Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

'บัสบาส' ผู้ต้องขังคดี ม.112 เรือนจำเชียงราย เลิกอดอาหารแล้ว นิ่งหลังรู้ 'บุ้ง' เสียชีวิต คาดยังชั่งน้ำหนักว่าจะทำอย่างไรต่อไป

(16 พ.ค.67) นายพัศพงศ์ ใจคล่องแคล่ว ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย ต.ดอยฮาง อ.เมืองเชียงราย เปิดเผยว่า นายมงคล ถิระโคตร หรือ ‘บัสบาส’ อายุ 30 ปี ชาว อ.พาน จ.เชียงราย ต้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคดีเกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ต่างกรรมต่างวาระ มีโทษจำคุกรวมกันเป็นเวลา 55 ปี ซึ่งถือเป็นอัตราโทษที่สูง ถูกส่งตัวเข้าสู่เรือนจำกลางเชียงรายเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2567 หรือเป็นเวลา 4 เดือนกว่า

ขณะนี้เป็นผู้ต้องขังอยู่ในแดน 1 หรือแดนควบคุมพิเศษ เรือนจำกลางเชียงราย ซึ่งจะคุมขังรวมกับนักโทษคนอื่น ๆ รวมกันประมาณ 200 คน โดยใช้ชีวิตตามปกติ โดยยังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์และฎีกาซึ่งถือว่ายังไม่ใช่นักโทษเด็ดขาด และทราบมาว่าทนายความของนายมงคลได้ยื่นประกันตัวเพื่อให้ออกไปสู้คดีอยู่

นายพัศพงศ์กล่าวว่า ระหว่างถูกคุมขังพบว่านายมงคลได้มีการอดอาหารเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ก่อนจะยกเลิกไปเมื่อวันที่ 24 เม.ย. จากนั้นก็ใช้ชีวิตในแดน 1 ตามปกติ รับประทานอาหาร และปฏิบัติตามกฎระเบียบของเรือนจำ โดยระหว่างอดอาหารเป็นเวลา 1 เดือนกว่าก็ยังดื่มน้ำและเครื่องดื่มตามปกติ ซึ่งตนได้ให้เจ้าหน้าที่เรือนจำเฝ้าระวังเรื่องสุขภาพและให้นักจิตวิทยาเข้าไปพูดคุยดูแลสภาพจิตใจรวมทั้งให้พยาบาลเข้าไปตรวจร่างกายทุกอาทิตย์ ยกเว้นมีอาการอ่อนแรงหรือใจสั่นก็จะให้พยาบาลเข้าไปตรวจเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ เราได้บอกกับเขาว่าการอดอาหารจะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารและได้รับผลกระทบแต่นายมงคลก็ยืนยันจะอดอาหารอยู่ เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลก็ไม่สามารถบังคับได้ ก็หันมาดูแลเรื่องสุขภาพทำให้ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาใด ๆ โดยนายมงคลยังมีร่างกายที่แข็งแรงดีอยู่

สำหรับกรณี น.ส.บุ้ง ที่เสียชีวิตนั้น นายพัศพงศ์กล่าวว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่านายมงคลยังคงนิ่งเฉยและไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ รวมทั้งไม่ได้อดอาหาร คาดว่าอาจจะยังคงชั่งน้ำหนักว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะเขาเคลื่อนไหวในลักษณะเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด ซึ่งนายมงคลได้คุยกับเจ้าหน้าที่เรือนจำว่าจะปฏิบัติตามกฎระเบียบของเรือนจำตามปกติ ในส่วนของการต่อสู้ก็ยังจะดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ หลังจากยกเลิกการอดอาหารครั้งดังกล่าวแล้ว

"ฝากประชาสัมพันธ์เรื่องผู้ต้องขังกรณีเจ็บไข้ เจ้าหน้าที่เรือนจำจะดูแลเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง ฝากพี่น้องประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนโทษคดีที่สูง ๆ เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว กรมราชทัณฑ์เรามีหน้าที่ควบคุม แก้ไข ฟื้นฟู ดูแลเรื่องความเป็นอยู่ สุขภาพ ตามหลักสิทธิมนุษยชนและระเบียบของทางราชการโดยเคร่งครัด จะเห็นได้ว่าแม้ป่วยตอนตี 1 ตี 2 ถ้าพยาบาลในเรือนจำดูแล้วไม่สามารถรักษาได้ก็จะเรียกรถ 1669 ให้ไปรับผู้ต้องขังเพื่อนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ซึ่งทางผู้บริหารระดับสูงได้เน้นยำให้ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเครงครัด" นายพัศพงศ์กล่าว

กำลังพลที่เหลวไหล จะไม่มีโอกาสได้เจริญเติบโต

ทหารเรือ มีไว้ทำไม?...‘พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม’ ผบ.ทร.คนที่ 57 จะมาเผยถึงภารกิจกองทัพเรือ ที่สังคม ‘ไม่ค่อยได้เห็น’ เพราะชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนผืนน้ำ

“ทหารเรือต้องทำทุกอย่าง เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา“

“ป้องกันประเทศ / เฝ้าระวังคนหลบหนีเข้าเมือง / สกัดลักลอบขนยาเสพติด สินค้าเถื่อน / ป้องปราบการทำประมงผิดกฎหมาย ขบวนการทำลายทรัพยากรใต้น้ำ / ป้องกันฐานขุดเจาะพลังงาน / ช่วยเหลือภัยพิบัติ ฯลฯ.”

รับชมภารกิจส่วนหนึ่งของทหารเรือ จากคำบอกเล่า ผบ.ทร. ได้ที่: https://youtu.be/ci6kC3rjTjU?si=ulLRjwUGryy5bM6X 

'พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วย ผบ.ตร.' ลงพื้นที่ตรวจสอบ ร่วมสังเกตการณ์ และเร่งแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร รองรับการเปิดภาคเรียน มุ่งลดอุบัติเหตุและอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชน

ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยว โดยได้รับฟังสภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนาของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการจราจร ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหารถโดยสารสาธารณะ แท็กซี่ และรถสามล้อ จอดกีดขวางส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้โดยสาร และเกิดปัญหาการจราจรติดขัด ประกอบกับเป็นช่วงของการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 และเข้าสู่ฤดูฝนในบางพื้นที่อาจเกิดผลกระทบในด้านการจราจร

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2567) เวลา 17.00 น. พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และคณะ ลงพื้นที่ตรวจการจราจรบริเวณแยกปทุมวัน แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เพื่อรับฟังแนวทางการดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรที่ติดขัดเป็นเวลานาน และเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดภาคเรียนการศึกษาของโรงเรียนส่วนใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายในสัปดาห์นี้เป็นต้นไป ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) ในการอำนวยความสะดวกการจราจรให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยให้ความสำคัญการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด เช่น พื้นที่ที่มีรถรับจ้างสาธารณะ รถขนส่งจอดกีดขวางพื้นผิวการจราจร และเส้นทางที่มีการจราจรติดขัดเป็นประจำในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน เพื่อรองรับช่วงการเปิดการศึกษาและบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดแบบต่อเนื่อง

โดย พล.ต.ท.กรไชย ฯ ได้ดูการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า MBK และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และเป็นสถานที่ตั้งของสถานศึกษาหลายแห่งในบริเวณใกล้เคียง อยู่ในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น โดยจะประเมินสภาพการจราจรในช่วงเปิดภาคเทอม ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญส่งผลกระทบกับปัญหาการจราจรในภาพรวมทั้งระบบ 

พล.ต.ท.กรไชย ฯ กล่าวว่า วันนี้ได้สั่งการให้แต่ละพื้นที่วิเคราะห์สถานการณ์การจราจรในห้วงการเปิดภาคการศึกษาวันแรกทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิบัติที่หน่วยปฏิบัติมีแนวทางดำเนินการอยู่แล้ว แต่อาจมีปัจจัยด้านอื่นที่ส่งผลทางอ้อม เช่น ปริมาณรถที่เพิ่มมากขึ้น สภาพอากาศ ฝนตก น้ำท่วมขัง หรือพื้นผิวการจราจรที่ซ่อมสร้าง เป็นต้น ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกว่า 4,000 นาย คอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบริเวณหน้าสถานศึกษา ประสานการทำงานในพื้นที่ต่อเนื่องเพื่อรับรถเข้าเมือง เร่งระบายออกเมือง และบริหารสัญญาณไฟจราจรให้มีความสัมพันธ์กับปริมาณรถ ซึ่งสภาพการจราจรอาจจะมีติดขัดบ้างตามหน้าสถานศึกษาที่มีปัญหาการจราจรหนาแน่น โดยกำชับความร่วมมือระหว่างตำรวจ ผู้ปกครอง และสถานศึกษา ในการบริหารจัดจุดรับส่งนักเรียน-นักศึกษาอย่างเป็นระบบ มีการนำจิตอาสาจราจรมาช่วยในการอำนวยความสะดวกให้กับเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ใช้รถใช้ถนน บริเวณหน้าโรงเรียน โดยเฉพาะบริเวณทางข้ามทางม้าลาย พร้อมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา ปฏิบัติตามกฎจราจร โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์นิรภัยในการขับขี่ ได้แก่ การสวมหมวกนิรภัย การรัดเข็มขัดนิรภัย ตลอดจนขอความร่วมมือกับโรงเรียนและสถาบันการศึกษา ในการใช้มาตรการองค์กร เพื่อให้ผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา ปฏิบัติตามกฎจราจร ทั้งภายในและบริเวณโดยรอบพื้นที่ ทั้งนี้ ตำรวจจราจรได้มีการประสานงานกับสถานีตำรวจนครบาลข้างเคียง ให้ปล่อยสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กัน และจะได้มีการประชุมเพื่อปรับแผนการอำนวยจราจรในภาพรวมทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ที่มีสภาพการจราจรหนาแน่นคล้ายกับพื้นที่กรุงเทพมหานครให้ดียิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ได้กำชับในการเพิ่มมาตรการกวดขันวินัยจราจรและอำนวยความสะดวก ขนส่งสาธารณะ การบริหารจัดการจราจรในภาพรวม รวมทั้งการรณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจรร่วมกับโรงเรียนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมประสานงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เร่งติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มในจุดที่เป็นปัญหา เพื่อเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดจนได้สั่งห้ามไม่ให้มีการเรียกรับประโยชน์โดยมิชอบเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ซึ่งมีโทษทางวินัยและอาญาเป็นตัวกำกับผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว

นอกจากนี้ พล.ต.ท.กรไชย ฯ กล่าวว่า ขอฝากถึงผู้ขับรถโดยสารสาธารณะ รถประจำทาง ขอให้การจอดรับส่งผู้โดยสารในจุดที่กำหนด เพื่อไม่ให้กระทบกับปัญหาจราจรโดยรวม และฝากถึงผู้ขับรถโดยสารแท็กซี่ หรือรถตุ๊กตุ๊ก ว่า การเรียกเก็บค่าโดยสารขอให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ หากมีมิเตอร์ขอให้กดมิเตอร์เพื่อให้ราคาอยู่ในอัตราที่กำหนดในทุกกรณี เพื่อร่วมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ

(สุรินทร์) ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบทุนการศึกษาให้กับบุตรของกำลังพล เพื่อเป็นสวัสดิการ ลดรายจ่ายในครัวเรือนให้กับกำลังพล

วันที่ 15 พฤษภาคม 2657 ที่ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย นางอุไรวรรณ เจริญพิบูลย์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานมอบทุนการศึกษาเรียนดี ให้กับบุตรข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานราชการ ประจำปี 2567 จำนวน 145 ทุน แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้  ทุนระดับชั้นประถมศึกษา ถึง มัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 106 ทุน ทุนละ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 159,000 บาท ทุนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ถึง อนุปริญญา จำนวน 23 ทุน ทุนละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 46,000 บาท ทุนระดับปริญญาตรี 16 ทุน ทุนละ 2,500 บาท รวมเป็นเงิน 40,000 บาท รวมทุนทั้ง 3 ระดับ รวมทุนทั้ง 3 ระดับ เป็นเงินทั้งสิ้น 245,00 บาท โดยมี พันเอก จิตรกร จันทร์สว่าง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมมอบทุนในครั้งนี้ 

จากนั้น พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้มอบทุนการศึกษาให้กับหน่วยสำนักงานสัสดีจังหวัดสุรินทร์ สัสดีจังหวัดศรีษะเกษ และหน่วย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดศรีสะเกษ รวม 40 ทุน เป็นเงิน 68,000 บาท ทั้งนี้ พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า การมอบทุนการศึกษาในช่วงเปิดเทอมนี้ เพื่อเป็นสวัสดิการ ลดรายจ่ายในครัวเรือนให้กับกำลังพล ในช่วงเปิดเทอมใหม่ และเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ และเป็นการดูแลในเรื่องสวัสดิการของกำลังพลชั้นผู้น้อย ตามนโยบายเร่งด่วนของผู้บัญชาการทหารบก ที่ต้องการส่งเสริมและกระตุ้นให้บุตรของกำลังพล ได้ตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียน ให้มีความภาคภูมิใจในผลการเรียน เพื่อเป็นอนาคตที่สำคัญของครอบครัว สังคม และประเทศชาติต่อไป

บึงกาฬ  ดราม่ารพ.พรเจริญประกาศเฟสบุ๊คเหลือหมอ 1 คนจะให้พยาบาลตรวจจ่ายยา

บึงกาฬ  ดราม่ารพ.พรเจริญประกาศเฟสบุ๊คเหลือหมอ 1 คนจะให้พยาบาลตรวจจ่ายยา
เปลี่ยนรัฐมนตรีสาธารสุขคนใหม่ ก็เกิดเหตุดราม่าจากโรงพยาบาลพรเจริญ มีหมอลาออกและไปเรียนต่อ เหลือแพทย์ประจำอยู่คนเดียว จึงประกาศผ่านเฟสบุ๊ค จะให้พยาบาลช่วยตรวจพร้อมสั่งจ่ายยาแทน และขอยืมแพทย์จาก รพ.ใกล้เคียง จึงขออภัยในความไม่สะดวกกับผู้ป่วยและญาติที่มาใช้บริการ
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 15 พ.ค.ผู้สื่อข่าวจังหวัดบึงกาฬ ได้เดินทางไปที่ โรงพยาบาลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ จากกรณีดรามา เพจเฟซบุ๊ค "โรงพยาบาลพรเจริญ" โพสต์ประกาศประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ผ่านมา ระบุข้อความว่า ตั้งแต่วันที่ 27-31 พ.ค. 2567 โรงพยาบาลพรเจริญ จะมีแพทย์ประจำเหลือ 1 คน และ แพทย์ประจำต้องดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน จึงได้กำหนดให้มีแนวทางแก้ปัญหาการให้บริการดังนี้

1. ประสานยืมแพทย์ช่วยตรวจจากโรงพยาบาลข้างเคียง 2. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,สุขภาพจิต,ไทรอยด์ ที่มีนัดในช่วงดังกล่าว ผู้ป่วยสามารถมารับบริการได้ตามปกติ โดยหากผลตรวจปกติ หรืออาการป่วยคงที่พยาบาลวิชาชีพจะสั่งยาเดิมให้ (ไม่ต้องพบแพทย์) และจะปรึกษาแพทย์ในรายที่มีผลเลือดผิดปกติ หรืออาการผิดปกติเท่านั้น 3. ผู้ป่วยคลอดและอุบัติเหตุฉุกเฉินให้บริการ 24 ชั่วโมง โรงพยาบาลพรเจริญจึงขอแจ้งให้ผู้รับบริการทราบ และต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้หากการบริการเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าปกติ โรงพยาบาลจะให้บริการได้ตามปกติตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 เป็นต้นไป

จากเหตุการณ์ดรามาขาดแคลนแพทย์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางเข้าพบ เพื่อสอบถามปัญหากับ นพ.ตฤณกฤต สิทธิศร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพรเจริญ โดยได้รับการชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า  เนื่องจากมีแพทย์ได้ลาออกช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประกอบกับแพทย์ที่มีอยู่ก็ไปศึกษาต่อทำให้แพทย์ในโรงพยาบาลพรเจริญที่มีน้อยอยู่แล้วจึงขาดแคลน และอำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้บริการไม่ทั่วถึง  จึงได้แก้ปัญหาโดยให้พยาบาลช่วยตรวจและประสานยืมแพทย์จากโรงพยาบาลข้างเคียงมาช่วย แต่ก็อาจช่วยได้ไม่เต็ม เพราะเรายืมมาเขาก็ขาด เหตุการณ์ก็จะวนอยู่อย่างนี้ อย่าไรก็ตามการขาดแคลนแพทย์ก็มีหลายโรงพยาบาลเช่นเดียวกัน ทั้งนี้โรงพยาบาลพรเจริญจะให้บริการเริ่มกลับมาปกติช่วงเดือนมิถุนายน 2567 เป็นต้นไป แต่ก็คงจะยังให้บริการไม่ได้เต็มที่

ด้านนายวิเชียร โคตรศรีเมือง ชาวบ้านหนองหัวช้าง ต.หนองหัวช้าง อ.พรเจริญ  ได้พาภรรยามาตรวจครรภ์ ก็ได้รับความสะดวกดี แต่ก็ล่าช้าบ้าง การได้รับบริการจากโรงพยาบาลตามขั้นตอนดี เอาใจช่วยเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลครับ

ส่วนนางสี วิณโรจน์ ชาวบ้านหัวแฮด ต.ท่าสะอาด อ.เซกา ที่มีพื้นที่ติดกันและบ้านใกล้ รพ.พรเจริญ ก็มาใช้บริการในโรงพยาบาลด้านกายภาพบำบัด ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า คุณยายมาทำกายภาพที่โรงพยาบาลแห่งนี้สาเหตุเดินไม่สะดวกคล่องแคล่ว  เจ้าหน้าที่ก็ดูแลเป็นอย่างดีตามขั้นตอนการทำกายภาพ มีเจ้าหน้าที่สลับกันทำงาน เชื่อว่าโรงพยาบาลก็คงพยายามสับเปลี่ยนบุคลากรมาทำงานมากยิ่งขึ้น จึงให้กำลังใจให้กับบุคลากรของโรงพยาบาลพรเจริญ เพื่อดูแลประชาชนต่อไป 

แต่อย่างไรก็ตามเสียงสะท้อนจากทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้มารับบริการจากโรงพยาบาลพรเจริญก็อยากจะเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือกระทรวงสาธารสุข ออกมาเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวให้เร็วที่สุด.ทั้งนี้นายแพทย์ภมร ดรุณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จากกรณีข่าวที่แชร์ออกไปว่า ช่วงวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2567 ที่จะถึงนี้ โรงพยาบาลพรเจริญมีแพทย์ประจำ 1 คน และจะมีการปิดการให้บริการ นั้น เป็นข่าวที่มีความคลาดเคลื่อน ซึ่งความเป็นจริงแล้ว คือ โรงพยาบาลพรเจริญช่วงนั้นก็เหลือแพทย์เพียง 1 คนจริง เนื่องจากว่าเป็นช่วงที่แพทย์ประจำคนอื่น ๆ นั้น ย้ายไปเรียนต่อ และส่วนหนึ่งก็ลาออกไป แต่อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลพรเจริญ และชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่งได้ประสานจะยืมแพทย์ทั้งโรงพยาบาลภายในจังหวัด และแพทย์จากต่างจังหวัด เช่น หนองคาย, สกลนคร และนครพนม มาในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งยืนยันว่า โรงพยาบาลพรเจริญ เปิดให้บริการได้ตามปกติ แต่อาจจะมีความล่าช้าไปบ้าง จึงออกประกาศมาให้พี่น้องประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว และการบริการต่าง ๆ จะเป็นปกติตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป เนื่องจากเป็นช่วงที่แพทย์ใหม่มาทำงานพอดี 

โดยในช่วงเวลาดังกล่าว หากมีกรณีฉุกเฉินต่าง ๆ เกิดขึ้น เราก็จะมีแพทย์เวรประจำอยู่แล้ว ซึ่งแพทย์ที่ยืมมาช่วยก็จะช่วยอยู่เวรด้วย เพื่อไม่ให้แพทย์ที่เหลืออยู่ 1 คนเหน็ดเหนื่อยเกินไป ส่วนพยาบาลก็ขึ้นเวรเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาตรงนั้น 

ท้ายที่สุด นายแพทย์ภมร ดรุณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ ฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า ในส่วนของการให้บริการที่โรงพยาบาลภายในจังหวัดบึงกาฬยังคงให้บริการเต็มที่ แม้ว่าแพทย์เราจะมีน้อย แต่ว่าเราก็ตั้งใจทำงานกันทุกคน บางช่วงก็อาจจะมีความขาดแคลนไปบ้าง แต่เราก็พยายามให้หมอจากจังหวัดต่าง ๆ ลงมาช่วย รวมทั้งทีมพยาบาลก็ช่วยคัดกรองคนไข้ รวมถึงช่วยตรวจโรคเบื้องต้นได้อย่างเต็มที่ เราขอให้ความเชื่อมั่นว่า เราจะดูแลพี่น้องประชาชนคนบึงกาฬอย่างเต็มที่ และตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป เราเริ่มมีแพทย์มากขึ้น และสัญญาว่าจะทำการให้บริการที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0645960906

‘แม่เด็ก 14’ อึ้ง!! เจอซองผงขาว-ไฟแช็กในถุงเสื้อผ้าลูกชาย ลั่น!! เชื่อ 50/50 แต่ถ้าเป็นของลูกจริง จะพาไปตรวจหาสารเสพติด

(15 พ.ค. 67) ภายหลังจากเเม่ของเด็กชายอายุ 14 ปีที่สูบบุหรี่ในห้องน้ำโรงพยาบาล เเล้วถูกหมอชื่อดังตบหน้า เข้าให้ปากคำที่ สน.ทุ่งสองห้อง เด็กชายวัย 14 ปี พร้อมมารดาเดินทางไปที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เพื่อขอรับทรัพย์สินคืน หลังขึ้นไปบนชั้น 8 ในระหว่างการตรวจรับสิ่งของเจ้าหน้าที่ได้หยิบเสื้อผ้า มือถือ สิ่งของ ออกมาจากถุงพลาสติกสีฟ้า 

จากนั้นแม่เด็กก็ได้ตรวจสอบ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ทักว่า ยังมีสิ่งของในถุงอีกแล้วเทออกมา ปรากฏว่า มีไฟแช็ก ซองถุงซิปล็อกสีขาวตกลงมา ลักษณะเป็นผงสีขาว หลอดตักยา และไฟเเช็กที่ปะปนอยู่กับเสื้อผ้า ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกใจ เเละพยายามจะไม่เชื่อว่าเป็นของเด็ก มีการถามว่ามาจากไหน เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ทราบ แต่พบในเสื้อเด็ก

เมื่อถามว่า มีคลิปวีดีโอ ตอนที่เก็บเสื้อผ้าเด็กไว้หรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ก็ยืนยันว่ามีกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาล จากนั้นทางโรงพยาบาลได้ประสานไปที่ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อให้มาตรวจสอบว่า วัตถุที่อยู่ในถุงซิปล็อกคืออะไร

เมื่อตำรวจมาถึงได้นำถุงทั้งหมดกลับไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อ ระบุมีซองพลาสติกสีขาวจริง ต้องส่งให้พฐ.ตรวจพิสูจน์ต่อไป ส่วนจะเชิญแม่กับเด็กให้สอบปากคำอีกหรือไม่ ต้องรอพนักงานสอบสวนแจ้ง

ด้าน แม่เปิดเผยภายหลังว่า ยอมรับว่าตกใจที่เห็นถุงซิปล็อกที่มีผงสีขาวอยู่ในถุงเสื้อผ้าของลูก ซึ่งตอนแรกยังไม่เห็น แต่พอเทถุงแล้วพบว่าเจออยู่ในก้นถุง ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และยังไม่ได้คุยกับลูกชาย แต่ถ้าหลังจากนี้ตรวจสอบแล้วหากเป็นของลูกชายก็จะพาไปตรวจหาสารเสพติด

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาน้องเคยมีประวัติเสพสารเสพติดหรือไม่ แม่บอกว่าไม่รู้เลย และถ้าผลตรวจออกมาว่าลูกชายเสพสารเสพติดก็ปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมาย

‘นุ่น ดำดง’ เปิดใจเคลียร์ปมลาออก ‘ศรราม น้ำเพชร’ เผย หลังจากนี้จะกลับไปเล่นลิเกคณะพ่อตัวเองก่อน

(15 พ.ค.67) เปิดใจเต็ม ๆ ครั้งแรก หลังตัดสินใจออกจากคณะลิเก ‘ศรราม น้ำเพชร’ ท่ามกลางกระแสดรามาที่ตามมามากมาย โดย ‘นุ่น เนตรชนก เพชรวิเชียร’ หรือ ‘นุ่น ดำดง’ ได้เปิดใจในรายการแฉเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 พ.ค.) ยอมรับว่าตนเองรับมือกับดรามาไว้ระดับนึง มีสิ่งดี ๆ เข้ามา สิ่งลบ ๆ ก็ต้องตามมา ก็ทำใจไว้ส่วนนึงแล้ว แต่บางทีก็โถม แรง ฉุดไม่อยู่ ตนก็แก้ปัญหาด้วยการเงียบไปก่อน ถอย ถ้าไม่สุดจริงจะไม่ร้องเลย ด้วยความที่เราเป็นเสาหลักของครอบครัว

ก่อนออกจากวง ถามว่ามีปัญหาอะไร มันเป็นเรื่องข้างในมากกว่า คุยกันแล้ว แต่โอเค ไม่เป็นไร ก็ถอยออกมา จริง ๆ ก่อนไลฟ์ ได้คุยกันแล้ว ที่ผ่านมาเล่นแล้วเหมือนต่างคนต่างอึดอัด แต่ไม่ใช่ทั้งหมด วันที่ 27 ก็เลยตัดสินใจพักก่อน บวกกับวันนั้นไม่สบาย ก็ส่งความในใจทั้งหมดทางเฟซบุ๊กให้พี่อีกคนนึง และคนที่อยู่กับป้าดวงแก้ว ส่งไปทั้งหมดเลย ซึ่งทุกคนไม่รู้ว่าตนจะออก

เรื่องลิเก ตนไม่เลิกเล่นแน่นอน มีคณะอื่นทาบทาม แต่ตอนนี้ถ้าเป็นคณะอื่น ๆ ที่ไม่คุ้นชิน ก็ถือโอกาสบอกเขาไปว่าเดี๋ยวมีโอกาสจะไปรับเชิญ ตอนนี้ขอเล่นคณะพ่อของตัวเองที่โคราชก่อน และขอเล่นกับเพื่อนที่คุ้นชินกันไปก่อน

เล่นลิเกทุกคืนมา 8 ปี ตอนโควิดก็เล่นกลุ่มปิด ออนไลน์ เติบโตกับครอบครัวลิเกมาตลอด แต่ต้องหาเลี้ยงตัวเอง อยู่กับวงพ่อ แล้วก็มาอยู่ที่คณะศรราม น้ำเพชร ตอนแรกไม่ได้รับมือกับความดัง ไม่ได้ตั้งใจด้วย คิดว่าถ้าโอกาสมาแล้วก็ทำให้ดีที่สุด

พร้อมเผยจุดเปลี่ยนชีวิตคือตอนที่ปู่ป่วยหนัก ป่วยติดเตียง พ่อต้องดูแลปู่ ก็เหลือแค่ตนกับแม่ต้องเล่นลิเก ตอนนั้นเพิ่งได้รับหน้าที่เป็นนางเอก การเดินทางก็ยาก ไปรถโดยสาร แม่ขับรถไม่เป็น อายุ 15 ก็ขับไม่ได้ มีคนจ้างก็ไปเล่น

คำว่าไม่มีกินอยู่กับตนตลอด ก่อนมีชื่อเสียง ตนอยู่กับแม่สองคนในบ้านเช่า ไม่เคยมีเงินติดตัวกับแม่เกิน 200 บาท ในทุก ๆ วัน หาได้ก็ใช้ เพราะลิเกตอนนั้นไม่ได้มีทุกวัน ไปวันนึงหยุด 3 วัน ไปสองวันหยุดอีก 5 วัน ได้มาเราก็ใช้ ไม่อด แต่ก็ลำบากมาก ๆ ไม่ได้เล่นลิเกก็ขายลูกชิ้นกับแม่อยู่หน้าบ้าน ได้เงิน 500 ก็บอกว่าต้องขายให้ได้ 700 เราจะได้เอาเงิน 500 ไปลงทุนใหม่ อีก 200 เก็บไว้ใช้ เป็นแบบนี้นาน

สิ้นเดือนไม่มีค่าเช่า ก็นอนอยู่หน้าบ้านเขา มันเข้า 4 เดือนที่ติดค่าเช่า เราไม่มีจ่ายเขาสักที จน 4 เดือน เขาบอกจะมีคนมาเช่าต่อนะ เราก็เกรงใจ เขาก็บอกว่าให้นอนหน้าบ้านก่อนก็ได้ มีรถค่อยขนของออก เขาไม่ได้ไล่ แต่บอกว่าเดี๋ยวจะมีคนใหม่เข้ามา ตอนนั้นเป็นจังหวะไปงาน ปล่อยแม่อยู่หน้าบ้านคนเดียว ขึ้นรถตู้ เป็นจังหวะที่คุณพ่อของศรราม น้ำเพชร โทรมาถามว่าสนใจอยู่ที่ศรราม น้ำเพชรไหม ตนก็ตกลงเลย ไม่มีทางเลือกแล้ว (หัวเราะ) ก็บอกว่าขอเวลา 7 วัน เก็บข้าวเก็บของ ตอนนั้นไม่รู้ว่าลุงจะให้แท็กซี่มารับ คิดว่าต้องหาทุนนั่งรถไปเอง

เล่นลิเกคืนแรกที่สุพรรณฯ งานแรกลุงให้ 1,200 บาท เยอะมากสำหรับตน วันนั้นเอาเงินให้แม่ อยากกินอะไรก็ซื้อเลย เล่น 3-4 วันแรกไม่มีรางวัล แต่พ่อศรรามเขาให้ 200 บาท บอกว่าจะได้มีกำลังใจเล่น ตอนแรกเป็นนางเอกเลย เล่นกับศรราม น้ำเพชร 8 ปี ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีงานทุกวัน ต้องยอมรับว่างานเขามีทุกวันมานานแล้ว แน่นอยู่แล้ว

ดำดงเปลี่ยนชีวิตตนไวมาก พอกระแสมาปุ๊บ ทุกอย่างก็เข้ามาพร้อม ๆ กัน ด้วยงาน คนดูหน้าใหม่ ๆ เอฟซีหน้าใหม่ ๆ เข้ามา ได้พวงมาลัยเงินเยอะสุด 2 ล้าน ส่วนรถฮุนไดที่ได้มา เป็นค่าพรีเซ็นเตอร์ พี่เขาก็เมตตาด้วยเพราะไม่ได้ทำสัญญา แต่พี่เขาซื้อให้เป็นค่าพรีเซ็นเตอร์

ตอนนี้มีบ้านอยู่แล้ว ไม่ได้เช่า ซื้อบ้านอยู่ที่อยุธยา รถก็มีแล้ว วันนี้ดีใจ ไม่คาดฝันว่าต้องขนาดนี้ แค่ให้มีงานทำ แม่ไม่อด มีรถราพาแม่ไปไหนก็โอเคแล้ว วันที่มีรถราคาเป็นล้านเข่าทรุดเลย ตอนนี้ไม่ให้พ่อแม่เล่นลิเกแล้ว เขาเหนื่อยมาเยอะแล้ว 

‘รพ.พรเจริญ’ บึงกาฬ วิกฤต!! สิ้น พ.ค. มีแพทย์ประจำเหลือแค่ 1 คน เร่งประสานยืมแพทย์จาก รพ.ใกล้เคียง เพื่อให้เพียงพอในการดูแลผู้ป่วย

(15 พ.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘โรงพยาบาลพรเจริญ’ ตั้งอยู่ใน อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“ประกาศประชาสัมพันธ์จากโรงพยาบาลพรเจริญ

ตั้งแต่วันที่ 27 - 31 พฤษภาคม 2567 โรงพยาบาลพรเจริญ จะมีแพทย์ประจำเหลือ 1 คน และแพทย์ประจำต้องดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลพรเจริญจึงได้กำหนดให้มีแนวทางแก้ปัญหาการให้บริการดังนี้

1. ประสานยืมแพทย์ช่วยตรวจจากโรงพยาบาลข้างเคียง

2. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, สุขภาพจิต, ไทรอยด์) ที่มีนัดในช่วงดังกล่าวผู้ป่วยสามารถมารับบริการได้ตามปกติ โดยหากผลตรวจปกติ หรืออาการป่วยคงที่พยาบาลวิชาชีพจะสั่งยาเดิมให้ (ไม่ต้องพบแพทย์) และจะปรึกษาแพทย์ในรายที่มีผลเลือดผิดปกติ หรืออาการผิดปกติเท่านั้น 

3. ผู้ป่วยคลอดและอุบัติเหตุฉุกเฉินให้บริการ 24 ชั่วโมง

โรงพยาบาลพรเจริญจึงขอแจ้งให้ผู้รับบริการทราบ และต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้หากการบริการเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าปกติ โรงพยาบาลจะให้บริการได้ตามปกติตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2567

โทร.042 487 099 ต่อ 155 (ฝ่ายงานบริหารทั่วไป)”

อินโดฯ ยก!! ‘หลานม่า’ หนังที่งดงาม จนต้องหลั่งน้ำตา นานาชาติเตรียมต่อคิวดึงเข้าฉาย ไม่เว้นแม้แต่กัมพูชา

(15 พ.ค.67) สร้างปรากฏการณ์น้ำตาท่วมจออีกครั้ง สำหรับภาพยนตร์ ‘หลานม่า’ ค่ายจีดีเอช ผลงานกำกับโดย ‘พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์’ ที่ได้นักแสดงสุดฮอตอย่าง บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล, และยายแต๋ว อุษา เสมคำ นางเอกวัย 78 ปี ที่ทำให้ผู้ชมหลงรักในความสัมพันธ์ของหลานกับอาม่ากันทั่วประเทศไทย จนทำรายได้เป็นอันดับ 1 ของหนังจีดีเอชในกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อย และกำลังเดินหน้าไปฉายในต่างประเทศทั่วเอเชีย ประเดิมรอบพรีวิวที่แรกในประเทศอินโดนีเซีย ปรากฏว่าในรอบนี้ เหล่าผู้ชมที่เป็นอินฟูเอ็นเซอร์ชื่อดังของอินโดฯ ถึงกับหลั่งน้ำตากล่าวชื่นชมว่าเป็นภาพยนตร์ที่งดงาม เข้าถึงหัวใจผู้ชมเป็นอย่างมาก รายละเอียดของหนังเชื่อมโยงชีวิตตัวเองสะท้อนออกมาบนจอภาพยนตร์ จนทำให้กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

​นอกจากฉายที่อินโดนีเซียแล้ว หลานม่า กำลังจะเข้าฉายที่ ฟิลิปปินส์, ลาว, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม, กัมพูชา, ไต้หวัน, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง, จีน, เกาหลีใต้ และกำลังรอสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ในต่างแดน

สกพอ. บูรณาการความร่วมมือสร้างการรับรู้ ผ่านเครือข่ายครูแกนนำ EEC ร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นางธัญรัตน์ อินทร รองเลขาธิการ สกพอ. สายงานพื้นที่และชุมชน
ร่วมบรรยายสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความก้าวหน้าการพัฒนา อีอีซี แก่ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูแกนนำ EEC นำร่อง ในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัด ชลบุรี ระยอง ณ โรงเรียนบ้านบึง "อุตสาหกรรมนุเคราะห์" จังหวัดชลบุรี โดยมีนายนายจิรกร ฐาวิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยกิจกรรมดังกล่าว มุ่งเน้นให้ผู้อำนวยการและครูแกนนำของโรงเรียนทั้ง 51 โรงเรียนในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง เป็นกลไกสำคัญและเป็นตัวแทนของ อีอีซี ในการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้กับครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เกี่ยวกับภารกิจและความก้าวหน้าของการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัด อีอีซี รวมถึงประโยชน์ที่เกิดจากการพัฒนา ทั้งด้านแศรษฐกิจและสังคม และส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมพัฒนาบุคคลากรทางการศึกษาและนักเรียน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ สร้างความพร้อมและสร้างแรงบัลดาลใจให้กับเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ยังสามารถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวสู่เส้นทางอาชีพต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้สามารถวางแผนกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสมรรถนะและตำแหน่งงานที่จะเกิดขึ้นใน อีอีซี และสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ระดมความคิดเห็นเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ และแนวทาง จากกลุ่มผู้บริหารโรงเรียน และกลุ่มครูแกนนำ EEC ให้เป็นอีกหนึ่งแกนนำในการสร้างการรับรู้และประโยชน์จากการพัฒนา อีอีซี สู่กลุ่มนักเรียน เยาวชน และชุมชน รวมถึงระดมความคิดเห็นแนวทางในการบูรณาการเพื่อจัดทำแผนการพัฒนาครู และนักเรียน รวมถึงชุมชน อีกด้วย
ถือเป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ ระหว่าง สกพอ. สถานศึกษา ครู และเยาวชน อย่างมีเอกภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงประโยนชน์จากการลงทุนสู่สถานศึกษาและชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ สกพอ. ยังร่วมมือกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD
ในการเสริมทักษะครูแกนนำ EEC สร้างแรงบันดาลใจ ติดอาวุธ เสริมทักษะและเทคนิคการถ่ายทอด
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนา อีอีซี ตามแนวคิดเศรษฐกิจฐานความรู้ เช่น Knowledge Mapping
การถ่ายทอดความรู้จากสิ่งรอบตัว การเชื่อมโยงความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษา บุคลากร และนักเรียน สามารถปรับตัวให้สอดรับการพัฒนาเมือง และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top