Tuesday, 30 June 2026
NEWS FEED

เชิญชวนประมูล ‘สุนัขทหาร’ ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 54 ตัว พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนรับไปเลี้ยงดู 27 ม.ค.นี้

(21 ม.ค. 67) รายงานข่าวแจ้งว่า เพจเฟซบุ๊ก ‘ร่วมด้วยช่วย 3 จว.ชายแดนใต้’ ได้ประชาสัมพันธ์ว่า ศูนย์การสุนัขทหาร กรมการสัตว์ทหารบก จะมีการประมูลสุนัขทหารไม่ผ่านเกณฑ์ ที่ศูนย์การสุนัขทหาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในวันเสาร์ที่ 27 ม.ค. 2567 ตั้งแต่เวลา 08.00 น.เป็นต้นไป โดยมีการประมูลสุนัขรวมทั้งสิ้น 54 ตัว ประกอบด้วย สายพันธุ์ลาบราดอร์ 6 ตัว สายพันธุ์มาลีนอยส์ 20 ตัว และสายพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด 28 ตัว

โดยสุนัขทหารไม่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ใช่สุนัขที่ถูกคัดออก แต่เป็นสุนัขที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ซึ่งเป็นสุนัขทหารที่ไม่ผ่านเกณฑ์และเกินโควตา เพื่อให้ได้มีโอกาสอยู่กับผู้รับอุปการะที่สามารถดูแลได้จนกว่าจะตายจาก โดยสุนัขที่นำมาประมูลมีอายุตั้งแต่ 1–3 ขวบขึ้นไป แต่รอบนี้จะมีสุนัขอายุเกิน 3 ขวบเล็กน้อย ผ่านการทำหมันมาแล้วทุกตัว ส่วนบางตัวที่ผอมเพราะอยู่ในคอกเดียวกันกับสุนัขที่เป็นจ่าฝูงก็ถูกแย่งอาหารไป จึงไม่อยากให้ตัดสินสุนัขจากภายนอกหรือสิ่งที่เห็น

สุนัขทุกตัวไม่ใช่สุนัขดุ ใจดีกับคนทุกตัว แต่บางตัวอาจจะมีนิสัยขี้กลัวขี้ตกใจ ผู้รับอุปการะจะต้องมีความใจเย็น มีความเข้าใจว่าสุนัขเลือกไม่ได้ที่เขาเกิดมาและโตมามีพฤติกรรมแบบนั้น แนะนำว่าให้ประมูลไปเป็นคู่ เพื่อให้สุนัขมีบัดดี้ที่จะอยู่ร่วมกันแล้วจะอยู่ได้ แต่ถ้าประมูลไปตัวเดียวโดดๆ แล้วไม่มีเพื่อนอาจจะเป็นปัญหา เพราะจะระแวงและกลัวทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ซึ่งคนที่เคยประมูลสุนัขทหารไม่ผ่านเกณฑ์ไปแบบเป็นคู่ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

สำหรับคนที่คาดหวังว่าสุนัขทหารไม่ผ่านเกณฑ์จะต้องเก่ง ต้องเฉลียวฉลาด เฝ้าบ้านเฝ้าสวนได้ จะต้องกัดโจรกัดขโมยกัดผู้ร้าย แนะนำให้ไปซื้อสุนัขฟาร์มแล้วเอาไปจ้างคนฝึกเอา ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูล แนะนำให้นำบัตรประชาชนตัวจริงไปด้วย พร้อมถ่ายภาพสถานที่ของบ้านและบริเวณรั้วต่างๆ ของผู้ที่จะประมูลไปด้วย เพราะเจ้าหน้าที่อาจจะมีการขอดู ผู้เข้าร่วมประมูล 1 คน สามารถประมูลสุนัขได้ 2 ตัว อย่าลืมนำปลอกคอและสายจูงสุนัขไปด้วย

ส่วนคนที่อยู่ห่างไกล ไม่สามารถไปประมูลด้วยตัวเองได้ สามารถฝากจิตอาสาของเพจร่วมด้วยช่วย 3 จว.ชายแดนใต้ ประมูลให้ได้ ระบุเพศและสายพันธุ์ ตั้งงบประมูลไว้ให้ไม่เกินเท่าไหร่ ขอความชัดเจน ค่าประมูล ค่าสายจูง ค่าปลอกคอ และค่าจัดส่งสุนัขผ่านรถขนส่งเอกชน ผู้ฝากประมูลต้องเป็นคนรับผิดชอบ

“อยากให้ทุกตัวได้คนที่พร้อม ที่อยากจะดูแลและรักพวกเขาจริงไปประมูลเด็กๆ ใครไม่พร้อมไม่แนะนำให้ไปประมูลนะคะเพราะจะไม่เป็นการดีต่อใครเลยโดยเฉพาะสุนัขทหาร” เพจเฟซบุ๊ก ‘ร่วมด้วยช่วย 3 จว.ชายแดนใต้’ ระบุ

ใจฟู!! ‘ครูสาว’ คอยส่งจังหวะให้ ‘นักเรียนหูหนวก’ รำโปงลาง โซเชียลแห่ชมในความรัก-ความพยายาม-มุ่งมั่นทำเพื่อเด็กๆ

(21 ม.ค. 67) เรียกเสียงชื่นชมสนั่นโซเชียล เมื่อติ๊กต็อก ‘@teacher_hope’ โพสต์คลิปใจฟู หลังได้เห็นครูสาวรายหนึ่งจากโรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดชัยภูมิ กำลังทำท่ารำให้สัญลักษณ์และส่งจังหวะ แก่นักเรียนผู้บกพร่องทางการได้ยินของตน ที่กำลังแสดงรำโปงลางอยู่บนเวที

โดยในคลิปมีข้อความว่า “ใจฟูมาก เห็นถึงความพยายามอดทนของคุณครู และน้องๆ นักเรียนมากครับ”

พร้อมเล่าความประทับใจผ่านแคปชันอีกว่า “#เทรนด์วันนี้ พอได้เห็นการแสดงชุดนี้แล้วใจฟูมาก นี่น้องที่รำไม่ได้ยินเสียงดนตรี ยังทำได้ขนาดนี้ มันไม่ใช่แค่ความสวยงามบนเวที แต่มันยังมีความสวยงามที่ด้านล่างเวทีอีกด้วย คุณครูน่ารักมากครับ มันแสดงให้เห็นถึง ความพยายามความอดทนเป็นอย่างมาก มันเห็นถึงความสุข ความรัก ที่คุณครูคอยส่งสัญลักษณ์และจังหวะต่างๆ ให้น้องๆ ที่แสดงบนเวที น้องก็จะคอยสังเกตคุณครูอยู่ตลอดการแสดง ขอชื่นชมมากๆ ครับ”

หลังคลิปเผยแพร่มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ชมอย่างล้นหลาม อาทิ
- “สุดยอดขนาดคนปกติก็ต้องซ้อมนาน แต่น้องเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน แต่กลับรำได้เข้าจังหวะขนาดนี้ ครุ/ครู ผู้เสียสละ”
- “ไม่บอกจะไม่รู้เลยว่าคือการแสดงของน้องๆที่บกพร่องทางการได้ยิน น้องๆ เก่งมากค่ะ คุณครูผู้สอนก็น่ารักและเก่งมากๆ เลย ชื่นชมนะคะ”
- “ขอชื่นชมคุณครูและน้องๆ ค่ะ”
- “ตอนแรกนึกว่าวงโปงลางนางรำโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง จนพิธีกรพูดว่าเป็นโรงเรียนโสตศึกษา โอ้โหเก่งมากเลย”
- “ครูการศึกษาพิเศษ ทำได้ทุกอย่างจริงๆ”
- “ดูแล้วน้ำตาไหลเลย แง… ชื่นชมมากๆ ทั้งคุณครูและคนแสดง ต้องใช้ความอดทนและความพยายามมากๆ”

‘นายกฯ’ โล่งอกหลังค่าฝุ่น PM 2.5 เชียงใหม่ดีขึ้น ชมพ่อเมืองเป็นซูเปอร์ผู้ว่าฯ ส่วน กทม.ยังหนักอยู่

(21 ม.ค. 67) ที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงสภาพอากาศและค่าฝุ่น PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ดีขึ้น หลังหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ ว่า เช้าวันเดียวกันนี้ ได้ดูรายละเอียดตัวเลขอยู่ที่ 12 เป็นสีเขียวดี แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะถ้าเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกับปีที่แล้วดีขึ้นเยอะ

ทั้งนี้ ก่อนขึ้นเครื่องตนได้เจอกับทหาร ตำรวจ และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถือว่าเป็นซูเปอร์ผู้ว่าฯ ประสานงานได้ดีหมด แต่ถ้าต้องการอะไรก็ขอให้บอกมา ขอให้ร่วมมือกันทำงาน รักกัน หนักนิดเบาหน่อยก็ให้ช่วยเหลือกันไป มีอะไรก็ขอให้บอกมา ซึ่งผลที่ออกมาดีในวันนี้ ไม่ได้บอกว่าต่อไปจะดีหรือไม่ แต่เราพยายามอย่างเต็มที่และวันนี้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ก็ลดไปถึง 4-5 เท่าแล้วในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นเรื่องที่น่าชื่นใจและจะทำกันต่อไป

“ก็เข้าใจที่กรุงเทพฯ ยังมีปัญหาอยู่ ซึ่งจากการที่ผมได้ไปเจอกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ได้มีการคุยกันในเรื่องนี้และมีการขอร้องกันไป” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า กรณีที่ศาลปกครองเชียงใหม่ขอให้นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ทำแผนแก้ปัญหาฝุ่นภายใน 90 วัน นับแต่คำพิพากษาและเรื่องพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … จะส่งเรื่องไปเมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า แน่นอนก็ต้องทำตามคำสั่งของศาลปกครอง และจะเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาพูดคุย เพื่อปรับปรุงแผนตามที่ศาลปกครองขอมา แน่นอนว่าก็ต้องทำตาม

นราธิวาส-'เดิน-วิ่ง เพื่อลูกรัก' ส่งเสริมการศึกษาแก่ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดสถาบันศึกษาปอเนาะชายแดนใต้

วันนี้ (21 มกราคม 2567) เวลา 06.30 น. ที่ลานหน้าโรงพยาบาลศรีสาคร อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานเปิดพร้อมปล่อยตัวนักกีฬา “กิจกรรมการกุศล เดิน-วิ่ง เพื่อลูกรัก” ซึ่งจัดโดยสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอศรีสาคร ร่วมกับชมรมตาดีกาอำเภอศรีสาครและหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่งเสริมการศึกษาแก่ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดสถาบันศึกษาปอเนาะ โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมเป็นประธานการส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมด้วย นายกิตตินันท์ เซ็งกะซรี นายอำเภอศรีสาคร , พันเอก ภาณุวัฒน์ สุคชเดช ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 ตลอดจนเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรม

พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า “วันนี้รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธาน ในพิธีเปิดกิจกรรมการกุศลเดิน-วิ่ง เพื่อลูกรักอำเภอศรีสาคร ในวันนี้ ซึ่งกิจกรรมนี้ถือเป็นการพัฒนาการศึกษา การพัฒนาคน ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม รวมถึงการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง สมบูรณ์ห่างไกลจากโรค ที่สำคัญเป็นการร่วมมือของทุกภาคส่วนให้เกิดความรัก ความสามัคคี และเสียสละตนเอง เพื่อส่วนรวม ขอขอบคุณคณะทำงาน ผู้สนับสนุน หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ส่งเสริมกิจกรรมดีๆ ให้กับสังคมบ้านเรา ให้เกิดความรัก ความสามัคคี ร่วมมือจัดกิจกรรมสำเร็จตามจุดประสงค์ที่ตั้งใจ ในส่วนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ก็มุ่งเน้นในการส่งเสริมการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของเยาวชน ที่ผ่านมาได้มีการส่งเสริมในเรื่องต่างๆ รวมทั้งด้านการใช้ภาษาไทย เพื่อให้เยาวชนในพื้นที่สามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง และต่อยอดการศึกษาต่อไปได้ในอนาคต“

สำหรับกิจกรรมกิจกรรมการกุศล เดิน-วิ่ง เพื่อลูกรัก จัดขึ้นโดยสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอศรีสาคร ร่วมกับชมรมตาดีกาอำเภอศรีสาครและหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อจัดหารายได้ในการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กจำนวนเจ็ดเครื่องให้กับศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดสถาบันศึกษาปอเนาะและสถานศึกษาเอกชน เพื่อให้การจัดทำข้อมูลโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์มีความทันสมัยรวดเร็วพร้อมทั้งสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพรวมทั้งส่งเสริมทางด้านสุขภาพที่ดีด้านร่างกายจิตใจอารมณ์สังคมและสร้างความสัมพันธ์ความร่วมมือความรักความสามัคคีก่อให้เกิดสังคมสันติสุข

‘บีทีเอส’ แจง!! กรณี ‘2 ตายาย’ ติดลิฟต์สถานีสนามกีฬาฯ กว่า 1 ชม. เหตุกระแสไฟฟ้าขัดข้อง พร้อมกราบขออภัย ตอนนี้ใช้งานได้ปกติแล้ว

(21 ม.ค. 67) จากกรณีเกิดเหตุ ระทึกกับ 2 ตายายที่จะเดินทางไปทำธุระ แต่ลิฟต์ของ BTS เกิดขัดข้อง ทำให้ติดอยู่ภายในลิฟต์นานเกือบ 1 ชั่วโมง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา อาสาฯ ป่อเต็กตึ๊งจุดปทุมวัน รับแจ้งมีคนติดภายในลิฟต์ ของ BTS สนามกีฬาแห่งชาติ ถนนพระราม 1 เจ้าหน้าที่กู้ภัย จึงนำอุปกรณ์ตัดถ่าง พร้อมทีมแพทย์ รพ.ตำรวจ เข้าช่วยเหลือ

โดยพบว่า คนที่ติดค้างอยู่ภายใน เป็น 2 ตายาย ซึ่ง ยังมีสติดี แต่อากาศหายใจไม่ค่อยออก เนื่องจากอากาศไม่ถ่ายเท

ทั้งนี้ เบื้องต้นจุดเกิดเหตุลึกประมาณ 4 เมตร ลิฟต์ค้างติดอยู่ตรงบริเวณกลางพอดี เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจเรียกช่างลิฟต์ มาพร้อมเจ้าหน้าที่ BTS มาตรวจสอบ จากนั้นจึงได้เร่งใช้ไฟสำรอง จนทำให้ลิฟต์ที่ติดขัดขึ้นมายังด้านบนได้ ส่วนทั้ง 2 ตายายนั้นปลอดภัยดี ทีมแพทย์ รพ.ตำรวจ จึงได้ให้ออกซิเจนช่วยเหลือ เนื่องจากทั้ง 2 นั้นอยู่ภายในลิฟต์เป็นเวลานานเกือบ 1 ชม.

โดยจากการสอบถามทั้ง 2 ตายาย เล่าว่า ได้เดินทางมาจากแถวถนนจันทน์ เพื่อที่จะเดินทางไปทำธุระแถวสนามหลวง จึงได้นั่ง BTS มาแล้วลงสนามกีฬาแห่งชาติ แล้วจะนั่งรถเมล์ไปต่อ พอลงมาจึงได้ขึ้นลิฟต์เพื่อที่จะลงไปข้างหลัง ขณะนั้นลิฟต์กระแสไฟตก มีปัญหา จึงค้างกะทันหันเป็นเวลาเกือบ 1 ชม. ทั้งนี้หลังจากได้ให้ออกซิเจนและปฐมพยาบาลเสร็จอาสากู้ภัยป่อเต็กตึ๊งจุดปทุมวัน ได้ไปส่ง 2 ตายาย ขึ้นรถเมล์ไปทำธุระอย่างปลอดภัยทั้งสองราย

ล่าสุด บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า…

“บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส รายงานถึงกรณีผู้โดยสารคุณตา และคุณยายติดลิฟต์ ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ (W1) เมื่อช่วงเวลา 08.00 น. ของวันนี้ว่า จากการตรวจสอบหาสาเหตุเบื้องต้นพบว่า มาจากกระแสไฟฟ้าขัดข้องในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าไปจ่ายให้หม้อแปลงไฟฟ้า ส่งผลให้ลิฟต์หยุดทำงาน และเมื่อได้รับแจ้งเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้ดำเนินการเข้าซ่อมแซมในบริเวณหม้อแปลงไฟฟ้าและลิฟต์ที่ขัดข้องทันที พร้อมได้ประสานงานกับทางศูนย์เอราวัณ (สายด่วน 1669) เพื่อให้สามารถปฐมพยาบาล และช่วยเหลือคุณตา และคุณยายได้ทันท่วงที ซึ่งในระหว่างดำเนินการช่วยเหลือนั้น พบว่าคุณตา และคุณยาย ยังคงมีสติ แต่มีอาการอ่อนเพลีย ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานได้เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือทั้ง 2 ท่าน อย่างระมัดระวัง และรอบคอบมากที่สุด

โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ซ่อมแซมระบบที่ขัดข้อง จนกระแสไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ปกติ และช่วยเหลือคุณตา และคุณยาย ออกมาจากลิฟต์ได้แล้วนั้น จึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และทั้ง 2 ท่านประสงค์ที่จะเดินทางต่อทันที ทางเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส จึงได้อำนวยความสะดวกให้กับทั้ง 2 ท่าน ในการเดินทางต่ออย่างปลอดภัย

บริษัทฯ กราบขออภัยคุณตา และคุณยาย ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขี้น และไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งขณะนี้ระบบที่ขัดข้องทั้งหมดได้ถูกดำเนินการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และบริษัทฯ จะปรับปรุงระบบการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความสะดวก และปลอดภัยกับผู้โดยสารให้มากที่สุด

ขอขอบพระคุณ

ฝ่ายสื่อสารองค์กร”

‘ซีอีโอหนุ่ม’ เตือน!! อย่ากระตุ้นชีวิตด้วยการติดหนี้ หากไม่มีความสามารถชำระหนี้นั้นๆ ในระยะสั้น

เมื่อไม่นานนี้ ‘คุณซีเค เจิง’ (CK Cheong) นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งไทย-จีน (มาเก๊า) ผู้เติบโตที่ประเทศอเมริกา และเป็นหนึ่งในผู้บริหารของ ‘Fastwork Technologies’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีภาระหนี้สิน ผ่านทางช่องติ๊กต็อกชื่อ ‘Ckfastwork’ ระบุว่า…

“ทําไมเราถึงสนับสนุนให้คนติดหนี้? ผมอยากจะเตือนสติประชาชนมากๆ ผมอยากจะให้ช่องทางสื่อของผมเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนคิดได้ว่า ‘การติดหนี้’ มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนเลย

เราควรจะสามารถติดหนี้ได้ ต่อเมื่อเรารู้ว่าจะสามารถหามาคืนได้แน่ๆ ภายในระยะเวลาอันสั้น ถ้าหากเรายังไม่แน่ใจว่าจะสามารถหามาคืนได้จริงๆ ผมว่าเราก็ไม่ควรติดหนี้”

คุณซีเค ยังยกตัวอย่างในกรณีที่ หากคุณรู้ว่าลูกค้าต้องการสั่งของ ต้องมีทุนหนึ่งแสนบาท แต่ยังขาดเงินอีก 50,000 บาท หากคุณอยากยืมเงินไปลงทุนตรงนี้ และคุณสามารถขายของสร้างรายได้ นำเงินกลับมาใช้คืนได้ภายใน 3-4 เดือน หากเป็นแบบนี้ ก็อาจจะสามารถติดหนี้ได้ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรู้กำลังของตัวเอง ว่าสามารถหามาใช้คืนได้ แต่หากยังไม่มั่นใจว่าคุณติดหนี้แล้วจะใช้คืนได้ไหม ก็อย่าไปติดหนี้เลย

นอกจากนี้ คุณซีเค ยังกล่าวอีกว่า ยิ่งถ้าหากเป็นพวกหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงประมาณ 16% ยิ่งเป็นหนี้ที่แย่ที่สุดเลย หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่แย่ที่สุดแล้ว อย่าไปสนับสนุนการผ่อน อย่าไปฟังบิลบอร์ดโฆษณาที่เขาว่า ผ่อน 0% ไม่ต้องดาวน์ อย่าไปเชื่อ

“ผมไม่ได้อะไรจากคอนเทนต์นี้ แต่ที่ผมอยากทำคือ อยากให้ประเทศไทยดีขึ้น ผู้คนคิดได้มากยิ่งขึ้น ไม่ไปหลงกลหรือหลงเชื่อ เราต้องเป็นประชาชนที่ฉลาดมากยิ่งขึ้น เรียกร้องสื่อให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สื่อที่ทำโฆษณาเชิญชวนการผ่อน เป็นสื่อที่สนับสนุนให้คนไทยติดหนี้ ไปตำหนิติเตือนกันหน่อยครับ เพราะมันไม่ดีครับ ไม่ดีสําหรับสังคมมากๆ เราไม่ควรมีความกระตือรือร้นหรือสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน เพียงเพราะเรามีหนี้สินครับ” คุณซีเค กล่าวทิ้งท้าย

สมุทรปราการ- 'สมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย' จัดพิธีมอบตำแหน่ง 'ดร.บรินดา จางขจรศักดิ์' นั่งนายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 48

วันที่ 20 มกราคม 2567 เวลา 17.30 น. ภายในสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย ถ.สุขุมวิท ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ สมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย จัดพิธีรับมอบตำแหน่งนายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทยคนใหม่ แก่ทาง ดร.บรินดา จางขจรศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ถูกรับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 48 

โดยมี คุณเพ็ญณี ไพรสานฑ์กุล นายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 47 พร้อมด้วย  Mr.Chun-Fu,Chang ท่านทูตไต้หวัน นายณรงค์ ดีโรจนวงศ์ นายกสมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย (TTBA) คุณเฉิน เชาฟง หัวหน้าแผนกกิจการชุมชนต่างประเทศ แห่งสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย และคุณ กัว เซียวหมิ่น ประธานสมาคมการค้าไทย-ไต้หวัน(TTBA) คุณเฉิน เมี่ยวยิน ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจโล ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ คณะกรรมการสมาคม เจ้าหน้าที่ และสมาชิกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีพร้อมทั้งมอบกระเช้าดอกไม้เพื่อเป็นการอวยพรกันเป็นจำนวนมาก

โดย ดร.บรินดา จางขจรศักดิ์ นายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 48 กล่าวว่า ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านและพี่น้องชาวไต้หวันจากทุกภาคส่วน รวมถึงนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ทุกท่านที่ส่งเสริมพร้อมทั้งให้กำลังใจ ทำให้มีความกล้าที่จะรับตำแหน่งนายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 48 นี้ จากนี้ต่อไปดิฉันในนามนายกสมาคม สมัยที่ 48 จะขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและในค่ำคืนนี้คือจุดเริ่มต้นในการปฎิบัติหน้าที่และจะขอทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และเต็มความสามารถไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ของสมาคมก็ตามและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชาวไต้หวันที่อยู่ในประเทศไทยต่อไป       

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น อีกทั้งภายในงานยังได้มีพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตร ธิดา ชาวไต้หวันพร้อมทั้งมีการจับรางวัลตั๋วเครื่องบินไปกลับประเทศไต้หวัน ก่อนจะมีการตัดเค้กเฉลิมฉลองตำแหน่งนายกสมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย สมัยที่ 48 ต่อไป

นักวิ่ง 1,580 คน ร่วมวิ่ง 3 ระยะ 20 ,10 และ 5 กม.ในกิจกรรมอินเตอร์เนชั่นแนล รัน แอท กระบี่ (International Run @ Krabi) ภายใต้โครงการพัฒนาเมืองกีฬา เชื่อมโยงการท่องเที่ยว

21 มกราคม 2567 ณ ลานสวนสาธารณะธารา อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมอินเตอร์เนชั่นแนล รัน แอท กระบี่(International Run @ Krabi) โดยมีนายภานุ ศรีวิสุทธิ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต กระบี่ กล่าวรายงาน และมี พ.ต.อ.สมเด็จ สุขการ นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ กล่าวต้อนรับ มีหัวหน้าส่วนราชการ  ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน สื่อมวลชน โดยมีนักวิ่งเข้าร่วมทั้ง 3 ระยะทาง 1,580 คน

นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า กิจกรรมอินเตอร์เนชั่นแนล รัน แอท กระบี่(International Run @ Krabi) เป็นอีกกิจกรรมสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา จุดประสงค์เพื่อมุ่งที่จะพัฒนากิจกรรมด้านกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว และสร้างความจดจำด้านการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ในหลากหลายมิติ และเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน ท้องถิ่น เพราะการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นนักกีฬาและผู้ติดตาม จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน เกิดการจ้างงานและการขยายตัวของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัด ที่ใช้กิจกรรมวิ่งเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์

นายภานุ ศรีวิสุทธิ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต กระบี่ กล่าวว่า

มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต กระบี่ ได้อนุมัติโครงการพัฒนาเมืองกีฬาเชื่อมโยงการท่องเที่ยว กิจกรรมอินเตอร์เนชั่นแนล รัน แอท กระบี่(International Run @ Krabi) มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด สร้างความเชื่อมโยงของการท่องเที่ยวของจังหวัด กลุ่มจังหวัด และสร้างรายได้ให้กับจังหวัด กลุ่มจังหวัด ภูมิภาค และประเทศ เพื่อส่งเสริมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว (Sport Tourism)โดยใช้กีฬาเป็นสื่อในการพัฒนาลักษณะนิสัยเยาวชนให้มีน้ำใจนักกีฬา มีวินัย ปฎิบัติตามกติกามารยาท และมีความสามัคคี เพื่อกระตุ้นกระแสการแข่งขันกีฬาระดับสากลให้เกิดขึ้นในจังหวัดกระบี่ และปลูกฝังให้เยาวชนไทยและบุคคลทั่วไปได้สัมผัสการแข่งกีฬาระดับนานาชาติ

"มีนักกีฬาสมัคร ทั้งหมด1,500 คน เต็มจำนวนภายใน 7 วันหลังเปิดรับสมัคร และมีการสมัครเพิ่มอีก จำนวน 120 คน รวมทั้งหมด 1,580 คน แบ่งการวิ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะทาง 21 กม. มีผู้สมัครวิ่ง จำนวน 260 คน ระยะทาง 10 กม.  มีผู้สมัครวิ่ง จำนวน 360 คน และระยะทาง 5 กม. มีผู้สมัครวิ่ง จำนวน 960 คน" นายภานุ ศรีวิสุทธิ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขต กระบี่ กล่าว...

ตร. เตือน ผลิต หรือเผยแพร่ สื่อลามกสร้างด้วย AI ที่ใช้หน้าผู้อื่น โทษสูงสุด คุก 5 ปี ปรับ 200,000 บาท

วันนี้ ( 21 มกราคม 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ โดยปัจจุบันได้มีกลุ่มมิจฉาชีพได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการสร้างเนื้อหาปลอมขึ้นมาเพื่อใช้ในการฉ้อโกง หรือสร้างความเสียหาย นั้น

ในห้วงที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพได้นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการสร้างสื่อลามกปลอม โดยการนำภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา นักร้อง นักแสดง ต่าง ๆ ตลอดจนบุคคลทั่วไป มาใช้เป็นใบหน้าตัวอย่างให้ปัญญาประดิษฐ์นำไปสร้างภาพคลิปหรือภาพลามกที่ปรากฎหน้าของบุคคลดังกล่าวขึ้น จากนั้นนำไปเผยแพร่ หรือขายผ่านช่องทางต่าง ๆ

โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สรุปความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ที่ผลิต เผยแพร่ และส่งต่อสื่อลามกปลอมที่สร้างด้วย AI จะเข้าข่ายความผิดทางอาญา 6 ฐานความผิด ตามกฎหมายดังต่อไปนี้

1. ความผิดฐาน “หมิ่นประมาท” – ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

2. ความผิดฐาน “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” – ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

3. ความผิดฐาน “ผลิต มีไว้ ซึ่งสื่อลามก เพื่อการค้า เพื่อการแจกจ่าย หรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน” - ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287(1)

4. ความผิดฐาน “โฆษณาหรือไขข่าวว่าจะหาสื่อลามกได้จากบุคคลใด หรือวิธีการใด” - ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287(3)

5. ความผิดฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้” - ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14(4) หรือ มาตรา 14(5) แล้วแต่กรณี

6. ความผิดฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย” – ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 16

นอกจากความผิดทางอาญาที่ได้กล่าวไปข้างต้น ผู้เสียหายที่ถูกนำภาพมาใช้เป็นภาพใบหน้าของบุคคลในสื่อลามกดังกล่าว ยังสามารถฟ้องเรียก “ค่าสินไหมทดแทน” จากผู้ที่กระทำ “ละเมิด” ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 อีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนมายังพี่น้องประชาชน ที่นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มาใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นสนุก หรือหยอกล้อผู้อื่น รวมไปถึงผู้ที่ผลิตหรือพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อนำมาใช้ผลิตสื่อลามกจากภาพใบหน้าของบุคคลอื่น เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ให้หยุดการกระทำในลักษณะดังกล่าวทันที เพราะการกระทำของท่านเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย และต้องระวางโทษสูงสุดถึง จำคุก 5 ปี และ ปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท

ส่วนผู้ที่คิดจะซื้อสื่อลามกของบุคคลมีชื่อเสียง ท่านอาจถูกหลอกจากกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์สร้างสื่อลามกดังกล่าว

สุดท้าย หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

มุกดาหาร -'บุหรี่เถื่อนข้ามชาติ' ตำรวจน้ำมุกดาหารร่วมสรรพสามิต จับเครือข่ายค้าบุหรี่-เบียร์ลาวหนีภาษีข้ามโขงจากสปป.ลาว

เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่สถานีตำรวจน้ำ 3 (มุกดาหาร) กองกำกับการ 10 กองบังคับการตำรวจน้ำ พ.ต.ท.พงษ์พิพัฒน์ บูรณะบัญญัติ สว.ส.รน.3 ร่วมกับนายสันทัด รังคพุทธมานะ สรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร แถลงข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพสามิตเขตพื้นที่มุกดาหาร ทำการจับกุม บุหรี่และเบียร์ลักลอบนำเข้าจาก สปป ลาว โดยไม่เสียภาษีสรรพสามิต จำนวน 9 กล่อง 4,500 ซอง และเบียร์ 48 กระป๋อง 

สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 7:30 น ของวันนี้ได้มีสายข่าวรายงานว่าจะมีการลักลอบขนบุหรี่และเบียร์จาก สปป.ลาว เข้ามาในพื้นที่ อ.เมืองมุกดาหาร จ. มุกดาหาร เพื่อนำส่งต่อให้ร้านค้าในพื้นที่ต่างๆ จึงได้บูรณาการระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำและเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร นำกำลังไปเฝ้าตรวจพื้นที่บริเวณถนนสายมุกดาหาร-ธาตุพนม หน้าวัดศรีทองบุ่น ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร กระทั่งพบรถยนต์กระบะอีซูซุ หมายเลขทะเบียน บจ 8107 มุกดาหาร ต้องสงสัยจึงได้ทำการเรียกให้หยุดแล้วขอตรวจสอบพบว่าที่กระบะท้ายมีกล่องบุหรี่ที่ผลิตใน สปป.ลาว จำนวน 9 กล่อง เมื่อเปิดดูภายในกล่องลพบุรีจำนวน 4,500 ซอง และพบกล่องเบียร์ที่ผลิตใน สปป.ลาว อีก 2 กล่อง จำนวน 48 กระป๋อง สอบถามนายสมบัติ (นามสมมุติ) คนขับรถให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ขับรถขนส่งบุหรี่และเบียร์ต่างประเทศที่ลักลอบหนีภาษีสรรพสามิตจริง และยินยอมให้เจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย จึงได้ควบคุมตัวพร้อมของกลางนำส่งสำนักงานสรรพสามิตอำเภอเมืองมุกดาหารดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top