Tuesday, 14 July 2026
POLITICS

ข้อเสนอปฏิรูปพรรค!! เพื่อการฟื้นฟู เรียก!! ‘ศรัทธา’ คืนมา นโยบาย ภาพลักษณ์ และโครงสร้างพรรค ต้องปรับด่วน

(27 ก.ย. 68) ข้อเสนอเชิงวิชาการเพื่อการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ให้ฟื้นฟูกลับมา เรียกศรัทธาคืนจากประชาชนในยุคผู้บริหารชุดใหม่ บนสมมุติฐานว่า ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค

โจทย์ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ต้องเผชิญ เพราะพรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยกำลังสูญเสียทั้งฐานเสียง ประวัติศาสตร์ และความศรัทธาของประชาชนไปทีละน้อย รุนแรง และรวดเร็วอย่างไม่คาดคิด จน 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' ต้องตัดสินใจสละตำแหน่งหัวหน้าพรรคออกไป

แนวทางการ ‘ปฏิรูป/ปรับปรุง’ พรรคประชาธิปัตย์

1. ด้านภาพลักษณ์ (Branding & Image)
สร้างเอกลักษณ์ใหม่: จากภาพ 'พรรคเก่าแก่-อนุรักษ์นิยม' ไปสู่ “พรรคสมัยใหม่-โปร่งใส-ทันโลก” หรืออาจจะเรียกว่า พรรคประชาธิปัตย์ใหม่

ใช้สื่อดิจิทัลจริงจัง: ทีมโซเชียลมีเดียต้องมืออาชีพ ไม่ใช่แค่ประชาสัมพันธ์ แต่ต้อง Engage กับคนรุ่นใหม่ และสมาชิกพรรค ให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ อุดมการณ์ นโยบายของพรรค ความคืบหน้า ก้าวหน้าใหม่ๆ ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจอย่างไม่ชักช้า

รีแบรนด์สีและสัญลักษณ์: ทำให้ภาพลักษณ์แตกต่างจากเดิม เช่น พรรคแรงงานอังกฤษเคยปรับจาก “อนุรักษ์-แรงงานแบบดั้งเดิม” สู่ภาพที่สดใหม่

2. ด้านนโยบาย (Policy Platform) วางจุดขายชัดเจน ไม่แข่งประชานิยมอย่างเดียว แต่ต้องเป็น “พรรคที่มีความรู้-นโยบายปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เพ้อฝัน แต่อธิบายได้

นโยบายจับต้องได้: เช่น เศรษฐกิจฐานรากทันสมัย (Smart Farmer, Digital SME), สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด (Clean Energy), การศึกษาเชื่อมตลาดแรงงาน เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่: สร้าง “Think Tank” ภายในพรรค ให้คนรุ่นใหม่คิดนโยบายโดยตรง ไม่ผ่านกรอบเก่าๆ ง่ายๆ คืออย่าไปวางกรอบครอบงำคนรุ่นใหม่ ปล่อยให้เขาคิดอย่างเสรี ผู้ใหญ่ก็รับฟังอย่างตั้งใจ เพื่อนำไปปรับเปลี่ยน

3. ด้านบุคคล/ทีมบริหาร (Leadership & Team)
ต้องลดภาพ “การเมืองตระกูล-การเมืองรุ่นเก่า” เปิดทางให้ Gen X / Gen Y ก้าวขึ้นมาเป็นแกนกลาง อันจะเป็นแนวทางสร้างคนรุ่นใหม่ สร้างรอยต่อสานต่ออุดมการณ์ของพรรค ไม่ให้ขาดช่วงบุคลากร

รักษาฐานเก่า-เสริมคนใหม่: คนอย่าง ชวน หลีกภัย / บัญญัติ บรรทัดฐาน ควรอยู่ในฐานะ “ผู้อาวุโสที่ให้คำปรึกษา” ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง บงการ หรือสั่งการ

แสวงหาคนรุ่นเข้ามา กล้าเดินเข้าไปดันค้นหาชักชวน ดันดาวรุ่งให้ชัดเจน ทายาทการเมืองท้องถิ่นที่มีศักยภาพ, คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ-ใต้ ให้มีบทบาทนำ

ผสมผสานทีมมืออาชีพดึงนักเศรษฐศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม นักธุรกิจเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ใช่แค่นักการเมืองสายอาชีพ เทคโนแครตเฉพาะด้านต้องเข้ามา อย่างการกระจายอำนาจที่เคยเป็นจุดเด่นของพรรค ทุกวันนี้ใครรู้จริง และอธิบายได้ มองไม่เห็น

4. โครงสร้างภายในพรรค (Party Reform)
ประชาธิปไตยในพรรคต้องเกิดขึ้นจริงๆ เปิดให้สมาชิกโหวตเลือกหัวหน้า/กรรมการบริหารอย่างโปร่งใส ไม่ใช่เกิดจากการล็อบบี้จนเกินงาม

สร้างระบบ Talent Pool: คัดสรรและฝึกอบรมคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองในนามพรรค (เหมือนที่พรรคการเมืองยุโรปทำ) อาจจะการรื้อฟื้นโรงเรียนการเมืองขึ้นมาทำใหม่ ฝึกผู้นำคนรุ่นใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง มีหลักสูตรใหม่ๆ ขึ้นมาจัดอบรม

เชื่อมโยงกับท้องถิ่น ประชาธิปัตย์ ต้องไม่ใช่พรรคคนใต้ ไม่ใช่พรรค กทม. หรือพรรคภาคใต้เท่านั้น ต้องกระจายคนทำงานไปทุกภูมิภาค ภาคอีสานคือฐานใหญ่ด้วยจำนวนประชากร

สรุปสั้น ๆ:
 -สร้างภาพลักษณ์ใหม่ → ทันสมัย โปร่งใส
 -นโยบายใหม่ → Practical + ตอบโจทย์อนาคต
 -คนใหม่ → ดาวรุ่ง + มืออาชีพเข้ามามีบทบาทจริง
 -โครงสร้างใหม่ → พรรคเปิดกว้าง มีส่วนร่วมจริง

มีคำถามว่า….จุดอ่อนที่คนมักมองว่า ‘ประชาธิปัตย์’ ดีแต่พูด แต่ทำจริงน้อย หรือไม่ทำ’ + ‘ส่งใครก็ได้ลงเลือกตั้ง’ จนเสียศรัทธาไปมาก ‘กรณีเสาไฟฟ้า’

ถ้าจะ ‘ฟื้นภาพลักษณ์’ ต้องแก้เพิ่มจากที่ผมสรุปไปก่อนหน้า โดยเฉพาะจุดเจ็บพรรคเอง 

สิ่งที่ ปชป. ต้องปรับเพิ่ม

1. วัฒนธรรมการเมืองภายในพรรค
-เลิกระบบ “เสาไฟฟ้า” ต้องยุติการส่งผู้สมัครแบบใช้แบรนด์พรรคค้ำอย่างเดียว ต้องคัดคนที่มีโปรไฟล์-ผลงาน-เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่นจริง ๆ
-ปรับโครงสร้างคัดเลือกผู้สมัคร ตั้ง “คณะกรรมการสรรหา” ที่เปิดรับสมัคร + ประชุมรับฟังความเห็นคนพื้นที่ ไม่ใช่ล็อกไว้แค่คนของผู้ใหญ่ สืบทอดทายาททางการเมือง แต่ขาดคุณภาพ

-ความรับผิดชอบ ถ้าพูดแล้วทำไม่ได้ ต้องมี mechanism ที่ชัดเจน เช่น ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหาร หรือลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองอย่างมีสปิริต ทำให้เห็น

2. สื่อสารตรงไปตรงมา (Communication)เลิกแนว “พูดสวย แต่เลื่อนลอย” ต้องพูดสั้น กระชับ แล้วทำให้เห็นผล

ตั้ง KPI รายปีของพรรค เช่น “เราจะผลักดันกฎหมาย A, แก้ปัญหา B” แล้วรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนทุก 6 เดือน ทำไม่ได้อย่างที่พูด มีกติกากำหนดความรับผิดชอบ

ใช้ Fact-checking เชิงบวก ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามที่หาเสียง พรรคต้อง “รายงานต่อสังคม” ว่าใครผิดสัญญา พรรคไหนหาเสียงไว้แล้วทำไม่ได้ แต่เทคนิคการหาเสียง

3. เปลี่ยนจากพรรคของคนรุ่นเก่า (อนุรักษ์)เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมใหม่พรรคที่มีชีวิตชีวา

เลิกการเมืองแบบ “คลับเก่า” ที่วนเวียนอยู่กับแกนนำเดิมๆ สร้างคนหน้าใหม่ให้เป็นตัวจริง เช่น เปิดตัว 10–15 คนรุ่นใหม่ในสภา/ท้องถิ่น ให้คนเห็นว่าพรรคนี้ไม่ได้หมดไฟรอเวลาตายซาก สิ้นตำนานพรรคใหญ่ สถาบันทางการเมือง

ทำ Political Incubator เหมือนโรงเรียนการเมืองพรรค ที่เปิดให้คนหนุ่มสาว นักกิจกรรม องค์กรท้องถิ่น เข้ามาเป็น pipeline

4. ความเชื่อมโยงกับประชาชน (Grassroots Connection)
ลงพื้นที่จริงแบบมีเป้าหมาย ไม่ใช่ลงไปแจกใบปลิว แต่ไปทำงานร่วมกับชุมชน เช่น โครงการเล็ก ๆ (น้ำเสีย, เกษตร, การศึกษา) ที่ทำได้จริงในเขต ลงชุมชนจัดอบรม สัมมนาให้ความรู้ใหม่ๆ

เน้นความใกล้ชิด ผู้สมัคร/ส.ส. ต้องเป็น “ตัวแทน” ของประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ “ตัวแทนพรรค-กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่ถูกส่งมา

5. เลิกวาทกรรมเก่าประชาชนเบื่อคำว่า “เราเป็นพรรคประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุด” หรือ “เราไม่โกง” หรือสถาบันทางการเมืองที่หลายพรรคเริ่มใช้

ต้องเปลี่ยนเป็น “เราแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เร็วกว่า” หรือ “เราเสนอสิ่งที่รัฐบาลนี้ไม่กล้าทำ”

ถ้าให้สรุปอีกชั้น
-เลิกใช้ “เสาไฟฟ้า” คัดคนจริง คนทำงานจริง มีความรู้ความสามารถจริง ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ส่งทายาทมาสืบทอดทางการเมือง โดยคนไม่มีคุณภาพเพียงพอ (ถ้าดี มีคุณภาพ ก็ไม่ว่ากัน ผ่านการกลั่นกรองจากกรรมการสรรหาจริง)

จาก “พรรคพูด” → ไปสู่ “พรรคทำ-รายงานผล”
จาก “ภาพเก่า” → ไปสู่ “พรรคมีชีวิตชีวา มีดาวรุ่ง”
จาก “วาทกรรมเก่า” → ไปสู่ “สารที่ตรงกับปัญหาประชาชน”

ลองวาง “ภาพรีแบรนด์ใหม่” ของพรรคประชาธิปัตย์ (สมมติฐาน) ให้เห็นชัด ๆ กันเลย

ภาพลักษณ์ใหม่ (Brand Identity) สโลแกนใหม่:
เช่นเดิม: “เรามีอุดมการณ์ เราไม่โกง” มันเป็นแค่ defensive
ใหม่: “คิดใหม่ ทำจริง เพื่อคนไทยทุกคน” เป็นต้น ควรมีนักคิดให้สอดคล้องกับทิศทาง/แนวทางของพรรค

• โทนสี/สัญลักษณ์:
• จากสีฟ้าบาง เป็นสีฟ้าเข้มแบบอนุรักษ์ เพิ่ม ฟ้า-ขาว เน้นความโปร่งใส ทันสมัย สดใส

โลโก้ควรมีเส้นโค้ง/เอาวงกลมกลับมา สื่อถึง “ความร่วมมือ-เปิดกว้าง” ไม่ใช่ลอยๆ ตามที่ปรับแก้ใหม่ ไม่มีวงกลม

นโยบายเด่น (Policy Platform)

-เศรษฐกิจ: พรรคของ SME และเกษตรสมัยใหม่ → Digital SME Fund, Smart Farmer Academy

-สิ่งแวดล้อม: ผลักดัน Clean Air Act และ พลังงานสะอาด ให้เป็น agenda หลัก

-เยาวชน/แรงงานรุ่นใหม่: กองทุน reskill คนวัยทำงาน + Start-up support สำหรับคนรุ่นใหม่

ท้องถิ่น: Local First Policy → งบตรงถึงท้องถิ่นให้จัดการเอง ไม่ต้องผ่านระบบราชการส่วนกลาง (กระจายอำนาจจริง ไม่กั๊ก ไม่หวงอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง

ทีมบุคคล (Leadership Mix)
 -อาวุโส: ชวน / บัญญัติ → “ที่ปรึกษาพรรค” (Symbolic elder statesmen)
 -รุ่นกลาง: เช่น สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นิพนธ์ บุญญามณี → เป็น “กุนซือ” ไม่ใช่ตัวนำ
-ดาวรุ่ง เปิดตัวเป็น “หน้าใหม่ทีมปฏิรูปพรรค” อย่างน้อย 10 คน
-คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ
-นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ/สิ่งแวดล้อม
-ผู้นำท้องถิ่น/NGO ที่มีเครดิต
 -หัวหน้าพรรค: ควรเป็นคนรุ่นกลางที่มีภาพ “สะอาด + ทันสมัย” ไม่ใช่สายเก่าเต็มตัว

วิธีสื่อสาร (Communication Strategy)
-ลงพื้นที่ + ทำจริง → เช่น ประกาศนโยบาย “Clean Canal Bangkok” แล้วลงมือทำ pilot project ทันที
-Digital-first Party → พรรคต้องเล่น TikTok, Reels, X, Podcast ,เพจ,เว็บไซต์ ให้เหมือน start-up มากกว่าพรรคเก่า
-รายงานผลทุก 6 เดือน → ตั้งระบบ “Dems Report Card” ให้ประชาชนเช็กได้ว่า พรรคทำตามที่พูดแค่ไหน (Re-check)

ภาพทีม/แคมเปญ
-โปสเตอร์ทีมใหม่: คนรุ่นใหม่ยืนแถวหน้า อาวุโสยืนแถวหลัง → สื่อว่า “ส่งไม้ต่อแล้ว”
• คีย์เมสเสจ:
1.เราไม่ใช่พรรคเก่า → เราเป็น พรรคเก่าแก่ที่รีสตาร์ทแล้ว
2.ไม่ใช่แค่พูด → ทุกนโยบายต้องมีโครงการนำร่องทันที
3.พรรคที่ใครก็เข้ามาได้ → Talent-based Party ใครมีผลงาน-ได้ขึ้นนำ

ถ้าทำแบบนี้ ภาพที่สื่อออกมาจะเปลี่ยนจาก “พรรคเก่าแก่ที่หมดไฟ” → ไปเป็น “พรรครีสตาร์ท ที่พร้อมเป็นทางเลือกจริง”

ยาวหน่อย แต่เป็นข้อเสนอที่ผ่านการศึกษากึ่งวิจัยมาแล้ว อ่านมามาก ฟังมามาก จนตกผลึกนำมาเขียนสรุปเป็นข้อเสนอสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในยุค ‘ปฏิรูป’

‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ พิธีกร-ผู้ประกาศข่าว คนแรก ๆ ที่กล้าใช้ภาษาอีสานเป็นสื่อหลักในประเทศไทย

‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ เป็นคนที่พี่น้องประชาชนรู้จักจากบทบาทพิธีกร ดีเจ และผู้ประกาศข่าวนอกจากนี้ยังเป็นพิธีกรที่กล้าใช้ภาษาอีสานในสื่อหลักอย่างเป็นทางการ เป็นคนแรก ๆ ในประเทศไทย

นอกจากบทบาทพิธีกร ดีเจ และผู้ประกาศข่าวแล้ว ‘เคนโด้’ ยังได้ใช้ชื่อเสียงที่ได้มาในการตอบแทนสังคม ผ่านการเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้เสียหายหลายคดี ไม่ว่าจะเป็น เมจิกสกิน, Forex 3D, K4, ฌาปนกิจสงเคราะห์ และอีกหลายปัญหาของประชาชน

ปกป้องสถาบันหลักของชาติ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์

จากวันนี้ ‘เคนโด้’ ได้เลือกที่จะเพิ่มอีก 1 บทบาทคือ การใช้ชีวิตบนเส้นทางการเมือง เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ ‘รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เขาได้ทั้งช่วยเหลือผู้คน และพัฒนาอีสาน ตามแนวคิดถ้ามีชื่อเสียงแล้วไม่สามารถช่วยคนได้ ก็ไม่ต้องมี

โดย ‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ ได้เลือกที่จะสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เนื่องจากที่เขาได้พูดคุยกับหลายพรรคการเมือง แต่พรรครวมไทยสร้างชาติ คือพรรคที่มีอุดมการณ์อย่างหนักแน่นในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ รวมถึงตั้งใจในการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรวมไทยสร้างชาติก็เปิดโอกาสให้เคนโด้ช่วยเหลือประชาชนให้มากขึ้น ตามอุดมการณ์ที่ทำมาหลายปี

เคนโด้กล่าวว่า ผมเหมือนหมาบ้าที่ช่วยประชาชนมา10ปี กัดไม่ปล่อยในหลายคดีดัง โดน อิทธิพลกดทับ การใช้กฎหมายปิดปาก แต่ผมก็สู้จนชนะช่วยประชาชนที่เสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท ผมโดดเดี่ยวเพราะทำคนเดียว วันนี้ผมตัดสินใจจะสู้ไปกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะหัวหน้าพรรคท่านพีระพันธุ์ก็ชนแหลกเพื่อประชาชน ผมศรัทธาในตัวท่านและพรรคที่มุ่งช่วยประชาชนจริงๆ

รวมทั้งผลงานที่ปรากฏของกระทรวงพลังงานภายใต้การนำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไม่ว่าจะเป็นการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม การลดค่าไฟ และเสนอกฎหมายปฏิรูปราคาพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน

ได้คุยกับพรรคการเมืองหลายพรรคมาแล้ว จนในที่สุดเขาก็ได้ตัดสินใจร่วมเดินหน้าไปกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะเขาได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้วว่าเป็นพรรคที่ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ เพราะฉะนั้นไม่ขายชาติแน่นอน รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติได้ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ดังที่เห็นได้จากความไม่พอใจของนายทุนพลังงาน ตามที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ และเป็นพรรคที่เห็นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ดูได้จากการตรึงราคาก๊าชหุงต้ม การลดราคาค่าไฟอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเสนอแก้ไขกฎหมายเรื่องน้ำมันอีกด้วย

“ผมตัดสินใจลงสนามการเมือง อย่างสร้างสรรค์ และมีเป้าหมายช่วยประชาชน กับ พรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเหตุผล พรรคสนับสนุนให้ผมช่วยประชาชนอย่างเต็มที่ และผมศรัทธา ในท่านพีระพันธุ์ ที่ชนแหลกเพื่อประชาชนจริงๆ”

“เมือบ้านเฮา” เอาโอกาสในชีวิตมาไว้ใกล้บ้าน

ด้วยความเป็นคนอีสานเลือดแท้ จากจังหวัดริมน้ำโขง อย่างหนองคาย สิ่งที่เขามองเห็นอย่างต่อเนื่องคือวิถีชีวิตของคนหนองคายที่ต้องดิ้นรนออกไปทำงานต่างถิ่นต่างแดน แม้ต้องจากครอบครัว จากบ้าน เพื่อแสวงหาโอกาสในชีวิตที่ดีกว่า

ดังนั้นสิ่งที่ ‘เคนโด้’ อยากเห็นคือการสร้างชุดนโยบาย “เมือบ้านเฮา” สร้างงาน สร้างอาชีพในแต่ละท้องถิ่นตามจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ ให้ทุกคนมีโอกาสใกล้บ้าน ไม่ต้องออกเดินทางไปแสวงหาโอกาสต่างถิ่น ต่างแดน

เช่น จังหวัดหนองคายที่เป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก หากมีการสนับสนุน ผลักดันให้การท่องเที่ยวเป็นตัวนำในการสร้างงาน สร้างอาชีพ

วันนี้ ‘เคนโด้’พร้อมแล้วที่จะใช้ชื่อเสียงโอกาสทางการเมืองเพื่อตอบแทนสังคม รวมทั้งสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่พี่น้องประชาชนและพัฒนาบ้านเกิดของเฮาอย่างแท้จริง

ถอดรหัสภาษากาย การกอดของ ‘เฉลิมชัย-เดชอิศม์’ แค่สัญลักษณ์ทางการเมือง!! ยังไม่สะท้อนความจริงใจ

“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” และ “โกรธคือโง่ โมโห คือบ้า” : เฉลิมชัย กล่าว

เมื่อวานได้ดูละครการเมืองฉากใหญ่ แสดงนำโดย 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นท่าทีของเฉลิมชัยว่า ยังรักยังหวงประชาธิปัตย์ และจะขออยู่ช่วยจนกว่าจะได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคม หลังจากนั้นจะตัดสินใจถึงอนาคตทางการเมือง แต่เฉลิมชัยเคยปรารภผ่านโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ตรังว่า ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว

เฉลิมชัยยืนยันว่า ไม่ได้โกรธ หรือมีปัญหากับ เดชอิศม์ ขาวทอง “คนอย่างผม คบแล้วคบเลย กับอภิสิทธิ์ ก็ยังคบหากันอยู่ และจะได้พบกันหลังอภิสิทธิ์ เดินทางกลับจากจีน”

ละครการเมืองฉากนี้น่าสนใจ ไม่รู้ใครเขียนบท และข้อเท็จจริงตอนจบจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งของละครบทนี้ กับการแสดงว่าสมเหตุ สมบทบาทหรือไม่ ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญภาษากายถอดรหัสออกมาดู พบข้อมูลน่าสนใจ

ถอดรหัส 'ภาษากาย' ของทั้งสองคนให้ครับ

1.ท่ากอด เฉลิมชัยโอบแขนรอบไหล่ของเดชอิศม์เต็ม ๆ มือวางแน่น แสดงถึงการ “แสดงออกเชิงสัญลักษณ์” ของความเป็นมิตรและการเอาใจใส่ แต่ร่างกายของเฉลิมชัยไม่ได้เอนเข้าไปหามากนัก แสดงว่าความใกล้ชิดอาจมี 'ระยะ' อยู่พอสมควร
2.สีหน้าเฉลิมชัย รอยยิ้มค่อนข้างบาง เป็น “ยิ้มควบคุม” (controlled smile) ไม่ได้เปิดเต็มปากเต็มตา สายตาไม่ใช่แววตาเปล่งประกาย (genuine smile หรือ Duchenne smile) ทำให้ตีความได้ว่าเป็นการยิ้มเพื่อ “การเมือง/ภาพลักษณ์” มากกว่าความรู้สึกส่วนตัวแท้ ๆ

3.สีหน้าเดชอิศม์ ยิ้มกว้างกว่า ดูผ่อนคลายกว่า และเอนตัวเข้าหาเฉลิมชัยเล็กน้อย บ่งบอกถึงการยอมรับ และต้องการสื่อสารว่าตน “โอเคกับการโอบกอดนี้”

4.บริบทโดยรวมมีไมค์สื่อหลายสำนักอยู่ด้านหน้า เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่กำลัง “เล่นกับกล้อง” (performative gesture) มากกว่าการแสดงความสัมพันธ์ส่วนตัว ดังนั้น กอดนี้น่าจะเป็นการสื่อสารทางการเมืองว่า “เราสองคนไปด้วยกัน” มากกว่าความจริงใจเชิงส่วนตัว

โดยสรุป การกอดของเฉลิมชัยกับเดชอิศม์ในภาพนี้มีน้ำหนักเชิง “สัญลักษณ์ทางการเมือง” มากกว่าความผูกพันส่วนตัวแท้ ๆ ความจริงใจจึงอาจไม่ถึงขั้นลึกซึ้ง แต่เป็นการแสดงออกเพื่อให้สังคมและสื่อเห็นถึง “ความเป็นพวกเดียวกัน”

ภูมิใจไทย ‘ดึง-ดูด’ ปัญหาใหญ่ตามมา!! เขตทับซ้อน ‘ทะเลาะกันตาย’ ระวังมิตรจะกลายเป็นศัตรู

(25 ก.ย. 68) น่าสนใจยิ่งกับการเกิดอะไรขึ้นกับปัญหา “เขตทับซ้อน” ที่มาจากการดูด / ดึง ให้ย้ายพรรค ของพรรคภูมิใจไทย เน้นบ้านใหญ่ และดีลย้ายยกเข่ง แบบเป็นพวงใหญ่ ซึ่งจะมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนคนเก่า-คนใหม่แน่นอน

การรับรวมกลุ่มจาก รวมไทยสร้างชาติแบบยกเข่งตามเงื่อนไขโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล”เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการดูดบ้านใหญ่แบบไม่ใส่ใจคนเก่าที่วางไว้ก่อนหน้า เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูโดยตรง
ปรากฏการณ์ “ดีล–ดูด” เพื่อขยายฐานของพรรคภูมิใจไทย กำลังเกิดขึ้นและลามไปในหลายพื้นที่เริ่มได้ยินเสียง “มันไส้” กับความเหิมเกริมเกิดขึ้นแล้ว และไม่ควรลืมว่านิสัยคนใต้เป็นอย่างไร

พรรคภูมิใจไทยพยายามดึง สส. และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นเข้าเสริม อ้างเป็นกลยุทธ์ขยายที่นั่งและฐานเสียงอันเป็นเป้าการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ผลลัพธ์ที่เห็นในพื้นที่คือ การทับซ้อนของผู้ลงสมัคร/ฐานเสียง คือคนจากกลุ่มเดิมถูกเชิญ/ถูกดึงไปลงในเขตเดิมที่พรรคอื่นหรือคนเดิมก็วางแผนจะลงอยู่แล้ว จึงเกิด “ชนกัน” ในเขตเดียว (ตัวอย่างเหตุการณ์ที่จังหวัดนครศรีฯ/สงขลา)
นครศรีฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ เคยรับปากส่ง “สายัณห์ ยุติธรรม”อดีต สส.พลังประชารัฐ ลงเขตย่านท่าศาลา แต่อยู่ๆกลับไปดูดบ้านใหญ่ อวยพรศรี เชาวลิต พรรคประชาธิปัตย์ มาลงแทน สายัณห์ก็ยิ่งฮึดสู้หนักกว่าเดิม ถึงขั้นประกาศ “พรรคไม่สำคัญ เลือกสายัณห์เป็นผู้แทน”

หรืออย่างสงขลา เคยให้ “นิพนธ์ บุญญามณี”ทาบทาม “จุรี นุ่มแก้ว” ดาวติ๊กต๊อก มาลงเขต 2 สงขลา แต่ด้วยพันธกิจดูดยกพวง จึงพ่วงศาสตรา ศรีปาน จากพรรครวมไทยสร้างชาติมาด้วย เบียดจุรีตกขอบไปอย่างไม่แยแส

หรืออย่างจังหวัดตรัง ถ้าดูดยกเข่งจากกลุ่มบ้านใหญ่ “โกหน่อ-สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” ถามว่าแล้วผู้สมัครเดิมของภูมิใจไทยละ อย่างเขต 4 ที่แพ้แค่หลักพัน จะเอาเขาไปไว้ไหน ทิ้งเลยหรืออย่างไร

ผลกระทบเชิงระบบ และสิ่งที่ทำให้เกิด “ทับซ้อน”การย้าย/ดูดแบบเป็น
กลุ่ม ทำให้พรรคการเมืองวางตัวผู้สมัครในเขตที่มี “หัวคะแนน/บ้านใหญ่” อยู่แล้ว เกิดการชนกันของฐานเสียงและการเจรจาแย่งเขต การจัดสรรเขตโดยพรรค (การเลือกผู้สมัครเขต) มักไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของแกนนำท้องถิ่น ทำให้พรรคหนึ่งประกาศชื่อแล้ว อีกพรรคดึงคนเดิมเข้ามา ผลคือเกิด “ทับซ้อน” และความไม่ลงตัวในพื้นที่

เข้าใจว่า การดีลแบบยกเข่งของภูมิใจไทย อันมีเป้าหมายเชิงปริมาณ จะเกิดปัญหาการทับซ้อนของผู้สมัครมากมายหลายเขต หลายจังหวัดการเดินไปข้างหน้า ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง จะก่อเกิดปัญหาเชิงซ้อนมากมายจนยากจะแก้ และท้ายที่สุด “มิตรจะกลายเป็นศัตรู
การเดินหน้าดูดของภูมิใจไทย เริ่มได้ยินกระแสเสียงหมั่นไส้ในความเหิมเกริม…อย่า เข้าใจนิสัยคนใต้ไหม

ถอดรหัสไฮไลต์ 4 นโยบายเร่งด่วน รัฐบาล ‘อนุทิน 1’ กับวาระ 4 เดือน

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

นายอนุทินก็ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเริ่มนับหนึ่งของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งการแถลงนโยบายต่อสภาฯ ที่รัฐบาลได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยาว 48 หน้า

สำหรับนโยบายเร่งด่วนจากการสรุปโดยย่อ 4 เรื่องที่น่าสนใจ

1.จัดทำรัฐธรรมนูญโดยประชาชนมีส่วนร่วม + จัดทำประชามติ

- ส่งสัญญาณน้ำเงินไปต่อกับส้ม 
- ให้ อ.บวรศักดิ์ ปรับจูนแนวทาง 

2.ปลดหนี้ประชาชนรายละ 1 แสน 

3.ปลดหนี้เอสเอ็มอี รายละ 1 ล้าน 

4.ทำประชามติ เลิกเอ็มโอยู 43-44 

ในความรู้สึกจากการอ่านนโยบายทั้งหมด 48 หน้า กับช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาล รู้สึกได้ว่านโยบายบางข้อบางประการ เป็นนโยบายที่ทำไม่ได้ภายใน 4 เดือน เช่น

เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลจะเร่งรัด ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

หรือการปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ไม่สนับสนุนให้มี
การประกอบธุรกิจการพนันทุกชนิดให้เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ไม่สนับสนุนเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีธุรกิจการพนัน รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์ และจะดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติการพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

นี้เป็นแค่หนังตัวอย่าง ถ้ายกมาทั้งหมดจะยาวเกินไป แต่พอจะสรุปได้ตามนี้

‘ภูมิใจไทย’ ในห้วงนี้เปรียบดัง “ไทรใหญ่ ลูกดก นกชุม” แม้นักการเมืองบ้านใหญ่แห่ซบ แต่อนาคตอาจถูก “นกขี้ใส่”

การเมืองบ้านใหญ่ที่ไม่ยั่งยืน หวั่นไหวง่าย การต่อรอง ผลประโยชน์สูง ภูมิใจไทยระวัง นกขี้ใส่

ลองวิเคราะห์ภาพใหญ่ ๆ ของปรากฏการณ์ 'บ้านใหญ่' แห่เข้าสังกัดภูมิใจไทย โดยอิงจากทั้งอดีตและแนวโน้มอนาคต…กับคำถากถางที่น่ารับฟัง “ไทรใหญ่ ลูกดก นกชุม” หรือ “หมาเน่า เห็บกระโดดหนี”

ปรากฏการณ์บ้านใหญ่เหนือ อีสาน กลาง ใต้ พากันไหลเข้าสู่ภูมิใจไทยหลังกลายเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มี 'อนุทิน ชาญวีรกูล' เป็นนายกรัฐมนตรี

บ้านใหญ่ในแต่ละภูมิภาค คือกลไกทางการเมืองที่มีฐานเสียงท้องถิ่นแข็งแรง เช่น ตระกูลการเมืองเก่า, อดีตนักการเมืองที่มีทุน-บารมี, หรือท้องถิ่นนิยม

การแห่เข้าซบภูมิใจไทยสะท้อนว่า ภูมิใจไทยกำลังถูกมองเป็น “เรือใหญ่ /ไทรใหญ่” ที่มีอนาคตพอจะต่อรองได้ ทั้งในสนามเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง

ยังสะท้อนด้วยว่า “พรรคใหญ่ดั้งเดิม” อย่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย อ่อนแรงลง ในการดูดซับบ้านใหญ่ อาจไม่สนองตอบโจทย์ในอนาคต

อนาคต ภูมิใจไทย ในระยะสั้นจะมีเครือข่าย สส.ครอบคลุมเกือบทุกภาค ฐานเสียงกระจายมากขึ้น ไม่ใช่แค่บุรีรัมย์หรืออีสานใต้ แต่กินพื้นที่เหนือ-ใต้-กลาง

ระยะกลางถ้าเก็บบ้านใหญ่ได้จริง และประคองความเป็นเอกภาพหลังเลือกตั้ง จะกลายเป็นพรรคที่ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี-นโยบายได้สูง อาจถึงขั้นชิงเก้าอี้นายกฯ ได้ในอนาคต

ระยะยาวปัญหาคือ บ้านใหญ่มีธรรมชาติเน้นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ถ้าไม่จัดการให้สมดุล อาจเกิด “แตกคอ” หรือ “ย้ายพรรค” ได้ง่าย

3. ไทรใหญ่ ลูกดก นกเต็ม – แต่ต้องระวังนกขี้ใส่ “ไทรใหญ่” = ภูมิใจไทยกำลังโตจนเป็นร่มเงาใหญ่ให้บ้านเล็กบ้านน้อยมาเกาะ

“ลูกดก นกเต็ม” = บ้านใหญ่ ส.ส. นักการเมืองเข้ามามากมาย ดูคึกคัก แต่ระวัง “นกขี้ใส่” = ปัญหาจากคนเก่าคนใหม่ ทะเลาะเรื่องผลประโยชน์ ขัดแย้งเรื่องโควตา เสี่ยงทำให้พรรคดูไม่น่าเชื่อถือ หรือแตกเป็นเสี่ยงในอนาคต

4. บทเรียนจากอดีตพรรคความหวังใหม่ เมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากกองทัพ มาตั้งพรรคความหวังใหม่ เคยรวบรวมกลุ่มการเมืองท้องถิ่นไว้มาก แต่สุดท้ายแตกสลาย เพราะขาดแกนกลางที่แข็งแรง และบ้านใหญ่หนีไปไทยรักไทย ทั้ง ๆ ที่ระยะแรกคราคร่ำด้วยนักเลือกตั้งด้วยรับรู้กันว่า เป็นไทรใหญ่

พรรคไทยรักไทย ที่เติบโตมาภายใต้ร่มเงาของเศรษฐี “ทักษิณ ชินวัตร” เก่งในการรวมบ้านใหญ่ทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่จากความหวังใหม่ โตจนได้รับเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

แต่พอเจอรัฐประหาร และฐานพลังอิงที่ตัวบุคคล (ทักษิณ) มากเกินไป บ้านใหญ่จำนวนมากก็ย้ายขั้ว

บทเรียนคือ บ้านใหญ่พร้อมจะเปลี่ยนข้างเสมอ หากพรรคแม่ไม่ตอบสนองหรือมีอำนาจไม่เพียงพอ

ภูมิใจไทยจะซ้ำรอยหรือไม่ตำนานในอดีตหรือไม่
• ถ้า ภูมิใจไทยยังมีอำนาจต่อรองสูงในรัฐบาล–มีงบลงพื้นที่–และดูแลบ้านใหญ่ได้ทั่วถึง ก็น่าจะไปได้ไกลกว่า “ความหวังใหม่” แต่ก็เสี่ยงซ้ำรอย ไทยรักไทย ตรงที่ หากเจอ “เหตุใหญ่” เช่น การถูกยุบพรรค การถูกเล่นงานจากคดีฮั้ว สว. หรือตกจากอำนาจ บ้านใหญ่ก็พร้อมจะโยกย้ายทันที

ดังนั้นอนาคตภูมิใจไทยจะขึ้นกับ 2 ปัจจัยหลัก
1.ความสามารถของแกนนำ (อนุทิน-ศักดิ์สยาม-เนวิน) ในการคุมเกมและรักษาสมดุลผลประโยชน์
2. เสถียรภาพการเมืองระดับชาติ ว่าพรรคจะยืนเป็นแกนกลางรัฐบาลได้ยาวหรือไม่

อีกมุมอาจจะมองได้ว่า หมาเน่า เห็บกระโดดหนี

“หมาเน่า เห็บกระโดดหนี” สื่อได้หลายชั้นทางการเมือง

1. บ้านใหญ่ = เห็บ บ้านใหญ่จำนวนมากอยู่กับพรรคการเมืองเดิมที่เสื่อมถอย (เช่น ปชป. ภาคใต้, เพื่อไทยบางพื้นที่, หรือพลังประชารัฐบางส่วน รวมไทยสร้างชาติ)
เมื่อ “หมาเน่า” หรือพรรคแม่อ่อนแรงจนไม่สามารถให้อาหาร (งบ–อำนาจรัฐ–เก้าอี้) ได้ “เห็บ” ก็ต้องหาตัวใหม่มาเกาะเพื่ออยู่รอด จึงเป็นพฤติกรรม survival ตามธรรมชาติการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์

2. ภูมิใจไทย = หมาใหม่ที่ยังมีกำลัง “ยังแข็งแรง” เพราะอยู่ในรัฐบาลต่อเนื่องและต่อไป คุมกระทรวงที่มีงบประมาณใหญ่ (คมนาคม, สาธารณสุขในอดีต ฯลฯ)
 แกนนำ (เนวิน–อนุทิน–ศักดิ์สยาม) มีทั้งเงินทุน–สายสัมพันธ์–ความสามารถในการต่อรอง บ้านใหญ่จึงแห่มาเกาะที่ภูมิใจไทย เพราะคิดว่าจะมี “เลือด” ให้ดูดต่อไปได้

3. สัญญาณอันตราย การที่เห็บจำนวนมากกระโดดมาพร้อมกัน อาจสะท้อนว่า พรรคอื่น ๆ กำลังเน่า จริง ๆ → ประชาธิปัตย์, พลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ กำลังเสียแรงดึงดูด แต่ขณะเดียวกันก็เสี่ยงทำให้ ภูมิใจไทยเองกลายเป็นหมาเน่าในอนาคต หากไม่สามารถเลี้ยงดูเห็บมหาศาลที่มากอดรัดอยู่ได้

บ้านใหญ่แห่ซบภูมิใจไทย เป็นแค่ภาพลวงตาชั่วคราวที่ไม่ควรกระตู้วู้ แต่ควรย้อนกลับไปศึกษาบทเรียนจุดจบในอดีต เพื่อนำมาทบทวน จะได้เดินไปได้อย่างสง่า และเข้มแข็ง

‘จูรี นุ่มแก้ว’ ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการเมือง บอกยังไม่รีบ!! ขอรอให้ฝุ่นหายตลบก่อน ย้ำถ้าลงสมัคร เลือกเขต 2 สงขลาแน่นอน

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) นายจูรี นุ่มแก้ว ดาวติ๊กต็อกขวัญใจคนใต้ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึงกระแสข่าวทางการเมืองที่ถูกพูดถึง โดยย้ำว่าหลายเรื่องยังเป็นเพียงข่าวลือ เติมแต่งกันไปมา พร้อมยืนยันว่า หากตัดสินใจลงสมัครจริง จะเลือกลงในเขต 2 จังหวัดสงขลา

นายจูรีระบุเพิ่มเติมว่า ช่วงนี้ขอรอให้สถานการณ์การเมืองนิ่งก่อน เพราะมองว่าหลายฝ่ายกำลังเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์และความอยู่รอดของตนเอง มากกว่าจะคำนึงถึงชาวบ้าน โดยส่วนตัวไม่ได้กดดันว่าต้องได้เป็นผู้แทน เพราะมีงานสุจริตทำอยู่แล้ว ไม่ได้ดิ้นรนหาตำแหน่งหรืออำนาจ

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเผยว่าการอยากเป็นผู้แทนยังเป็น “ความฝันวัยเรียน” ที่อยากทำเพื่อชาวบ้าน แต่หากไม่ได้เป็นก็ไม่เดือดร้อน พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมตามโอกาสอยู่แล้ว และยังคงยืนหยัดเดินหน้าทำประโยชน์ต่อไปตามจังหวะเวลา

‘สส.สิงโต’ ลูกชาย ‘เดชอิศม์’ ย้ำไม่ทิ้งประชาธิปัตย์ บอกชีวิตการเมืองเริ่มที่นี่ และจะอยู่ตอบแทนพรรคต่อไป

(24 ก.ย. 68) นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง หรือ “สส.สิงโต” สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นบุตรชายของ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันจะอยู่กับพรรค ปชป. ต่อไป โดยระบุว่าเส้นทางการเมืองของตนเริ่มต้นที่นี่ และจะอยู่ตอบแทนพรรค ไม่ทิ้งกันในช่วงลำบาก พร้อมเชิญชวนช่วยกันฟื้นฟูพรรคของคนใต้บ้านเรา

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายเดชอิศม์ กำลังเจรจากับแกนนำพรรคกล้าธรรม เพื่อเตรียมย้าย สส.สงขลาในกลุ่มของตน 4 คน ได้แก่ ภรรยา บุตรชาย รวมถึง พ.ต.ท.สุรินทร์ ปาลาเร่ และตัวเอง ไปร่วมงานการเมืองกับพรรคใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ล่าสุดบุตรชายออกมาย้ำชัดว่า “ยังไม่ไปไหน” และยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

ชัดเจน… ‘เฉลิมชัย’ ทิ้งประชาธิปัตย์แล้ว แต่พร้อมหนุนช่วย ‘อภิสิทธิ์’ นั่งหัวหน้าพรรค

(24 ก.ย. 68) สมชาย โล่สถาพรพิพิธ (โกหน่อ) อดีต สส.ตรัง บ้านใหญ่อีกหลัง เปิดเผยถึงการพบกับเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ โดยระบุว่า ได้คุยกับเฉลิมชัย 3 เรื่อง 1.จะยังอยู่ประชาธิปัตย์ต่อไปหรือไม่ 2.อนาคตทางการเมือง ยังจะเดินหน้าต่อ หรือพอแค่นี้ และ 3 ถ้าเดินหน้าต่อจะอยู่พรรคไหน

โกหน่อ บอกว่า คำตอบข้อที่ 1 คือ ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว แต่จะช่วยให้จัดการเลือกหัวหน้าพรรคให้เรียบร้อยในวันที่ 18 ตุลาคม

“ดูท่าทีของคุณเฉลิมชัย หนุนช่วยคุณอภิสิทธิ์อยู่นะ”

คำตอบข้อที่ 2 ยังจะเล่นการเมืองต่อไหม คำตอบคือ ขอเวลาอีก 1 อาทิตย์ เพื่อพบกับ สส.ของพรรคทุกคน เพื่อสอบถามว่า ทุกคนมีที่อยู่ที่ไปหรือไม่อย่างไร ถ้าทุกคนมีที่อยู่ที่ไปเรียบร้อย ก็จะเลิกเล่นการเมือง

ข้อที่ 3 ถ้าเล่นการเมืองต่อ ก็มีทางเลือกอยู่สองพรรค ไม่ภูมิใจไทย ก็พรรคกล้าธรรม แต่แนวโน้มมาทางภูมิใจไทยมากกว่า

โกหน่อ กล่าวถึงตัวเองว่า ส่วนตัวสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค เพราะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ นำพาพรรคต่อไปได้

เมื่อถามว่า โกหน่อยังจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อไปไหม ถ้าอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค โกหน่อ กล่าวว่า ถ้าผมอยู่ผมมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่มีสาทิตย์ วงค์หนองเตย อยู่ ถ้าสาทิตย์อยู่ ผมก็ไม่อยู่ เวลาเราทะเลาะกันไม่มีใครรู้ ไม่มีใครมาช่วยเจรจา จึงอยู่ร่วมกันไม่ได้

โกหน่อย้ำชัดว่า ถ้าพรรคเลือกสาทิตย์ พวกผมก็ไปอยู่ภูมิใจไทย “ไม่ใช่ว่า เฉลิมชัยไปไหน ผมไปนั้นนะ เช่น ถ้าเฉลิมชัยไปกล้าธรรม และมีนายกฯ ชายอยู่ด้วย ผมคงจะเข้าไปยาก เพราะหน่อให้กว่าต้น

รายการข่าวแจ้งว่า พรุ่งนี้เฉลิมชัยนัดพบกับอภิสิทธิ์ เพื่อแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการถึงการสนับสนุนให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘อุ๊งอิ๊งค์’ อัพไอจีสตอรีบอกนอนน้อยจนภูมิตก พร้อมแชร์คำคม “อย่าให้ใครมาทำลายความสงบของคุณ”

เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊งค์” อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ไอจีสตอรีผ่านบัญชีส่วนตัว @ingshin21 พร้อมข้อความภาษาอังกฤษว่า "Don't let someone ruin your peace just because they can't find theirs" แปลว่า “อย่าให้ใครมาทำลายความสงบของคุณ เพียงเพราะพวกเขาหาความสงบของตัวเองไม่เจอ”

นอกจากนี้ อุ๊งอิ๊งค์ยังโพสต์ภาพเซลฟี่คู่กับเครื่องดื่มอุ่น ๆ พร้อมระบุแคปชั่นว่า “นอนน้อย ภูมิตก ไซนัสเข้า” พร้อมใส่อิโมจิถอนหายใจ

‘สายัณห์’ ทิ้งภูมิใจไทย โยกซบประชาธิปัตย์ เชื่อถ้า ‘อภิสิทธิ์’ กลับมา!! จะนำพาพรรคฟื้นคืนชีพ…ไม่ช้าก็เร็ว

'สายัณห์ ยุติธรรม' อดีต สส.นครศรีฯ เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจแล้ว กลับบ้านเก่าประชาธิปัตย์ หลังเกิดเหตุแกนนำพรรคภูมิใจไทย เปลี่ยนใจไปชวนบ้านใหญ่ “อวยพรศรี เชาวลิต” สส.ประชาธิปัตย์ ภรรยาของนายกฯ อบต.ท่าศาลา (นายกฯ เอ) ไปร่วมงานกับภูมิใจไทยเมื่อสองวันที่ผ่านมา

สายัณห์ บอกว่า เดิมได้คุยตกลงกับคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภูมิใจไทยภาคใต้ไว้แล้ว ตกปากรับคำกันแล้วว่าให้ตนลงเขตท่าศาลา

“ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่จู่ๆ เขาไปทาบทามอวยพรศรีมาลงแทนผม ผมก็ต้องหาบ้านใหม่ ในสถานการณ์นี้แม้นประชาธิปัตย์จะยังไม่ลงตัว แต่เชื่อว่า ถ้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค จะนำพาพรรคให้กลับฟื้นคืนมาได้ไม่ช้าก็เร็ว” สายัณห์ กล่าว

กล่าวสำหรับเขตท่าศาลา สายัณห์ เคยเป็น สส.มาก่อนสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ในการเลือกตั้งปี 66 สายัณห์ย้ายไปลงอีกเขต (เขต 2) ซึ่งถือว่าใหม่สำหรับสายัณห์ จึงแพ้ให้กับทรงศักดิ์ มุสิกอง จากพรรคประชาธิปัตย์ คราวนี้สายัณห์ กลับบ้านเก่า เขตเดิม ชนกับอวยพรศรี อนาคตภูมิใจไทย และอีกหลายคน ทั้งจากพรรคประชาชน พลังประชารัฐ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการกลับประชาธิปัตย์ ก็ต้องคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคด้วย ซึ่งก็ต้องรอกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจ ฟื้นฟูพรรค เรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา

สายัณห์ ก็ไม่ธรรมดาในพื้นที่เคยเป็นเลขานุการ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เคยเป็น สจ.ท่าศาลา เคยเป็นประธานสภา อบจ.

สายัณห์ คือผู้เสนอให้สร้างสะพานเชื่อมขนอม-เกาะสมุย ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงนโยบายจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา มี 3 หน่วยงานเข้าเริ่มดำเนินการแล้ว คือ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท อีกไม่นานก็จะเริ่มก่อสร้างแล้ว

จาก..เผาเลยครับพี่น้อง ถึง..ปากท้องสำคัญกว่าแผ่นดิน สองคำพูดเลว ๆ ของสองมนุษย์หัวใจทราม

(23 ก.ย. 68) ย้อนกลับไป 16-17 ปีก่อน ช่วงเวลาที่ “คนเสื้อแดง” ชุมนุมใหญ่ มีความอหังการถึงขนาดปิดท้องถนน ยึดพื้นที่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย เผารถ เผาห้าง บุกค้นโรงพยาบาล หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงที่มีอาชีพ “หากินกับม็อบ” ขึ้นเวทีแล้วปลุกปั่น ยุยง ส่งเสริม สนับสนุน ให้กับเหล่า “คนเสื้อแดงสมองน้อย” อย่างเมามันด้วยคำพูดว่า “เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง” เสียงปรบมือเฮโลดังสนั่นให้กับความห้าวหาญ และจริงจังนั้น 

ภาพลักษณ์ที่ดูคล้าย “คนจริง” แต่ที่จริงก็ไม่ใช่ “ชายชาตินักรบที่อาจหาญ” ที่เปิดหน้ามาต่อสู้เพื่อความชอบธรรมให้กับสังคมแต่อย่างใด เป็นได้เพียง “ทาสรับใช้นักการเมืองเลว ๆ” โดยหวังจะมีอาชีพ มีตำแหน่งทางการเมือง เป็นการทำมาหากินแบบพื้น ๆ ของคนไร้อุดมการณ์ และไร้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมแค่นั้นเอง  

คำพูดที่ขึ้นทำเนียบ “โฉดชั่ว” กระตุ้นให้ “คนเสื้อแดง” มีความฮึกเหิมและกระทำการ “เผาเมืองกรุงเทพมหานคร” หลายจุดด้วยกัน สร้างความเสียหายทั้งทางกาย ทางใจ และเศรษฐกิจของประเทศยากจะพลิกฟื้นกลับคืนมาได้ในเวลาสั้น เจ้าของคำพูดไม่ได้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อเวลาผ่านไป บาดแผลที่เจ้าของพื้นที่หลายแห่งที่โดนไฟเผาจนมอดไหม้ยังไม่เคยจางหายไปจากหัวใจ แต่ “นักปลุกปั่นรับจ้าง” ยังคงยึดอาชีพเดิม ช่วยเหลือ “นักโทษที่เคยหนีคดี” คนเดิม เสริมส่งความผิดเพี้ยนออกสู่สังคมเพื่อลาภยศสรรเสริญไม่เปลี่ยนแปลง กรรมหนักเท่านั้นที่กำลังตามไล่ล่า “คนเผาชาติ” ได้ทัน และเชื่อว่าคงจะอีกไม่นาน 

ด้วยใครก็ตามที่หยามหมิ่นแผ่นดิน คิดคด ทรยศต่อคนไทยที่ทำมาหากินสุจริต มีจิตใจคล้อยไปในทางชั่วช้าสามานย์ เอนเอียงให้กับ “คนขายชาติ” ก็จะพบกับ “วิบากกรรมในชีวิต” และจะจบลงด้วยความสิ้นค่าในความเป็นคน

เชื่อมั่นมาก ๆ ว่าจะไม่แตกต่างจากเจ้าของคำพูด “ปากท้องสำคัญกว่าแผ่นดิน” ของนักการเมืองที่หนีการเกณฑ์ทหารคนหนึ่ง ที่มองเรื่องชาติ เรื่องแผ่นดิน เรื่องการสูญเสียอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนมาทีหลัง เปลือยให้เห็นความเบาปัญญา และไร้ความกตัญญูต่อประเทศชาติ ไม่นานก็จะพบความวิบัติภัยในชีวิตของตัวเองไม่ต่างกัน

‘ชูวิทย์’ ฟันธง!! ชะตาพรรคประชาชน มีโอกาสซ้ำรอยประชาธิปัตย์ พลาดเพียงก้าวอาจล้มทั้งพรรค

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความถึงพรรคประชาชน โดยขอบคุณนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่เปิดใจสื่อสารกับประชาชน พร้อมย้ำว่าตนเองและประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพื่อดูการตัดสินใจครั้งสำคัญของพรรคว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศหรือไม่

ชูวิทย์ระบุว่า พรรคการเมืองไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากผลประโยชน์และความเห็นที่แตกต่าง ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่าย เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงในอดีตที่เคยทำงานการเมืองด้วยความตรงไปตรงมา แต่สุดท้ายก็ต้องเผชิญกับปัจจัยซับซ้อนที่ควบคุมไม่ได้

เขาเตือนว่าพรรคประชาชนควรใช้บทเรียนจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแม้เป็นพรรคเก่าแก่และมีระบบเข้มแข็ง แต่ยังพลาดเพราะการตัดสินใจที่ผิดเพียงก้าวเดียว จนสูญเสียความนิยมจากประชาชน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างให้พรรคใหม่ๆ ต้องระมัดระวังไม่เดินซ้ำรอย

ชูวิทย์ยังฝากข้อคิดว่า ในการเมือง ประชาชนไม่ได้เลือก “คนที่ดีที่สุด” เพราะคนดีอาจอยู่ไม่รอด แต่เลือก “คนที่ผิดน้อยที่สุด” จึงอยากให้พรรคประชาชนยึดมั่นอุดมการณ์ เปิดใจฟังเสียงวิจารณ์ และตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ท้ายที่สุด เขาย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ หากพรรคประชาชนได้คะแนนเพิ่ม แสดงว่าตัดสินใจถูกต้อง แต่หากคะแนนลดลง ก็หมายถึงพรรคก้าวพลาด พร้อมย้ำว่า การวิจารณ์ที่แรงของเขาเป็นเพราะความหวังดีต่ออนาคตการเมืองไทย ไม่ใช่การหวังร้ายแต่อย่างใด

วิเคราะห์ 3 ทางเลือก – ทางรอด ผ่าทางตัน ‘เดชอิศม์’ หลัง ‘ผู้กองธรรมนัส’ ส่ง ‘เสธ.หิ’ ชวนร่วมก๊วน “กล้าธรรม”

“เสธฯหิ” เปิดโต๊ะเจรจา “นายกฯชาย” ทางเลือก-ทางรอด หรือผ่าทางตัน

(22 ก.ย. 68) การเมืองในประชาธิปัตย์เดินทางถึง ”ปลายต้นไม้“(สุดยอด)แล้ว เมื่อสองฝ่ายยืนกระต่ายสามขา ไม่มีใครถอยในข้อเสนอของตัวเอง

เสธฯหิ หิมาลัย ผิวพรรณ ได้รับมอบหมายจากผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดสนามภาคใต้ให้พรรคกล้าธรรม
เสธฯหิ จึงมีเป้าหมายชัดเจนในสนามการเมืองภาคใต้ เขาเห็นความขัดแย้งระหว่างคนในประชาธิปัตย์ น่าจะเป็นช่องทางให้พรรคกล้าธรรมเบียดเข้าไปได้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง
เสธฯหิ เปิดโต๊ะเจรจากับนายกฯชายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
เบื้องต้น เสธฯหิ ไปคุยจริงๆ กับข้อเสนอที่น่าสนใจ
-ถ้ามีปัญหาให้ไปอยู่พรรคกล้าธรรม
-แต่นายกฯชายขัดแย้งกับ สส. กฤต รุนแรง จะอยู่ร่วมกันได้ไหม อย่างไร
-เสธฯหิบอกว่า ต่างคนต่างอยู่ อย่าไปยุ่งเกี่ยวกัน เขตใครเขตมัน
-นายกฯชายยังไม่ตัดสินใจ
-ถ้าไม่อยู่กล้าธรรม ยังยืนยันอยู่ประชาธิปัตย์ ก็จะสับหลักกัน ไม่ชนกัน
-ต้องติดตามกันต่อไป ผลจะออกหัวออกก้อย ถ้านายกฯชายเดินหน้าต่อจะจับคู่กับใคร เมื่อแทน-ชัยชนะ เดชเดโช หันไปหนุนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ว
-เดิม สส. กฤตจะตามขยี้ นายกฯชายทุกเขตเว้น 1,7

เหลือทางเลือกของนายกฯชาย
 1.อยู่ต่อในประชาธิปัตย์ ยอมรับในบทบาทที่ถูกจำกัด
 -ได้รักษาฐานเสียงและอัตลักษณ์ “ปชป.ดั้งเดิม”
 -แต่เสี่ยงถูกมองว่าพรรคอ่อนแรง และอาจถูกเบียดโดยกลุ่มอำนาจใหม่

 2. ไปกับพรรคกล้าธรรม (ของเสธ. หิมาลัย + กฤต)
 -ถ้าดีลลงตัว นายกฯชายอาจได้บทบาท ผู้ใหญ่ที่คุมท้องถิ่น ให้กฤต
 -แต่ปัญหาคือความขัดแย้งระหว่างนายกฯชายกับกฤต ถ้าไม่เคลียร์ ก็แตกหักแน่ตามสไตล์ของ สส. กฤต

3.ตั้งกลุ่มท้องถิ่น/รอจังหวะ
 -เก็บฐานเสียงไว้เอง ไม่รีบเข้าพรรคใหญ่
 -รอให้ใกล้เลือกตั้งแล้วค่อยเจรจา เพื่อเพิ่มมูลค่าในการต่อรอง

วิเคราะห์ทางออกจริง ๆ
 -ไปภูมิใจไทย = ตัดทิ้ง เพราะนิพนธ์ยึดไปแล้ว เว้นเสียแต่ว่า นิพนธ์กลับประชาธิปัตย์ช่วยอภิสิทธิ์ฟื้นฟูพรรค
 -อยู่ประชาธิปัตย์ต่อไป แต่เสี่ยงถูกกลืน เพราะประชาธิปัตย์กำลังเปลี่ยนแปลงเป็นขั้วอำนาจใหม่
 -ไปกล้าธรรม ทางเลือกหลักสุด เพราะมีเสธ. หิมาลัยมาดึง แต่ต้อง “สะสาง” เรื่องขัดแย้งกับ สส.กฤตให้จบ

ถ้าเสธ.หิ ห้ามเลือดได้ (ทำให้นายกฯชายกับกฤตอยู่ร่วมกันได้) พรรคกล้าธรรมจะได้ฐานสงขลามากพอสมควร แต่กับมิตรภาพเก่าจะบริหารจัดการอย่างไรกับความทับซ้อนของพื้นที่ แต่ถ้าทำไม่ได้ นายกฯชายอาจถอยไปตั้งกลุ่มอิสระ รอเป็น “ตัวแปร” หลังเลือกตั้ง

‘ชื่นชอบ’ ย้ำชัด ‘พีระพันธุ์’ ไม่เคยต่อรองเก้าอี้นายกฯ ซัด บางคนสร้างภาพพูดจาดี แท้จริงคือผู้ร้ายใส่สูท

(22 ก.ย. 68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขออนุญาตใช้คำว่า"ไม่จริง" (ตัวโต ๆ) ครับ ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ขอยืนยันว่าเรื่องพรรคเพื่อไทยเสนอให้หัวหน้าพีระพันธุ์เป็นนายกฯ ไม่เป็นความจริงครับ และหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าไม่เคยสนใจการได้ตำแหน่งใดๆ ผมไม่เคยเห็นหัวหน้าพีระพันธุ์เรียกร้อง ไขว่คว้า หรือขายอุดมการณ์เพื่อให้ได้ตำแหน่งใดๆครับ

ทางการเมืองหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอคนจากพรรคอื่นที่เสียงน้อยกว่าเป็นนายกฯ ครับ เพราะนั้นคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง 

การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุดกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่เห็นว่าทางพรรคไม่ควรสนับสนุนข้อเสนอของพรรคประชาชนที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่แก้ไขหมวด 1และหมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ  

เนื่องจากพรรครวมไทยสร้างชาติมีความเป็นประชาธิปไตยครับ หัวหน้าพีระพันธุ์ให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.โดยอธิบายข้อเสนอแนะต่างๆที่กรรมการบริหารสรุปในที่ประชุมให้ส.ส.ทราบครับ

ผมรู้ข้อเท็จจริงทุกประการครับแต่คงไม่เหมาะที่จะพูดเพราะมันก็เป็นการสาวไส้ให้กากิน ทุกคนก็พยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น บางคนเป็นผู้ร้ายใส่สูท พูดจาดีคนก็เชื่อว่าเขาคนนั้นเป็นคนดี ก็ไม่เป็นไรครับสักวันหนึ่งพี่น้องประชาชนก็จะเห็นว่าใครของจริง

ใครอยากออกก็คงห้ามเขาไม่ได้ครับ ผมเชื่อในหลักธรรมชาติคัดสรร หัวหน้าเป็นสุภาพบุรุษไม่พูดจาให้ร้ายใครแม้ตัวเองจะถูกกระทำก็ตามครับ ผมพูดได้เท่านี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top