลูก และลูกสะใภ้ พร้อมของกลางยาบ้า 6,000,000 เม็ด ซุกในรถบรรทุกของเก่า  กลุ่มผู้ต้องหารับจ้างขนยาจาก อ.งาว จ.ลำปาง ปลายทาง จ.สุพรรณบุรี โดยใช้รถ 2 คัน พ่อแม่ขับนำ ลูกชายกับสะใภ้ขนยา ถูกจับได้ที่ปั๊ม อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ก่อนนำรถ X-ray พบยาบ้าซ่อนเต็มคัน เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ดำเนินคดี และขยายผลถึงผู้ว่าจ้างในเครือญาติ
2. บก.ปส.1 ทลายเครือข่าย “สงครามส่งด่วน” ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด, ไอซ์-คีตามีน รวมกว่า 1 ตัน 
ตำรวจ บก.ปส.1, บก.ขส. และ ขกท.ศปก.นสศ. บุกจับเครือข่ายค้ายา "สงครามส่งด่วน" ขยายผลจาก              คดีเก่า รวบผู้ต้องหาเพิ่ม 5 คน ยึดของกลางรวมมหาศาล เจ้าหน้าที่เดินหน้าขยายผล ล่าตัวผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เตรียมขอหมายจับขบวนการเบื้องหลังต่อไป
คดีที่ 1 (13 ต.ค. 68) จับ 4 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด พร้อมรถกระบะตู้ทึบ 2 คัน ที่ จ.สุพรรณบุรี และรถนำทางอีก 2 คัน ที่ จ.อุตรดิตถ์
คดีที่ 2 ขยายผลพบโกดังพักยา จ.เพชรบูรณ์ ตรวจยึดคีตามีน 500 กก. จับผู้ต้องหา 1 คน  พร้อมรถกระบะ 2 คัน
คดีที่ 3 ตรวจค้นโกดังอีกแห่งใน จ.เพชรบูรณ์ ใกล้จุดแรก 400 เมตร ยึดไอซ์ 500 กก. พร้อมรถกระบะ 1 คัน
3. บก.ปส.3 เดินหน้ากวาดล้างยาเสพติด 4 คดี ยึดของกลางกว่า 11.36 ล้านเม็ด ไอซ์ 300 กิโลกรัม
ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.2 บก.ปส.3 เดินหน้าลุยต่อเนื่อง ตรวจยึดยาเสพติดล็อตใหญ่จากหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ รวม 4 คดี และเดินหน้าขยายผล หาตัวผู้เกี่ยวข้องในทุกคดี มั่นใจเชื่อมโยงเครือข่ายใหญ่ข้ามชาติ พร้อมนำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมาย
คดีที่ 1 (8 ต.ค. 68) ตรวจยึดยาบ้า 4,000,000 เม็ด ซุกในกระสอบสีรุ้งริมถนนสายบายพาสเชียงราย–เชียงแสน อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย หลังแก๊งลำเลียงอาข่าทิ้งของหลบหนี
คดีที่ 2 (16 ต.ค. 68) จับ 2 ผู้ต้องหา ยึดไอซ์ 300 กก. ในรถยนต์มุ่งหน้าเข้าเมืองเชียงราย บริเวณถนนบายพาสเชียงราย–เชียงของ หลังขยายผลจากพื้นที่พักคอยบ้านสบเปา อ.พญาเม็งราย
คดีที่ 3 (16 ต.ค. 68) จับผู้ต้องหา 1 คน พร้อมรถบรรทุก 6 ล้อ ตรวจพบยาบ้า 5,000,000 เม็ด ซุกช่องลับบริเวณพื้นรถ ในปั๊มน้ำมัน อ.สารภี จ.เชียงใหม่
คดีที่ 4 (17 ต.ค. 68) ตรวจยึดยาบ้า 2,360,000 เม็ด ซุกในป่าริมถนนชนบทสายบ้านร้องอ้อ–บ้านต้นส้าน  ต.แม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ หลังกลุ่มวัยรุ่นมีพิรุธหลบหนี

กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) จับกุม 2 คดีซ้อน ยึดยาบ้า 6.48 ล้านเม็ด เครือข่าย “ไม้สั้นเชียงราย”
ตชด.327 บุกจับ 2 คดีใหญ่ ในรอบ 4 วัน ยึดยาบ้ารวม 6,480,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหา 4 คน และรถของกลาง 2 คัน ทั้งสองคดีเชื่อมโยงเครือข่ายค้ายารายใหญ่ “ไม้สั้นเชียงราย” เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลลากตัวผู้บงการมาดำเนินคดีต่อไป
คดีแรก (13 ต.ค. 68) สกัดรถกระบะต้องสงสัย พร้อมผู้ต้องหา 2 คน บนถนนสายแม่จัน–เชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พบยาบ้า 2,080,000 เม็ด
คดีที่สอง (17 ต.ค. 68) ขยายผลตามจับผู้ต้องหา 2 คน ได้อีกบนถนนเชียงแสน–เมืองเชียงราย พบยาบ้าอีก 4,400,000 เม็ด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการวาง “กลไกเชิงระบบ” ที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อใช้เป็นแนวทางถาวรในการต่อสู้กับอาชญากรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยยาเสพติด อาชญากรรม
ข้ามชาติ หรือรูปแบบอาชญากรรมยุคใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น  และกล่าวแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ร่วมกันปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท กล้าหาญ และไม่หวั่นไหว แม้ต้องเสี่ยงชีวิต เพื่อขจัดภัยร้ายที่คุกคามความมั่นคงของชาติ และเพื่อรักษาความสงบสุขของสังคมไทยโดยรวม  และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายประสบความสำเร็จในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย พร้อมทั้งปลอดภัยในการปฏิบัติงานทุกขั้นตอน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  ผบ.ตร. กล่าวแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่า ผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและยึดของกลางจำนวนมาก ถือเป็นผลงานที่สะท้อนถึง
ความตั้งใจจริงของเจ้าหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา  รอง ผบ.ตร. / ผอ.ศอ.ปส.ตร. กล่าวว่า “ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศอ.ปส.ตร. เดินหน้าเชิงรุกในทุกมิติ ปิดล้อม ตรวจค้น สืบสวน ขยายผล ปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและนอกประเทศ พร้อมยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง 
เพื่อทำลายโครงสร้างทางการเงินของขบวนการอย่างเด็ดขาด ยืนยัน! เราจะไม่ปล่อยให้ ‘ยานรก’ มาทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้อีกต่อไป!”
 


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้  ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา ให้ห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อสังคมปลอดภัยและอนาคตรุ่นใหม่ที่มั่นคง  หากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วนยาเสพติด 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน
 

'แม่ค้าออนไลน์' ตัวท็อปของไทย จากสองสำนักไลฟ์คอมเมิร์ซ ยอดขายร้อยล้านเหมือนกัน แต่มีสไตล์ต่างกันชัดเจน

ในยุคที่ “ไลฟ์คอมเมิร์ซ” กลายเป็นห้องทดลองยอดขายแบบเรียลไทม์ สองชื่อที่ขึ้นชั้นตัวท็อปของไทยคือ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” และ “พิมรี่พาย” ทั้งคู่สร้างมูลค่าการขายระดับแตะร้อยล้าน แต่สไตล์และเครื่องมือที่ใช้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนกันตรงไหน

 

• เอนเตอร์เทนก่อน ค่อยขาย: ไลฟ์คือโชว์—เสียงดัง จังหวะเร็ว ยิงโปรแรง สร้างความขาดแคลน และอ่านคอมเมนต์สดเพื่อเร่งการตัดสินใจ

• หลังบ้านเป็นระบบ: ทีมแอดมิน–ออเดอร์–คลัง–ขนส่ง ทำงานทันรอบบิล ไม่อย่างนั้น “ไวรัลก็แปลงเป็นรายได้จริงไม่ได้”

• ซื้อเพราะคน ไม่ใช่แค่เพราะของ: ทั้งคู่เล่าเรื่องตัวเองต่อเนื่อง จนผู้ชมรู้สึก “คบหา” มากกว่า “พบเจอครั้งเดียว”

ต่างกันอย่างไร (แก่นสไตล์)

ฝั่ง “เจนนี่”: สปีดจัด มาราธอน ไลฟ์แบบเทศกาล

• จังหวะ: เปิดยาวเป็นเซสชันมาราธอน สลับแบรนด์เร็ว ปิดดีลไว เน้น “ปักหมุด–ดันตะกร้า” ให้เห็นออเดอร์พุ่งต่อหน้า

• ตัวเลขไวรัล: มีเคสวันเดียวแตะ ~126 ล้านบาท จากรันไลฟ์ต่อเนื่อง และเคสร่วมไลฟ์กับ “อั้ม พัชราภา” รายงานว่ายอด ~60 ล้านบาทใน 10 นาที คนดูทะลุ ~1.1 ล้าน ขณะไลฟ์ (ตัวเลขจากสื่อหลัก)

• ข้อสังเกตสำคัญ: กระแส “ยอดร้อยล้าน” ถูกตั้งคำถามในแวดวงโซเชียลเรื่องนิยามยอด–การนับ–การยกเลิกออเดอร์ภายหลัง จึงควรอ่านตัวเลขคู่กับบริบทแพลตฟอร์มเสมอ

ฝั่ง “พิมรี่พาย”: คาแรกเตอร์จัด เล่าเรื่องเก่ง สร้างคอมมูนิตี้ยาว

• จังหวะ: โทนตรง–แรง–ขำ (แต่คุมฟีล “จริงใจ”) ผสม Storytelling และกิจกรรมเพื่อสังคมให้คนดู “เชียร์คนขาย” ไปพร้อมกับ “เชียร์สินค้า”

• ตัวเลขไวรัลในอดีต–ปัจจุบัน: เคส “กล่องสุ่ม” เคยมีรายงานว่าปิดยอด ~100 ล้านบาทใน ~10 นาที และในแคมเปญใหญ่ 9.9 ปี 2024 รายงานยอด ~34 ล้านบาทใน <2 ชั่วโมง—สะท้อนศักยภาพการปิดดีลเร็วจากฐานแฟนหนาแน่น

• ทุนทางภาพลักษณ์: งานกุศลและการสื่อสารด้าน “การให้” ทำให้ภาพตัวตนของพิมรี่พายถูกอ่านว่าเป็นผู้ให้/ผู้นำ ซึ่งส่งผลกับความน่าเชื่อถือเชิงแบรนด์

เมนูเครื่องมือที่ใช้บ่อย (และแตกต่าง)

• ฝั่งเจนนี่: ดีลสดหน้างาน–ต่อรองราคาในไลฟ์, ยิงของฮอตสลับเร็ว, เล่นสัญญาณ “ดันตะกร้าให้ 999+”, คอลแลบคนดังเพื่อสาดทราฟฟิกระยะสั้น

• ฝั่งพิมรี่พาย: คุมสคริปต์การเล่าเรื่อง, แทรกคอนเทนต์เพื่อสังคม, ขยายพอร์ตสินค้าหลากหลายตั้งแต่บิวตี้จนถึงแคมเปญพิเศษ/ไอเท็มมูลค่าสูง—ใช้คอมมูนิตี้เป็นตัวคูณการซื้อซ้ำ

ความเสี่ยงที่ต้องรู้

• เจนนี่: พึ่งพา “โมเมนตัมไวรัล + มาราธอน” สูง—เสี่ยงความล้าและช็อกโหลดฝั่งปฏิบัติการ หากหลังบ้านไม่หนาพอ

• พิมรี่พาย: คาแรกเตอร์แรงและการคาดหวังสาธารณะสูง—ดราม่าแต่ละครั้งกระทบทุนทางสังคม ต้องบริหารความเสี่ยงสื่อสารอย่างมืออาชีพ

แล้วแบรนด์ควรเลือกใคร—เมื่อไหร่?

• ต้องการ “ยอดระยะสั้นแบบสาดไฟ” บนแพลตฟอร์มไวอย่าง TikTok (เปิดตัว–ระบายสต็อก–เทสต์ตลาด): เอนฝั่ง “เจนนี่”—สปีดคืออาวุธ, โชว์แรง, ดึงคนดูใหม่ไว

• ต้องการ “แบรนด์ดิ้งระยะยาว” ที่ผูกความรู้สึก–คอมมูนิตี้ และเล่าเรื่องได้ลึก: เอนฝั่ง “พิมรี่พาย”—ทุนทางอารมณ์และความเชื่อใจคือแต้มต่อ

 

เช็กลิสต์ 7 ข้อ สำหรับทีมการตลาดที่อยาก “ยืมท่า”

1. 1) วางจังหวะไลฟ์: เปิดแบบบล็อกสั้น (ปิดดีลไว) สลับบล็อกยาว (เล่าเรื่อง/รีวิวลึก)

2. 2) ทำสินค้าหลัก–รอง: ปักหมุดตัวฮีโร่ดึงคน แล้วต่อด้วยตัวกำไร

3. 3) เตรียมสคริปต์ทางเลือก 2–3 แบบ: หากคอมเมนต์ไปทางไหน—มีมุก/โปร/รีวิวสำรอง

4. 4) ลงทุนหลังบ้าน: SLA ตอบแชต, แพ็ก, ส่ง, คืนเงิน—ให้เร็วเท่าจังหวะที่ขาย

5. 5) ใช้คอมมูนิตี้ให้เป็น: เปิดกรุเรื่องราวคนทำแบรนด์/ลูกค้า ให้แฟนมีส่วนร่วมในไลฟ์

6. 6) ตั้งเกจวัดผล 2 ชั้น: ยอดสั่ง+รับของจริง (ลดการยกเลิกหลังไลฟ์) และ LTV/ซื้อซ้ำ

7. 7) จัดการรีพุตเทชัน: เตรียม Playbook ดราม่า—ใครพูด, พูดอะไร, เมื่อไหร่, บนแพลตฟอร์มใด

 

เชิงอ้างอิง/กรณีศึกษาเด่น

• รายงานไลฟ์เจนนี่วันเดียวแตะ ~126 ล้านบาท (สื่อกระแสหลัก)

• เคสคอลแลบ “อั้ม พัชราภา” ยอด ~60 ล้านใน 10 นาที คนดูเกิน ~1.1 ล้าน (สื่อธุรกิจ)

• มุมมองตรวจทาน “ยอดจริงหรือจกตา” ในกระแสเจนนี่ (สำนักวิเคราะห์โซเชียล)

• เคส “กล่องสุ่ม” พิมรี่พายแตะ ~100 ล้านใน ~10 นาที (ข่าวบันเทิง/สังคม)

• แคมเปญ 9.9/2024 พิมรี่พายทำยอด ~34 ล้านใน <2 ชม. (สื่อสิ่งพิมพ์รายวัน)

ผบ.ตร.ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล สั่งยกระดับการปราบปรามสแกมเมอร์ในกัมพูชา ใช้ยาแรงลุยกำจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทุกมิติ เพิ่มความเข้มสร้างวัคซีนไซเบอร์ป้องกันคนไทยตกเป็นเหยื่อ

วันนี้ (21 ตุลาคม 2568) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนแนวคิดในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ จากท่าทีของเกาหลีใต้ต่อกัมพูชา โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.), พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทางการประชุมระบบทางไกล

ผบ.ตร.มีข้อสั่งการในการเร่งรัดดำเนินการตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ในประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งต้องมีการทำงานควบคู่กันทั้งด้านอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งทั่วโลกให้ความสนใจและให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าว ในการสืบสวน ติดตาม จับกุม ขยายผล และประสานประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. ดำเนินการ

นอกจากนี้ ผบ.ตร.สั่งการให้ยกระดับวัคซีนไซเบอร์ สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกหลอกลวง โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน, ให้ติดตามจับกุมกรณีกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเพิกถอนสัญชาติของเครือข่าย “ก๊กอาน” ที่ถูกออกหมายจับ รวม 3 คน ขณะนี้มีการออกหมายจับและหมายแดงตามกระบวนการสากลแล้ว และให้ขับเคลื่อน Warroom IAC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ โดยเพิ่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมปฏิบัติงาน

ผบ.ตร.กล่าวถึงการใช้ยาแรงในการปราบปรามว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เคยละเลยกรณีดังกล่าว มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดำเนินการในการป้องกันปราบปราม และวิธีการทางการทูต โดยเฉพาะกัมพูชา ไทยนำข้อมูลจุดที่เชื่อว่าเป็นศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่งให้ทางกัมพูชาเพื่อขอความร่วมมือในการร่วมเปิดปฏิบัติการทลายศูนย์ดังกล่าว แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร แต่เราก็ยังเดินหน้ากดดันและขอร่วมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเห็นผลแล้ว อาทิ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้รับตัวผู้ต้องหาชาวไทยกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยแล้ว 3 รอบ รวม 219 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล โดยตำรวจไซเบอร์เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก

จากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยกระดับการขับเคลื่อนการปฏิบัติผ่าน ศปอส.ตร.ทุกระดับ โดยประสานการปฏิบัติร่วมกับศูนย์ประสานงาน (Warroom) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยและเส้นทางการเงินทันท่วงที (Real Time) สามารถระงับยับยั้งธุรกรรมต้องสงสัย พิสูจน์ทราบตัวตน และขยายผลไปสู่การจับกุมเครือข่ายผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่า “นักการเมืองไทย 7 ราย” มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ผบ.ตร.กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ยังไม่มีการร้องทุกข์หรือพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าตำรวจพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากมีพยานหลักฐานหรือการร้องทุกข์ตาม ป.วิอาญา

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกทหารใหม่ เพื่อรับทราบความพร้อมในการปฏิบัติงานโดยเฉพาะความพร้อมในการรับทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68

เมื่อ 20 ต.ค.68 พล.ร.ท.ไพฑูรย์ ชีชะนะ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมี น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับ ณ กองบังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (บก.ศฝท.ยศ.ทร.) ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การตรวจเยี่ยมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อรับทราบความพร้อมในการปฏิบัติงาน และติดตามการเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68  โดยได้ตรวจความพร้อมของสถานที่ ประกอบด้วย โรงอาหาร อาคารกราบพักทหาร หมวดแพทย์และเวชกรรมป้องกัน 


   
จากนั้น จก.ยศ.ทร. พร้อมคณะผู้บังคับบัญชารับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุม ชั้น 2 บก.ศฝท.ยศ.ทร. เพื่อรับทราบความพร้อม ปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้อง และข้อเสนอแนะต่าง ๆ

ในโอกาสนี้ จก.ยศ.ทร. ได้มอบนโยบายสำหรับเป็นแนวทางการอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ ผลัดที่ 3/68 ระหว่าง 1 พ.ย.68  - 1 ม.ค.69  สรุปได้ว่า "…ครูฝึกต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ปกครองบังคับบัญชาด้วยความยุติธรรม และมีเมตตาธรรม อบรมทหารใหม่ให้มีความรักสถาบัน เป็นคนดีมีคุณภาพต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติต่อไป"

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรม วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ 2568

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรม “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2568” เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 21 ตุลาคม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้เป็น “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


 


โดยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปลูกต้นพยุง ณ พื้นที่ด้านข้างอาคารช้างธรรมชาติ และศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ “โคก หนอง นา” ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด โดยมีผู้บังคับบัญชาและกำลังพลร่วมปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและอนุรักษ์ระบบนิเวศ



ต่อมา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องภายในพื้นที่กองบัญชาการฯ โดยผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 นายทหารผู้ใหญ่และกำลังพลร่วมกันบำรุงรักษาต้นไม้ ใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ตัดแต่งกิ่งไม้ และตัดหญ้า เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้ร่มรื่นและสวยงามในส่วนของฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ได้จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้และดูแลพื้นที่สีเขียว ณ ศูนย์การเรียนรู้ “โคก หนอง นา” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่กำลังพลและชุมชนโดยรอบ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว และรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “นรินทร์ เผ่าวณิช” เป็นผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17

ในยุคที่ประเทศไทยก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) อย่างจริงจัง “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)” จำเป็นต้องมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบเทคนิคของโรงไฟฟ้าและแนวคิดการบริหารพลังงานอย่างยั่งยืน หนึ่งในบุคลากรสำคัญที่โดดเด่นในเส้นทางนี้ คือ ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 (รักษาการ) ตั้งแต่กลางปี 2568

ผลงานเด่นด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีเชื้อเพลิง
1. ขับเคลื่อนโครงการไฮโดรเจนพลังงานสะอาด
ภายใต้บทบาทรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง ดร.นรินทร์เป็นผู้นำในการผลักดันความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการศึกษากระบวนการผลิตไฮโดรเจนจากการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในอนาคต ลดการพึ่งพาฟอสซิล และเป็นก้าวสำคัญต่อเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ของประเทศ
2. พัฒนาโครงการพลังงานชีวมวล (Biomass + Coal Co-firing)
อีกหนึ่งผลงานที่ได้รับการจับตามอง คือการร่วมมือกับ IHI Corporation ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาและทดสอบการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (wood pellets) ร่วมกับถ่านหินในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเดิมสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น โดยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
3. วางรากฐานระบบ CCUS (Carbon Capture, Utilization & Storage)
ดร.นรินทร์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ซึ่งเป็นการดักจับ–ใช้ประโยชน์–และกักเก็บคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล ถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของ กฟผ. ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ
4. บริหารยุทธศาสตร์เชื้อเพลิงของประเทศอย่างสมดุล
ในฐานะรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง เขาดูแลกลุ่มเชื้อเพลิงหลักของประเทศ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ชีวมวล และพลังงานทดแทน พร้อมทั้งวางระบบจัดการความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศ ในช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาพลังงานโลกและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม

การศึกษาและพื้นฐานความเชี่ยวชาญ
ดร.นรินทร์เป็น “นักวิศวกรรมพลังงาน” ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งทางเทคนิค จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับปริญญาโท (M.S.C.E.) และปริญญาเอก (Ph.D.) จาก Georgia Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน

สรุป
เส้นทางของ ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ไม่ได้สะท้อนเพียงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ของการบริหารพลังงานไทยที่เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงานกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลสู่พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือวิสัยทัศน์ของผู้นำที่กล้าปรับทิศทางอนาคตของประเทศให้มั่นคงและยั่งยืนในเวลาเดียวกัน

ผู้บัญชาการทัพเรือภาค 1 ตรวจความพร้อมให้ความช่วยเหลือ ปชช.จากภัยพิบัติอย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 (ผบ.ทรภ.1/ผอ.ศบภ.ทรภ.1) ตรวจความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์ในการบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1 
     
ได้แก่ กองพันทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองพันรักษาฝั่งที่ 12 กรมรักษาฝั่งที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยกองเรือยุทธการ และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยฐานทัพเรือสัตหีบ  

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ การตรวจเยี่ยมครั้งนี้จัดขึ้นที่บริเวณหน้า กองร้อยต่อสู้อากาศยานที่ 2 กองพันต่อสู้อากาศยานที่ 21 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 2 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง

โดยผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้กล่าวว่า “การช่วยเหลือประชาชนในยามที่เกิดภัยพิบัติเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติได้อย่างทันท่วงที กำลังพลและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานทุกเมื่อ เพราะภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 1 มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ” ได้เน้นย้ำให้กำลังพลและหน่วยบรรเทาสาธารณภัย (นบภ.) ตรวจสอบและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ให้พร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

กระหึ่มอาเซียน “ เจริญชัย ” ยืนหนึ่งด้านอนุรักษ์พลังงาน คว้ารางวัลนวัตกรรมชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2025

ด้าน AI นวัตกรรม ของ
คนไทย กับการประหยัดพลังงาน 5-20%
ความมั่นคงเสถียรภาพ พร้อมเพิ่ม Yield Solar เก่า 6-30%
“ AI หม้อแปลง ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนกำไรจากผลประหยัดพลังงาน “
นวัตกรรม AI Transformer Management Platform , AI Saving, AI Sustainability
(นวัตกรรม NiA)

ประเทศไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ด้วยความสำเร็จ อันยิ่งใหญ่ในการคว้ารางวัลนวัตกรรมจากเวที ASEAN Energy Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้การประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน      ครั้งที่ 43 (43rd ASEAN Ministers on Energy Meeting – AMEM)  ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 ตุลาคม 2568ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้การผลักดันของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลจากการส่งผลงานเข้าประกวดในหลากหลายสาขา ได้แก่ ด้านพลังงานทดแทน ด้านการจัดการพลังงาน และด้านอนุรักษ์พลังาน รวมถึงเทคโนโลยีด้านนวัตกรรม ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ตอกย้ำถึงศักยภาพของภาครัฐ เอกชน และอุตสาหกรรมในประเทศไทย ในการร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมและ การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านพลังงาน ซึ่งทำให้ประเทศไทยยังคงครองสถิติสะสมรางวัลสูงสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ผลงานด้านพลังงานไทย ในเวที ASEAN Energy Awards 2025 

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด  เข้ารับรางวัลชนะเลิศ AI Transformer Management Platform for Green Electricity Integration with Battery บริหารจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด (Platform AI บริหารจัดการ Solar กับ Energy Storage ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) ประโยชน์สูงสุดและเสถียรภาพ พร้อมทำ AI Net Zero Go To Near Zero, AI Cut Peak Demand, AI Saving, AI Sustainability, AI Increase old Solar 6-30% (Research &Use case & Journal) และประหยัดค่าไฟฟ้า ใช้งานจริงและพิสูจน์จริงร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการบริหารจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) ด้วยระบบ Platform AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ระดับสากลอันเป็นส่วนหนึ่ง ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในอนาคต อีกทั้งตอบโจทย์ ทุกอุตสาหกรรม ด้านการประหยัดพลังงานและความมั่นคงในกลุ่มเป้าหมาย Data Center ภาคอุตสาหกรรม, โรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย, ห้างสรรพสินค้า, โรงเรียน และบ้านเรือน เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคงและเสถียรภาพสูงสุด อีกทั้งยังลดความสูญเสียพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานและราคาพลังงานในตลาด ช่วยลดการพลังงาน 5-20%  ลดคาร์บอน 100 ล้านตันคาร์บอน (ลดค่าไฟฟ้าของผู้ประกอบการ) และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานของไทยที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการคำนึกถึงการลดภาวะโลกร้อน และพลังงานคาร์บอนต่ำ

ความสำเร็จเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมนวัตกรรมพลังงานสะอาด ตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติในการบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน จะยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายด้านพลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

กฟผ. วางแนวทางพลังงานแห่งอนาคตตอบโจทย์ Net Zero ร่วมขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมพลังงานสะอาด

ในเวทีสัมมนา “A Call for Adaptation: The Sustainability in Trade & Industry” นายวฤต รัตนชื่น “รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “EGAT Way to Energy Future” เปิดมุมมองใหม่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน พร้อมเผยกลยุทธ์ระดับชาติที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

นายวฤต เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า “Sustainability” ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) แต่ยังรวมถึงมิติทางสังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ด้วย ทั้งหมดนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขันทางการค้าในระดับโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ

นั่นเพราะประเทศมหาอำนาจและบริษัทระดับโลกได้กำหนดกติกาใหม่ เช่น กลุ่ม RE100 ที่กำหนดให้พลังงานหมุนเวียนต้องถูกผลิตและใช้จริง ไม่เพียงแต่มีแหล่งผลิตเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ต่อให้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด แต่ถ้าขายสิทธิ์ให้คนอื่นไป ก็ไม่ได้ถูกนับว่าใช้พลังงานสะอาดจริง ๆ

ที่ผ่านมาผู้ผลิตไฟฟ้าหรือภาคการขนส่ง ที่ใช้พลังงานฟอสซิล ถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาชาวโลกที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ปัจจุบันภาคการผลิตไฟฟ้ามีทางเลือกในการลดคาร์บอนได้มากขึ้น ความท้าทายนี้ กฟผ. ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ ก็เห็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมองเทคโนโลยีเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. เทคโนโลยีที่ปัจจุบันใช้งานได้แล้ว เช่น โซลาร์รูฟท็อป วินด์ฟาร์ม โดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งยังมีความผันผวน ไม่เสถียร ทางกฟผ. จำเป็นต้องเสริมด้วยระบบส่งไฟฟ้า หรือทำ Grid Modernization เพื่อรองรับและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

2. เทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน เช่น ไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) และ เทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่ SMR ที่สำเร็จรูปมาจากโรงงานแล้วและปัจจุบันต่างประเทศใช้งานจริงอยู่ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือตัดน้ำแข็ง เป็นต้น

3. เทคโนโลยีอนาคต เช่น ดวงอาทิตย์เทียม ที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัย

นอกจากนี้ อีกภารกิจสำคัญของ กฟผ. คือการเดินหน้า EV Ecosystem ครบวงจรเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีบริการครบวงจร ตั้งแต่สถานีชาร์จ ระบบบริหารจัดการพลังงาน ฯลฯ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานด้วย AI, การจัดหาคาร์บอนเครดิตและ Renewable Energy Certificate ทั้งหมดนี้ตอบโจทย์กลุ่ม RE100 ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะ โซลาร์ลอยน้ำบนอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. ได้นำร่องตามเขื่อนต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบการประมงหรือวิถีชุมชน อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าตัวอย่างเช่น เขื่อนสิรินธรและเขื่อนอุบลรัตน์ ใช้พื้นที่เพียง 5% ของอ่างเก็บน้ำ

นอกจากนี้ กฟผ. ยังจัดตั้ง RE Forecast Center ใช้ AI คาดการณ์ปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบเรียลไทม์ การบริหารจัดการพลังงานอย่างครบวงจร เพื่อแก้ปัญหาความผันผวนและรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า

ทั้งนี้ ตาม แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ กฟผ. ตั้งเป้าพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานมากกว่า 45,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง แบ่งเป็น 20,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง  จาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับและอีก 25,000 เมกะวัตต์ จาก Battery Storage

กฟผ. ไม่ได้มองพลังงานเพียงในมิติของการผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการแข่งขันทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน และ ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้า แต่คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนอนาคตพลังงานสะอาดของประเทศไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงการณ์ ขอให้ทุกฝ่ายเคารพความเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง กรณีปัญหาไทย-กัมพูชา นำไปสู่การคุกคามบุคคล

(21 ต.ค. 68) แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
เรื่อง ขอให้ทุกฝ่ายเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง

ตามที่ปรากฏข้อถกเถียงและความขัดแย้งทางความคิดในสังคม อันมีที่มาจากการแสดงความคิดเห็นสาธารณะต่อการจัดการปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทั่งมีการสื่อสารโดยสร้างความเกลียดชังอย่างแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ และนำไปสู่การข่มขู่คุกคามบุคคลผู้มีความคิดเห็นต่างนั้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่งด้วยตระหนักว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางความคิดและมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงโดยการแสดงความเห็นนั้นต้องเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น อันสอดคล้องตามข้อ 18 และ19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีบุคคลใดสมควรถูกข่มขู่คุกคาม ทำให้หวาดกลัว หรือถูกจำกัดเสรีภาพในการสื่อสารเพราะการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง

กสม. เห็นว่า ในสังคมประชาธิปไตยและสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือความคิดความเชื่ออื่นใด การเคารพในสิทธิมนุษยชนของทั้งตนเองและผู้อื่นเป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญและร่วมกันเรียนรู้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้ง เช่น สถานการณ์บริเวณชายแดนขณะนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ความเห็นต่างจะปลุกเร้าให้เกิดการสร้างความเกลียดชังและความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ตามมา อันไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสันติภาพระหว่างรัฐและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่

ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพในความเห็นต่างและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนที่แม้จะแตกต่างกันด้วยเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือสถานะทางสังคมอื่นใด แต่ต่างก็มีคุณค่าในตนเอง ทั้งนี้ ขอให้สังคมร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดและการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top