Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘บีทีเอส’ เร่งเยียวยา ผู้โดยสาร 3 รายที่ติดลิฟต์ ‘สถานีแบริ่ง’ พร้อมรับผิด ขอปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น เพื่อให้ ‘สะดวก-ปลอดภัย’ 

(28 เม.ย. 67) บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้เปิดเผย ถึงกรณีผู้โดยสารติดลิฟต์ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส แบริ่ง (E14) ในช่วงเวลา 17.21 น. ของเมื่อวานนี้ (27 เม.ย.)ว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีผู้โดยสารจำนวน 3 ราย ติดอยู่ภายในลิฟต์ ทางเจ้าหน้าที่ของสถานีจึงได้ดำเนินการประสานงานไปยังฝ่ายซ่อมบำรุงเพื่อเร่งแก้ไขในทันที

ทั้งนี้ได้เตรียมการปฐมพยาบาล และช่วยเหลือผู้โดยสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานได้เร่งดำเนินการแก้ไขลิฟต์ และช่วยเหลือผู้โดยสารทั้ง 3 ราย ออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่พบว่าผู้โดยสารมีอาการอ่อนเพลีย จึงได้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ณ ห้องปฐมพยาบาลของสถานีแบริ่ง เมื่อผู้โดยสารมีอาการดีขึ้นจึงได้เดินทางต่อไป

บริษัทฯ กราบขออภัยผู้โดยสาร ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางครั้งนี้ ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ดำเนินการเยียวยาผู้โดยสารทั้ง 3 ราย และจะปรับปรุงระบบการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความสะดวก และปลอดภัยกับผู้โดยสารมากที่สุด

ทั้งนี้หากผู้โดยสารพบเห็น หรือประสบเหตุลิฟต์ขัดข้องสามารถแจ้ง ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บีทีเอส
โทรศัพท์ 02 – 617- 6000 Line official : @btsskytrain

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนสายใต้สะดือ ต้องระวัง 4 ภัยมิจฉาชีพ ที่พุ่งเป้ามาที่คุณ

วันนี้ (28 เมษายน 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพที่มีเป้าหมายเป็นบรรดาหนุ่มสาวสายใต้สะดือ หรือผู้ที่มีชื่นชอบในพฤติกรรมกามารมณ์ โดยใช้กลวิธีต่าง ๆ ในการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน หรือแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากผู้เสียหาย

ซึ่งภัยมิจฉาชีพที่พุ่งเป้ามาที่บรรดาสายใต้สะดือ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 รูปแบบ ดังต่อไปนี้

1. “หลอกโอนเงินค่าซื้อ-ขายบริการทางเพศ” มักจะมาในรูปแบบเพจหรือกลุ่มลับนัดซื้อ-ขายบริการทางเพศ เมื่อติดต่อไปก็จะชักชวนให้เลือกคู่นอน โดยมีภาพหญิงสาวให้เลือกหลายคน เมื่อเหยื่อตัดสินใจเลือกแล้ว คนร้ายจะให้ติดต่อเพื่อนัดหมาย โดยจะใช้กลอุบายต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อโอนเงินให้ก่อน เช่น ต้องจองเวลา ต้องจ่ายค่าห้อง ต้องจ่ายค่าเดินทาง หรือถ้าโอนเงินมาก่อนจะได้รับโปรโมชันพิเศษ เป็นต้น

2. “หลอกถ่ายคลิปลามกอนาจาร” มักจะมาในรูปแบบบัญชีหนุ่มหล่อสาวสวย คุยสร้างความสัมพันธ์ จากนั้นจะชักชวนให้วิดีโอคอลขณะสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง หากหลงเชื่อก็จะถูกบันทึกภาพขณะทำกิจกรรมดังกล่าว จากนั้นมิจฉาชีพก็จะส่งคลิปมาข่มขู่เพื่อเอาทรัพย์สิน แลกกับการไม่เผยแพร่คลิปวิดีโอ

3. “หลอกชวนมีเพศสัมพันธ์” มักจะมาในรูปแบบบัญชีหนุ่มหล่อสาวสวย คุยสร้างความสัมพันธ์ จากนั้นจะนัดให้ไปร่วมหลับนอน ซึ่งเมื่อพบตัวจริงอาจไม่ตรงกับรูปในโปรไฟล์ หรือถ้าแย่กว่านั้น อาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ เช่น การชิงทรัพย์ ลักทรัพย์ การข่มขืน หรือการแอบถ่ายคลิปขณะมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

4. “หลอกขายภาพ-คลิปลามก” มักจะมาในรูปแบบบัญชีหนุ่มหล่อสาวสวย เพจคนกลางซื้อขาย หรือกลุ่มลับต่าง ๆ ชักชวนพูดคุย อ้างว่าถ้าจ่ายเงินให้ จะส่งภาพและคลิปลามกของตนเองหรือหนุ่มสาวในสังกัดให้ดู แต่เมื่อจ่ายเงิน กลับได้แค่ภาพทั่วไป ไม่ได้ภาพและคลิปลามก จากนั้นคนร้ายหลอกเรียกเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  อ้างว่าเป็นค่าประกันความเสี่ยงต่าง ๆ จนเหยื่อได้รับความเสียหายจำนวนมาก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในรูปแบบดังกล่าว และขอให้คอยสอดส่องบุตรหลานของท่านและบุคคลในครอบครัว ที่เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกหลอกลวงโดยมิจฉาชีพที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ และสำหรับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘นิด้าโพล’ เผย ปชช. ไม่เชื่อ ‘พ.ร.บ.กลาโหมฯ’ จะป้องกันรัฐประหารได้ มองเหตุการณ์ยึดอำนาจปี 57 ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ของประเทศไทย 

(28 เม.ย. 67) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เรื่อง หยุดรัฐประหาร! ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 22-23 เมษายน 2567 โดยเมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมจะช่วยป้องกันการรัฐประหาร พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 51.83 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย รองลงมา ร้อยละ 25.73 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 12.52 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 6.72 ระบุว่า เชื่อมาก และร้อยละ 3.20 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

และเมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนเกี่ยวกับการทำรัฐประหารในปี 2557 จะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 61.83 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย รองลงมา ร้อยละ 20.38 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 8.24 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 6.11 ระบุว่า เชื่อมาก และร้อยละ 3.44 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘สาวจีน’ เข้าขอบคุณ ‘สนง.กฎหมายดีทีแอล’ ช่วยทวงความยุติธรรม หลังถูกสามีผลักตกหน้าผา หวังฮุบสมบัติ เมื่อ 5 ปีก่อน

(27 เม.ย. 67) คุณมัทนา มูลจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสำนักงานกฎหมายดีทีแอล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Matthana Moonjan’ ถึงกรณีหญิงนักท่องเที่ยวชาวจีน เข้ามาแสดงความขอบคุณที่เคยได้ช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย หลังรอดชีวิตจากการถูกสามีผลักตกหน้าผา โดยระบุว่า...

“ดีใจที่เขายังจำเราได้ และกลับมาขอบคุณเราอีกครั้ง เนื่องด้วยคดีนี้เราทำตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนถึงศาลฎีกา ต่อสู้เอาความยุติธรรมมาให้เขาให้ได้มากที่สุด ๆ ตื้นตันมากที่เขากลับมาขอบคุณพร้อมทั้งมอบ ธงเชิดชูความดีให้กับทางสำนักกฎหมายดีทีแอลของเรา”

คุณมัทนา ระบุอีกว่า “วันนั้นกับสภาพจิตใจของคนต่างชาติที่ถูกกระทำแล้วไม่ไว้ใจใครเลย ระแวงไปหมดทุกอย่าง หาที่พึ่งไม่ได้ สุดท้ายมาขอความช่วยเหลือจากสำนักงานกฎหมายดีทีแอล เราทำให้เขาไว้ใจ ทำให้เขาอุ่นใจ ทำให้เขาสบายใจ และเชื่อมั่นกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และร่วมฝ่าฟันอุปสรรคกับเขาตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนถึงศาลชั้นฎีกาสุดท้าย ได้ผลที่ตัวคุณหวางหนานเอง พอใจกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และชื่นชมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยที่ให้ความยุติธรรมและช่วยเหลือเขา”

“ในครั้งนี้เขายังพูดอีกว่าสิ่งที่เขาอยากจะทำคืออย่าให้ข่าวสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเอาไปแปดเปื้อนกับความดีของประเทศไทยที่มีอยู่ เพราะในประเทศไทยก็ยังมีความยุติธรรมและก็มีคนเชื่อถือได้ คนที่ช่วยเหลือคนที่มีจิตใจดีถึงทำให้เขาได้ความยุติธรรมมาจนถึงทุกวันนี้” คุณมัทนาระบุ

คุณมัทนาระบุทิ้งท้ายว่า “ยืนหยัดในการเรียกร้องชื่อเสียงของประเทศไทยในด้านบวกกลับขึ้นมา เพราะเราคือคนไทยคนหนึ่งและเป็นสิ่งเดียวที่เราคนไทยทุกคนสามารถช่วยกันทำได้” 

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน นางหวาง ชาวจีนจากเมืองเจียงซู ซึ่งตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนมาเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาแต้ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี พร้อมกับนายยู เสี่ยวตง ผู้เป็นสามี เช้าวันที่ 9 มิ.ย. 2562 ได้พลัดตกหน้าผาอเล็กซานเดอร์มหาราช ความสูง 34 เมตร ลงไปถูกต้นไม้เบื้องล่าง ก่อนร่างกระแทกพื้น ทำให้กระดูกต้นขาซ้ายหัก กระดูกเข่าแตกทั้งสองข้าง แขนซ้ายหัก ไหปลาร้าซ้ายหัก กระดูกเชิงกรานหัก ตาขวาช้ำ และมีบาดแผลตามใบหน้า ส่วนบุตรในครรภ์เสียชีวิตในเวลาต่อมา เพราะผลกระทบจากการที่นางหวางกินยาระหว่างรักษาตัว 

ทีแรกนางหวังยืนยันว่าไม่ได้ทะเลาะกับสามี แต่ที่ตกลงไปเพราะหน้ามืดจากอาการตั้งครรภ์ ขณะที่นายยูอ้างว่าได้แยกตัวไปเข้าห้องน้ำ กลับมาอีกทีก็ไม่พบภรรยา และได้ยินเสียงรถพยาบาล จึงตามมาดูและรู้ว่าภรรยาตกลงไปแล้ว

แต่ภายหลังนางหวางให้การกับตำรวจว่า นายยู สามีตั้งใจจะฆ่าโดยผลักตกมาจากหน้าผาเพราะหวังจะฮุบสมบัติ แต่ที่ไม่บอกแต่แรกเนื่องจากเกรงว่าสามีจะทำร้ายตนและลูกในท้อง และยังให้สัมภาษณ์กับสื่อจีนอย่าง เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ระบุว่า ระหว่างที่ยืนบนหน้าผา นายยูค่อย ๆ หอมแก้ม นางหวังหลับตาเคลิ้ม ก่อนที่นายยูจะกล่าวว่า "ลงนรกไปซะ" แล้วผลักนางหวังลงจากหน้าผา ที่ผ่านมานายยูแสร้งทำเป็นร่ำรวย แต่กลับสร้างหนี้สินมากมายเพราะติดการพนัน เคยให้นางหวางช่วยใช้หนี้ 2 ล้านหยวน แต่นางหวางให้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งให้หามาเอง เพื่อนเคยเตือนให้ระวังตัว แต่ด้วยรักและไว้ใจจึงมาเที่ยวด้วยกัน

‘ก้อง ห้วยไร่’ ประกาศขออัดฉีด ฟุตซอลไทยนัดชิง 2 แสน ย้ำ!! นักเตะสมควรได้รับ เพราะสร้างความสุข ให้คนไทย

(27 เม.ย. 67) ‘ก้อง ห้วยไร่’ ประกาศอัดฉีดฟุตซอลไทยนัดชิง 2 แสนบาท พร้อมชวนแฟนคลับร่วมสมทบทุนมอบมาลัยนักฟุตซอล

หลังจาก ‘โต๊ะเล็กช้างศึก’ ทีมชาติไทย เอาชนะทาจิกิสถาน โดยการดวลจุดโทษ ผ่านเข้ารอบชิงในศึกฟุตซอลเอเชียน คัพ 2024 เมื่อวานนี้ โดยหนึ่งในกองเชียร์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘ก้อง ห้วยไร่’ นักร้องชื่อดัง ที่ร่วมเชียร์ฟุตซอลทีมชาติไทยเกาะติดขอบสนาม

ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า 

“นัดชิงชนะเลิศ แชมป์ พี่ให้ 200,000 พี่ ๆ ท่านอื่น สนใจอยากเปย์ ให้กับผู้สร้างความสุข ของคนไทยเราลุยเลยนะครับ พวกเขาสมควรได้รับ”

เปิดประวัติ-วิสัยทัศน์ ‘รศ.ดร.พิภพ อุดร’ หนึ่งในแคนดิเดตท้าชิงเก้าอี้อธิการบดี ‘มธ.’

จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 67 คณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดให้มีการเสนอชื่อเพื่อหยั่งเสียงผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนใหม่ แทน 'รศ.เกศินี วิฑูรชาติ' อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนปัจจุบันที่จะดำรงตำแหน่งครบวาระในวันที่ 24 พ.ค. 67 โดยกำหนดให้มีการเสนอชื่อเพื่อหยั่งเสียงผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนใหม่ จำนวน 51 ส่วนงาน

ต่อมาวันที่ 19 เม.ย. 67 คณะกรรมการสรรหาฯ กำหนดให้ผู้ตอบรับการทาบทามหรือผู้สมัครเข้ารับการสรรหาได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการดำเนินงานและแถลงแนวทางการบริหารต่อคณะกรรมการสรรหาฯ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย นักศึกษา และศิษย์เก่าของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ารับฟังการแถลงด้วย

สำหรับหนึ่งในรายชื่อผู้ที่ได้รับเสนอ คือรศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ โดยมีประวัติดังนี้

>>คุณวุฒิการศึกษา
-ปี 2542 บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.) สาขาการตลาด จาก Kenan-Flagler Business School, University of North Carolina at Chapel Hill, USA
-ปี 2535 บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) สาขาการตลาด จาก School of Business and Public Administration, George Washington University, USA
-ปี 2532 บัญชีบัณฑิต (B.Acc.) จาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

>>การทำงาน/การดำรงตำแหน่งทางด้านบริหาร
-คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
-ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรควบ 5 ปี ตรี-โท
-รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์

>>ประสบการณ์อื่น ๆ
-คณะกรรมการตรวจสอบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
-อนุกรรมการสภามหาวิทยาลัยด้านกฎหมาย/ระเบียบ/ข้อบังคับ
-ประธานคณะกรรมการวิชาการประจำคณะฯ
-กรรมการสภาอาจารย์
-กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

>>ประวัติการฝึกอบรมที่สำคัญ    
- หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน รุ่นที่ 14
- หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 23
- Directors Certification Program (DCP) รุ่นที่ 270
- Directors Accreditation Program (DAP) รุ่นที่ 155
- Advanced Audit Committee Program (AACP) รุ่นที่ 36

ทั้งนี้ รศ.ดร.พิภพ อุดร ได้เปิดเผยแนวคิด Thammasat Next หรือ Thammasat for Better Life..Better Society แนวทางสร้างสรรค์ ชีวิตทำงาน เพื่อประชาคม ผ่านเฟซบุ๊ก ‘Pipop Udorn’ โดยมี 4 หัวข้อหลัก คือ
1. ระบบงาน ‘ยืดหยุ่น’ และ ‘สมาร์ท’
-เลิกใช้ไม้บรรทัดเดียววัดทุกหน่วยงาน
-Work From Anywhere
-ใช้ AI ช่วยลดปริมาณงาน และเพิ่มคุณภาพงาน

2. เส้นทางอาชีพเลือกได้
-เลือกเติบโตได้ตามสถานบริการ หรือ วิชาชีพ
-สร้างทักษะรองรับอาชีพที่ 2
เรียนต่อ ป.โท ฟรี ในแพลตฟอร์ม ‘TUXSA’

3. คุณภาพชีวิตดีขึ้น
-สวัสดิการยืดหยุ่นทั้งวงเงิน และวงเวลา
-ดูแลตั้งแต่แรกเข้าถึงหลังเกษียณ
-สวัสดิการบุคลากร ชัดเจน และ เท่าเทียม

4. คุณภาพชีวิตดีขึ้นอีก
-จัดสิทธิพิเศษและส่วนลดค่ารักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
-เพิ่มจำนวนหอพักบุคลากร
-โรงอาหาร คือ สวัสดิการ ร้านค้าไม่เสียค่าเช่า ปรับราคาให้ถูกลงและเพิ่มคุณภาพ

นอกจากนี้ รศ.ดร.พิภพ อุดร ได้แสดงถึงวิสัยทัศน์และทิศทางและแนวโน้มในการพัฒนามหาวิทยาลัยในอนาคต ผ่านเวทีดีเบต ‘เวทีสุดท้าย โค้งสุดท้าย’ 

รศ.ดร.พิภพ กล่าวว่า มีความตั้งใจอยากจะนำพามหาวิทยาลัยให้ก้าวไกลไปในเวทีโลก ปรับเปลี่ยนหลายรูปแบบเพื่อที่จะทำให้มหาวิทยาลัยตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสังคม ของโลก เพราะว่าโลกในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย

ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่เรียกว่า ‘ความรู้อายุสั้น’ แต่ ‘คนอายุยาว’ มหาวิทยาลัย เดินในรูปแบบเดิมไม่ได้ ถนนทุกสายไม่มุ่งสู่มหาวิทยาลัยอีกต่อไป

จึงมีหลายเรื่องที่ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อที่จะทำให้ยังมีความหมายในสังคม จึงอยากอาสาพามหาวิทยาลัยไปเวทีโลก สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยและก็ยืนหยัดในจิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์ เดินหน้าสร้างความสุขให้กับบุคลากรให้กับนักศึกษาในทุก ๆ กลุ่ม

รศ.ดร.พิภพ กล่าวต่อว่า ต้องการให้มหาวิทยาลัยกลายเป็น Platform ในการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้นอกห้องเรียน นอกมหาวิทยาลัย การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การเรียนรู้จาก Partner ต่าง ๆ และคอยทำหน้าที่เป็นแกนกลาง ในการระดมทรัพยากรจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก มาเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้กับประเทศ เราจะตอบโจทย์ ของการที่จะทำให้ คนมีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข สุขภาพดีและแข็งแรงขึ้นด้วย

“โลกที่ ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว ความรู้ที่ได้เรียนจากมหาวิทยาลัย ไม่เพียงพอให้ทำงานไปได้จนเกษียณ ทำอย่างไร จะเปิดให้คนกลับมาเติมเต็มความรู้ และทักษะที่ขาดหายได้ง่าย ๆ และตอบโจทย์การเรียนรู้ในทุก ๆ Generation อันนี้คือหัวใจ โดยปลูกฝังจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ในการคิดในการทำ เพื่ออะไร เพื่อประโยชน์ที่ใหญ่กว่าตัวเองเสมอ และนี่คือจุดสำคัญของมธ."

ส่วนการใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยในการแสดงออกทางการเมือง รศ.ดร.พิภพ บอกว่า จิตวิญญาณธรรม ศาสตร์ มี 3 เสาหลัก คือ ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นธรรม ซึ่งจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับนักศึกษาและบุคลากรทุกกลุ่ม ในการแสดงความคิดเห็นโดยเสรีภาพ ภายใต้กฎหมาย ขอบเขตของรัฐธรรมนูญ และความรับผิดชอบของผู้แสดงความคิดเห็น

ในฐานะอธิการบดีเราจะต้องเจรจากับหน่วยงานความมั่นคง หากมีการมาคุกคามพื้นที่ปลอดภัยในสถาบันการศึกษา เป็นสิ่งที่ไม่ได้และไม่ควรทำ

ร.ศ.ดร.พิภพ ย้ำว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา ต้องเจรจากับตำรวจที่ดูแลเรื่องความมั่นคงโดยรอบมหาวิทยาลัย และวิทยาเขตทั้ง4 ศูนย์ หากไม่ใช่เหตุละเมิด หรือรุนแรงเฉพาะหน้า ที่ต้องเร่งเข้ามาแก้ไข จัดการ ต้องขออนุญาตมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าพื้นที่ ต้องปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติ และเป็นสิ่งที่เราต้องดำเนินการอย่างจริงจัง

โดยต้องการให้เกิดการแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม อย่างมีสันติภาพ และความสร้างสรรค์ การขัดขวางการแสดงออกไม่ใช่สิ่งที่ดีและมันจะกลายเป็นระเบิดเวลาของสังคมในที่สุด

ร.ศ.ดร.พิภพ ย้ำว่า มหาวิทยาลัยควรเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลอดภัย ที่การันตีเสรีภาพและความปลอดภัยในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นทั้งนักศึกษา อาจารย์และบุคลากร หน่วยงานความมั่นคงต้องทำงาน อันนี้เราเข้าใจ แต่ต้องปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน และก่อนเข้าพื้นที่ควรจะต้องมีการขออนุญาตและเจรจากับเราเสมอ โดยที่เราจะจัดบุคลากรของเราร่วมกันปฏิบัติหน้าที่คู่กับฝ่ายมั่นคงและความปลอดภัย

คุณตา CEO แชมพูมะกรูดโฮมเมด เสียชีวิตแล้ว ชาวโซเชียลร่วมไว้อาลัยส่ง ‘คุณตาบาง’ ขึ้นสวรรค์

(27 เม.ย. 67) ผู้ใช้ TikTok ‘kanthikanuch’ หรือ ตานีครัวเตาถ่าน เจ้าของแบรนด์แชมพูมะกรูดโฮมเมด ได้แจ้งข่าวเศร้าว่า ‘คุณตาบาง’ หรือ ‘พ่อใหญ่’ ได้เสียชีวิตแล้ว ในวันที่ 25 เม.ย.67 ที่ผ่านมา

โดยระบุข้อความว่า “วันนี้พ่อใหญ่เก็บกระเป๋าออกเดินทางไปคุมงานสาขาใหญ่กับแม่ใหญ่แล้วค่ะ คงคิดถึงกันมาก ๆ แน่เลย ขอบคุณทุกกำลังใจและความห่วงใยจากลูกหลานออนไลน์ทุก ๆ ท่านนะคะ
ท่านแค่ย้ายจากชีวิตจริงไปอยู่ในความทรงจำ รักสุดหัวใจ”

ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงต้นปี ทางเพจได้ออกมาแจ้งข่าวเศร้า ของการจากไปของ คุณยายน้อย

ทั้งนี้คุณตา เป็นที่รู้จักดังในโซเชียลฯ จากคลิปขณะทำสินค้าแชมพูแฮนด์เมดกับคุณยายน้อย ซึ่งเป็นภรรยา เพื่อส่งให้ลูกค้า ที่มักเผยให้เห็นโมเมนต์น่ารัก ทำบ้าง นอนหลับพักบ้าง แถมติดสติกเกอร์ไม่เหมือนกันสักขวด จนกลายเป็นไวรัลดังในโลกออนไลน์ มีคนแห่ติดตามทั้งคู่

ทำให้คนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์ ร่วมไว้อาลัย พร้อมทั้งแชร์คลิปความน่ารักของสองตายายขณะที่อยู่ด้วยกัน

ตำรวจภาค 4 รวบ 2 เครือข่ายยาเสพติด ขณะขนยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด

ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี ให้ปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน และเพิ่มความเด็ดขาดในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่มีปัญหา และนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รรท.ผบ.ตร. ให้ปฏิบัติการเชิงรุก ปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดในทุกพื้นที่และสืบสวนขยายผลทุกคดี เพื่อยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดทุกราย พล.ต.ท.สรายุทธ  สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 ได้สั่งการให้ตำรวจภาค 4 เร่งรัดปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด ตามนโยบายดังกล่าว

ล่าสุดตำรวจภาค 4 ได้จับกุม 2 เครือข่ายยาเสพติด ขณะกำลังลำเลียงยาเสพติดไปส่งลูกค้า ยึดยาบ้าได้จำนวน 1,042,000 เม็ด                    

คดีแรก เวลา 15.00 น. ของวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ร้อยเอ็ด พร้อมชุดปราบปรามยาเสพติด ได้สืบสวนทราบว่าจะมีเครือข่ายยาเสพติดขนยาเสพติดไปส่งลูกค้าในจังหวัดร้อยเอ็ดจึงติดตามจับกุม พบรถกระบะ 2 คัน ตรงตามข้อมูลที่ได้รับจากการสืบสวน จึงขับรถไล่ติดตาม ซึ่งผู้ขับขี่รถกระบะดังกล่าวพยายามหลบหนี และนำยาเสพติดไปทิ้งข้างทาง แต่ตำรวจชุดจับกุมสามารถติดตามจับกุมได้ทั้งหมด 5 คน  พบรถกระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน บว 46xx สกลนคร ใช้เป็นรถนำเพื่อตรวจสอบเส้นทาง มี นายธรรมสรณ์ เป็นผู้ขับขี่ และนายกิตติวัฒน์ โดยสารข้างคนขับ ส่วนรถอีกคันคือ กระบะวีโก้สีดำ หมายเลขทะเบียน ผพ 4xx อุดรธานี เป็นรถที่ใช้ลำเลียงยาเสพติดมีนายสุรศักดิ์ เป็นผู้ขับขี่ โดยสารมากับนายฉลอง และนายวิโรจน์ สอบถามผู้ต้องหาทั้งหมด รับสารภาพว่าร่วมกันรับจ้างขนยาบ้า โดยมีผู้สั่งการจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ให้ไปรับยาบ้าที่เขต อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร ก่อนจะไปส่งให้กับลูกค้าในเขตพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และอีกส่วนหนึ่งให้นำไปส่งลูกค้าที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี จากนั้นตำรวจคุมตัวทั้ง 5 คน ไปชี้จุดทิ้งกระสอบต้องสงสัย 2 กระสอบ บริเวณป่าละเมาะข้างสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. บริเวณบ้านหนองไฮ หมู่ 6 ต.โพธิ์ทอง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ตรวจสอบภายในพบยาบ้า 350 มัด รวม 700,000 เม็ด จึงควบคุมตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนดำเนิน และขยายผลจับกุมและยึดทรัพย์ผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดต่อไป 

คดีที่ 2 เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่  26 เม.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.บ้านฝาง        ภ.จว.ขอนแก่น ได้ออกตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบบริเวณถนนหลังวัดป่าศิริธรรม พื้นที่หมู่บ้านหนองบัว หมู่ที่ 8 ต.หนองบัว อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น ระหว่างนั้นมีรถกระบะต้องสงสัยขับผ่านมาจึงได้เรียกให้หยุดรถ เพื่อขอทำการตรวจสอบ พบนายจินดา หรือ เขียว อายุ 41 ปี เป็นชาวบ้านในพื้นที่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เป็นผู้ขับขี่ ตรวจสอบภายในรถพบยาบ้าจำนวน 2,000 เม็ด จากนั้นจึงสอบถามผู้ต้องหา รับว่ายังคงมียาบ้าซุกซ่อนอยู่ในที่พักอีกจำนวนมาก จึงคุมตัวมาตรวจค้นที่ ห้องเช่าเลขที่ 160 ม.3 บ้านหัวนา ต.จระเข้ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ก็พบยาบ้าอีกจำนวน 340,000 เม็ด รวมทั้งสิ้น 342,000 เม็ด ผู้ต้องหายอมรับว่ายาบ้าเป็นของตนจริง จึงได้จับกุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินตามกฎหมาย และขยายผลดำเนินคดีกับเครือข่ายทั้งหมดต่อไป

‘วราวุธ’ ส่ง ทีม พม. รุดช่วย ผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ ที่คลองเตย เตือน!! ช่วงนี้อากาศร้อน ระวัง ‘ฮีทสโตรก-เครื่องใช้ไฟฟ้า’

(27 เม.ย. 67) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ภายในชุมชนพัฒนาใหม่ (ชุมชนคั่วพริก) เขตคลองเตย เมื่อค่ำวันที่ 26 เม.ย.67ที่ผ่านมา ว่า 

ตนต้องขอแสดงความเสียใจกับพี่น้องในชุมชนพัฒนาใหม่ที่เกิดเหตุไฟไหม้กับความสูญเสีย และความเสียหายที่เกิดขึ้น ตนได้ให้กองคุ้มครองฯศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งกรุงเทพมหานคร กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และกรมกิจการผู้สูงอายุ อพม.เขตคลองเตย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพม. ให้ลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจ และดูว่าพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ซึ่งทุกหน่วยงาน ทีมงาน อพม.ในคลองเตย และผู้บริหารของกระทรวง พม. จะได้ลงพื้นที่เข้าทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ 

นายวราวุธ กล่าวว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อนที่พี่น้องประชาชนคงสังเกตได้ว่ามันร้อนมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา จึงขอให้กลุ่มผู้เปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน คนพิการ และผู้สูงอายุ ระมัดระวังเรื่องสุขภาพให้ดี โดยเฉพาะฮีทสโตรก หมั่นดื่มน้ำบ่อยๆ และขอให้อยู่ในที่ร่ม ดูแลเรื่องระบบไฟฟ้าภายในบ้านเรือน เพราะอุณหภูมิที่สูงมากในขนาดนี้บางครั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะเป็น พัดลม ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ อาจจะร้อนจนเกินไปทำให้ระบบไฟฟ้าร้อนมากจนเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นได้อย่างที่เราได้เห็นหลายๆข่าว ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ชุมชนพัฒนาใหม่นั้น ก็ต้องรอดูสาเหตุอีกครั้งว่าเกิดจากเหตุใด ต้องขอฝากความห่วงใยให้กับพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัว ให้มีความปลอดภัยหากมีสิ่งใดที่กระทรวงพม. จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้เราจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ และขอให้แจ้งมาที่ สายด่วน 1300 ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) หรือ HuSECตลอด 24 ชั่วโมง

‘รมว.ปุ้ย’ ลงพื้นที่ คุมงานด้วยตัวเอง ส่งกลับ ‘กากแคดเมียม’ เน้น!! ต้องได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของปชช. ตลอดทั้งเส้นทาง

(27 เม.ย. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เห็นชอบแผนการขนย้ายกากแคดเมียมที่เสนอโดย บมจ.เบาด์แอนด์บียอนด์ กำหนดให้เริ่มการขนย้ายกากแคดเมียมจากโรงงานเจแอนด์บี เมททอล สมุทรสาคร และโรงงานล้อโลหะไทย กรุงเทพ ในช่วงค่ำของวันจันทร์ที่ 29 เมษายน ตามแนวทางและวิธีการที่คณะกรรมการอำนวยการ และคณะทำงานขนย้ายกากแคดเมียมและกากสังกะสี กำหนด โดยที่ บริษัทเจแอนด์บี สมุทรสาคร จะเริ่มขนเที่ยวแรกด้วยรถเทรลเลอร์ท้ายเรียบ จำนวน 4 คัน สามารถบรรทุกได้ทั้งหมด 80 ถุง น้ำหนักรวม 120 ตัน และที่ บริษัทล้อโลหะไทย กรุงเทพ จะใช้รถ 10 ล้อพ่วงล้อมคอก จำนวน 6 คัน เพื่อขนย้ายกากจำนวน 100 ถุง น้ำหนักรวม 150 ตัน โดยรถทุกคันจะมีการตรวจสอบความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหลฟุ้งกระจายของกากแคดเมียมก่อนออกเดินทาง หลังจากนั้น จะเริ่มทยอยขนที่เหลืออีกเกือบ 12,800 ตัน จากสมุทรสาคร และชลบุรีทุกวัน โดยใช้รถขนส่งที่เตรียมไว้จำนวน 30 คัน จนถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2567 โดยกากแคดเมียมทั้งหมดจะถูกนำไปพักไว้ที่โรงพักคอยของ เบาด์แอนด์บียอนด์ จังหวัดตาก เพื่อรอการซ่อมแซมบ่อฝังกลบ หมายเลข 5 ให้เสร็จเรียบร้อย แล้วจึงนำกากทั้งหมดมาฝังกลบ และทำการปิดบ่อภายในวันที่ 30 กันยายน 2567 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการอำนวยการขนย้ายกากแคดเมียมฯ ได้ทำการซักซ้อมความเข้าใจของทุกฝ่ายตลอดช่วงสัปดาห์นี้ ทั้งในส่วนของ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร และชลบุรี บมจ. เบาด์แอนด์บียอนด์ บจก.เจแอนด์บี เมททอล และบริษัทขนส่ง สำหรับความพร้อมของโรงพักคอยของเบาด์แอนด์บียอนด์ที่จังหวัดตาก ซึ่งมีขนาดพื้นที่ 2,200 ตารางเมตร สามารถรองรับกากแคดเมียมได้กว่า 14,000 ตันนั้น ปัจจุบันได้ทำการปรับพื้นด้วยดินลูกรังสูง 30 เซนติเมตร และปูทับด้วยแผ่นดินเหนียวสังเคราะห์ (Geosynthetic Clay Liner) กันซึมเปื้อน ตลอดจนเตรียมร่องระบายน้ำ ปั๊มน้ำ บ่อรองรับน้ำฝน และวัสดุปิดคลุม เรียบร้อยแล้ว ด้านรถขนส่งกากแคดเมียมจำนวน 30 คัน ได้เตรียมการขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ด้านระบบติดตามตรวจสอบการขนย้ายและการสุ่มตัวอย่างตรวจสอบ (Manifest) ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางดำเนินการเสร็จเรียบร้อยเช่นกัน 

“ดิฉันได้ยังขอให้ทีมงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เตรียมขั้นตอน (Procedure) เส้นทาง (Routing) และรายชื่อผู้รับผิดชอบในการขนย้ายและตรวจสอบทั้งหมด เพื่อใช้ในการกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นมาตรฐาน ตลอดจนต้องมีการเตรียมแผนสำรองฉุกเฉิน เพื่อให้กระบวนการขนย้ายไม่เกิดการสะดุด มีความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว 

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวด้วยว่า ในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน ตนได้มอบให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมนำทีมซักซ้อมกระบวนการนำถุงกากตะกอนแคดเมียมขึ้นรถบรรทุกในพื้นที่โรงงานล้อโลหะไทย บางซื่อ กรุงเทพ โดยจะทำอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่โรงงานซึ่งเป็นอาคารปิด ไม่มีการนำถุงกากตะกอนแคดเมียมออกนอกพื้นที่โรงงาน และยังไม่มีการขนส่งไปยังพื้นที่อื่นแต่อย่างใด 

ทั้งนี้ นางสาวพิมพ์ภัทรา จะเดินทางไปตรวจสอบกระบวนการขนย้ายด้วยตัวเอง ณ บริษัทเจแอนด์บี เมททอล ในช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 29 เมษายน โดยขบวนเที่ยวแรกจากสมุทรสาคร และกรุงเทพ จะออกจากจุดนัดหมายพร้อมกันในเวลา 19.00 น. นำโดยตำรวจทางหลวง และคาดว่าจะถึงจุดหมายปลายทางจังหวัดตาก ช่วงเช้ามืดของวันที่ 30 เมษายน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top