Wednesday, 1 July 2026
NEWS FEED

'เพจก้าวไกลวันนี้โกหกอะไร' แฉ!! งานจตุรมิตร 30 มีกลุ่มไม่ประสงค์ดีแฝงตัว ยืนแจกใบปลิวยัดเยียดให้ยกเลิกแปรอักษร แต่น้องๆ นักเรียนโนแคร์

(12 พ.ย.66) เพจ 'ก้าวไกลวันนี้โกหกอะไร' โพสต์ข้อความกรณีมีกลุ่มคนมาปั่นและป่วนงานจตุรมิตร 30 ให้ยกเลิกการแปรอักษร ระบุว่า...

#ทุกคนคะ หนูได้สัมภาษณ์กลุ่มนักเรียนที่ขึ้นแปรอักษรงานจตุรมิตร 30 

น้องเล่าว่า ก่อนเริ่มงานมีกลุ่มคนใส่แจ๊คเก็ตดำมายืนแจกใบปลิวและติดป้ายยกเลิกแปรอักษรอยู่ไม่กี่คน

น้องบอกรับมาและฉีกทิ้งต่อหน้า พวกนี้มันยัดเยียดให้ไม่มีใครสนใจ

ส่วนประเด็น #เลิกบังคับแปรอักษร ไม่ได้สนใจเลย ส่วนใหญ่รู้ว่าเหนื่อย แต่มันคือประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ หลายคนอยากขึ้นแปรอักษร คนที่ต่อต้านน่าจะเป็นคนส่วนน้อย

สุดท้ายน้องบอกมีความภูมิใจมากๆ ทั้งช่วงก่อนขึ้น ช่วงแปรอักษรและช่วงลงเพราะมีรุ่นพี่และผู้ปกครองมาปรบมือให้กำลังใจ

กลุ่มน้อง ม.2 รร. เทพศิรินทร์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำเทคนิคการดูเพจเฟซบุ๊กปลอม หลอกขายของออนไลน์ สร้างยอดติดตามเกินจริง

วันนี้ (12 พฤศจิกายน 2566) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการหลอกลวงรูปแบบหนึ่งที่พบมากที่สุด และมีจำนวนผู้ได้รับความเสียหายมากที่สุด ก็คือการหลอกขายของออนไลน์ หรือซื้อของไม่ได้ของ โดยจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีผู้เสียหายจำนวนกว่า 140,000 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งบัญชีเฟซบุ๊กปลอมถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่คนร้ายมักจะใช้ในการกระทำความผิด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแนะนำเทคนิคในการตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กปลอม หลอกขายของออนไลน์ ที่คนร้ายจะสร้างความน่าเชื่อถือโดยการเลียนแบบเพจที่มีอยู่จริง นำภาพ หรือข้อความของเพจต่าง ๆ มาใช้ และมีการสร้างเลขจำนวนผู้ติดตามปลอมเพื่อหลอกผู้เสียหาย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแนะนำเทคนิคในการตรวจสอบว่าเพจใดเป็นเพจที่แท้จริง ดังนี้

1. การตรวจสอบจำนวนผู้ติดตามที่แท้จริง : หากเป็นเพจจริง มักจะมียอดผู้ติดตาม เป็นจำนวนมาก ส่วนเพจปลอมมักจะมีการเขียนจำนวนผู้ติดตามขึ้นเองให้เท่ากับเพจจริง โดยหากใช้เฟซบุ๊กผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ จะสามารถตรวจสอบจำนวนผู้ติดตามได้บนหน้าเพจ จำนวนผู้ติดตามที่แท้จริงจะต้องเป็นตัวหน้าสีดำเข้มเท่านั้น และอยู่ติดกับชื่อเพจ , หากใช้เฟซบุ๊กผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) บนคอมพิวเตอร์ จะสามารถตรวจสอบจำนวนผู้ติดตามได้บนหน้าเพจ โดยจำนวนผู้ติดตามที่แท้จริงจะอยู่ติดกับชื่อเพจเท่านั้น อย่าเชื่อจำนวนผู้ติดตามที่ปรากฏในหน้าการค้นหา เพราะจะตรวจสอบได้ยากว่าเป็นจำนวนผู้ติดตามจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคำอธิบายที่คนร้ายเขียนขึ้นเอง

2. การตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของเพจ : ดูจากชื่อของเพจ วันที่สร้างเพจ และ URL ของเพจ โดยหากใช้เฟซบุ๊กผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ จะสามารถตรวจสอบได้โดยการเข้าไปที่หน้าเพจ จากนั้นกดที่สัญลักษณ์ จุดสามจุด “...” ใต้ชื่อเพจ และเมนูดูข้อมูล "เกี่ยวกับ" , หากใช้เฟซบุ๊กผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) บนคอมพิวเตอร์ จะสามารถตรวจสอบ URL ได้ที่ Address Bar ด้านบน ส่วนข้อมูลพื้นฐานอื่น ๆ จะต้องเข้าไปที่ “เกี่ยวกับ>ความโปร่งใสของเพจ>ดูทั้งหมด”

3. การตรวจสอบจาก Blue Badge หรือเครื่องหมายถูกสีน้ำเงิน ที่อยู่ติดกับชื่อของเพจ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ระบุว่าเพจดังกล่าวได้รับการตรวจสอบจากเฟซบุ๊กแล้วว่าเป็นเพจจริง

หากพี่น้องประชาชนทำการตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กตามวิธีดังกล่าว ก็จะสามารถวางใจได้ในระดับหนึ่งว่าเพจที่ท่านติดต่อซื้อสินค้านั้นน่าจะเป็นเพจจริง และจะไม่ตกเป็นเหยื่อของการซื้อของไม่ได้ของ ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกขายสินค้าออนไลน์ และคดีอาญากรรมทางเทคโนโลยีอื่น ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘พระหฤทัยคอนแวนต์’ ไว้อาลัย 'ครูเจี๊ยบ' หลังถูกลูกหลงจนเสียชีวิต ยกเป็นบุคลากรที่เก่ง-เป็นที่รัก พร้อมยกระดับความปลอดภัยเข้มงวด

(11 พ.ย.66) จากกรณีเหตุสลด น.ส.ศิรดา หรือ ครูเจี๊ยบ อายุ 45 ปี ครูสอนคอมพิวเตอร์ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ถูกลูกหลงจนเสียชีวิต จากเหตุ 2 คนร้ายใช้อาวุธปืนไล่ยิงนักเรียนช่างกลอุเทนถวาย

ล่าสุด โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ออกประกาศระบุว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ไม่ไกลจากโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ มีผลให้โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ สูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่รักของรักเรียนและเพื่อนร่วมงาน ทางโรงเรียนและคณะผู้บริหารมีความเสียใจต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างสุดซึ้ง

ทั้งนี้ คณะผู้บริหารโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ มิได้นิ่งนอนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทางคณะผู้บริหารได้ทบทวนและยกระดับมาตรการการรักษาความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน เพื่อป้องกันและรับมือเหตุการณ์รุนแรง โดยได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ท่าเรือ และ สน.ทุ่งมหาเมฆ เข้ามาเฝ้าระวังความปลอดภัยในพื้นที่โดยรอบ

และจากเหตุการณ์นี้โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ได้ดำเนินการติดต่อผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ มาให้ความรู้ เสริมสร้างทักษะการป้องกันและวิธีรับมือต่อสถานการณ์ความรุนแรงเช่นนี้ต่อคณะครู บุคลากรและนักเรียนทุกคน จะได้รับการอบรมดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 13 พ.ย.นี้

ในการนี้โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์จะเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องของการเข้าออกโรงเรียน ทางโรงเรียนใคร่ขอความร่วมมือจากผู้ปกครองแบะท่านผู้มาติดต่อประสานงาน จึงขออภัยในความไม่สะดวก

สตูล  ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลให้การต้อนรับ พลเรือโท สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

สตูล  ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลให้การต้อนรับ พลเรือโท สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 และคณะ เนื่องในโอกาสลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานของ ศรชล.ภาค 3 พื้นที่จังหวัดสตูล ที่ห้องรับรองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสตูล อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ในฐานะผู้อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล ให้การต้อนรับ พลเรือโท สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ผอ.ศรชล.ภาค.3) ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 และคณะ เนื่องในโอกาสลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานของ ศรชล.ภาค 3 พื้นที่จังหวัดสตูล จากนั้นเข้าร่วมประชุมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในพื้นที่จังหวัดสตูล โดยมีนาวาเอกแสนย์ไท บัวเนียม รองผู้อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ ปลัดจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพียงกัน ณ ห้องประชุมโต๊ะพญาวัง ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสตูล

สำหรับการประชุมฯ ในครั้งนี้ เพื่อรับทราบภารกิจหน้าที่ของ ศรชล.จังหวัดสตูล รับทราบโครงสร้างการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจพื้นที่ตอนใต้ ศรชล.ภาค 3 ซึ่งมีภารกิจป้องกัน ปราบปราม สกัดกั้น ควบคุม ดำเนินการตามกฎหมายสำหรับการประทำผิดกฎหมายทางทะเลทุกรูปแบบที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และความมั่นคงทางทะเลในพื้นที่ตอนใต้ หรือพื้นที่ทะเลจังหวัดสตูล รวมถึงรับทราบสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลในกรอบภัยคุกคาม 9 ด้าน ประกอบด้วย การป้องกันและปราบปรามเรือโจรสลัดและการปล้นเรือ , การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล , การป้องกันและปรับปรามการค้ามนุษย์และการลักลอบเข้าเมือง , การทำประมงผิดกฎหมาย , การขนส่งสินค้าสองวัตถุประสงค์และต้องห้ามของ UN , การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย , การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสินค้าผิดกฎหมาย , อาวุธสงคราม และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง หลังจากรับฟังการรายงานผลและสถานการณ์ ผอ.ศรชล.ภาค.3 ได้ให้คำปรึกษา และหารือในการแก้ปัญหา เน้นย้ำการปฏิบัติงานตามหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายด้วยความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติให้บริการประชาชน พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆอีกด้วย

จากนั้น ผอ.ศรชล.ภาค.3 และคณะ เดินทางต่อไปยังท่าเทียบเรือสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสตูล อำเภอเมืองสตูล เพื่อตรวจเยี่ยมหน่วยงานศรชล.จังหวัดสตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ กล่าวให้ขวัญกำลังใจแก่กำลังพลในการปฏิบัติงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวภูมิภาคประจำจังหวัดสตูล

เชียงใหม่-สสว.จัดงานแสดงสินค้า SME ONE FESTIVAL 2023  “น้องมะเฟือง ชวนช้อปของดี SME ทั่วไทย”@ จ.เชียงใหม่ 

สสว. เดินหน้า จัดงาน SME ONE  FESTIVAL 2023  By สสว."น้องมะเฟือง ชวนช้อปของดี SME ทั่วไทย"ภายใต้โครงการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก วิสาหกิจชุมชนและรายย่อย เพื่อการเข้าถึงโอกาสทางการตลาดและช่องทางการตลาด ปีงบประมาณ 2566 กิจกรรมส่งเสริมทางการตลาด ผ่านงานแสดงสินค้า Physical Mark ระหว่างวันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2566 ณ ลานกิจกรรมมีโชคพลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ MSME ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการเศรษฐกิจกิจชุมชนและรายย่อย เพื่อการเข้าถึงโอกาสทางการตลาดและช่องทางการตลาด ปีงบประมาณ 2566 กิจกรรมส่งเสริมทางการตลาด ผ่านงานแสดงสินค้า Physical Market เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและรายย่อย หรือกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี ภายใต้สโลแกน “น้องมะเฟือง ชวนช้อปของดี SME ทั่วไทย”

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ สมาคมสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จัดงานแสดงสินค้า SME ONE FESTIVAL 2023 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงชีพ จำหน่ายสินค้าหรือให้บริการในตลาดชุมชนและท้องถิ่น ไม่สามารถจำหน่ายหรือให้บริการสินค้าและบริการในกลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือสถานที่ใหม่ได้ ขาดโอกาสในการพัฒนาอาชีพให้เติบโต 

ทั้งนี้มีปัจจัยมาจากปัญหาด้านการเงิน การลงทุน ความเหลือมล้ำด้านรายได้ การเข้าถึงโอกาสจากภาครัฐ ขาดความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการ และขาดความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านการตลาด ซึ่งมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 85.56 ของผู้ประกอบการ MSME ทั่วทั้งประเทศ ตั้งเป้าเพิ่มช่องทางตลาด สร้างโอกาสทางการขายให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและรายย่อยกว่า 3,300 ราย และคาดว่าจะเกิดยอดขายรวมแล้วไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท 

ซึ่งการจัดงานแสดงสินค้าดังกล่าวจะมีการจัดงานหมุนเวียนทุกภาคจำนวน 10 ครั้ง ใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ รวมถึงสร้างประสบการณ์ด้านการตลาดและเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไมโครเอสเอ็มอีให้สามารถอยู่รอด มีรายได้ต่อเนื่อง สู่การทำธุรกิจแบบมืออาชีพ มีแนวคิดและวิธีการทำงาน สามารถพัฒนาต่อยอดอาชีพเพิ่มมูลค่าได้

สำหรับการจัดงานแสดงสินค้า SME ONE FESTIVAL 2023 ครั้งนี้ ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานจัดแสดงสินค้า กว่า 200 ร้านค้า มีสินค้าหลากหลายมากมาย อาทิ สินค้าชุมชน สินค้าผลผลิตทางการเกษตร พืช ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร อาหารสด อาหารทะเล อาหารแปรรูปสินค้าหัตกรรมพื้นบ้าน ของใช้ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายฝีมือชาวบ้าน สินค้าของฝากของดีของเด่นของจังหวัดเชียงใหม่ และไมโครเอสเอ็มอีจากทั่วไทย

วิภาดา/เชียงใหม่

‘ยุติธรรม-คลัง-กยศ.’ ร่วมประชุมถก ‘พ.ร.บ.กยศ.’ ฉบับที่ 2 ปี 66 พร้อมสรุป 4 แนวทางแก้ปัญหาหนี้สิน บรรเทาทุกข์ ‘ลูกหนี้ กยศ.’

(11 พ.ย. 66) คณะทำงานการปรับโครงสร้างหนี้สิน รวมถึงการบังคับคดีเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมและให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยนายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะทำงาน พร้อมด้วย นายเสกสรร สุขแสง ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมบังคับคดี เข้าพบนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 เพื่อประชุมหารือแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้เป็นไปตามหลักการของพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566

ทั้งนี้ มีนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, นายอภินันช์ ศุนทรนันท์ รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และ ดร.ขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมหารือที่กระทรวงการคลัง และได้ข้อสรุปร่วมกันดังนี้

1.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาจะคำนวณภาระหนี้ ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ในคดีที่ขายทอดตลาดได้ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 และคดีที่มีการอายัดเงินไว้แต่ยังไม่ได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน และส่งให้กรมบังคับคดีภายในเดือนธันวา คม 2566 เนื่องจากการคิดหนี้ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 จะทำให้ภาระหนี้ของลูกหนี้ลดลง โดยกรมบังคับคดีจะส่งข้อมูลคดีกลุ่มดังกล่าวให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

2.) กรณีที่ลูกหนี้กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้ปิดบัญชีตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ หากมีกรณีลูกหนี้ชำระเกินไปกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาจะคืนเงินส่วนที่ชำระเกินแก่ลูกหนี้

3.) ในการพัฒนาโปรแกรมการคำนวณหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาจะหาหน่วยงานมาช่วยพัฒนาเพื่อให้โปรแกรมเสร็จโดยเร็ว

4.) กรมบังคับคดีและกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พร้อมอำนวยความสะดวกให้ลูกหนี้ โดยลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา สามารถยื่นหนังสือยินยอมให้การงดการบังคับคดีและลงทะเบียน เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ที่ทุกสำนักงานทั่วประเทศของกรมบังคับคดี และที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

นายลวรณ ได้กล่าวขอบคุณที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คณะทำงานการปรับโครงสร้างหนี้สินฯ และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ร่วมหารือแนวทาง ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของลูกหนี้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ลูกหนี้ได้เป็นอย่างมาก

ผบ.ตร.สร้างเซอร์ไพรส์! บินขึ้นอีสาน ตรวจเยี่ยม โรงพักปากคาด จ.บึงกาฬ ติดชายแดนลาว โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ให้กำลังใจ ฝากดูแลพี่น้องประชาชนให้ดี

วันนี้ (11 พฤศจิกายน 2566) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงพักในต่างจังหวัด ช่วงวันหยุดในพื้นที่ สภ.ปากคาด จ.บึงกาฬ โดยไม่ได้มีการแจ้งหมายล่วงหน้า ทั้งนี้มี พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย รรท.ผบช.ภ.4 และคณะให้การต้อนรับ รวมถึง พ.ต.อ.ศิวัช วรคุตตานนท์ ผกก.สภ.ปากคาด และข้าราชการตำรวจในสังกัด

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อน เอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชนคนไทยที่อาจถูกหลอกลวงให้เดินทางไปทำงานที่ผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งเน้นย้ำให้ความสำคัญกับการป้องกันการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศ โดยให้ร่วมบูรณาการกำลังกับหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ และขอให้ดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านด่านชายแดนอย่างเต็มกำลัง เพื่อตอบสนองนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหน้าที่อย่างเรียบง่าย พร้อมเหมาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวให้กับข้าราชการตำรวจ และครอบครัว มอบเงินสวัสดิการดูแลความเป็นอยู่ พร้อมยังพูดคุย สอบถามสภาพปัญหา ข้อขัดข้องในการทำงาน และอยากทราบข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพิจารณาจัดสรรสวัสดิการ เสริมสร้างขวัญกำลังใจของพี่น้องข้าราชการตำรวจและครอบครัว

พร้อมกันนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กล่าวชื่นชมข้าราชการตำรวจทุกนายที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แม้จะเป็นการมาตรวจเยี่ยมโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า แต่รู้สึกประทับใจ ซึ่งได้ย้ำเสมอว่า ไม่ต้องการให้ข้าราชการตำรวจมาดูแลผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอให้เอาเวลาที่มีไปดูแลพี่น้องประชาชนให้ดี และผู้บังคับบัญชาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อร่วมกันสร้าง “องค์กรปราบปรามอาชญากรรมและบังคับใช้กฎหมาย ในระดับมาตรฐานสากลที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาไปด้วยกัน

‘ดร.สุวินัย’ ชี้!! โลกการเงินกำลังจะถูกรื้อแบบ ‘Global Reset’ ภายใต้เงื่อนไขตะวันตกมีแต่หนี้ ส่วนที่รุ่งเรืองมีแค่ตะวันออก

ไม่นานมานี้ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ระบุว่า...

โลกการเงินกำลังจะถูกรื้อแบบถอนรากถอนโคน กับ ‘Global Reset’ ครั้งที่ 2

สองเรื่องใหญ่ขณะนี้ในระบบการเงินของสหรัฐฯ

1.) เรื่องของปริมาณ Money Supply ที่หมุนเวียนในตลาดสหรัฐฯ ลดลงมากมาประมาณ 18 เดือนติดต่อกันแล้ว

2.) พันธบัตร 10y ที่ดันดอกเบี้ยขึ้นไปถึง 5%... การดันจาก 0.6% ขึ้นไปถึง 5% นี่ แสดงว่าจะต้องมีการเทขายพันธบัตรกันมากขนาดไหน

ระบบการเงินทั้งระบบขึ้นอยู่กับการใช้เครดิต เมื่อมีการสะดุดของเครดิตจุดใดจุดหนึ่ง… ระบบทั้งหมดจะเกมโอเวอร์

เมื่อตลาดหนึ่งพังลง อีกตลาดก็ต้องพังลงเป็นโดมิโน และภายในสามวันก็จะไม่มีตลาดเหลืออีก… การแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีการสต็อกไว้ก็จะสะดุด ถึงแม้ตอนนั้นคิดขึ้นได้ว่าจะต้องซื้อทองคำ ก็จะไม่มีตลาดทองคำเหลืออีกต่อไป

สามวันหรือ 72 ชั่วโมงนี่แหละ เป็นเวลาที่ร่างกายมนุษย์จะทนขาดอาหารอยู่ได้ในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ

น้อยคนที่จะเก็บอาหารไว้นานกว่าสามวัน ทุกคนฝากชีวิตอยู่กับซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งก็ต้องหมุนเวียนสินค้าด้วยเครดิต ซึ่งเก็บสต็อกสินค้าแบบ 3-days inventory เหมือนกันทั้งหมด

แม้แต่ธุรกิจใหญ่ ๆ ก็ไม่สามารถ Rollover ตั๋วเงินของตนต่อไปได้… นี่คือการระเบิดของฟองสบู่หนี้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่เกิดจากดอกเบี้ยสูง

Timing ของเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลางตอนนี้กับเรื่องการยกระดับของสงคราม มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่ระบบการเงินกำลังจะล่ม และต้องการให้มีอะไรสักอย่างมาเป็นสาเหตุของการล่มครั้งนี้ของระบบ

การใช้จ่ายภาครัฐของสหรัฐฯ ตอนนี้คุมไม่อยู่แล้ว แค่สามเดือน Fed ต้องสร้างเงินถึง $1 trillion… นั่นเป็นจำนวนหนี้ที่สหรัฐฯ สร้างขึ้นมาในช่วง 200 ปีแรกหลังจากก่อตั้งประเทศ 

หนี้ที่เพิ่มขึ้น $1 trillion เทียบได้เท่ากับ 4% ของ GDP จำนวน $25 trillion ของสหรัฐฯ… เท่ากับว่าเป็นหนี้ 4% เพียงเพื่อจะเติบโต 2% เท่านั้น!!

เพราะสหรัฐฯ จะหยุดการสร้างหนี้ไม่ได้ 

ประเทศต้องเติบโต ถึงแม้จะสร้างหนี้ $4-$5 เพื่อการเติบโตแค่ $1 ก็เถอะ

การสร้างเงินเพิ่มมากขึ้นจะเป็นการทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เสื่อมค่า 

นี่เรากำลังพูดถึงค่าที่เสื่อมไป 50% หรือ100% โดยอาจจะเห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยที่มาในปริมาณเดียวกัน…

ถ้าเราต้องพบกับดอกเบี้ย 20% หรือ 40% ยังจะมีธุรกิจอะไรเหลืออยู่อีกหรือในสหรัฐฯ?

‘Global Reset’ เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครเตือนเลย 

จะต้องมีการรีเซ็ต แต่ไม่ใช่ครั้งเดียวหรอก 

รีเซ็ตครั้งแรกเป็น Man-Made โดยผู้มีอำนาจในสหรัฐฯ เป็นคนริเริ่มเองแต่ไม่สำเร็จ

รีเซ็ตครั้งที่สองเป็นเรื่องระหว่างสองซีกโลกซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ 

มันเป็นการงัดกันระหว่างฝ่ายตะวันตกที่มีแต่หนี้… มีแต่ความเสื่อมโทรมของโครงสร้างพื้นฐาน ไม่มีทรัพย์สิน กับฝ่ายตะวันออกที่มีความรุ่งเรืองของโครงสร้างพื้นฐาน เห็นได้ชัดทั้งในเมือง… นอกเมือง… และสนามบิน 

ไม่ต้องบอกเลยว่าใครจะเป็นผู้รีเซ็ตในครั้งที่สองนี้ได้สำเร็จ

ผบ.ตร.ให้ความสำคัญเหตุกราดยิง เน้นถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชน ทราบถึงทฤษฎี Active shooter วิธีการปฏิบัติ Run Hide Fight การหนี ซ่อน สู้ พร้อมสั่งดูแลสุขภาพตำรวจทั่วประเทศ ด้วยแนวคิด “เราดูแลคุณ เพื่อให้คุณดูแลประชาชน”

(10 พ.ย.66) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (9 พ.ย.66) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ร่วมให้เกียรติบรรยายในหัวข้อ ”ยุทธวิธีและการบริหารเหตุวิกฤต“ ให้กับบุคคลาการ สมาชิกจิตแพทย์, แพทย์ประจำบ้าน ในการประชุมวิชาการประจำปีจิตเวชศาสตร์ไทย ครั้งที่ 51 ประจำปี 2566 (51st Thai Annual Congress of Psychiatry,51st TACP) จัดโดยราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย,สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในระหว่างวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2566 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร       

โดย ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินการสร้างความรู้ และการรับมือกับเหตุการณ์วิกฤต เน้นให้ความรู้ภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ในการเอาชีวิตรอดจากกรณีมือปืนยิงกราด เนื่องในปัจจุบันมีการก่อเหตุอาชญากรรมในลักษณะดังกล่าวหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่จังหวัดนครราชสีมา หรือจังหวัดหนองบัวลำภู ทำให้เกิดการสูญเสียในชีวิต และมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ฯ เปิดเผยว่า ตร.ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก จึงจำเป็นที่จะต้องถ่ายทอดความรู้ในภาคประชาชน ให้ทราบถึง ทฤษฎี Active shooter สร้างแนวความคิด ทักษะ การวางแผนในการบริหารเหตุการณ์มือปืนยิงกราด และวิธีการปฏิบัติ Run Hide Fight (การหนี ซ่อน สู้) สำหรับประชาชนเมื่อเผชิญเหตุ 
     
นอกจากนี้ ยังห่วงใยถึงการดูแลร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิตให้มีความสุข มีนโยบาย Fit Fair Fun โดย Fit คือ ดูแลสุขภาพตำรวจที่ทำงานหนักแต่ไม่มีใครมาดูแลเรื่องสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่เกิดความเครียดจากการปฏิบัติงาน, Fair คือ เบี้ยเลี้ยง เงินสวัสดิการจะต้องยุติธรรมลงไปถึงคนที่ทำงานจริง, Fun คือ ทำงานอย่างมีความสุข เมื่อผู้บังคับบัญชาดูแลทั้งสุขภาพและสวัสดิการ มีความสุขในการทำงานสิ่งที่สัมฤทธิ์ผลที่สุด คือ การบริการพี่น้องประชาชน 
     
รวมถึงยังมีนโยบาย Police HOME เป็นแนวคิดผู้บังคับบัญชาทุกคนให้อยู่กันเป็นบ้านที่มีความรักความผูกพัน จะลดกำแพงระหว่างผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชาลงให้มีความรู้สึกว่า เราคือครอบครัวเป็นพี่เป็นน้อง ด้วยแนวคิดกับตำรวจที่ว่า “เราดูแลคุณ เพื่อให้คุณดูแลประชาชน” ผู้บังคับบัญชาจะลงไปดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีเพื่อส่งถ่ายความสุขและความรักสู่พี่น้องประชาชน
     
ผบ.ตร.เปิดเผยอีกว่า ภายหลังได้นำสิ่งเคยเป็นปัญหา อุปสรรค และความต้องการของคนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา จากประสบการณ์ทำงานได้สัมผัสใกล้ชิดลูกน้อง นำขึ้นมาวางให้เป็นนโยบายขับเคลื่อนในการปฏิบัติ เพื่อข้าราชการตำรวจ และครอบครัวทุกหน่วย ได้มีความสุข และปฏิบัติงานเพื่อดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนต่อไป

ตำรวจท่องเที่ยวปฎิบัติตามนโยบายผบ.ตร. ให้สวม 'เสื้อกั๊กตำรวจแบบใหม่' นำร่องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้(10 พ.ย.66) เวลา 09.00 น. บริเวณลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซนทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์ พล.ต.ต.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ รรท.ผบช.ทท., พล.ต.ต.มล.สันธิกร วรวรรณ ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผกก.1 บก.ทท.1, พ.ต.ท.มนพร  ลิขิตมานนท์ รอง ผกก.1 บก.ทท.1 มอบหมายให้ พ.ต.ท.ขวัญพล เพ็งเดือน สว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 ลงพื้นที่ปล่อยแถวเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความอุ่นใจ ในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตทั้งร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อต้อนรับช่องเทศกาล

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ที่กำหนดพื้นที่นำร่องสร้างภาพลักษณ์เป็นมิตร ยกระดับรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และได้มอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงแบบใหม่ให้ตำรวจ ที่ปฏิบัติงานในสถานีตำรวจนำร่องเมื่อวันที่16 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้มอบในกับพื้นที่ ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1-9 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว หรือพื้นที่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เพื่อให้ตำรวจใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว  

ด้าน พ.ต.ท.ขวัญพล เพ็งเดือน สว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำนโยบายดังกล่าวฯมาปรับใช้กับท้องที่ที่ดูแลว่า การใส่เสื้อกั๊กแบบการใช้สีแบบ Retroreflector หรือสีสะท้อนแสงและยังเป็นสีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และในอีกหลายประเทศใช้สวมใส่ทับเครื่องแบบ เป็นการยกระดับมาตรการในการดูแลและรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว การส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว ช่วยให้ประชาชนเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ง่ายตั้งแต่ระยะ 200-500 เมตร เป็นที่เข้าใจในระดับสากล และ เสริมสร้างบุคลิกภาพของตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม มีความคล่องตัว ความปลอดภัย และมีความเป็นมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับโลก 

พ.ต.ท.ขวัญพล เพ็งเดือน ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนช่วงเทศกาลลอยกระทงที่กำลังจะมาถึง อยากให้ประชาชนอุ่นใจในการออกจากบ้านไปร่วมงานเทศกาล ว่าจะได้รับการดูแลที่ปลอดภัยที่สุดเพราะทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง และ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้มีการวางแผนการดูแลพื้นที่ต่างๆ อย่างรัดกุม และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว และให้เชื่อมั่นว่ามาตราการรักษาความปลอดภัยต่างๆ จะไม่สงผลต่อความเป็นส่วนตัวของนักท่องเที่วและประชาชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top