Friday, 28 August 2026
POLITICS

‘พีระพันธุ์’ ย้ำชัด ไม่ร่วมรัฐบาลแลกผลประโยชน์ พร้อมนำทัพพาพรรคผ่านทุกอุปสรรคสู้ศึกเลือกตั้ง

‘พีระพันธุ์’ พร้อมเดินหน้านำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำทำเต็มที่ เชื่อมั่นพรรคสามารถผ่านทุกอุปสรรคไปได้ เชิญชวนชาวไทยหัวใจรักชาติร่วมทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) เวลา 19.00 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของพรรคท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองว่า ในลำดับแรกตนขอยืนยันว่าพร้อมเดินหน้าในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อเป็นแม่ทัพของพรรครวมไทยสร้างชาติในการทำงานทางการเมืองต่อไป

สำหรับกระแสข่าวเลือดไหลออกจากพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น ในวันนี้ยังไม่มีเลือดไหลออกจากพรรค เพราะทุกคนยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และยังมีผู้สนใจมาสมัครสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน

นายพีระพันธุ์ยังได้เปิดเผยถึงจุดยืนของตนเกี่ยวกับการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาว่า หลังจากที่มีการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ การเมืองของไทยก็มีพัฒนาการทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญก็คือ มีการพยายามนำพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศตั้งแต่ต้นว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สามารถร่วมมือด้วยได้ เนื่องจากมีอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก และมีการใช้วิธีการให้พรรคการเมืองนั้นมาลงมติสนับสนุนผู้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล แต่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งสำหรับตนเห็นว่าแนวทางเช่นนี้ไม่ถูกต้องทางการเมือง เพราะจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างทางการเมืองของพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ตนยังเห็นว่า วิธีการดังกล่าวอาจเป็นการผิดกฎหมายพรรคการเมืองในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งจาก 2 เหตุผลข้างต้น ทำให้ตนมีความเห็นว่าไม่สามารถลงคะแนนเสียงสนับสนุนท่านอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในขณะนั้น ทั้งที่โดยส่วนตัวตนเคารพและรักท่านอนุทินมาก และคิดว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่วิธีการในการจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบนี้ ไม่ใช่วิธีทางที่ถูกต้อง 

ต่อมาทางพรรคเพื่อไทยก็ได้มีการติดต่อในการเพิ่มเสียงสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ด้วยแนวทางแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แต่ไม่ร่วมรัฐบาลนั้น ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ดังนั้นตนจึงมีความเห็นว่าถ้าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ก็ไม่สามารถสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เลย 

“สำหรับผมคิดว่า นี่เป็นวิธีการทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง และจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างของพรรคการเมืองอื่นซึ่งไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งในทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดไม่น่าจะเกิดขึ้น และผมรับไม่ได้” นายพีระพันธุ์กล่าว

อย่างไรก็ดี ในส่วนการบริหารจัดการพรรคจะต้องมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเบื้องต้นนายพีระพันธุ์ได้มีการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของพรรคว่า หากแนวทางเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องทางการเมืองเช่นนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่สามารถร่วมรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม โดยก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคร่วมกับ สส. พรรค นายพีระพันธุ์มองว่าเมื่อการเมืองเดินมาถึงสถานการณ์เช่นนี้น่าจะจบลงด้วยการยุบสภา จึงยังไม่มีมติของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเพียงการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกันเท่านั้น

ต่อมาปรากฏว่าการยุบสภาไม่สามารถทำได้ ประกอบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในส่วนของพรรคหลายคนได้สอบถามและแสดงความคิดเห็นว่า กรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติควรมีมติที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติ จึงมีการเชิญประชุมกรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเร่งด่วน ในวันพุธก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี 

นายพีระพันธุ์เปิดเผยว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรคครั้งนั้น กรรมการบริหารพรรค 3 ท่าน เห็นด้วยกับแนวทางของตน มีกรรมการบริหารพรรค 1 ท่าน เห็นว่าหากท่านอนุทินยืนยันว่าจะไม่มีการแตะต้องมาตรา 112 และยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 ควรจะต้องสนับสนุนท่านอนุทิน ส่วนกรรมการบริหารพรรค 2 ท่านเห็นว่าควรให้เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วหากมีมติทางใดทางหนึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในพรรคได้ จึงไม่มีการพูดถึงมติของกรรมการบริหารพรรค แต่แจ้งผลความเห็นของกรรมการบริหารพรรคว่ามีความเห็นกี่แนวทาง อย่างไรบ้าง และให้เป็นเอกสิทธิ์ดุลพินิจของ สส. โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติได้ลงมติเลือกท่านอนุทิน 33 เสียง ไม่ประสงค์ลงคะแนน 3 เสียง ซึ่งตนยืนยันว่าในพรรคไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และทุกอย่างก็เดินหน้าตามกระบวนการต่อไป 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกระแสข่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติถูกซื้อ ตนขอยืนยันในส่วนของตนว่าตนไม่มีทางโดนซื้อเด็ดขาด ส่วนกรณีที่มีการโจมตีว่าตนหวังตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีการหารือในการเสนอชื่อของตนในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะหากคิดในทางการเมืองแล้วเมื่อพรรคมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วแต่ไปดึงแคนดิเดตทางการเมืองจากพรรคอื่นมาแทน แบบนี้ในทางการเมืองจะเสียหายเป็นอย่างมาก ตนจึงยืนยันได้ว่าเรื่องที่ว่ามานี้ไม่เป็นความจริง และสำหรับตนถ้าจะได้รับเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องมีศักดิ์ศรี ซึ่งแนวทางนี้ไม่ใช่แนวทางที่มีศักดิ์ศรี 

“พรรคการเมืองก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์ ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้น ไม่มีใครที่ชีวิตราบรื่นมีแต่ความสำเร็จมีแต่ความสุข เพียงแต่ว่าแต่ละคนเมื่อเจอปัญหาแล้วท้อไหม พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ใช่เป็นพรรคแรกที่เพิ่งเกิดและเจอปัญหา  แต่พรรครวมไทยสร้างชาติจะผ่านปัญหาทุกอย่างไปได้ ส่วนตัวผมไม่เคยท้อ เพราะว่าความจริงในชีวิตก็เจอปัญหามาเยอะอยู่แล้ว นี่ก็เป็นอีกแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิต แนวทางการทำงานของผมคือทำทุกอย่างให้ดีที่สุดทำให้เต็มที่ที่เราทำได้ ทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับว่ามันทำไม่สำเร็จ แต่ว่าทำให้ดีที่สุด ทำให้มากที่สุด ทำให้เต็มที่ ได้เท่านี้ ก็เท่านี้ ผมจะไม่ติดยึดกับคำพูดคนอื่น เพราะว่าคนอื่นไม่รู้ดีเท่าตัวเรา ผมติดยึดกับตัวเราเองว่าเราทำดีหรือยัง เราทำถูกต้องไหม เราไม่มีทางทำให้คนทุกคนถูกใจ ไม่มีวันทำให้ทุกคนพอใจ แต่เราทำในสิ่งที่ต้องทำหรือเปล่า ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองกับส่วนรวมหรือเปล่า ผมคิดว่าแนวทางการทำงานของผมแบบนี้ที่ทำให้ผมเดินหน้ามาจนถึงวันนี้ได้” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปในเรื่องของการแก้ไขเรื่องของพลังงานว่า เรื่องการจัดการกับปัญหาพลังงานของตนนั้นสะท้อนถึงแนวทางการทำงานของตนเป็นอย่างดี ยกตัวอย่าง เช่น ค่าไฟที่เมื่อตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ค่าไฟอยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย แต่ในวันนี้ค่าไฟเหลือเพียง 3.94 บาทต่อหน่วยเท่านั้น และไม่มีการปรับขึ้นค่าไฟ และค่าแก๊สแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากวิธีการทำงานของตน คือทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ สุดท้ายแล้วได้เท่าไร ได้เท่านั้น และหากเดินหน้าต่อไปจนครบวาระ ตนยืนยันว่าราคาน้ำมันจะสามารถควบคุมได้ และประเทศไทยจะมีคลังน้ำมันสำรองของประเทศ ที่เป็นของรัฐเพื่อความมั่นคงไม่ใช่ของเอกชน  

สำหรับความคืบหน้าของกฎหมายต่าง ๆ นั้น กฎหมายฉบับแรกคือกฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์นั้น ตนหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเดินหน้าต่อ ในส่วนของกฎหมายควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และกฎหมายคลังน้ำมันนั้น กฎหมายฉบับแรกคือการควบคุมราคาน้ำมันเสร็จเรียบร้อย และกฎหมายคลังน้ำมันนั้นใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้จะต้องเสนอคู่กัน เพื่อปรับโครงสร้างราคาน้ำมันได้ทั้งกระบวนการ โดยนายพีระพันธุ์ยืนยันว่าจะต้องมีการเดินหน้ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อโดยผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร แต่ด้วยเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่จะต้องยุบสภาใน 4 เดือนนี้ คาดว่าไม่น่าจะสำเร็จได้ด้วยสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ 

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งหลังการยุบสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนนี้ว่า เมื่อเป็นพรรคการเมืองจะต้องมีความพร้อมในการลงรับเลือกตั้งตลอดเวลาอยู่แล้ว เมื่อมีความชัดเจนเช่นนี้เกิดขึ้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ทุกด้าน โดยเฉพาะผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยทางพรรคพร้อมที่จะหาตัวแทนที่พร้อมจะเดินหน้า สู้ให้ทุกปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน และเรื่องของความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งในระยะเวลาของการทำงานที่ผ่านมาตนเชื่อว่า ทางพรรครวมไทยสร้างชาติได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราพูดแล้วเราทำ และเราเดินหน้าทำงานตลอดเวลา 

“ทุกคนที่สนใจร่วมอุดมการณ์และเดินหน้าทำงานตามแนวทางของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือพรรคที่มาทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ของชาติ ไม่ได้มาเพื่อเล่นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เพื่อยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติคือพรรคของคนทำงาน หากใครมีแนวทางเดียวกันขอเชิญชวนให้มาร่วมทำงานด้วยกันครับ” นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวในตอนท้าย

‘อรรถวิชช์’ ชี้ นโยบาย ‘พีระพันธุ์’ ทั้งเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ – แก้กฎหมายเรื่องน้ำมัน กระทบนายทุนเต็ม ๆ

‘อรรถวิชช์’ ชี้ นโยบาย ‘พีระพันธุ์’ ทั้งเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ – แก้กฎหมายเรื่องน้ำมัน กระทบนายทุนเต็ม ๆ 

ศาลฎีกา สั่งจำคุก 2 ปี ‘บอส ฉัตรมงคล' ผู้ต้องหาคดี ม.112 ไม่รอลงอาญา

ศาลฎีกาพิพากษาคดี ม.112 ของ 'บอส' ฉัตรมงคล รปภ. วัย 31 ปี ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้การเป็นประโยชน์ ลดเหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ผลของคำพิพากษา ทำให้บอส ฉัตรมงคล ต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงรายทันที คดีนี้เขาถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ศรีสุริโยไท” เมื่อปี 2564 ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานโจทก์รับฟังได้

(18 ก.ย. 68) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน ศาลจังหวัดเชียงรายนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดี ม.112 ของ 'บอส' ฉัตรมงคล วัลลีย์ รปภ. จากปทุมธานี วัย 31 ปี กรณีถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก 'ศรีสุริโยไท' เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี

ศาลฎีกาเห็นว่าให้การเป็นประโยชน์ แก้จากลดโทษหนึ่งในสี่ตามชั้นอุทธรณ์ เป็นลดโทษหนึ่งในสาม เหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ศูนย์ทนายฯ ระบุ ผลของคำพิพากษา ทำให้บอส ฉัตรมงคล ต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงรายทันที

บอส ฉัตรมงคลเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริษัทเอกชนถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 (3) เหตุจากถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก 'ศรีสุริโยไท' เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานโจทก์รับฟังได้

คดีนี้มีนัธทวัฒน์ ชลภักดี แอดมินเพจเฟซบุ๊กศรีสุริโยไท เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.เมืองเชียงราย และบอส ฉัตรมงคลต้องเดินทางไปต่อสู้คดีที่จังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ถึงปัจจุบันเกือบ 4 ปี แล้ว

‘พีระพันธุ์’ ย้ำชัด ทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ชาติและประชาชน ไม่เคยดีลขอเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอความเห็นทางการเมืองโดยนำชื่อของตนเข้าไปเกี่ยวโยงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีจนสร้างความสับสนในสังคมนั้น  ตนขอยืนยันว่า  ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง  และไม่เคยมีการหยิบยกชื่อของตนเข้าสู่การเจรจาใด ๆ  ซึ่งสามารถยืนยันได้จากการหารือร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค  

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมปริ๊นเซส นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าจะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ให้ที่ประชุมพิจารณา และในทางการเมืองก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลจากพรรคอื่น ในขณะที่พรรคของตนเองยังมีรายชื่ออยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคนั้นเองเป็นอย่างมาก 

ข่าวที่ออกมาจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง และอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ 

“ที่ผ่านมาผมมุ่งทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ไม่เคยหวังที่จะได้ตำแหน่งอะไร และไม่เคยอยู่ในสมการใด ๆ เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีเลย” นายพีระพันธุ์กล่าว

‘ชัช เตาปูน’ พร้อมนั่งเก้าอี้ เลขาฯ รทสช. คนใหม่ หลัง ‘เอกนัฏ’ ไขก๊อก – ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่ท้อขอสู้ต่อ

‘ชัช เตาปูน’ แบะท่า พร้อมรับเก้าอี้ ‘เลขาฯรทสช.’ คนใหม่ แทน’เอกนัฏ’ ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่ท้อ สู้ต่อ บอกยังเหลือสมาชิกหลายคนอยู่ช่วยกัน เชื่อพรรคไปต่อได้

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand โดยยอมรับว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ได้พูดคุยกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมี นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค และนายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค ร่วมด้วย โดยนายพีระพันธุ์ ยืนยันไม่ท้อ จะสู้ต่อ

นายชัชวาลล์ กล่าวว่า สำหรับตนได้พูดกับนายพีระพันธุ์มาตลอดว่ามีเจตนาอยากได้คนดี ซึ่งเห็นว่านายพีระพันธุ์ เป็นคนดี ซื่อสัตย์ เป็นคนตรง จึงอยากให้คนที่รักประเทศ รักประชาชน เข้ามาทำงาน อย่างไรก็ตาม ที่เหลืออยู่ขณะนี้ยังมีอีกหลายคน นอกจากนายพีระพันธุ์และตน ยังมีนายวิทยา , นายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งทุกคนที่เหลืออยู่ต้องช่วยกัน ตนยังเชื่อว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะไปได้

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ต้องมีการยกเครื่องพรรคใหม่ใช่หรือไม่ เพราะเหลือกันแค่นี้ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ก็คงเป็นอย่างนั้น เมื่อถามว่า การยกเครื่องใหม่ครั้งนี้จะให้ใครเป็นเลขาธิการพรรค เพราะ นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ก็ไปแล้ว นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนยังไม่รู้ ก็แล้วแต่หัวหน้าพรรคก็แล้วกัน

เมื่อถามว่านายพีระพันธุ์ อยากให้นายชัชวาลล์ เป็นเลขาธิการพรรค จะเป็นหรือไม่ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดกันเลย แต่ก็ยอมรับว่านายวิทยาก็ได้มาพูดบอกให้ตนเป็น ตนจึงได้บอกไปว่านายวิทยาก็เป็นเลย เพราะถึงอย่างไรตนก็ช่วยอยู่แล้ว แต่นายวิทยาไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ ซึ่งตนก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะยังไม่รู้ว่าเขาจะให้ตนเป็นหรือไม่ เพราะถ้าตนพูดไปก่อนถ้าเขาไม่เอาจะทำอย่างไร แต่ถ้าหัวหน้าให้เป็น ตนก็เป็นได้ ทั้งนี้ สำหรับตนก็เต็มที่ เพราะสิ่งที่นายพีระพันธุ์ได้ทำมา ไม่ว่าจะเป็น การลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า ตนอยากให้สำเร็จ เพราะประชาชนได้ประโยชน์

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายพีระพันธุ์ หลายครั้ง เขาได้ขอให้ช่วยเรื่องอะไร ด้านไหน อย่างไรบ้าง นายชัชวาลล์ กล่าวว่า อะไรก็ได้ บังเอิญตนเป็นคนมีพวก ซึ่งหัวหน้าพรรคอาจเห็นว่าตนมีพรรคพวกเยอะ อะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกัน

เมื่อถามว่า หัวหน้าขอให้ช่วยจ่ายเงินด้วยหรือไม่ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ไม่หรอก เขาไม่เคยพูดเลย ซึ่งเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ก็คุยกัน หัวหน้าบอกว่าอยากสร้างเป็นบรรทัดฐานไว้ว่าจะเล่นการเมือง ไม่ต้องไปใช้เงินเยอะ แต่ว่าใช้ความดีและนโยบายไปสู้ให้ประชาชนเห็น ส่วนค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในกิจกรรมของพรรคตนจะหาพรรคพวกที่จะมาช่วยกันได้ ตนได้พูดกับหัวหน้าพรรคไปอย่างนั้น ตนอยากเห็นคนดีทำงาน ใครดี ใครซื่อสัตย์กับประเทศ อยากเห็นตรงนั้น ส่วนตนเป็น สว.มาไม่เคยรับเงินเดือน เป็นสส.ก็เอาเงินเดือนให้คนอื่น เมื่อถามว่า การตัดสินใจช่วยนายพีระพันธุ์ อาจจะต้องมีการควักเงิน เราได้เตรียมเงินไว้กี่ล้าน นายชัชวาลล์ กล่าวว่า อะไรที่จำเป็นก็ต้องควัก

ยืนยันอีกเสียง!! ‘รอยตุ๊’ อินฟลูฯ การเมือง ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่หวังนั่งตำแหน่งนายกฯ

ยืนยันอีกเสียง!! ‘รอยตุ๊’ อินฟลูฯ การเมือง ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่หวังนั่งตำแหน่งนายกฯ 

‘อรรถวิชช์’ เผยปม ‘พีระพันธุ์ - รทสช.’ ยังหนุนเพื่อไทย เหตุต้องมีรบ. เจรจาภาษีทรัมป์ – ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่หวังนั่งนายกฯ เอง

‘อรรถวิชช์’ เผยเบื้องหลัง เหตุผลที่ รทสช. ยังจับมือร่วมรัฐบาลเพื่อไทย หลังเกิดกรณีคลิปเสียง 'นายกฯอิ๊งค์' หลุด ทั้งที่ สส.เขตส่วนใหญ่ให้ถอนตัว เหตุต้องมีรัฐบาลเจรจาภาษีทรัมป์ พร้อมย้ำ ‘พีระพันธุ์’ ทำแต่งานไม่ได้หวังตำแหน่งนายกฯ และเป็นรัฐมนตรีพลังงานที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยมีมา

(17 ก.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต สส. กรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงเบื้องลึกและเบื้องหลังกรณีพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) สนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยต่อ แม้ว่า สส.เขตส่วนใหญ่ของพรรค เรียกร้องให้ถอนตัวจากรัฐบาล หลังจากมีกรณีคลิปเสียง ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจรจากับ ฮุน เซน 

โดยนายอรรถวิชช์ ซึ่งอยู่ในที่ประชุม สส. ของพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย ระบุว่า สส. เขตจำนวนมากเรียกร้องให้พรรคถอนตัวจากรัฐบาลทันที เนื่องจากเสียงสะท้อนจากพื้นที่ไม่ดีนัก โดยมอบหมายให้คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรค รับข้อเสนอไปเจรจา และได้ดำเนินการตามนั้น ซึ่งทราบมาว่าทางคุณพีระพันธุ์ ได้เข้าไปเจรจากับคุณทักษิณ และ นายกฯอิ๊งค์ พร้อมกับแจ้งว่าจะขอถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

แต่อย่างไรก็ตาม การถอนตัวก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากถูกร้องขอให้ดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญก่อน นั่นคือ การเจรจาทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่อง “ภาษีทรัมป์” ซึ่งหากไม่มีนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลรักษาการ การเจรจาจะต้องสิ้นสุดลงทันที เป็นข้อเท็จจริงตามกฎหมาย และอัตราภาษีอาจพุ่งขึ้นเกิน 30% จะไม่ใช่อัตราเช่นทุกวันนี้

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งในช่วงเวลานั้น ทหารไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพราะจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและการเจรจาระหว่างประเทศ

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวด้วยว่า ด้วยลักษณะส่วนตัวของคุณพีระพันธุ์ เป็นบุคคลที่ไม่ชอบพูดต่อสาธารณะ แม้จะถูกนักข่าวถามหลายครั้งก็ยังไม่ให้คำตอบชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลทำให้เกิดความอึดอัดใจในหมู่ผู้สนับสนุน และนำไปสู่การตีความหลากหลาย จนเกิดความแตกแยกในแนวคิดภายในพรรค

ในขณะที่ภาพ “จับมือ” ที่ปรากฏในช่วงก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรี ก็กลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้น ต้องย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ในช่วงนั้น ซึ่งคุณภูมิธรรม ไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่า จะสนับสนุนคุณชัยเกษม แต่หลังจากนั้นทางเพื่อไทยได้แสดงท่าทีว่าจะเดินหน้ายื่นยุบสภา ทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติตัดสินใจฟรีโหวต ซึ่งผลออกมาคือ “คุณอนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ 33 เสียงจาก 36 เสียง โดยมี 3 คนงดออกเสียง และไม่มีใครโหวตให้คุณชัยเกษมเลยแม้แต่คนเดียว

นายอรรถวิชช์ ยังย้ำหนักแน่นว่า “คุณพีระพันธุ์ทำแต่งานไม่ได้หวังตำแหน่งนายกฯ ท่านเป็นรัฐมนตรีพลังงานที่ดีที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมา โหวตนายกฯล่าสุด รทสช.ก็ไม่ได้โหวตให้เพื่อไทยเลย แม้แต่เสียงเดียว และตอนจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ก็ยังไม่มีการเสนอชื่อคุณชัยเกษมเป็นนายกฯ ซึ่งรายชื่อในบัญชีนายกฯของทุกพรรคก็อาจเป็นนายกฯได้ทั้งนั้น คุณพีระพันธุ์เองก็มีโอกาสเป็นนายกฯได้ แต่ผมยืนยันได้ว่า คุณพีระพันธุ์พูดในที่ประชุม รทสช.ว่า คุณพีระพันธุ์ไม่ได้ต้องการเป็นนายกฯเอง"

‘เทพไท’ แฉ!! ‘ตลาดนัด สส.’ เปิดซื้อขายแล้ว เกรด A ค่าตัวพุ่งสูง 80 ล้าน เกรด C ราคา 30 ล้าน

(17 ก.ย. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย ภายใต้หัวข้อ “ยุคการเมืองไร้เสถียรภาพ” โดยระบุว่ารัฐบาลอนุทิน ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่น่าจะอยู่ได้นาน คาดอายุรัฐบาลเพียง 4 เดือน ตามข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจ (MOA) กับพรรคประชาชน ที่จะยุบสภาหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

นายเทพไทชี้ว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่สามารถรักษาองค์ประชุมได้ หากฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนไม่ร่วมมือ ทำให้การประชุมสภามีแนวโน้มล่มซ้ำซาก ขณะเดียวกัน เวลาที่จำกัดยังทำให้รัฐบาลไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญหรือวางรากฐานระยะยาวได้

อีกประเด็นที่เทพไทหยิบยกขึ้นมาคือ “ตลาดนัด สส.” ที่เริ่มมีการซื้อตัวและเจรจาย้ายพรรคกันอย่างคึกคัก โดยมีการตั้งราคาค่าตัวตามเกรด สส. เกรด A สูงถึง 80 ล้านบาท เกรด B ประมาณ 50 ล้านบาท และเกรด C ราว 30 ล้านบาท สะท้อนการแย่งชิงกำลังทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ทั้งนี้ นายเทพไทสรุปว่า สถานการณ์นี้นำไปสู่การเมืองที่เต็มไปด้วย “กระแสและกระสุน” บางฝ่ายใช้แนวคิดและอุดมการณ์ดึงคะแนนเสียง ขณะที่อีกฝ่ายใช้ทุนมหาศาลซื้อเสียงเข้าสภา ซึ่งเป็น “วงจรอุบาทว์” ที่ยังไม่สิ้นสุด และท้ายที่สุด ประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ

‘ฟอน ฝ้าฟาง’ ชวนจับตาเลือกตั้งครั้งหน้า หลังเยาวชนหันมาศรัทธาทหาร–รักชาติศาสน์กษัตริย์

(17 ก.ย.68) นายวีระ สุดสังข์ หรือ 'ฟอน ฝ้าฟาง' ศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 อดีตครูสอนภาษาไทย นักเขียนอิสระ ผู้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลและสโมสรนักเขียนภาคอีสาน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ผมนึกถึงเยาวชนกลุ่ม 3 นิ้ว เมื่อปี 2563-64 ที่จะปฏิรูปสถาบัน ที่เกลียดทหาร ที่เกลียดระบบ ที่เกลียดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จนฮึกเหิมละเมิดกฎหมายหลายอย่างรวมทั้งมาตรา 112 ตอนนี้อยู่ในเรือนจำก็หลายคนและคนที่เสียชีวิตไปก็มีเหมือนกัน

เวลาผ่านไปเพียง 3-4 ปีจนถึงปี 2568 กลุ่มเยาวชนซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับกลุ่ม 3 นิ้วในสมัยนั้น หันมาชื่นชมทหาร ศรัทธาบทบาทของทหารและมีอารมณ์ร่วมกับทหารในการปกป้องประเทศชาติและอธิปไตยของไทย รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 2 กลุ่มนี้แล้วแทบจะกล่าวได้ว่าอยู่คนละซีกคนละโซนกันเลย ซึ่งผมพยายามคิดหาคำตอบอยู่ว่า มันคือปรากฏการณ์อะไร?และผมก็หาคำตอบยังไม่ได้

แต่มีหลายพรรคการเมืองที่ตระหนกตกใจกับปรากฏการณ์นี้ เพราะคนกลุ่มนี้มีสิทธิ์เลือกตั้งภายในปีสองปีข้างหน้านี้หรือหลายคนมีสิทธิ์เลือกตั้งแล้ว แน่นอนว่าหากมีการชี้นำจากทหาร ให้เลือกพรรคที่เน้นรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ย่อมส่งผลต่อพรรคการเมืองเหล่านั้นอย่างแน่นอน

จึงไม่แปลกใจอะไรที่แกนนำบางพรรคการเมืองออกมาแสดงความเห็นเชิงคัดค้านทหาร พยายามโจมตีทหาร พยายามขัดความศรัทธาที่มีต่อทหาร ผลจะเป็นอย่างไรผมไม่ทราบได้ ในฐานะคนรุ่นเก่าก็ได้แต่เฝ้าดูอย่างไม่วางตา"

‘ชูวิทย์’ สะท้อนชีวิตในคุก ชี้ “อิสรภาพ” สำคัญกว่าทุกสิ่ง เชื่อประวัติศาสตร์ - การต่อสู้ของ ‘ทักษิณ’ ยังถึงบทสุดท้าย

‘ชูวิทย์’ เล่าเรื่อง ‘คุกพลาซ่า’ ประกอบเรื่อง ‘ทักษิณ’ ชี้ ‘คุกคือคุก’ ที่จำกัดอิสรภาพ อย่าได้เหยียดหยาม-สมน้ำหน้า เวลาที่ไร้อิสรภาพมันยาวนานมาก ลั่น คนที่เคยอยู่จุดสูงสุดของการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคนโหวตให้มากกว่า 10 ล้านเสียง แต่ท้ายสุด ตกต่ำจนติดคุกติดตะราง เชื่อ ประวัติศาสตร์ของทักษิณยังไม่จบ และการต่อสู้ของทักษิณ ยังไม่ถึงบทสุดท้าย

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.68 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 

“คุกพลาซ่า 
ดูข่าวอุ๊งอิ้งไปเยี่ยมทักษิณที่คุกคลองเปรม 
ในฐานะศิษย์เก่าอยากแชร์ความรู้ให้เข้าใจ แม้ว่าจะไม่มีใครต้องการไปเฉียดสถานที่นี้ แต่เมื่อแม้แต่คนระดับ “นายกฯ“ ยังต้องมาติดคุก

ใครจึงอย่าไปคิดว่าชาตินี้ไม่มีวันติดคุก 
จึงขอเป็นตัวแทนกรมราชทัณฑ์ชี้แจงในฐานะนักโทษเก่า ดังนี้ 
พื้นที่นี้เรียกว่า ”ลาดยาว“ อยู่รวมกันหมดทั้ง เรือนจำพิเศษกรุงเทพ, เรือนจำกลางคลองเปรม, ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง, ทัณฑสถานหญิงกลาง และโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีพื้นที่เป็นพันไร่ ตั้งอยู่ที่ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร 

ทั้งหมดตั้งอยู่ในสถานที่รวมศูนย์ เสมือน “ศูนย์กลางคุก” ยกเว้น “บางขวาง“ ที่แยกไปอยู่ที่ จ.นนทบุรี

ผมจึงตั้งฉายาที่นี่ไว้ว่า “คุกพลาซ่า”
ทักษิณอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม แม้ว่าผมจะไม่เคยอยู่ แต่มีโอกาสได้เข้าไปหลายครั้งตอนทำรายการทีวี เรือนจำกลางคลองเปรมมีพื้นที่กว้างขวางกว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมากหลายเท่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมี 8 แดน แต่ละแดนพื้นที่แค่ 4 ไร่ แต่มีคนอยู่แดนละ 500-700 คน เป็นอย่างต่ำ แต่เรือนจำกลางคลองเปรมกว้างขวางกว่ามาก มีพื้นที่ 400 กว่าไร่ ในขณะที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมีพื้นที่เพียง 20 กว่าไร่

เห็นขนาดก็ทราบว่าต่างกันมาก 
เรือนจำกลางคลองเปรมยังมีพื้นที่ติดกับโรงพยาบาลราชทัณฑ์ สามารถเดินทะลุถึงกันได้ ต่างกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพที่ต้องนั่งรถมาโรงพยาบาล เพราะอยู่ห่างกัน 200 เมตร 

ตอนผมเป็น “นักโทษเด็ดขาด“ ได้มีโอกาสมาเป็น “ผู้ช่วย” ทำงานที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อช่วยเหลืองานตามที่ได้รับมอบหมาย

โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นศูนย์รวมของนักโทษที่เจ็บป่วย เพราะภายในเรือนจำแต่ละแห่งมีแค่เรือนพยาบาลที่แน่นทุกวัน และแออัดเกินกำลัง 

เมื่ออาการหนักก็ถูกส่งมาโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ที่มีพร้อมทั้งห้องฟอกไต หมอฟัน รักษาสารพันโรค ไม่ว่าวัณโรค เอดส์ ไปถึงจิตเวช 

พื้นที่ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เดิมเป็นพื้นที่ของเรือนจำกลางคลองเปรมมาก่อน ต่อมาแยกออกมาเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในภายหลัง

มีหลายท่านที่ผมได้พบเห็น ไม่ว่าตำรวจใหญ่อย่าง พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ หรือชะลอ เกิดเทศ 
อดีต กกต. ท่านวาสนา ท่านปริญญา หรือพี่สนธิ ไปจนถึงนักการเมืองหลายท่าน เช่น คุณบุญทรง คุณภูมิ หรือ ระดับ ผอ. ต่างๆ ไปจนถึงหม่อมราชวงศ์

ในจำนวนนักโทษระดับผู้ใหญ่ ที่ผมสงสารที่สุด คือ ท่านวาสนา เพิ่มลาภ เพราะความที่ท่านเคยเป็น ประธาน กกต. แต่ต้องมาใส่โซ่ตรวนติดคุกไร้อิสรภาพ เดินทางจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ นั่งรถเรือนจำมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในสภาพเช่นนี้

ท่านร้องไห้น้ำตาซึมกับผม แต่อดทนอยู่จนวันที่ได้กลับออกไปสู่อิสรภาพ
ท่านบอกผมว่า เมื่อได้ออก จะไปอยู่ไร่ที่เมืองจันทบุรี ทุกคนย่อมรอวันครบกำหนด ที่ได้มีโอกาสออกไปใช้ชีวิต มีเสรีภาพอันหอมหวน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มีคนมัวแต่จ้องว่าทักษิณตัดผมไหม ใส่เสื้ออย่างไร อยู่อย่างไร?

ขอเรียนในฐานะนักโทษเก่า คุกคือคุก ที่จำกัดอิสรภาพ อย่าได้เหยียดหยาม อย่าได้สมน้ำหน้า คนล้มย่อมต้องลุกขึ้นต่อไป คนที่ติดคุกยังมีวันได้ออก
ส่วนลูกเมียก็ต้องไปเยี่ยมตลอด เสมือนติดคุกไปด้วย 

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาจำคุกที่ศาลตัดสินแล้ว จะได้ “ใบบริสุทธิ์” อันมีความหมายว่าได้รับโทษครบจบสิ้นแล้ว เรื่องคดีนั้นผมไม่เกี่ยว แต่ขอชี้แจงว่าการติดคุกย่อมต้องขาดสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ทุกคน คือ อิสรภาพ 

ดังนั้นไม่ว่าอยู่ยังไง กินอะไร มันไม่สำคัญเท่ากับเสรีภาพที่จะไปไหนได้ 
นักโทษทุกคนมีหัวใจ และมีเหตุที่ต้องมาติดคุก
ไม่ว่าด้วยกิเลสตัณหา เจตนา พลาดพลั้งไป หรือเป็นนักโทษโดยกมลสันดาน 
ท้ายสุดเมื่อมาถูกจองจำ ย่อมมีสถานะเท่าเทียมกัน 
เพราะที่นี่คือคุก สถานที่สุดท้ายที่ไม่มีใครอยากไปก่อนตาย

จริงอยู่ มีคนสมควรติดคุก เพราะเป็นฆาตกร ค้ายาเสพติด ข่มขืน สารพันข้อหาแน่นคุก แต่มีคนสมควรอยู่ ก็มีคนสมควรแยกประเภท พฤตินิสัย ไม่ใช่เอาไปขังรวมกันหมด เพราะการติดคุกย่อมทรมานจิตใจ ไม่ว่าจะอยู่สบายแค่ไหน 
ให้กินน้อยหน่อย รวยน้อยหน่อย แต่อยู่นอกคุก ดีกว่ามีเงินมหาศาลแต่ต้องอยู่ในคุก 

สุภาษิตคุก คือ “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้”
และ 3 สิ่งสำคัญ คือ  “ช้อน ชั้น ชีวิต“ อันมีความหมายถึง
ช้อน ที่ต้องใช้ไม่ปะปนกับใคร เพราะโรคภายในมันมาก แม้แต่วัณโรคที่นอกคุกไม่พบ แต่ในคุกเป็นกันเยอะ เพราะสถานที่แออัดยัดเยียด

ชั้น หมายถึง ชั้นของนักโทษ ที่มีผลต่อการพักโทษ หรืออภัยโทษ จะได้ตามสัดส่วนของชั้น ตั้งแต่ ชั้นดี ชั้นดีมาก และชั้นเยี่ยม 

แต่ละคนต้องใช้เวลาตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนดไว้ในการไต่ชั้น 
ส่วน ชีวิต ก็ต้องรักษา ไม่มีใครอยากตายในคุก 

ผมเก็บศพในคุกขณะเป็นผู้ช่วยที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ถึง 80 ศพ มีทั้งชาย และหญิง ล้วนแล้วแต่น่าเวทนาที่ตายไปพร้อมกับความไร้ซึ่งอิสรภาพ

ทุกคนที่อยู่ล้วนต้องพยายามทำให้จิตไม่ตก หาอะไรทำให้หมดเวลาไปวันๆ 
เพราะเวลาที่ไร้อิสรภาพมันยาวนานมาก ทักษิณอาจได้เขียนหนังสือสักเล่ม ขณะใช้ชีวิตในคุก เช่น “การต่อสู้ของผม” หรือ “ชีวิตที่ไร้อิสรภาพ” เพื่อบันทึกเรื่องราวความคิดในขณะที่อยู่คนเดียว

มันเป็นรสชาติของชีวิต ที่ไม่มีใครจะรู้สึกได้ดีเท่ากับคนที่ติดคุกเอง
คนมองในแง่ของคดีที่อาจเพิ่มขึ้น แต่ผมกลับมองถึงมุมมองทางประวัติศาสตร์ของคนคนหนึ่ง ที่เคยอยู่จุดสูงสุดของการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี มีคนโหวตให้มากกว่า 10 ล้านเสียง แต่ท้ายสุดตกต่ำจนติดคุกติดตะราง 

ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง แต่สิ่งที่ผมเชื่ออย่างหนึ่ง คือ ประวัติศาสตร์ของทักษิณยังไม่จบ และการต่อสู้ของทักษิณยังไม่ถึงบทสุดท้าย”

‘ดร.สามารถ’ ชี้ ขั้วอำนาจเดิมคุมเกม ศึกชิงหัวหน้า ปชป. วัดใจ สส.– กก.บห. เทโหวตคนนอก ช่วยฟื้นฟูพรรค

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า 

ศึกชิง “หัวหน้าพรรค ปชป.”

ใครคุมเกม?
อีกไม่นานพรรคประชาธิปัตย์จะมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่เพิ่งลาออกไป คำถามคือ... ใครจะเป็นผู้คุมเกมตัวจริง?

1. เกมตัวเลข... ใครคุมคะแนนเสียง?
ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ “โหวตเตอร์” ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
(1) สส.ปัจจุบันมีคะแนน 40% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่
กลุ่ม สส.คือฐานกำลังที่แข็งที่สุด ใครกุมเสียง สส.ได้ก็มีโอกาสได้รับชัยชนะ ปัจจุบัน สส.ของพรรค ปชป.มีจำนวน 25 คน มีคะแนน 40% นั่นหมายความว่า สส. 1 คน จะมีคะแนนถึง 1.6% (40%/25) 

(2) กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) มีคะแนน 20% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่
เดิม กก.บห. มีทั้งหมด 40 คน ลาออกไป 8 คน เหลือ 32 คน ในจำนวนนี้มีคนที่เป็น สส.ปัจจุบัน 8 คน เหลือ กก.บห.ที่ไม่เป็น สส. 24 คน มีคะแนน 20% นั่นหมายความว่า กก.บห. 1 คน จะมีคะแนน 0.83% (20%/24)

(3) โหวตเตอร์อื่น เช่น อดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการพรรค อดีต สส. รัฐมนตรีของพรรคในปัจจุบัน อดีตรัฐมนตรีของพรรค หัวหน้าสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เป็นต้น มีคะแนน 40% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่

ตามข้อบังคับพรรค โหวตเตอร์ทั้งหมดจะต้องมีอย่างน้อย 250 คน ดังนั้น จำนวนโหวตเตอร์อื่นจะต้องมีไม่น้อยกว่า 201 คน (250-25-24) มีคะแนน 40% นั่นหมายความว่าโหวตเตอร์อื่น 1 คน จะมีคะแนน 0.20% (40%/201) เท่านั้น ถ้าในวันเลือกตั้ง มีโหวตเตอร์เข้าร่วมมากกว่า 250 คน จะยิ่งทำให้โหวตเตอร์อื่นมีคะแนนต่อคนลดน้อยลงอีก

สรุปง่ายๆ เสียง สส. และ กก.บห.แทบจะชี้ขาดทุกอย่าง เพราะมีคะแนนต่อคนสูง และส่วนใหญ่ยังอยู่ใน “ขั้วอำนาจเดิม”… นั่นคือคำตอบว่า “ขั้วอำนาจเดิม” เป็นผู้คุมคะแนนเสียง!

2. สมการชนะเลือกตั้ง
ลองคิดเล่นๆ... ถ้าได้คะแนนเสียงจาก สส. 21 คน คิดเป็น 33.6% บวกกับ กก.บห. 20 คน คิดเป็น 16.60% รวมแล้วได้ 50.20%... ชนะเลือกตั้งทันที! 
นี่คือเหตุผลว่าทำไม “ขั้วอำนาจเดิม” จึงได้เปรียบ

3. ทำไม “คนนอกขั้วอำนาจเดิม” จึงสู้ยาก?
เหตุผลคือ กลุ่ม สส.รวมกับกลุ่ม กก.บห. มีคะแนนรวมถึง 60% ถ้าขั้วอำนาจเดิมรวมกันได้ครบ “คนนอกขั้วอำนาจ” แทบจะหมดสิทธิ์ตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม! 

แต่ยังมี “สูตรคณิตศาสตร์การเมือง” ที่จะทำให้ “คนนอกขั้วอำนาจ” พอจะมีลุ้นคือ...
(1) ต้องเจาะเข้าถึง สส.บางส่วน แค่ 4 คน ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ยังไม่พอ
(2) ต้องมีเครือข่าย กก.บห.ที่ยอมแหกค่าย
(3) ต้องกวาดคะแนนจากโหวตเตอร์อื่นอย่างน้อย 30-35% จากทั้งหมด 40% ซึ่งไม่ง่าย

4. สรุป
ถ้า “ขั้วอำนาจเดิม” เห็นว่าพรรคฯ อยู่ในสถานการณ์ที่คะแนนความนิยม “จมดิ่ง” ยากที่จะเข็นต่อไป และมีความรักพรรคฯ อย่างจริงใจ หันมาเปิดไฟเขียวให้หนุน “คนนอกขั้วอำนาจ” 

พรรคฯ จะได้ผู้นำคนใหม่ที่มาจากนอกขั้วอำนาจเดิม มาช่วยกันฟื้นฟูพรรคฯ ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น... แต่ถ้าขั้วอำนาจเดิมจับมือกันแน่น ผลลัพธ์แทบจะถูกเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว

สุดท้ายอยู่ที่ “โหวตเตอร์ทุกคน” จะเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อใคร? เพื่อส่วนรวม? หรือเพื่ออำนาจของบางกลุ่ม?

'อ.ไชยันต์' ชี้ คนเนปาลเริ่มเรียกร้องฟื้นสถาบันกษัตริย์ มองประชาธิปไตยที่ได้มา ไม่ได้ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น

เมื่อวันที่ (12 ก.ย. 68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่บทความ ผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง อวสานสถาบันพระมหากษัตริย์และกำเนิดสาธารณรัฐ : กรณีเนปาล มีเนื้อหาดังนี้

เส้นทางสู่อวสานสถาบันพระมหากษัตริย์ของเนปาล เริ่มขึ้นจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานที่มีสาเหตุจากการแข่งขันกันมีอำนาจนำระหว่างสามฝ่าย นั่นคือ

หนึ่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ สอง พรรคการเมืองที่ชื่อเนปาลีคองเกรสที่เป็นพรรคการเมืองใหญ่พรรคแรกที่ได้จัดตั้งรัฐบาลหลังเนปาลเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในปี ค.ศ.1959
และสาม กลุ่มคอมมิวนิสต์แนวเหมาอิสต์

ในช่วงสองทศวรรษแรกหลังเนปาลเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พรรคเนปาลีคองเกรสครองการเป็นรัฐบาลได้โดยส่วนใหญ่ จะมีบางช่วงสั้นๆ ที่ พรรคคอมมิวนิสต์เนปาลแนวมาร์กซ-เลนินได้เป็นรัฐบาล นั่นคือ ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่แปดเดือน

การที่พรรคคอมมิวนิสต์มาร์กซ-เลนินได้เป็นรัฐบาล หมายความว่า รัฐธรรมนูญเนปาลไม่ปิดกั้นการจัดตั้งพรรคการเมืองแนวคอมมิวนิสต์ตราบเท่าที่ไม่มีเป้าหมายล้มสถาบันพระมหากษัตริย์และต่อสู้ตามครรลองรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพรรคเนปาลีคองเกรสจะได้เป็นรัฐบาลในช่วงเวลาส่วนใหญ่ แต่ก็มีปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในพรรคมากพอสมควร

ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้เกิดกลุ่มกบฏเหมาอิสต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในทางปริมาณและความเข้มแข็งจนสามารถฉีกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองของตนต่างหากในนามของพรรคคอมมิวนิสต์เนปาลสายเหมาอิสต์ในปี ค.ศ. 1994

โดยมีหลักการที่ว่า “การปลดแอกประชาชนที่แท้จริง จะต้องทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปที่การพัฒนาสงครามประชาชนที่จะนำมาซึ่งการปกครองประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง”

และพรรคได้หันหลังให้การต่อสู้ในวิถีทางรัฐสภาที่ผ่านการเลือกตั้ง ส่งผลให้พรรคกลายเป็นกลุ่มกบฏ และหันมาต่อสู้ด้วยกลยุทธ์การใช้กำลังความรุนแรงเพื่อนำการต่อสู้เพื่อคนยากจนในชนบทและสนับสนุนให้ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

และเมื่อถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์เหมาอิสต์ได้กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อรัฐบาลและนำเนปาลเข้าสู่สภาวะสงครามกลางเมือง

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในราชวงศ์ก็ได้สร้างปัญหาซ้ำเติมเข้าไปอีก นั่นคือ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ 2001 ได้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่พระราชวงศ์แห่งเนปาลขึ้นภายในพระราชวังในกรุงกาฐมาณฑุ เป็นผลให้พระมหากษัตริย์พิเรนทรพีรพิกรมศาหเทวะและสมเด็จพระราชินีไอศวรรยาราชยลักษมีเทวีศาหะ เสด็จสวรรคต พร้อมด้วยสมาชิกพระราชวงศ์อีก 7 พระองค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสมาชิกองค์สำคัญในราชวงศ์เนปาลทั้งสิ้น เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวโลกตื่นตะลึง และยังความเศร้าโศกโกลาหลให้แก่ชาวเนปาลอย่างมหันต์

สำนักพระราชวังได้ประกาศสาเหตุของโศกนาฏกรรมว่า เกิดจากอุบัติเหตุพระแสงปืนลั่นโดยมกุฏราชกุมารดิเพนทรา เป็นผู้ทำพระแสงปืนลั่นในขณะที่สมาชิกพระราชวงศ์กำลังร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำ ก่อนที่องค์มกุฎราชกฏราชกุมารจะทำพระแสงปืนลั่นถูกพระองค์เอง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพระราชวังและแหล่งข่าวหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดจากการที่องค์มกุฏราชกุมารทรงบันดาลโทสะในขณะทรงวิวาทกับพระราชมารดาเรื่องการที่องค์มกุฎราชกุมาร ทรงต้องการจะอภิเษกกับสตรีจากตระกูลรานา (Rana: ราชวงศ์ที่ปกครองเนปาลก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง) และแหล่งข่าวอีกหลายกระแส ตั้งข้อสงสัยว่าองค์มกุฎราชกุมารทรงตกอยู่ในพระอาการมึนเมาจากน้ำจัณฑ์ (สุรา) และยาเสพติด และมกุฏราชกุมารสิ้นพระชนม์ไปด้วยจากบาดแผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพระองค์เอง

พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่คือ เจ้าชายชญาเนนทระ พระอนุชาของพระมหากษัตริย์พิเรนทราพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่พยายามปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ โดยพยายามเข้าไปควบคุมรัฐบาลด้วยพระองค์เอง โดยอ้างสาเหตุจากความล้มเหลวของพรรคการเมืองทั้งหลาย โดยในปี ค.ศ. 2002 หลังจากที่พระองค์ยุบสภา และสนับสนุนอย่างชัดเจนให้นายเชอ บาฮาดูร์ ดิวบาที่ชนะการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมาในปลายปี ค.ศ. 2002 พระองค์ทรงปลดนายดิวบา และเข้าไปมีอำนาจอิทธิพลในรัฐบาลด้วยพระองค์โดยตรงอย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก

และในช่วงระหว่าง ค.ศ. 2002-2005 พระองค์ทรงเลือกและปลดนายกรัฐมนตรีถึงสามคนด้วยสาเหตุที่พวกเขาไม่สามารถจัดการเลือกตั้งและนำตัวพวกกบฏมาร่วมเจรจาได้

ในที่สุด พระองค์ตัดสินใจยึดอำนาจในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2005 และสัญญาว่าจะนำประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติมีความสงบเรียบร้อยและมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งภายในไม่เกินสามปี ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจจากพรรคการเมืองต่างๆ

ในช่วงที่พระองค์ปกครองประเทศ ได้มีการควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่าง และพระองค์ได้ออกข้อบังคับอย่างเคร่งครัดควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพสื่อมวลชน ฯลฯ

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2006 พันธมิตรพรรคการเมืองเจ็ดพรรครวมทั้งพรรคเหมาอิสต์ได้ลงใต้ดินทำการประท้วงต่อต้านการปกครองของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทระ รัฐบาลได้ออกมาตรการควบคุมในระดับเบา แต่ประกาศเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง และในการบังคับใช้กฎหมายเคอร์ฟิว

รัฐบาลได้ใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตา ต่อมาในวันที่ 21 เมษายน มีผู้ประท้วง 23 คนเสียชีวิต

พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระประกาศว่าพระองค์จะยอมให้อำนาจบริหารแก่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาจากการเลือกของพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อดูแลการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย หัวหน้าพรรคการเมืองทั้งเจ็ดปฏิเสธข้อเสนอและเรียกร้องให้พระองค์ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อกำหนดบทบาทในการเมืองของพระมหากษัตริย์

และภายใต้คำแนะนำของรัฐบาลอินเดียในขณะนั้น เห็นว่าพรรคการเมืองต่างๆของเนปาลควรจะตกลงให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ต่อไปในรัฐธรรมนูญที่จะร่างขึ้นมาใหม่

แต่พรรคการเมืองต่างๆไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำดังกล่าวของรัฐบาลอินเดีย

และหลังจากที่นายคิริชา ประสาท โกอิราลาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีรัฐบาลรักษาการ เขาได้หารือและหาข้อตกลงเกี่ยวกับสถานะจุดยืนของพระมหากษัตริย์ นายโกอิราลามีความเชื่ออย่างยิ่งว่า ตราบเท่าที่พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระยังอยู่ในโครงสร้างอำนาจ ย่อมจะเป็นภัยอันตรายต่อประชาธิปไตยของเนปาล

ในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2006 รัฐสภาเนปาลได้ยกเลิกอำนาจที่สำคัญ ๆ ของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย ทำให้บทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทำงานร่วมกับรัฐสภาได้สิ้นสุดลง (King in Parliament) และลดทอนพระมหากษัตริย์เป็นเพียงตรายาง แต่ให้พระองค์ยังทรงทำหน้าที่ประมุขของรัฐในการต้อนรับอาคันตุกะและทูตานุทูตต่อไปได้ และรัฐสภาได้โอนอำนาจที่พระมหากษัตริย์เคยมีไปที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้อำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีมาตลอด 239 ปีมีอันต้องสิ้นสุดลง

ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 นายกรัฐมนตรีนายโกอิราลาได้กล่าวว่า เขาเห็นว่า พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระควรจะสละราชสมบัติเพื่อให้พระราชนัดดาของพระองค์ เจ้าชายหริทเยนทระขึ้นครองราชย์ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 5 พรรษา

ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2007 รัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่านของเนปาลได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทระที่สืบจากพระเชษฐาของพระองค์ให้เป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งพระราชวัง (Narayanhiti Palace) แต่ไม่ได้ยึดทรัพย์สินที่กษัตริย์ชญาเนนทระครอบครองก่อนขึ้นครองราชย์

ต่อมาในวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2007 รัฐสภารักษาการได้ลงมติว่า อาจจะมีการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยุติลงชั่วคราวในปี ค.ศ. 2008 อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพกับพวกกบฏเหมาอิสต์ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนี้คือร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเปลี่ยนเนปาลให้เป็นสาธารณรัฐนั่นเอง

ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า “การตัดสินดังกล่าวไม่ได้สะท้อนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มันไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนควรมีสิทธิ์ที่จะตัดสินเกี่ยวกับความเป็นไปของสถาบันพระมหากษัตริย์”

ในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศอย่างเป็นทางการว่าในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป และเนปาลจะเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐ

แม้การตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีการทำประชามติ กษัตริย์ชญาเนนทระก็ยอมรับการตัดสินดังกล่าว และขอให้รัฐบาลจัดที่พักอาศัยให้พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ และรัฐบาลได้จัดให้พระองค์พำนักอยู่ที่วังแห่งหนึ่ง (Nirmal Niwas Palace)

การเมืองเนปาลหลังเปลี่ยนแปลงเป็นสาธารณรัฐ 

พ.ศ. 2551 จากการลงมติของพรรคการเมืองต่างๆในสภา ส่งผลให้เนปาลยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์และเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐเกิดขึ้นโดยไม่มีการทำประชามติ 

แต่กษัตริย์ชญาเนนทระก็ทรงยอมรับการตัดสินดังกล่าว 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2555  อดีตกษัตริย์ชญาเนนทระให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พระองค์อาจจะกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์เนปาล แต่ไม่ได้กล่าวว่าเมื่อไร 

สื่อได้ถามว่า พระองค์จะทรงเข้ามามีบทบาททางการเมืองอีกหรือไม่ ? (เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองพากันลงมติยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมืองโดยการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2548 และสัญญาว่าจะนำประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติมีความสงบเรียบร้อยและมีประชาธิปไตยที่มีเข้มแข็งภายในระยะเวลาไม่เกินสามปี)

พระองค์ตอบว่า พระองค์ไม่ใช่นักการเมือง และพระองค์ไม่สนใจการทำประชามติในการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ให้กลับมามีอำนาจในเนปาล เพราะตอนที่นักการเมืองยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่ได้ทำประชามติถามประชาชน  ดังนั้น พระองค์จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยประชามติในการกลับมา 

และพระองค์ยืนยันว่าก่อนหน้าที่นักการเมืองจะยกเลิกสถาบันฯ ได้มีข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างนักการเมืองกับพระองค์ว่า จะให้ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลับคืนมา หลังจากที่พระองค์ยอมสละอำนาจให้นักการเมืองและตั้งรัฐสภาที่พระองค์ให้ยุติไปสามปีกลับคืนมา 

นั่นคือ พระองค์กำลังกล่าวว่า พระองค์ถูกหักหลัง !

พ.ศ. 2554 ในวันคล้ายวันประสูติของพระองค์  มีชาวเนปาลหลายพันได้เดินทางไปยังวังของพระองค์ (Nirmal Niwas Palace) และลงนามถวายพระพร 

หลังจากนั้น พระองค์ได้ทรงเรียกนักวิเคราะห์การเมืองที่มีชื่อเสียงมาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของเนปาล  

จากนั้น นักวิเคราะห์การเมืองดังกล่าวได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พระองค์ไม่ได้แสดงความสนใจเด่นชัดว่าจะกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์หรือเข้าสู่การเมืองเนปาล 

แต่พระองค์แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสภาพการณ์บ้านเมืองที่มีวิกฤตเศรษฐกิจและการคุกคามทางการเมือง 

ในงานเลี้ยงส่วนตัวที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง มีการเผยแพร่รูปถ่ายที่พระองค์เต้นรำ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำฝ่ายเหมาอิสต์และนายกรัฐมนตรีซาร์มา โอลี (ที่ล่าสุด เพิ่งลาออกไปหลังเกิดการประท้วงใหญ่) 

แต่ประชาชนต่างพากันประณามที่นักการเมืองมาวิจารณ์พฤติกรรมส่วนตัวของอดีตกษัตริย์ 

มีรายงานว่าประชาชนทั่วไปต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลับมา  
เนื่องจากมีการทุจริตคอร์รัปชันมากมายทั่วไปในหมู่นักการเมือง 
อีกทั้งรัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพและรวมทั้งบุคลิกภาพที่ไม่น่าเชื่อถือของประธานาธิบดี 
และตัวนายกรัฐมนตรีที่บินไปรักษาตัวที่สิงคโปร์บ่อยๆโดยใช้เงินจากภาษีประชาชน

พ.ศ. 2568 เดือนพฤษภาคม ผู้คนทุกชนชั้นออกมาเดินขบวนนับแสน เรียกร้องให้นำระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลับมา ประชาชนต่างร้องตะโกนให้ “นำกษัตริย์ของพวกเขากลับมา ประชาธิปไตยที่ได้มา ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น” และล่าสุด ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 อย่างที่ทราบกัน มีการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ที่นำไปสู่การใช้กำลังความรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์เนปาล นายกรัฐมนตรี ซามาร์ โอลี ได้ลาออกไปแล้ว และจะมีการแต่งตั้งผู้ว่าเมืองหลวงให้รักษาการนายกรัฐมนตรี

เมื่อพิจารณาด้านเศรษฐกิจ จะพบว่า หลังเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ  เศรษฐกิจเนปาลมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2551

แต่ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจเนปาล คือ ปัญหาการกระจายรายได้ และความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น และอัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาว และที่เรื้อรังคือ ปัญหาคอร์รัปชันของนักการเมือง

เราคงต้องติดตามสถานการณ์การเมืองเนปาลกันต่อไป

กกต.สรุปผลเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ‘สง่า’ จากเพื่อไทย คว้าชัยเหนือผู้สมัครพรรคส้ม

กกต.ผลการเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 อย่างไม่เป็นทางการ ‘สง่า พรมเมือง’ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย คว้าชัย เหนือผู้สมัครจากพรรคประชาชน ด้วยคะแนน 45,615 คะแนน ขณะที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ 59.19%

(15 ก.ย. 68) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 (ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ) ที่กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 14 ก.ย.2568 ที่ผ่านมา และได้ดำเนินการออกเสียงลงคะแนนและนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้วนั้น 

เขตเลือกตั้งที่ 7 ประกอบด้วย อ.แม่จัน (เฉพาะ ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้) อ.เชียงแสน อ.ดอยหลวง อ.เชียงของ (เฉพาะ ต.ครึ่ง ต.ศรีดอนชัย ต.ริมโขง ต.เวียง ต.สถาน และ ต.ห้วยซ้อ) และ อ.เวียงแก่น ดังนี้

1. จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 133,960 คน
2. จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 79,288 คน คิดเป็นร้อยละ 59.19
3. จำนวนบัตรดี 65,477 ใบ คิดเป็นร้อยละ 82.58 จำนวนบัตรเสีย 3,072 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.87 และจำนวนบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 10,739 ใบ คิดเป็นร้อยละ 13.54
4. ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนเสียงทั้งสิ้น 45,615 คะแนน

ขณะที่ นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ได้รับคะแนนเสียง 19,862 คะแนน

ทั้งนี้ กกต. จะดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมรายงานผลการนับคะแนน พร้อมทั้งพิจารณาคำร้องหรือเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หากไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และไม่มีคำร้องคัดคัดค้านภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง 

ย้อนบทเรียนประชาธิปัตย์ยุค ‘ถนัด คอมันตร์’ กู้วิกฤต ก่อน ‘ชวน หลีกภัย’ นำพรรคพลิกฟื้นกลับเป็นรัฐบาล

(15 ก.ย. 68) บทเรียนประชาธิปัตย์ ยุค “ถนัด คอมันตร์” ในสถานการ์พรรคอ่อนแอ

ผมเคยได้รับมอบหมายให้ทำต้นฉบับพ๊อคเก็ตบุ๊ค บทเรียนประชาธิปัตย์ในยุค “พ.อ..ถนัด คอมันตร์” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค เนื้อหาหลักคือบทสัมภาษณ์ พ.อ.ถนัด ที่มีสุทธิชัย หยุ่น เป็นคนดำเนินการสัมภาษณ์

เป็นบทสัมภาษณ์ที่สนุกมาก เต็มไปด้วยลีลา สำนวนที่ยียวนในสไตล์นักการทูต และยากมากกับการแกะเทปสัมภาษณ์ ถนัด คอมันตร์ 

ขออนุญาตนำบทเรียนเล็กๆน้อยของพรรคประชาธิปัตย์ในยุค พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคมาเล่นให้ฟังสั้นๆ เท่าที่พอจำได้นะ

พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2522–2525) ไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากท่านเป็นนักการทูต ไม่ใช่นักการเมืองโดยอาชีพ ท่านประสบความสำเร็จด้านการทูตมากกว่า

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญของการเมืองไทย ที่นำการเปลี่ยนแปลงโดยนักศึกษาประชาขน และการเปลี่ยนแปลงการเมืองสู่ยุค รัฐบาลธานินทร์–เกรียงศักดิ์–เปรม พรรคประชาธิปัตย์เองประสบปัญหาหนักคือ

1.เกิดความแตกแยกภายใน กลุ่มรุ่นใหญ่ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (แม้ไม่ได้อยู่ ปชป. แต่มีอิทธิพลในฝ่ายอนุรักษ์นิยม) และกลุ่มภายในพรรค ไม่สามารถหาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ พรรคขาดผู้นำที่มีพลัง มีอำนาจบารมี ผู้นำรุ่นก่อน ไม่เข้ามารับตำแหน่ง
 2.ภาพลักษณ์พรรคย่ำแย่ พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นแกนกลางรัฐบาล แต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ประชาชนจำนวนมากมองว่าพรรคเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมและไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตย พรรคถอดถอย ฐานเสียงในสภาก็อ่อนแรง
 3.การหาคนกลางที่ “สะอาด” และเป็นที่ยอมรับไม่ได้ พรรคต้องการ “คนกลาง” ที่มีภาพลักษณ์ดี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในการเมือง ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากทั้งฝ่ายทหาร (ผู้มีอำนาจจริงในยุคนั้น) และสังคมสากล

พรรคประชาธิปัตย์ยุคนั้นจึงสอดส่ายสายตาไปยัง พ.อ.ถนัด คอมันตร์ และไปเชิญ พ.อ.ถนัดมาเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยเหตุผลที่เชิญถนัด คอมันตร์ ถนัดเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศชื่อดัง (สมัยจอมพลสฤษดิ์) และผู้ก่อตั้งอาเซียน อันเป็นภาพลักษณ์ในระดับสากล น่าเชื่อถือ ไม่เคยลงเล่นการเมืองในสนามเลือกตั้งมาก่อน มองว่าเป็น “คนนอก” ที่ไม่เกี่ยวพันความขัดแย้งภายในพรรค

พ.อ.ถนัดได้รับการยอมรับจากทั้งฝ่ายทหารและราชสำนัก ว่าสามารถรักษาเสถียรภาพพรรคได้ ในปี 2522 ที่มีการเลือกหัวหน้าพรรค พรรคจึงเชิญท่านมาเป็นหัวหน้าพรรค “แบบประนีประนอม” เพื่อกอบกู้ศรัทธาพรรคเป็นการชั่วคราว

พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 2522–2525 แต่ท่านไม่ถนัดงานการเมืองในสภาและการจัดตั้งพรรค พรรคก็ยังคงอ่อนแรง ไม่ฟื้นจากศรัทธา ในที่สุด 2525 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ ลาออก พรรคได้เปลี่ยนหัวหน้าอีกครั้ง โดยเลือก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคใหม่ชั่วคราวอีกรอบ

พิชัย รัตตกุล เสี่ยหมากหอมเยาวราช ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนยุคชวน หลีกภัย และจริง ๆ แล้วถือเป็น “สะพานเชื่อม” ที่สำคัญมากระหว่างรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ของพรรค

ช่วงพิชัย รัตตกุล ถือเป็น “ยุคฟื้นตัว” ของพรรคประชาธิปัตย์ มีวีระ มุสิกะพงศ์ นักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค

พิชัยมีภาพลักษณ์นักการทูตสายสากล เคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
🔹 ในสมัยของพิชัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านหลักที่คอยตรวจสอบรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย–เปรม และวางฐานให้คนรุ่นใหม่อย่าง ชวน หลีกภัย, สุเทพ เทือกสุบรรณ, พล.ต.สนั่น ขจรประสาท และอีกหลายคนเข้ามามีบทบาทในพรรค และทางการเมือง

ชวน หลีกภัย ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคในปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และนำพรรคเข้าสู่ตำแหน่งรัฐบาล โดยมี พล.ต.สนั่น เป็นเลขาธิการคู่ใจ

วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ตกอยู่ในฐานะไม่แตกต่างจากยุคก่อนพ.อ.ถนัด คอมันตร์ จึงขออนุญาตนำบทเรียนครั้งนั้นมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับชาวประชาธิปัตย์ในยุคนี้

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ริเริ่มโครงการคนละครึ่ง

(14 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Watthana Saen-u-dom’ ได้โพสต์คลิปของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ริเริ่มโครงการคนละครึ่ง ซึ่งในขณะนั้นมีหลายฝ่ายด้อยค่า ไม่เห็นด้วย แต่ในขณะนี้ เวลาได้พิสูจน์ทุกอย่างแล้วว่า เป็นโครงการที่มีประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชน

คิดถึงลุงตู่!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top