Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

‘ดร.อธิป’ อธิปไตยดิจิทัลไทยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง หลังพบตัวเลขการใช้ Chat GPT พุ่ง 4 เท่าในปีเดียว ขณะที่ข้อมูลที่คนไทยถาม AI ทั้งหมดถูกเก็บในต่างประเทศ หวั่นถูกใช้ชี้นำความคิดคนทั้งประเทศ

(2 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ลงคลิปวิดีโอทางช่อง YouTube ของตนเอง โดยระบุว่า ผู้บริหาร OpenAI เพิ่งมาไทยครั้งแรก และสิ่งที่เขาเปิดเผยน่าตกใจมาก เขาบอกว่าคนไทยใช้ Chat GPT เพิ่มขึ้น 4 เท่าในปีเดียว ที่ช็อกกว่านั้นก็คือคนไทยถาม AI ทุกเรื่อง ตั้งแต่จะใส่เสื้อสีอะไร หรือจะเกิดอะไรขึ้นในวันเกิด พฤติกรรมแบบนี้แทบไม่มีในอเมริกา ผู้บริหารคนนี้ถึงกับทึ่ง

แต่ทราบไหมครับว่าเบื้องหลังของความทึ่งนี้คืออะไร เขากำลังบอกว่า OpenAI รู้จักคนไทยลึกซึ้งขนาดไหน

ทุกคำถามที่ท่านถามทุกความลับที่ท่านบอก ถูกเก็บในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศนอกเหนืออำนาจกฎหมายของไทยทั้งหมด วันนี้พวกเขารู้ว่าคนไทยคิดอะไร กลัวอะไร ต้องการอะไร มากกว่ารัฐบาลของไทยเองด้วยซ้ำ ถ้าวันหนึ่งต้องการบิดเบือนความคิดของคนไทย แค่ปรับอัลกอริทึมนิดเดียว ก็ชี้นำความเชื่อของคนทั้งประเทศได้ทันที สหภาพยุโรปเพิ่งรู้ตัวหลังจากที่ปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาครองตลาด 20 ปี ตอนนี้กำลังสร้างอธิปไตยดิจิทัลของตัวเอง

“แต่ประเทศไทยล่ะ การมาของผู้บริหาร OpenAI ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนหรือเปล่า ข้อมูลของท่าน ความคิดของท่าน อนาคตของลูกหลานของท่าน จะอยู่ในมือของต่างชาติไปอีกนานแค่ไหน และนี่คือคำถามที่คนไทยทุกคนจะต้องตอบ ก่อนที่จะสายเกินไป ขอฝากไว้ให้กับรัฐบาลใหม่ด้วยครับ”

เชียงใหม่-เตรียมจัดงานเทศกาล Yi Peng Lanna Light Festival 2025 “ล้านนา บูชา และแสงไฟ”

“ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ล้านนาในงาน Yi Peng Lanna Light Festival 2025 – ล้านนา บูชา และแสงไฟ งานเทศกาลโคมไฟยี่เป็งสุดยิ่งใหญ่ ภายใต้โครงการ Chiang Mai Two Moon 2025 แสงแห่งศรัทธา ส่องสว่างเชียงใหม่สู่สายตาทั่วโลก”

สมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Social Lab เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และหน่วยงานภาครัฐ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันจัดงานเทศกาล “Yi Peng Lanna Light Festival 2025 – ล้านนา บูชา และแสงไฟ” ภายใต้โครงการ “Chiang Mai Two Moon 2025” เพื่อสืบสานประเพณียี่เป็งที่สะท้อนศรัทธาและความงดงามทางวัฒนธรรมล้านนา พร้อมต่อยอดเป็น Soft Power และยกระดับเชียงใหม่สู่เมืองแห่งวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ มุ่งพัฒนางานท้องถิ่นศักยภาพสูงไปสู่เทศกาลระดับนานาชาติ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการตามแผน roadmap 5 ปี ระหว่าง 2565-2569 

จากการจัดงานครั้งที่ผ่านมา ยังได้รับ รางวัล Asia Festival Award 2025 ในสาขา “Asia World Heritage City and Festival” และรางวัล “Asia Pinnacle Awards” จาก ”เทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่” อีกถึง 2 รางวัล ได้แก่ ด้าน “Best Event Program” และ ด้าน “Best PR & Marketing” อีกทั้ง เชียงใหม่ ยังได้รับให้เป็นเจ้าภาพ ในการจัดงาน IFEA Asia Pinnacle Awards & ASIA Festival City Conference 2026 อีกด้วย

งานแถลงข่าว “Yi Peng Lanna Light Festival 2025” และกิจกรรม Networking จัดขึ้น วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ โดยมีนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการแถลงข่าว การเสวนาจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ อาทิ ผู้แทนผู้อำนวยการ สสปน. ภาคเหนือ ผู้อำนวยการททท. สำนักงานเชียงใหม่ นายกสมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาฯ ผู้แทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์การยกระดับเทศกาลยี่เป็งสู่ Soft Power และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค พร้อมกิจกรรม Networking (Business Matching) การแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว แพ็กเกจเทศกาล กิจกรรม Workshop และการแนะนำเมนูอาหารพิเศษยี่เป็งจากโรงแรม และร้านอาหารชื่อดัง ก่อนปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารบรรยากาศ “Yi Peng Market”

“ยี่เป็ง” ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญของชาวล้านนา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 ตามปฏิทินเหนือ หรือวันลอยกระทงของไทย ผู้คนจะร่วมกันสักการะพระธาตุ บูชาพระจันทร์ ลอยกระทง จุดผางประทีปเพื่อสะเดาะเคราะห์และอธิษฐานสิ่งมงคล เชียงใหม่จึงได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งแสงไฟ” จากทัศนียภาพโคมล้านนา ขบวนแห่ยี่เป็ง และประทีปรอบคูเมืองที่ส่องสว่างอย่างตระการตา โดยกำหนดจัดงานเทศกาล ตั้งแต่ 3-6 พฤศจิกายน 2568

ไฮไลท์กิจกรรมเทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ 2568
• Yi Peng Market & Networking | วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ : เวที Business Matching 60 คู่ พร้อม Table Talk และ Product Showcase

• Yi Peng Journey Package & Yi Peng Passport | ตลอดเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 : รวมโปรโมชั่นพิเศษจากโรงแรม ร้านอาหาร สปา และงานหัตถกรรม พร้อมแผนที่ท่องเที่ยวล่ารางวัล

• Yi Peng Cultural Night Walk | วันที่ 3–5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป : เดินชมเส้นทางกลางเมืองเชียงใหม่ในธีม “ล้านนา บูชา และแสงไฟ” 
และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 18.00 น. เป็นต้นไป พบเส้นทางชมขบวนรถยี่เป็งสุดยิ่งใหญ่ โดยเทศบาลนครเชียงใหม่

• กิจกรรม “ต๋ามผางปะตี้ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ครั้งที่ 14 | วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และ 4 แจ่งเมืองเชียงใหม่ ด้วยการจุดผางประทีปนับหมื่นดวงรอบคูเมือง พร้อมทั้ง พิธีเปิดและชมขบวน แห่ช่างฟ้อนกว่า 500 คน จากประตูท่าแพ เดินตามถนนราชดำเนินไปยังถนนพระปกเกล้า ถึงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และ วันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2568 กิจกรรมการจุดผางประทีปบูชา พร้อมกิจกรรม Workshop เชื่อมโยงชุมชน ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ยี่เป็งเชียงใหม่สุดยิ่งใหญ่ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างเฝ้ารอชมความสวยงามกันอย่างคึกคัก

ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน “ต๋ามผางปะตี้ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ฟรี ได้ที่
👉 https://forms.gle/AQSACkaKAtdnFRX26

อย่าลืมติด Hashtag เพื่อลุ้นรับของรางวัลจากเทศกาล #YiPengChiangMai2025 #YiPengNightWalk #YiPengPassport #TCEB #TAT #visitlanna

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีส่งทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 จำนวน 2,977 นาย ไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ

เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีส่งนักเรียนพลกองประจำการ ผลัดที่ 2/68 จำนวน 2,977 นาย ให้แก่หน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ จำนวน 33 หน่วย โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา ครูฝึกและครูประจำหมวดวิชา เข้าร่วมพิธีฯ ณ ลานสวนสนาม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

พิธีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ และให้แนวทางในการนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปใช้ในการปฏิบัติงาน รวมถึงเน้นย้ำการประพฤติตนให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมทหาร  การเป็นแบบอย่างของความเป็นสุภาพบุรุษ สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส ให้สมกับปณิธานที่ว่า "ทหารเรือจะอยู่เคียงข้างประชาชน"

ทั้งนี้กองทัพเรือได้มอบหมายให้ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ ผลัดที่ 2/68 ตั้งแต่ 1 ส.ค.68 - 30 ก.ย.68 รวมระยะเวลา 8 สัปดาห์ บัดนี้การฝึกอบรมได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว นักเรียนพลกองประจำการผ่านมาตรฐานการฝึกอบรมทุกนาย พร้อมส่งมอบให้แก่หน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ เพื่อไปปฏิบัติราชการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายต่อไป

ทั้งนี้ตลอดการฝึกอบรมฯ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ได้ปฏิบัติตามกรอบของนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ 'Navy-Safety 2025' อย่างเคร่งครัดทุกด้าน

ทัพเรือเร่งยกระดับขีดความสามารถ ส่งคณะเยือนสเปน ติดตามโครงการปรับปรุงเรือ ร.ล.ปัตตานี

เมื่อวันที่ 18–25 กันยายน 2568 พลเรือโท ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการปรับปรุงขีดความสามารถเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.ปัตตานี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังประเทศสเปน เพื่อร่วมประชุมทบทวนและติดตามความก้าวหน้าของโครงการดังกล่าว โดยมี นาวาเอก ยุทธนาวี มุ่งธัญญา ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือไทยประจำกรุงมาดริด และกำลังพลในสำนักงานให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ระหว่างการเยือน คณะได้เข้าชมศูนย์ฝึกอบรมกำลังพลเรือ (NTC) ของบริษัท Navantia เมืองกาดิซ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการปรับปรุงขีดความสามารถ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อเสริมความเข้าใจด้านการดำเนินงานและการพัฒนาศักยภาพกำลังพลทางเรือ

นอกจากนี้ คณะยังได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตเรดาร์และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท Indra ในกรุงมาดริด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพของกองทัพเรือไทย เพื่อให้โครงการปรับปรุงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ร.ล.ปัตตานี ดำเนินไปตามแผนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลต่อไป

“เศรษฐกิจสีเขียวสู่โอกาสใหม่ประเทศไทยภายใต้โลกเดือด”ในมุมมองของ“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ”

(1 ต.ค. 68) นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation
บรรยายพิเศษในงานFarm Expo 2025 ที่อิมแพค เมืองทองฯ.เมื่อเร็วๆนี้ในหัวข้อ ”เศรษฐกิจสีเขียว: พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ“ เป็นเรื่องที่น่าสนใจในการสร้างระบบเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อเผชิญกับบริบทโลกใหม่ตอบโจทย์อนาคตของธุรกิจไทยในมุมของโอกาสและความท้าทายโดยมีเนื้อหาดังนี้

โลกใหม่: วิกฤตภูมิอากาศและเศรษฐกิจที่ท้าทาย

วิกฤตภูมิอากาศได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด และได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกไปแล้วเกือบ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่าง ปี 1993-2022 นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ประกาศว่า "ยุคของโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคของโลกเดือดได้เริ่มต้นขึ้น" เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด นายชูตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) ได้กล่าวเตือนอย่างชัดเจนว่า "ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็น ตัวขับเคลื่อนความอดอยากที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน“

วิกฤตนี้กำลังทำลายผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งน้ำ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกตกอยู่ในความเสี่ยงทุกประเทศทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันแบบสุดขั้ว(Extreme climate change)

ในส่วนของประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่2ลูกได้แก่ระบบเศรษฐกิจที่อ่อนแอหมดกำลังโตต่ำโตช้าและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย  การจัดอันดับของ IMD ปีล่าสุด ไทยอยู่อันดับที่ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 5 อันดับ จากปีก่อน โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ลดลงถึง 8 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 32 ประสบปัญหางบประมาณขาดดุลติดต่อกันถึง 19 ปี และมีหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็วขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 90% ของ GDP และการเผชิญกับมาตรการภาษีคาร์บอนระหว่างประเทศเพราะไทยปล่อย GHGประมาณ 280.73 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) คิดเป็นประมาณ 0.7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลกจึงกำหนดเป้าหมายการเป็น Net Zero ของประเทศไทยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก120 ล้านตันภายในปี2065

นี่คือภาพรวมของกับดักความท้าทายที่เราต้องก้าวข้ามพร้อมกับเผชิญกับโจทย์ใหม่จากภัยคุกคามของโลกเดือดและการแสวงหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมาขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต

ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จึงไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนและเป็น "กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่" เพื่อพลิกฟื้นประเทศและสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน 
เพราะนี่คือโอกาสที่มูลค่าเศรษฐกินสีเขียวของโลกสูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท ภายในปี ค.ศ. 2050 และกองทุนระหว่างประเทศก็ให้คำมั่นจะลงทุนกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในธุรกิจที่คำนึงถึง ESG(Environmental-Social-Governance) ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อสีเขียวรวมกันสูงเกือบ 5 แสนล้านบาทเพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกใหม่ที่ถูกกำกับด้วยกฎสีเขียว (Green Regulation)ซึ่งคือบริบทใหม่ของกฎหมายและการเงินระหว่างประเทศที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขในการค้าและการลงทุน

เศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่คำนึงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างให้เกิด “การเติบโตสีเขียว”Green Growth)การใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมและรู้คุณค่า ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(GHG-Green House Gas)ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย และตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในบริบทประเทศไทยนั้นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างน้อยวางอยู่บน 4 เสาหลักได้แก่ 
1. เทคโนโลยีเกษตรและอาหารแห่งอนาคต
 MarketsandMarketsรายงานว่าตลาดเทคโนโลยีเกษตร(Agri-Tech)ทั่วโลกมีมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 
ในขณะที่การใช้โดรนทางการเกษตรในไทยเพิ่มขึ้น 300% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตรสะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสู่ตลาดโลกและการยกระดับการผลิตด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ส่วนอาหารแห่งอนาคต(Future Food)นั้นเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ลดโลกร้อนในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเป็นอาหาร อาหารเสริม Functional  food อาหารสัตว์ เวชสำอางค์ เภสัชภัณฑ์ และน้ำมันชีวภาพตอบโจทย์
เทรนด์ของโลกยุคNext Normalที่สนใจสุขภาพมากขึ้นหลังจากเกิดโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก(Covid Pandemic)ได้แก่ โปรตีนจากแมลง(Edible Inseat base Protein)    โปรตีนจากพืช(Plant base Protein)เช่น ผำ เห็ด ถั่วเหลืองถั่วเขียว แหนแดง ฯลฯโดยเฉพาะสาหร่ายเป็นพืชแห่งอนาคตที่ช่วยลดโลกร้อนซึ่งมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท(WCF:Worldview Climate Foundation)ที่ผมเป็นประธานกำลังส่งเสริมร่วมกับกรมประมงและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นส่วนหนึ่งของโครงการBlue Carbonในช่วง5ปีที่ผ่านมาจนมีผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปสาหร่ายวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งโดยบริษัทสตาร์ทอัพภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล(WIF:Worldview International)และWCF

กระทรวงพาณิชย์รายงานสถานการณ์การส่งออกอาหาร Functional Food ของไทยมีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2024 และเติบโต 15% ต่อปี

ดังนั้นภาคเกษตรต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ให้บริการด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Service Provider) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากตลาดคาร์บอนเครดิต   
2. พลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน
ประเทศไทยตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2037 ส่งผลให้ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยเติบโตขึ้น 40% ต่อปี

นอกจากนี้ยังมีการผลิตพลังงานหมุนเวียนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพ(Bio-Fuel)เช่น น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ (SAF:Sustainable Aviation Fuel) รวมถึงเอทานอลและใบโอดีเซลแปรรูปจากเช่น อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญซึ่งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยที่ผมก่อตั้งได้สนับสนุนส่งเสริมมากว่า25ปี
ทางด้านไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญ ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณมากมาย เช่น ในน้ำ (H2O)
3. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชิงสุขภาพเชิงธรรมชาติ(Low carbon Tourism)

ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกมีมูลค่า 919,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ซึ่งเป็นรายงานของGlobal Wellness Institute)
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรายงานว่าการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในไทยสร้างรายได้ 120,000 ล้านบาท ในปี 2024 
และจำนวนที่พัก Eco-Friendly ในไทยเพิ่มขึ้น 25% ต่อปีตามรายงานของกรมการท่องเที่ยว
แนวโน้มใหม่ของการท่องเที่ยวทั้งในไทยและระดับโลกล้วนมุ่งสู่ Low carbon Tourism

4. อุตสาหกรรมสีเขียว
อุตสาหกรรมสีเขียวคืออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าอุตสาหกรรม BCG จะสร้างมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ให้กับเศรษฐกิจไทยภายในปี 2030 

ขณะที่สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเปิดเผยว่ายานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีอัตราการเติบโต 400% ในปี 2024 
สถาบันบรรจุภัณฑ์ไทย)รายงานว่าตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน(Sustainable packaging)ในไทยมีมูลค่า 45,000 ล้านบาท ในปี 2024 
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: บทเรียนจากนานาประเทศ
ตัวอย่างความสำเร็จจากหลากหลายภูมิภาคสามารถให้บทเรียนอันมีค่าได้ดังนี้
1. เอเชีย: จากมลพิษสู่ต้นแบบเมืองยั่งยืน
ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองคิตะคิวชู เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ หลังจากเคยเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรมรุนแรงจนได้ชื่อว่า "เมืองแห่งฝนดำ" คิตะคิวชูสามารถฟื้นตัวได้สำเร็จด้วยโมเดล "ความร่วมมือร่วมกัน" ระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน รัฐบาลท้องถิ่น และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสมาคมสตรีเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวบรวมขยะรีไซเคิล ภาครัฐออกกฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต จนกลายเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมต้นแบบของโลก
ขณะที่ จีน ซึ่งเคยพึ่งพาถ่านหินอย่างหนัก กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวรายใหญ่ของโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายอุตสาหกรรมและตลาดส่งออก

2. ยุโรป: ความมุ่งมั่นในระดับนโยบายและนวัตกรรม
กลุ่มประเทศนอร์ดิกถือเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้ 
สวีเดน ตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศแรกของโลกที่ปลอดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี 2045 
นอร์เวย์ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 95% และเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เดนมาร์ก เป็นผู้นำด้านพลังงานลม และพัฒนาเมืองหลวงอย่างโคเปนเฮเกนให้เป็นแบบอย่างของการออกแบบเมืองที่ยั่งยืน 
เยอรมนีจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนา (KfW) เพื่อให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคารและโรงงาน ซึ่งช่วยให้ SME สามารถลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุนสูง
    สหภาพยุโรป (EU) 
มีนโบายEuropean Green Deal โดยตั้งเป้าที่จะทำให้ทวีปยุโรปมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2050 ซึ่งสนับสนุนโดยการลงทุนจำนวนมหาศาลเกินหนึ่งล้านล้านยูโร เพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน
3. ละตินอเมริกาและอเมริกาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
    คอสตาริกา เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของประเทศเล็กๆ ที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่ ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าอย่างมีประสิทธิภาพ คอสตาริกาสามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้เกือบ 100% และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050
รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการติดตั้ง BESS (Battery Energy Storage System) 
    4.ตะวันออกกลางจากฮับน้ำมันฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
ประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมันอย่าง
ซาอุดิอาระเบีย มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 12 กิกะวัตต์
   สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาดและการเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลก ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
     จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ประสบความสำเร็จล้วนมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน ได้แก่
1.ความเป็นผู้นำและวิสัยทัศนย์ที่ชัดเจน ของรัฐบาล
2.ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง
3.การลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยี ใหม่ๆ
4.การออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับจุดแข็ง และบริบทของแต่ละประเทศ
    
ตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU)จัดทำโครงการ "Just Transition" เพื่อฝึกอบรมแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหินให้เปลี่ยนไปทำงานในภาคพลังงานหมุนเวียน เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์สีเขียวที่จะสร้างงานใหม่และลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง

สรุป

โลกกำลังเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าเราก้าวไปข้างหน้า โอกาสทางธุรกิจจะเปิดกว้าง
ซึ่งมีผลการวิจัยที่น่าสนใจสรุปว่าธุรกิจที่ดำเนินงานตามมาตรฐาน ESG มีผลประกอบการดีกว่าธุรกิจทั่วไปถึง 15-20% และการประหยัดพลังงานก็สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 10-30% เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ได้กลายเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในการสร้างงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  “Green Economy ไม่ใช่ "ต้นทุน" แต่คือการ "ลงทุน"ที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องเร่งคว้าไว้เพื่ออนาคตที่ยั่

‘พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ’ แม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่ กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ ปกป้องสถาบัน–เคียงข้างประชาชน

(1 ต.ค. 68) กองทัพภาคที่ 1 จัดพิธีรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 1 ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาร่วมเป็นเกียรติและเป็นสักขีพยาน 

พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กล่าวอำลาและขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ร่วมปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละ พร้อมฝากความห่วงใยต่อกองทัพภาคที่ 1

ด้าน พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่ กล่าวให้คำมั่นว่า จะทำหน้าที่เป็นกองทัพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริง โดยใช้ศักยภาพและสรรพกำลังทั้งหมดปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งยึดมั่นความเป็นทหารอาชีพ ปฏิบัติตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก และช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 ย้ำเจตนารมณ์ที่จะมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจเพื่อความมั่นคงของชาติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศและยืนหยัดเคียงข้างประชาชน ภายใต้คำขวัญ “ทุกการกระทำคือการสื่อสาร” 

ผบ.ตร.มอบนโยบาย “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด และ 9 ก้าวหน้า” ย้ำปีนี้ “ตำรวจไทยต้องก้าวไปข้างหน้า เพื่อเป็นองค์กรที่นำสมัย มีประสิทธิภาพ และครองใจประชาชน”

(1 ต.ค. 68) เวลา 15.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบนโยบายบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 แก่ข้าราชการตำรวจผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า จำนวน 44 นาย และระดับผู้บังคับการหรือเทียบเท่า จำนวน 294 นาย รวม 338 ณ ห้องแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ก่อนมอบนโยบาย ผบ.ตร. ได้กล่าวขอขอบคุณข้าราชการตำรวจทุกนายที่ได้ร่วมกันปฏิบัติงานในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เป็นอย่างดี สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อพี่น้องประชาชน และขอยกย่อง เชิดชูเกียรติ ตำรวจที่ได้ทำงานในการปกป้องรักษาอธิปไตย การรักษาความปลอดภัยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปะทะแนวชายแดน พื้นที่ส่วนหลัง ตลอดจนการขับไล่ผู้รุกราน ก่อความวุ่นวาย ลุกล้ำพื้นที่ของไทย ขอให้ทุกท่านได้รำลึกถึงภารกิจที่ตำรวจเหล่านั้นได้ปฏิบัติอย่างกล้าหาญ มีเกียรติและศักดิ์ศรี เราจึงต้องร่วมกันดูแล ค้ำชู ข้าราชการตำรวจและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบในทุก ๆ ด้าน และขอให้ทุกหน่วยปฏิบัติร่วมกันหน้าที่และสนับสนุนการปฏิบัติดังกล่าวอย่างเต็มกำลังความสามารถต่อไป

ผบ.ตร.ได้กำหนด “วิสัยทัศน์” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน” 

ในส่วนของนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ยังคงนโยบาย 15 ข้อ (ปีงบประมาณ พ.ศ.2568) และเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2569 นี้ ที่จะต้องเร่งรัด ดำเนินการขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ได้แก่ “ตัวเลข 1 6 9” กล่าวคือ 1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด และ 9 ก้าวหน้า (STEP) ดังนี้

“1 ยึดมั่น” ในการพิทักษ์ ปกป้อง รักษา เทิดทูนสถาบัน และความสงบเรียบร้อยของคนในชาติ

“6 เร่งรัด” โดยมีงานที่ต้องเร่งรัด 6 เรื่อง ได้แก่ 1. ขับเคลื่อน ส่งเสริมโครงการพระราชดำริ 2. ปรับปรุงสวัสดิการตำรวจและครอบครัว 3. พัฒนางานสอบสวน 4. ป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรม (ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน) 5. กวดขัน เสริมสร้างวินัยจราจร และ 6. วางแผน เตรียมการด้านสาธารณภัย             

“9 ก้าวหน้า” แนวนโยบายนี้มีแนวความคิด มาจากคำภาษาอังกฤษ คำว่า STEP ความหมายคือ “พวกเรา จะก้าวไปข้างหน้า ด้วยกัน อย่างมั่นคง” โดย
S = Smart  (ฉลาด ทันสมัย สง่างาม) เพื่อไปสู่การเป็น Smart Police
T = Transparency (โปร่งใส ตรวจสอบได้) 
E = Efficiency (ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ)
P = People (ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง) 

สิ่งที่ต้องการวางรากฐานในการพัฒนางานตำรวจ แบ่งเป็น 9 หัวข้อ เพื่อให้ทุกส่วนมีทิศทางในการ “ก้าว” ไปข้างหน้าด้วยกัน ดังนี้ 

1. One Police ระบบเทคโนโลยีตำรวจที่เป็นหนึ่งเดียว ต้องพัฒนา รวบรวมระบบงานเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ              ไว้ด้วยกัน เพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน ลดขั้นตอนเจ้าหน้าที่ 

2. เทคโนโลยีใช้ในการตรวจและวิเคราะห์อาชญากรรม ต้องปรับรูปแบบการทำงานเป็นสายตรวจอัจฉริยะ               นำฐานข้อมูลมาเชื่อมต่อกับระบบ ใช้การตรวจสอบสายตรวจด้วย AI และเน้นการฝึกยุทธวิธี มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีขีดความสามารถในการเข้าระงับ ยับยั้งเหตุร้ายแรง 

3. ฐานข้อมูล Big Data ในงานสืบสวน ต้องมีระบบการรวบรวมฐานข้อมูล เครือข่าย ผู้กระทำความผิด จัดทำฐานข้อมูล Big Data ในงานสืบสวน และง่ายต่อการใช้งาน มีระบบเทคโนโลยีในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล 

4. พัฒนาแก้ไขปัญหางานสอบสวน ต้องมีช่องทางการเจริญเติบโตที่ชัดเจน มีระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการทำสำนวนที่มีความปลอดภัยกับข้อมูลส่วนบุคคล และจะต้องเพิ่มอัตราพนักงานสอบสวน 

5. วางระบบจราจร สื่อสารกับประชาชน พัฒนา วางระบบบริหารงานจราจร และบังคับใช้กฎหมาย ด้วยระบบเทคโนโลยี แก้ไขปัญหาการสื่อสารระหว่างตำรวจจราจรกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส 

6. พัฒนาระบบรับเรื่องร้องทุกข์ของตำรวจและประชาชน พัฒนาสถานีตำรวจให้มีพื้นที่และจัดสัดส่วนพื้นที่การให้บริการประชาชน พัฒนาระบบรับเรื่องร้องทุกข์ของตำรวจและประชาชน การพัฒนาระบบ Jcoms ให้รองรับการร้องเรียนและการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน 

7. นำเครื่องมือพิเศษมาสนับสนุนงานความมั่นคง พัฒนางานด้านการข่าว ปรับแผนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยเทคโนโลยี และการปราบปรามคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในลักษณะที่เป็นเครือข่าย องค์กรอาชญากรรม และนำเครื่องมือพิเศษ มาสนับสนุนภารกิจงานความมั่นคงให้ครบทุกมิติ

8. มีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ติดตามและตรวจสอบการทำงานของตำรวจ ความพึงพอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุน วางระบบในการควบคุมพฤติกรรมของข้าราชการตำรวจให้อยู่ในกรอบประพฤติ 

9. Service Mind โดย MINDSET ที่สำคัญที่สุดในการทำงานตำรวจ คือ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมงานการมีส่วนร่วมของภาครัฐ เอกชน และประชาชน เน้นการแสดงกำลัง และการตรวจแบบ Stop Walk Talk สร้างพันธมิตร ภาคีเครือข่าย ในพื้นที่ และการแสวงหาความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ 

ข้อกำชับ ตำรวจต้องติดตามสถานการณ์ทุกช่องทาง มีการสื่อสารกับประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา โปร่งใส หากมีข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรจะต้องรีบชี้แจง แก้ไข อย่าให้ส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อองค์กร หากเกิดข้อบกพร่องจะพิจารณาทางปกครองหัวหน้าหน่วยทันที ให้ รอง ผบ.ตร. แต่ละสายงานไปขับเคลื่อนและขอดูแลการดำเนินการตลอดระยะเวลา 1 3 6 9 เดือน ตลอดปีงบประมาณ

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ขอบคุณเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกนายที่ได้ขับเคลื่อนการทำงาน จึงขอให้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 นี้ พวกเราได้ร่วมกัน ยึดมั่น เร่งรัด และสร้างความก้าวหน้า ในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ดูแลพี่น้องประชาชนด้วยต่อไป ในปีนี้ “ตำรวจไทยต้องก้าวไปข้างหน้า เพื่อเป็นองค์กรที่นำสมัย มีประสิทธิภาพ และครองใจประชาชน”

นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เน้นย้ำพิทักษ์ปกป้องสถาบัน สร้างกลไกรับมือกับอาชญากรรมทุกรูปแบบ 

(1 ต.ค. 68) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางมามอบนโยบายการปฏิบัติราชการแก่ข้าราชการตำรวจที่ร่วมโครงการสัมมนาผู้บริหารระดับผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า และผู้บังคับการหรือเทียบเท่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช. พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจระดับผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า จำนวน 44 นาย และผู้บังคับการหรือเทียบเท่า จำนวน 294 นาย รวม 338 นาย ร่วมให้การต้อนรับและรับฟังนโยบาย ณ ห้องแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภารกิจหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือต้องเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญคือการดูแลทรัพยากรบุคคล ให้ได้รับความเป็นธรรม และการดูแลสุขภาพจิตของข้าราชการตำรวจทุกนาย เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่จะทำให้ข้าราชการตำรวจมีความพร้อมในการดูแลประชาชน และเน้นย้ำเรื่องการอัปเดต และอัปเกรด วิธีการทำงาน เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เท่าทัน ให้มีความพร้อมรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งควรปรับระบบระเบียบให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรม

ในระยะเวลา 4 เดือนต่อไปนี้ ขอให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด การพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวงประชาชนและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นภัยคุกคาม ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในวงกว้าง และเป็นผลลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสร้างกลไกในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทุกประเภท เพื่อเป็นรูปแบบในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลพร้อมสนับสนุนสำนักงานตำรวจแห่งชาติในทุกด้าน โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาอาชญากรรม และแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อาชีพตำรวจเป็นงานที่หนักที่สุดงานหนึ่งในโลกก็ว่าได้ เพราะต้องทำงานภายใต้ความกดดันตลอดเวลา บริหารจัดการเวลาส่วนตัวได้ยาก และอยู่กับความเสี่ยงภัย รวมถึงความคาดหวังที่สูงจากสังคม อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคนี้ที่มีผู้นำที่เข้มแข็ง จะเป็นที่พึ่งของประชาชน

เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการพัฒนาการทำงานในอนาคต เป็นการเตรียมความพร้อมให้ตำรวจทั่วประเทศสามารถรับมือกับอาชญากรรม และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกันนี้ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกท่านยึดมั่นในหลักนิติธรรม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหนึ่งในองค์กรหลักที่ดำรงความเป็นนิติรัฐให้แก่ประเทศ และเป็นที่พึ่งของประชาชน ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

‘ดร.อสมา’ ชี้ Ecosystem การศึกษาไทยผลิตเด็กไม่ตรงโจทย์ตลาด หลังพบเด็กจบสาย Data Analytics ว่างงานเพียบ เหตุทักษะไม่ถึง

เมื่อวานนี้ (30 ก.ย. 68) ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ (ดร.แป้ง) CEO & Co-Founder บริษัท Coraline ผู้เชี่ยวชาญและให้บริการด้าน Big Data โพสต์เฟซบุ๊กว่า จริงๆ แล้ว แป้งอยากเป็นอาจารย์ค่ะ แต่ตอนกลับมาใหม่ๆ ไปสมัครเป็นอาจารย์ แล้วเจอเหตุการณ์นี้

1. ที่แรก รับแล้ว แต่บังเอิญ ตอนจะเซ็นสัญญา มีเด็กที่รับทุนของมหาวิทยาลัยโดย Retire กลับมาก่อนกำหนด ทำให้ต้องเอาเก้าอี้ไปให้เด็กคนนั้น 

2. รับแล้ว กำลังจะเซ็น แต่พอยื่นเกรด ป.ตรี พบว่า เกรด ป.ตรีจากจุฬาฯ ของแป้งไม่ถึง 3 ก็เลยรับบรรจุไม่ได้ อื้อหือ นี่ขนาดเป็นเด็กทุนรัฐบาลอเมริกา และได้รางวัล US Student Award พร้อม paper เพียบ แถมจบ post-doc มาแล้ว ก็ไม่นับ

3. รับแล้ว แต่พอไปคุยเรื่องวิชาสอน ที่แป้งอยากสอน Machine Learning ได้รับคำตอบว่า "วิชานี้ยากเกินไป เด็กไทยไม่เรียนกัน ขอให้สอนวิชาง่ายๆ ที่เด็กจะเรียนจบได้ใน Engineering School" 

ทั้ง 3 ที่ เป็นมหาวิทยาลัยรัฐ top 10 ชื่อดัง ในแถบ กทม. และปริมณฑล ซึ่งเรื่องมันก็เกิดมาตั้งแต่ปี 2014 แล้วนะคะ 

วันก่อน ตอนไปบรรยายเรื่อง AI Governance ได้นั่งทานข้าวร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ที่มาจาก 1 ใน 3 ที่นั้น และได้เล่าให้ฟัง เขาบอกว่า

"ดีแล้ว ที่ดร.แป้งไม่ได้เป็นอาจารย์ เพราะสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้มากกว่าเยอะ" 

ฟังแล้วก็อึ้งนะ แสดงว่า ในสายงานวิชาการของไทย มันต้องมีเงื่อนงำอะไรที่แป้งเข้าไม่ถึง 

ก่อนหน้านี้ แป้งเคยเขียนโพสต์เรื่องการคัดกรองนักศึกษา ปริญญาโท สาขาวิชา Data Science ที่อยากให้มีการทดสอบ หรือ สอน Pure Math ก่อน ไม่ใช่รับเด็กที่สมัครไปทั้งหมด เพราะแป้งเจอ CV ของเด็กหลายคนที่จบสายศิลป์ เช่น อักษรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ แต่จบโท Data Science ที่ทำ Data Analytics ไม่เป็นเยอะมาก 

แป้งคิดว่า การทำแบบนี้ มันจะทำให้ Ecosystem ในตลาดผิดรูปผิดร่าง และมันเป็นการรังแกเด็ก เพราะสถาบันให้ Degree กับคนที่เสียทั้งเงิน และเวลา และผลปรากฏว่า เขาไม่สามารถเอาความรู้ไปทำงานได้จริง เพราะ Skill พื้นฐาน อย่าง Math ไม่แข็งแรงพอ

แป้งไม่ได้ดูถูกว่าเด็กสายศิลป์ไม่เก่งนะคะ แค่จะชี้แจงว่า ทุกสาขาอาชีพ มีวิชาพื้นฐานที่ต้องร่ำเรียนกัน จะ short-cut มันคงไม่ดี

จะเรียนหมอ ก็ต้องผ่าน Anatomy ฉันใด จะเรียน Data Science ก็ต้องผ่าน Math เช่น Linear Algebra ฉันนั้น

ผล คือ มีเจ้าของเพจขายคอร์สชื่อดังของไทย เอาแป้งไปประจาน ว่าแป้งเป็นพวกโลกแคบดูถูกคน แล้วก็แอบขายของตัวเองซะงั้น เหมือนเอาชื่อแป้งไปตบหน้าปากซอย แล้วก็ชวนให้คนอื่นมาซื้อคอร์สตัวเอง

จากนั้น แป้งก็เลยไม่แตะต้องสายการศึกษาอีกเลย 
ก็เลย มุ่งหน้าผลักดันด้านอุตสาหกรรม และธุรกิจของตัวเองไป

ผ่านมาแล้ว 8 ปี Ecosystem ก็เป็นอย่างที่แป้งบอกเอาไว้ ตอนนี้เด็กสาย Data Analytics ว่างงานกันเยอะ เพราะ Skill ที่เรียนในสถาบัน มันพื้นเกินไป ไม่ตอบโจทย์ และอะไรที่เรียนกันง่ายๆ มันก็มี supply เยอะจนล้นตลาด 

เพราะงั้น แป้งอยากจะบอกว่า ความเห็นของบางคน มันอาจจะไม่โดนใจเรา แต่ลองไตร่ตรองสักนิด พิจารณาสักหน่อย เปิดใจเรียนรู้ จะรู้ว่าคนแต่ละคน มองกว้าง มองไกล ไม่เหมือนกัน 

ทต.อุดมศักดิ์ MOU การแพทย์ฉุกเฉิน และเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพแบบเรียลไทม์ นำร่องแห่งแรกในประเทศไทย 

(1 ต.ค.68) นายกิตติ อุดม นายกเทศบาลตำบลเขตรอุดมศักดิ์ ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) "การดำเนินงานระบบบการแพทย์ฉุกเฉินและเปิด "ศูนย์รับส่งผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสไปสถานพยาบาล ในกรณีไม่เร่งด่วน ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเจตรอุดมศักดิ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ประกอบด้วย เทศบาลตำบล เขตรอุดมศักดิ์ โรงพยาบาลสัตหีบ กม.10 มูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบ และอีก 2 หน่วยงานในอนาคต คือ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ และโรงพยาบาลอาภากรณ์เกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เทศบาลตำบลเขตรอุดมศักดิ์ รวมไปถึงพื้นที่ใกล้เคียง ผลักดัน และขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น ได้แก่ การรับ -ส่ง ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสกรณีไม่เร่งด่วนตามแพทย์นัดไปยังสถานพยาบาล ตามที่ได้มีการลงทะเบียนร้องขอไว้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และในกรณี ดูแลรับส่งผู้ป่วย กรณีฉุกเฉิน"  ด้วยระบบโครงการดูแลสุขภาพอัจฉริยะ สำหรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ แบบเรียลไทม์ด้วยนาฬิกาข้อมือ เมื่อเกิดเหตุล้ม หมดสติ หรือระบบสัญญาณชีพผิดปกติ จะมีการแจ้งเตือนมายัง ศูนย์ปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินฯ ด้วยระบบเรียลไทม์ ณ ทต.เขตรอุดมศักดิ์ ทราบในทันที เพื่อเร่งรีบเข้าไปดูแลช่วยเหลือปฐมพยาบาล หรือนำส่งสถานพยาบาลในทันที 

ซึ่งนับเป็นโครงการดูแลระบบสุขภาพผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง แบบเรียลไทม์  นำร่องแห่งแรกในประเทศไทย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top