Friday, 28 August 2026
POLITICS

โปรดเกล้าฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. เลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 หลัง ‘ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์’ สส.เพื่อไทย ประกาศ!! ลาออก

(14 ก.ย. 68) เนื่องจากนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก สส. ทำให้ตำแหน่งว่างลง จึงต้องมีการเลือกตั้งซ่อม

ล่าสุด เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 142 ตอนที่ 59 ก เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน มีเนื้อหาว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง

มาตรา 4 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี

‘ดร.เอ้’ เมิน!! ‘ปชป.’ เดินหน้าตั้งพรรคใหม่ ลั่น!! ว่ายน้ำออกมาแล้ว จะไม่ว่ายกลับไป

(14 ก.ย. 68) นายเทพชัย หย่อง สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

มีเสียงเรียกร้องให้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กลับไปช่วยกอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ หลังเฉลิมชัยลาออกจากหัวหน้าพรรค

แต่ ดร.เอ้ ประกาศชัดเจนต่อหน้าเพื่อนๆ พี่ๆ เมื่อวานนี้ว่า

 “ถ้าผมเดินหน้าทำอะไร จะไม่มีการถอยกลับ ผมว่ายน้ำออกมาขนาดนี้แล้ว ก็คงไม่ว่ายกลับไป”

ถึงจะส่งเรือยอร์ชมารับก็ไม่กลับ

ตอนนี้กำลังเตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ที่จะชูเรื่องการศึกษาเป็นนโยบายหลัก

'เทพไท' กระตุ้น!!เร่งฟื้นฟูพรรค เรียกศรัทธาจากประชาชน กลับคืนมา ชี้!! จุดยืนทางการเมือง อุดมการณ์ประชาธิปัตย์ สำคัญกว่าตัวบุคคล

(14 ก.ย. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ‘เทพไท – คุยการเมือง’ โดยมีใจความว่า ...

อุดมการณ์ สำคัญกว่าตัวบุคคล

หลังจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มีข้อเสนอเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ พูดถึงบุคคลที่เหมาะสม ที่จะเข้ามากอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม

ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์และปัจจุบันผันตัวมาเป็นนักวิเคราะห์ทางการเมือง อยากจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากคณะกรรมการบริหารพรรคชุดนี้ได้สิ้นสภาพไปทั้งชุด หลังจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคแล้ว ก็เป็นโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะสรรหาผู้นำพรรคคนใหม่ แต่ผู้นำพรรคคนใหม่ แม้ว่าจะมีบทบาทสำคัญ จะเป็นธงนำของพรรคในทางการเมืองก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวบุคคล หรือตัวหัวหน้าพรรค นั้นก็คือจุดยืนทางการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์

ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำลง เพราะไม่มีการรักษาไว้ซึ่งอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ประกาศมาตั้งแต่ 6 เมษายน 2489 เป็นเวลาร่วม 80 ปีแล้วอุดมการณ์ 10 ข้อ และข้อที่สำคัญที่สุดคือ ข้อ4 พรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ แต่ช่วงหลังพรรคประชาธิปัตย์กลับมีปัญหาในด้านอุดมการณ์ คือพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าร่วมกับรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร และล่าสุดเข้าร่วมกับระบอบทักษิณ ทำให้แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ทางการเมืองเปลี่ยนไป จากการยึดมั่นอุดมการณ์ในการต่อสู้ทางการเมือง มาเปลี่ยนไปการดำเนินการทางการเมืองอิงระบบทุน จึงทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์สับสน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่จะรีเซ็ต หรือปรับปรุงพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ ผมอยากจะเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค เพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา นั่นก็คือการต่อสู้และต่อต้านกับเผด็จการทุกรูปแบบ ทั้งเผด็จการทหาร เผด็จการทุนสามานย์ และเผด็จการอื่นใดที่จะเกิดขึ้น

อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ดำเนินงานทางการเมืองที่ชัดเจน ใช้อุดมการณ์มากกว่าใช้ระบบเงินทุนดำเนินการทางการเมือง ต้องมีความชัดเจนในแนวทางการเมือง ไม่ใช่การใช้วิธีแบบไฮบริด คือยึดอุดมการณ์แบบก่ำๆกึ่งๆ ใช้ระบบทุนในการเลือกตั้งผสมเข้ามาด้วย ซึ่งจะเป็นความลักลั่นที่เกิดขึ้นในทางการเมือง

พรรคประชาธิปัตย์จะก้าวหน้า จะมั่นคงได้ ก็ยึดถืออุดมการณ์ของพรรคเป็นที่ตั้ง จะได้จำนวนที่นั่งส.ส.มากน้อยเพียงใดไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญคืออุดมการณ์ ถ้าพรรคมีอุดมการณ์ พรรคก็ค่อยๆพัฒนาเติบโตขึ้นไปได้

ในอดีตที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ เคยรุ่งโรจน์ เคยตกต่ำ ก็เป็นเรื่องธรรมดาทางการเมือง และเชื่อว่าถ้ายังยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคอย่างเคร่งครัด พรรคประชาธิปัตย์ก็มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในโอกาสต่อไป

‘คนเสื้อแดง’ ให้กำลังใจ!! ‘ทักษิณ’ นั่งกินข้าว!! หน้าเรือนจำคลองเปรม

(13 ก.ย. 68) ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม กทม. กลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ 50 คน นำโดย นายเทวินทร์ พูลทวี นางประนอม พูลทวี นายภัทรพล หรือ ไก่ บิ๊กแมน ธนเดชพรเลิศ พร้อมด้วย กลุ่มคนเสื้อแดงปากช่องโคราช กลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรี เดินทางมาจัดกิจกรรม “กินข้าวเที่ยงพร้อมทักษิณ” ขณะที่ถูกคุมขังเรือนจำกลางคลองเปรม เข้าสู่วันที่ 4   

โดยบรรยากาศกลุ่มคนเสื้อแดงได้ปักหลักบริเวณฟุตพาท หน้าเรือนจำพร้อมด้วยรถเครื่องเสียง โดยนางประนอม พูลทวี และแกนนำเสื้อแดง นำข้าวหมกไก่ ข้าวเหนียวมะม่วง น้ำดื่ม กล้วยทอด ข้าวโพดต้ม มาแจกให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับประทานเป็นอาหารเที่ยงพร้อมกับอดีตนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ในเวลา 10.13 น. เกิดเหตุชุลมุนเนื่องจากมีชายวัยรุ่นอายุประมาณ 20-30 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้าย เข้าบริเวณพื้นที่ชุมนุมและมาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมและเกิดมีปากเสียงกันทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสน. ประชาชื่น ได้เข้ามาควบคุมสถานการณ์ และเชิญชายวัยรุ่นดังกล่าว ไปสถานีตำรวจ เพื่อตรวจค้นและสอบปากคำ ต่อมาเหตุการณ์ปกติ

อดีตแม่ยก ปชป. เผย!! มีความหวังอยากให้ ‘มาร์ค’ คัมแบ็ค หน.พรรค หลัง!! ‘เสี่ยต่อ เฉลิมชัย’ ไขก๊อก ชี้!! มีสมาชิกพรรค เฝ้ารออยู่หลายคน

(13 ก.ย. 68) นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง อดีตแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์รูปภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ประชาชนมีความหวังอยากให้คุณอภิสิทธิ์ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ #ความหวังเริ่มส่องสว่าง..สมาชิกพรรคเฝ้ารอคุณอภิสิทธิ์

โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นหลัง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยให้เหตุผลด้านสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ และอาจส่งผลกระทบต่อพรรค โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2568

ส่องบัญชีทรัพย์สิน ‘ลุงตู่’ ก่อน–หลังพ้นตำแหน่ง นั่งนายกฯ 9 ปี มีทรัพย์สิน 130 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ล้านบาท

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคู่สมรส

ก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2557 มีทรัพย์สินรวม 128 ล้านบาท
หลังพ้นตำแหน่งในปี 2566 รวมเวลา 9 ปี มีทรัพย์สิน 130 ล้านบาท
เท่ากับเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ล้านบาท และไม่มีหนี้สิน

ป.ป.ช. ยังระบุเพิ่มเติมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยรับเบี้ยประชุม จากตำแหน่งต่าง ๆ แม้จะมีสิทธิ เซ็นรับแล้วนำไปใช้เป็นค่าอาหาร ชา กาแฟ และเบี้ยเลี้ยงแม่บ้านตลอด 9 ปีที่ดำรงตำแหน่ง

‘จาตุรนต์’ ชี้แก้รัฐธรรมนูญต้องไม่แบ่งเขาแบ่งเรา จี้ รัฐบาลทำประชามติ ครั้งที่ 1 และ 2 ในรอบเดียว

(11 ก.ย. 68) ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า พรรคเพื่อไทยจะเร่งเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 ภายในสัปดาห์หน้านี้โดยเร็วที่สุด เพราะแม้ว่าจะยื่นต่อรัฐสภาไปแล้ว แต่ควรเสนอใหม่ให้สอดคล้องกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 ภายในครั้งเดียว วัดใจรัฐบาลจริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด

นายจาตุรนต์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และประธานสภาบรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณา ทั้งนี้เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยก็จะต้องเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้มีทางออกที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปในอนาคต

ซึ่งในเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยก็ยินดี และอยากจะแสดงความตั้งใจว่า อยากให้มีการร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เพื่อที่จะช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในวงเล็บ 8 ซึ่งก็หมายความว่าจะมีการทำประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นผ่านวาระที่ 3 ของรัฐสภาแล้ว การร่วมมือกันเช่นนี้ถ้าทำได้ก็จะเกิดกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น 

“แต่ถึงอย่างไรขณะนี้รัฐสภาและคณะรัฐมนตรียังไม่มีองค์กรใดแสดงความต้องการ หรือแสดงความริเริ่มในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยการจัดทำประชามติ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้โดย 2 วิธีการคือจากการที่รัฐสภาลงมติให้ ครม.ดำเนินการ หรือครม.จะไปริเริ่มเองก็ได้ ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าการจัดทำรัฐธรรมนูติครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 สามารถรวมกันได้ ซึ่งสิ่งนี้ขึ้นอยู่การตัดสินใจของรัฐบาลค่อนข้างมากว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นพรรคเพื่อไทยอยากจะเชิญชวนว่าและเรียกร้องต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ และรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศว่า น่าจะมาช่วยกันคิดหาทางว่าทำอย่างไร ให้การจะทำประชามติสองครั้งเกิดขึ้นภายในครั้งเดียวได้ ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาและไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ” นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์ทิ้งท้ายว่า มีความจำเป็นที่จะต้องหารือกันตั้งแต่เรื่องจะแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีข้อสรุปที่ดีที่จะเป็นที่ยอมรับของรัฐสภา รวมถึงหารือที่จะจัดทำประชามติ 2 ครั้งภายในครั้งเดียว ซึ่งมีความสำคัญมากที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องหารือและได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้น

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง ‘สนธิญา สวัสดี’ ปม ‘พีระพันธุ์-ภรรยา’ ถือครองหุ้นขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

จากกรณี นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรื่องการถือหุ้นบริษัทเอกชนขณะการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ล่าสุด วันที่ (10 ก.ย. 68) ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยระบุรายละเอียดว่า

นายสนธิญา สวัสดี (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (เรื่องพิจารณาที่ ๓๘/๒๕๖๔)

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้อง) และภริยาของผู้ถูกร้องถือครองหุ้นในบริษัทอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๗ และเสนอชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการในบริษัทของผู้ถูกร้องให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่ผู้ถูกร้องกำกับดูแล ผู้ถูกร้องเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) และ (๕) และขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (๓) มิใช่การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำใดของผู้ถูกร้อง และการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๘๒ บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย รวมทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิโดยเฉพาะให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๙ (๒) ซึ่งมาตรา ๘ วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

‘จิ๊บ ศศิกานต์’ โพสต์ซึ้งอำลานักข่าวทำเนียบฯ ขอบคุณที่เคียงข้างร่วมทำงานสื่อสารเพื่อชาวบ้าน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า 
ถึง  พี่ๆ นักข่าวทำเนียบรัฐบาลที่เคารพรักทุกท่านค่ะ

วันนี้ เป็นวันสุดท้ายของการประชุม ครม. ชุดนี้ จิ๊บขอขอบคุณทุกๆคน ที่ได้ร่วมทำงานเคียงข้างกันมา

จิ๊บเห็นความตั้งใจจริง ในการถามคำถามแทนชาวบ้าน เห็นความพยายามและมุ่งมั่น ในการค้นหาข้อมูลเพื่อสื่อสารไปยังคนไทยทั่วประเทศ 

‘สื่อประจำทำเนียบรัฐบาล’ เป็นอาชีพที่ทรงเกียรติและสำคัญมาก เพราะทุกคำถาม ทุกข่าว ล้วนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความตั้งใจของรัฐบาลกับความเข้าใจของประชาชน

ในฐานะคนไทยหนึ่งคน จิ๊บชื่นชมและขอบคุณพี่ๆ นักข่าวทุกท่าน ที่นำเสนอข้อเท็จจริงให้ชาวบ้านได้รับรู้ด้วยความตรงไปตรงมา

ชาวบ้าน.. ที่ไม่มีโอกาสเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล และถามนายกฯ ในสิ่งที่เค้าอยากรู้- ขอบคุณที่คอยเป็นปากเป็นเสียงให้พวกเค้านะคะ

ในโลกแห่งการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  ขอให้ทุกคนรักษาไว้ซึ่งจริยธรรมของนักสื่อสารมวลชนที่ดี เช่นนี้ตลอดไปค่ะ
คิดถึงกันบ้างนะคะ
ด้วยความเคารพ และขอบคุณค่ะ

‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี ‘ทักษิณ’ ครม.สัญจรนครพนม พร้อมอนุมัติสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3

‘มนพร’ ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม – คำม่วน เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ส.ส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กย้อนรอย คิดถึงอดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจรครั้งแรก ที่จังหวัดนครพนม เมื่อปี 2547 พร้อมระบุว่า ย้อนรอย 21 ปี อดีตนายกทักษิณ จัด ครม.สัญจร ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ที่นครพนม อนุมัติงบสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามโขงไทย ลาว แห่ง ที่ 3 นครพนม - คำม่วน  เกิดจุดเปลี่ยนด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว

วันนี้ 9 กันยายน 2568 ถือเป็นวันสำคัญทางประศาสตร์ทางการเมือง เนื่องจากกระบวนการยุติธรรม ศาลดีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ อดีตนายก ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย ได้รับการบังคับโทษ จำคุก 1 ปี  จากปัญหาคดีทางการเมือง ต้องบอกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ต้องโทษจำคุก ในฐานะที่เป็นผู้แทน ชาวนครพนม ต้องขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัว และชื่นชมในความมีสปิริตทางการเมือง น้อมรับคำตัดสินของศาล ในฐานะประชาชนคนไทย ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ต้องจารึก เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คนแรกที่ต้องโทษติดคุก ทั้งที่ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีผลงานพัฒนาประเทศ สร้างความกินดี อยู่ดี ให้ประชาชน คนไทย มาตลอด หลายนโยบาย ที่คนไทยได้ใช้ประโยชน์ จากอดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่โครงการ แจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้นอกระบบ และอีกหลายโครงการ ล้วนเกิดประโยชน์ ต่อประชาชนคนไทย

มาถึงวันนี้ ต้องอดพูดถึงไม่ได้ ว่า  อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย เป็นอีกคนสำคัญ ที่มีส่วนจุดเริ่มต้นสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของ จ.นคพรนม  ย้อนไปเมื่อปี  247  อดีตนายก ทักษิณชินวัตร มีการนำคณะรัฐมนตรี มาจัดประชุมสัญจรครั้งแรก  ของ จ.นครพนม มีการอนุมัติโครงการที่สำคัญให้กับ จ.นครพนม คือโครงการสร้างสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 ข้ามแม่น้ำโขง นครพนม-คำม่วน เชื่อมไปยัง ลาว เวียดนาม และจีน งบประมาณกว่า 1,700 ล้านบาท รวมถึงการผลักดันก่อตั้งมหาวิทยาลัยนครพนม สร้างโอกาส สร้างอนาคต ทางการศึกษา แก่ลูกหลานเยาวชน 

นอกจากนี้ ยังได้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทยกับเวียดนาม เนื่องจากลุงโฮ  อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์  เคยมาพำนัก ที่ บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม ในช่วงปี 2471 – 2473 ก่อนที่จะกลับไปกอบกู้เอกราช ทั้งนี้อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ผลักดันสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม  โดยมี อดีต นายกทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2547  กลายเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม ต่อมาทางเวียดนาม ได้สนับสนุนงบประมาณ ดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์  หรือ  ลุงโฮ   อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เมื่อปี 2559 กลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ของนครพนม

ในฐานะที่เป็น ตัวแทนของชาวนครพนม รวมถึงมีตำแหน่ง สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย ได้เคยทำงานร่วมกับ ท่าน อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร มาตลอด ขอชื่นชม เป็นกำลังใจ และขอขอบพระคุณ ที่ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศ รวมถึงพัฒนา จ.นครพนม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวชินวัตร ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ทำหน้าที่อาสารับใช้ ดูแลประชาชน ถือว่าท่าน ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ยืนยันว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ยังนึกถึงคุณประโยชน์ที่ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ถึงแม้จะเจออุปสรรคปัญหาทางการเมือง ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ให้ท่าน อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับมา สนับสนุนการทำงานของพรรคเพื่อไทย พาประเทศชาติเดินต่อไปข้างหน้า เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจ คือประชาชน

อดีตรองโฆษกรัฐบาลยุค ‘ลุงตู่’ สู่สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ

(9 ก.ย. 68) ภายหลังจากนายสุชิต ชมกลิ่น และนายธนกร วังบุญคงชนะ ลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน ทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่ง สส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาตไปด้วย ส่งผลให้ นางสาวทิพานัน ศิริชนะ ได้เลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน 

สำหรับ นางสาวทิพานันเกิด เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 ในกรุงเทพมหานคร เป็นบุตรสาวคนเล็กของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ อดีตปลัดทบวงมหาวิทยาลัย และอดีตอธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับ นางวรรณะ ศิริชนะ 

สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับเกียรตินิยม จากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านกฎหมายธุรกิจ (LL.M. in Business Law) ที่ University of Minnesota ประเทศสหรัฐอเมริกา

นอกจากการศึกษาหลักแล้ว ทิพานันยังผ่านหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 1 และหลักสูตร Academy of Business Creativity จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจในศาสตร์การบริหารและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์

ก่อนเข้าสู่เวทีการเมือง ทิพานันมีประสบการณ์การทำงานด้านกฎหมายมากกว่า 10 ปีในองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่:

นิติกรอาวุโส ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย บริษัทพัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด

ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท R&T Asia (Thailand) จำกัด โดยเน้นด้านกฎหมายธุรกิจ การควบรวมกิจการ และตลาดทุน อาจารย์พิเศษ วิชากฎหมายตลาดหลักทรัพย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอมีความเข้าใจลึกซึ้งในระบบกฎหมาย เศรษฐกิจ และการกำกับดูแล ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในเวลาต่อมา

นางสาวทิพานัน เริ่มต้นเส้นทางการเมืองในปี 2561 โดยเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และได้รับการแต่งตั้งเป็นรองโฆษกพรรคในปี 2562 และได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตจอมทอง–ธนบุรี แต่ไม่ได้รับเลือก ทว่ายังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองในทำเนียบรัฐบาล โดยเป็นประจำเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

จากนั้นในปี 2566 นางสาวทิพานันได้ย้ายจากพรรคพลังประชารัฐไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารนโยบายของพรรค รวมถึงการลงพื้นที่พบประชาชนอย่างต่อเนื่อง กระทั่งล่าสุด ได้ดำรงตำแหน่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ภายหลังมีสมาชิกลาออกไปก่อนหน้านี้

‘อนุทิน’ ส่อเบรก “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” อ้าง ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ

‘อนุทิน’ ส่งสัญญาณเบรก นโยบายเรือธง “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ของรัฐบาลชุดก่อน ให้เหตุผลด้านวินัยทางการเงินการคลัง และกังวลเรื่องการขาดทุน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณถึงการทบทวนนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลชุดก่อน โดยให้เหตุผลถึงความกังวลด้านวินัยทางการเงินการคลังและปัญหาการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับอนาคตของโครงการที่ประชาชนจำนวนมากรอคอย

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินได้กล่าวถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายว่า “เรื่องนี้ต้องพิจารณาดูก่อน หากทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์แน่ แต่ที่ผ่านมาบางโครงการดำเนินการแล้วพบว่ามีการขาดทุน ซึ่งเราต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังด้วย เพื่อให้โครงการสามารถอยู่รอดได้”

นายอนุทินยังแสดงท่าทีต่อความกังวลว่า หากรัฐบาลจะต้องเสียงบประมาณเพื่อมาชดเชยส่วนต่างให้กับผู้ลงทุนในทุก ๆ ปี ก็อาจเป็นแนวทางที่ไม่เหมาะสม

สำหรับนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายประชานิยมที่สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยที่ใช้ในการหาเสียง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งแต่เดิมตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

นโยบายดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2568 พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนเพื่อรอใช้สิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันของรัฐแล้วกว่า 260,000 ราย

ความพยายามในการผลักดันนโยบายนี้มีความคืบหน้าไปมากในระดับรัฐสภา โดยร่างกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม, ร่าง พ.ร.บ.รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา

‘ชูวิทย์’ มอง ‘ทักษิณ’ ติดคุกช่วยพลิกวิกฤต พท. ชี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย

จากกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการบังคับโทษจำคุก 1 ปี เนื่องจากการเข้าไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า

“เสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ ศาลฎีกาตัดสินให้ทักษิณกลับไปติดคุก 1 ปี “โดยไม่ถือว่าระยะเวลาที่เคยอยู่ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจเป็นระยะเวลาในการคุมขัง” คนที่เคยติดคุกอย่างผม แม้ไม่เห็นด้วย แต่ย่อมต้องเชื่อฟัง เพราะเป็นศาลฎีกา

ถึงแม้จะอยู่สุขสบายแค่ไหน คุกก็คือคุก จะได้กินหูฉลาม ได้นอนฟูก แต่มันก็คือคุกอยู่ดี หัวใจสำคัญที่สุดของการติดคุก คือ “การจำกัดเสรีภาพ” อันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของมนุษย์ทุกคน

การที่คุณทักษิณอยู่โรงพยาบาลตำรวจมา 6 เดือน จึงถือว่า “ไร้อิสรภาพ” เพราะไม่สามารถไปไหนได้ เมื่อศาลไม่นับให้ ก็กลายเป็นติดคุกฟรี อย่างผมถูกควบคุมตัวที่โรงพัก 3 วัน ราชทัณฑ์ยังนับเป็นวันคุมขัง นำไปตัดจำนวนวันต้องโทษลงได้

อันนี้ผมพูดตามความรู้สึกของคนคุกนะครับ ความยุติธรรมที่ต้องวัดกันด้วย “เสรีภาพ” คนไม่เคยติดอาจบอกว่า ไม่นาน แค่ 1 ปี เอง แต่สำหรับคนที่ติดคุกมาก่อนจะรู้ว่า เวลา 1 วัน ในคุก มันยาวนานกว่านอกคุกมาก เพราะเสรีภาพเขานับกันเป็นรายชั่วโมง

โดยเฉพาะคนอย่างอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ปัจจุบันอายุ 76 ปี การกลับมาโดยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ยอมเดินไปศาล ต้องใส่ชุดนักโทษขึ้นรถย้ายเรือนจำ สำหรับบางคนอาจสะใจ แต่สำหรับผม ถือว่าต้องนับถือหัวใจ

ด้วยสถานการณ์ที่พลิกผัน อนุทินได้เป็นนายกฯ ขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ติดคุก ผมจึงกลับคิดว่านี่เป็นการ “พลิกวิกฤตอย่างแท้จริง” ของพรรคเพื่อไทย

ภาวการณ์ที่แม้แต่พรรคส้มยังป้อแป้กับอุดมการณ์ที่กลับไปกลับมา กับการโหวตที่สุดประหลาด “เป็นฝ่ายค้านที่โหวตให้ไปเป็นรัฐบาลเพื่อยุบสภา” และพรรคภูมิใจไทยที่ไม่มีอะไรจะขายในทางการเมือง

การติดคุกของทักษิณ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย คนไทยมีนิสัยอยู่อย่าง ไม่ชอบเห็นคนถูกรังแก”

‘อรรถวิชช์’ ฝากรัฐบาลใหม่สานต่อ 5 กม.อุตสาหกรรม–พลังงาน หลังทำงานอาสาร่างกฎหมาย 1 ปีเต็มโดยไม่รับเงินเดือน

(9 ก.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ด้านยุทธศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า 1 ปี งานเบื้องหลังกระทรวงอุตสาหกรรมและพลังงาน ผมทำครบแล้ว ฝากครม.ใหม่สานต่อ

ได้ทำงานกับรมต.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค - Pirapan Salirathavibhaga รมต. เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง) และทีมสุดซอย สิ่งที่ฝากไว้กับประชาชน คือ “กฎหมาย" การแปลงนโยบายสู่การเป็นกฎหมายที่ปฏิบัติได้จริง คือความภูมิใจ

- "พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม" กฎหมายกำจัดกากอุตสาหกรรมแบบครบวงจรฉบับแรกของไทย ทั้งหมด 143 มาตรา กำลังจะเข้า ครม. แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะนำกฎหมายฉบับนี้ไปพิจารณาต่อ 

- "พรบ.เสรีโซลาร์" กฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ฉบับแรกของไทย ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ทั้งหมด 32 มาตรา ครม.เพิ่งอนุมัติไป ตอนนี้อยู่ขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างอีกครั้ง ถ้ารัฐบาลใหม่ยืนยันร่างนี้เข้าสภาก็จะสามารถเกิดขึ้นในจริง ส่วนเครื่อง inverter ที่ก.พลังงานจัดชุดในราคาถูกก็พร้อมผลิตแล้ว แต่จะได้ไปต่อหรือไม่อยู่ที่ รมต.พลังงานท่านใหม่

- "กฎหมายเครดิตบูโร" ช่วยคนติดหนี้ให้ฟื้นตัวเร็วไม่ถูกแช่แข็งประวัติเสียถึง 3 ปี  ผมร่างไว้ 14 มาตรา  ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระสภารอคิวพิจารณา แต่หากรัฐบาลใหม่ยุบสภาใน 4 เดือนกฎหมายนี้จะออกมาใช้ไม่ทัน

- "พรบ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน" ผมร่างไว้ 80 มาตรา แก้ปัญหาปาล์มล้นตลาดในอนาคตหลัง 24 ก.ย.69 กฎหมายห้ามกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมชีวภาพ ทำให้ 1 ใน 3 ของปาล์มในประเทศที่ปัจจุบันถูกเอามาผสมเป็น "ไบโอดีเซล" ขายออกยาก ต้องมีมาตรการดูแลราคาปาล์มให้ครบ supply chain เพื่อช่วยเกษตรกร-ผู้ประกอบการ 

- "กฎหมายฟื้นฟูกิจการ" ลูกหนี้ต่ำกว่า 50 ล้าน เมื่อศาลรับคำร้อง เกิดสภาวะ Automatic Stay หยุดจ่ายหนี้ชั่วคราวทันทีไม่รอทำแผนเสร็จ ส่วนที่ผมร่างคือ “ยกเลิกพิธีกรรมจัดประชุมเจ้าหนี้ เหลือแค่ขอความยินยอมจากเจ้าหนี้” รวดเร็วและเป็นธรรม พรุ่งนี้จะเข้าสภาส.ส.วาระ 3 แล้วครับ เชื่อว่ากฎหมายจะผ่านสภาส.ส.- ส.ว.ก่อนยุบสภา

ร่างที่ผมเขียนเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานได้จริง! ฝากรัฐบาลใหม่สานต่อด้วยครับ 

1 ปีนี้ทำงานอาสาไม่มีเงินเดือน ไม่ได้เป็นข้าราชการเมือง…ภูมิใจครับ

เมื่อ ‘พรรคสีน้ำเงิน’ พรรคที่ได้ชื่อว่าเชิดชูสถาบัน ร้องขอให้พรรคล้มสถาบัน ยกมือสนับสนุนตนเองเป็นรัฐบาล

(9 ก.ย. 68) สองสามปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ “วงการพระสงฆ์ไทย” เผยความเสื่อมต่ำดำมืดอย่างถึงที่สุด แต่คือทุกวงการที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ความเลวร้ายที่แอบซุกอยู่ในเงาชั่วมาช้านานก็ถูกเปิดโปงออกมา ไม่เว้นกระทั่ง “แวดวงการเมืองไทย” สามารถพูดได้ว่าคำว่าจิตสำนึก อุดมการณ์ จริยธรรม มโนธรรม ได้หมดหายไปจากนักการเมืองไทยแล้ว ก็คงจะไม่ผิดนัก

เกียรติ ศักดิ์ศรี สัจจะคำพูด ที่ถือว่าต้องเชิดชูไว้เหนือใด ๆ ได้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ตำแหน่งทางการเมือง และเงินทองต่างหากคือสิ่งแรกที่นักการเมืองไทยยุคนี้ยื้อแย่งกันเพื่อให้ได้มา 

คนไทยส่วนใหญ่มีสิทธิ์แค่พยักหน้ายอมรับต่อความเป็นไปที่เกิดขึ้นโดยไร้การขัดขืน แม้จะไม่พอใจแค่ไหนก็ต้องพ่ายไปด้วยคำว่า “ประชาธิปไตย” เมื่อนักการเมืองเข้ามาในระบบที่ถูกต้อง ทุกอย่างก็ต้องถูกต้อง ไปหักไปขืนไปล้ม..คงไม่ได้ 

แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็น “ประชาธิปไตย” ที่จำนวนไม่น้อยมาจากน้ำมือของคนที่คิดไม่เป็น หรือขาดความรู้เชิงลึกในเรื่องการเมือง ก็ต้องจำยอมปล่อยให้เป็นไป ทุกอย่างจึงตกอยู่ในมือของ “นักการเมืองเลว ๆ” ที่อาศัยจุดอ่อนของประชาธิปไตยแบบไทยเราเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และความมั่งคั่งของตนเองไม่จบไม่สิ้น

ความอยากมีอยากได้ในอำนาจ มักจะถูกอ้างด้วยคำว่า “ประเทศไทยต้องไปต่อ” หรือ “เราปล่อยให้ประเทศชาติหยุดนิ่งไม่ได้” การผสมพันธุ์ของเหล่านักการเมืองคนละฟาก คนละความเชื่อ คนละเจตนารมณ์จึงมีผ่านมาให้เห็นชนิดที่เราต้องขยี้ตาและหยิกแขนตัวเองแรง ๆ 

ความหน้ามืด ผสมความอยากมีอยากได้ในอำนาจจนตัวสั่น เพื่อนำไปใช้ปกป้องตนเองในเรื่องคดีความ หรือแย่งพื้นที่สื่อเพื่อปูทางสู่การมีอำนาจในอนาคต เมื่อโอกาสมาถึงจึงทำได้ทุกอย่างโดยไม่แคร์เสียงหรือสายตาของประชาชน ขนาดที่พรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์เชิดชูสถาบัน กลับไปร้องขอพรรคล้มล้างสถาบันเพื่อโหวตให้ตนเองได้เป็นรัฐบาล ก็มีให้เห็นแล้วในประเทศไทย 

เรื่องแบบนี้นักการเมืองที่มีอุดมการณ์รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างจริงแท้ ไม่มีใครเขากล้าทำกัน เพราะคงจะอับอายตัวเองไปตลอดชีวิต แม้บางดีล “จะแลกและจบกันไป” ด้วยตัวเลขมหาศาล หรือ “เรื่องสมประโยชน์อื่น ๆ” จนถือว่าไม่มีบุญคุณต่อกันแล้ว แต่คนละเรื่องกับว่าได้เปลือยเนื้อแท้ให้ประชาชนเห็นล่อนจ้อนแล้วว่าเป็นคนเช่นไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top