Friday, 28 August 2026
POLITICS

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ นัดเปิดตัว 'พรรคไทยก้าวใหม่' 3 ต.ค.นี้ ปักธงนโยบายด้านการศึกษาเดินหน้าสู่การเมืองยุคใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.68) ทีมสื่อสารของพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ออกหนังสือเชิญเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568

โดยหนังสือเชิญ ระบุช่วงหนึ่งว่า “ถึงเวลาประเทศไทยก้าวใหม่” ขอเชิญร่วมงานแถลงการณ์วิสัยทัศน์พรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ" ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

เพื่อก้าวสู่การเมือง ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความสามารถ ความเป็นมืออาชีพ และพลังของคนไทยทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนไทย

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตใหม่ไปด้วยกัน วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งตะวันตก) ห้องแกรนด์ฮอลล์ (ฮอลล์ 2,3) ชั้น 3 

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือที่รู้จักในนาม ดร.เอ้ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตอธิการบดี สจล. หลังจากประกาศลาออกจากพรรคเก่าแก่อย่างเป็นทางการท่ามกลางกระแส "เลือดไหลไม่หยุด" ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเปิดตัวเดินหน้าก่อตั้ง "พรรคไทยก้าวใหม่"

โดยชูอุดมการณ์หลักคือการปฏิรูปประเทศผ่านนโยบาย "การศึกษานำการพัฒนา" ดร.เอ้ ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องนำนโยบายเข้าสู้ และพร้อมดึงบุคลากรระดับ "ปูชนียบุคคลด้านการศึกษา" เข้าร่วมทีม  

การลาออกของ ดร.สุชัชวีร์ เป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เขาเคยเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนสำคัญที่เคยทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ใน “สปอตไลต์การเมือง”  

ดร.เอ้ ได้เปิดใจถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยยืนยันว่าการลาออกไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวกับบุคคลในพรรค และจบกันด้วยดี แต่แรงจูงใจที่แท้จริงคือความต้องการที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเต็มที่

"ประชาธิปัตย์เป็นโรงเรียนที่ดี แต่วันนี้ผมอยากลงมือเปลี่ยนประเทศจริงๆ" 

ดร.เอ้ ชี้ว่าสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้มีวิกฤตหลายด้าน ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่ง "รอไม่ได้จริงๆ" และปัญหาทั้งหมดมีต้นตอมาจากโครงสร้างการพัฒนาคนและโครงสร้างเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยว  

ชู ‘การศึกษานำการพัฒนา’ และ AI เป็นธงนำพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการเปลี่ยนชื่อและโครงสร้างของพรรคการเมืองเดิม ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่เน้นการใช้ความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพในการแก้ปัญหาระดับประเทศ

แกนหลักของอุดมการณ์คือ 'การศึกษานำการพัฒนา' ดร.เอ้ ระบุว่า หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน จุดเริ่มต้นคือการพัฒนาคนและการสร้างการศึกษา  

พลเมืองชั้น 1 ของโลก: ดร.เอ้ ตั้งเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประเทศไทยสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และให้คนไทยเป็น 'พลเมืองชั้น 1 ของโลก' โดยการปฏิรูปการศึกษาคือ 'ธนูดอกแรก' ที่จะนำการเมืองเพื่อสร้างประเทศ

เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่: นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้าง "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วย AI" โดย ดร.เอ้ ชี้ว่าไทยไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาคการท่องเที่ยวได้ และต้องมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขั้นสูง เพื่อให้ไทยเป็นต้นน้ำของสินค้ามูลค่าสูง

โมเดลการหาเสียงแบบไร้เงินทุน: ดร.เอ้ ยังได้ท้าทายขนบธรรมเนียมทางการเมืองแบบเก่า ด้วยการลั่นว่าพรรค 'ไร้เงินทุน' แต่พร้อมที่จะนำนโยบายเข้าแข่งขัน เพื่อท้าทายความคิดที่ว่า "เงินไม่มากาไม่เป็น"

ไร้สัญญาณตอบรับ ‘อภิสิทธิ์’ กลับประชาธิปัตย์ คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ ‘นายกฯชาย’ ยังขวางลำหรือไม่

(2 ต.ค. 68) การตัดสินใจของนายกฯชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คือคำตอบว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะกลับเข้ามายังพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ถ้านายกฯชายยังอยู่ อภิสิทธิ์ก็ไม่มา ถ้านายกฯชายไปอภิสิทธิ์ก็มา โจทย์ก็มีอยู่แค่นั้น แต่การที่นายกฯชายบอกว่า จะมีคำตอบ หลังเลือกหัวหน้าพรรคยังขวางลำอยู่ จึงทำให้อภิสิทธิ์ยังเงียบ

ไม่พบหลักฐานที่ “ยืนยันชัดเจน” ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีหลายข่าวที่อ้างถึงท่าที สนับสนุน และการทาบทาม 

Bangkok Post รายงานว่า “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบรับที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” หลังจากเฉลิมชัย ศรีอ่อนลาออก

สำนักข่าว Thaiger รายงานว่า สาทิตย์ วงศ์หนองเคย ยืนยันว่า อภิสิทธิ์จะกลับเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง   
สำนักข่าว Pattaya Mail รายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์วางแผนจัดเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ ในวันที่ 18 ตุลาคม และ “อภิสิทธิ์ได้รับการยืนยันว่าจะกลับมา”

มีข่าวว่า “ชัยชนะ เดชเดโช” ส.ส. ประชาธิปัตย์ รองหัวหน้าพรรค ได้เข้าพบอภิสิทธิ์ เพื่อเสนอให้การสนับสนุนให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่ในข่าวระบุว่า “อภิสิทธิ์รับฟังและขอบใจ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ” ในขณะนั้น

มีข่าวว่า “ถาวร เสนเนียม” และนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ต่างประกาศเชียร์อภิสิทธิ์กลับมาชิงหัวหน้าพรรค รวมถึงแฟนพันธุ์แท้ประชาธิปัตย์อีกจำนวนมากต่างสนับสนุนอภิสิทธิ์ให้กลับมา และเชื่อว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ในการฟื้นฟูพรรค และเรียกศรัทธากลับคืนมา

การประเมินยังไม่ถือว่ามีการ “ยืนยันแน่นอน”

แม้จะมีข่าวอ้างว่าอภิสิทธิ์ตอบรับหรือมีการทาบทามจริง แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังอยู่ในลักษณะ คำกล่าวอ้าง หรือรายงานภายนอก ไม่มีเอกสารหรือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากเจ้าตัวเอง หรือจากแหล่งข่าวหลักในพรรคที่ได้รับการตรวจสอบชัดเจน

ส่วนหนึ่งเพราะกระบวนการภายในพรรค เช่น การส่งชื่อเข้าแข่ง การประชุมพรรคใหญ่ หรือการประชุมเลือกหัวหน้าพรรค มีอิสระและต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น ดังนั้น “การตอบรับ” หรือ “ถูกทาบทาม” มิได้หมายความว่า “ตอบรับแล้ว” จนกว่าเจ้าตัวจะออกมาพูด

เข้าใจว่าเป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งในการต่อสู้ “ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่เชื่อว่า ผู้อาวุโสทั้งหลาย มีการล็อบบี้โหวตเตอร์ เช็คเสียงกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น”ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นต้น

วันที่ 18 ตุลาคม เราก็จะรู้กันแล้วว่า ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะเป็นเลขาธิการ และกรรมการบริหารอื่นๆ

‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ติดโผ Time100 Next 2025 หมวดผู้นำ ยก เป็นผู้นำขบวนการประชาธิปไตยไทยรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ (1 ต.ค. 68) เว็บไซต์นิตยสาร ไทม์ (Time) ได้ประกาศรายชื่อ Time100 Next บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปีในหลากหลายสาขา ทั้งศิลปิน ผู้มีความสามารถพิเศษ นักนวัตกรรม ผู้นำ และนักเคลื่อนไหวทั่วโลกประจำปี 2025

ในปีนี้ ชื่อของ ‘เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถูกเสนอชื่อในหมวด “ดาวรุ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุด” (Rising Leaders)

นิตยสารไทม์ระบุว่า การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของเยาวชนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะต้องเผชิญความท้าทายและการถอยหลังบางช่วง แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทวงคืนอำนาจจากชนชั้นนำฝ่ายทหาร แม้พรรคการเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงถูกยุบไปถึงสองพรรคในช่วงหกปีที่ผ่านมา

ไทม์ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีผู้นำคนใหม่คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้สืบทอดเจตนารมณ์จากพรรคก้าวไกล และผลักดันการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้เดินหน้าต่อไป หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ที่พรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงข้างมาก แต่ถูกศาลมีคำสั่งยุบพรรคในปี 2567 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 143 คนได้เข้าร่วมพรรคประชาชน ส่งผลให้ณัฐพงษ์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

รายงานของ ไทม์ ยังระบุว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยปลดนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้การเลือกตั้งครั้งใหม่กำลังใกล้เข้ามา และเยาวชนไทยจำนวนมากต่างฝากความหวังไว้กับณัฐพงษ์ ว่าเขาจะเป็นผู้ที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

“วิสัยทัศน์ของเราคือการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวกับนิตยสารไทม์ พร้อมย้ำว่า “เราต้องนำประชาธิปไตยแบบเต็มรูปแบบกลับคืนสู่ประเทศของเรา”

‘ชูวิทย์’ เปิดเอกสารลับ ‘ฮั้ว สว.’ ชี้สุดอันตราย อาจกินรวบทั้งประเทศ!! ซับซ้อนกว่าประเด็นเขากระโดง

(1 ต.ค. 68) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาโพสต์เปิดเอกสารอ้างการทำงานเชิงเครือข่ายที่เรียกว่า 'ฮั้ว สว.' ระบุเป็นการวางแผนกินรวบอำนาจรัฐผ่านการสั่งการ สว. เพื่อควบคุมการแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบและองค์กรอำนาจสูงทั้งหลาย เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และ กกต. ซึ่งหากเป็นจริงจะทำให้การตรวจสอบและการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกบิดเบือนไปได้ง่าย

ชูวิทย์ชี้ชัดว่านี่สำคัญกว่าประเด็น 'เขากระโดง' เพราะมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างอำนาจประเทศ — ถ้า สว. ถูกสั่งได้ การแก้รัฐธรรมนูญที่ต้องพึ่งกลไกเหล่านี้อาจเป็นเรื่องฝันลม ๆ แล้ง ๆ นอกจากนี้ ชูวิทย์ยังเรียกร้องให้ฝ่ายค้านและฝ่ายการเมืองทุกสีรู้เท่าทัน ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องกลายเป็นการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” ในสภา ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มออกหมายเรียกและตรวจสอบหลายรายที่ถูกเชื่อมโยงกับกรณีฮั้วเลือก สว. แล้ว

สำหรับข้อเรียกร้องของชูวิทย์คือความเร่งด่วนในการตรวจสอบข้อมูลและตั้งกรรมการอิสระ เพื่อนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ไม่ให้เป็นเพียงข่าวทางโซเชียลที่ผ่านไป พร้อมเตือนว่าสังคมควรรู้ว่าใครจะรับผิดชอบอนาคตประเทศจริง ๆ — การเมืองภาคประชาชนควรจับตาและกดดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

‘อรรถวิชช์’ ฝากรัฐบาลใหม่ดัน “พรบ. เสรีโซลาร์” ต่อ หลัง 'พีระพันธุ์' เริ่มต้นไว้แล้วแต่ถูกกฤษฎีกาติตก

‘อรรถวิชช์’ เสียดาย! กฤษฎีกาตีตกทันที 'พรบ.เสรีโซลาร์' หลัง ‘พีระพันธุ์’ พ้นตำแหน่งรมว.พลังงาน เพียงไม่กี่วัน หวังรัฐบาลใหม่สานต่องาน

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า หลังจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน เพียงไม่กี่วันมีหนังสือจากเลขาธิการกฤษฎีกาถึงคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ก.ย.68 ซึ่งมีสาระสำคัญไม่เห็นชอบในการออกกฎหมายเสรีโซลาร์ โดยอ้างว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถมีนโยบายออกเป็นประกาศได้อยู่แล้ว ไม่ต้องยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ  ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ผ่านอนุมัติหลักการจาก ครม.ชุดก่อนมาแล้วและไม่เคยมีกฎหมายลักษณะส่งเสริมมาก่อน มีแต่กฎหมายให้อำนาจรัฐยืนบังแดดประชาชนเท่านั้น

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ผมในฐานะผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้  ได้อ่านจดหมายของเลขาธิการกฤษฎีกาแล้ว 'เสียดาย' กฤษฎีกาน่าจะทราบดีว่าการเปิดเสรีโซลาร์ได้ ต้องตั้งเรื่องจากหลายหน่วยงานต่างสังกัดกันและมีกฎหมายเกี่ยวข้องกว่า 6 ฉบับ

1. พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม
2. พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
3. พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง
4. พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล
5. พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
6. ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

กฤษฎีกามีข้อเสนอแนะให้แต่ละหน่วยไปออกกฎหมายลูกปลดล็อกเปิดเสรีโซลาร์โดยที่ไม่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ผมถามจริงๆ ทำได้จริงเหรอ กี่ปีครับ หน่วยงานจะยอมหรือไม่ ประชาชนสามารถแปลงแสงอาทิตย์มาเป็นไฟฟ้าได้ฟรี รายได้และค่าธรรมเนียมต่างๆ ลดหายไป หน่วยงานต่างๆ จึงดึงเรื่องมาถึงวันนี้ เขาตั้งใจขวางทางครับ ถ้าเขาอยากทำ เขาทำได้ไปนานแล้ว พ.ร.บ.เสรีโซลาร์ที่ผมร่างมีแค่ 32 มาตรา หากได้เข้าสภากฎหมายจะมีผลทันก่อนยุบสภา ส่วนอุปกรณ์โซลาร์ราคาประหยัดฝีมือคนไทยโดยกระทรวงพลังงานก็ผ่านการทดสอบด้านคุณภาพแล้วพร้อมผลิตได้ เสียดายมากถ้าไม่ได้ทำต่อ 

"ผมอยากเห็นนายกฯอนุทินสานต่อนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยก็เคยหาเสียงไว้และให้ความสำคัญไว้เช่นกัน"

‘ตั้ม จิรวัฒน์’ นักวาดการ์ตูน โดนคดี 112 โพสต์เริ่มงานใหม่ หลังเผชิญชีวิตไร้งาน – ไร้เงิน – ไร้โอกาสมาหลายปี

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ตั้ม จิรวัฒน์ นักวาดการ์ตูนล้อการเมือง แอดมินเพจ 'คนกลมคนเหลี่ยม' ซึ่งถูกดำเนินคดี มาตรา 112 ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า พรุ่งนี้ผมจะได้เริ่มงานใหม่แล้วนะครับ หลังจากไม่ได้ทำงานอยู่ในระบบมาหลายปี

มีประวัติคดี 112 การหางานทำ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

สมัครเป็นไรเดอร์วิ่งส่งอาหาร ส่งผู้โดยสารก็ไม่ได้

ทั้งสมัคร ทั้งสัมภาษณ์ ไปหลายที่กว่าจะได้

แม้จะมีอาการซึมเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็ต้องทำครับ เพราะไม่มีเงินติดตัวแล้ว

เริ่มต้นชีวิตการทำงานใหม่อีกครั้งครับ

สำหรับ ตั้ม จิรวัฒน์ ถูกดำเนินคดี มาตรา 112 กรณีวาดภาพเสียดสีสถาบันรวม 4 โพสต์ โดยแบ่งเป็นรัชกาลที่ 10 รวม 2 โพสต์ และรัชกาลที่ 9 อีก 2 โพสต์ ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2565

และเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษตามมาตรา 112 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง รวมโทษจำคุก 12 ปี คดีนี้ จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือกระทงละ 1 ปี 6 เดือน คงจำคุกรวม 4 ปี 24 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปีและให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 1 ครั้ง ใน 3 เดือน เป็นเวลา 2 ปี และให้ทำงานบริการสังคม 48 ชั่วโมง พร้อมริบโทรศัพท์ของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุก ‘ลูกเกด ชลธิชา’ 2 ปี ในคดีดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ไม่รอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา "ลูกเกด-ชลธิชา " สส.พรรคประขาชน จ.ปทุมธานี ดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

(30 ก.ย. 68) ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ ลูกเกด สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน(ปชน.)เป็นจำเลยในความผินฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีเมื่อวันที่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 256 จำเลยได้ปราศรัยและชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง หน้าศาลจังหวัดธัญบุรี #คาร์ม็อบ11กันยา64 โดยมีเนื้อหาดูหมิ่น ในหลวง รัชกาล ที่10 จำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

คดีนี้ศาลจังหวัดธัญบุรี พิพากษาจำคุกน.ส.ชลธิชา จำเลย 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งทางจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์

โดยวันนี้ น.ส.ชลธิชา เดินทางมาศาล พร้อมกับ นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ส.ส.กทม. พรรคประชาชน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประขาชน

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ต่อมาจำเลย ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์ ขอปล่อยชั่วคราว

ศาลจังหวัดธัญบุรี พิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างฎีกา โดยตีราคาประกัน 150,000 บาท

‘เจี้ยบ อมรัตน์’ ประณาม ‘จุลพงศ์’ สส. พรรคส้ม ขี้ขลาดตาขาว ปมทำหนังสือขอโทษ ‘เนวิน’ อภิปรายเขากระโดงด้วยข้อมูลเท็จ

เมื่อวานนี้ (29 ก.ย. 68) นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขอประณามความขี้ขลาดตาขาว ของนายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส. บัญชีรายชื่อผู้สร้างความน่าอับอายให้กับพรรคประชาชน ในเหตุการณ์นี้

นายจุลพงศ์ ได้เคยอภิปรายเรื่องเขากระโดงเอาไว้ประมาณต้นปี 68 ทางพรรคไม่มีใครทราบว่าต่อมาถูกนายเนวินฟ้องหมิ่นประมาท

ความหวาดกลัว หรือจะความรู้สึกอื่นใดอีกไม่ทราบได้ ทำให้นายจุลพงศ์ตัดสินใจแอบไปทำหนังสือขออภัยต่อนายเนวินเงียบๆ ไม่บอกกล่าวใคร พร้อมทั้งบริจาคเงินให้ รพ.บุรีรัมย์ 1 หมื่นบาท

สิ่งเลวร้ายที่รับไม่ได้คือ ในหนังสือขอโทษมีเนื้อหาโยนความผิดให้ทีมงานพรรค อ้างว่าตัวเองเป็นสส.ใหม่ไม่รู้เรื่อง ประมาณไร้เดียงสา ตนเพียงแสดงไปตามบทที่ทางพรรคจัดสรรมาให้เท่านั้น 

ซึ่งข้อเท็จจริงคือ เนื้อหาต่าง ๆ ที่ทีมงานช่วยเตรียมให้กับสส.เป็นเพียงส่วนสนับสนุนข้อมูล เพื่อทุ่นแรงให้กับผู้อภิปราย เช่น ลำดับเหตุการณ์ วันเวลาวันที่ ความคืบหน้าของประเด็นที่อภิปรายเท่านั้น (เป็น fact) คือทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนในประเด็นที่สส.ต้องการนำไปใช้ประกอบการอภิปรายของตนเองเท่านั้น 

ผู้อภิปรายเลือกประเด็นที่สนใจจะตรวจสอบเองไม่มีใครบังคับ นำข้อมูลต่างๆ ไปประมวลผลเพื่ออภิปรายด้วยความคิดและดุลยพินิจส่วนตัว ใส่ความถูก/ผิดเอาเองตามจริต อารมณ์และความเชื่อ เลือกใช้ลีลาถ้อยความหนักเบาในการอภิปรายเองทั้งสิ้น 

แย่ไปกว่านั้นคือทำหนังสือขอโทษเงียบๆ ไม่แจ้งกับพรรค แล้วยังมากล้าอภิปรายซ้ำด้วยข้อมูลเดิมอีก ให้ถูกฉีกหน้ากลางสภา เสียศักดิ์ศรีและทุเรศมากมาย

‘ลีน่าจัง’ ประกาศเป็นปาร์ตี้ลิสต์แทน ‘เฉลิม อยู่บำรุง’ ลั่น!! เลือกตั้งครั้งหน้า ‘เพื่อไทย’ พรรคเดียวแลนด์สไลด์

นางลีนา จังจรรจา นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดัง ร่วมกิจกรรมให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 โดยมวลชนคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศรวมตัวส่งเสียงให้กำลังใจ เปิดเพลงเก่าที่นายทักษิณเคยขับร้อง และร่วมรับประทานอาหารพร้อมกัน ทั้งต้มยำไก่น้ำใส แกงส้มชะอมกุ้ง หนูนาย่าง และบวชเผือกมัน 

นอกจากนี้ ‘ลีนาจัง’ นำยำวุ้นเส้นและยำมาม่า 40 ชุดมามอบให้พี่น้องคนเสื้อแดง พร้อมยกย่องผลงานของนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย ระบุว่า กฎหมายเกี่ยวกับ LGBTQ ถูกผลักดันขึ้นในช่วงที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล แตกต่างจากสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่ง พร้อมทำนายผลเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ได้ 280 ที่นั่ง และประกาศว่าจะขึ้นเป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 10 แทนนายเฉลิม อยู่บำรุง

‘อนุทิน’ ชี้ ไร้ปัญหากับ ‘พรรคประชาชน’ หลังดึง!! ‘สส.เต้ ทวิวงศ์’ ขึ้นเวที ที่อยุธยา

(28 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่เรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ (สส.เต้) สส. พระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน ขึ้นเวที ขณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ที่วัดอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนมีดราม่าทำให้พรรคประชาชนแสดงความไม่พอใจ ว่า คำว่าดราม่าตนไม่ชอบ การที่ตนบอกว่าเลือกสส.ทวิวงศ์ เพื่อให้เลือกตนมาเป็นนายกฯนั้น ต้องฟังทุกช็อต จริงๆแล้วตนกล่าวชื่นชม ส.ส.เต้ ด้วยซ้ำ เวลาอยู่บนเวทีก็ต้องมีกิมมิค เล็กๆ น้อยๆธรรมดา

เมื่อถามว่าอย่างนี้ยังคุยกับพรรคประชาชนได้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังคุยได้ทุกอย่าง เมื่อถามย้ำว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็สวนกลับในเรื่องนี้แรงเหมือนกัน นายอนุทินกล่าวว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร ตรงนั้นเป็นเรื่องของการลงพื้นที่ เรื่องการทำงานก็เป็นเรื่องการทำงาน

ศึกเดือด เขต 4 สงขลา!! ‘โยธิน’ ประกาศชน!! ‘กฤต’ เปิดเกมชิง!! เก้าอี้ สส. ในนาม ‘ภูมิใจไทย’

(28 ก.ย. 68) โยธิน ทองเนื้อแข็ง โพสต์เฟชบุ๊ก ประกาศลง สส.เขต 4 สงขลา ในนามพรรคภูมิใจไทย แน่นอนว่า เขตนี้จะต้องไปเจอของแข็ง “สส.กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม

คำว่าของแข็ง หมายถึงว่า สส.กฤตได้ทำพื้นที่ไว้อย่างเข้มแข็ง สัมผัสชุมชน หมู่บ้านทุกวันในวันที่ไม่มีภารกิจในสภา

”ผมเดินจนจะตีนพลิกอยู่แล้ว ลงพื้นที่พบปะประชาชนทุกวันๆละ 4-5 จุด เอาง่ายๆว่า ในสนามผมก็มีลูกบ้าของผมอยู่เหมือนกัน ผมมีวิธีของผมเพื่อให้ได้ชัยชนะ“

เขต 4 สงขลาจะประกอบด้วย อ.ระโนด อ.กระแสสินธ์ อ.สทิงพระ และ อ.สิงหนครบางส่วน แม้ สส.กฤตจะเพิ่งเข้ามาทำงานการเมืองเพียงสมัยแรก แต่ด้วยความมุ่งมั่นขยันลงพื้นที่ถือว่าทำได้ดี แม้การเมืองภาพกว้าง สส.กฤตอาจจะยังไม่เข้าใจก็ตาม

การเปิดตัวลงมาของ สจ.โยธิน ทั่วๆที่เป็น สจ.อยู่แล้ว ก็ถือเป็นความมุ่งมั่นจะกระโดดจากการเมืองท้องถิ่น เข้าสู่สนามระดับชาติ เพียงแต่การชนกับ สส.กฤต ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเมืองก็คือการเมือง ยิ่งการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การแข่งขัน แพ้-ชนะ ถือเป็นเรื่องปกติ คนที่เคยชนะกลับเป็นแพ้ คนที่เคยแพ้กลับมาชนะ ก็มีให้เห็นทุกยุคทุกสมัย

การที่ สจ.โยธิน ประกาศเปิดตัวลงชิง สส.สิ่งที่จะตามมาคือ ต้องลาออกจาก สจ.และต้องมีการเลือกตั้งซ่อม แม้การลาออกจะยังไม่เกิดขึ้น และพรรคภูมิใจไทยก็ยังไม่มีมติใดๆว่าจะส่งโยธินลงสมัคร สส.เขต 4 สงขลา เพียงแต่อาจจะมีผู้ใหญ่ไปทาบทามพูดคุยด้วย เพื่อนำเสนอต่อพรรค แต่ได้เห็นคนถูกจับตามองเตรียมลงชิง สจ.กระแสสินธ์แล้วอย่างน้อยสองคน นอบ เกาะใหญ่ หรือทักษิณ เครือแก้ว น้องชาย นายกฯมงคล เครือแก้ว อบต.เกาะใหญ่ เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกจับตามองว่าจะลงเลือกตั้งซ่อมแทนหรือไม่

และมีคู่แข่งคือใคร อีกคนที่เปิดตัวออกมา คือ พล.ต.ต.อธิป แสงวันลอย อดีตผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า พรรคภูมิใจไทยจะส่งโยธินจริงหรือไม่

อนุทิน จุดชนวนร้าว!! ‘ภูมิใจไทย – ประชาชน’ สร้างความสั่นคลอน!! เสถียรภาพรัฐบาล

(28 ก.ย. 68) การลงพื้นที่พระนครศรีอยุธยาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงเป็นภารกิจเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดตัวรัฐบาล แต่กลับกลายเป็นการโยนฟืนเข้ากองไฟการเมืองที่คุกรุ่นอยู่แล้ว

คำพูดบนเวทีที่ว่า “เลือก ส.ส. พรรคส้ม…แล้วได้หนูเป็นนายก” ถูกตีความว่าเป็นการประชดและลดทอนคุณค่าของ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน แต่เคยโหวตให้นายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ในสถานการณ์วิกฤตหลังเลือกตั้ง คำพูดนี้สะกิดจุดเจ็บที่ถูกโจมตีมาตลอดว่า “พรรคส้มคือผู้ปูทางให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล”

ที่สำคัญ อยุธยาไม่ใช่จังหวัดธรรมดา แต่คือ พื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่ภูมิใจไทยครองฐานเสียงแน่น ขณะที่พรรคประชาชนพยายามเจาะพื้นที่ ทำให้เวทีนี้ถูกตีความว่าเป็นการ “ขีดเส้นแบ่งชัด” ระหว่างมิตรแท้กับมิตรจำเป็น

หลังเหตุการณ์ไม่นาน เสียงสะท้อนจากแกนนำและ สส. พรรคประชาชนดังขึ้นพร้อมกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค แสดงจุดยืนว่า การโหวตให้นายอนุทินไม่ใช่การเข้าร่วมรัฐบาล แต่เป็นการ “ฝ่าวิกฤต” เพื่อไม่ให้การเมืองล่มสลาย และย้ำว่าพรรคยังคงเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว

ภัคมน หนุนอานันท์ โฆษกพรรค ใช้ถ้อยคำแรงว่าเป็น “การเสียมารยาท–ไม่ให้เกียรติ” สะท้อนว่าพรรคไม่ยอมถูกมัดด้วยบุญคุณทางการเมือง

ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. เจ้าถิ่นอยุธยา ชี้แจงว่าเข้าร่วมงานต้อนรับนายกฯ ในฐานะผู้แทนที่ต้องหาทางแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ยืนยันหนักแน่นว่าจะลงเลือกตั้งในนามพรรคส้ม และเลือกนายณัฐพงษ์เป็นนายกฯ ในอนาคต

ชุติพงษ์ พิภพภิญโญ ส.ส. ระยอง ตอกย้ำว่าพรรคยังถือไพ่ “โหวตล้มรัฐบาล” ในมือ

การตอบโต้เหล่านี้ไม่ใช่เพียงการปกป้องศักดิ์ศรี แต่ยังเป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ว่า “พรรคส้มไม่ใช่หนี้บุญคุณใคร” และยังพร้อมใช้พลังเสียงในสภาเป็นตัวแปรสำคัญ

ในขณะที่ภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนเปิดศึกวาทะ พรรคเพื่อไทยกลับ “ยิ้มในใจ” เพราะรอยร้าวนี้เปิดโอกาสให้เล่นเกมรุกเต็มที่

กลยุทธ์อภิปราย: เตรียมซักฟอกรัฐบาลในการแถลงนโยบายวันที่ 29–30 กันยายน ด้วยธีม “4 เดือนยุบคดี ไม่ใช่ 4 เดือนยุบสภา” โดยพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัตินายกฯ และรัฐมนตรี, คดีฮั้ว ส.ว., และข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน

โอกาสล้มรัฐบาล: หากหลักฐานชัดเจน พรรคเพื่อไทยอาจใช้เสียงฝ่ายค้านผสมกับพรรคประชาชนในการโหวตล้มรัฐบาลได้ทันที

ปัญหาภายในเพื่อไทย: แต่ในเวลาเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองกำลังเจอ “เลือดไหล” จากการสูญเสียแกนนำอาวุโส และเสี่ยงแพ้เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 ซึ่งจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์อ่อนแอลง

เกมของเพื่อไทยจึงเหมือนการ “แทงสวน” หากรัฐบาลสะดุดก็พร้อมชิงจังหวะ แต่ถ้ารัฐบาลยังไปต่อได้ เพื่อไทยเองก็ต้องเผชิญการร่วงหล่นของฐานเสียงต่อเนื่อง

แม้จะถูกโจมตีหนัก แต่ภูมิใจไทยยังคงเดินเกมเชิงรุกในฐานะรัฐบาล

ขยายฐาน ส.ส.: ตั้งเป้าเพิ่มจากเกือบ 70 คนสู่ 100–120 คน ด้วยกลยุทธ์ “ตอกเสาเข็มรายเขต” และดูดบ้านใหญ่จากพรรคอื่น

การทำงานของรัฐมนตรี: ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม, ด้านการท่องเที่ยวตั้งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็น 13 ล้านใน 3 เดือน

ข้อครหา: การใช้ภาพบุรีรัมย์บนเพจไทยคู่ฟ้า ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการเอาใจบ้านใหญ่ สะท้อนความสัมพันธ์การเมืองเชิงผลประโยชน์

ที่สำคัญ ผลสำรวจนิด้าโพล (ก.ย. 2568) กลายเป็นแรงกดดันใหม่ เมื่อคะแนนความนิยมของ นายอนุทิน รั้งอันดับสอง ตามหลัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่เริ่มถูกมองว่าเป็น “ความหวังใหม่”

ภาพรวมการเมืองจึงอยู่ในภาวะ “สามเหลี่ยมมรณะ”

ความขัดแย้งระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนไม่ใช่เพียงศึกวาทะ แต่คือปัจจัยที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล และอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนขั้วก่อนครบ 4 เดือน หากฝ่ายค้านจับมือกันสำเร็จ

‘ไพศาล’ ตั้งคำถามแรง!! ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ มีสิทธิ์อะไร ไปร่วมประชุม UN ก่อนแถลงนโยบาย หวั่น!! ขัดรัฐธรรมนูญ

(28 ก.ย. 68) นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า…

นายสีหศักดิ์ ไปประชุมสหประชาชาติในฐานะอะไร?

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน!!

รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างแจ้งชัดว่า คณะรัฐมนตรีที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว จะเข้ารับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้ก็ต่อเมื่อได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ซึ่งกำหนดการแถลงนโยบายดังกล่าวคือวันที่ 30 กันยายนนี้

แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ ได้แสดงตนและกระทำการในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยเดินทางไปประชุมสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้น ยังไม่อาจปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ได้ เพราะยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ดังนั้น การไปประชุมในครั้งนี้จึงเป็นการ แสดงบทบาทในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศก่อนเวลาอันควร อันสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง

คำถามก็คือ… แล้วเราจะปล่อยให้ประเทศเดินไปในลักษณะนี้หรือ?

• ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป โดยไม่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยใช่หรือไม่?

• ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับปล่อยให้การใช้อำนาจที่อาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญดำเนินต่อไป โดยไม่มีใครรับผิดชอบ และ ภาษีของราษฎรทั้งประเทศก็ต้องถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์

• ส่วน พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคแบกรัฐบาล จะมีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องนี้? จะเลือกปกป้องพรรคอุ้มชูบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือจะยืนหยัดต่อหลักการและความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ?

นี่คือคำถามสำคัญที่สังคมไทยจำเป็นต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วน!!

‘ชูวิทย์’ ซัดเดือด!! ‘กทม.’ กรณีถนนทรุด ลั่น!! อย่าเอาภาษี อุ้ม!! ความผิด ผู้รับเหมา

(28 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์ ถนนทรุด หน้าวชิรพยาบาล ว่า …

ถนนสามเสน ละคร กทม.

กทม. มหานครเมืองใหญ่ มีนักท่องเที่ยวเยี่ยมเยียนมากมายติดอันดับโลก

ช่วงนี้มีแต่สาธารณภัย ตั้งแต่ตึก สตง. ถล่ม ตามมาด้วยไม่กี่วันก่อน ถนนสามเสนพังทรุดเป็นหลุมใหญ่

ทุกคนออกมาวิเคราะห์หาสาเหตุ ช่วยกันแก้ไข

แต่ … ถนนสามเสนเป็นถนนสาธารณะ ขึ้นทะเบียนในความดูแลของสำนักการโยธา กทม.

ที่มันถล่มเสียหายหนักออกข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลกเป็น “สาธารณภัย” เกิดจากฝีมือใครมิทราบ?

ธรรมชาติ หรือ ฝีมือมนุษย์?

การก่อสร้างอุโมงค์มีผลให้เกิดความเสียหายแบบนี้หรือไม่?

ตรงนั้นมีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นเหตุทำให้ถนนพังหรือไม่?

กทม. ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมายควบคุมอาคาร ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชน

ต้องพิสูจน์ทราบสาเหตุเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เพราะที่เสียหายเป็นถนนสาธารณะของ กทม. เป็นทรัพย์สินของราชการ

แถมยังมีอาคารบ้านเรือน รถรา เสียหายอีก จำนวนมาก

การแก้ไขปัญหา ซ่อมถนน มีคนมีความรู้ด้านวิศวกรรมมากมายออกมาวิเคราะห์

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ท่านก็จบวิศวะ

นายกฯ ก็จบวิศวะ

แต่ที่เป็นปัญหา คือ มีใครรับผิดชอบงานนี้ไม่ทราบ?

เพราะถามเรื่องนี้กับนายกฯ หนู ท่านดันเงียบ เดินหนีนักข่าว

ผมในฐานะผู้เสียภาษีที่ดินให้ กทม. ปีละเกือบ 10 ล้านบาท จึงมีสิทธิจะถามว่า

กทม. เอาเงินงบประมาณจากไหนไปแก้ไขซ่อมแซม?

สรุปได้ความว่า ใครต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายนี้?

การเร่งรีบดำเนินการซ่อมแซมให้คืนสภาพตามหลักวิศวกรรมโดยเร็วเป็นเรื่องที่ดี

แต่ความเสียหายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับถนน รวมถึง ท่อประปา เสาไฟฟ้า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนหรือเปล่าว่า

เหตุเกิดขึ้นด้วยความผิดพลาดของผู้รับเหมา ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหรือไม่?

หากท่านผู้ว่าฯ จะเอาภาษีของคน กทม. ไปจ่ายแทนผู้รับเหมา มันดูไม่ยุติธรรม เพราะไม่ใช่จู่ๆ ถนนทรุดเองโดยไม่มีสาเหตุ

เวลาไฟไหม้ยังโทษกันว่า ไฟช็อตบ้านเรือนข้างเคียงเสียหายไม่มีใครรับผิด ไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ

จึงขอให้สอบสวน และให้ความเป็นธรรมกับคน กทม. ด้วยว่า “ค่าเสียหาย” ทั้งหมด ใครจะรับผิดชอบ?

กทม. จะเอาภาษีไปจ่ายแทนหรือไม่?

หากไม่ จะเอาเงินของใคร?

เอาเงินจากบริษัทรับเหมา หรือเอาเงินภาษีที่มาจากประชาชนคนกรุงเทพฯ ไปจ่าย?

ไม่ใช่แสดงละครแห่ไปเดินตรวจกัน แต่ไม่มีใครไล่เบี้ยหาคนรับผิดชอบ

ประเมินเงินค่าซ่อมต้องมีระดับพันล้านแบบนี้

ใครรับผิดชอบงานนี้ ช่วยบอกที

ขอตะโกนถามดังๆ แทนคน กทม.

‘อนุทิน’ ร่วมสวดศพบิดา ส.ส.อัครเดช พร้อมเผย!! ความผูกพันแน่นแฟ้น เอ่ยปาก!! เปิดดีล!! ขอลูกคุณพ่อ ย้ายมาอยู่ ‘ภูมิใจไทย’ เดี๋ยวดูแลเอง

เมื่อวานนี้ (27 ก.ย. 68)  ที่สำนักงานใหญ่บริษัทในเครือวงษ์พิทักษ์โรจน์ จ.ราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมไว้อาลัยและสวดอภิธรรมศพ คุณพ่อวุฒิพงศ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์ บิดาของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ โดยคืนนี้เป็นการสวดอภิธรรมเป็นคืนที่ 4 และจะมีพิธีบรรจุศพในวันที่ 30 กันยายน นี้

นายอนุทิน ได้กล่าวกับผู้ที่ร่วมสวดอภิธรรมศพ ว่า ตนเองมีความสนิทสนมกับ สส.อัครเดช มาหลายปีแล้ว สส.อัครเดชเป็นคนมีความวิริยะอุสาหะ ตั้งใจทำงานให้พี่น้องประชาชน ตนมีความชื่นชมและศรัทธาในความขัยนขันแข็งของท่าน ยิ่งไปกว่านั้นการปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ทำหน้าที่ได้ดีเป็นดาวสภา

“เราผูกพันกัน สส.มุ่ง ก็เป็นคู่กับน้องเขยผม ภรรยาของ สส.มุ่ง ก็เป็นเพื่อนกับน้องสาวแท้ๆของผม ก็มีสายใยความผูกพันธ์ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดมา ผมต้องขอบคุณชาวราชบุรีที่เลือก สส.มุ่งไปเป็นผู้แทนของท่าน และต้องขอกราบขอบคุณทุกท่านจริงๆที่ในฐานะที่เขาทำหน้าที่แทนท่าน เขาได้เป็นผู้ที่ไว้วางใจให้ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องขอบคุณจริงๆ“นายอนุทินระบุ

นายอนุทิน ยังกล่าวด้วยว่า “เมื่อสักครู่ตนได้กราบคุณพ่อ สส.มุ่งไปแล้ว ก็ได้ส่งจิตไปบอกคุณพ่อว่า คุณพ่อครับ ขอเถอะครับ ขอลูกคุณพ่อมาอยู่ภูมิใจไทยเถอะครับ ถ้าคุณพ่อเห็นด้วย ก็ขอให้ผมลุกขึ้นยืนไหว เพราะผมคุกเข่ากราบขอท่าน แล้วผมก็ลุกขึ้นยืนขึ้นมาได้ทันที ก็แปลว่าคุณพ่ออนุญาตแล้ว เมื่อคุณพ่ออนุญาตแล้ว ผมก็บอกเดี๋ยวผมดูแล สส.มุ่งเอง”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top