Thursday, 16 July 2026
POLITICS

ทอ.จัดเครื่องบินลำเลียง​ ATR นำส่งชุดตรวจ Rapid Antigen Test ให้รพ.ในพื้นที่ 3 จชต.

พล.อ.อ.แอร์บูล  สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้สั่งการให้กองบิน 6 จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 16 (ATR) สนับสนุนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการนำส่งชุดตรวจ Rapid Antigen Test จำนวน 12,600 ชุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ "ทุก(ข์)ภัย ไทยช่วยกัน" ไปส่งมอบให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงมีความรุนแรงและแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ โดยออกเดินทางจากท่าอากาศทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปยังสนามบินบ่อทอง จังหวัดปัตตานี


 
สำหรับโครงการ “ทุก(ข์)ภัย ไทยช่วยกัน”เกิดจากการรวมพลังของกลุ่มบุคคลในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อจัดหาเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาล และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ขาดแคลน โดยจะส่งมอบผ่านทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อนำไปจัดสรรและส่งมอบให้กับโรงพยาบาล หรือหน่วยงานต่าง ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ กองทัพอากาศพร้อมให้การสนับสนุนกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ทรัพยากรของกองทัพอากาศ และพร้อมให้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กร อย่างเต็มกำลังความสามารถในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19​ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ทบ. แจงผุดภารกิจใช้ C295 เคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา ไม่ใช่ลดกระแสโจมตีกองทัพจัดหาเครื่องบินลำเลียง CASA บอกแล้วแต่คนจะมอง แต่ตรรกะที่ผ่านมา ใช้ยานพาหนะ ช่วยเหลือประชาชนตลอด 

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจง กรณีใช้เครื่องบินลำเลียง 295  หรือ C295 มาใช้ในภารกิจรับส่งผู้ป่วยโควิด-19 กลับภูมิลำเนา  ว่าเป็นการลดกระแสช่วงที่กองทัพโดนโจมตี รวมถึงประเด็นการจัดซื้อเครื่องบินลำเลียง CASA หรือไม่ ว่า แล้วแต่คนจะมอง แต่ยืนยันว่า กองทัพบก  ไม่ได้มองว่าเป็นการลดกระแสอะไร เพราะพิจารณาจากตระกะที่ผ่านมา การใช้ยานพาหนะของทบ. โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์เคลื่อนย้าย เราใช้ยานพาหนะพวกนี้มาโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะใช้แค่ C295 แต่ก็เล็งใช้ยุทโธปกรณ์อื่นด้วย เพื่อเสริมขีดความสามารถในการช่วยเหลือประชาชน 

ส่วนจะเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่นั้น พันเอกหญิงศิริจันทร์ ระบุ ขณะนี้เตรียมแสตนบายไว้ 1 ลำ ส่วนการนำคนขึ้นเครื่อง ต้องรับการส่งเคสมาจาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. ก่อน เพราะต้องได้รับการอนุญาตจากแพทย์ต้นทาง และต้องมีระบบสาธารณสุขปลายทาง รองรับด้วย 

โดยระยะทางอยากส่งให้ไกลที่สุด เนื่องจากในพื้นที่ใกล้ๆ มีรถดำเนินการอยู่แล้ว  ผบ.ทบ. จึงอยากย่นระยะการเดินทางระยะไกล  โดยไกลสุด จะอยู่ที่ชั่วโมงบิน 2-2 ชั่วโมงครึ่ง  เหนือ ใต้ อีสาน ไปได้หมด  อาจมีข้อจำกัด คือ จังหวัดที่ไปจะต้องมีสนามบินให้ลง  หรือลงจังหวัดใกล้เคียงได้ ก็ต้องมีรถมารองรับ 

“แรมโบ้”ปัดพัลวัน “สนธิญา” ไม่ใช่ลูกน้อง ชี้ แจ้งเตือนดารา คอลเอาท์ทำเอง ยันไม่เกี่ยว “บิ๊กตู่” 

นายเสกสกลอัตราวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกครั้งกรณีที่มีสื่อบางฉบับ และผู้ดำเนินรายการบางคน กล่าวหาว่าใช้ให้นายสนธิญา สวัสดี ไปยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) ให้ตรวจสอบกลุ่มศิลปิน ที่ออกมาคอลเอาท์ รัฐบาล ว่า ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริง นายสนธิยาไม่ใช่ลูกน้อง แต่เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และสิ่งที่นายสนธิญาไปทำเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะเห็นว่าคนดังมาโพสต์หรือกล่าวด้อยค่าวัคซีน หรือพูดในทางที่จะเสียหายในภาษาที่ไม่สุภาพ จึงอยากให้ผบช.นตักเตือนคนเหล่านั้น เหมือนคนที่จะมาร่วมชุมนุม ก็ให้ตำรวจออกมาเตือนก่อนว่าผิดกฎหมาย

“ยืนยันว่าเขาทำในนามส่วนบุคคล  ไม่ได้ไปในฐานะที่เป็นตัวแทนของผม ของรัฐบาล หรือของนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญผมและนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ใช้ให้ไปทำ และเขาไม่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษหรือแจ้งความดำเนินคดี แค่ให้ห้ามปราม ตักเตือน ดารา ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เขาจะใช้สิทธิ์ส่วนบุคคล เขาไม่ได้ผมบอกผมก่อน และผมก็ไม่รู้ว่าจะไป ยืนยันว่าไม่ใช่ลูกน้องผม แต่ยอมรับว่ารู้จักและเคยไปร่วมร้องทุกข์กล่าวโทษคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวหารัฐบาลที่กองปราบปราม”

ลูกหนี้ กยศ.ยิ้มได้ รัฐสนับสนุน ช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่อง สู้ภัยโควิด  ผ่อนสูงสุด 30 ปี หักเงินเดือนขั้นต่ำเพียง 10 บาท   เริ่มสิงหาคม 2564 - มิถุนายน 2565 นี้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผย พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญในการช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครอง ลดบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษารวมทั้งลูกหนี้ กยศ.  ล่าสุดกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เห็นชอบมาตรช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมจากที่ได้ยกเลิกกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืนกองทุนในสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564  โดยเตรียมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ผู้กู้ยืม ปรับลำดับตัดชำระหนี้และปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระ ผู้กู้ยืมที่อยู่ในระบบหักเงินเดือนสามารถขอปรับลดจำนวนเงินที่หักเหลือขั้นต่ำ 10 บาทต่อเดือน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 - มิถุนายน 2565   นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการและ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวตกรรม นำมาตรการลดค่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษาในปีการศึกษา 2564 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์หน้า (27 กรกฎาคม 2564) ด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  กยศ.  เตรียมแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้และเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระสำหรับผู้กู้ยืมกลุ่มก่อนฟ้องคดีเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่ค้างชำระและลดปัญหาหนี้ค้างชำระของกองทุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังนี้ 1. ปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระหนี้ที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี หากไม่สามารถผ่อนชำระเงินคืนตามสัญญา กองทุนจะให้ผู้กู้ยืมทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้โดยขยายระยะเวลาผ่อน และเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อให้มีระยะเวลาในการผ่อนชำระมากขึ้น สามารถผ่อนได้สูงสุด 30 ปี แต่ในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ และมีส่วนลดเบี้ยปรับโดยให้ชำระในงวดสุดท้าย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถแจ้งความประสงค์ขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่แอปพลิเคชัน กยศ.Connect หรือทางเว็บไซต์ https:/wsa.dsl.studentloan.or.th ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป 

2. ปรับเปลี่ยนลำดับตัดชำระหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระเงินคืนกองทุนที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี จากเดิมที่ใช้วิธีการตัดเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย และเงินต้น กองทุนจะปรับเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ใหม่ โดยจะนำเงินที่ได้รับชำระไปตัดเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ 3. ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระเงินคืน สำหรับผู้กู้ยืมรายใหม่ และผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างปลอดหนี้และยังไม่ครบกำหนดชำระหนี้ จากเดิมที่ผ่อนชำระเป็นรายปี กองทุนจะปรับให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันทุกเดือน และเพิ่มระยะเวลาการผ่อนชำระจากเดิมไม่เกิน 15 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี ขึ้นอยู่กับยอดหนี้ของผู้กู้ยืมแต่ละราย ทั้งนี้ในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมจะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ โดยลดเบี้ยปรับให้เหลือเพียง 0.5% กรณีผู้กู้ยืมไม่สามารถชำระหนี้ได้ในสถานการณ์นี้ รวมทั้งชะลอการฟ้องคดี บังคับคดี ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความ และงดการขายทอดตลาดไว้จนถึงสิ้นปีนี้

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในการแก้ปัญญาหนี้ภาคประชาชน  ส่งเสริมสร้างวินัยทางการเงิน  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังสนับสนุนนโยบาย กยศ. ในการช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ. ให้มีความสามารถในการชำระหนี้คืนจากมาตรการต่างๆของกองทุน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อลูกหนี้ กยศ. ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้จำนวน 3.5 ล้านราย หากสนใจก็สามารถเข้าร่วมโครงการ ก็จะได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ. ในครั้งนี้ด้วย” นางสาว รัชดากล่าว

“บิ๊กตู่” สั่งปัดฝุ่น “ช้อปดีมีคืน” กลับมาใช้ หวังกระตุ้นการใช้จ่ายปลายปี

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้มอบหมายในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับปรุงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งโครงการคนละครึ่ง และโครงการ ยิ่งใช้ยิ่งได้ หรือพิจารณานำโครงการช็อปดีมีคืนกลับมาใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเร่งให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของโครงการ 

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังอยากเห็นการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรการของรัฐ เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั้งการลงทะเบียนออนไลน์เพื่อร่วมโครงการ ชี้แจงข้อสงสัย รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ  ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้าใจในมาตรการรัฐในระดับพื้นที่ด้วย พร้อมขอให้ ศบศ. นำผลการหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนในการประชุม 40 ซีอีโอพลัส มาขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19  ร่วมฟื้นฟูประเทศร่วมกับภาคเอกชน 

“นายกฯ ยังขอให้เร่งส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น การดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าประเทศไทย ผู้มีกำลังซื้อสูง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนกำลังซื้อภายในประเทศอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ได้สั่งการในที่ประชุมครม. ให้เร่งพิจารณาแผนงานของทุกกระทรวง ที่อยู่ภายใต้งบประมาณฯปี 64 และ 65  ที่เบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย หากโครงการใดที่ติดขัดเพราะสถานการณ์โควิด-19 ก็สามารถชะลอได้ และพิจารณาการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด”  

“ประวิตร” ถกปคม.ไฟเขียวแผนป้องค้ามนุษย์ ปี64-65 เห็นชอบตั้ง “พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์” ปธ.อนุกกฯต้านค้ามนุษย์ไทย-สหรัฐฯ  ย้ำ ยกระดับการทำงานจนท.รัฐ รองรับมาตรการสากล 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.)ครั้งที่ 3/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยและนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม

โดยที่ประชุมเห็นชอบ แผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี 64-65 และโครงการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ 3 ด้าน คือ 1.ด้านดำเนินคดี ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบ 2.ด้านคุ้มครองช่วยเหลือ ให้กระทรวงพัฒนาสังคมฯรับผิดชอบ และ 3.ด้านป้องกัน ให้กระทรวงแรงงานรับผิดชอบ และเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ไทย-สหรัฐ(ฝ่ายไทย) โดยมี พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ เป็นประธาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการต่อต้านการค้ามนุษย์ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นที่ประชุมรับทราบรายงานผลการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย ดังนี้โดยแนวโน้มสถานการณ์การค้ามนุษย์ในรูปแบบออนไลน์และแรงงานบังคับเพิ่มสูงขึ้น การจำกัดการเคลื่อนที่และการสื่อสารของผู้เสียหายที่ถูกบังคับกักตัวในสถานคุ้มครองของรัฐ ควรมีการวิเคราะห์ผู้เสียหายเป็นรายบุคคล ส่วนการคัดกรองคดียังประสบปัญหาความชัดเจน ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขาดแคลนล่ามผู้เชี่ยวชาญ จึงควรยกระดับการแก้ปัญหาร่วมกัน  และรับทราบรายงานผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ทิปรีพอร์ต ประจำปี64 ของสหรัฐ ที่ปรับระดับประเทศไทยจากระดับ 2 (Tier 2)ไปอยู่ในระดับ 2 ที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) โดยสหรัฐฯได้เห็นถึงความพยายาม ของไทยและพร้อมให้ข้อแนะนำเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้บรรลุเป้าหมาย ต่อไป

จากนั้นพล.ประวิตร เป็นประธานประชุมคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยที่ประชุมเห็นชอบ แต่งตั้งพล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ เป็นประธานอนุกรรมการ พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ให้เป็นที่ยอมรับและยกระดับสู่มาตรฐานสากล ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทุกมิติ

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ชุดใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการต่อต้านการค้ามนุษย์ จะต้องเร่งรัดดำเนินงานให้เห็นผล เป็นรูปธรรม เพื่อแสดงความจริงใจ ต่อการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย และต้องบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม และเด็ดขาดให้มากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ให้มุ่งมั่นทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงหลักสิทธิมนุษยชน เป็นสำคัญ

“สงคราม” ไล่ “บิ๊กตู่” อย่าอยู่สร้างหายนะให้ประเทศอีกเลย อัดส่งลิ่วล้อไล่ฟ้องดารา ศิลปินหวังใช้กฎหมายปิดปาก ประชาชน

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด แม้รัฐบาลขยายระยะเวลาบังคับใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน รวมทั้งออกมาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นในหลายพื้นที่ แต่ผลที่ออกมาคือไม่สามารถหยุดการระบาดของเชื้อไวรัสได้ นับวันมีแต่รุนแรงขึ้นมีประชาชนติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักหมื่นทุกวัน ชัดเจนว่ารัฐบาลใช้แต่อำนาจแต่ทำงานไม่เป็นแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะแม้แต่ตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังไม่กล้ามาทำงานในทำเนียบแล้วประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลได้อย่างไร

การประกาศปิดกิจการของผู้ประกอบการหลายหลายอาชีพ ตามมาตรการรัฐบาลเป็นการทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ รัฐบาลอ้างเพื่อควบคุมการระบาดแต่ในความเป็นจริงมันควบคุมไม่ได้ แต่รัฐได้ทำลายระบบเศรษฐกิจไทยลงอย่างย่อยยับที่สุด ทำคนตกงานหลายล้านคน ในขณะที่การชดเชยให้กับผู้ประกอบการและลูกจ้าง รัฐกลับใช้เวลานานมากกว่าจะชดเชยให้กับคนเหล่านี้ได้ แต่เวลาใช้อำนาจกลับสั่งปิดกิจการทันที ประชาชนมองว่าพลเอกประยุทธ์เก่งแต่อำนานแต่ทำงานไม่เป็น

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า การที่บรรดาลิ่วล้อของพลเอกประยุทธ์ ออกมาฟ้องร้องประชาชนศิลปิน ดารา ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ด้วยข้อความต่างๆ สร้างความไม่พอใจให้พลเอกประยุทธ์และรัฐบาลเป็นอย่างมาก ดังนั้นการออกมาแจ้งความดำเนินคดีกับคนเหล่านี้ เป็นไปตามความต้องการของพลเอกประยุทธ์ เพราะต้องการใช้กฎหมายปิดปากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไม่ให้ออกมาพูด แม้รัฐบาลจะบริหารงานได้ห่วยแค่ไหน ไร้ความรับผิดชอบจนมีผู้ติดเชื้อนอนตายข้างถนน รัฐบาลกลับไม่รับผิดชอบชีวิตประชาชน หากเป็นแบบนี้ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ พลเอกประยุทธ์ เก่งแต่ใช้อำนาจกับประชาชน แต่ไม่รับผิดชอบความเดือดร้อนและความตายประชาชน ควรออกไปได้แล้ว อย่าอยู่เพื่อสร้างความหายนะให้กับประเทศอีกเลย

“องอาจ”เสนอ"บิ๊กตู่"ใช้ค่ายทหารทั่วประเทศ ทำ รพ.สนาม  หนุนทบ.ตั้งศูนย์ต้านภัยโควิด แนะดึงทร.-ทอ.ร่วมด้วย

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า เฟซบุ๊กศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบกได้เผยแพร่ข้อมูลระบุว่ากองทัพบกได้เริ่มตั้งศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด-19 เพื่อเป็นสื่อกลางช่วยผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบรักษาไปยังศูนย์แรกรับและส่งต่อผู้ป่วยโควิดของรัฐบาล (อาคารนิมิบุตร) หรือสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงช่วยเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไปยังโรงพยาบาลสนามที่จัดเตรียมไว้ ทั้งโรงพยาบาลสนาม ทบ. 18 แห่ง โรงพยาบาลค่าย ทบ. 29 แห่ง และศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 ของกรุงเทพฯ 17 แห่ง รวมถึงมีฌาปนสถานของ ทบ.อีก 4 แห่งไว้รองรับ จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่กองทัพบกได้เริ่มเข้ามาช่วยรับ-ส่งฟรี 24 ชั่วโมง ทั้งผู้ป่วยติดเชื้อ ผู้หายป่วยเคลื่อนย้ายศพและฌาปนกิจศพ  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินการสามารถช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้น เพราะแนวโน้มการแพร่ระบาดยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลง 

นายองอาจ กล่าวอีกว่า ตนจึงขอเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ดังนี้ 1.ควรนำค่ายทหารทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ายทหารในกรุงเทพฯ มาทำเป็นโรงพยาบาลสนาม และจุดพักคอยเพิ่มขึ้น และ 2.ควรแปรสภาพศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด-19 ของกองทัพบกให้เป็นศูนย์ของกองทัพไทย รวมถึงประสานให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศเข้ามาทำงานช่วยเหลือประชาชนด้วย  3.ควรสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอต่อการทำงานอย่างจริงจัง ไม่ควรปล่อยผู้นำหน่วยไปหางบทำงานกันเอง  ทั้งนี้ ตนเชื่อมั่นว่าถ้าพล.อ.ประยุทธ์สามารถทำตามข้อเสนอนี้ได้ จะช่วยผู้ป่วยติดเชื้อและครอบครัวได้อีกจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้การดูแลช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐดีขึ้นอย่างแน่นอน

Call Out!! ฉัน​ต้องการเสียงดัง ๆ​ ของ​ 'เธอ'​

แทบจะเป็นธรรมเนียมไปแล้ว​ ในทุกๆ​ ครั้งที่อุณหภูมิทางการเมืองระอุ​ และมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง​

และเหล่า​ 'คนดัง'​ หรือ​ 'มีชื่อเสียง​'​ ก็มักจะต้องถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออก โดยมีผู้คนในโลกโซเชียลคอยกดดันผ่านแฮชแท็กมากมายในหลาย ๆ​ แพลตฟอร์ม​ เช่น​ ทวิตเตอร์

#วันนี้ดาราcalloutหรือยัง

กระแสเหล่านี้รุนแรงและเป็นแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นถี่มากในตอนนี้แก่เหล่าคนดัง!!

ว่าแต่ทำไมต้องเป็นศิลปินและดารา?

การดันแฮชแท็กเหล่านี้​ เพื่อเรียกร้องให้ทั้งดารา/ศิลปินใน ‘ไทย’ และ ‘ไอดอลคนไทยในต่างประเทศ’ ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือจุดยืนในเรื่องการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นนั้น

เนื่องจากความสนใจหรือการตั้งคำถามผ่าน เสียงหรือข้อความของเหล่าดารา/ศิลปินน​ั้น​ มีความ​ Impact​ ต่อสังคมอย่างมาก​ ยิ่งดาราคนนั้นดังมากเท่าไร​ เสียงก็จะยิ่งดังชัดขึ้นต่อการเมืองในช่วงนั้น

เพราะพวกเขา​ คือ Influencer หรือผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียลมีเดีย รวมถึงการเป็นผู้มีอิทธิพลต่อกระแสภายในสังคม

และด้วยความเป็น ‘ผู้มีอิทธิพลทางสื่อ’ เป็น ‘ผู้มีชื่อเสียง’ จึงพ่วงมาด้วยการมีผู้ติดตามจำนวนมาก

นั่นหมายความว่าการเคลื่อนไหวของบุคคลเหล่านี้บนโซเชียลมีเดียในแต่ละครั้งไม่ว่าจะในด้านใด (จะเป็นการรีวิวสินค้า/ขายของ หรือการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง) ผู้คนที่ติดตามโซเชียลของบุคคลเหล่านี้ก็จะรับรู้เรื่องราวและส่งต่อสารที่สื่อออกมาได้กว้างขวางมากขึ้น

ฉะนั้น​ ถ้าคุณทำอะไรก็ดัง​ ขายของ​ รีวิวสินค้า โน้มน้าวชักจูงใจคน​ และแฟนคลับได้ ก็ต้องออกมาเป็นกระบอกเสียงในเรื่องการเมือง​ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมวงกว้างได้ด้วยเช่นกัน​ (แกมบังคับเนาะ)​

แน่นอนว่า​ การออกมาแสดงความคิดเห็น หรือจุดยืนทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อตัวดารา/ศิลปิน ทั้งในเรื่องของชีวิต หน้าที่การงาน ครอบครัวหรือคนรอบข้างได้

แต่กลุ่มที่ต้องการให้ Call​ Out​ ก็จะมีการพูดว่าคนดังที่ออกมาเชียร์จะไม่ถูกคุกคาม​ และถ้าคุณกล้าออกมา​ Call​ Out​ พวกเราก็จะสนับสนุนคุณ​ตลอดไป (แม้สุดท้ายจะเกิดผู้ไม่สนับสนุนอีกฟากเกิดตามมาก็ตาม)​

ถึงกระนั้น​ ทุกวันนี้​ ศิลปิน/ดาราไทยหลายคน​ ก็เริ่มจะออกมาเป็นกระบอกเสียง และ​ Call​ Out​ ในทางการเมืองมากขึ้น​ ซึ่งจะด้วย 'จุดยืนส่วนตัว'​ หรือ 'แรงกดดัน'​ จากสังคมก็บอกได้ยาก...

แต่อย่างไรเสีย​ สิ่งที่อยากฝากคนไทยไว้​ คือ​ การออกมาหรือไม่ออกมาแสดงความคิดเห็น ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคนตามหลักของประชาธิปไตยที่บอกว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกทางความคิดเห็น

เช่นเดียวกันกับตัวประชาชนเอง​ ก็มีสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ หรือเลือกที่จะติดตามหรือไม่ติดตามต่อก็ได้เหมือนกัน...

เรื่องนี้ต้องแยกแยะให้ออกด้วย!!


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'ยิ่งลักษณ์' โพสต์ข้อความ สะเทือนใจที่เห็นพี่น้องประชาชนไทยเสียชีวิตบนถนน ย้ำ รัฐบาลบริหารวิกฤติผิดพลาด ซ้ำยังมองประชาชนเป็นภาระ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ว่า...

ดิฉันรู้สึกหดหู่ สะเทือนใจ และแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่ามีพี่น้องประชาชนคนไทยต้องเสียชีวิตบนท้องถนน ไร้การเหลียวแล จึงขอตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่าปล่อยให้ประเทศเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทำไมรัฐบาลทำให้ประชาชนต้องเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงในการดูแลประชาชน อีกทั้งยังทำให้บุคลากรด่านหน้า แพทย์ พยาบาล หมดขวัญกำลังใจ อ่อนล้า ขาดหลักประกันที่ดีเพราะไม่มีวัคซีนที่มีคุณภาพเพียงพอในการเป็นเกราะปกป้องโรคร้าย

ดิฉันขอแสดงความเสียใจ และขอร่วมแบ่งปันความโศกเศร้ากับหลายครอบครัวที่ต้องอยู่ในสภาพเห็นคนที่รักล้มหายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ซึ่งต้นตอเกิดจากการที่รัฐบาลไม่ได้วางแผนให้รอบคอบ รัดกุม ขาดวิสัยทัศน์ในการรับมือกับวิกฤติโรคระบาดในระยะยาว มีแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะการบริหารระบบสาธารณสุขที่มีการรวบอำนาจ แต่กลับบริหารผิดพลาด ขาดแคลนเตียง ไร้การตรวจเชิงรุกที่มากพอ วัคซีนไม่ทั่วถึง และคุณภาพเป็นที่กังขา แต่พลเอกประยุทธ์กลับไม่เคยน้อมรับความผิดพลาดและขอโทษ มิหนำซ้ำยังกลับมองว่าประชาชนทำตัวเป็นภาระ ทั้ง ๆ ที่เกิดจากความหละหลวมของรัฐบาล

ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้คนไทยอดทน ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ ขณะเดียวกันขอเป็นอีกหนึ่งเสียงในการเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ด้วยการนำความทุกข์ยากของประชาชนเป็นหัวใจในการนำเสนอแผนที่ชัดเจนในการบริหารจัดการ และกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเป็นผู้นำพึงมีในการนำพาประเทศผ่านพ้นความยากลำบากครั้งนี้ให้ได้


ที่มา: https://www.facebook.com/105044319540032/posts/4555155527862200/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“อรรถวิชช์” ชี้!! กรณีศิลปินดาราวิจารณ์ รัฐบาลต้องฟัง ไม่ใช่ไล่ฟ้อง จะใช้วิธีของคดีความมั่นคงแห่งรัฐ กรณีหมิ่นสถาบันไม่ได้ ต้องแยกแยะความมั่นคงแห่งรัฐ กับความมั่นคงของรัฐบาล

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า กล่าวถึงกรณีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ออกมาขู่ดำเนินคดีกับศิลปินดารา ที่โพสต์ข้อความ Call Out วิจารณ์ต่อต้านรัฐบาลว่า...

ศิลปินดาราเขาบอกถึงความไม่พอใจในการแก้ปัญหาวิกฤตโควิด เหมือนกับประชาชนทั่วไป เพราะมันกระทบทั้งชีวิต และการดำรงชีพ ตัวเลขผู้ติดเชื้อ New High ต่อเนื่อง การฉีดวัคซีนล่าช้า เตียงไม่พอ จ่ายยาฆ่าเชื้อทันทีไม่ได้ คนตายทุกวัน

"รัฐบาลต้องฟัง ไม่ใช่ไล่ฟ้อง!! จะไปทำเหมือนคดีความมั่นคงแห่งรัฐ หมิ่นสถาบัน ม.112 แล้วใช้กลไก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้ แยกแยะด้วยระหว่าง ความมั่นคงแห่งรัฐ กับ ความมั่นคงของรัฐบาลเอง รัฐบาลต้องทำให้ชาติเกิดความสามัคคี รักษาโครงสร้างชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ขออย่าเติมฟืนเติมไฟ ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดเลย กระทรวง DES เอาเวลาไปทำระบบติดตามช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยังตกค้างดีกว่า" นายอรรถวิชช์ กล่าว


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

พรรคพลังประชารัฐ แจง ‘สนธิญา สวัสดี’ ไม่ใช่สมาชิกพรรค พร้อมยืนยัน ปมเคลื่อนไหวสอบดารา Call Out ไม่เกี่ยวกับพรรค

22 ก.ค.64 นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะนายทะเบียนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ตามที่สื่อมวลชนหลายแขนง ได้มีการรายงานข่าวว่า เมื่อวานนี้ (21 กรกฎาคม 2564 ) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล นายสนธิญา สวัสดี ที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนสภาผู้แทนราษฎร และอดีตผู้สมัครสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้เข้ายื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการติดตาม กำกับ ดูแล ตรวจสอบกรณีการ Call out ของดารา นักร้อง และผู้มีชื่อเสียง เกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดต่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.ก.สถานการณ์การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.โรคติดต่อ

ทั้งนี้ ตนในฐานะนายทะเบียนพรรคพลังประชารัฐ ขอชี้แจงว่า นายสนธิญา สวัสดี มิได้เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแต่อย่างใด ดังนั้น ในส่วนของการเคลื่อนไหวของนายสนธิญา จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพรรคพลังประชารัฐ ตามที่สื่อบางสำนักได้พาดพิง


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“โฆษก ศบศ.”เผย “บิ๊กตู่” พอใจโครงการนำร่องเปิดประเทศ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ -สมุยพลัสโมเดล “รุกต่อ” พังงา กระบี่ เริ่ม 1 ส.ค.นี้ พร้อมหนุนมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจและการลงทุนดึงต่างชาติเข้าประเทศ 

ภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ครั้งที่ 3/2564 ผ่านระบบ VDO Conference ท่าี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จของโครงการ Phuket Sandbox พร้อมชื่มชมการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชน โดยพบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1-21 กรกฎาคม 2564 รวม 9,358 คน  ขณะที่ยอดการจองห้องพักตามมาตรฐาน SHA+ สะสมระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนอยู่ที่ 244,703 คืน คิดเป็นอัตราการเข้าพักร้อยละ 10.12 สร้างรายรับการท่องเที่ยว 534.31 ล้านบาท โดยที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการร่วมมือกันเพื่อควบคุมการระบาดให้ดี 
       
นายธนกร กล่าวว่า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีฯ ได้เห็นชอบมาตรการให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าร่วม Phuket Sandbox เดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับพื้นที่นำร่องอื่น (7+7) โดยนักท่องเที่ยวพำนักภายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเป็นเวลา 7 วัน และสามารถเดินทางท่องเที่ยวและต้องพำนักในพื้นที่อื่น ๆ อีกเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพงัน และเกาะเต่า) จังหวัดกระบี่ (เกาะพีพี เกาะไหง และไร่เล) และจังหวัดพังงา (เขาหลัก เกาะยาวน้อย และเกาะยาวใหญ่) มีกำหนดเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 สิงหาคม 2564 โดยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานภาคเอกชนและภาคประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจของคนในพื้นที่ร่วมกัน และพิจารณาจัดเตรียมแผนการดำเนินการบนระเบียบหลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกับการดำเนินการของ Phuket Sandbox เพื่อมุ่งเน้นความปลอดภัยและการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ และ (2) มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดทำรายละเอียดแผนการเชื่อมโยงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเดินทางระหว่างจังหวัดภูเก็ตและพื้นที่นำร่องอื่น เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุม ศบค. พิจารณาต่อไป และให้พิจารณาจัดทำแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุม ศบศ. และ ศบค. พิจารณาต่อไป
     
โฆษก ศบศ. กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย ตามข้อเสนอของทีมปฏิบัติการเชิงรุกทาบทามทั้งบริษัทเอกชนไทยและต่างประเทศ นั้น ได้มีการปรับข้อจำกัดต่าง ๆ และอำนวยความสะดวก เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว ประกอบด้วย (1) กลุ่มประชากรโลกที่มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy global citizen) (2) ผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ (Wealthy pensioner) (3) กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย (Work-from-Thailand professional) และ (4) กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (High-skilled professional) โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาข้อเสนอในรายละเอียดต่อไป

รองโฆษกรัฐบาล เผย ก.สธ.-ก.คม กำหนดมาตรการเข้ม ย้ายผู้ป่วยใน กทม. ปริมณฑล กลับภูมิลำเนา โทรสายด่วน 1330 แจ้งความประสงค์ได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา มอบหมายให้กระทรวงทรวงสาธารณสุข ประสานกับรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องการเดินทางกลับไปรักษาที่ภูมิลำเนา เพื่อลดความหนาแน่นในการรองรับผู้ป่วยใน กทม.และปริมณฑล ล่าสุดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กองทัพบก และกระทรวงคมนาคม ได้ประสานความร่วมมือ จัดรถรับ-ส่งผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่ต้องการกลับไปรักษายังภูมิลำเนาแล้ว โดยประชาชนที่ป่วยด้วยโรคโควิด-19 อาการไม่รุนแรง ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่ต้องการกลับไปรักษาตัวยังภูมิลำเนา สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน  1330 กด 15  หรือลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://crmdci.nhso.go.th/

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินการนั้น เมื่อผู้ป่วยรับทราบผลการติดเชื้อโควิด-19 แล้วแจ้งไปยังสายด่วน 1330 ประสงค์เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม สปสช.และกระทรวงคมนาคม จะแจ้งประสานไปยังจังหวัดปลายทางเพื่อส่งตัวผู้ป่วยเข้ารักษาที่โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามในจังหวัด โดยมีมาตรการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เข้มงวด ปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อกำหนดจากกรมควบคุมโรคและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เช่น มีอุปกรณ์กั้นผู้ป่วยแยกกับคนขับ มีมาตรการเว้นระยะห่าง นั่งที่เวรที่ สำหรับรถตู้ให้โดยสารได้ไม่เกิน 5 คน พร้อมมีแพทย์วิดีโอคอลให้คำปรึกษาอาการระหว่างการเดินทาง โดยกระบวนการขนย้ายนี้ เป็นความร่วมมือของกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมการขนส่งทหารบก
 
น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับกระทรวงคมนาคม ได้กำหนดมาตรการด้านการขนส่งผู้ป่วยไว้เป็นอย่างดี โดยให้ดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อาทิ การเว้นระยะห่างภายในรถ การทำความสะอาดตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด รวมทั้งการจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้ป่วยระหว่างเดินทาง พร้อมประสานขอให้จังหวัดดำเนินการวางแผนการรองรับผู้ป่วยกลับบ้าน โดยให้มีการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ในอนาคตเพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้วย นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องการอื่น เช่น ไลน์ สำหรับกรณีที่จังหวัดหรือหน่วยงานใด ต้องการการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์

'กรกิจ ดิษฐาน' ดึงสติคนไทย!! โจมตีรัฐบาลได้ แต่อย่าด้อยค่าวัคซีน

'กรกิจ ดิษฐาน' นักเขียน / นักค้นคว้าอิสระ ได้นำเสนอบทความ เกี่ยวกับวัคซีนในไทยจากมุมมองประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ลงในเว็บไซต์ PostToday ว่า...

มาเลย์ไม่มั่นใจ Pfizer-ไทยด้อยค่า Sinovac อีกมุมมองหนึ่งเกี่ยวกับการใช้วัคซีนของสองประเทศ ขณะที่ไทยเรียกหา Pfizer และบ่ายเบี่ยง Sinovac แต่ที่มาเลเซียมีบางคนเห็นตรงกันข้าม

คงจำกันได้ที่ผู้เขียนเขียนเรื่อง 'เมื่อคนสิงคโปร์แก้ต่างให้ไทย แต่คนไทยขอขับเคลื่อนด้วยการด่า' โดยยกข้อมูลเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac (คือ CoronaVac) จำนวน 2 โดส ติดเชื้อจำนวน 618 จาก 677,348 คน

ซึ่งคนสิงคโปร์ชี้ว่า สัดส่วนนี้น้อยมากแค่ 0.1% เท่านั้น แต่ในไทยเรากลับไม่ได้ดูที่สัดส่วนแบบนี้ โดยดูที่ตัวเลขลุ่น ๆ คือ 618 เมื่อเห็นหกร้อยกว่าคนก็คิดว่ามันมากแล้ว การอ่านข้อมูลแบบนี้ทำให้กระแสโจมตีวัคซีนของ Sinovac ยิ่งหนักขึ้น

ผู้เขียนไม่ได้เชียร์หรือด้อยค่าวัคซีนตัวไหนเป็นพิเศษ ในเวลานี้ขอให้รัฐบาลจัดสรรและฉีดให้ครอบคลุมก็พอ เพราะปัญหาที่ใหญ่กว่าการซื้อวัคซีนของจีนหรือของตะวันตกก็คือ ที่ไทยผลิตเองมีจำนวนไม่พอและรัฐบาลบริหารวัคซีนได้แย่ อย่างที่หลายคนบอกว่า 'แทงม้าตัวเดียว' คือหวังพึ่งแต่วัคซีนตัวสองตัว แถมยังยักไว้ในปริมาณที่น้อยเกินไปด้วย

เมื่อรัฐบาลทำให้เกิดสถานการณ์แบบนั้น ผู้คนจึงตำหนิและขับไล่ แต่ไม่ใช่เหตุที่จะไม่ฉีดวัคซีนที่มีในตอนนี้คือของ Sinovac

การที่บางคนในไทยพ่วงการโจมตีรัฐบาลโดยด้อยค่าวัคซีนที่รัฐบาลเลือก เท่ากับปลุกกระแสต่อต้านและกลัววัคซีนไปพร้อม ๆ กัน การทำแบบนี้ ทำให้คนยิ่งติดเชื้อมาก สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ บอกให้รีบฉีดไปก่อน เมื่อวัคซีนที่ถูกใจมาถึงค่อยใช้บูสเตอร์ในภายหลังได้

ปัญหาในไทยตอนนี้ก็คือ โจมตีรัฐบาลทำให้เกิดกระแส Anti-vaccine ด้วย ซึ่งเป็นเกมอันตรายและใช้คนเป็นเบี้ยหมากในทางการเมือง

วิธีที่ดีที่สุด คือ การโจมตีรัฐบาลที่มีนโยบายวัคซีนที่ล้มเหลว แต่จะต้องไม่ด้อยค่าวัคซีนที่พอหาได้ในตอนนี้ การด้อยค่าวัคซีนที่มีตอนนี้ทำให้คนกลัววัคซีนมากกว่ากลัวติดโควิด ผลก็คือคนติดโควิดมากและตายมาก

ถ้าจะวิพากษ์วัคซีนที่รัฐบาลพอจะสั่งมาได้ก็ควรเทียบแบบคนสิงโปร์ คือใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่อารมณ์

มาเลเซียก็มีการถกเถียงกันเรื่องสถิติของบุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac เหมือนกันและเซอร์ไพรส์ที่คนมาเลเซียจำนวนหนึ่งคิดเหมือนคนสิงคโปร์ในเรื่องนี้ แต่ยังขยายต่อโดยเทียบระหว่างบุคลากรแพทย์ของไทยกับมาเลเซียด้วยที่รับวัคซีนคนละตัว และผลลัพธ์ก็ต่างกัน

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมหรือไล่ ๆ กับที่ไทย มีการเปิดเผยตัวเลขบุคคลากรแพย์ที่ติดเชื้อหลังจากฉีด Sinovac ซึ่งมีการถกเถียงกันในประเด็นนี้ในกลุ่มติดตามโควิดของมาเลเซีย โดยยกตัวอย่างว่า...

"ประเทศไทย - เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 677,348 คนได้รับวัคซีน Sinovac ครบถ้วนแล้ว ติดเชื้อโควิด 618 ราย = 0.091% VS มาเลเซีย - บุคลากรทางการแพทย์ 245,932 คนได้รับวัคซีน Pfizer ครบถ้วนแล้วผู้ติดเชื้อ 3,106 ราย = 1.26%"

สรุปสั้น ๆ ก็คือบุคลากรแพทย์ไทยฉีด Sinovac แต่ติดเชื้อ 0.091% ส่วนบุคลากรแพทย์มาเลเซียฉีด Pfizer ติดเชื้อ 1.26% หรือ อัตราการติดเชื้อระหว่างบุคลากรแพทย์ในมาเลเซียกับไทยต่างกันถึง 14 เท่า (1.26/0.091) โดยมาเลเซียสูงกว่า 14 เท่านั่นเอง เทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์แบบนี้คงชัดเจนมากขึ้น

ในกลุ่มนี้มีการถกเถียงประเด็นนี้ โดยมีความหนึ่งที่น่าสนใจ แม้จะไม่ใช่ความเห็นของคนเด่นคนดัง แต่ก็ตรงกับวิธีคิดของผู้เขียน ความเห็นนี้ (ชื่อ Francis Phang) บอกว่า... "สิ่งสำคัญคือต้องฉีดวัคซีนไม่ว่ายี่ห้ออะไร พวกมันทั้งหมดทำงานได้ดี แต่ทำงานได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลตัวเองดีเพียงใดเพื่อหลีกเลี่ยงสายพันธุ์ต่าง ๆ ของโควิด-19"

ที่พูดแบบนี้กัน ก็เพราะมาเลเซียนั้นได้ Pfizer มาถึง 44.8 ล้านโดส แต่ปรากฏว่ามีกระแสกังขามันและต้องการจะฉีด Sinovac เสียอยางนั้น ซึ่งกลับตาลปัตรกับประเทศไทย!!

(ทั้งนี้ Pfizer ล็อตแรกที่ส่งมายังมาเลเซียสงวนไว้สำหรับแนวหน้า ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กองทัพ โดยเริ่มฉีดเดือนกุมภาพันธ์)

ตัน สรี ดร.นูร์ ฮิชัม อับดุลลอห์ อธิบดีกรมสุขภาพของมาเลเซียยังถึงกับบอก (หลังเผยตัวเลขบุคลากรแพทย์ที่ติดเชื้อถึง 3,106 ราย) ว่า “มีช่วงหนึ่ง หลายคนไม่พอใจกับทวีตของผม เมื่อผมพูดถึงจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีนครบแล้ว ถูกต้อง คุณยังสามารถติดเชื้อได้หลังจากฉีดวัคซีนครบแล้ว แต่ไม่เท่ากับที่มีรุนแรง โดยต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลและเสียชีวิตน้อยกว่า"

ไม่ว่าใครก็ตามต่างก็พยายามจะบอกว่าวัคซีนของที่ตัวเองมีอยู่นั้น มีผลน่าพอใจแล้ว เช่น รายงานข่าวของทางการมาเลเซียเอง ก็บอกว่ามีบุคลากรแพทย์ที่ได้รับวัคซีนสองโดสแล้ว "ติดแค่เล็กน้อย" ซึ่งว่ากันตามสถิติแล้ว 1.26% ก็ยังถือว่าไม่สูงมากจริง ๆ

สิ่งที่เลวร้ายกว่าการเชียร์วัคซีนก็คือ การไปด้อยค่าวัคซีนอื่น เพราะไม่ใช่ทุกประเทศที่จะนำเข้าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีกว่าได้ จะขอยกตัวอย่างกรณีของสำนักข่าว The New York Times เรื่อง "พวกเขาอาศัยวัคซีนจีน ตอนนี้พวกเขากำลังต่อสู้กับการระบาด" เมื่อโพสต์ข่าวในเฟซบุ๊ก แทนที่ผู้อ่านจะโจมตีวัคซีนจีนกลับโจมตีคนรายงานข่าวนี้

ความเห็นที่มีผู้ไลก์มากที่สุด Roxana Nassiri บอกว่า "ประเทศที่ยากจนส่วนใหญ่พึ่งพาวัคซีนจากจีน มันคือสิ่งที่พวกเขาควรทำ เมื่อประเทศร่ำรวยสะสมวัคซีนที่ดีที่สุดเอาไว้ให้ตัวเอง คุณพยายามอย่างเต็มที่เพื่อควบคุมการติดเชื้อด้วยสิ่งที่คุณมีอยู่ในมือ"

อีกคน Jackie Orio บอกว่า "ลองเขียนบทความใหม่เป็น "วัคซีนที่พวกหามาเอาไหม? ผมแน่ใจว่าหากแบรนด์อื่น ๆ มีจำหน่ายในประเทศเหล่านี้ พวกเขาจะรับมันไว้"

ดูเหมือนว่าชาวโลกที่มีเหตุมีผลจะคิดคล้าย ๆ กันว่า "ได้อะไรมาก็รีบฉีดกันตายเอาไว้ก่อน" ส่วนรัฐบาลวางแผนพลาดเรื่องวัคซีน ก็เช็กบิลกันไปตามเนื้อผ้า

วัคซีนที่ถูกด้อยค่านั้นอาจมีผลคือ ถูกสั่งนำเข้าลดลงมีผลต่อรายได้ของบริษัท/ประเทศต้นทาง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของประเทศที่สั่งเข้ามาแล้ว ปัญหาของประเทศที่สั่งเข้ามาแล้วคือ ประชาชนกังขามันจนไม่ยอมฉีด ผลก็คือเกิดการระบาดหนัก ต้องสูญเสียชีวิตของคนที่หลงเชื่อขบวนการด้อยค่าวัคซีน

แม้แต่ในสหรัฐฯ ตอนนี้ใช้ Pfizer กับ Moderna เป็นหลักแท้ ๆ ก็ยังมีกระแสกังขา/ต่อต้านมันจนกระทั่งอัตราการฉีดวัคซีนลดลงแบบน่าตกใจ หลายรัฐโดยเฉพาะรัฐภาคใต้จึงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาอีก ยังไม่นับความร้ายกาจของเดลตาที่ทำให้วัคซีน mRNA มีประสิทธิภาพลดลง บางรัฐจึงสั่งให้สวมหน้ากากอีก แม้จะฉีดวัคซีนไปมากแล้ว

ในสหรัฐฯ การด้อยค่าวัคซีนมีปัญหามาจากความแตกแยกทางการเมืองและการเมืองเรื่องสีคล้าย ๆ กับบ้านเรา คือรัฐภาคใต้ที่นิยมพรรคสีแดง (รีพับลิกัน) ฉีดวัคซีนน้อยและต้านวัคซีนมาก ผลก็คือตัวเลขติดเชื้อพุ่งขึ้นมาอีก ส่วนรัฐสีน้ำเงิน (เดโมแครต) ฉีดวัคซีนมากการติดเชื้อน้อย แต่บางรัฐในกลุ่มนี้ต้องสั่งให้สวมหน้ากากอีกครั้ง

ดังนั้น สีเสื้อทางการเมืองไม่มีผลอะไร เพราะเจอไวรัสก็ตายเหมือนกัน ถ้าไม่ระวังตัวหรือเอาแต่กังขาวัคซีน

ในสหรัฐฯ นั้นคนไม่ได้ต่อต้าน Pfizer แต่ต่อต้านมาตรการของรัฐ เพราะยึดมั่นถือมั่นว่าประชาชนอเมริกันมีเสรีภาพที่รัฐจะมาบีบบังคับไม่ได้แม้แต่เรื่องเป็นเรื่องตาย ประมาณว่า "กูจะตายก็เรื่องของกู"

แต่โรคระบาด "ไม่ใช่เรื่องของกูคนเดียว" เพราะถ้า "กู" ติดขึ้นมาไม่จะไม่ติดแค่ "กู" คนเดียวแต่จะลาก "มึง" อีกนับสิบนับร้อยคนซวยไปด้วย

เช่นกัน ในประเทศไทยมีผู้ออกมาด้อยค่าวัคซีนที่มีอยู่เพียงเพื่อจะเชียร์ Pfizer ซึ่งก็เชียร์ได้และควรจะเชียร์ เพียงแต่การเชียร์มิติเดียวของคนพวกนี้ทำให้ประชาชนกลัววัคซีนที่มีอยู่จนบอกกับตัวเองว่า "กูไม่ฉีดล่ะ" ผลก็คือ "กู" ติดเชื้อและทำให้คนอื่นติดไปด้วย

พูดสั้น ๆ ก็คือพวกเชียร์วัคซีน A ด้อยค่าวัคซีน B คือพวกที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้าน/กังขาวัคซีนทางอ้อม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม และความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้มันหนักหนาสาหัสมาก

ย้ำว่ารัฐบาลสมควรถูกต่อว่าอย่างหนักหรือแม้แต่สมควรกับการถูกขับไล่เพราะแผนจัดการวัคซีนที่แย่และขาดวิสัยทัศน์ แต่วัคซีนที่รัฐซื้อมาเพื่อใช้ในเวลาฉุกเฉินไม่ใช่จำเลย รัฐบาลต่างหากที่เป็นจำเลยสังคมและการตำหนิรัฐบาลไม่ทำให้คนตายเท่ากับด้อยค่าวัคซีน

รัฐบาลบริหารผิดพลาดเป็นเวรกรรมคนไทยโดยแท้และคนไทยควรจะ "แก้กรรม" นี้โดยเร็ว

แต่การโจมตีรัฐบาลโดยใช้ความกลัววัคซีนของประชาชนเป็นเบี้ยหมากทางการเมืองนั้น ก็สร้างเวรสร้างกรรมเหมือนกัน


ที่มา : https://www.posttoday.com/world/658641


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top