Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘มิตรผล’ ร่อนแถลง หลังภาพพนง.เหยียบกองน้ำตาลว่อนเน็ต ยัน!! ภาพดังกล่าวเป็นขั้นตอนนำน้ำตาลไปผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ

จากกรณีโลกโซเชียลแห่แชร์ภาพของหนุ่มรายหนึ่งที่ได้โพสต์ภาพขณะที่ตนเองกำลังเหยียบน้ำตาลทรายกองใหญ่ ส่วนอีกคนกำลังใช้ไม้กวาด กวาดน้ำตาลที่อยู่บนพื้นด้วย พร้อมระบุข้อความว่า…

“ก่อนที่สูสิพากันได้กินน้ำตาลอยู่สุมื้อนี่ กะต้องผ่านส้นตีนกูหนิล่ะก่อน55555”

เบื้องต้นทราบว่าผู้โพสต์เป็นพนักงานของบริษัทน้ำตาลชื่อดังระดับประเทศ ชนิดที่ว่าเกือบทุกบ้านจะต้องมีน้ำตาลยี่ห้อนี้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม พบว่าชาวเน็ตรายหนึ่งเข้าไปสอบถามผ่านเพจบริษัทน้ำตาลยี่ห้อดังกล่าว เพื่อให้ตรวจสอบว่าเป็นพนักงานหรือไม่ โดยแอดมินได้ตอบกลับว่าจะรีบตรวจสอบโดยทันที

ต่อมา (29 เม.ย. 67) ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Mitr Phol Sugar’ ของกลุ่มโรงงานน้ำตาลมิตรผลได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีการแชร์ภาพการบรรจุน้ำตาลที่ไม่ได้มาตรฐาน ระบุว่า…

“สืบเนื่องจากกรณีที่มีการโพสต์ภาพการบรรจุน้ำตาลที่ไม่ได้มาตรฐาน ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567

ทั้งนี้ เมื่อโรงงานฯ ได้รับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวก็มิได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด โดยได้เร่งให้ฝ่ายผลิตน้ำตาลและฝ่ายควบคุมคุณภาพของโรงงานฯ ดำเนินการตรวจสอบระบบการผลิตและบรรจุของน้ำตาลดังกล่าวโดยละเอียดทันที ซึ่งจากผลการตรวจสอบ โรงงานฯ ขอเรียนชี้แจงว่า

1. ห้องที่อยู่ในภาพดังกล่าว เป็นห้องบรรจุน้ำตาลที่อยู่ในระหว่างการปิดปรับปรุง ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา โดยภาพน้ำตาลที่เห็นคือน้ำตาลที่ค้างอยู่ในท่อบรรจุ ซึ่ง ณ วันที่มีการเผยแพร่ภาพ โรงงานฯ อยู่ระหว่างดำเนินการทำความสะอาดห้องและขนย้ายน้ำตาลทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ และป้องกันมิให้กลับไปสู่กระบวนการบริโภค

2. กระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานฯ เป็นระบบปิดที่ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติตลอดทั้งกระบวนการ ภายใต้อุณหภูมิความร้อนสูง 65-1,000C นอกจากนี้ กระบวนการผลิตและบรรจุสินค้ายังได้รับการรับรองมาตรฐานสากล GMP&HACCP และ FSSC 22000 จึงมั่นใจได้ว่ามีความสะอาด ปราศจากการปนเปื้อนตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต และมีการควบคุม ตรวจสอบการขนส่ง เคลื่อนย้าย การจัดเก็บอย่างถูกสุขลักษณะ ด้วยการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อตามระยะความถี่ที่เหมาะสม

โรงงานฯ ขอแจ้งให้ทราบว่าการเผยแพร่ภาพการบรรจุน้ำตาลที่ไม่ได้มาตรฐานนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จึงขอความร่วมมือทุกท่านงดนำเสนอ เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลและภาพดังกล่าว เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคม

สุดท้ายนี้ โรงงานฯ ขอเรียนยืนยันถึงมาตรฐานและการควบคุมการผลิตน้ำตาลทุกประเภท ซึ่งเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก

อย่างไรก็ตาม พบว่ามีชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและอยากรู้ถึงบทลงโทษของผู้ที่โพสต์ให้บริษัทเสียหาย ว่ามีการจัดการอย่างไร

'รัดเกล้า' เผย!! 1 พ.ค. ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ-เงินบำนาญขั้นต่ำ หวังดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการมากขึ้น

(30 เม.ย. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (28 พฤศจิกายน 2566) อนุมัติปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีเป้าหมายให้ผู้ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ใช้คุณวุฒิระดับปริญญาตรีจะมีเงินเดือนไม่น้อยกว่า 18,000 บาท และผู้ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ใช้คุณวุฒิระดับ ปวช. จะมีเงินเดือนไม่น้อยกว่า 11,000 บาท ภายในระยะเวลา 2 ปี นั้น วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 คือวันที่มติดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เป็นวันแรก

นางรัดเกล้า กล่าวว่า นอกจากดูแลข้าราชการแรกเข้าแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญดูแลข้าราชการที่เกษียณและได้รับเบี้ยหวัดบำนาญอีกด้วย โดยคณะรัฐมนตรียังได้ออกพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2567 ซึ่งประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ที่ผ่าน โดยมีสาระสำคัญคือการปรับปรุงอัตราเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ เพื่อกำหนดให้ผู้ได้รับ หรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญแล้วต่ำกว่า เดือนละ 11,000 บาท ให้ได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญเพิ่มขึ้นตามอัตราที่กำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ โดยจะมีผลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เช่นเดียวกัน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) มีความพร้อม 100% และได้มีหนังสือแจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทราบแล้ว ตามหนังสือที่ นร. 1012.3/ว 9 ลงวันที่ 9 เมษายน 2567 ทั้งนี้ หากหน่วยงานใด ดำเนินการปรับไม่ทัน การปรับขึ้นเงินเดือนจะให้มีผลย้อนหลัง รวมถึงได้มีการประสานกับสำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลางไว้เรียบร้อยแล้ว ขอให้ข้าราชการและผู้ได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ มั่นใจได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยแน่นอน

“การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุข้าราชการนั้น ก็เพื่อดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการเพื่อให้ระบบราชการของไทยมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุข้าราชการแล้ว รัฐบาลยังคงคำนึงถึงผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่จะต้องดำรงชีพอยู่ได้ในสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน จึงได้ปรับเพิ่มเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต และจะส่งผลให้ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชน” นางรัดเกล้า กล่าว

'รมว.ปุ้ย' ตรวจเข้มเที่ยวแรก ขนกากแคดเมียม 254 ตัน กลับหลุมฝังตาก ยัน!! ใช้มาตรการขนย้ายขั้นสูงสุด ขอ ปชช.เชื่อมั่นในความปลอดภัย

เมื่อวานนี้ (29 เม.ย.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่พร้อมด้วยนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและขนย้ายกากตะกอนแคดเมียม, นายเดชา จาตุธนานันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการการขนย้ายกากแคดเมี่ยมและกากสังกะสี และคณะ เข้าตรวจความพร้อมเพื่อเตรียมการขนย้ายกากแคดเมียมจาก บริษัท เจ แอนด์ บี เมทอล จำกัด ซอยกองพนันพล ถนนเอกชัย หมู่ที่ 2 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ไปยังต้นทางหลุมฝังกลบที่ จังหวัดตาก โดยมีนายชัยวัฒน์ ตุนทกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร, นายพุทธิกรณ์ วิชัยดิษฐ อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร และผู้แทนจากป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสมุทรสาคร กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรสาคร, เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.), กรมควบคุมโรค, สาธารณสุขจังหวัด, ขนส่งจังหวัด, กรมการปกครอง, สส.จังหวัดสมุทรสาคร ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ด้วย

สำหรับกระบวนการได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยเจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวอย่างวิธีการขนย้ายกากแคดเมียม เริ่มจากการใช้รถยก ยกถุงกากแคดเมียม และซ้อนทับด้วยถุงบิ๊กแบ็กอีกชั้น มัดปาก ชั่งน้ำหนัก แล้วยกขึ้นรถบรรทุก ซึ่งวันแรกนี้จะใช้รถบรรทุกจำนวน 4 คัน โดยแต่ละคันจะบรรทุกได้ 20 ถุง รวม 80 ถุง น้ำหนักรวมสุทธิ 112.61 ตัน จากนั้นเมื่อนำขึ้นรถแล้วก็จะปกคลุมด้วยผ้าใบอีกหนึ่งขั้นตอนเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะเดินทางออกจากจังหวัดสมุทรสาครในช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. 

โดยมีรถตำรวจทางหลวงนำ และปิดท้ายด้วยรถตำรวจ บก.ปทส. เพื่อไปสมทบกับขบวนของโรงงานที่บางซื่อ กรุงเทพมหานคร ที่ใช้รถบรรทุกจำนวน 6 คัน บรรทุกได้ 99 ถุง น้ำหนักรวมสุทธิ 141.39 ตัน ซึ่งเมื่อรวมของทั้ง 2 แห่ง คิดเป็นน้ำหนักทั้งสิ้น 254 ตัน (น้ำหนักที่หายไปจากประมาณการ 270 ตัน เนื่องจากมีการชั่งโดยละเอียด) ซึ่งทั้งสองขบวน จะนัดรวมเป็นขบวนเดียวกันที่ ดูโฮม จ.นนทบุรี เพื่อเดินทางต่อไป ยังจังหวัดตาก ในเวลาประมาณ 22.00 น.คาดว่าจะใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 7 ชั่วโมง และจะถึงจังหวัดตาก ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 30 เมษายน 2567  

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะทำการขนย้ายกากตะกอนแคดเมียมจาก จังหวัดสมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร ไปยังจังหวัดตากก่อน ส่วนที่จังหวัดชลบุรี ยังต้องรอกระบวนการทางกฎหมาย เนื่องจากอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยการขนย้ายจะใช้เส้นทางสายเอเชีย ซึ่งจะมีตำรวจทางหลวงของแต่ละพื้นที่นำขบวน และมีการส่งต่อเป็นจังหวัด ๆ หยุดพักเท่าที่จำเป็น ไม่มีการแวะเติมน้ำมัน และมีแผนฉุกเฉินกรณีเกิดอุบัติเหตุไว้เรียบร้อยแล้ว 

ทั้งนี้ เมื่อถึงจังหวัดตาก จะนำกากตะกอนแคดเมียมไปเก็บไว้ที่อาคารพักคอยในพื้นที่โรงงานที่ได้ทำการปูพื้นด้วยแผ่น HDPE และดินเหนียวสังเคราะห์ (GCL) แล้ว ในระหว่างที่เร่งปรับปรุงบ่อเก็บกากแคดเมียมให้มั่นคงปลอดภัยตามมาตรการ EIA โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตสาหกรรมตาก และจังหวัดสมุทรสาคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลการขนย้ายกากตะกอนแคดเมียมอย่างใกล้ชิด ตลอดการดำเนินงาน

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดในการขนย้ายกากตะกอนแร่แคดเมียมจากต้นทางที่จังหวัดสมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร การขนย้ายระหว่างทาง จนถึงปลายทางที่จังหวัดตาก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนเรื่องของปริมาณน้ำหนักนั้น จากที่ตรวจพบในขณะนี้แม้จะยังขาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนักหากนำมาคำนวณกับค่าความชื้นที่สูญเสียไป ดังนั้นต้องรอให้การเคลื่อนย้ายทั้งหมดเสร็จสิ้นลงก่อน จึงจะสรุปได้ว่าพบกากตะกอนแคดเมียมครบทั้งหมดแล้วหรือยัง อย่างไรก็ตามเวลานี้ เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่หยุดค้นหายังคงค้นหาในพื้นที่ ๆ คาดว่าจะกระจายไปแม้ว่าจะค้นหาเกือบครบสมบูรณ์แล้วก็ตาม ซึ่งทุกขั้นตอนเราต้องรีบทำให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้ทันกับฝนที่อาจจะตกลงมาได้ตลอดเวลา” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว 

ส่วนในเรื่องของคดีความนั้น นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมา และมีการตั้งประเด็นการสอบสวน เพื่อจะได้ระบุตัวบุคคลที่จะต้องเรียกมาสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

'นายกฯ' นำชื่อ 'มาริษ เสงี่ยมพงษ์' ขึ้นทูลเกล้าฯ ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ แทนที่ 'ปานปรีย์'

(30 เม.ย.67) มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ได้นำชื่อ 'นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์' อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายปานปรีย์) ขึ้นทูลเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ แทนที่นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ซึ่งลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้นายมาริษ ได้เดินทางเข้าไปพบนายเศรษฐา ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าอาจจะไปกรอกประวัติ เพื่อตรวจคุณสมบัติด้วย

เนื่องจากล่าสุด นายกิตติชัย ตรีรัชตพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TNL แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้มีหนังสือลงวันที่ 29 เมษายน 2567 ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบของบริษัท เนื่องจากติดภารกิจส่วนตัว โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2567 เป็นต้น หลังเข้ารับตำแหน่งกรรมการ TNL ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563

โดยคณะกรรมการบริษัทจะพิจารณาสรรหาและแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อเข้าดำรงตำแหน่ง กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบแทนตำแหน่งที่ว่างลง และบริษัทจะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบต่อไป

สำหรับเส้นทางข้าราชการของ 'มาริษ เสงี่ยมพงษ์' หรือ 'อดีตทูตปู' เคยรับราชการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการทูต และที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำเครือรัฐออสเตรเลีย, อดีตเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐฟิจิ

โดยในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แต่งตั้งนายมาริษ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตฯ สาธารณรัฐวานูอาตู 

ทั้งนี้ 'มาริษ' เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ 'ทักษิณ ชินวัตร' อดีตนายกฯ ตั้งแต่สมัยที่ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ

วัดดังเมืองตรังปลูก 'เมล่อน-ดาวเรือง-ดอกมะลิ' ในวัด ให้ชาวบ้านเก็บฟรี เผย!! เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามโครงการ 'วัด-บ้าน-โรงเรียน'

(29 เม.ย. 67) ที่วัดเกาะมะม่วง หมู่ที่ 1 ต.บ้านควน อ.เมือง จ.ตรัง พระอธิการพานิช ฐิตธัมโม เจ้าอาวาสวัดเกาะมะม่วง ใช้เงินส่วนตัวสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์เมล่อนสีทองมาปลูกไว้ที่หน้ากุฏิจำนวน 22 ต้น โดยทำเป็นซุ้มให้โค้งเข้าหากันทั้งสองด้าน ไม่มีโรงเรือน ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด ใช้ถุงสีเหลืองและสีขาวจากชุดสังฆทานที่ชาวบ้านนำมาถวาย มาตัดทำเปลให้เมล่อนนอน โดยใช้เวลาปลูกประมาณ 70-75 วัน ปรากฏว่าเมล่อนรุ่นแรกให้ผลดีเกินคาด

บรรดาญาติโยมที่มาทำบุญที่วัด เห็นเข้าต่างแห่จับจองเป็นเจ้าของ แม้ว่าเจ้าอาวาสจะบอกว่าไม่ได้ขาย จะปลูกไว้ฉันเองภายในวัด แต่สุดท้ายทนชาวบ้านรบเร้าไม่ไหว เพราะเห็นว่าลูกใหญ่ สีสวย ปลอดภัยจากสารพิษ เจ้าอาวาสฯ จึงให้เขียนชื่อติดไว้ จนมีไม่พอต่อความต้องการของชาวบ้าน และมีการเก็บไปกว่า 10 ลูกแล้ว โดยไม่มีการคิดมูลค่า แล้วแต่จิตศรัทธา แต่พระในวัดยังไม่ได้ฉันแม้แต่ลูกเดียว

ส่วนบริเวณหน้าโกศ (ภาคใต้เรียกหน้าบัว) หรือที่ใส่กระดูกคนตาย พระสงฆ์ได้ช่วยกันปลูกดอกดาวเรืองไว้จำนวน 600 ต้น เพื่อให้บานทันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งชาวบ้านไม่ต้องซื้อดอกไม้ให้เก็บมาใช้ได้ แต่ดาวเรืองบานช้ากว่ากำหนดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้หลังสงกรานต์ก็ยังมีดอกดาวเรืองบานสะพรั่ง สีเหลืองสวยงาม เป็นที่ถูกตา ต้องใจบรรดาแม่ค้าขายดอกไม้เป็นอย่างมาก

โดยได้มาขอซื้อวันละ 2,000-3,000 ดอก เพื่อนำไปร้อยมาลัยและขายต่อให้กับแม่ค้าเจ้าอื่น แต่เจ้าอาวาสให้เก็บฟรี ส่วนชาวบ้านใครจะใช้ดอกดาวเรืองก็มาเก็บฟรีได้เช่นกัน ซึ่งบางวันหากแม่ค้าเก็บไม่ทัน พระสงฆ์ในวัดก็ช่วยกันตัดส่งให้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามโครงการ วัด บ้าน โรงเรียน ซึ่งในแปลงปลูกดอกดาวเรือง ยังมีแตงโมปลอดสารให้เก็บกินฟรีด้วย

นอกจากนี้พระสงฆ์ยังช่วยกันปลูกดอกมะลิไว้จำนวน 1,200 ต้น เพื่อให้มีกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ววัดทั้งกลางวันและกลางคืน โดยอนุญาตให้ชาวบ้านเก็บไปใช้ในงานเทศกาลต่าง ๆ ได้ ซึ่งทุกอย่างฟรีหมด แต่เจ้าอาวาสออกเงินส่วนตัวซื้อเองทั้งหมดและเป็นแบบนี้มานานหลายปีแล้ว ทำให้พระสงฆ์ของวัดนี้เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านเป็นอย่างมาก

ส่วนผลไม้และต้นไม้ต่าง ๆ ปลูกไว้เป็นร่มเงา เพื่อให้ชาวบ้านได้นั่งพักผ่อน หรือใช้เป็นสถานที่นั่งปฎิบัติธรรม ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองตรัง ประมาณ 5-6 กิโลเมตรเท่านั้น

ด้านพระอธิการพานิช ฐิตธัมโม เจ้าอาวาสวัดเกาะมะม่วง กล่าวว่า เมล่อนปลูกที่ซุ้มหน้ากุฏิเพื่อความสวยงามไม่ได้ปลูกขาย แต่โยมมาจองหมด ซึ่งก็แล้วแต่จะให้ลูกละ 10 บาท 20 บาท แต่ไม่มีใครเอาฟรี ส่วนมากก็ให้ลูกละ 200 บาทเป็นอย่างต่ำ ซึ่งรอบนี้ปลูกประมาณ 22 ต้นเพราะมีเนื้อที่จำกัดและปลูกในกระถาง โดยตั้งใจจะปลูกไว้ฉันเอง แต่พอโยมมาเห็น ต่างพากันจอง ซึ่งที่เจ้าอาวาสจองไว้ โยมยังขอเลยยกให้

โดยรอบต่อไปจะปลูกแตงโมในกระถาง ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เหลือเท่าไหร่ก็กินเท่านั้นและปลูกดาวเรืองไว้ 600 ต้นอาไว้ใช้ช่วงสงกรานต์แต่มีทั้งบานก่อนและหลังสงกรานต์ เกินเวลาที่คำนวณไว้ ซึ่งมีโยมมาตัดไปขาย ถ้าพระว่างก็ใช้พระตัดให้ แต่ส่วนมากพระไม่ได้ตัดให้ เพิ่งวันนี้วันแรก ส่วนมะลิปลูกไว้จำนวน 1,200 ต้น แต่ไม่ได้ปลูกเพื่อขายโดยบอกญาติโยมว่าถ้ามีงานมงคลหรืองานอะไรก็แล้วแต่ไม่ต้องไปซื้อที่ตลาดให้มาเอาที่วัดเกาะมะม่วงได้เลย แล้วแต่จะเอาไปใช้อะไร แต่ไม่ได้ขาย

‘น้องเกล โสพิชา’ รองชนะเลิศอันดับ 1 ‘Thailand's Got Talent’ ปัจจุบันเรียนคณะแพทยฯ วิทยาลัยแพทยฯ จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย

(29 เม.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก The Album โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า…“ยังจำสาวน้อยคนนี้ได้กันรึป่าว? ‘น้องเกล โสพิชา’ รองชนะเลิศอันดับ 1 รายการ Thailand's Got Talent ล่าสุดเธอได้สอบติดคณะแพทยศาสตร์ และเผยภาพแรกในฐานะนักศึกษา ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว”

สำหรับน้องเกล โสพิชา อังคะไวมงคล เป็นศิลปินอูคูเลเล่ตัวน้อย เจ้าของตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 จากเวทีการประกวด Thailand’s Got Talent ซึ่งในขณะประกวดนั้น ‘น้องเกล’ มีวัยแค่เพียง 6 ขวบ

เบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา หนึ่งในกรรมการ ถึงกับเอ่ยว่า “เป็นเด็ก 6 ขวบที่เก่งมาก อย่างที่เบนซ์บอก อูคูเลเล่ใครเล่นได้ก็จริง แต่สำหรับเด็ก 6 ขวบเล่นได้ขนาดนี้ แล้วก็ร้องเพลง ต้องบอกว่าภาษาอังกฤษเป๊ะนะจ๊ะ ตรงคีย์ด้วย”

ความน่ารัก ความสามารถของ ‘น้องเกล’ ทำให้กรรมการประทับใจไปตาม ๆ กัน และพร้อมใจให้ 3 ผ่านเลย

วันเวลาผ่านไปเป็น 10 ปี ขณะนี้ ‘น้องเกล’ โตขึ้นมาก วันนี้เธอได้เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัตร จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ในรอบ Portfolio เมื่อปีที่แล้ว (2566) นั่นเอง

'หมอธีระ' เตือน!! โควิด-19 ไม่ใช่หวัดธรรมดา ไม่กระจอก ชี้!! รอบนี้มากกว่า 1 ใน 3 ของผู้ป่วยหนัก ไม่ใช่ผู้สูงอายุ

(29 เม.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Thira Woratanarat’ ระบุว่า... 

วิเคราะห์การระบาดของไทย…
สัปดาห์ล่าสุด 21-27 เมษายน 2024

จำนวนผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล 1,672 ราย เสียชีวิต 9 ราย ปอดอักเสบ 390 ราย และใส่ท่อช่วยหายใจ 148 ราย

ผู้ป่วยนอนรักษาตัวใน รพ.มากกว่าสัปดาห์ก่อนถึง 66.5% และขึ้นต่อเนื่อง 7 สัปดาห์ติดต่อกัน เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3 เท่า

จำนวนปอดอักเสบ เพิ่มขึ้น 33.6% และใส่ท่อช่วยหายใจก็เพิ่มขึ้น 46.5%

คาดประมาณจำนวนคนติดเชื้อใหม่ต่อวันอย่างน้อย 11,943-16,588 ราย

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าจำนวนติดเชื้อจริงจะมากกว่านี้

ชัดเจนว่าการเพิ่มขึ้นข้างต้น ไม่ได้เป็นการเพิ่มเล็กน้อย แต่เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

แม้จะมีลักษณะพุ่งขึ้นคล้ายปีก่อน แต่จำนวนผู้ป่วยเริ่มต้นก่อนสงกรานต์ปีนี้นั้นมากกว่าปีก่อนอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่สถานการณ์จะหนักกว่าเดิม หากไม่ป้องกันควบคุมโรคให้ดี

หากดูจำนวนผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 148 ราย เป็นคนที่ไม่ใช่สูงอายุคือ 0-59 ปี ถึง 55 ราย คิดเป็น 37.1% มากกว่าหนึ่งในสามของทั้งหมด ดังนั้นแม้ไม่ใช่ผู้สูงอายุ ก็ควรป้องกันตัวให้ดีเช่นกัน

โควิด-19 ไม่ใช่หวัดธรรมดา ไม่กระจอก ไม่ได้เป็นไปตามฤดูกาล แต่แปรผันกันปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องเทศกาล กิจกรรม รวมถึงพฤติกรรมป้องกันตัวของประชาชน

ติดแต่ละครั้ง นอกจากเสี่ยงป่วย ป่วยรุนแรง หรือเสียชีวิตแล้ว ยังเสี่ยงต่อ Long COVID ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตระยะยาว

ช่วยกันป้องกันตัวนะครับ เพื่อให้ตัวเรา และคนที่เรารักปลอดภัย

อย่าปล่อยแบบ let it rip เพราะสุดท้ายแล้วผลลัพธ์สุขภาพที่เกิดขึ้น ไม่มีใครแบกรับ นอกจากตัวเราและครอบครัว…

'นปพ.นราธิวาส' เจ็บเล็กน้อย 4 ราย หลังถูกคนร้ายลอบจู่โจม โชคดี!! รถหุ้มเกราะช่วยไว้ เซฟชีวิตจากทั้ง 'ระเบิด-กระสุน'

(29 เม.ย.67) เวลาประมาณ 24.00 น. เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดและยิงปะทะเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) นราธิวาส 33 บริเวณบ้านกวาลอซีรา หมู่ 7ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 4 นาย

พ.ต.อ.เจษฎาวิทย์ อินทร์ประพันธ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก เปิดเผยว่า เหตุเกิดขณะเจ้าหน้าที่ นปพ.นราธิวาส 33 จำนวน 4 นาย เตรียมเดินทางไปเข้าเวรที่จุดตรวจในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุบนถนนใหญ่ ห่างจากฐานปฏิบัติการ นปพ.นราธิวาส 33 ประมาณ 200 เมตร คนร้ายได้กดระเบิดทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย โชคดีที่เจ้าหน้าที่ใช้รถหุ้มเกราะจึงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดยเจ้าหน้าที่ทั้ง 4 นายได้ลงจากรถและยิงปะทะกับคนร้ายที่มีการดักซุ่มยิงระยะไกลจากถนนฝั่งตรงข้าม

พ.ต.อ.เจษฎาวิทย์ กล่าวว่า ในห้วงเวลาดังกล่าวคนร้ายได้โรยตะปูเรือใบบนถนนใกล้จุดเกิดเหตุ และเผายางรถหน้าสำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงโก-ลก เพื่อขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่จากภายนอกเข้าไปให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ประสบเหตุ ซึ่งหลังเหตุปะทะสงบลงพบว่าเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากสะเก็ดระเบิด

ส่วนมาตรการของฝ่ายความมั่นคงได้มีการประสานหน่วยกำลังของทุกชุดปฏิบัติการตามแผนรักษาความปลอดภัยเมือง ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ปิดเส้นทางฝั่งขาเข้าเมืองสุไหงโก-ลก ทั้ง 3 ด่าน ประกอบด้วย ด่านน้ำตก ด่านบุญลาภนฤมิตร ด่านบ้านน้ำขาว และปิดท่าข้ามริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก พร้อมทั้งมีการลาดตระเวนเส้นทางตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก และตรวจสอบพื้นที่บริเวณใกล้เคียงทั้งหมด อีกทั้งได้มีการใช้โดรนสำรวจในพื้นที่เกิดเหตุด้วย

“ดังนั้น สำหรับประชาชนขอให้งดการเดินทางออกจากบ้าน รวมทั้งการใช้เส้นทางในพื้นที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะเส้นทางสุไหงโก-ลก-มูโนะ ที่จำเป็นต้องเคลียร์รถยนต์ต้องสงสัย ตะปูเรือใบ และการเผายางรถในพื้นที่ รวมทั้งตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยเพิ่มเติมหวั่นการก่อเหตุซ้ำ” พ.ต.อ.เจษฎาวิทย์ กล่าว

พ.ต.อ.เจษฎาวิทย์ กล่าวว่า จากเดิม นปพ.นราธิวาส 33 มีรถยนต์หุ้มเกราะ จำนวน 1 คัน แต่เนื่องจากห้วงที่ผ่านมาได้รับความเสียหายขณะเข้าตรวจค้นจับกุมเหตุผู้ต้องหาพร้อมของกลางคดียาบ้าล็อตใหญ่ โดยรถยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม จึงได้สั่งการให้นำรถหุ้มเกราะของ สภ.สุไหงโก-ลกไปใช้เป็นการชั่วคราว เนื่องจากเห็นว่าต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง จึงทำให้เรารักษาชีวิตของเจ้าหน้าที่ นปพ.นราธิวาส 33 ที่ประสบเหตุไว้ได้

'ผู้การแต้ม' เตือน 'บิ๊กโจ๊ก' แถลงข่าวข่มขู่ผู้อื่น ระวังผิดกฎหมายเพิ่ม ชี้!! คำสั่งรักษาการ ผบ.ตร. มีอำนาจเต็ม 'บิ๊กโจ๊ก' ต้องพูดมุมนี้ด้วย

ภายหลังจากกรณีการแถลงข่าวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. หรือ 'บิ๊กโจ๊ก' ที่บุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร) ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็มีความคิดเห็นจาก พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ หรือ 'ผู้การแต้ม' เกี่ยวกับเรื่องนี้ ระบุว่า...

"จากการแถลงข่าวกรณีที่บิ๊กโจ๊กใช้สํานักงานตํารวจแห่งชาติแถลงโจมตีบุคคลอื่น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะตนเองก็เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการร่างพรบ.ตํารวจปี 2565 ฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน ... ยืนยันว่าพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาการ ผบ.ตร. ปฏิบัติตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ทุกประการ ส่วนกรณีบิ๊กโจ๊กออกมาแถลง ก็แค่ในมุมของตัวเองแต่ไม่ได้พูดว่ากฎหมายให้อํานาจ ผบ.ตร.อย่างไร ซึ่งสิ่งที่บิ๊กโจ๊กไม่ได้บอกกับสื่อและประชาชนก็คือ รักษาการ ผบ.ตร. มีอํานาจเต็มตาม พรบ.ตํารวจฉบับใหม่ ที่ให้อํานาจในการใช้ดุลพินิจแทน ผบ.ตร. ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏและได้รับรายงานจากกองวินัย...ผมเป็นห่วงน้องโจ๊กมันนะ เป็นห่วงว่าไอ้การที่คุณออกมาแถลงข่าวแล้วมาข่มขู่คนนั้นจะติดคุกจะอะไรอย่างงั้นอย่างงี้ ระวังจะไปโดนข้อหา 'เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนสืบสวน' นะ"

ผู้การแต้ม ยังกล่าวเตือนไปถึงบิ๊กโจ๊กอีกว่า ตนได้มีโอกาสดูการแถลงข่าว พบว่ามีนายตํารวจระดับพลตํารวจตรี น่าจะสังกัดตํารวจท่องเที่ยว ไปยืนแถลงกับบิ๊กโจ๊ก ซึ่งทําหน้าที่ช่วยถือบอร์ดหลักฐาน พฤติกรรมนี้ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ราชการ เพื่อช่วยเหลือประชาชน จนอาจมีความผิดวินัยร้ายแรงและทําให้ภาพลักษณ์ของตํารวจมัวหมองไปอีก เพราะว่าจะทําให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

"อยู่ ๆ ก็ปรากฏว่ามี พล.ต.ต.คนนึง ไม่รู้อยู่ท่องเที่ยวหรือเปล่า มาเปิดแฟ้ม ป้ายแถลงข่าว ถามว่าทําได้ไหม อาจจะบอกทำได้ แต่ควรไหม? เพราะหน้าที่ของคุณ ถ้าเป็นผู้การ คุณต้องไปดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องนักท่องเที่ยว คุณไม่มีหน้าที่ที่จะมาเปิดตรงนี้ ไม่ควร แล้วมาแบบเครื่องแบบเต็มยศด้วย ตรงนี้ผมบอกให้ว่าต้องระวังมีคนร้องเรียน เพราะคุณไม่ไปตรวจตาไปดูแลความปลอดภัยเชิงทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว แต่กลับมาอยู่ตรงนี้"

ทั้งนี้ผู้การแต้ม ยังได้อธิบายถึงอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) อีกด้วย ว่าเป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตามพรบ.ตํารวจปี 2565 มีคณะกรรมการสองชุด โดยคณะกรรมการชุดแรก ก็จะรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนต่อตํารวจมี พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติดเป็นคณะกรรมการ

ส่วนคณะกรรมการชุดที่สอง มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนจากตํารวจเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งบิ๊กโจ๊กร้องเรียนในคณะกรรมการชุดดังกล่าว ก.พ.ค.ตร. ก็มีหน้าที่ตามที่บิ๊กโจ๊กบอกก็คือทําหน้าที่เหมือนศาลปกครองชั้นต้นให้กับตํารวจเมื่อได้รับคําสั่งมิชอบในทางปกครองต่าง ๆ และคําสั่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถร้องเรียนได้ เพื่อไม่ให้ตํารวจไปร้องเรียนนอกหน่วยงานตํารวจ

"กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา เช่นถูกคำสั่งให้ออก ก็มีคณะกรรมส่วนนี้เพื่อให้อุทธรณ์คําสั่ง ซึ่งบิ๊กโจ๊กก็ต้องมาอุทธรณ์ตรงนี้ เพราะคณะฯ นี้ ก็เหมือนศาลปกครองชั้นต้น แต่ถ้าคุณไม่มาอุทธรณ์ เท่ากับแสดงความยินยอมรับคําสั่ง แต่พอสุดท้ายคุณไม่พอใจ คุณกลับจะไปอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด มันไม่ได้ คุณต้องอุทธรณ์ตรงนี้ก่อน แต่อุทธรณ์นั้น ๆ ถ้าอุทธรณ์ฟังขึ้น ก็จะส่งเรื่องไปให้ ตร.พิจารณา แต่ถ้าฟังไม่ขึ้น คุณก็ค่อยไปอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป" ผู้การแต้ม ทิ้งท้าย

‘ดร.ธรณ์’ เปิดภาพ ‘ปะการังไทย’ ยุคโลกร้อนทะเลเดือด เศร้าใจ!! ภัยทางธรรมชาติทำลายความสวยงามท้องทะเลไทย

(29 เม.ย. 67) ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศน์ทางทะเล และรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Thon Thamrongnawasawat’ ระบุว่า นี่คือปะการังไทยในยุคทะเลเดือด เป็นปะการังหน้าตาประหลาด ทำงานในทะเลมาเกือบ 40 ปี ผมไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน จนมาถึงยุคนี้แหละ

เดิมทีเป็นปะการังก้อนสีสันงดงาม เป็นที่อยู่ของกุ้งน้อยปูเล็ก หอยมือเสือและดอกไม้ทะเล ยังมีปลาพ่อปลาแม่และปลาน้อย อาศัยปะการังเป็นบ้าน เป็นที่คุ้มภัย

เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผลของโลกร้อนเริ่มรุนแรง น้ำทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำลดต่ำผิดปรกติ แดดแรง ปะการังเริ่มฟอกขาว

แต่พวกเธอพยายามสู้ ฟื้นขึ้นมาได้ แต่บนหัวเริ่มตายเพราะโดนแดดเต็ม ๆ ที่พอมีชีวิตคือด้านข้าง หากเป็นทะเลภาวะปรกติ ฟอกขาวหนหนึ่งแล้วหายไป 7-8 ปี ปะการังด้านข้างจะลามขึ้นมาบนหัว ทำให้ทั้งก้อนกลับมามีชีวิต

แล้วทะเล 5-6 ปีที่ผ่านมาปรกติไหม?

คำตอบคือไม่ น้ำร้อนแทบทุกปี ปะการังฟอกขาวเป็นประจำ มากบ้างน้อยบ้าง แต่พวกเธออ่อนแอลง แทนที่ปะการังด้านข้างจะลามขึ้นมาด้านบน กลับกลายเป็นหดหายเสียพื้นที่ลงไปเรื่อย ๆ จนค่อนก้อนกลายเป็นปะการังตาย ปะการังจิ๋วที่เพิ่งลงเกาะใหม่ เธอยังพยายามสู้ เติบโตเป็นปะการังก้อนน้อยบนซากของรุ่นก่อน แล้วก็มาถึงช่วงนี้ น้ำร้อนจี๋ 32-34 องศาติดต่อกันมา 3-4 สัปดาห์ปะการังที่เหลือเพียงน้อยนิดฟอกจนขาวจั๊วะ โอกาสรอดแทบไม่มี เพราะน้ำยังไม่มีท่าทีว่าจะเย็นลง ฝนยังไม่มา ปะการังก้อนน้อยที่อยู่บนหัว สู้มาหลายปี มาบัดนี้เธอก็ฟอกขาวเช่นกัน

จุดจบปะการังก้อนนี้คือตายทั้งก้อน ก้อนเก่าและก้อนใหม่ ไม่มีกุ้งน้อย ไม่มีปูเล็ก ไม่มีปลาพ่อแม่ลูก ไม่มีชีวิตสุขสันต์ใต้ทะเลไทย ไม่มีความสวยให้คนมาดู ไม่มีบ้านสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเลอีกต่อไป

ตายๆๆ ไม่ใช่ก้อนเดียว แต่เป็นพันก้อน หมื่นก้อน แสนก้อน ล้านก้อน ตำนานหลายล้านปีของระบบนิเวศยิ่งใหญ่ที่สุดในท้องทะเล สวยและหลากหลายที่สุดในโลก มาถึงบทอวสาน ภาพนี้เพื่อนธรณ์ส่งมาจากชุมพร วันนี้ แต่ยังมีอีกหลายที่ ชลบุรี ระยอง เรื่อยไปจนถึงตราด หรือเลยลงไปทางใต้ สมุย พะงัน เราพบปะการังประหลาดได้ทั่วไป

ปะการังที่ร่อแร่ใกล้ตาย มาถึงจุดสุดท้ายในปีที่ทะเลเดือดสุด ตายทั้งก้อน ไม่มีโอกาสฟื้นคืนกลับมา ที่แค้นสุดคือเราได้แค่มองดูเธอตาย ไม่มีทางช่วย ไม่มีหนทางอื่นใด มันคือโลกร้อนทะเลเดือด มันคือภัยพิบัติครั้งใหญ่สุดของท้องทะเล และมันจะแรงยิ่งขึ้น ๆ ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าปะการังในโลกจะพินาศเกือบหมดสิ้นในอีก 30 ปีข้างหน้า แต่ทะเลไทยอาจไม่นานขนาดนั้น โดยเฉพาะในอ่าวไทย แค่นี้ก็ตายไปเยอะแล้ว และจะยิ่งตายเยอะ ตราบใดที่อุณหภูมิน้ำยังไม่ลดลง

ตายๆๆ จนหมดท้องทะเล

อ่านถึงประโยคนี้ ผมรู้ดีว่าเพื่อนธรณ์เศร้า แถมเป็นความเศร้าที่แทบไร้หวัง แต่พรุ่งนี้ยังมี แล้วเราจะเบือนหน้าหนีเธอไหม ?

ไม่ต้องโทษคนอื่น ไม่ต้องเหลียวมองคนข้าง ๆ ว่าจะทำหรือไม่ ? ก็แค่ถามใจตัวเอง เราจะทำเช่นไร ? ก็แค่ถามใจตัวเอง…

หมายเหตุ - ทำอย่างไรเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ทุกท่านทราบดี ลดขยะ ลดน้ำทิ้ง ไม่กินฉลาม ปลานกแก้ว สัตว์หายาก ไม่ให้อาหารปลา เก็บขยะ ฯลฯ เป็นเรื่องที่พวกเรารู้ดีอยู่แล้ว สนับสนุนผู้ประกอบการที่ดี ไม่สนับสนุนคนที่เอาเปรียบธรรมชาติ ช่วยคนที่พยายามสู้เพื่อรักษาป่าไม้ ทะเล และโลก ก็แค่ทำต่อไปและทำให้มากขึ้น มากๆๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top