Monday, 27 July 2026
NEWS FEED

"ตั๊น จิตภัสร์" แท็กทีม "ผบช.น." เซฟชุมชนคลองเตย-บ่อนไก่ มอบถุงยังชีพร่วมฝ่าวิกฤติโควิด-19

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 น.ส.จิตภัสร์ (ตั๊น) กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อม พล.ต.ท. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตํารวจนครบาล ร่วมลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ น้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สน.ท่าเรือ ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย และ สน.ลุมพินี ชุมชนบ่อนไก่ เขตปทุมวัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนผู้รับผลกระทบ และครอบครัวข้าราชการตำรวจ โดยมีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายปานชัย แก้วอัมพรดี อดีต ส.ข คลองเตย ร่วมด้วย

โดย น.ส.จิตภัสร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมืองยังน่าเป็นห่วง จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความห่วงใยและส่งมอบความช่วยเหลือเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทุกคน ในส่วนต่างจังหวัดนั้นได้จัดส่งน้ำดื่มสะอาด ไปยัง ส.ส เขตของพรรคทั่วประเทศเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ที่สำคัญที่สุด ขอส่งกำลังใจไปยังเจ้าหน้าที่ บุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ที่เสียสละ อดทน ทำงานกันอย่างหนักช่วยเหลือผู้ป่วย ในการสกัดการลุกลามของโรคที่กระจายไปเป็นวงกว้างให้คลี่คลายได้โดยเร็ว

“ส่วนการให้ความช่วยเหลือของพรรคประชาธิปัตย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน คมว.เกษตรฯในฐานะเลขาธิการพรรคฯ และ ผอ.ศูนย์ศปฉ.ปชป. คณะผู้บริหาร ส.ส. อดีต ส.ส. อดีต ส.ก. อดีต ส.ข รวมถึงบุคลากรของพรรคและจิตอาสาได้ร่วมมือร่วมใจกันในยามที่ประเทศชาติเกิดวิกฤตจัดตั้งศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19 พรรคประชาธิปัตย์ (ศปฉ.ปชป.) ขึ้นเพื่อประสานงานช่วยเหลือส่งผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสมได้อย่างปลอดภัย ผ่าน 2 ช่องทางคือ Facebook : facebook.com/DemocratPartyTH และทาง Twitter : democratTH ปัจจุบันได้ประสานงานช่วยเหลือไปแล้วเกือบ 200 ราย สามารถบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังได้จัดเตรียมหน้ากากอนามัย 2 ล้านชิ้น  ข้าวกล่อง 4 หมื่นชุด โดยมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กระจายผ่านไปยังสมาชิกของพรรคฯ เพื่อแจกจ่ายในรพ.สนามอีกด้วย

ด้าน พล.ต.ท. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. กล่าวว่า ขอเชิญชวนประชาชนทุกคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ารับการฉีดวัคซีน ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้รับการฉีดวัคซีนไปมากกว่าร้อยละ 70 มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการติดต่อใช้บริการ ขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้ตำรวจเป็นแหล่งแพร่เชื้อไปสู่ประชาชนอีกด้วย
 

“บิ๊กป้อม” ถก คกก. อวกาศแห่งชาติ เห็นชอบ NT บริหารหลังสิ้นสุดสัญญาฯ เน้น ประโยชน์สาธารณะ-ปชช.ใช้บริการ ทั่วถึง

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2564 มีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เข้าร่วมบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

โดยที่ประชุมเห็นชอบให้บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) เป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สิน หลังสิ้นสุดสัญญาจนสิ้นสุดอายุทางวิศวกรรมของดาวเทียม และให้เสนอคณะกรรมการดิจิทัลฯ พิจารณา ก่อนดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนั้นรับทราบรายงานความก้าวหน้า ผลการดำเนินงาน ของดาวเทียมธีออส (THEOS) ประกอบด้วยการจัดหาดาวเทียมหลัก ดาวเทียมเล็กและระบบภาคพื้นดิน การพัฒนาแอพพลิเคชั่น AIP เพื่อดึงข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร  และรับทราบรายงานแนวทางการนำเทคโนโลยี ทางด้านภูมิสารสนเทศในการแก้ปัญหาและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเกษตรเชิงพื้นที่อาหาร สุขภาพและคุณภาพชีวิต พลังงานทดแทน และด้านการท่องเที่ยว รวมถึงรับทราบ รายงานการจัดหาดาวเทียม NAPA-1 ซึ่งเป็นดาวเทียมของกองทัพอากาศ มีน้ำหนัก 5.73 กก. และได้นำขึ้นสู่วงโคจรแล้ว เมื่อ 3 ก.ย. 63 ที่ความสูง 530 กม. เหนือพื้นโลก สำหรับการใช้งานระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม ของกระทรวงกลาโหมจะมีการดำเนินการในอนาคต ต่อไป  

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขอให้ ดีอีเอส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัด บูรณาการขับเคลื่อนกิจการอวกาศของประเทศอย่างจริงจัง ต้องคำนึงถึงเป้าหมายเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และไม่ให้เกิดผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและสิ่งแวดล้อม และต้องเกิดประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนผู้ใช้บริการ ต่อสาธารณประโยชน์อย่างทั่วถึงในอนาคต 

ของแพง-ตกงาน ทำกำลังซื้อครัวเรือนไทยทรุดหนัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นเดือนเกิดระบาดโควิด-19 รอบสามได้ปรับตัวลดลงอย่างมากอยู่ที่ระดับ 37.0 จากระดับ 40.4 ในเดือนมี.ค. ส่งผลต่อกำลังซื้อครัวเรือนในขณะที่มาตรการเยียวยาเพิ่มเติมยังไม่ออกมา รวมถึงราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มอย่างมาก และครัวเรือนกังวลด้านรายได้ การมีงานทำ ทิศทางของดัชนีราคาผู้บริโภคที่ปรับสูงขึ้นในรอบ 8 ปี ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือนด้วย 

ทั้งนี้ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ยังประเมินว่า ครัวเรือนยังเจอความเสี่ยงทั้งตลาดแรงงานในภาพรวมยังไม่ฟื้นตัวโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ดังนั้นกำลังซื้อของครัวเรือนจะถูกกระทบอย่างมากจากรายได้ที่มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ฐานะทางการเงินของครัวเรือนมีแนวโน้มเปราะบางลงเรื่อย ๆ ต่อเนื่องมาจากการระบาดในครั้งก่อน ๆ แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือออกมาเพื่อบรรเทาผลกระทบอยู่บ้าง แต่ขนาดไม่เท่ากับมาตรการเยียวยาในรอบก่อน ทำให้นอกจากการเร่งจัดหาและฉีดวัคซีนแล้ว ครัวเรือนยังรอมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ด้วย

ส่วนการว่างงานของผู้ประกันตนมาตรา 33 พบว่า อยู่ในระดับสูง โดยในเดือนก.พ.64 อยู่ที่ 310,031 คน เมื่อเทียบกับ 151,802 คน ในเดือนก.พ. 63 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคที่เป็นตัววัดค่าครองชีพของประชาชนก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ในเดือนเม.ย. 64 เงินเฟ้อกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 14 เดือนอยู่ที่ 3.41% ซึ่งปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาผักสดที่สูงขึ้น รวมถึงค่าสาธารณูปโภคที่ปรับเพิ่มขึ้นหลังไม่มีมาตรการบรรเทาค่าใช้จ่ายในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย. ในปีก่อนหน้า

‘สาธารณสุขอินโดนีเซีย’ เผยผลการศึกษาวัคซีนซิโนแวค พบประสิทธิภาพสูง ป้องกันโควิดได้ 94% และป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% หลังฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ 25,374 ราย

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ผลวิจัยการใช้งานจริงจากกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซียระบุว่า วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัทซิโนแวคของจีนนั้น สามารถลดการติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ของอินโดนีเซียลงได้อย่างมาก ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาวัคซีนดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านี้มีรายงานว่า วัคซีนซิโนแวคมีประสิทธิภาพต่ำกว่าวัคซีนของบริษัทจากชาติตะวันตกอย่างมากในการทดลองทางคลินิก

นายบูดี กูนาดี ซาดิคิน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่า ทางกระทรวงฯ ได้ติดตามผลกับบุคลากรทางการแพทย์ 25,374 ราย ในกรุงจาการ์ตาเป็นเวลา 28 วัน หลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวคโดสที่สองจนถึงช่วงปลายเดือนก.พ. และได้พบว่าวัคซีนของซิโนแวคสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% รวมถึงป้องกันการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ 96% ภายในเวลาเพียง 7 วันหลังจากได้รับวัคซีน

นายซาดิคินกล่าวว่า บุคลากรทางการแพทย์ได้รับการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึง 94% ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งและดีกว่าข้อมูลจากในการทดลองทางคลินิกที่เกิดขึ้นหลายครั้งก่อนหน้านี้มาก อย่างไรก็ดี การวิจัยของกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า ได้มีการคัดกรองบุคลากรเพื่อตรวจหาผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการหรือไม่

นอกจากนี้ นายซาดิคินยังระบุว่า อัตราการเสียชีวิตและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของบุคลากรทางการแพทย์นั้นลดลงอย่างมาก

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า วัคซีนของซิโนแวคป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใดที่แพร่ระบาดในอินโดนีเซีย แต่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของอินโดนีเซียยังไม่มีรายงานว่าเกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่จากไวรัสสายพันธุ์ใหม่แต่อย่างใด

ผลวิจัยครั้งนี้ยังสนับสนุนข้อมูลจากบราซิลที่ว่า วัคซีนซิโนแวคนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ระบุไว้ในขั้นทดลองซึ่งประสบปัญหาหลายประการ ทั้งข้อมูลเรื่องประสิทธิภาพที่ไม่แน่นอน รวมถึงข้อกังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสของข้อมูล


ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2021/86197

‘จีน’ คุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้อย่างไร?

เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดโควิด -19 ผ่านไปเพียง 1 ปี ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องสวมหน้ากากออกตอนนอกบ้าน

‘จีน’ คุมการแพร่ระบาดได้อย่างไร?

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศจีน มีคำตอบสั้น ๆ เพียงแค่ ‘3 ไม่’ เท่านั้น คือ

รัฐบาลจีน ‘ไม่’ สร้างความสับสนให้กับประชาชน

สื่อจีน ‘ไม่’ นำเสนอข่าวที่ทำให้เกิดวิกฤติศรัทธา

คนจีนเขา ‘ไม่’ แตกแยกกันเอง

'Molnupiravir' ยาเม็ดแห่งความหวังของผู้ป่วยโควิด พบผลหยุดแพร่กระจายเชื้อระยะเริ่มต้นได้ภายใน 24 ชั่วโมง .

นับวัน Covid-19 ยิ่งพิสูจน์ให้โลกเห็นถึงความแข็งแกร่งของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่สามารถกัดกร่อนสังคมมนุษย์ได้จริง ทั้งในด้านชีวิต และสุขภาพ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจ

แม้จนถึงตอนนี้ โลกของเราจะเริ่มมีวัคซีนป้องกัน Covid-19 ออกมาแล้วหลายตัว และกำลังจะมีเพิ่มอีกในเร็ว ๆ นี้ แต่วัคซีนก็ยังคงขาดแคลนอย่างมากในหลายประเทศ และประชากรส่วนใหญ่ยังฉีดวัคซีนไม่ทันกับอัตราการแพร่ระบาด

ฉะนั้นสิ่งที่พอทำได้ สำหรับคนที่ยังไม่ติด Covid-19 จึงเป็นการตั้งการ์ด ป้องกันตัวเอง งดเดินทางออกจากบ้านหากไม่จำเป็น ระหว่างรอเพื่อฉีดวัคซีน

อย่างไรก็ตาม วัคซีนนั้นมีไว้เพื่อป้องกัน และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายไม่เจ็บหนักเมื่อติดเชื้อ นั่นจึงหมายความว่า วัคซีนอาจไม่ใช่ความหวังของผู้ป่วย Covid-19 ที่มีอยู่หลายสิบล้านคนทั่วโลกในขณะนี้

การคิดค้นหายาที่มีสรรพคุณต้าน Covid-19 ในร่างกายไม่ให้ลุกลามจนถึงขีดอันตราย จึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยกู้วิกฤติ Covid-19 นี้ได้ โดยเฉพาะในประเทศที่เกิดการระบาดระลอกใหม่อย่างรุนแรง และกำลังรอการมาถึงของวัคซีน อย่างประเทศไทย

เดิมยาต้านไวรัส Covid-19 ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย หากตัด Hydroxychloroquine หรือยาแก้โรคมาลาเรีย ที่เคยเป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่งออกไป ก็จะมี...

1.) Remdesivir ที่พัฒนาโดยบริษัท Gilead ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้ใช้รักษาผู้ป่วย Covid-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงได้ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป แต่ข้อเสียของ Remdesivir คือ ราคาสูงมาก อยู่ที่หลอดละ 390 ดอลลาร์ และขายยกชุด 6 หลอดเพื่อใช้ต่อเนื่องกัน 6 วัน คิดเป็นเงิน 2,340 ดอลลาร์ต่อชุด หรือประมาณ 72,500 บาท

2.) Favipiravir หรือ Avigan พัฒนาโดยบริษัท Toyama Chemical ซึ่งเป็นบริษัทเครือเดียวกับ Fujifilm เป็นยาที่ใช้รักษาอาการไข้หวัดใหญ่ ก็ยาอีกชนิดที่นิยมใช้รักษาผู้ป่วย Covid-19 และราคาต่อเม็ดอยู่ในระดับที่จับต้องได้ คิดเป็นราคาเม็ดละ 125 บาท

แต่ผู้ป่วย 1 คน อาจต้องใช้ยาตั้งแต่ 40-70 เม็ด คิดเป็นค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 5,000 - 8,750 บาทต่อคน แต่หากสามารถผลิตได้เองในประเทศ จะทำให้ราคายาถูกลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่งทีเดียว แต่ข้อเสียของ Favipiravir นั้นคือต้องทานยาต่อเนื่องกันเป็นเวลานานมาก และยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนและมากพอที่จะสรุปถึงผลลัพธ์ของ Favipiravir ได้

แต่ต่อมา ก็มีการพูดถึงยาต้าน Covid-19 ตัวล่าสุด ที่กำลังพูดถึงอย่างมากอยู่ในขณะนี้ ว่ามีความสามารถในการต้านเชื้อไวรัส Covid-19 ในร่างกายได้ภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น และอาจเป็นความหวังครั้งสำคัญของผู้ป่วย Covid-19 ในขณะนี้

ยาที่ว่านี้คือ Molnupiravir !!

Molnupiravir พัฒนาโดยบริษัท Merck จากเยอรมันเมื่อราว ๆ ปี 2000 เพื่อใช้ต้านเชื้อไวรัสที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะ และเคยใช้ได้ผลดีกับผู้ป่วยโรค SARS และ MERS ที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรน่าเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ได้มีการทดสอบกับผู้ป่วยกลุ่มเล็กโดย Georgia State University พบว่า สามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส Covid-19 ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง

ที่สำคัญยิ่งกว่า คือ เป็นยารับประทาน จึงสามารถใช้ได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ติดเชื้อในระยะเริ่มต้น ช่วยลดระยะเวลารักษา และการกักตัว ที่มักมีผลด้านจิตใจของผู้ป่วย จึงสามารถป้องกันการเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหม่ ๆ ได้อย่างทันท่วงทีได้

ถึงแม้ว่ายา Molnupiravir ยังไม่มีงานวิจัยรองรับว่าจะสามารถช่วยรักษาในกลุ่มผู้ป่วยในระยะวิกฤติได้ผลหรือไม่ แต่การทดลองกับกลุ่มผู้ป่วยไม่มีอาการและกักตัวที่บ้าน ยังดำเนินอยู่ถึงเฟส 3 เรียบร้อยแล้ว และเป็นยาที่ได้รับความสนใจอย่างมากในอินเดีย ที่ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 4 แสนคนต่อวัน จึงทำให้มีการผลักดันให้ Molnupiravir ได้รับการรับรองให้ใช้ได้ในกรณีฉุกเฉินที่อินเดีย

และหาก Molnupiravir สามารถต้าน Covid-19 ในร่างกายได้อย่างรวดเร็วจริง ก็จะเป็นความหวังของหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก ที่ยังพบปัญหาการระบาดระลอกใหม่ ด้วยเชื้อ Covid-19 สายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่มาจากการเริ่มเปิดเมือง ผู้คนต้องเดินทาง เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า แต่หากมียาที่สามารถกินป้องกันได้ รักษาในระยะเริ่มแรกได้ทันทีโดยไม่ต้องกักตัวนาน ก็นับเป็นข่าวดีมาก

แต่เสียเพียงอย่างเดียว คือ ตัวยา Molnupiravir ต่อเม็ดก็ยังมีราคาสูงอยู่พอสมควร โดยข้อมูลของสื่ออินเดีย ชี้ว่ายา Molnupiravir กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในท้องตลาด แม้จะยังไม่มีผลทดลองขั้นสุดท้าย หรือการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอินเดียก็ตาม จะซื้อขายกันอยู่ที่ 3,000 รูปีต่อเม็ด หรือประมาณเม็ดละ 1,270 บาท

จากข้อมูลยารักษา Covid-19 ที่มีอัพเดทอย่างต่อเนื่อง ก็จะเห็นได้ว่า ยาแต่ละชนิด ต่างมีข้อดี และข้อเสีย และราคายังจัดว่าค่อนข้างสูง แต่ไม่ได้รับประกันผลได้อย่าง 100% นำไปสู่วลีที่ว่า ‘กันไว้ดีกว่าแก้’ เพราะสุดท้ายแล้วการลงทุนกับการป้องกัน มักคุ้มค่ากว่าการรักษาเยียวยาเสมอ

ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตัวเอง ควรเป็นทางเลือกอันดับแรกของการแก้ปัญหาการระบาดของ Covid-19 ที่มีราคาถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับค่ายา และค่ารักษาพยาบาลอย่างแน่นอน


อ้างอิง:

https://health.economictimes.indiatimes.com/news/pharma/antiviral-drug-molnupiravir-blocks-covid-19-virus-within-24-hours-study/79583150

https://economictimes.indiatimes.com/industry/healthcare/biotech/pharmaceuticals/natco-seeks-emergency-approval-to-launch-molnupiravir-for-covid-19-in-india/articleshow/82256562.cms?from=mdr

https://www.empr.com/home/news/molnupiravir-merck-ridgeback-oral-antiviral-investigational-covid-19-treatment/

https://en.wikipedia.org/wiki/Molnupiravir

https://en.wikipedia.org/wiki/Favipiravir

https://en.wikipedia.org/wiki/Remdesivir

หลงเสนห์สาวไทย! นักดำน้ำชาวเบลเยี่ยม ‘จิม วอร์นีย์’ หนึ่งในทีมกู้ภัยแห่งถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน และนักแสดง ‘The Cave’ ได้ฤกษ์ควงแขนแฟนสาวชาวไทยจดทะเบียนสมรสแบบเรียบง่าย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ว่าการอำเภอศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายจิม วอร์นีย์ นักดำน้ำกู้ภัยแห่งเขานางนอนกับบทบาทนักแสดงใน The Cave ได้ฤกษ์ควงแขน น.ส.ภภัสสร จักกะพาก ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่ง แฟนสาวที่คบหาดูใจกันมาตลอด 1 ปี 7 เดือน เข้าจดทะเบียนสมรสกัน โดยมี นายสุรเชษฐ์ แก้วคำ ปลัดอาวุโสอำเภอศรีราชา เป็นสักขีพยานในครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นการจดทะเบียนสมรสแบบเรียบง่าย ตามที่ทั้งคู่ตั้งใจไว้แต่แรกนั้นเอง

ด้าน น.ส.ภภัสสร จักกะพาก กล่าวว่า เราทั้ง 2 คน พบใจกันที่งานเปิดตัวภาพยนตร์ ของโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งได้คบหาดูใจกันมาตลอด 1 ปี 7 เดือน จึงได้ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกัน โดยตอนแรกจะไปจดที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยตนเองเป็นคนเกิดที่ศรีราชา จึงได้เลือกจดทะเบียนที่อำเภอศรีราชา ซึ่งเป็นการจดทะเบียนแบบเรียบง่าย

สำหรับ จิม วาร์นีย์ นักดำน้ำเบลเยียมแสดงนำในหนังสารคดีเรื่อง “นางนอน” The Cave ภารกิจช่วย 13 ชีวิตหมูป่าออกจากถ้ำหลวง ซึ่งเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกที่มีกำหนดลงโรงฉายทั่วโลกในเดือนกรกฎาคม 2562 โดยมีนายจิม วาร์นีย์ ชาวเบลเยียมเป็นนักแสดงเอกในภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวของการทำงานแข่งกับเวลาเพื่อที่จะช่วยชีวิตนักฟุตบอลเยาวชนจำนวน 12 คน และโค้ช 1 คน ให้ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากถ้ำที่ถูกน้ำท่วมทางภาคเหนือของประเทศไทยที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 โดยที่คนทั่วโลกต้องกลั้นลมหายใจร่วมลุ้นในปฏิบัติการกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือปล่อยทีมหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ซึ่งเป็นถ้ำที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย ในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาเลย ซึ่งแม้ในขณะที่เด็กๆ และโค้ชของพวกเขายังคงเป็นติดอยู่ภายในถ้ำ ก็สามารถดึงดูดความสนใจในการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดี

 

 

ทำไมคนอ้วนมีความเสี่ยงสูง อาจป่วยหนักและเสียชีวิต เมื่อติดไวรัสโควิด

โรคอ้วนส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ไขมันภายในช่องท้องดันกล้ามเนื้อกระบังลมขึ้นไปในทรวงอกมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่วนไขมันที่ทรวงอกทำให้กล้ามเนื้อต้องออกแรงมากขึ้น แรงต้านมากขึ้นทำให้อากาศเข้าปอดน้อยลง หลอดลมอาจปิด ถุงลมของปอดส่วนล่างอาจแฟบ ทำให้การแลกเปลี่ยนของก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง


ที่มา : เพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC

รัฐบาล เตรียมฉีดวัคซีน กลุ่มแรงงาน 16 ล้านคน ด้าน กทม.เร่ง ฉีดอาชีพเสี่ยง ตั้งเป้าวันละ 80,000 คน 

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากมติที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบเพิ่มประชากรวัยแรงงานระบบประกันสังคม รวม 16 ล้านคน เป็นกลุ่มเป้าหมายในการรับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยมีสํานักงานประกันสังคม และจังหวัดเป็นผู้รวบรวมจำนวนและรายชื่อแรงงานที่จะรับวัคซีนโควิด-19 เพื่อส่งให้กระทรวงสาธารณสุข และเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กลุ่มเสี่ยง ผู้สัมผัสเสี่ยงและประชาชนทุกคนให้มากที่สุด เพื่อเร่งควบคุมการแพร่ระบาดได้เร็วที่สุด โดยข้อมูลล่าสุดได้มีการฉีดสะสมแล้ว 1,809,894 โดส ในพื้นที่กทม. ฉีดวัคซีนโควิด-19 สะสม 315,504 โดส 

สำหรับในพื้นที่กทม.จัดสถานที่ 25 แห่ง โดยจะเปิดครบทั้งหมดในวันที่ 2 พ.ค.นี้ ตั้งเป้าฉีดให้ได้วันละ 50,000 คน เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล ให้ประชาชนสามารถเดินทางมาฉีดวัคซีนได้สะดวกมากขึ้น โดยเน้นกลุ่มที่มีอาชีพเสี่ยงสัมผัสกับคนจำนวนมาก เช่น พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ คนขับเรือ ครู ผู้ขับขี่รถสาธารณะ พนักงานเก็บขยะ เป็นต้น เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ขณะเดียวกันยังให้บริการฉีดวัคซีนโควิด19 ในโรงพยาบาลในพื้นที่กทม. อีก 126 แห่ง สำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ตั้งเป้าวันละ 30,000 คน รวมแล้วจะฉีดให้ได้วันละ 80,000 คน

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียประกาศคำสั่งล็อกดาวน์ทั่วประเทศ ห้ามชาวมาเลย์เดินทางระหว่างรัฐ และภายในรัฐ หวังสกัดโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์แอฟริกาที่ทำให้อัตราผู้ติดเชื้อสูงขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซินแห่งมาเลเซีย ประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศแล้ว ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.-7 มิ.ย 64 เพื่อพยายามควบคุมสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ที่ยังคงมีความรุนแรง จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังพบการระบาดของเชื้อโควิดกลายพันธุ์ 'สายพันธุ์แอฟริกา' ในประเทศมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้มีคำสั่งห้ามประชาชนเดินทางระหว่างรัฐ รวมทั้งการเดินทางข้ามพื้นที่ภายในรัฐ ตลอดจนยังห้ามประชาชนมีกิจกรรมที่ต้องรวมกลุ่มกัน รวมถึงยังมีคำสั่งปิดสถานศึกษาทั่วประเทศ ทว่าในส่วนของธุรกิจ ผู้ประกอบการค้าต่าง ๆ ยังคงอนุญาตให้เปิดทำการได้ต่อไป

'มาเลเซียกำลังเผชิญกับการระบาดของเชื้อโควิดระลอกที่สาม ซึ่งทำให้เกิดวิกฤติในประเทศ' นายกรัฐมนตรียัสซินออกแถลงการณ์ พร้อมระบุว่า การประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศ เพื่อหวังสกัดกั้นการระบาดของเชื้อโควิดกลายพันธุ์ที่แพร่ระบาดได้เร็วขึ้น จนทำให้มีอัตราผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้มาเลเซียพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในวันที่ 9 พ.ค. 3,733 ราย และเสียชีวิตอีก 26 ศพ หลังจากวันที่ 8 พ.ค. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 4,519 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 25 ศพ ทำให้ยอดสะสมผู้ติดเชื้อโควิดในมาเลเซียเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 444,484 ราย และเสียชีวิต 1,700 ศพแล้ว


ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/foreign/2088698


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top