Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัย เตรียมพร้อมรับการตรวจประเมินจาก ICAO ปลายปีนี้


    
เมื่อวันที่ (2 ต.ค. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำโดยนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมด้านกายภาพสนามบิน สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารผู้โดยสาร โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการพื้นที่ใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล    

การตรวจติดตามดังกล่าวครอบคลุมการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อาทิ การปิดกั้นพื้นที่หลังเคาน์เตอร์เช็กอิน การเสริมความสูงของแนวรั้วเขตการบิน และการปรับปรุงพื้นที่เฉลียงทางเดิน (Corridor) เพื่อลดการปะปนระหว่างผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ซึ่งทั้งหมดเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยการบินจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภายใต้โครงการ Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach (USAP-CMA) ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–15 พฤศจิกายน 2568

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ถือเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย รองรับเที่ยวบินตรงสู่กว่า 30 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ มีเที่ยวบินเฉลี่ย 180 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารกว่า 25,000 คนต่อวัน โดยตลอดที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามมาตรฐานของ ICAO และ กพท. อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมมือกับสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น แม้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการในระยะสั้น แต่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างเต็มที่ การตรวจประเมินจาก ICAO ในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย และจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และสถานะของประเทศในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา เสนอแนวทาง Quick Big Win การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

รัฐบาลต้องผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร เพื่อแก้หนี้ของประชาชนที่มีรายได้น้อยและ SME ที่มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมแก้กฎหมายล้มละลาย ให้คนรายได้น้อยมีโอกาส ไม่เอาเครดิตบูโรมาเป็นนัยยะสำคัญในการกู้ การผ่อนชำระเงินกู้ต้องตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย จากการแถลงนโยบายรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา 

สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ได้เสนอแนะแนวทาง Quick Big Win ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน นอกเหนือจากนโยบายคนละครึ่ง ที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปแจกจ่าย เพื่อประชานิยมของรัฐบาล คือการผ่อนปรนเครดิตบูโร กับทั้ง ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME 

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเข้าขั้นวิกฤต โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลชุดเดิมๆ ออกมา ไม่ได้แก้ปัญหาจริง เพราะสร้างเงื่อนไขจนกลายเป็นกับดักหนี้ ในขณะที่วันนี้นายกรัฐมนตรี ยังคงแถลงนโยบายใช้มาตการเดิม ถือว่ายังคงเป็นการสร้างกับดักหนี้ให้ประชาชน และไม่ได้แก้ปัญหาโดยเฉพาะประชาชนระดับล่างที่รายได้น้อย

รายได้ไม่สม่ำเสมอ และยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามเงื่อนไขเครดิตบูโร รวมทั้ง ผู้ประกอบการรายย่อย  SME หมดโอกาส หนทางลืมตาอ้าปาก เช่นนั้นแล้วรัฐบาลต้องหันกลับมาให้โอกาสคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันมีเพียง 25 % เท่านั้นที่มีโอกาสขอสินเชื่อได้ รัฐบาลสามารถทำได้ทันที โดยการผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร อย่างน้อย 1-2 ปี เริ่มจากธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน

ขณะเดียวกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีการอภิปรายเพื่อพิจารณารับร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2483 โดย สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ ได้อภิปรายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายนี้ เนื่องจาก กฎหมายต้องสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่เปลี่ยนไป อีกทั้งกฎหมายต้องใช้แก้ปัญหาให้กับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนจนที่เป็นหนี้ ที่ไม่เคยได้รับสิทธิในการแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจัง การแก้กฎหมายครั้งนี้ต้องไม่แก้แบบครึ่งๆ กลางๆ อย่างที่ผ่าน ท้ายสุดได้ฝากไปยังกรรมาธิการวิสามัญชุดที่วุฒิสภาจะได้ตั้งขึ้นว่า ให้แก้กฎหมายการชำระหนี้เพื่อตัดวงจรหนี้โดยต้องตัดเงินต้นก่อน  ค่อยไปตัดดอกเบี้ย ไม่เช่นนั้นจะเป็นหนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

‘ผบ.ทบ.’ ลงนามแต่งตั้ง ‘พล.ท.บุญสิน’ อดีตแม่ทัพภาค 2 นั่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. 68

เมื่อวานนี้ (2 ต.ค. 68)กองทัพบกเปิดเผยว่า พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ 1519/68 แต่งตั้ง พล.ท. บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และนายทหารนอกราชการ เป็นที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบกด้านความมั่นคง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

หน้าที่หลักของ พล.ท. บุญสิน คือการให้คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการบริหาร ความมั่นคง การป้องกันประเทศ และกิจการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปฏิบัติงานเฉพาะเรื่องที่ผู้บัญชาการทหารบกมอบหมาย เพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญของกองทัพบกอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ได้จัดเตรียมห้องทำงานของที่ปรึกษาไว้ที่ชั้น 6 อาคารกองบัญชาการกองทัพบก ใกล้กับห้องทำงาน ผบ.ทบ. เพื่อความสะดวกในการประสานงาน การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกองทัพบกในการดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงกลับมามีบทบาท เสริมประสิทธิภาพการทำงานด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศ

เชียงใหม่- พิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการ กองบิน 41 

กองบิน 41 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการ กองบิน 41 “สืบสานภารกิจพิทักษ์น่านฟ้าและช่วยเหลือประชาชน”

(3 ต.ค. 68) กองบิน 41 ได้จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการกองบิน 41 อย่างสมเกียรติ ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 41 โดย นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 ท่านเดิม ได้ส่งมอบภารกิจการบังคับบัญชาให้แก่ นาวาอากาศเอก ธีระยุทธ เกื้อสกุล ผู้บังคับการกองบิน 41 ท่านใหม่

พิธีดังกล่าวได้จัดให้มีการบินผ่านของอากาศยานและการเดินสวนสนามของทหารกองเกียรติยศ เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้บังคับบัญชาท่านเดิม และต้อนรับผู้บังคับบัญชาท่านใหม่ ซึ่งพร้อมสานต่อภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศต่อไป

กองทัพภาคที่ 2 จัดพิธีส่งมอบหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 อย่างสมเกียรติ

'พลโทบุญสิน พาดกลาง' อำลาตำแหน่ง ส่งต่อภารกิจให้ 'พลโท วีระยุทธ รักศิลป์' สานต่อภารกิจพิทักษ์แผ่นดินอีสาน

ที่ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา วันที่ 2 ตุลาคม 68 กองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก จัดพิธีรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 อย่างสมเกียรติ โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ทำพิธีส่งมอบหน้าที่ให้แก่ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ซึ่งจะเข้ารับหน้าที่สานต่อภารกิจในการพิทักษ์อธิปไตย รักษาความมั่นคง และดูแลประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ในช่วงเช้า ได้จัดให้มี พิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี พระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะพระภิกษุสงฆ์ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และให้พร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ กำลังพล และครอบครัว ก่อนเข้าสู่พิธีการรับ–ส่งหน้าที่อย่างเป็นทางการในภายหลัง

พิธีดำเนินต่อด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 อาทิ พระศรีสัมพุทธโมลี อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) พระพุทธวิชัยเสนีย์นาถ ศาลพระนครราช ตลอดจนพิธีถวายสักการะอนุสาวรีย์วีรไทย พระบรมรูปสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อแสดงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมถึงจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญและความเสียสละของบรรพชนทหารไทย

ภายหลังพิธีสักการะ ทั้งสองนายทหารได้ร่วมลงนามในเอกสารรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปยังลานหน้าสโมสรร่วมเริงไชย เพื่อประกอบพิธีส่งมอบ “ธงประจำหน่วย” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการถ่ายทอดอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และเกียรติภูมิในการบังคับบัญชากำลังพลกองทัพภาคที่ 2

ในโอกาสนี้ ยังได้จัดพิธีสวนสนามของหมู่ธงประจำหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 83 หมู่ธง เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ โดยมีข้าราชการทหารและสมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ ความศรัทธา และความสามัคคีของเหล่ากำลังพล

สำหรับ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนที่ 45 จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 (จปร.37) เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาแล้วหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 16 ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 3 ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และรองแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่จะนำพากองทัพภาคที่ 2 เดินหน้าสู่ภารกิจอันทรงเกียรติต่อไป

พิธีรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญของกองทัพภาคที่ 2 ในการสืบสานภารกิจอันทรงเกียรติ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของประชาชน และเกียรติภูมิของกองทัพบกไทยให้ยั่งยืน  

สถาบันพระปกเกล้าปักธงสันติ เปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยปทุมวัน ดับไฟความขัดแย้ง สร้างสังคมอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

(2 ต.ค. 68) ที่ห้องประชุมสวัสดิวัดนวิศิษฏ์ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิด ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน และศูนย์สมานฉันท์สันติวิธี พร้อมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การไกล่เกลี่ยกับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา ตามแนวคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)”

ภายในงานมี รศ.ดร.ชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์ รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน นายศุภณัฐ เพิ่มพูนนิวัฒน์ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความจัดแย้ง(ส.พ.ส.) ตัวแทนสมาคมศิษย์เก่า คณะครู นักศึกษา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

กิจกรรมจัดโดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 15 กลุ่ม Consensus มีเป้าหมายพัฒนา พื้นที่กลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และส่งเสริมการเรียนรู้การไกล่เกลี่ยให้กับครู บุคลากร และนักศึกษา นำไปสู่การประยุกต์ใช้จริงทั้งในสถานศึกษาและชีวิตประจำวัน

รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ กล่าวว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการจัดการให้ได้ผลด้วย “สันติวัฒนธรรม” หรือวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การเปิดศูนย์ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณว่า ประเทศไทยต้องการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ไขข้อพิพาทที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงภาระของสถาบันพระปกเกล้าหรือกลุ่ม Consensus แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ด้าน รศ.ดร.ชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์ รองอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่า ศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นไม่เพียงแก้ไขปัญหา แต่ยังทำหน้าที่เป็น กลไกเชิงป้องกัน สร้างทักษะการสื่อสาร รับฟัง และหาทางออกโดยไม่ใช้ความรุนแรง ขอบคุณสถาบันพระปกเกล้า กรมคุ้มครองสิทธิฯ และภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุน

ขณะที่ นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ย้ำว่า ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้รวดเร็ว เป็นธรรม และลดภาระการเข้าสู่กระบวนการศาล ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนคดีความที่มีมูลค่าสูง ทั้งฝ่ายประชาชนและภาครัฐ

ภายหลังพิธีเปิด คณะนักศึกษาได้นำผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมศูนย์ฯ ก่อนเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ โดยมีมูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สนับสนุนวิทยากร พร้อมการสาธิตสถานการณ์จำลอง ฝึกการเจรจาไกล่เกลี่ย และปิดท้ายด้วยพิธีมอบใบประกาศนียบัตร

ศูนย์ดังกล่าวถูกคาดหวังให้เป็น ต้นแบบการสร้างเครือข่ายสันติวิธีในสถาบันการศึกษา และต่อยอดไปสู่การขยายผลในสังคมวงกว้าง ลดความรุนแรงและสร้างสังคมสันติสุขอย่างแท้จริง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท 

(2 ต.ค. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2568 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  5 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบํารุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา โดยไม่ต้องละทิ้ง หรือยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดสรรงบประมาณในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นจำนวนเงินกว่า 17.8 ล้านบาท 

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา   เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลต่างๆ กับทางมูลนิธิฯ “ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ท่านบริจาค สามารถร่วม ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นับล้านชีวิต” 

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง #ช่วยชีวิต #รักษาชีวิต #สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ตชด.เหนือ – อีสาน ระดมช่วยเหลือประชาชนเดือดร้อนจาก “พายุบัวลอย” ผบช.ตชด.สั่งเกาะติดสถานการณ์พร้อมสูงสุดเข้าบรรเทาสาธารณภัยดูแลชาวบ้าน

(2 ต.ค. 68 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( ผบช.ตชด. ) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุบัวลอยส่งผลให้หลายจังหวัดของประเทศไทยได้รับผลกระทบฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่ง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหลายพื้นที่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ตำรวจตระเวนชายแดน ( ตชด. ) ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที และต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ตชด.ได้ติดตามสถานการณ์พายุบัวลอยอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมแผนบรรเทาสาธารณภัย เตรียมพร้อมสูงสุดทั้งกำลังคน อุปกรณ์ ยานพาหนะ เช่น  เรือท้องแบน รถบรรทุก  ทันทีที่เกิดน้ำท่วมได้ระดมกำลังตชด. ตชด.จิตอาสา หน่วยแพทย์ ลงพื้นที่ อย่างเร่งด่วน โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด 

“ในช่วงวันที่ 30 กันยายน – 2 ต.ค.68  ได้ออกช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่  เช่น ร้อย ตชด.315 นำกำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน นำเรือท้องแบนพร้อมกำลังพลออกช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในบ้านเรือนออกนอกพื้นที่ อำนวยความสะดวก ประชาชน ผู้ป่วย ที่ได้รับความเดือดร้อน พื้นที่ อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก   ร้อย ตชด.334  นำกำลังพลให้สำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ อ.แม่อาย, อ.ฝาง จ.เชียงใหม่    ร้อย ตชด.336 นำกำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนและหินสไลด์ปิดขวางเส้นทางสัญจร เข้าทำความสะอาดดินโคลนตามบ้านเรือน และทำความสะอาดเส้นทางสัญจร ในพื้นที่บ้านทรายขาว ต.ห้วยผา อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน   ขณะที่ ตชด.337 ช่วยประชาชนบ้านหนองป่าแขม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ส่วน ร้อย ตชด.214 นำกำลังพล ตชด.จิตอาสา อำนวยความสะดวกจราจร ถนนหลวงหมายเลข 24 อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ ทำให้มีน้ำท่วมขังเส้นทางจราจร”  ผบช.ตชด.กล่าว 

‘บิ๊กเล็ก’ ยัน จีนสนับสนุนอาวุธให้กัมพูชา เป็นข่าวเก่า เกิดก่อนที่จะมีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

(2 ต.ค. 68) ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนิวยอร์กไทม์ เปิดเผยถึงจีนได้ส่งจรวดและกระสุนปืนใหญ่มายังกัมพูชา ไม่กี่สัปดาห์ก่อนมีการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาว่า จากการตรวจสอบกับหน่วยข่าว เรื่องนี้เป็นข่าวเก่าและเป็นข่าวเปิด ตนขอยืนยัน

เมื่อถามย้ำว่าเป็นการส่งอาวุธมาก่อนเกิดเหตุสู้รบไทยกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ถูกต้อง เรื่องนี้ตนได้เคยชี้แจงกับสื่อมวลชนเมื่อต้นปี 2568 ช่วงเดือนก.พ. ว่าจีนมีการสนับสนุนอาวุธให้กับกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ช่วงนั้นไทย-กัมพูชา ยังไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ถ้ามีความขัดแย้งและความตึงเครียดในลักษณะนี้ ตนมั่นใจว่าจีน คงจะพิจารณาด้วยความรอบคอบ

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาจีนไม่ได้ส่งอาวุธเพิ่มให้กับกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ด้านการข่าวไม่มี

ส่วนที่จีนมอบอาวุธให้กัมพูชา เกี่ยวข้องกับการซ้อมรบร่วมกัน แล้วไม่ได้เอาอาวุธกลับไปใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งทราบมาจากการข่าว เพราะกัมพูชาไม่ได้แถลงข่าวออกมา ซึ่งในแง่การข่าวของไทยจะต่างจากกัมพูชา โดยกัมพูชาจะไม่แถลงว่ามีอาวุธอะไร แต่ของไทยมีการซักถามไล่เรียงกันในสภาฯ จนฝ่ายกัมพูชารู้ของไทยเกือบหมด

เมื่อถามว่าในฐานะดูแลความมั่นคง มีแนวโน้มจะเกิดสงครามไทย-กัมพูชาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้มองได้ 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยยึดมั่นในสันติวิธี พยายามใช้การเจรจาแบบทวิภาคี แต่ฝ่ายกัมพูชาเจรจาก็เจรจากันไป พร้อมรบก็พร้อมไป

ส่วนความคืบหน้าการของบกลางจัดซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์ทดแทนของเดิมนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า กำลังเร่งรัดดำเนินการ ปกติจะใช้เวลา 3-6 เดือน หรือ 1 ปี แต่ปัจจุบันกรมบัญชีกลางได้ช่วยอนุโลมให้เฉพาะ ในช่วง 2-3 ปีนี้เพื่อเร่งรัดการจัดซื้อ และผ่อนผันหลักเกณฑ์ ให้จัดซื้อได้เร็วขึ้น คาดว่าเร็ว ๆ นี้ และช่วงสิ้นปี จะได้รับ

ส่วนที่ประชุม ครม.อนุมัติงบประมาณ 800 กว่าล้านบาท ให้กองทัพนำไปใช้จัดซื้ออะไรบ้าง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีทั้งเรื่องกำลังพลและยุทโธปกรณ์ แต่ไม่ขอลงรายละเอียด

ขอนแก่น - ท่านทูตอังกฤษ จัดโรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย 

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2568 เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย กิจกรรมโรดโชว์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดขึ้นทั่วประเทศเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งที่ 3 ของกิจกรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในหลากหลายภาคส่วน เช่น ธุรกิจ การค้า การศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ภายใต้ธีม “Our Shared Fun and Travel” หรือ “ความสนุกสนานและการท่องเที่ยวร่วมกัน” เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มาร์ค กูดดิ้ง และเจ้าหน้าที่สถานทูต ได้เดินทางไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ นครราชสีมา และขอนแก่น เพื่อพบปะกับผู้ว่าราชการจังหวัด ชุมชนท้องถิ่น และภาคธุรกิจ 

เอกอัครราชทูตมาร์ค กูดดิ้ง ให้ความเห็นว่า: “โรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสหราชอาณาจักรและไทยอย่างแท้จริง ผ่านกีฬา วัฒนธรรม และการศึกษา กีฬามวยไทยซึ่งเป็นที่นิยมในสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ การศึกษายังเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญระหว่างสองประเทศของเรา โดยในแต่ละปีมีนักเรียนไทยมากกว่า 6,000 คนไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร” กิจกรรมสำคัญของโรดโชว์ครั้งนี้คือ งานบริติชแฟร์ 2025 ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักจากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี โดยจัดขึ้นที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ บุรีรัมย์ ในวันที่ 29 กันยายน และที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ขอนแก่น ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากชุมชนท้องถิ่นหลายร้อยคน ทั้งสองงานมีดนตรีสด กิจกรรม และการนำเสนอวิดีโอเพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย 

ตลอดระยะเวลา 2 วันของกิจกรรม ทีมงานสถานทูตได้พบปะกับนักศึกษามหาวิทยาลัยไทยมากกว่า 100 คน และครูสอนภาษาอังกฤษ 50 คน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เขตพื้นที่บริการการศึกษานครราชสีมา และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมของเยาวชนระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย 

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า: “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ฯพณฯ มาร์ค กูดดิ้ง OBE เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย สู่ร้านบิ๊กซีของเราในจังหวัดบุรีรัมย์และขอนแก่น ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ภูมิใจที่ได้สนับสนุนงาน บริติชแฟร์ 2025 ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และมีบทบาทสำคัญในการนำสินค้าจากอังกฤษมาใกล้ชิดกับผู้บริโภคชาวไทย โรดโชว์พิเศษนี้ไม่เพียงเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่ยาวนานระหว่างสองประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และความยั่งยืนอีกด้วย” 

Cr.ฝ่ายสื่อสาร สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ กรุงเทพฯ
อีเมล: commsthailand @gmail.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top