Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' วิเคราะห์ 'ภาพลวงตา' ส่งออกไทยพุ่ง 19%แต่รายได้ประชาชนไม่เพิ่มจีดีพี.โตต่ำ1.5% พร้อมเสนอ4ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand อดีตรัฐมนตรีและส.ส.6สมัยพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์ที่น่าตกใจถึงภาวะเศรษฐกิจไทย โดยเตือนว่า ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2568 ที่พุ่งสูงถึง 19.0% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 42 เดือนนั้น เป็นเพียง 'ภาพลวงตา'
“การเติบโตทางสถิติไม่สำคัญเท่ากับ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้  ถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่า เรากำลังสร้าง "เศรษฐกิจตัวเลข" หรือ "เศรษฐกิจชีวิตจริง" ของประชาชน”

การเติบโตของส่งออกเกือบทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนโดยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะ 2 กลุ่มหลัก
1. ทองคำ: การส่งออกทองคำมีการขยายตัวสูงถึง 212.6% ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันตัวเลขรวม แต่ทองคำไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกหรือทางผ่านการส่งออก(re-export)
2. อิเล็กทรอนิกส์: แม้สินค้ากลุ่มนี้จะมีการส่งออกสูง เช่น คอมพิวเตอร์ 57%แต่โครงสร้างการผลิตยังคงเป็นการประกอบ(Assembly)ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
  
ผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นประมาณ 27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดซึ่งการส่งออกที่เติบโต 23% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศประมาณ1ใน5ส่วน( 18-22%) เท่านั้น ส่วนกลุ่มทองคำที่ส่งออกพุ่ง 47% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเพียง 3-5% สำหรับทองคำแท่ง

"ความจริงคือ ถ้าตัดมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และทองคำออกไป อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือน ก.ย. 2568 จะเหลือเพียง 4.9% เท่านั้น" นายอลงกรณ์ระบุ โดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย "ส่วนต่าง 14.1% คือตัวเลขที่บวมและไม่ได้กระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่"

นายอลงกรณ์ ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯและทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการบริหารและพัฒนาผลไม้แห่งชาติ (Fruit Board)ยังกล่าวต่อไปว่า ตัวเลขที่สะท้อนความเจ็บปวดของเศรษฐกิจฐานรากคือ ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ทรุดหนักจากการส่งออกพืชเศรษฐกิจหลักเช่นมูลค่าส่งออกข้าว ลดลงถึง 31%และมูลค่าส่งออกผลไม้ ลดลงถึง 50% สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะการกลับมาของอินเดียในตลาดข้าว และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาตกต่ำ และ กระทบรายได้เกษตรกรโดยตรง

ยิ่งกว่านั้นภาคครัวเรือนยังคงแบกรับภาระหนี้ครัวเรือนทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อฉุดรั้งการบริโภคภายในประเทศให้ซบเซา รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยที่สูงกว่า 6.9% เป็นภาระโดยตรงต่อทั้งครัวเรือนและ SMEs ที่ต้องกู้เงิน ทำให้ต้องนำรายได้ไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นแทนที่จะใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้การบริโภคในประเทศ (Consumption) ที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของ GDP ยังคงอ่อนแอโดยธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 90.9% ของจีดีพี ในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่สมาคมธนาคารไทยเผยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีหนี้เสียสูงถึง 6.8% เทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหนี้เสียเพียง 2.1%

นายอลงกรณ์อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนชี้ว่า ตัวเลขส่งออกกับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่โตต่ำเพียง 1.5% ในไตรมาสที่ 3ของปีนี้และปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่ความขัดแย้งของตัวเลข แต่เป็น "อาการป่วย" ของเศรษฐกิจไทยและเป็นสัญญาณของวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า "การเติบโตที่ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ" (Decoupled Growth)

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเติบโตแบบ K-Shaped Recovery ที่บริษัทใหญ่เติบโตร่ำรวยแต่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การแก้ปัญหาวิกฤต "การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง" นี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้น "ปริมาณ" ไปสู่ "คุณภาพ" และมุ่งเน้นการสร้าง DVA สูง ในทุกห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน 

1. ยกระดับผลิตภาพ(Productivity)ภาคเกษตร สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech)เกษตรอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์( Smart & AI Farming )และเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)พัฒนาระบบประกันรายได้เกษตรกรจัดตั้งกองทุนเกษตรกรเพื่อการลงทุน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเก็บรักษาผลผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรรวมทั้งยกระดับการตลาดและช่องทางการจำหน่ายโดยสร้างเครือข่ายตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์และแพลตฟอร์มการค้าสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ

2. เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่งออกหลักของเรายังคงเป็น การประกอบ (Assembly) ไม่ใช่ การสร้าง (Manufacturing) ที่แท้จริง เราเป็นเพียงจุดสุดท้ายในห่วงโซ่การผลิต (global value chain)แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้น รายได้จากการส่งออกกระจุกตัวในกลุ่มบริษัทข้ามชาติและบริษัทใหญ่ ขณะที่แรงงานไทยได้เพียงค่าจ้างขั้นต่ำ เราต้องปรับเปลี่ยนจากการประกอบเป็นโรงงานประกอบ(OEM: Origianl Equipment Manufacturer)อัพเกรดเป็นODM (Original Design Manufactuere)มีดีไซน์สร้างมูลค่าเพิ่มและ OBM (Original Brand Manufacturer)สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้วยโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)บนฐานทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property)ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (DVA:Domestic Value Added)

3. เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มาตรการแก้หนี้ต้องมาพร้อมกับการ เพิ่มทักษะและโอกาสในการสร้างรายได้ ให้กับลูกหนี้ฐานราก เพื่อให้สามารถออกจากวงจรหนี้และกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน

4.ยกเครื่องโมเดลการส่งออกแบบดั้งเดิมใน”ระบบผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก“(Importer-Exporter model)สู่โมเดลใหม่คือแพลตฟอร์มการค้าดิจิตอลข้ามพรมแดนซึ่งจะเพิ่มการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอี.(SME)และสินค้าเกษตรสินค้าชุมชนรวมทั้งการท่องเที่ยวได้แบบก้าวกระโดดสามารถกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากในประเทศได้อย่างทั่วถึง(Inclusive distribution)

นายอลงกรณ์อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์สรุปว่า ที่ผ่านมาการผลิตและส่งออกของประเทศไทยเป็นเพียง "จุดผ่าน" ของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ผลที่ตามมาคือรายได้จริงของประชาชนไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการส่งออก ”ตราบใดที่การเติบโต 19% ยังคงเป็นกำไรที่กระจุกตัว ประเทศไทยก็จะยังคงติดกับดัก ”ส่งออกรุ่ง แต่ GDP ร่วง“อย่างนี้ต่อไปถ้าไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างและระบบภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชย์แบบครบวงจร

นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขการเติบโตของการส่งออกจึงไม่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง“

เชียงใหม่-ททท. ร่วมมือกับเชียงใหม่และลำพูน เปิดเวทีชวน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” 

ททท. ผนึกกำลังจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน เปิดเวที “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ปลุกพลังสร้างสรรค์ ค้นหาโมเดลพัฒนา  “ถนนคนเดินภาคเหนือ” สู่ต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนืออย่างยั่งยืน 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง อำเภอบ้านธิ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น จัดกิจกรรมเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ภายใต้ชื่องาน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ นิมมาน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อเผยแพร่ ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา “ถนนคนเดินต้นแบบภาคเหนือ” ภายใต้โครงการ “ศึกษาศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวย่านถนนคนเดินและสินค้า/บริการทางการท่องเที่ยว เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริม การท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์”

 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเชิงวัฒนธรรม ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ประสบการณ์อันมีคุณค่า และเรื่องเล่า ที่มีความหมายของชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การกระจายตัวและความถี่ในการท่องเที่ยวจากเมืองหลัก สู่เมืองน่าเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายวีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับสากล มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และเป็นศูนย์กลางด้าน MICE, Wellness รวมถึงมีศักยภาพในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง โดยถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่ง ที่ห้ามพลาด เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ 

เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้จับจ่ายใช้สอย ในเรื่องของอาหาร ของใช้ และของที่ระลึกแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น การศึกษาถนนคนเดิน นอกจากจะช่วยพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเติมเต็มถนนคนเดินเชียงใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นถนนคนเดินต้นแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ

นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เวทีนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สรุปองค์ความรู้จากการดำเนินงานในพื้นที่ 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ถนนคนเดินท่าแพ ถนนคนเดินสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านธิ จังหวัดลำพูน (ในฐานะพื้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชื่อมโยงถนนคนเดิน)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทบาทของถนนคนเดิน ในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ของเมืองที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งแสดงพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการผลักดันถนนคนเดินให้เป็น “ต้นแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ตอบโจทย์ การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ภายในงาน มีผู้บริหารท้องถิ่น นักวิชาการ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และนักออกแบบชื่อดัง ร่วมพูดคุยและเสวนาเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเชียงใหม่ (TCDC) และนักออกแบบ ดีไซเนอร์ชาวเชียงใหม่ นักออกแบบและนักเล่าเรื่องท้องถิ่นจากเพจ “อินไซต์ล้านนา” 

คุณศิรพันธ์ วัฒนจินดา นักแสดงและผู้ก่อตั้ง ECO LIFE คุณอ้อม มณีรัตน์ รัตนัง ศิลปินหญิงล้านนา และนายจักรพงษ์ ชินกระโทก ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการผลงานแนวคิด “ถนนคนเดินสร้างสรรค์” และกิจกรรม Creative Performance ถ่ายทอดความ มีชีวิตชีวาของถนนคนเดินล้านนาที่เป็น ทั้งเวทีวัฒนธรรม จุดนัดพบของชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

โครงการนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตร ในการ “Rethink the Street, Reimagine the Local” หรือ “การคิดใหม่ ออกแบบใหม่ เพื่อให้ถนนคนเดินกลายเป็นเวทีของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และพลังสร้างสรรค์ท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงพื้นที่ค้าขาย แต่เป็น พื้นที่คุณภาพของเมือง ที่สามารถเล่าเรื่องคน ทุนทางวัฒนธรรม และสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ผบ.ตร.ย้ำเด็ดขาดไม่เอาไว้ ตัดนิ้วร้าย "รองผู้กำกับการ" พัวพันบัญชีม้า พร้อมสั่งขยายผลคดีถึงที่สุด

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รับรายงานเรื่องรองผู้กำกับการ ในสังกัดสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมคบฟอกเงินและเป็นที่ปรึกษาให้เครือญาติเปิดบัญชีม้า ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจสอบและดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางปกครอง วินัย และอาญา ซึ่งทราบว่ามีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ผบ.ตร.สั่งการให้ขยายผลทางคดี สืบสวนเครือข่ายบัญชีม้า อาชกรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายรองผู้กำกับการ นายนี้อย่างเด็ดขาด เรื่องนี้ ผบ.ตร.ย้ำว่ายอมไม่ได้ เอาไว้ไม่ได้ เป็นตำรวจแล้วทำผิดเสียเอง โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่เป็นภัยร้ายของสังคม หลอกลวงประชาชน ซึ่งทุกภาคส่วนกำลังช่วยกันปราบปราม สกัดกั้นอย่างสุดความสามารถ แต่รายนี้เป็นตำรวจ กลับไปร่วมขบวนการกับคนร้าย และขอเตือนข้าราชการตำรวจทุกนายอย่าเกี่ยวข้องรับผลประโยชน์ ให้การสนับสนุนกับเครือข่ายบัญชีม้าและอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภทโดยเด็ดขาด

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้สั่งการให้ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2568 หากผลการสอบสวนพบว่า มีข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลรายใดมีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมกระทำความผิด กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาโดยเด็ดขาด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร.กำชับให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับตำรวจที่กระทำผิดกฎหมายทุกราย ย้ำชัดเป็นข้าราชการตำรวจไม่ควรทำผิดเสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กำชับไว้อย่างเข้มงวดในนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในแนวทาง “9 ก้าวหน้า” ในด้านการมีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และย้ำในวิสัยทัศน์ “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน”

BTS ส่วนต่อขยาย สิ้นสุดยุคเหมาจ่าย 15 บาท ดีเดย์ 1 พ.ย. 68 เริ่มคิดตามระยะทาง จ่ายสูงสุด 45 บาทต่อเที่ยว กทม.แจงเหตุขึ้นค่าโดยสารหวังสะท้อนต้นทุนจริง

BTS สายสีเขียวขึ้นราคาเฉพาะ “ส่วนต่อขยาย” ทำไม? ใครกระทบ? และต้องจ่ายเท่าไรตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568
สรุปแบบเข้าใจง่าย: ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2568 ค่าโดยสาร ส่วนต่อขยายของสายสีเขียว เปลี่ยนจากเหมาจ่าย 15 บาท เป็นคิดตามระยะทาง 17–45 บาท และหากเดินทางข้ามระหว่างสัญญาหลักกับส่วนต่อขยาย เพดานทั้งสายไม่เกิน 65 บาท พร้อมส่วนลดนักเรียน/นักศึกษา 30% และผู้สูงอายุ 50%.

อะไร “เปลี่ยนไป” บ้าง
• เฉพาะการเดินทางภายในส่วนต่อขยาย 3 ช่วง: 
• • หมอชิต–คูคต (เหนือ)
• อ่อนนุช/บางจาก–เคหะฯ สมุทรปราการ (ตะวันออก)
• โพธิ์นิมิตร–บางหว้า (ตากสิน–เพชรเกษม)
• คิดตามระยะทาง เริ่ม 17 บาท สูงสุด 45 บาท (บัตรเที่ยวเดียว/แรบบิททั่วไป)
• หากเชื่อมต่อกับสัญญาหลัก (เดิม) จะคิดรวมทั้งระบบ แต่ทั้งสายไม่เกิน 65 บาท
• ส่วนลดยังอยู่: นักเรียน/นศ. ลด 30% และผู้สูงอายุ ลด 50%

ทำไมถึงขึ้นราคา
1. 1) สิ้นสุด “เหมาจ่ายชั่วคราว” 15 บาท: เดิมเป็นมาตรการชั่วคราวในช่วงเปิดใช้ส่วนต่อขยาย ตอนนี้กลับสู่โครงสร้างค่าโดยสารตามระยะทาง เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงของระบบ.
2. 2) ภาระต้นทุนและหนี้สะสมของโครงการ: กรุงเทพมหานคร/กรุงเทพธนาคมมีภาระค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของส่วนต่อขยายจำนวนมาก จึงต้องปรับราคาเพื่อการเงินที่ยั่งยืน.
3. 3) บริหารความมั่นคงระบบขนส่งในระยะยาว: กทม. ระบุว่าการปรับนี้ช่วยให้ดูแลคุณภาพและความถี่การวิ่งได้ต่อเนื่อง

ใคร “กระทบมากสุด”
• • ผู้ที่ใช้งานเฉพาะส่วนต่อขยายยาว ๆ ทุกวัน (เช่น คูคต–อ่อนนุช/บางจาก หรือ สมุทรปราการ–อโศก/สยาม)
• ผู้ที่ต้อง “ข้ามสัญญา” ระหว่างหลักกับต่อขยายบ่อย ๆ แม้เพดาน 65 บาทจะจำกัดผลกระทบ แต่ค่าใช้จ่ายรายเดือนยังเพิ่มจากเดิมเล็กน้อย (สูงสุด +3 บาทต่อเที่ยวเมื่อเดินทางเต็มสาย)

คำถามพบบ่อย (FAQ)
• Q: ขึ้นทั้งระบบ BTS ไหม?
A: ไม่ใช่ทั้งระบบ ปรับเฉพาะ “ส่วนต่อขยาย” แต่เมื่อเดินทางทั้งสาย เพดานรวมขยับเป็น 65 บาท.
• Q: นโยบาย “20 บาทตลอดทาง” เกี่ยวไหม?
A: เป็นนโยบายระดับชาติที่ยังไม่ครอบคลุมการประกาศครั้งนี้ของสายสีเขียว.
• Q: นักเรียน/ผู้สูงอายุ ยังได้ส่วนลดไหม?
A: ได้เหมือนเดิม นักเรียน/นศ. -30% และผู้สูงอายุ -50% ในส่วนต่อขยาย

คำนวณให้เห็นภาพ (ตัวอย่าง)
• • ผู้โดยสารที่เคยจ่าย 15 บาทตลอดช่วงต่อขยาย หากเดินทางระยะไกลขึ้น จะจ่ายใกล้เพดาน 45 บาทต่อเที่ยว.
• เดินทางข้ามจากส่วนหลักเข้าสู่ส่วนต่อขยาย (หรือกลับกัน) ค่าโดยสารรวมทั้งเส้นไม่เกิน 65 บาท

วิธีประหยัดค่าโดยสารหลังปรับราคา
• • ใช้บัตรแรบบิทนักเรียน/นศ. หรือผู้สูงอายุ ตามสิทธิที่มี.
• เลือกสถานีเปลี่ยนระบบที่ใกล้จุดหมายเพื่อลดระยะทางในส่วนต่อขยาย.
• วางแผนเวลาเดินทางให้แน่นอน ลดการแตะเข้า–ออกซ้ำโดยไม่จำเป็น.

ไทม์ไลน์และขอบเขต
• มีผลตั้งแต่: 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
• ครอบคลุม: ส่วนต่อขยาย 3 ช่วงของสายสีเขียว (เหนือ, ตะวันออก, ธนบุรี)
• เพดานค่าโดยสารทั้งสาย: ไม่เกิน 65 บาท เมื่อเดินทางข้ามระหว่างสัญญาหลักกับส่วนต่อขยาย

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางบุหรี่ไฟฟ้า 36,555 ชิ้น (มูลค่ากว่า 6.6 ล้านบาท) เตรียมขยายผลจับนายทุน โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.เป็นประธาน ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 
 

การปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ โดยการอำนวยการ : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา  ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.ยิ่งยศ  เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ  ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์  เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.ทักษิณ  จันทะวงค์ รอง ผบก.สส.ภ.5 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.๕
 

ร่วมกันจับกุม 1.นางสาวกบิษฎา ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ หมู่ 10 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ 2.นางสาวกฤษณา ขอสงวนนามสกุล อายุ 31 ปี ที่อยู่ หมู่ 1 ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่  ฐานความผิด : “ร่วมกันขายบุหรี่ไฟฟ้าโดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560”
 
พร้อมของกลาง 1.บุหรี่ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ​​จำนวน 36,555 ชิ้น (มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท) 2.คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ​จำนวน 2 ​ ชุด 3.โทรศัพท์มือถือ ​​จำนวน 2 ​เครื่อง 4.กล่องกระดาษสำหรับส่งพัสดุ ​กว่า ​2,000 กล่อง  5.เราเตอร์ไวไฟ ​​จำนวน ​1 ตัว

​ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ ซึ่งทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นในทุกมิติทันที ซึ่งในกรณีดังกล่าว ทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ ชื่อ “vapehaus URL: https://vapehaus.net” โดยมีรูปแบบสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ แล้วจัดส่งทางขนส่งให้ถึงบ้าน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว มีที่ตั้งของการกระทำความผิดจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ 1 จุด พื้นที่ อ.หางดง จว.เชียงใหม่ จำนวน 2 จุด จึงได้รวบรวมข้อมูลการสืบสวนแล้วขออนุมัติศาลเพื่อทำการตรวจค้น

​ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้เข้าทำการตรวจค้นสถานที่ ซึ่งจัดให้เป็นที่ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและสถานที่แบ่งบรรจุเพื่อส่งทางไปรษณีย์ จำนวน 3 จุด โดยเป็นการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมพร้อมกันดังนี้

จุดที่ 1 บริเวณหมู่บ้านกุลพันธ์วิลล์ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 546 ชิ้น จุดที่ 2 บริเวณหมู่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 10 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,828 ชิ้น  จุดที่ 3 บริเวณหมู่บ้านสมหวัง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 33,181 ชิ้น
(รวมพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 36,555 ชิ้น) มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท

​จากการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ให้การว่าทำหน้าที่เป็นพนักงานบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าและจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้ลูกค้า โดยอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการทำงานและจัดส่งสินค้าในช่วงเช้า โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 16,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางไลน์แอดซึ่งมี 3 ไลน์แอด มีสมาชิกรวมกว่า 18,000 คน จากการตรวจสอบระบบการซื้อขายพบมีเงินหมุนเวียนประมาณ 30 ล้านบาท ต่อปี ทางชุดจับกุมอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางทางการเงิน ที่มาของบุหรี่ไฟฟ้า และผู้รับผลประโยชน์ตลอดถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่อไป
 

พิจิตร-ชาวนาพิจิตรบุกศาลากลางยื่นข้อเรียกร้องวอนรัฐบาลช่วยพยุงราคาข้าวที่ตกต่ำขายได้แค่ 5 พันบาท/ตัน

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร , นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าฯพิจิตร , พ.อ.สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล รอง ผอ.รมน.จังหวัด พ.จ.(ท.) ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาข้าวที่ตกต่ำจำนวนกว่า 300 คน ที่รวมตัวกันมาจากเขตพื้นที่ อ.ทับคล้อ อ.วังทรายพูน และอ.ดงเจริญ จ.พิจิตร โดยมี นายสุทัศน์ ประสมทรัพย์ ประธานสหกรณ์การเกษตรทับคล้อ , นายพาที สีสี , นายอภิสิทธิ์ สิทธิราช เป็นแกนนำชาวนา อ.ทับคล้อ ได้ร่วมกันยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึงรัฐบาลผ่านผู้ว่าฯพิจิตร และมีตัวแทนของ ส.ส.พิจิตร คือ นายสาธิต พูลคล้าย ผู้ช่วย นาย ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ (กำนันนอร์ท) ส.ส.พิจิตร เขต 1 , น.ส.ชลชิชา ขุนทอง ผู้ช่วย นาย วินัย ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.พิจิตร เขต 2 ร่วมรับจดหมายร้องทุกข์จากชาวนาเพื่อนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อรัฐบาลเพื่อหาทางเยียวยาเกษตรกรพิจิตรที่เดือดร้อนจากราคาข้าวที่ตกต่ำดังกล่าว โดยข้อเรียกร้องของชาวนาพิจิตรในครั้งนี้ คือ เรื่องปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ข้าวเปลือกเจ้าราคา 5,000–5,500 บาท/ตัน และราคาค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ค่าเก็บเกี่ยว ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าพันธุ์ข้าวปลูก ซึ่งมีราคาแพงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงกว่าผลผลิตราคาข้าวที่ได้รับ 


     
ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและหนี้สินจำนวนมาก จึงได้เดินทางมาที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร เพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ให้แก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำดังกล่าว โดยข้อเสนอความต้องการของกลุ่มชาวนาพิจิตรกลุ่มนี้คือ ต้องการให้รัฐบาลกำหนดมาตรการในการประกันราคารับซื้อข้าวเปลือกเจ้าขั้นต่ำ (ความชื้น 25%) ที่ราคาละ 8,000 บาท/ตัน รวมถึงขอให้รัฐบาลช่วยเยียวยากับชาวนาที่เก็บเกี่ยวข้าวขายในฤดูกาลนี้อีกด้วย การชุมนุมในครั้งนี้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยเมื่อยื่นหนังสือตามวัตถุประสงค์แล้วกลุ่มชาวนาก็ได้สลายตัวเดินทางกลับภูมิลำเนาดังกล่าวอีกด้วย

 

รองจเรตำรวจแห่งชาติแถลงผล 7 ปฏิบัติการปราบอาชญากรรมไซเบอร์ และสถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์เชื่อมโยง 4 ประเทศ

สืบเนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามแต่งตั้ง "คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี" ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รอง ผอ.ศปอส.ตร. ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร.) และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แถลงผลปฏิบัติการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีผลการปฏิบัติของ ศปอส.ตร. และศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) ณ ห้องวอร์รูม IAC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สำหรับสถานการณ์เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงประเทศมาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา และลาว ระหว่างวันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 มีเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์หลัก ที่ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาค ได้แก่

1) ปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเมียนมาในพื้นที่ "เคเคพาร์ก" (KK Park) ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่ของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ส่งผลให้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 2,000 ราย และแรงงานจำนวนมากหลบหนีเข้าสู่ฝั่งไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ขบวนการเร่งย้ายฐานและเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการ

2) การสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกค่ายเร่งตรวจสอบและระงับการใช้ชิมการ์ดที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) ภายใน 7 วัน เพื่อปิดช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มสแกมใช้โทรหลอกลวงประชาชน ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญของฝ่ายนโยบายไทย

3) การประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป (GBC Secretariat) ไทย-กัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเห็นชอบกรอบความร่วมมือด้านความมันคงชายแดน 4 ประการ โดยมีประเด็น "การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์" เป็นหัวข้อหลักของการหารือร่วม ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาคในการสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ

ในส่วนของการดำเนินการของ ศปอส.ตร. และวอร์รูม IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม – 26 ตุลาคม 2568 มีเคสที่รับเข้ามาจำนวน 916 เคส มูลค่าความเสียหายกว่า 559.2 ล้านบาท สามารถอายัดเงินได้ทัน 426 เคส มูลค่ากว่า 182.5 ล้านบาท ซึ่งมีปฏิบัติการที่น่าสนใจที่นำมาแถลงในวันนี้ จำนวน 7 ปฏิบัติการ

ปฏิบัติการที่ 1 : ปฏิบัติการหยุดเส้นทางสแกมข้ามโขง - ตำรวจเชียงแสนจับขบวนการลอบส่งของกลางบัญชี– ซิมม้าออกประเทศลาว
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียงแสน จ.เชียงราย ได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบนำส่งสมุดบัญชีธนาคาร, บัตรอิเล็กทรอนิกส์ และซิมการ์ด ผ่านบริษัทขนส่งเอกชน เพื่อจะส่งออกไปยังประเทศลาว โดยพัสดุดังกล่าวจะนำมาฝากไว้ที่จุดฝากรถหน้าจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ บ้านสบรวก ม.1 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ต่อมาพบว่ามีรถขนส่งบริษัทเอกชนขับขี่เข้ามาจอดยังบริเวณหน้าลานฝากรถ และมีเจ้าหน้าที่ขนส่งนำกล่องพัสดุจำนวนหนึ่งลงวางไว้ที่โต๊ะรับส่งพัสดุ และมีชายคนหนึ่งเดินออกมานำพัสดุดังกล่าวเข้าไป เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและเข้าตรวจสอบ พบ นายรุ่งโรจน์ฯ แสดงตัวเป็นผู้รับและนำส่งกล่องพัสดุดังกล่าวไปยังประเทศลาว ผลการตรวจสอบพบกล่องพัสดุต้องสงสัยจำนวน 6 กล่อง ซึ่งภายในมีสมุดบัญชี ,บัตรอิเล็กทรอนิกส์ และซิมการ์ด จำนวนหลายรายการ เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา และจับกุมตัว นายรุ่งโรจน์ฯ พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางเพื่อทำการขยายผลต่อไป 

ปฏิบัติการที่ 2 ปฏิบัติการตัดวงจรหลอกข้ามแดน - ช่วยเหลือเหยื่อ 13 ราย ก่อนถูกพาข้ามไปกัมพูชา
กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ติดตามช่วยเหลือเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังได้รับแจ้งว่ามีเหยื่อถูกหลอกให้ทำงานแอดมิน จำนวน 4 คน โดยให้เปิดห้องพักรอเพื่อข้ามไปประเทศกัมพูชา ที่บริเวณ ต.หนองตาคง อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี หลังได้รับแจ้ง พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปยัง สภ.บ้านแปลง เพื่อเข้าช่วยเหลือเหยื่อ พบกลุ่มคนอายุประมาณ 20-30 ปี ประมาณ 10 คน ถือกระเป๋าเดินทางออกมาจากห้องพัก ลักษณะคล้ายรอคนมารับ ต่อมาพบรถยนต์ 2 คัน เข้ามาในรีสอร์ทเพื่อรับกลุ่มคนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ พบคนขับรถ 2 คน และเหยื่อ จำนวน 13 คน จึงนำตัวทั้งหมดไปที่ สภ.บ้านแปลง เพื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น และเข้าร่วมกระบวนการคัดกรองเหยื่อ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสืบสวนขยายผล

ปฏิบัติการที่ 3 : ปฏิบัติการคืนเหยื่อสู่บ้าน - ตำรวจภ.1 สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์และช่วยเหยื่อกลับสู่ครอบครัว
นายอนันต์สิทธิ์ฯ อายุ 57 ปี ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เกาะคา จ.ลำปาง ว่า น.ส.พลอยน้ำผึ้งฯ อายุ 27 ปี หลานสาวของตน ถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ถูกบังคับให้ทำงาน กักขัง และทำร้ายร่างกาย ต่อมา พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 ได้ติดตามประสานงาน
จนสามารถช่วยเหลือ น.ส.พลอยน้ำผึ้งฯ เดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะคา เดินทางมารับตัว น.ส.พลอยน้ำผึ้งฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ปฏิบัติการที่ 4 ปฏิบัติการสกัดคอลเซ็นเตอร์-ก.สส.บก.น.6 และ สน.พลับพลาไชย 2 บแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวฮ่องกง คืนทรัพย์สินกว่า 1.3 ล้านบาทให้ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.6 และ สน.พลับพลาไชย 2 ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาวฮ่องกง ซึ่งเป็นสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมของกลางเงินสดและทองคำจำนวนมากนั้น ในระหว่างการสืบสวนพบว่า กลุ่มมิจฉาชีพกำลังหลอกลวงผู้เสียหายรายหนึ่งในพื้นที่ สน.วังทองหลาง จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ พบหญิงสูงวัย อายุประมาณ 80 ปี กำลังสนทนาทางโทรศัพท์กับกลุ่มมิจฉาชีพ จนกระทั่งเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัวอย่างชัดเจนจึงมั่นใจว่าเป็นตำรวจจริง และรีบวางสายจากคนร้ายในทันที ส่งผลให้ปลอดภัย ไม่ถูกหลอกให้โอนเงินเพิ่มเติม ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งให้ผู้เสียหายเดินทางมารับคืนทรัพย์สินที่ สน.วังทองหลาง ซึ่งเป็นของกลางในคดีอาญาที่ถูกยึดจากผู้ต้องหาชาวฮ่องกงรายดังกล่าวของ สน.พลับพลาไชย 2 โดยมีรายการทรัพย์สินที่ส่งคืน รวมมูลค่ากว่า 1,325,000 บาท

ปฏิบัติการที่ 5: ปฏิบัติการ 191 ทลายฐานแก๊งคอลเซนเตอร์จีน
งานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ได้นำหมายค้นศาลอาญาเข้าค้นบ้านหลังหนึ่ง ซ.ลาดพร้าว 3 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พบข้อมูลในคอมพิวเตอร์เป็นแบบฟอร์มการพูดหลอกลวงผู้อื่นเป็นภาษาอังกฤษ จีน สเปน และมีแชตสนทนาในแอปพลิเคชันโชเซียลต่างๆ คุยกับผู้อื่นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ อาจเชื่อว่าเป็นฐานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน ซึ่งใช้หลอกลวงนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ โดยอ้างว่าให้คำปรึกษาคดีต่างๆ 

ปฏิบัติการที่ 6 :ตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมดีอีเอส–วอร์รูม IAC ปิดจุดเชื่อม Sim Box สกัดขบวนการคอลเซ็นเตอร์
 ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วได้รับข้อมูลจากวอร์รูม IAC เกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้หลอกลวงประชาชน ว่าได้เปิดเบอร์โทรศัพท์และมีการใช้งานในพื้นที่ อ.เมือง จ.สระแก้ว ต่อมากองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ประสานข้อมูลและลงพื้นที่สืบสวนร่วมกับกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว พบว่าบริเวณพิกัดบ้านหลังหนึ่ง ถ.เทศบาล 7 ต.สระแก้ว อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นห้องเช่า น่าเชื่อว่าจะเป็นจุดติดตั้ง Sim box (เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้น ผลการตรวจค้น พบ น.ส.นภาภรณ์ฯ แสดงตนเป็นเจ้าบ้าน พร้อมตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย Sim box จำนวน 1 เครื่อง (ซึ่งสามารถใส่ซิมการ์ดได้ 128 ช่อง/เครื่อง), โมเด็มต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต 1 เครื่อง, กล้องวงจรปิด 1 ตัว, เครื่องสำรองไฟ จำนวน 2 ตัว, กล่องใส่โมเด็ม จำนวน 1 กล่อง และอื่นๆ อีกหลายรายการ 

ปฏิบัติการที่ 7 : สืบสวนเชียงรายขยายผล จับขบวนการม้ากดเงิน ปิดเส้นทางฟอกเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์
กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย สืบสวนขยายผลการจับกุมกลุ่มขบวนการ “ม้ากดเงิน” หลังจากได้จับกุม นายหูฯ พร้อมด้วยของกลางบัตรเอทีเอ็ม 2,060 ใบ, เงินสด ประมาณ 540,000 บาท, คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนจนสามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้ร่วมกระทำความผิดได้ พบว่าเป็น น.ส.ศิรประภาฯ อายุ 19 ปี พักอาศัยอยู่ที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบ น.ส.ศิรประภาฯ พร้อมสมุดบัญชีธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็ม จำนวน 16 ชุด ต่อมาได้มีรถ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธ ในการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ พระอุโบสถวัดตรีทศเทพวรวิหาร ถนนประชาธิปไตย แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ และประชาชน เข้าร่วมพิธี 

สำหรับพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธ เพื่อเป็นการร่วมกันทำบุญ สร้างกุศล สืบทอดขนบธรรมเนียมและประเพณีจากครั้งบรรพกาลสู่ชนรุ่นหลัง ธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยพระกฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพร้อมด้วยเครื่องบริวารพระกฐินซึ่งเป็นของหลวง แต่เปิดโอกาสให้กระทรวง กรม หน่วยงานองค์กร คณะบุคคลและเอกชนที่มีความประสงค์ขอรับพระราชทาน อัญเชิญไปถวายยังพระอารามหลวงต่าง ๆ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชทานนามว่า วัดตรีทศเทพ เป็นวัดที่มีความสำคัญทางด้านศาสนา ทั้งยังเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ โดยมีการจดทะเบียนให้วัดตรีทศเทพเป็นหนึ่งในโบราณสถาน ซึ่งขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2539 ด้วยชื่อ วัดตรีทศเทพวรวิหาร 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รวบรวมเงินบริจาคจากข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ เพื่อร่วมทำบุญในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร และร่วมบริจาคให้กับโรงเรียนวัดตรีทศเทพ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการเรียนการสอนอีกส่วนหนึ่งด้วย

องคมนตรี “พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ” เปิดโครงการ TSAP จุดประกายเยาวชนทั่วประเทศ ด้วยหลักสูตร “จิตปัญญาศึกษา Mini GTO” ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ

เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๘ ที่เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี และประธานบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์
ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เยาวชนรักชาติและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์” (TSAP)
หลักสูตร “จิตปัญญาศึกษา Mini GTO” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันศาสตร์แห่งความสุขและความสำเร็จ GTO
ร่วมกับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน และเมืองโบราณ สมุทรปราการ
เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศ
ได้เรียนรู้แนวทางการพัฒนาตนเองผ่านกระบวนการ “จิตปัญญาศึกษา”
ปลูกฝังความรัก ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และจิตสำนึกในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

ในพิธีเปิดโครงการ นางรฏาวัญ วงศ์ศรีวงศ์ ประธานโครงการ
ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมว่า
โครงการ TSAP มุ่งสร้างเยาวชนต้นแบบที่ “รู้จักตนเอง เข้าใจผู้อื่น และมีจิตอาสาเพื่อสังคม”
โดยใช้หลักสูตร Mini GTO ซึ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง
และการพัฒนาความคิดจากภายใน เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี กล่าวเปิดโครงการและให้โอวาทแก่เยาวชนผู้เข้ารับการอบรมว่า
“เยาวชนคือพลังสำคัญของชาติ การพัฒนาเยาวชนให้มีจิตใจเข้มแข็ง
รู้คุณแผ่นดิน และยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
คือรากฐานแห่งความมั่นคงของประเทศ ขอให้ทุกคนใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้
เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม”

การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๗ – ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๘
ประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย
กิจกรรม “สร้างจิตภาพสู่ความกลมเกลียว”, “พลังแห่งความคิด”
และการผลิตสื่อวิดีโอประวัติศาสตร์ไทยด้วยเทคโนโลยี AI
โดยมีคณะวิทยากรจากสถาบัน GTO และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่เยาวชนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศ

โครงการ TSAP ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่จุดประกายให้เยาวชนไทย
ได้เรียนรู้คุณค่าของการเป็น “ผู้ให้” และตระหนักถึงพลังแห่งความดีจากภายใน
เพื่อเติบโตเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมสืบสานพระราชปณิธาน
ในการพัฒนาชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทำไมสหรัฐฯ ถึงเร่งจับมือไทยตอนนี้ ดีล MOU กระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ ตั้งแต่สำรวจ-แยกถลุง-รีไซเคิล-ลงทุน 'แร่แรร์เอิร์ธ' ที่ไม่ผูกพันทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2025 ไทย–สหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญและส่งเสริมการลงทุน เน้นตั้งแต่สำรวจ–แยกถลุง–รีไซเคิล–ลงทุน โดยเป็นกรอบไม่ผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเดินงานเร็วขึ้นตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน

 

1) บริบทโลกกดดันให้ “หาเพื่อน” ด่วน

• จีนเข้มงวดการควบคุมส่งออกแรร์เอิร์ธ วัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากขึ้นในเดือน ต.ค. 2025 ทำให้ผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น–ยุโรปเร่งกระจายความเสี่ยง หันหาฐานซัพพลายใหม่ในอาเซียน

• แรงกดดันทางนโยบายสะท้อนทันทีทั้งในตลาดสินค้าและดีลพหุภาคีที่สหรัฐฯ เร่งเดินกับประเทศในภูมิภาค

 

2) “ไทยตอนนี้” ไม่เหมือน “ไทยเมื่อก่อน”

• การผลิตพุ่งแรง: ปี 2024 ไทยผลิตแรร์เอิร์ธประมาณ 13,000 ตัน โตมากจากปีก่อน สะท้อนว่ามีฐานอุตสาหกรรมที่จับต้องได้ แม้ยังไม่ใหญ่เท่าประเทศผู้นำ

• มีฐาน downstream สำคัญ: โรงงาน Neo Magnequench (โคราช) ผลิตผง/วัสดุแม่เหล็กสำหรับมอเตอร์ EV อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานลม เชื่อมจุด ‘จากแร่ → แม่เหล็กมูลค่าสูง’

• ข้อเท็จจริงต้องรู้: แม้ผลิตพุ่ง แต่สำรองที่พิสูจน์แล้วในไทยยังเล็ก จุดแข็งของไทยจึงอยู่ที่การแปรรูป–รีไซเคิล–คลัสเตอร์อุตสาหกรรม มากกว่าการมีเหมืองขนาดยักษ์

 

3) ทำไมสหรัฐฯ ต้อง “ไทย” ตอนนี้

• ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว: เมื่อจีนเข้มงวดใบอนุญาตส่งออกแรร์เอิร์ธและแม่เหล็ก การดึงพาร์ตเนอร์ที่มีฐานการผลิตจริงอย่างไทย คือยุทธศาสตร์ friend‑shoring เพื่อกันช็อกซัพพลายของอุตสาหกรรม EV–พลังงานลม–ป้องกันประเทศ

• มีกลไกระดับภูมิภาคพร้อมเสียบ: กรอบ IPEF (Supply Chain Agreement + Critical Minerals Dialogue) เชื่อมมาตรฐาน ข้อมูลทรัพยากร มาตรฐานแรงงาน/สิ่งแวดล้อม และแผนรับมือช็อกห่วงโซ่ได้ทันที

• สัญญาณการเมือง–เศรษฐกิจหนุน: สหรัฐฯ เดินดีลคริติคอลมิเนอรัลกับอาเซียนเพื่อถ่วงน้ำหนักข้อจำกัดส่งออกจากจีน—ไทยถูกวางบทบาทศูนย์แปรรูป/แม่เหล็ก/รีไซเคิล มากกว่า ‘ประเทศเหมือง’

 

4) ไทยได้–เสียอะไรจากดีลนี้ได้อะไร

• เงินลงทุน–เทคโนโลยี–มาตรฐาน: โอกาสดึง JV ในการแยกถลุง รีไซเคิล และผลิตแม่เหล็ก NdFeB พร้อมยกระดับมาตรฐาน ESG/แรงงานเข้าตลาดสหรัฐฯ–ยุโรป

• เชื่อมตลาดปลายน้ำมูลค่าสูง: เมื่อมีฐานผง/แม่เหล็กในประเทศ ผู้ประกอบการมอเตอร์–พลังงานลม–อิเล็กทรอนิกส์ จะเชื่อมต่อไทยง่ายขึ้น ลด lead time และความเสี่ยงใบอนุญาตส่งออกจากที่อื่น.

ต้องระวังอะไร

• แรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์: การเลือกข้างชัดเกินไปอาจเสี่ยงแรงสะท้อนจากจีน ไทยควรย้ำว่า MOU ไม่ผูกขาด/ไม่ผูกพันทางกฎหมาย และเปิดกว้างต่อทุกพาร์ตเนอร์ที่เคารพมาตรฐาน

• สิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยรังสี: แร่รองอย่างมอนาไซต์/เซโนไทม์เกี่ยวพันธาตุกัมมันตรังสีร่วม ต้องเข้มมาตรฐานจัดการหางแร่ ตั้งโรงงานแยกถลุงโปร่งใส และระบบ EIA/ติดตามแบบเรียลไทม์

• ฐานทรัพยากรจำกัด: โมเดลที่คุ้มคือ รีไซเคิล + แยกถลุง + คลัสเตอร์แม่เหล็ก/มอเตอร์ พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าบางส่วน แล้วทดแทนด้วยรีไซเคิลในระยะกลาง

.

5) ทางไปข้างหน้า (ข้อเสนอเชิงนโยบายแบบทำได้เลย)

1. 1) ตั้ง “Thailand Rare Earth & Magnet Cluster” ฝั่งอีสาน–EEC เชื่อมมหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัย–เอกชน–ต่างชาติ ให้ครบห่วงโซ่ (แยกถลุง–รีไซเคิล–แม่เหล็ก–มอเตอร์) ภายใต้มาตรฐาน ESG/แรงงานระดับสากล

2. 2) Regulatory Sandbox ด้านรังสี/สิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานแยกถลุงและรีไซเคิลแรร์เอิร์ธ พร้อมระบบติดตามหางแร่อัจฉริยะและการเปิดข้อมูลสาธารณะ

3. 3) Roadmap รีไซเคิลแม่เหล็ก NdFeB (จากมอเตอร์ EV/ฮาร์ดดิสก์/กังหันลม) เพื่อป้อนวัตถุดิบกลับสู่คลัสเตอร์ไทย ลดการพึ่งพาเหมืองใหม่

4. 4) เชื่อม IPEF ให้เป็นดีลลงทุนจริง: ใช้กลไก Supply Chain Agreement + Critical Minerals Dialogue เป็นทางลัดเรื่องมาตรฐาน/การรับรอง เพื่อเร่งจาก MOU สู่โครงการลงทุน

สรุป: สหรัฐฯ ต้องเร่งดึงซัพพลายแรร์เอิร์ธออกนอกจีน ‘ตอนนี้’ เพราะกติกาส่งออกฝั่งจีนเข้มขึ้น ขณะที่ไทยเพิ่งมีฐานการผลิตจริง ให้เสียบเข้าห่วงโซ่ได้ ดีล MOU รอบนี้คือ ‘ตั๋วขึ้นรถไฟขบวนใหญ่’ ของไทยจากประเทศเจ้าทรัพยากรไม่มาก สู่ศูนย์แปรรูป–แม่เหล็ก–รีไซเคิลมูลค่าสูง หากวางมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม และแรงงานให้ชนะตั้งแต่ต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top