Friday, 28 August 2026
POLITICS

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ทุกข้อสงสัยปม “กฎหมายโซลาร์เสรี” ถูกตีตก ชี้ ไม่ซ้ำซ้อน–ไม่กระทบสิทธิประชาชน แต่กลุ่มทุนเสียประโยชน์

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ทุกประเด็น โต้ข้ออ้างกฤษฎีกาตีตก ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ย้ำกฎหมายไม่ซ้ำซ้อน ไม่กระทบสิทธิประชาชน แต่กลุ่มทุนเอกชนจะเสียประโยชน์มหาศาล ลั่นพร้อม “สู้ต่อ!”

(6 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ชี้แจงถึงกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ที่ตนเป็นผู้เสนอในนามกระทรวงพลังงานและผ่านความเห็นชอบแล้วจากคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีอำนาจหน้าที่ปัดตกร่างกฎหมายที่ได้ผ่านการอนุมัติจาก ครม. แล้ว เพราะหน้าที่หลัก ๆ ของคณะกรรมการกฤษฎีกามีอยู่ 2 ส่วน คือ การให้ความเห็นปรับปรุงร่างกฎหมายตามมติ ครม. เพื่อให้กฎหมายสมบูรณ์มากขึ้น และการเสนอแก้ไขกฎหมายเก่าที่มีอยู่หรือเสนอยกร่างกฎหมายใหม่เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงไม่มีอำนาจในการล้มล้างร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านมติ ครม. แล้วเว้นแต่ ครม.ชุดใหม่ จะมีมติใหม่เพื่อยกเลิกร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ตนอยากเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบันสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ในส่วนข้อกล่าวอ้างของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นความจริงและเป็นความเข้าใจผิด โดยนายพีระพันธุ์ย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังเคยไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานอาทิตย์เป็นการเฉพาะ และร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีหลักการและเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้ง 6 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น 1) พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม 2) พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน 3) พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง 4) พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล 5) พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 6) ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

นายพีระพันธุ์ระบุว่า กฎหมายทั้ง 6 ฉบับนี้ มีหลักการที่แตกต่างกันและอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานที่ต่างกัน อีกทั้งยังเน้นการ “ควบคุม” ไม่ใช่การ “ส่งเสริม” ดังนั้น การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เพื่อรองรับหลักการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงไม่สามารถทำได้เพราะกฎหมายเหล่านั้นไม่ได้เจาะจงเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ และจำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายใหม่แทนการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แล้วทีละฉบับ เพราะกลไกตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่เพียงพอและไม่ตอบโจทย์การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรฐานการพิจารณาให้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างกฎหมายฉบับอื่นๆ ซึ่งเป็นการออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่เพื่อให้เกิดความคล่องตัวรวดเร็ว เช่น ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน กลับไม่โดนปัดตกจากคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยข้ออ้างเกี่ยวกับความซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายด้านสถาบันการเงินมากมายบังคับใช้อยู่แล้ว หรือ กรณีของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำไมจึงออกเป็นกฎหมายใหม่ได้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายอาญาก็สามารถยึดเงินที่ผิดกฎหมายได้เช่นกัน ทำไมไม่เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องออกกฎหมาย ปปง. แบบเดียวกันกับที่ยกมาเป็นข้ออ้างในกรณี ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "มาตรฐานที่ต่างกัน" ในการพิจารณา

สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน แต่ในทางกลับกัน ร่างกฎหมายนี้กลับให้สิทธิและโอกาสแก่ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวกขึ้น และรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากระบบ “ขออนุญาต” ติดตั้งโซลาร์เซลล์  ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐถึง 5 หน่วยงาน มาเป็นระบบ “แจ้งติดตั้ง” เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการใช้พลังงานมากขึ้น  พร้อมย้ำว่าแสงแดดเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ทุกคนมีสิทธิใช้ได้ มีสิทธิเข้าถึง โดยไม่ควรมีการจำกัด หรือต้อง “ขออนุญาต”

ส่วนประเด็นที่ว่า ร่างกฎหมายนี้จะสร้างภาระให้ประชาชนเกินความจำเป็น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดภาระให้ประชาชนมากกว่าสร้างภาระ เพราะประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงจากการผลิตไฟใช้เอง ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ อีกทั้งยังมีมาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษีให้กับผู้ติดตั้ง จึงไม่มีส่วนใดที่สร้างภาระให้ประชาชนตามที่กล่าวอ้าง

สำหรับข้ออ้างที่ว่า การส่งเสริมการใช้พลังงานไม่ควรตราเป็นกฎหมาย เพราะธรรมชาติของกฎหมายคือการ “จำกัดสิทธิ” ไม่ใช่การส่งเสริมกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ก็เป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง โดยนายพีระพันธุ์กล่าวแย้งว่า กฎหมายทุกฉบับต้องออกภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลักการไม่ให้จำกัดสิทธิของประชาชน เว้นแต่มีความจำเป็นที่ชัดเจน ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จึงสอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการไม่จำกัดสิทธิประชาชน  และเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชนในการติดตั้งระบบโซลาร์อย่างเสรี

ในประเด็นเกี่ยวกับบทลงโทษนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีบทลงโทษว่า หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแนะนำให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผู้ติดตั้งและผู้อื่นที่อาจได้รับอันตราย แล้วผู้ติดตั้งไม่ยอมแก้ไข ก็จำเป็นต้องมีบทลงโทษให้แก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผู้ติดตั้งเองและผู้อื่นที่อาจจะได้รับผลกระทบ โดยบทลงโทษในร่างสุดท้ายก็ได้มีการปรับลดความรุนแรงลงแล้ว

นายพีระพันธุ์เปิดเผยอีกว่า ผลจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เอกชนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์มหาศาล เพราะการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนลดลง โดย ณ สิ้นปี 2567 กฟผ. มีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนรวมทั้งสิ้นกว่า 4 แสนล้านบาท

“หากผมยังอยู่ในรัฐบาล จะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด และจะสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้ท้อหรือหมดหวังในการเดินหน้าทำงานการเมือง ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า ผมและพรรครวมไทยสร้างชาติจะ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพื่อทำงานรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป” นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ดร.สุวินัย’ มองกรณี ‘สนธิ’ หันมาเห็นใจ ‘ทักษิณ’ สะท้อนไฟแห่งอุดมการณ์มอดลงเหลือเพียงเห็นใจศัตรูเก่า

(6 ต.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...จิตวิทยาการเมืองของการกลับใจ : บททดลองอธิบาย จุดยืนที่เปลี่ยนไปของ สนธิ ลิ้มทองกุล

1. จุดหักเหของผู้เคย “ศรัทธา” โดยเอาธรรมนำหน้า
ในห้วงเวลากว่ายี่สิบปีที่สังคมไทยสั่นสะเทือนด้วยการเมืองสองขั้ว และสื่อเลือกข้าง
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเคยลุกขึ้นสู้ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ฝ่ายเราคือความถูกต้อง”
แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองทศวรรษ
เรากลับเห็นภาพแปลกประหลาดชนิดแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง...
ผู้ที่เคยเป็นแกนนำของเหล่า "นักรบแห่งธรรม" กลับหันมาปรบมือให้ศัตรูเก่าอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างไม่เคอะเขิน
กรณี “สนธิ ลิ้มทองกุล” จึงมิใช่เรื่องเฉพาะบุคคลและไม่ใช่กรณีเดียวของ "ผู้กลับใจ"
แต่มันคือกระจกสะท้อน “พลวัตทางจิตของคนการเมืองไทย” ที่หมุนวนในวงจรซ้ำ ๆ
จากศรัทธา → เกลียดชัง → เหนื่อยล้า → เข้าใจ → ปลงตก
และในบางกรณี…ก็กลายเป็นการ “กลับใจ” ชนิดพลิกขั้ว

2. เมื่อไฟแห่งอุดมการณ์แปรเป็นเถ้าถ่านของความเข้าใจ
จิตมนุษย์ไม่อาจเผาไหม้อยู่ในเปลวไฟแห่งความเชื่อไปได้ตลอดกาลหรอก
สักวันไฟนั้นย่อมมอดลงเองในที่สุด
และเมื่อไฟแห่งความเชื่อดับมอดลง เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งประสบการณ์ที่เจ็บปวด -ผิดหวัง- ขมขื่น
ความเกลียดชังที่เคยมีต่อฝ่ายตรงข้าม
บางครั้งจึงกลับกลายเป็น "ความเห็นใจ" แบบแปลกประหลาด 
คือแลเห็นเขาเป็น “มนุษย์ที่ถูกกาลเวลาเผาไหม้” เฉกเช่นเดียวกับตนเอง
ทั้งเขาและ ศัตรูของเขาล้วนถูก "กาลเวลา" (พระกาฬ=พระกาล) กลืนกิน เหมือนกัน
ผมจึงมองว่า การกลับใจของคุณสนธิต่อเรื่องทักษิณ มิใช่การทรยศต่ออุดมการณ์ในอดีตของตนเอง
แต่น่าจะเป็นสัญญาณว่าบ่งชี้ว่าจิตของคุณสนธิเริ่มแก่ชราแล้ว 
คือแก่พอจะเห็นว่า

“การตามจองล้างจองผลาญทักษิณเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน มันหมดความหมายไปมากแล้ว จงหันมาเกลียดตัวความชั่ว แทนคนที่ทำชั่วน่าจะดีกว่า”

แต่สิ่งที่แปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นตามมา หลังจากคุณสนธิเปล่งวาจาเลิกเกลียดทักษิณและกลับมาเห็นใจทักษิณแล้ว คุณสนธิกลับแสดงออกถึงความเกลียดชัง "ลุงตู่"  แทน 

ราวกับว่า เปลวไฟแห่งความเชื่อ (ในธรรม) เปลี่ยนไปเป็น เปลวไฟแห่งความเกลียดชังล้วน ๆ แทน โดยที่ เปลวไฟดวงต่อไปที่จะมาแทน เปลวไฟแห่งความเกลียดชัง ย่อมเป็นเปลวไฟแห่งความเหนื่อยล้า อย่างแน่นอน
เพราะลุงตู่ ท่านเป็นองคมนตรีที่อยู่เหนือความขัดแย้งไปแล้วนั่นเอง

ขณะที่จิตของคุณสนธิยังวนเวียนอยู่ใน วัฏจักรของ "พลวัตทางจิตของคนการเมืองไทย" อยู่เลย

3. ความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์: โรคเรื้อรังของคนในยุทธภพทุกยุค
ขอให้เรามองให้ไกลกว่าเรื่องการกลับใจของคุณสนธิ  โดยมองให้เห็นป่าทั้งป่า มองให้เห็นพลวัตแห่งอุดมการณ์ทั้งหลายที่อยู่ใต้กฎแห่งไตรลักษณ์
ทุกยุคสมัยย่อมมี “นักรบทางความคิด” ของยุคตน
พวกเขาจุดไฟเพื่อเผาเงามืดของสังคม
แต่เมื่อไฟนั้นเผานานเกินไป
ไฟนั้นมันย้อนมาเผาใจของผู้ถือคบเพลิงเอง
จนบังเกิดปรากฏการณ์ "ธาตุไฟแตก"
นี่คือโรคเรื้อรังของชนชั้นนำทางความคิดทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นปัญญาชนฝ่ายซ้ายในยุคหลังโซเวียตล่มสลาย
หรือผู้ศรัทธาในลัทธิ WOKE ยุคหลังโควิด
พวกเขาต่างต้องเผชิญ "ความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์"
เมื่อพบว่าโลกจริงไม่เคยเดินตามอุดมคติที่ตนเชื่อมั่น
“เราสู้เพื่อโลกที่ดีกว่า
แต่โลกกลับสู้เพื่ออยู่รอดเฉย ๆ”
เมื่อความจริงเจ็บกว่าความเชื่อ
มนุษย์ย่อมหวนกลับมาหา “ความจริงเชิงอารมณ์” แทน
เช่น ความเมตตา ความสงสาร หรือแม้แต่ความเฉยชาต่อทุกฝ่าย
ซึ่งในภาวะนี้ เสียงของอัตตาเริ่มเงียบ
แต่เสียงของปัญญายังไม่ดังพอ
จึงเกิดภาวะกึ่งตื่นรู้–กึ่งสิ้นหวัง

4. การกลับใจ: ปรากฏการณ์ทางจิตในยุค Post-Ideology
กรณีการกลับใจของคุณสนธิ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของโลกหลังยุคอุดมการณ์ (post-ideological world)
นี่ไม่ใช่โลกที่คนไม่มีอุดมการณ์
แต่คือโลกที่ทุกอุดมการณ์ล้วนถูกพิสูจน์แล้วว่า “ไม่สมบูรณ์” ต่างหาก
มนุษย์ยุคนี้จึงเริ่มหันมาหา “อุดมคติส่วนตัว” แทน "อุดมการณ์ลอย ๆ"
เช่น ศรัทธาในความสุขส่วนตัว ศรัทธาในการอยู่รอด หรือศรัทธาในความสมถะ (พอเพียง)
สำหรับบางคน การกลับใจทางการเมือง
จึงไม่ใช่เรื่องของการยอมจำนน
แต่เป็นการถอนรากออกจาก “ความหลงในโครงสร้าง”
แล้วกลับมาอยู่ใน “ความจริงของชีวิต”
ทว่าถ้ามองลึกในเชิงจิตวิญญาณ
นี่คือจุดที่มนุษย์เริ่มเดินจาก เส้นทางนักรบ
เข้าสู่ เส้นทางผู้สังเกตการณ์  (ผู้ดูจิต)
จาก “ผู้พิพากษาโลก”
กลายเป็น “ผู้ดูโลกอย่างรู้เท่าทัน”

5. วิถีแห่งการกลับใจแบบไร้รอย
ผมไม่แปลกใจเลย ถ้าได้เห็น การกลับใจของเหล่าเยาวชนชูสามนิ้ว
เพราะมันคือ พลวัตของจิตวิทยาการเมือง แบบเดียวกับการกลับใจของคุณสนธิ นั่นแหละ แค่ต่างกันที่เนื้อหาของการกลับใจเท่านั้นเอง
แต่ในกรณีของเยาวชนชูสามนิ้วที่กลับใจ เราควรมองว่า จิตของพวกเขามีวุฒิภาวะขึ้น มิใช่ จิตชรา แบบกรณีกลับใจของคุณสนธิ
ในเชิง “ไร้รอย” การกลับใจ มิได้หมายถึงการเปลี่ยนข้าง
แต่คือการ “คลายแรงยึด” จากขั้วทั้งสอง
ปล่อยให้จิตกลับคืนสู่ความนิ่งขึ้น กลางขึ้น
เป็นมองเห็นทั้งฝ่ายผิด–ฝ่ายถูก
โดยไม่ถูกดูดกลืนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
น่าเสียดายที่พลวัตการกลับใจของคุณสนธิยังมาไม่ถึงจุดไร้รอยนี้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
นี่คือบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า
พลังของความเกลียดชังยิ่งใหญ่ได้ก็จริง
แต่พลังของ "ความว่าง" กลับทรงพลังยิ่งกว่า
การกลับใจแบบไร้รอย
จึงมิใช่จุดจบของการต่อสู้
แต่เป็นวิวัฒนาการของ “จิตนักรบ” สู่ “จิตโพธิสัตว์”
ที่ยังเห็นทุกข์ของโลก แต่ไม่ตกอยู่ในกับดักของอารมณ์ทางการเมืองอีกต่อไป

ผู้ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์สุดโต่ง ย่อมมองผู้กลับใจว่า “ทรยศ”
ผู้ที่ผ่านความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์แล้ว จะมองผู้สุดโต่งว่า “ยังเด็กอยู่”
ส่วนผู้ที่บรรลุไร้รอย จะมองทั้งสองฝ่ายด้วยความเมตตาเท่าเทียมกัน
“เมื่อไฟแห่งอุดมการณ์มอดลง
อย่าดับเถ้าด้วยน้ำแห่งความเย้ยหยัน
แต่จงเป่ามันด้วยลมหายใจแห่งปัญญา”

‘ดร.เสรี’ ฟาดแรง!! ‘อนุทิน’ อย่าอ้ำอึ้ง ลั่น!! ต้องไม่เปิดด่าน ต้องรื้อ MOU 43/44 ย้ำชัด!! พื้นที่ทับซ้อนไม่มีจริง พื้นที่นี้คือ ‘แผ่นดินไทย’ อย่าให้เขมร บิดเบือน

(5 ต.ค. 68) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร เฟซบุ๊กว่า …

อนุทินอย่าอ้ำอึ้ง อย่าโลเล ต้องเด็ดขาดชัดเจน ไม่เปิดด่าน ถ้ากัมพูชาไม่ทำตามเงื่อนไข เขมรต้องออกไปจากดินแดนไทย ไม่ดื้อแพ่ง 

รั้วลวดหนามจะไม่รื้อ

จะสร้างกำแพงถาวร

จะยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ไม่มีการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนใดๆ เพราะพื้นที่เป็นของไทยชัดเจน ไม่ควรเจรจาแบ่งปันใดๆ

ทำสงครามข่าวเข้มข้น อย่ายอมให้กัมพูชากล่าวหาด้วยความเท็จ บิดเบือนความจริงให้ร้ายประเทศไทยในสายตาชาวโลก

มีมาตรการเด็ดขาดในการจัดการความขัดแย้ง

รัฐบาลเดินหน้าทางการทูต กองทัพจัดการด้านการทหาร

อย่าฟังเสียงพวกที่เป็นคนไทยหัวใจเขมร

อย่าฟังนายแบกนางแบกของพรรคฝ่ายแค้นที่อิจฉา

สร้างความเข้าใจกับพรรคฝ่ายค้ำให้เข้าใจการตัดสินใจ

‘ดร.บลู’ ขุนพลหลัก พรรคไทยก้าวใหม่ คนทำงานเพื่อสังคม มุ่งหน้าสู่การเมืองเต็มตัว เน้นปั้น!! นโยบาย ให้ตอบโจทย์ประชาชน ด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อขับเคลื่อนประเทศ

(5 ต.ค. 68) หลายคนอาจคุ้นหน้าจากเวทีวิชาการ หรือโครงการอาสาทั่วประเทศ แต่วันนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักย์ ทับพลี หรือ ‘ดร.บลู’ ขออาสาลงมาทำงานการเมืองจริงจัง ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ 

“ผมตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยรัฐ เพื่อมาผลักดันนโยบายช่วยพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่อยู่ในกระดาษอีกต่อไป” ดร.บลู กล่าว

ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปีในงานเยาวชน อาสาสมัคร และกิจกรรมเพื่อสังคม
พร้อมดีกรีด้าน รัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาโทและเอก ทำให้ดร.บลู คือ ‘นักการเมืองสายวิชาการ ที่มีหัวใจเพื่อประชาชน’

เคยเป็นผู้ช่วยอธิการบดี ลาออกจากตำแหน่งรอง ผอ. สถาบันพัฒนานวัตกรรมฯ
อดีตประธานนักเรียน–นายกสโมสรนักศึกษา เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ได้รับทุนรัฐบาลไปร่วมโครงการในญี่ปุ่น สหรัฐฯ อิตาลี สวิตฯ ฯลฯ ทำงานจิตอาสา–กาชาด มากกว่า 25 ปี

วันนี้ ดร.บลู พร้อมเดินหน้าเคียงข้างหัวหน้าพรรค ประธานพรรค เลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าท่านอื่นๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นี่คือ ‘นักการเมือง’ ที่เข้าใจนโยบาย
นี่คือ ‘นักวิชาการ’ ที่เข้าใจประชาชน
นี่คือ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่พร้อมทำงานจริง ไม่ใช่แค่พูดสวย!!

“เพราะผมเชื่อว่า การเมืองดี เปลี่ยนชีวิตคนได้จริง” 
ดร.บลู 
ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี  

‘นายกฯชาย’ เดชอิศม์ นำทีมการเมืองท้องถิ่น ลงเขต 2 สงขลา ดัน!! ‘จุรี นุ่มแก้ว’ ลุยเลือกตั้ง สส. เตรียมเปิดตัวทีม เร็วๆ นี้

(5 ต.ค. 68) 'นายกชาย' นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 'นายกแป้น' นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 'เลขาปาล์ม' นายมานพ เพ็งชุม อดีตเลขานุการนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมทีมสท.เทศบาลนครหาดใหญ่ และ นายจุรี นุ่มแก้ว ได้ร่วมพบปะพูดคุยกัน ในร้านอาหารในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 

ในที่ประชุม เป็นการพูดคุยถึงเรื่องทิศทางและการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งสส. โดย กลุ่มของ 'นายกชาย' จับมือประสานเสียงพร้อมสนับสนุนจุรี นุ่มแก้ว ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน ลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา มั่นใจศักยภาพผู้สมัครสามารถทำงานตอบโจทย์ตรงใจประชาชน พร้อมทีมสนับสนุนคุณภาพลุยสู้ศึกเลือกตั้งเที่ยวหน้า 

โดยได้มีการร่วมปรึกษาหารือถึงแนวทางการทำงาน นโยบายการหาเสียง ที่สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องชาวเขต 2 สงขลา ซึ่งประกอบด้วยเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และตำบลคลองอู่ตะเภา มีทั้งเขตเมืองชุมชนหนาแน่น พื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตรสีเขียวที่กำลังเติบโตรับการขยายตัวของเมือง ด้วยศักยภาพของผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีความเข้าใจในความต้องการพร้อมตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม รวมทั้งมีทีมสนับสนุนที่แข็งแกร่ง พร้อมเปิดตัวจูรี นุ่มแก้ว และทีมสนับสนุนอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ 

ขณะที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการพบปะพูดคุยถึงทิศทางและอนาคตทางการเมือง โดยการพูดคุยเบื้องต้นสรุปว่า 'จุรี นุ่มแก้ว' จะเข้ามาอยู่กับตนเอง ส่วนจะสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่อย่างไร หลังวันที่ 18 ตุลาคม นี้ น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายพรรคที่ติดต่อเข้ามา

สำหรับ 'จุรี นุ่มแก้ว' ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน เมื่อปี 2566 เคยลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา พรรค 'ชาติพัฒนากล้า' แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พ่ายแพ้ให้กับ นายศาสตรา ศรีปาน สส.เขต 2 สงขลา คนปัจจุบัน 

‘ชื่นชอบ คงอุดม’ ลุยพื้นที่!! ดูแลชาวบ้าน ช่วยผู้ประสบวาตภัย รับ!! ประสานหน่วยงาน เร่ง!! ฟื้นฟูบ้านเรือน ให้เร็วที่สุด

(5 ต.ค. 68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นบุตรของนายชัชวาลล์ คงอุดม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

จากเหตุวาตภัยเมื่อวันก่อนพี่น้องชาวบางซื่อหลายชุมชนเดือดร้อน บ้านเรือนเสียหายหลายครัวเรือน ผมในฐานะคนบางซื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้ลงพื้นที่ ซ.โชติวัฒน์ ชุมชนบ้านพักรถไฟ ชุมชนตึกแดง 1/2/3 เพื่อให้กำลังใจและประสานหน่วยงานมาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนพี่น้องชาวบางซื่อ ผมรับรองว่าผมจะช่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

คุณพ่อชัช สส.ชัชวาลล์ คงอุดมและหัวหน้าพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคได้กำชับให้ดูแลพี่น้องบางซื่อทุกคนที่เดือดร้อนให้เต็มที่ สุดท้ายผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่เขตบางซื่อ เขตสายไหม เขตจตุจักรและเขตบางเขนที่ทำงานแบบจัดเต็มครับ

‘หมอตุลย์’ จี้!! ‘นายกฯ อนุทิน’ แสดงความจริงใจ แก้ปัญหาชายแดน ย้อนถาม!! MOU 43/44 ทำไมไม่กล้ายกเลิกเอง โยนให้ ปชช.โหวต

(5 ต.ค. 68) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นและตั้งคำถามตรงไปตรงมา ถึงความจริงใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต่อการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะนโยบายที่นำเสนอในที่ประชุม สมช.

คุณหมอ ระบุว่า การที่รัฐบาลผลักดันแนวคิด สร้างรั้วชายแดน นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายเก่าที่ถูกเสนอและถูกขวางมาแล้วในรัฐบาลชุดก่อนหน้า พร้อมตั้งคำถามสำคัญ 2 ข้อว่า

1️⃣ MOU 43/44 – ตอนเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทินแสดงท่าทีชัดว่าจะยกเลิก แต่พอได้เป็นนายกรัฐมนตรีกลับเลือกให้ทำ “ประชามติ” แทนที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ทั้งที่อำนาจอยู่ในมือ

2️⃣ ข้อตกลงหยุดยิง 28 ก.ค. 2568 – นายกรัฐมนตรีจะมีมาตรการใดต่อการที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อการปกป้องดินแดนไทย

คุณหมอตุลย์ ยังย้ำว่า สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นไม่ใช่เพียงการออกนโยบายที่ฟังดูดี แต่ต้องเป็นมาตรการที่ เด็ดขาด ชัดเจน และปฏิบัติได้จริง เพื่อรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศ

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนรัฐบาล!! ประชามติ MOU เสี่ยงขัดกฎหมาย ซ้ำรอย BREXIT จี้!! นายกฯ ตัดสินใจเอง ไม่โยนภาระให้ปชช.

(5 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ผมเห็นข่าวที่รัฐบาลเริ่มแสดงความชัดเจนว่าจะให้ประชาชนลงมติว่าจะยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งต่อไปรวมทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงอยากฝากข้อสังเกตให้ท่านนายกอนุทิน และรัฐบาลกลับไปทบทวนดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการลงประชามติยกเลิก/ไม่ยกเลิก MOU 

1. พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 14-17 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเผยแพร่ข้อมูลอย่างรอบด้านผ่านสื่อต่าง ๆ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการประกาศให้มีการออกเสียงซึ่งอย่างน้อยต้องมีเนื้อหาที่ระบุถึงเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการทำประชามติ สาระสำคัญของกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ ขั้นตอนและระยะเวลา ประโยชน์ได้เสียที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศชาติ ท้องถิ่น หรือประชาชน รวมทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการพร้อมสรุปเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ซึ่งต้องมุ่งให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียงและต้องไม่มีลักษณะเป็นการชี้นำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับเรื่องที่จะมีการออกเสียงนั้น

ซึ่งกรณี MOU 43-44 เป็นเรื่องที่ซับซ้อน และประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่มีโอกาสรับรู้ข้อมูลรอบด้านที่เกี่ยวกับMOU 43 และ MOU 44 ดังนั้น ก่อนที่ที่จะถามประชาชนว่าจะยกเลิก MOU 43 - MOU 44 หรือไม่นั้น ต้องถามว่าประชาชนมีความรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับ MOU ดังกล่าวหรือยัง รายละเอียดของ MOU เป็นอย่างไรอะไรคือ กฎหมายระหว่างประเทศ อะไรคือการแบ่งเขตแดนตามเส้นสันปันน้ำ อะไรคือการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนตามไหล่ทวีป แผนที่ตามมาตราส่วนเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐบาลจะสามารถทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ได้ทั่วถึงกันหมด ตามที่มาตรา 15 (5) ของ พรบ. ประชามติฯ กำหนดไว้หรือ ภายในกรอบระยะเวลาไม่ถึงสี่เดือน เพราะขนาดนักวิชาการด้านนี้ยังรู้ไม่เท่ากันเลย 

2. MOU 43-44 ถูกทำขึ้นโดยฝ่ายบริหาร คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมติ ครม. ดังนั้น จึงสามารถยกเลิกได้โดยมติ ครม. ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ ก็เคยแสดงความเห็นอย่างแข็งขันในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านว่าต้องยกเลิก เพราะทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชา เนื่องจาก MOU 43 มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “พื้นที่ทับซ้อน” เพราะอัตราส่วนที่หยาบมาก ในขณะที่หากยึดแผนที่ 1:50,000 ตามหลักสากล จะไม่มีคำว่า “พื้นที่ทับซ้อน” จะมีแต่ พื้นที่ของไทยที่ถูกกัมพูชาอ้างสิทธิโดยไม่ชอบธรรมเท่านั้น ส่วน MOU 44 ก็ไปยอมรับ เส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งละเมิดอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี อย่างร้ายแรง

โดยที่ไทยสามารถยกเลิกได้โดยฝ่ายเดียวตามกฎหมายจารีตประเพณีเรื่อง In adimplenti non est adimplendum (บุคคลไม่จำต้องปฏิบัติตามสัญญา กับบุคคลที่ละเมิดสัญญา) ซึ่งถูกระบุไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา มาตรา 60 ซึ่งกำหนดว่าฝ่ายที่ถูกละเมิดสัญญาในข้ออันเป็นสาระสำคัญ สามารถเลิกสัญญาโดยฝ่ายเดียวได้ ซึ่งหลักนี้ใช้กับข้อตกลงระหว่างประเทศทุกชนิด ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณี ดังนั้นเมื่อกัมพูชามีการละเมิด MOU นับ 400 ครั้ง และครั้งที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่กัมพูชายิงจรวดใส่เป้าหมายพลเรือนของไทยไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล ฯลฯ มีผู้เสียชีวิตมากมาย และการใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ทำให้ทหารไทยขาขาด และเสียชีวิตในการรบหลายนาย ซึ่งคณะรัฐมนตรีสามารถอ้างเหตุนี้ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับได้ทันทีหากมีความกล้าหาญ อย่าโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน หรือแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเข้ารับตำแหน่งก็ยกเลิกหรือถอนตัวจากสนธิสัญญาและข้อตกลงที่เขาเห็นว่าทำให้อเมริกาเสียประโยชน์มากกว่าได้ ทันที เช่น ถอนตัวจาก WHO และ ข้อตกลงปารีสเรื่องโลกร้อน 

3. การลงประชามติ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ถูกต้องชอบธรรมสำหรับทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มีความละเอียดซับซ้อนที่กระทบประชาชนเป็นวงกว้าง และประชาชนมีเวลาไม่เพียงพอที่จะรับรู้ข้อมูลอย่างปราศจากนัยเคลือบแฝงทางการเมือง เช่น กรณีการลงประชามติ มติของประชาชนชาวสหราชอาณาจักร ว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งผลออกมาก็คือ “ออก” ปรากฏว่ามีการสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ผลคือว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 65 ยอมรับว่าการตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นการตัดสินใจที่ “ผิด” ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน และไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงผลที่จะตามมาของการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และผมก็ไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ในประเทศไทย

ผมจึงอยากฝากข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปยังท่านนายกอนุทินและคณะรัฐบาล ให้พิจารณาอย่างรอบคอบ มีความกล้าหาญทางการเมือง (political courage) ในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ผลักภาระและโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน ภายใต้สถานการณ์ทางความมั่นคงที่ไม่แน่นอนและต้องใช้ความรวดเร็วและเด็ดขาดในการตัดสินใจ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนริมชายแดน และรักษาดินแดน อธิปไตย และเกียรติภูมิประเทศต่อไป 

ด้วยความปรารถนาดี

‘เนวิน – อนุทิน’ โอบกอดแน่น!! ผูกข้อมือวันเกิด ขอพร!! เป็นนายกฯ 4 ปี กลางพิธีปะกำช้างบุรีรัมย์

(4 ต.ค. 68) ที่สนามช้างอารีน่า อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้จัดงานทำบุญวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 67 ปี บรรยากาศเป็นไปอย่างความคึกคัก โดยนายเนวิน ได้ขี่รถจักรยานยนต์เวสป้า สีเหลือง เข้ามาบริเวณจัดงานในเวลา 09.29 น. พร้อมสักการะพระศิวะที่บริเวณด้านหน้า กับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บุตรชาย น.ส.ชิดชนก ชิดชอบ บุตรสาว นายชนน์ชนก ชิดชอบ บุตรชาย และนายโชติชนก ชิดชอบ บุตรชาย นอกจากนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรมว.ศึกษาธิการ น้องชายของนายเนวิน ได้ปรากฏตัวเข้าร่วมงานด้วย

ต่อมาเวลา 10.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ถึงบริเวณสถานที่จัดงาน โดยทันทีที่พบกับนายเนวิน นายเนวินได้สวมกอดนายอนุทิน

ก่อนเข้าสู่พิธีปะกำช้าง ซึ่งเป็นพิธีที่ของตระกูลชิดชอบ ได้มีการสืบทอดมายาวนาน โดยมีคนในตระกูลชิดชอบ อย่างนายเนวิน พล.ต.อ.เพิ่มพูน นายศักดิ์สยาม ร่วมในพิธี หลังจากนั้นบรรดาผู้ร่วมงานได้นำกล้วยน้ำว้าป้อนช้างเพื่อความเป็นสิริมงคล 

และได้มีพิธีผูกข้อมือเรียกขวัญ เพื่อขอพรจากหมอช้าง โดยหลังจากที่หมอช้างได้ผูกข้อมือให้นายเนวินแล้ว นายเนวินได้กวักมือเรียกให้นายอนุทิน มาผูกข้อมือ ก่อนทั้งคู่จะโอบกอดกันและหัวเราะ จากนั้นหมอช้าง 3 คน ได้เรียงกันผูกข้อมือนายอนุทิน ซึ่งระหว่างนั้นนายเนวินพูดขึ้นว่า "ผูกให้เป็นนายกฯ 4 ปี ให้ชนะเลือกตั้ง ทำอะไรก็ให้บ้านเมืองสงบสุข" โดยระหว่างที่มีการผูกข้อมือ พบว่านายเนวินประคองมือนายอนุทินให้หมอช้างผูกข้อมือตลอดเวลา
 
จากนั้นนายเนวิน และคณะได้ขึ้นไปทำพิธีทำบุญเลี้ยงพระ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้านบนปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง เป็นการส่วนตัว

วันเกิดนายเนวิน ปีนี้บรรดารัฐมนตรี และนักการเมือง เดินทางมาร่วมคึกคัก อาทิ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย เป็นต้น

ขณะเดียวกันผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่สวมเสื้อสีโทนกรมท่า ทั้งเสื้อด้านหลังสกรีน ฅนบุรีรัมย์ และสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามในงานดังกล่าวนายเนวิน ได้แจ้งงดรับดอกไม้และของขวัญทุกชนิด แต่หากใครประสงค์จะร่วมทำบุญให้บริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลบุรีรัมย์แทน

สมัครช้า เสียสิทธิ์โหวต!! กกต. ปชป. ตัดสิทธิ์ ‘โหวตเตอร์’ แบบแปลก ๆ ล็อกเกม!! ปัด!! สมาชิกใหม่ ให้พ้นวงโหวต ด้วยคำประกาศก่อนเที่ยงคืน

(4 ต.ค. 68) คำประกาศของ กกต.ประชาธิปัตย์ น่าสงสัย ผู้ที่ประสงค์จะเป็น ‘องค์ประชุมใหญ่’ ตามข้อบังคับพรรค (คือผู้ที่จะมีสิทธิลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรค) ต้อง สมัครสมาชิกพรรคภายในวันที่ 3 ตุลาคม (ก่อนเวลา 00.00 น.) 

หากเลยกำหนดไปแล้ว แม้จะเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ก็อาจจะไม่มีสถานะเป็นองค์ประชุมใหญ่ ในการประชุมใหญ่พรรคที่จะจัดในวันที่ 18 ตุลาคม ซึ่งหมายความว่าไม่มีสิทธิร่วมโหวตเลือกหัวหน้าพรรค

คำประกาศนี้มีอยู่จริง แต่ชอบด้วยข้อบังคับพรรคหรือไม่ อดีตสมาชิกส่วนใหญ่ที่ประสงค์จะใช้สิทธิ์เป็นโหวตเตอร์เลือกหัวหน้าพรรคยังไม่สมัครสมาชิกพรรค

ประเด็นนี้ต้องไขข้อข้องใจให้กระจ่าง เพราะ ‘นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ’ ยืนยันว่า ยังมีสิทธิ์ และยังเตรียมจะไปเชิญผู้อาวุโสอีกหลายคนให้กลับพรรคประชาธิปัตย์

ใครมีความรู้ช่วยอธิบายให้กระจ่างหน่อยว่าระเบียบพรรคเขียนไว้อย่างไร อย่าปล่อยให้เกิดความสับสน ประธาน กกต.ประชาธิปัตย์ ก็เป็นนักกฎหมาย เป็นอดีต สส.หลายสมัยนะ

‘วัชระ เพชรทอง’ เปิดเกมเขย่าเก้าอี้ประธานสภาฯ ปม!! ยืมข้าราชการสาว ลั่น!! ผิดจริยธรรมร้ายแรง ความผิดสำเร็จแล้ว แม้ต้นสังกัดปฏิเสธ

เมื่อวานนี้ (3 ต.ค. 68) ที่รัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เรื่องขอให้ไต่สวนกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำการฝ่าฝืนมาตรการทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยนายวัชระ กล่าวว่า จากกรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ ได้ให้นายธงชาติ รัตนวิชา เลขานุการประธานรัฐสภา ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครองเพื่อขอยืมตัว ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ สังกัดสำนักงานเลขานุการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาช่วยราชการที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนงานของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรณีพิเศษ เฉพาะรายอีกหน้าที่หนึ่ง โดยไม่ขาดจากตำแหน่งเดิม ตนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสส. และกรรมาธิการ พ.ศ.2563 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ซึ่งได้นำมาบังคับใช้กับสส.ด้วยนั้น

"ซึ่งประธานสภาฯ และประธานรัฐสภา เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ถือเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญสูงสุดของการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ต้องดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและธำรงไว้ซึ่งระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน หาประโยชน์อันมิชอบ ตามข้อ 8 ในประมวลจริยธรรม ของสส.และกรรมาธิการ พ.ศ.2563"

นายวัชระ กล่าวต่อว่า ต้องไม่กระทำการใดที่ทำให้เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ ของการดำรงตำแหน่งตามข้อ 17 แห่งมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเห็นว่าการกระทำของประธานสภาฯและประธานรัฐสภา ยังเป็นการฝ่าฝืนทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 13 ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากความอคติ ไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลกระแสสังคม หรือ แรงกดดันอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่นายวันมูหะมัดนอร์ กระทำการดังกล่าว ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าได้รับการร้องขอความช่วยเหลือ จากบุคคลที่มีอำนาจและมีอิทธิพลเหนือตน ซึ่งยังรู้เห็นเป็นใจให้กระทำ แสดงให้เห็นถึงการไม่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม

“หากการยืมตัวข้าราชการดังกล่าว ปฏิบัติหน้าที่ได้จริง ก็ย่อมทำให้การใช้ทรัพยากรและงบประมาณแผ่นดินในการให้ประโยชน์ตอบแทนแก่บุคคลดังกล่าว เช่น การเดินทางไปราชการทั้งในและต่างประเทศ ย่อมมีการฝ่าฝืนที่ต้องยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าส่วนตน การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ซึ่งบุคคลดังกล่าวต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และต้องให้พ้นจากตำแหน่ง ฉะนั้น ผมจึงได้มายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการจริยธรรม สภาฯ และส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนความจริงเป็นที่ประจักษ์ และปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่เพื่อไม่ให้บุคคลดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งและอำนาจรัฐ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องต่อไป รวมถึงขอให้ไต่สวนให้แล้วเสร็จใน 15 วัน ”นายวัชระ กล่าว

เมื่อถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่านายวันมูหะมัดนอร์จะตรวจสอบเรื่องนี้ นายวัชระ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะสภาฯ มีจริยธรรมและมีมาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ว่าประธานในการตรวจสอบเรื่องจริยธรรม โดยตำแหน่งจะเป็นนายวันมูหะมัดนอร์ ก็ตามแต่ เมื่อท่านถูกสอบสวน ท่านก็ต้องลุกจากตำแหน่ง ให้บุคคลอื่นดำเนินการสอบสวนแทน และนอกจากนี้ย้ำว่าเพื่อป้องกันการช่วยเหลือกัน ตนจึงได้ส่งหนังสือถึงประธานป.ป.ช. ให้สอบสวนจริยธรรมนายวันมูหะมัดนอร์ ด้วย

“ประธานรัฐสภาย่อมมีศีลธรรม ย่อมรู้ว่าการยืมตัวข้าราชการดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและผิดจริยธรรม รวมถึงตัวท่านก็ยังดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาอยู่ ท่านควรที่จะตรวจสอบจริยธรรมของท่าน เพราะตามหลักการประชาธิปไตย ประธานรัฐสภาต้องมาจากพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล แต่เมื่อพรรคที่ท่านสังกัดไม่ได้เป็นรัฐบาล ท่านควรที่จะพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่ง อย่าโฉบฉวยโอกาสในการเป็นประธานรัฐสภา หรือประธานสภาฯอีกต่อไป แม้แต่วันเดียว” นายวัชระ กล่าว

เมื่อถามว่า การมายื่นวันนี้ ไม่ใช่เป็นเกมที่จะดึงนายวันมูหะมัดนอร์ออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายวัชระ กล่าวว่า ไม่ใช่เกมนั้น เพราะเกมนั้นเป็นเรื่องของสามัญสำนึก ส่วนบุคคลของท่านเองอยู่แล้ว แต่เกมนี้คือเกมที่ให้ตรวจสอบจริยธรรมเรื่องดังกล่าว และท่านต้องรู้อยู่แก่ใจว่าควรจะกระทำหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรม อย่างไรก็ตามแม้ว่าต้นสังกัดที่ทำหนังสือขอไปจะปฏิเสธแล้ว ก็ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว

‘สจ.หมอ’ เปิดเกมล้มช้าง ตรัง เขต 2 เดิมพันสูง!! ใครอยู่ ใครไป ยังไม่แน่

(4 ต.ค. 68) กิตติเดช วรรณบวร หรือ สจ.หมอ สมัครสมาชิกพรรคไทยก้าวใหม่แล้ว เตรียมลงชิง สส.เขต 2 ตรัง ชนกับ 'ทวี สุรบาล' และสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

หมายเหตุ ทวี น่าจะลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ส่วนสาทิตย์ น่าจะลงสมัครในนามประชาธิปัตย์

กล่าวสำหรับสาทิตย์ยังต้องรอดูผลการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และยังต้องดูท่าทีของโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ไปอยู่ภูมิใจไทย หรือยังอยู่ประชาธิปัตย์ ภายใต้เงื่อนไข มีสาทิตย์ ต้องไม่มีสมชาย มีสมชายต้องไม่มีสาทิตย์

ให้จำไว้นะครับว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหญ่ จะมี สส.เก่าสอบตก 30-50% และบางเขตเลือกตั้ง เป็นการล้มช้าง ซึ่งก็ไม่แน่ตรังช้างอาจจะล้มก็ได้

‘คนภาคตะวันออก’ เบื่อเต็มกลืน!! กระแสนิยมพรรคส้ม ดิ่งลงเหว เล่นแต่วาทกรรม!! ละครน้ำเน่า พอแล้ว!! การเมืองคอนเทนต์

(4 ต.ค. 68) ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.นิด้าโพล เผยผลสำรวจสุดละเอียดยิบ ปรากฏว่า กระแสนิยม พรรคส้ม ตกยับ!!

ในส่วนของความนิยมหัวหน้าพรรค อย่างคุณเท้ง พบว่ากระแสนิยมตกลงทุกภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกตกลงถึง 10%

ส่วนกระแสในตัวพรรคการเมือง ยิ่งไปใหญ่ ลดลงทุกภาคเช่นกัน แต่ที่ลดลงสูงที่สุดจนถึงขั้นน่าเป็นห่วงก็คือภาคตะวันออก ลดถึง 21 % ! เรียกได้ว่าลงสูงสุดจากทุกภูมิภาคเลยทีเดียว

และจากผลสำรวจยังพบอีกว่า ผู้ประสงค์ที่ยังไม่เลือกพรรคการเมืองใดเลยในภาคตะวันออก มีอัตราสูงสุดในประเทศถึง 35% ทีเดียว แสดงให้เห็นว่าคนภาคตะวันออกเบื่อการเมืองแบบเก่าน้ำเน่า ที่โจมตีกันด้วยวาทกรรมเรียบร้อยแล้ว ถ้าหาเสียงแบบเดิมอีกก็เตรียมรับชะตากรรมได้เลย!!

ทั้งหมดนี้แสดงว่าชาวภาคตะวันออกบ้านเรา นับว่าคายส้มได้สูงสุดในประเทศไทยเลยทีเดียวครับ. อาจจะเพราะได้เห็นการทำงานของ สส. ส้ม ที่ยังวนเวียนอยู่กับรูปแบบเดิมๆ โพสต์แต่ภาพที่สภามาทำคอนเทนต์ อธิบายยกตัวเองได้สวยงามแต่ผลสัมฤทธิ์ และการแก้ไขปัญหาที่สำเร็จได้จริงยังไม่มีให้เห็น หรือเฝ้าแต่โจมตีคู่แข่งทางการเมืองซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ โดยไม่ทำอะไรอย่างอื่นบ้าง แถมพื้นที่ก็ลงน้อยแต่ข้ออ้างเยอะซะเหลือเกิน ระวังตัวไว้นะครับ ชาวบ้านเขาตื่นรู้กันแล้ว!!

อดีต สส.อรอนงค์ โพสต์เฟซบุ๊กดีใจ ได้คัมแบ็ก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ อีกครั้ง

(3 ต.ค. 68) น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ อดีต สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “อยากตะโกนดังๆ ดีใจโว๊ยยย! ได้กลับบ้านแล้ว” พร้อมภาพยืนถือใบสมัครที่หน้าป้ายพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปตั้งแต่ปลายปี 2566

โดย น.ส.อรอนงค์ ลาออกจากพรรคเพียง 2 วันหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากสมาชิกพรรค ขณะที่การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่พรรคเดิมเพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจและการทำงานของพรรคอีกครั้ง

ด้าน น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต สส. ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความยินดีต่อการกลับมาของอดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี พร้อมเชิญชวนผู้มีคุณสมบัติสมัครเป็นสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ เพื่อร่วมเป็นพลังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ และร่วมผลักดันพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาเป็นพลังต่อบ้านเมือง

‘บก.ลายจุด’ ตั้งคำถาม?? ‘ลุงป้อม’ ยังเล่นการเมืองไปเพื่ออะไร หรือเพราะแค่เหงา

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ‘บก.ลายจุด’ สมบัติ บุญงามอนงค์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้ 'ลุงป้อม' พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังคงอยู่ในวงการการเมือง แม้อายุมากขึ้น โดยระบุว่าไม่เข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริงว่าเป็นเพราะหวังเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต้องการตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม หรืออย่างน้อยเพื่อคงสถานะหัวหน้าพรรคและ สส.

เจ้าตัวยังแซะด้วยว่า อีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพียงเพราะ ‘เหงา’ จึงยังโลดแล่นอยู่ในแวดวงการเมืองเพื่อหากิจกรรมฆ่าเวลา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top