Wednesday, 29 July 2026
NEWS FEED

หวั่นๆ ‘ระบบราชการ’ รองหัวหน้าประชาธิปัตย์ เตือน ‘ก.ศึกษาฯ’ ระวังนโยบายใหม่ ติดหล่มระบบราชการ...จนอดปัง!!

‘รอง ปชป.’ เตือน ‘ก.ศึกษาธิการ’ ระวัง ‘ระบบราชการ’ ทำนโยบายเหลว หลังฝันดัน ‘โรงเรียนขนาดเล็กเลี้ยงตัวเอง - ยกระดับโรงเรียนมัธยมสี่มุมเมือง - สร้างโรงเรียนคุณภาพของชุมชน’ เพื่อดึงดูดเด็กรอบๆ เข้ามาเรียน

 

ศ.ดร.กนก วงศ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความห่วงใยในกรณีที่ “นายณัฐพล ทีปสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศนโยบายหลักสำหรับการบริหารจัดการด้านการศึกษาในปี 2564 ว่า ต้องลงรายละเอียดในเรื่องของการนำนโยบายไปปฏิบัติของระบบราชการในหน่วยงานของทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้รอบคอบ เพราะที่ผ่านมา ระบบราชการของ ศธ. มิได้ดำเนินการทางนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพมากพอ และขาดความรับผิดชอบอันเหมาะสมต่อปัญหาทางด้านการยกระดับคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียน

 

“ข้าราชการใน ศธ. นั้น สามารถที่จะหยิบยกข้อมูลอันแท้จริงของบางส่วนเกี่ยวกับปัญหาการศึกษา ซึ่งพวกเขาประเมินแล้วว่า รัฐมนตรีต้องมีความสนใจ และให้ความสำคัญ มานำเสนอเพื่อออกแบบนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน และแน่นอนว่า รัฐมนตรีย่อมพอใจและเห็นชอบกับนโยบายนั้น ทั้งๆ ที่ถ้าลองวิเคราะห์นโยบายดังกล่าวโดยละเอียดแล้ว ก็จะทราบว่ามันไม่ได้ครอบคลุมกับปัญหาทั้งหมด เป็นแค่การลูบหน้าปะจมูก แตะเพื่อให้มีผลงานเท่านั้น แล้วเก็บต้นตอสำคัญของปัญหาเอาไว้ใต้พรม”

 

“ส่วนในเรื่องของการปฏิบัติตามนโยบาย คาดว่าโรงเรียนเพียง 20% เท่านั้นที่จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายใหม่นี้ ส่วนโรงเรียนที่เหลือจะถูกปล่อยให้เผชิญกับวิกฤตด้านการศึกษาต่อไป ด้วยเหตุผลที่ว่า อุปสรรคทั้งหนักและเหนื่อยเกินกว่าความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท้ายที่สุด โรงเรียน 20% ที่ได้รับการยกระดับไป ก็จะถูกประชาสัมพันธ์จนกลายเป็นผลงานเด่นทางนโยบายที่ประสบความสำเร็จของกระทรวง และโรงเรียน 80% ในความดูแลของ ศธ. ที่เหลือก็จะค่อยๆ ล้มหายตายจากไปตามความสามารถของผู้บริหารโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ และก็คงจะไม่มีใครพูดถึงเช่นเคย”

 

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีท่านนี้ ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายใหม่ของ รมว.ศธ. ก็คือ “การปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไป แล้วเอาไปใช้กับการพัฒนาโรงเรียนในการดูแลให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น” นั่นเพราะข้าราชการระดับสูงของกระทรวงจะเป็นคนปรับลดงบประมาณ และนำงบประมาณที่ปรับลดนั้นไปเพิ่มให้กับโครงการตามนโยบายด้วยตนเอง

 

“ดังนั้น ระดับรัฐมนตรี โดยเฉพาะถ้ารัฐมนตรีไม่ได้ทำงานลงรายละเอียด จะไม่ง่ายในการเข้าไปควบคุมเรื่องนี้ ส่งผลให้งบประมาณส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ทางกายภาพ และอุปกรณ์การศึกษา มากกว่าพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของครู และการยกระดับแนวทางการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เน้นในเรื่องของการใช้เงินซื้อ เพื่อให้ครบรายการตามที่กำหนดมาเท่านั้น”

 

อนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายณัฐพล ทีปสุวรรณ ได้กำหนดแผนบูรณาการการพัฒนาโรงเรียน โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ หนึ่ง การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง (Stand alone) สอง การยกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาสี่มุมเมือง และสาม สร้างโรงเรียนคุณภาพของชุมชน เพื่อดึงดูดนักเรียนโรงเรียนโดยรอบให้เข้ามาเรียน ซึ่งแผนดังกล่าวนี้จะทำด้วยกระบวนการ ดังนี้ 1. ตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไป และนำงบประมาณทั้งหมดนั้นไปจัดสรรเพื่อพัฒนาโรงเรียนทั้งหมดในการดูแล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2. ปรับสถานศึกษา หลักสูตร ผู้บริหาร นักเรียน และระบบการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานหลักของกระทรวงให้มีคุณภาพมากขึ้น 3. ลงทุนพัฒนาครูผู้สอนทั้งด้านวิชาชีพและทักษะการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน 4. ปรับระบบและเกณฑ์ให้มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และ 5. คุ้มครองและปกป้องเยาวชนไม่ให้ถูกซ้ำเติมจากการคุกคามในรูปแบบต่างๆ

‘ลุงตู่’ ซาบซึ้ง ‘พระมหากรุณาธิคุณในหลวง’ พระราชทานรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษเคลื่อนที่ต้นแบบ พร้อมชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันชายแดน

‘ลุงตู่’ ซาบซึ้ง!! หลัง ‘ในหลวง’ พระราชทาน ‘รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ’ และ ‘รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย’ รวม 20 คัน เพื่อตรวจเชื้อโควิด-19 และวิเคราะห์ผลได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทำการตรวจเชิงรุกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลและประชาชนไทย ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงห่วงใยประชาชนไทย และพระราชทาน รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษพระราชทาน และรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทาน รวมทั้งสิ้น 20 คัน เพื่อตรวจเชื้อโควิด-19 และวิเคราะห์ผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น จะส่งผลให้ทำการตรวจเชิงรุกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายอนุชา กล่าวว่า นายกฯ ชื่นชมการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.)มีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าศูนย์ฯ ที่สนธิกำลังกวดขันและบูรณาการการทำงานของกองกำลังป้องกันชายแดนอย่างเข้มข้น ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองเพื่อสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมือง เพิ่มความถี่การตั้งจุดตรวจ และลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนทุกด้าน เพิ่มการวางเครื่องกีดขวางตามช่องทาง ท่าข้าม ที่ล่อแหลมและสำคัญในภูมิประเทศ และเครื่องมือพิเศษทุกระบบในการเฝ้าตรวจพื้นที่ เช่น ซีซีทีวี และการใช้โดรน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการข้ามแดนผิดกฎหมาย ทั้งการลักลอบข้ามแดนของแรงงานผิดกฎหมาย การมั่วสุมผิดกฎหมายเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การลักลอบขนย้ายสินค้าผิดกฎหมาย และยาเสพติด ทั้งนี้นายกฯเน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเพื่อรับผิดชอบต่อตนเอง และรับผิดชอบต่อผู้อื่นในสังคม

จัดอันดับความโปร่งใส ‘ไทย’ ร่วง!! ‘อนุชา’ เผย ไทยรั้งอันดับความโปร่งใสที่ 104 จาก 180 ประเทศ ดิ่งลง 3 อันดับ เชื่อเหตุ ‘บ่อนพนัน’ ฉุดเรตติ้ง!! ด้านลุงตู่รู้ สั่งเข้มห้ามเกิดเหตุซ้ำซากอีก

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ประกาศให้ประเทศไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ประจำปี 2020 อยู่ในอันดับ 104 ของโลกจาก 180 ประเทศ ว่า

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อันดับของไทยถูกปรับขึ้นลงตามปัจจัยที่ผันแปรในแต่ละปี เช่น แหล่งข้อมูลที่สำรวจ หรือจำนวนประเทศ เป็นต้น ปีนี้เราขยับลงไป 3 อันดับ แต่ไทยยังคงรักษาคะแนนรวมไว้ได้ตลอด 3 ปี ตั้งแต่ปี 2018-2020 ที่ 36 คะแนน และอันดับของไทยในกลุ่มเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 19 จาก 31 ประเทศ และเป็นอันดับ5ในอาเซียนดีขึ้นจากเดิมที่อยู่ในอันดับ 6 ซึ่งคะแนนจากแหล่งข้อมูล 9 แหล่ง พบว่าไทยมีคะแนนไม่เปลี่ยนแปลงทั้งหมด 8 แหล่ง มีเพียงข้อมูลจากการสำรวจของ IMD เท่านั้น ที่คะแนนลดลงจาก 45 เหลือ 41

โดยก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการติดตามแก้ไขปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบ่อนการพนันและแรงงานลักลอบเข้าเมือง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหลักของคะแนนที่ลดลงจากแหล่งข้อมูลนี้ โดยนายกฯ ได้กำชับให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอย่างเด็ดขาด ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อภาคธุรกิจและประชาชน เช่น พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฯ

นายอนุชา กล่าวว่า นายกฯ รับทราบผลคะแนนดัชนีดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียด และทบทวนการปฏิบัติงานใหม่ สิ่งใดที่เป็นข้อแนะนำ เช่น การสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานตรวจสอบ การสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการเปิดเผยและความโปร่งใสในการได้รับสัญญา จะต้องได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำๆ อีกต่อไป

เศรษฐกิจไม่ ‘พัง’ เท่าปีก่อน แต่ยังลุ้นเหนื่อย!! ธปท. เชื่อ โควิด–19 ระลอกใหม่ ทำเศรษฐกิจเจ็บไม่เท่ารอบแรก เชื่อ ศก.ไทย กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง ค้าปลีก ยังเหนื่อยหนัก

ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยผลกระทบโควิด–19 ระลอกใหม่ต่อภาคเศรษฐกิจ ไม่รุนแรงเท่ารอบแรก แต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง ค้าปลีก ยังได้รับผลกระทบหนักสุด พร้อมยันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัว ชูการส่งออกเป็นพระเอกขับเคลื่อนในปีนี้ หลังเศรษฐกิจคู่ค้าดีขึ้น และนโยบายการค้าสหรัฐฯเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

น.ส.พรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ประเมินผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.63 โดยพบว่า แม้มีการระบาดที่รวดเร็วและรุนแรงกว่าครั้งก่อน แต่ผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่รุนแรงเท่ารอบแรก เพราะภาครัฐออกมาตรการควบคุมดูแลที่เข้มงวดน้อยกว่า แต่มีกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักคือ โรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง ผู้โดยสาร และค้าปลีก ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม และอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง และเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดือน ธ.ค.63 และไตรมาสที่ 4/63 ฟื้นตัว

ข่าวแนะนำ

“ช่วงปลายเดือน ธ.ค.63 และเดือน ม.ค.64 เราเห็นผลกระทบที่เกิดกับเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น จากการระบาดในระลอกที่ 2 แต่ในระยะต่อไป ปัจจัยที่จะต้องติดตามคือ พัฒนาการของโควิด-19 ทั้งในด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมทั้งการผ่อนคลายความเข้มงวด ซึ่งล่าสุดมีแนวโน้มว่า รัฐบาลอาจผ่อนคลายความเข้มงวดในการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจเร็วกว่าที่ ธปท.คาดไว้ จากเดิม ที่มองว่า มาตรการคุมเข้มจะลากยาว 2-3 เดือน นอกจากนั้น เดือน ธ.ค. การส่งออกยังขยายตัวดีเกินคาดที่ 4.6% แสดงให้เห็นการฟื้นตัวของความต้องการซื้อของประเทศคู่ค้าและวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก ทำให้ ธปท.มองว่า เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและการค้าโลก จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ”

ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่จะต้องติดตามคือ ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน โดยจำนวนผู้ว่างงาน และผู้ขอรับสิทธิว่างงานลดลง ในเดือน พ.ย.63 ส่วนในเดือน ธ.ค.63 ผู้เสมือนว่างงาน หรือทำงานไม่ถึง 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 200,000 คน มาอยู่ที่ 2.4 ล้านคน นอกจากนั้นยังต้องพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และบรรเทาความเดือดร้อนของ ประชาชนจากภาครัฐว่าจะมีผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างไร ส่วนการท่องเที่ยวคาดว่าปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยอาจไม่มากนักจากเดิมที่ ธปท.คาดการณ์ตั้งแต่ก่อนที่โควิด-19 ระลอกใหม่จะรุนแรงว่า จะมีเข้ามา 5.5 ล้านคน จึงต้องเพิ่มรายได้จากจำนวนวันที่เข้ามานานขึ้นทดแทน

น.ส.พรเพ็ญ กล่าวต่อถึงเศรษฐกิจไทยในปี 63 ว่า ธปท.ยังคาดว่าจะขยายตัวตามประมาณการเดิมที่ติดลบ 6.6% โดยเดือน ธ.ค.เศรษฐกิจไทย ยังทยอยฟื้นตัวได้แต่ยังไม่ทั่วถึง และเห็นผลกระทบจากโควิดระลอกใหม่ชัดเจนขึ้น ดัชนีบริโภค ภาคเอกชนเริ่มได้รับผลกระทบ ส่งผลให้การใช้จ่าย หมวดบริการลดลง แต่การใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนยังเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.62 แต่ลดลง 2.9% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.63 ส่วนดัชนี การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว 2.4% จากเดือน ธ.ค.62 แต่หมวดยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนและแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ยังขยายตัวสอดคล้องกับความต้องการสินค้ากลุ่มนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.63 ดัชนีเพิ่ม 1.5%

ด้านดัชนีการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงขึ้น 4.5% จากเดือน ธ.ค.63 ยกเว้นหมวดก่อสร้างยังหดตัว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศหดตัวสูงต่อเนื่อง จากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศของไทย ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล 16,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนดุลการค้าเกินดุล 39,800 ล้านเหรียญฯ แต่ดุลบริการซึ่งสะท้อนรายได้จากการท่องเที่ยวติดลบ 23,000 ล้านเหรียญฯ

“ธปท. มองว่าการส่งออกจะยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องตามเศรษฐกิจคู่ค้า รวมทั้งนโยบายการค้าที่ชัดเจนขึ้นของสหรัฐฯ จะช่วยสนับสนุนการค้าโลกในระยะต่อไป ดังนั้น แนวทางและนโยบายในด้านการค้าที่ควรทำในระยะนี้คือ เร่งยกระดับมาตรฐานการผลิตและคุณภาพสินค้า เพื่อให้ตอบสนองความต้องการสินค้าได้ทันท่วงที สร้างสมดุลทางการค้ากับทั้งสหรัฐฯ และจีน เพื่อรักษาห่วงโซ่การผลิตและการตลาด รวมทั้งรักษาสิทธิในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรักษาผลประโยชน์ระยะยาว”


ที่มา:

https://www.thairath.co.th/news/business/market-business/2022681

ไม่ทิ้ง ‘คนแก่-คนพิการ’ แน่นอน!! ‘ก.พัฒนาสังคมฯ’ เร่งจัดคนลงช่วย ‘คนแก่-พิการ’ ลงทะเบียนร่วม ‘เราชนะ’ พร้อมเตรียมสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยไว้ช่วยเหลือด้านสภาพคล่องในช่วงโควิด-19

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงโครงการเราชนะ ว่า ขณะนี้ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายอาสาสมัครร่วมลงพื้นที่ปูพรมระดับหมู่บ้านทำการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกให้กลุ่มเปราะบาง ทั้ง ผู้สูงอายุและผู้พิการ สามารถเข้าถึงสิทธิโครงการเราชนะได้

ทั้งนี้ กระทรวงพม. ยังได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือรองรับกรณีไม่ได้รับสิทธิไว้ด้วย และเริ่มโครงการ “พม. รถปันสุข สู่ชุมชน” ซึ่งเป็นรถที่จะกระจายของใช้ที่จำเป็นสู่ชุมชนที่เดือดร้อนอย่างมากจากโควิด19 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 28 จังหวัดที่ ศบค. ได้กำหนดไว้ก่อนหน้า พร้อมไปกับรถปันสุข เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ทำการประเมินสภาพครอบครัวกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้คำแนะนำช่องทางการหารายได้และการช่วยเหลือด้านสวัสดิการตามภารกิจ ของกระทรวงฯ อาทิ เงินสงเคราะห์ เงินทุนประกอบอาชีพ

สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการที่ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพเนื่องจากผลกระทบจากโควิด19 ทางกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ได้เตรียมสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยไว้เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง ผ่านกองทุนผู้สูงอายุและกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ โดยผู้สูงอายุสามารถขอกู้เพื่อประกอบอาชีพ รายละไม่เกิน 30,000 บาท 3 ปีแรกไม่คิดดอกเบี้ย ต้องมีผู้คำ้ประกัน ส่วนผู้พิการขอกู้ฉุกเฉินเพื่อประกอบอาชีพ รายละไม่เกิน 10,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ยังมีการปล่อยสินเชื่อเงื่อนไขอื่นๆ ด้วย

‘ลาภมิควรได้’ ใช้หมดก็จบกันไป ‘ศรีสุวรรณ’ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน จี้รัฐ!! ทบทวนกรณีเอาผิดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ย้ำชัด!! “เมื่อบุคคลได้รับ >>ลาภมิควรได้<< ไว้โดยสุจริต ต้องคืนส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะถูกเรียกคืนเท่านั้น”

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่กรมบัญชีกลาง ได้มีการตรวจสอบพบว่า มีคนชรารับเงินเบี้ยยังชีพคนชราและเงินบำนาญไปพร้อมๆ กัน ซึ่งซ้ำซ้อนกันเป็นจำนวนกว่า 15,000 คนทั่วประเทศ ไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2552 จึงมีหนังสือแจ้งไปยังกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อแจ้งให้ท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศตรวจสอบรายชื่อผู้สูงอายุในเขตอำนาจของตน เพื่อทวงคืนเงินทั้งหมดส่งกลับกรมบัญชีกลาง เพราะตามหลักกฎหมายถือว่า “เป็นลาภมิควรได้” จนกลายเป็นประเด็นปัญหาต่อผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากอยู่ในขณะนี้นั้น
.
แต่การมาเรียกเงินคืนจากผู้สูงอายุในขณะนี้ ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เนื่องจากตามหลักกฎหมายว่าด้วย “เป็นลาภมิควรได้” ตาม ป.พ.พ.มาตรา 412 นั้นท่านว่า “เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริตจึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน” เท่านั้น และใน มาตรา 419 ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ในเรื่องลาภมิควรได้นั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น”

กรณีการจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุดังกล่าว เป็นการดำเนินการของรัฐบาลผู้เสียหาย คือ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มมีระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2552 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.2552 แล้ว รวมระยะเวลาก็กว่า 11 ปีไปแล้ว และกระทรวงการคลังเริ่มมีการตรวจพบปัญหาความซ้ำซ้อนดังกล่าวมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2562 และต่อมากรมบัญชีกลางก็ได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้แจ้งจังหวัด อำเภอและท้องถิ่นต่าง ๆ ในการทวงถามการขอเงินคืนไปยังผู้สูงอายุต่างๆ ที่รับเงินซ้ำซ้อนดังกล่าว ซึ่งอาจเกินระยะเวลา 10 ปีตามที่กฎหมายกำหนดไปแล้ว

นอกจากนั้นยังมีหลักฐานอีกว่านางนิโลบล แวววับศรี รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ก็ได้แถลงเองว่าเหตุผลที่เพิ่งมีการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว ทั้งที่การจ่ายเงินคนชราเริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 นั้นก็เพราะการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกรมบัญชีกลางในเรื่องดังกล่าว เพิ่งจะมีการเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์เมื่อปี 2563 ดังนั้น ข้อมูลที่พบว่ามีการรับเงิน 2 ทาง คือ ทั้งเบี้ยยังชีพคนชราและเงินบำนาญจึงเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า กรมบัญชีกลาง และกระทรวงการคลัง เริ่มรับรู้ถึงความเสียหายเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี หรือเกินระยะเวลา 10 ปีไปแล้ว จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องเรียกเงินคืน เพราะ “ขาดอายุความ” ไปแล้วนั้นเอง

อีกทั้ง มีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 10850/2559 ระบุไว้ชัดเจนว่า “จำเลยได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญไว้โดยสุจริตและนำไปใช้จ่ายหมดแล้วก่อนที่โจทก์จะเรียกคืน จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 412” ดังนั้นการที่กรมบัญชีกลางเรียกคืนเงินดังกล่าว จึงใช้อำนาจกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้นเอง

'พี่วัน’ ลั่น!! ไม่เอาเผด็จการ แต่เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ชัดเจน!! ย้ำชัดลบคลิปไลฟ์สั่งสอน 'แอมมี่' หลังล้อเลียนเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ‘ไม่ใช่เพราะกลัว’ แต่ห่วงบานปลาย เหตุแฟนคลับ 2 ฝ่าย แรงถึงขั้นนัดไฝว้!!

กลายเป็นภาคต่อที่มันส์หยด หลังจาก นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นว่า ‘วิธีเรียกร้องประชาธิปไตยของพวกคุณคือการแต่งตัวล้อเลียนเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินกันเหรอครับ #ติดคุกอย่ามาร้องก็แล้วกัน’ โดยสะท้อนไปถึงกรณีนายไชยอมร แก้ววิมลพันธุ์ หรือ ‘แอมมี่ บอททอมบลูส์’ แนวร่วมม็อบราษฏร ที่โพสต์ภาพตนเองแต่งกายด้วยชุดสูท นั่งข้างรถกระบะ ใส่ชุดสูท สวมแว่นตา สะพายกล้อง มือถือสมุดอยู่ข้างรถกระบะ จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางโซเซียลทำให้คนไทยรับไม่ได้เพราะเห็นว่ามีเจตนาล้อเลียนนั้น

ทว่าหลังจาก ‘พี่วัน-ใจถึงพึ่งได้’ โพสต์แสดงความคิดเห็นดังกล่าวออกไป ก็ปรากฏว่า มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะมีฝ่ายแนวร่วมม็อบเข้าไปโพสต์ด่าทอนายวันอย่างดุเดือด ขณะที่แฟนคลับ ‘ใจถึงพึ่งได้’ ของนายวัน ก็ได้พร้อมใจกันออกมาปกป้องเช่นกัน

เรียกว่าเหตุการณ์ร้อนระอุไปทั้งโซเซียล ทำให้นายวัน ตัดสินใจลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งในเวลาต่อมา แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง ทำให้เจ้าตัวต้องออกมาโพสต์ว่า “วันนี้ทัวร์ลงทั้งวันเลย 5555 ปล. เห็นต่างแต่อย่าแตกแยกนะครับ”

ล่าสุดนายวัน ไลฟ์สดชี้แจงประเด็นที่เกิดขึ้นว่า หลังจากที่ตนโพสต์ประเด็นดังกล่าวออกไป ก็มีคนเข้ามาคอมเม้นต์ด่าตนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ "คนต่างแดน" เอาทัวร์มาลงในเพจตน ด่าสาดเสียเทเสีย อยากถามว่านี่คือประชาธิปไตยหรือ การเรียกร้องประชาธิอปไตย แต่ไปล้อเลียนเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมันใช่หรือไม่ ที่ตนเตือนเพราะกลัวว่าบางคนอาจจะต้องติดคุกติดตาราง

“คนต่างแดนเอาทัวร์มาลงด่า มาถล่มผมยิ่งกว่าพายุบุแคมถล่มอ่าวไทยแหลมตะลุมพุกอีก แต่แฟนคลับเขารักผม เขาก็เข้ามาเถียงแทน จนมีการด่าทอท้าทายกันไปมา กลายเป็นแฟนคลับฝ่ายผมทะเลาะกับฝ่ายคนของคุณ มีการท้าตีท้าต่อย นัดจะทำร้ายร่างกายกัน ผมก็บอกว่าอย่าทำ ไม่อยากให้บ้านเมืองบอบช้ำไปมากกว่านี้ จึงตัดสินใจลบโพสต์เพื่อไม่ให้คนทะเลาะกัน ก็เท่านี้เอง ผมไม่ได้ลบโพสต์เพราะกลัวอะไร” นายวัน กล่าว

นายวัน ยังกล่าวว่า สิ่งที่ตนอยากจะบอกก็คือ พวกคุณเห็นต่างจากคนอื่น เห็นต่างจากรัฐบาล แล้วคุณก็เรียกร้องให้คนอื่นยอมรับความเห็นต่างของพวกคุณ ส่วนตนก็เห็นต่างจากความคิดของพวกคุณก็เป็นสิทธิของตน แต่พอตนเห็นต่างจากความคิดเห็นของพวกคุณ ก็มาด่า เรียกทัวร์มาลง ด่าเสียหายต่างๆ นาๆ มีทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ซึ่งให้ทนายความเก็บหลักฐานไว้หมดแล้ว ถ้าจะฟ้องก็ต้องติดคุกหลายคน เดือดร้อนแน่นอน แต่ตนไม่อยากจะทำ แต่การที่ตนไม่เห็นด้วยกับพวกคุณแล้วมาด่าแบบนี้ เขาเรียกประชาธิปไตยหรือ
 
“ฟังชัดๆจากปาก ผมชื่อวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ ไม่ชอบรัฐบาลประยุทธ์ อยากแก้ไขรัฐธรรม อยากเลือกตั้งใหม่ และอยากลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ผมเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ใครไม่รักสถาบันก็เป็นเรื่องของคุณ แต่ผมรักสถาบันก็เป็นสิทธิของผม การที่คุณเข้ามาด่าผมถือว่าไม่ถูกต้อง ผมลบโพสต์เพราะไม่อยากให้ทะเลาะกัน กูยอมถอยถึงขนาดนี้แล้ว พวกมึงยังจะเอาอะไรกับกูอีกว่ะ” นายวัน กล่าว

และขอย้ำว่าการที่ตนยอมถอยขนาดนี้แล้ว ยังจะตามมารังควานในโพสต์อื่นๆ อีก แบบนี้ไม่ยุติธรรม ขอเตือนว่า เบาได้ก็เบา อย่าไปหลอกเด็กให้ออกมาอยู่แนวหน้า จนเด็กต้องติดคุกติดตะรางจนเสียอนาคต บางคนบอกว่า เราเลือกไม่ได้เพราะเด็กมีความรู้มีความคิดของตัวเอง ตนไม่รู้หรอกว่า เด็กถูกหลอกหรือถูกล้างสมอง ขอเตือนไว้ด้วยความหวังดี ส่วนใครจะเลิกเป็นแฟนคลับก็ตามสะดวก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายนายวัน ได้พูดถึงนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้ลี้ภัยในญี่ปุ่น ได้เข้ามาดูการไลฟ์สดด้วยว่า หลังจากนายปวินเอาทัวร์มาลง ตนจึงได้โทร.ไปหานายปวิน แต่นายปวินไม่ยอมรับสาย ตนอยากรู้ว่าไปทำอะไรให้เจ็บช้ำน้ำใจ ถึงได้พาพวกมาด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายรุนแรงขนาดนี้

“ผมแค่อยากคุยกับคุณปวินว่า มีปัญหาอะไรกับผม คุณเห็นต่างจากคนอื่นก็เรื่องของคุณ ผมเห็นต่างจากเรื่องของคุณ ก็เรื่องของผมแล้วไม่ต้องกลัวจะไม่มีการเหยียดเพศเพราะเพื่อนข้ามเพศของผมเยอะแยะ ที่ผมโทร.ไป ก็เพื่ออยากรู้เท่านั้นเองว่ามาด่ากันทำไม” นายวัน กล่าว



แหล่งที่มา:
https://siamrath.co.th/n/215966

รพ.ศิริราชวอนบริจาคด่วน หลังเลือดขาดแคลนหนัก เหตุโควิด-19 กระทบแรง ห่วง 1 ก.พ.นี้ เปิดให้บริการรักษาเต็มรูปแบบ อาจไม่สามารถให้บริการผู้ป่วยได้

เผยเลือดสำรองจะใช้ได้ไม่เกิน 4-5 วัน ซ้ำเลือดหมู่ A และ O ยังมีน้อยกว่าเลือดสำรองหมู่อื่น สามารถติดต่อบริจาค ศูนย์รับบริจาคเลือดศิริราช อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ชั้น 3 รพ. ศิริราช ทุกวัน เวลา 08.30 - 16.00 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-414-0100 , 0 2-414-0102

รศ.พญ. ปาริชาติ เพิ่มพิกุล หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อการบริการรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะการบริจาคเลือดได้เพียงวันละ 60-100 ถุง ขณะที่ความต้องการใช้เลือดของผู้ป่วยวันละประมาณ 120-180 ถุง บางวันสูงถึง 200 ถุง คาดว่าเลือดสำรองจะใช้ได้ไม่เกิน 4-5 วัน ซ้ำเลือดหมู่ A และ O ยังมีน้อยกว่าเลือดสำรองหมู่อื่น และยิ่งหนักใจวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นี้ โรงพยาบาลศิริราชจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ยิ่งลำบากแน่นอน อาจทำให้ไม่สามารถให้บริการผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง

จึงขอเชิญชวนผู้ใจบุญทุกท่านร่วมบริจาคเลือดช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่รอการผ่าตัด รวมถึงผู้ป่วยโรคเลือดที่จำเป็นต้องใช้เลือด หากท่านมีสุขภาพดี และไม่มีความเสี่ยง มาร่วมช่วยชีวิตคนไทยด้วยกัน ซึ่งศูนย์รับบริจาคเลือดศิริราชมีระบบคัดกรองอย่างปลอดภัยและได้มาตรฐาน โดยวัดอุณหภูมิทั้งเจ้าหน้าที่และผู้บริจาค รวมทั้งทำความสะอาดอุปกรณ์และสถานที่อย่างสม่ำเสมอ

สำหรับท่านที่ต้องการบริจาคเลือด ขอให้เตรียมร่างกายให้พร้อม โดยพักผ่อนเพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง น้ำหนัก 48 กิโลกรัมขึ้นไป และต้องไม่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคลมชัก โรคหัวใจหรือเคยเจ็บแน่นหน้าอก เป็นต้น

ทั้งนี้ สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ตามปกติ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง งดสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่เข้าข่ายผู้มีความเสี่ยงติด COVID-19 สามารถติดต่อบริจาคเลือดได้ที่ ศูนย์รับบริจาคเลือดศิริราช อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ชั้น 3 รพ. ศิริราช ทุกวัน เวลา 08.30 - 16.00 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-414-0100 , 02-414-0102



ที่มา: https://www.naewna.com/local/549119

โดนเด็กย้อน!! ‘ธนกร’ แซะ ‘เฉลิม’ หลังอัดรัฐ ‘ตั้งผู้เฒ่าแก้ปัญหาบ่อน ชาติหน้าก็แก้ไม่ได้’ ขุด!! สมัยเพื่อไทยบ่อนเต็มบ้าน ไม่เห็นย้ายใครได้

ธนกร’ ย้อนแรง ‘เฉลิม อยู่บำรุง’ สมัยรัฐเพื่อไทย ‘บ่อนเต็มเมือง’ ไม่เห็นย้ายใครได้ โว ‘บิ๊กตู่’ ย้ายจริงคนทำผิด ชี้ คนเกษียนยังทำงานได้ หากทุกฝ่ายช่วยกัน

นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย โจมตีรัฐบาลว่าตั้งคนเกษียณแก้ปัญหาบ่อน ชาติหน้าก็แก้ไม่ได้ ว่า…


“สมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลมีบ่อนเต็มไปหมดใช่หรือไม่ แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว. กลาโหม แก้ปัญหาบ่อนอย่างเป็นระบบ ลงโทษเด็ดขาด ย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้บัญชาการ และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนแนวคิดเปิดบ่อนพนันถูกต้องตามกฎหมายก็มีคณะกรรมการศึกษาข้อดีข้อเสียอยู่ เพราะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชน”


นายธนกร กล่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม เสมือนคนเกษียณแล้วแต่ยังมีไฟอยู่ ดังนั้นอย่าดูถูกคนเกษียณ เพราะแต่ละคนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นที่ยอมรับของสังคม เชื่อว่าชาตินี้แก้ได้อย่างแน่นอน ไม่ต้องรอชาติหน้า หากทุกฝ่ายช่วยกัน ส่วนที่บอกว่าคนมีอำนาจใหญ่โตหากินกับบ่อนการพนัน ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ตนมั่นใจในตัวพล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะจัดการเด็ดขาดโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประชาชนเผชิญสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งต้องคุมเข้ม และหวังว่า ร.ต.อ.เฉลิม คงไม่ใช้มุขเดิมมาตำหนิตนว่าเป็นมวยไม่มีราคา ม้าไม่มีชั้นอีก

ทำความรู้จัก ‘รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ’ รถพระราชทานเคลื่อนที่ตรวจวิเคราะห์ผล COVID-19 แบบรวดเร็ว แม่นยำ ปลอดภัย รู้ผลการตรวจภายใน 2 ชั่วโมง สามารถทำงานแบบ One Stop Service ผลงานจากคณะวิศวะ จุฬาฯ เพื่อสนองพระราชดำริ นำร่องตรวจที่ NBT และสมุทรสาคร

จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ระลอกสองที่พบผู้ติดเชื้อและประชาชนในกลุ่มเสี่ยง ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย การตรวจวิเคราะห์โรค COVID-19 ด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และมีความปลอดภัยต่อบุคลากรทางการแพทย์สูงสุด เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม มีเทคโนโลยีที่เข้าช่วยเหลือประชาชนในการตรวจวิเคราะห์โลก โดยเพจเฟซบุ๊กจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ว่า…

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงให้ความสำคัญในการวิเคราะห์ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยการสร้าง ‘รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ’ (Express Analysis Mobile Unit) เพื่อเป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ ออกตรวจวิเคราะห์ผล COVID-19 นอกโรงพยาบาลหรือหน่วยงาน ช่วยลดปัญหาการขนส่งตัวอย่างและระยะเวลา ในการรอผลวิเคราะห์จากการขนส่งตัวอย่างกลับมาวิเคราะห์ที่หน่วยงาน โดยได้พระราชทาน ‘รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษต้นแบบ’ ออกใช้งานคู่กับรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย ในการค้นหาเชิงรุกแบบเบ็ดเสร็จในสถานที่จริงที่สถานีโทรทัศน์ NBT เป็นงานแรก และล่าสุดถูกนำไปใช้ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครซึ่งเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19

‘รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ’ เป็นรถต้นแบบที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ บริษัท เอนจินไลฟ์ จำกัด ซึ่งก่อตั้งโดยทีมสตาร์ทอัพที่บ่มเพาะจากศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) และเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐและเอกชน มีพื้นที่ใช้สอย 16.8 ตารางเมตร ประกอบด้วย 3 ห้องหลัก ได้แก่ ห้องสกัดสารพันธุกรรม ห้องเตรียมน้ำยาวิเคราะห์ และห้องวิเคราะห์ผลด้วยเทคนิคการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมดีเอ็นเอด้วยปฏิกิริยาโพลีเมอเรส (PCR)

นอกจากนี้ยังมีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และห้องบัฟเฟอร์เพื่อควบคุม และป้องกันการรั่วไหลของเชื้อโรค พร้อมเครื่องมือที่ติดตั้งภายในรถ ได้แก่ ตู้ปลอดเชื้อ ตู้ปฏิบัติงานพีซีอาร์ (PCR cabinet) เครื่องสกัดสารพันธุกรรมอัตโนมัติ เครื่องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมดีเอ็นเอด้วยปฏิกิริยา โพลีเมอเรส (real-time PCR), ตู้แช่แข็ง -20 องศาเซลเซียส ตู้ทำความเย็น 4 องศาเซลเซียส ช่องส่งตัวอย่าง เครื่องเขย่าผสมสาร เครื่องปั่นเหวี่ยงตกตะกอน ไมโครปิเปต (Micropipette) ระบบยูวีฆ่าเชื้อ ระบบสื่อสารสองทาง ระบบกล้องวงจรปิด และเครื่องล้างมือแอลกอฮอล์อัตโนมัติ ทั้งนี้สามารถนำไปใช้วิเคราะห์เชื้ออื่นๆ ที่วิเคราะห์ด้วยเทคนิค PCR และใช้ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที การจัดสร้างรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษต้นแบบนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ใช้งบ 7.5 ล้านบาทต่อคัน

ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ น้อมรับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการผลิตรถคันนี้ สามารถทำงานแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว (One Stop Service) โดยนำความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ให้ได้มาตรฐานในระดับเดียวกับห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมควบคุมโรค เพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยสามารถรู้ผลการตรวจภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง ช่วยลดความกังวลแก่ผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า การสร้างนวัตกรรมไม่ได้เริ่มได้ในวันเดียว คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้พัฒนานวัตกรรมมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เมื่อเกิดสถานการณ์ COVID-19 สามารถปรับเปลี่ยนนวัตกรรม เช่น หุ่นยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ได้ ทั้งนี้ไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ยังคงพัฒนาหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้เกิดระบบ Telemedicine ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ด้าน ผศ.ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้พัฒนารถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ กล่าวว่า ความพิเศษของรถคันนี้เป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและความแม่นยำเทียบเท่ากับห้องปฏิบัติการทั่วไป โดยได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย การเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ตัวอย่างที่รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษจะทำให้ทราบผลการตรวจวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว อุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถเป็นไปตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

“การออกแบบรถต้นแบบเริ่มตั้งแต่ พ.ย.63 หลัง ช่วงที่ COVID-19 ยังไม่ระบาดระลอก 2 ใช้ระยะเวลาในการผลิตรถต้นแบบ 2 เดือน รถคันนี้ตอบโจทย์การนำไปใช้งานได้จริง สะดวก ปลอดภัย ให้ผลการตรวจที่ถูกต้องสูงสุด”

ขณะที่ นพ.วิชาญ ปาวัน ผอ.สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ ใช้ร่วมกับรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย เพื่อค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก ช่วยลดปัญหาในการขนส่งตัวอย่างสิ่งส่งตรวจเข้ามาในกทม.หรือจังหวัดใกล้เคียงที่ต้องใช้เวลานาน การทำงานภายในรถเหมือนระบบสายพานโรงงาน ทั้งการสกัดเชื้อและการวิเคราะห์ คาดว่าใน 8 ชั่วโมงสามารถตรวจตัวอย่างได้ 800–1,000 ตัวอย่าง การนำรถลงไปใช้งานจริงในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครในครั้งนี้จะทำให้เกิดความปลอดภัย และยุติปัญหาการระบาดของโรคในจ.สมุทรสาครให้เร็วที่สุด

ที่มา: https://www.chula.ac.th/news/38055/?fbclid=IwAR1K0CtXvbybdpY8KQzbS9srWFBvyOvRFaZf7K2PrGcdqbG0-U49YthcaIE


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top