Tuesday, 14 July 2026
POLITICS

‘พีระพันธุ์’ ลั่น!! ไม่เล่นเกมการเมือง เดินหน้าปฏิรูปพลังงาน กำจัดคอร์รัปชัน ชู!! นโยบาย ปราบทุจริตคอร์รัปชัน ‘ประหารชีวิต - ลูกหลานต้องชดใช้’

(11 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW ถึงสถานการณ์และความท้าทายที่พรรคเผชิญอยู่ พร้อมยืนยันว่าพรรคจะเดินหน้าต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนและการแก้ไขปัญหาของประเทศ 

ในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติและการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนรู้สึก "สบายใจขึ้น" ที่ปัจจุบันพรรคไม่มีกลุ่มก๊วน และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะยังคงลงสนามเลือกตั้งในครั้งหน้า ซึ่งตนกำลังคัดเลือกผู้สมัครใหม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ มีความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของประเทศ โดยไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวหรือตำแหน่ง

“สําหรับผม ผมไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านหรือเดือดร้อนเลย เพราะว่าการเมืองก็เป็นเรื่องแบบนี้ แล้วสาเหตุลึกๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงนี่ ผมพูดไม่ได้หรอก และผมคิดว่าสังคมก็รับไม่ได้ถ้ารู้เบื้องหลังนะ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าผมมีความตั้งใจที่จะทําพรรคการเมืองพรรคนี้ให้เป็นพรรคที่ให้ประชาชนเห็นว่า ผมมาทํางาน ผมไม่ได้มาเล่นเกมการเมือง และไม่ได้มาเล่นเกมธุรกิจการเมืองเพื่อหาเงิน” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวย้ำถึงอุดมการณ์พรรคว่า ตนไม่ต้องการให้พรรครวมไทยสร้างชาติถูกจัดอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายใด แต่ต้องการให้เป็นพรรคที่มาทำงานและแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งสีแบ่งฝ่ายทางการเมือง และต้องการให้ทุกคนรวมพลังกันเพื่อพัฒนาประเทศ พร้อมย้ำว่าเรื่องสถาบันหลักของประเทศเป็นสิ่งที่ตนยึดมั่นและไม่อาจประนีประนอมได้

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงผลงานและความท้าทายในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาว่า ตนได้ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชนมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และสามารถลดค่าไฟฟ้าลงมาต่ำได้กว่า 4 บาทต่อหน่วย โดยปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ 3.94 บาท และตั้งเป้าไว้ก่อนพ้นตำแหน่งว่าจะลดให้เหลือประมาณ 3.70 บาทในปี 2569 อีกทั้งยังได้ตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อ 15 กิโลกรัมมาตลอด ซึ่งในการรับหน้าที่กำกับดูแลด้านพลังงานนี้ ตนได้เผชิญกับปัญหาอุปสรรคมาตลอดทาง ทั้งการปิดบังข้อมูล การไม่ได้รับความร่วมมือ และการต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่มีใครเคยแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศได้สำเร็จ แต่ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งเรื่องน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซ โดยจะผลักดันกฎหมายที่สำคัญ เช่น พ.ร.บ. กำกับกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวนรายวัน พ.ร.บ. การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ประเทศมีน้ำมันสำรองของตนเอง ไม่ใช่อิงจากการสำรองน้ำมันของผู้ค้าเอกชน และร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น แต่ร่างกฎหมายฉบับหลังสุดนี้กลับโดนตีตกจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้ง ๆ ที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว ซึ่งตนมองว่าเป็นการกระทำที่เกินอำนาจหน้าที่ของกฤษฎีกา โดยเชื่อว่ามีการขัดขวางจากผู้ได้รับผลประโยชน์เช่นเดิม

นายพีระพันธุ์ยังเปิดเผยอีกว่า นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติจะเน้นการแก้ไขปัญหาความไม่ยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการกำจัดเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน โดยเสนอโทษประหารชีวิตและให้ลูกหลานญาติพี่น้องชดใช้เงินคืนแผ่นดิน

“อีกอย่างนึงที่ผมคิดว่าต้องแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนคือเรื่องของความไม่ยุติธรรมในสังคม และการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ผมกําลังคิดว่า นโยบายหลักอีกเรื่องของรวมไทยสร้างชาติ คือ พวกที่ทุจริตงบประมาณแผ่นดินต้องประหารให้หมด ญาติพี่น้องต้องชดใช้เงินคืนแผ่นดินทุกคน เราขโมยเงินคนตามกฎหมายอาญามีโทษอยู่แล้ว แต่นี่งบประมาณแผ่นดินเงินของคนทั้งประเทศ โทษเท่ากับขโมยเงินคนคนเดียวได้อย่างไร ประเทศนี้ต้องแก้ไข นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมจะเสนอทุกอย่างที่ควรจะต้องแก้ไขในประเทศนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

ต่อข้อซักถามในประเด็นข้อกล่าวหากรณีคลิปเสียงอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคถูกโจมตีมาตลอดว่าเหตุใดจึงไม่ถอนตัวนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ช่วงแรกเสียงส่วนใหญ่ในพรรคเห็นว่า นายกฯ ควรต้องลาออก และได้มีมติให้ตนไปแจ้งให้นายกฯ ทราบ ซึ่งทาง นายกฯ ได้ขอเวลาทบทวนพิจารณา ต่อมา สมาชิกส่วนหนึ่งของพรรคก็มีความกังวลว่า ถ้าพรรคถอนตัวก็อาจจะเกิดการยุบสภา ซึ่งพวกเขายังไม่พร้อม จากนั้น ก็มีผู้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคดีคลิปเสียงดังกล่าว ผู้บริหารพรรคจึงเห็นตรงกันว่า ควรรอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าหากพรรคไปชี้ว่าผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ผิด ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ดังนั้นจึงให้รอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญก่อนดีกว่า 

ประเด็นถัดมาเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบตนเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแจกถุงยังชีพนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอีกความพยายามที่ตั้งใจจะทำให้ตนเสียหาย พร้อมอธิบายว่า การจะกระทำผิดเรื่องใดได้ต้องมีเจตนามาเป็นองค์ประกอบหลัก โดยในวันนั้น ตนได้ไปปฏิบัติภารกิจเยียวยาน้ำท่วม 9 จุด ใน 3 จังหวัด คือ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช แต่ทำไมจึงมีปัญหาเกิดขึ้นเฉพาะใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเมื่อสืบหาข้อมูลก็พบว่า ก่อนหน้านั้น สส.ในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเรื่องของบริจาค ได้มาขอสนับสนุนสิ่งของจากพรรคไปร่วมบริจาค ตนจึงส่งข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัมจำนวนหนึ่ง ไปร่วมแจกจ่ายให้ประชาชนด้วย ในวันเกิดเหตุนั้น ทางทีมงานของ สส.ในพื้นที่ ก็ได้นำเอาข้าวสารที่ตนร่วมบริจาคไปรวมไว้ในถุงเดียวกับสิ่งของที่ได้รับมาบริจาคมาจาก ปตท. โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของ ปตท. แล้ว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการขนส่งและแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน พร้อมกับแปะสติกเกอร์รูปของตนที่ทำกันไว้เองก่อนหน้านั้นบนด้านหน้าถุงเหมือนที่เคยทำด้วยความเคยชิน ซึ่งตนไม่ได้สังเกตเห็นในจุดนี้ตั้งแต่แรก เพราะคนที่ส่งถุงยังชีพมาให้หันด้านหลังถุงให้ตนส่งต่อแก่ชาวบ้าน แต่เมื่อตนสังเกตเห็น ก็บอกให้นำสติกเกอร์ดังกล่าวออกและหยุดแจกถุงยังชีพทันที และมีพยานรู้เห็นในเรื่องนี้ แต่กลับไม่อยู่ในสำนวน ตนจึงไปแจ้งความให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสอบสวนและบันทึกข้อมูลไว้แล้ว

“กรณีนี้ผมถูกวางยาแน่นอน ผมจะไปลงพื้นที่พรุ่งนี้เช้า ตารางกำหนดการของผมเสร็จคืนนี้ 4 ทุ่ม แล้วผมจะเอาของ เอาสติ๊กเกอร์จากไหนมาเตรียมการ แล้วถ้าผมจะทํา ทําไมผมไม่ทําทุกจังหวัด แล้วที่เห็นในภาพก็มีรูปของท่านอดีตรัฐมนตรีด้วย แต่บอกว่าท่านไม่ผิด ผมผิดคนเดียว” นายพีระพันธุ์ตั้งข้อสังเกต 

สุดท้าย นายพีระพันธุ์ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้กำลังใจ และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

‘สุรวิชช์’ มือขวาสนธิ วิจารณ์ ‘กวีเหลวไหว’ ชี้! ผู้สร้างความขัดแย้ง - เปลี่ยนกลอนเสียดสีให้เป็นเงิน

นายสุรวิชช์ วีรวรรณ คอลัมนิสต์ประจำเครือผู้จัดการ มือขวานายสนธิ ลิ้มทอง โพสต์เฟซบุ๊ก Surawich Verawan ว่า กวีเหลวไหลผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้ง

ในสังคมที่ความขัดแย้งกลายเป็นสินค้าทางอารมณ์ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่รอดด้วยอุดมการณ์ แต่ด้วยการอ่าน “รสนิยมแห่งความเกลียด” ของผู้คนอย่างแม่นยำ หนึ่งในนั้นคือ ชาติชาย ผาสุก หรือที่โลกออนไลน์รู้จักกันในชื่อ “กวีเหลวไหล” ชายใต้ผู้เริ่มต้นจากปากกาและสำนวนกลอน จนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองที่สามารถเปลี่ยนคำเสียดสีให้กลายเป็นเงินสดได้จริงในโลกแห่งความแตกแยก

ชาติชาย ผาสุก เกิดวันที่ 5 กันยายน 2508 ที่ระโนด จังหวัดสงขลา จบคณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.อ.หาดใหญ่ เขาเป็นคนชอบศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม เคยเป็นเซลล์ขายอาหารกุ้งก่อนจะหันมาจับปากกา เขียนกวีและเรื่องสั้นในสำนวนใต้ที่ประชดและเสียดสีได้เจ็บแต่ขำ เขาไม่สังกัดกลุ่มวรรณกรรมใด แต่มีฝีมือที่ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง ทว่าโลกของวรรณศิลป์ไม่อาจเลี้ยงชีพได้ดีเท่าการเมืองในยุคที่ทุกคนแบ่งข้าง และเมื่อปี 2549 มาถึง เขาเลือกข้างอย่างชัดเจน

ชาติชายเข้าร่วมขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และต่อมากับ กปปส. ของสุเทพ เทือกสุบรรณ เขาไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่กลายเป็น “กวีปลุกใจ” ของฝ่ายขวา ผู้ใช้คำพูดกวนๆ ล้อเลียนแรงๆ แต่ตรงใจมวลชน เมื่อ คสช. เข้าครองอำนาจ เขากลายเป็นผู้สนับสนุน “ลุงตู่” อย่างชัดเจน และใช้เฟซบุ๊กเป็นสนามการสื่อสารหลัก จนเกิดเพจ “กวีเหลวไหลแท้” ที่มีผู้ติดตามเกือบหนึ่งแสนคน กลายเป็นนักสื่อสารที่พูดแทนความรู้สึกของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลด้วยภาษาที่สะใจมากกว่าชี้แจง

เขาไม่เพียงใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความคิดเห็น แต่ใช้มันสร้างรายได้จริง เขารวบรวมบทกวีและโพสต์เสียดสี “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ระบอบทักษิณ” มาพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กขายตรงให้กลุ่มแฟนคลับ “มือตบ” และผู้ศรัทธาในลุงตู่ มีรายงานว่าหนังสือชุดนั้นทำรายได้แตะหลักล้านบาทในเวลาไม่นาน จากนั้นเขาแต่งเพลง ร้องเพลง และอัปโหลดลงแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนมียอดวิวหลักแสน ทำให้มีรายได้จากค่าโฆษณาและการสมัครสมาชิกเพจทางเฟซบุ๊ก เขาเปลี่ยนจาก “นักกวีสมัครเล่น” กลายเป็น “ผู้ประกอบการทางอารมณ์” ที่เข้าใจว่าความขัดแย้งคือทรัพย์สิน

ทุกโพสต์ของเขาคือสินค้าชิ้นหนึ่ง ทุกคำเสียดสีคือเนื้อหาที่ขายได้ และทุกยอดวิวคือเงิน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองเท่ากับการเข้าใจตลาดของอารมณ์ผู้บริโภค ในฐานะเคยเป็นเซลล์แมนขายอาหารกุ้งมาก่อน ความขัดแย้งคือพื้นที่สร้างรายได้ และเขาเรียนรู้ที่จะรักษากระแสของตัวเองอย่างมืออาชีพ เมื่อกระแส “ด่าทักษิณ” เริ่มอิ่มตัว เขาก็ปรับแนวทางใหม่ ขยับไปเสียดสี “บ้านพระอาทิตย์” และกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีกฝั่ง เพื่อเรียกยอดวิวชุดใหม่ ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้ว แต่เป็นการเปลี่ยนตลาด เปลี่ยนลูกค้า และขยายช่องทางทำเงินในโลกที่ “ความคิดเห็น” กลายเป็นสินทรัพย์

ชาติชาย ผาสุก หรือ “กวีเหลวไหล” จึงไม่ใช่แค่กวีธรรมดา แต่เป็นภาพแทนของยุคที่ การเมืองกลายเป็นตลาด และตลาดกลายเป็นการเมือง เขาไม่ได้ขายความจริง แต่ขายความสะใจ เขาไม่ต้องพูดถูก แค่พูดโดน และในประเทศที่คนแบ่งข้างจนความรู้สึกมีราคามากกว่าความจริง ใครเข้าใจจังหวะของความเกลียด คนนั้นก็อยู่รอด และรวยกว่าคนที่พูดด้วยเหตุผล

ในโลกที่ทุกความเห็นมีมูลค่า “กวีเหลวไหล” คือผู้ที่เข้าใจสมการนั้นดีที่สุด เขาเปลี่ยนกลอนให้เป็นเงิน เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นอาชีพ และเปลี่ยนสนามการเมืองให้เป็นเวทีธุรกิจส่วนตัว เขาอาจไม่ถืออำนาจในรัฐ แต่ถืออำนาจในใจของคนที่อยากได้ใครสักคนมาพูดแทนสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูด และนั่นคือกวีเหลวไหล ผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้งอย่างแนบเนียนที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้

‘นพ.วีระพันธ์’ จี้ สปสช. เร่งแก้ปัญหาจ่ายเงินล่าช้า หวั่นระบบล่ม รพ.ขาดเงินหมุน - คลินิกทยอยปิดกิจการ

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทำไมประชาชนเดือดร้อน เมื่อ สปสช. ยังไม่จ่ายเงินให้โรงพยาบาล?

หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่ปัญหาทางบัญชีระหว่าง “โรงพยาบาลกับ สปสช.” แต่จริง ๆ แล้วคนที่เดือดร้อนที่สุดคือ “ประชาชนผู้ป่วย” ครับ

โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เงินก้อนนี้ถูกนำไปซื้อยา ซ่อมเครื่องมือแพทย์ จ่ายค่าเวร และดูแลระบบต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล

เมื่อโรงพยาบาลรักษาคนไข้ไปแล้ว แต่เงินจาก สปสช. ยังไม่ถูกจ่ายคืนตามจำนวนจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ไม่มีเงินหมุน”
บริษัทไม่ปล่อยยามาให้ เพราะค้างชำระ
ห้องผ่าตัด ห้องพิเศษ เครื่องมือแพทย์ขาดงบซ่อม
เงินจ่ายบุคลากรล่าช้า
ยาที่เคยใช้ดีต้องเปลี่ยนเป็นยาราคาถูกแทน
และที่ร้ายกว่านั้น คือหลายแห่ง “ต้องหยุดให้บริการ”

อย่าง โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งเคยรับคนไข้สิทธิ์ 30 บาท ก็ต้อง “หยุดรับรักษาชั่วคราว” เพราะขาดสภาพคล่อง
คลินิกในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่ง ก็ทยอย “ปิดตัวลง” ด้วยเหตุผลเดียวกัน — ไม่มีเงินหมุนจากกองทุน

ผลที่ตามมาชัดเจนมากครับ
คนไข้จำนวนมากต้องเดินทางไกลขึ้น รอคิวนานขึ้น ได้ยาน้อยลง หรือบางคนไม่มีที่รักษาเลย
นี่ไม่ใช่ปัญหาของโรงพยาบาลฝ่ายเดียว

แต่เป็น “ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศ”
เมื่อผู้ให้บริการไม่มีเงิน ระบบสาธารณสุขทั้งระบบก็สั่นคลอน
และคนที่เจ็บป่วยคือคนที่ต้อง “จ่ายด้วยความเดือดร้อนของตัวเอง”

อยากให้ทุกคนเข้าใจและช่วยกันจับตา งบ 8,000 ล้านบาทที่ สปสช. จะได้มา ควรมาช่วย รพ. ที่ขาดสภาพคล่องก่อน อย่าเพิ่งไปเริ่มโครงการใหม่ๆ อวดคนไม่รู้อยู่อีกเลย

เพราะสุขภาพของคนไทยทุกคน ไม่ควรต้องขึ้นอยู่กับการจ่ายช้าของใครเลยครับ 

‘อรรถพล’ ติดเบรก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ฉบับ ‘พีระพันธุ์’ อ้างความเห็นกฤษฎีกา ชี้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม

‘อรรถพล’ ไม่เดินหน้าต่อ 'ร่าง พ.ร.บ. โซลาร์เสรี' ของกระทรวงพลังงานยุค ‘พีระพันธุ์’ หลังกฤษฎีกาตีตก ด้วยเหตุผลมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม ที่เปิดให้ประชาชนสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้อยู่แล้ว

ประเด็น “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ผลักดันในสมัยที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการ ไปเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 แต่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่ายังไม่มีความจําเป็นถึงขนาดที่จะต้องตราร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขึ้นมาใหม่ เพราะมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ รวมทั้งมาตรการหรือกลไกตามร่างกฎหมายที่เสนอก็มีความคลุมเครือ มีการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร จึงเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนหลักการให้ชัดเจน นั้น 

ล่าสุด นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ว่า ความเห็นของทาง คณะกรรมการกฤษฎีกา ถือว่ามีเหตุผล ซึ่งกระทรวงพลังงานคงจะไม่เดินหน้าต่อในการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ดังกล่าว แต่จะใช้วิธีการเจรจากับกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงระเบียบขั้นตอนการดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นแทน โดยจะมีการนำเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนในหลักการตามความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา 

ทั้งนี้การไม่เดินหน้าต่อ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  จะไม่กระทบต่อการผลักดันโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และ โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ภายใต้นโยบายการสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงาน Quick Big Win ของรัฐบาล 

สำหรับ “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการนั้น เป็นร่างกฎหมาย ที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป สำหรับใช้เองในที่อยู่อาศัยและในสถานประกอบกิจการ โดย มีเนื้อหาสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1. กำหนดให้มีการแจ้งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองในที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ ต่ออธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ต้องขออนุญาตการติดตั้งจากหน่วยงานของรัฐหลายๆ แห่งอีก

2. มีการกำกับให้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์รูฟท็อปเฉพาะในสถานที่ติดตั้งเท่านั้น 3. กำหนดหลักเกณฑ์การติดตามการจัดการซากอุปกรณ์และห้ามถอดแยกชิ้นส่วนซากอุปกรณ์ของโซลาร์รูฟท็อปหลังหมดอายุการใช้งานแล้ว ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

4.กำหนดอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเพื่อตรวจสอบและติดตามการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และ

5.มีบทลงโทษสำหรับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้

ในขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะช่วยให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า ดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวจากเดิมที่ต้องไปขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน โดยยืนยันว่าเป็นกฎหมายที่ไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพราะปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นการเฉพาะ

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน อย่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น แต่กลับให้สิทธิและโอกาส ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวก และรวดเร็วขึ้น

ป.ป.ช. เผย ‘พีระพันธุ์’ แจงข้อกล่าวหาคดีแจกถุงยังชีพแล้ว คาดใช้เวลาสรุปสำนวนไม่นาน ยันไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้าคดีการแจกถุงยังชีพของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่า ปัจจุบันคณะกรรมการไต่สวนได้มีการแจ้งข้อกล่าวหานายพีระพันธุ์แล้วทางไปรษณีย์ โดยนายพีระพันธ์ ได้รับทราบข้อกล่าวหา และได้มีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากลับมายังคณะกรรมการไต่สวนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานนักในการพิจารณาสรุปสำนวนคดี

ทั้งนี้ การดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการดำเนินกระบวนการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และพิจารณาตามพยานหลักฐาน โดยมิได้กระทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

‘อรรถวิชช์’ เปิดเบื้องลึก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ถูกตีตก เผยโดนขางตลอดทาง เพราะขัดผลประโยชน์หลายกลุ่ม

'อรรถวิชช์' แท็คทีม ‘พีระพันธุ์’ สู้ไม่ถอย! เปิดเบื้องลึกร่างกฎหมายโซลาร์เสรีโดนขวางตลอดทาง เหตุขัดประโยชน์หลายกลุ่ม  ชี้กฎหมายเดิมยืนบังแดดประชาชน  คนไทยอดใช้ไฟฟ้าราคาถูก-ภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาส

(8 ต.ค. 68)  นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  ได้แสดงความคิดเห็นถึงผลกระทบต่อประชาชนจากกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ว่า ที่ผ่านมาร่างกฎหมายฉบับนี้โดนขัดขวางทุกรูปแบบ เพราะเป็นกฎหมายที่ขัดประโยชน์ของหลายกลุ่ม ซึ่งทำให้ภาคประชาชนเสียโอกาสที่จะได้เข้าถึงพลังงานไฟฟ้าราคาถูก  และภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาสที่จะได้พัฒนาธุรกิจจากการใช้พลังงานสะอาด 

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้ยกร่างกฎหมายมาหลายฉบับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โดนคณะกรรมการกฤษฎีกาตีตกกฎหมายทั้งฉบับ ด้วยข้อกล่าวอ้างที่ไม่ถูกต้องและตนสามารถชี้แจงโต้แย้งได้ทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ซึ่งตนขอยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ไม่มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ แต่อย่างใด เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อ “ส่งเสริม” ให้มีการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ แต่กฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่คือการ “ควบคุม” หรือ ยืนบังแดดของประชาชน  ทำให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปด้วยความยุ่งยาก ซับซ้อน ทั้งยังต้องเสียค่าดำเนินการหลายหมื่นบาท ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้มีถึง 6-7 ฉบับ พร้อมยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แต่ละฉบับไม่สามารถทำได้  จำเป็นต้องร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเท่านั้น

ส่วนประเด็นเรื่องบทลงโทษนั้น  นายอรรถวิชช์ชี้ว่า บทกำหนดโทษในร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี นั้น มีไว้สำหรับกรณีที่ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำแนะนำเมื่อมีการตรวจสอบพบว่าการติดตั้งนั้นเป็นอันตรายหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น  ซึ่งเป็นลักษณะธรรมดาของการตรากฎหมายทั่วไป

นายอรรถวิชช์กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายที่จะเปลี่ยนวิธีคิดด้านการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย โดยประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้เอง ไม่ต้องรอความพร้อมของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ 

“ในอดีตความมั่นคงทางพลังงานจะมีฐานแนวคิด คือ พลังงานต้องเหลือใช้ แม้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นก็ตาม อย่างเช่น ประเทศไทยเซ็นสัญญาผลิตและใช้ไฟฟ้า 50,000 เมกกะวัตต์ แต่ในช่วงที่มีการใช้มากที่สุด ก็ยังอยู่แค่ 30,000 เมกกะวัตต์ แต่เทรนด์โลกในอนาคต ความมั่นคงทางพลังงานไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป เพราะหลายประเทศมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดมาผลิตไฟฟ้า หากไม่ทำตามก็จะถูกกีดกันทางการค้า และต้องจ่ายภาษีนำเข้าแพงขึ้น เพราะฉะนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan-PDP) จะต้องวางแผนในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดภายในประเทศให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม และต้องทยอยเลิกการใช้พลังงานที่มาจากฟอสซิลและแหล่งต่าง ๆ เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เป็นไปตามเทรนด์ของโลก ซึ่งหากดำเนินการตามนี้ และรอให้เอกชนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้า ก็จะเป็นการเสียโอกาสของประเทศและคนไทยไป ดังนั้น พ.ร.บ.โซลาร์เสรี จึงจะเปิดกว้างในเรื่องนี้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเองได้ทันที โดยไม่ต้องรอผู้ผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชน ทั้งยังสามารถพัฒนาสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์ Green Energy 100% ได้ด้วย” นายอรรถวิชช์กล่าว

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายฉบับแรกที่พูดถึงเรื่องการทำลายแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ที่จะต้องมีการกำจัดอย่างถูกวิธี  และยังเปิดทางให้กระทรวงพลังงานสามารถดำเนินการจัดหาอุปกรณ์สำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาถูก เพื่อลดต้นทุนการติดตั้งให้กับประชาชนด้วย

นายอรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสงสัยถึงจังหวะในการตีตกร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดเก่าไม่มีอำนาจสั่งการใดได้แล้ว  จึงต้องรอแนวทางของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อกับกฎหมายนี้ แต่ตนจะพยายามประสานให้มีการผลักดันกฎหมายเข้าสภาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ และย้ำว่าจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน นายอรรถวิชช์ ยังเปิดเผยถึงการทำงานกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยว่า นายพีระพันธุ์ เป็นคนที่ทำงานด้วยความมุ่งมั่น ละเอียดรอบคอบ หากจะร่วมงานด้วยต้องรู้จริงในเรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง และเมื่อเดินหน้าทำงานแล้วก็จะสู้ไปจนสุดทางไม่มีถอย 

" ผมศรัทธา ‘พี่ตุ๋ย’ (พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) ตรงที่ว่า เวลาสู้ไม่มีเกียร์ถอยหลัง เวลาคุยงาน ‘พี่ตุ๋ย’ จะถามคำเดียวว่า ประชาชนจะได้อะไร” นายอรรถวิชช์ กล่าวทิ้งท้าย

‘เนวิน - อนุทิน’ ยกพลเยือนถิ่น ‘นิพนธ์’ บ้านใหญ่เขารูปช้าง จับตา ศึกฟาดแข้งการกุศล แต่แท้จริงเป็นเวทีปิดดีลการเมือง

อาหารมื้อการเมืองบ้านใหญ่เขารูปช้าง ศึกฟาดแข้งการกุศล แต่ปิดดีล การเมือง

11 ตุลาคมนี้ สนามฟุตบอลติณสูลานนท์ จะเปิดสนามต้อนรับการมาเยือนของนักนักเตะจากทีม “เนวิน ชิดชอบ” เมื่อเขาจะพา “ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ลงใต้ เตะฟุตบอลการกุศลกับทีม BG ปทุมธานี ที่สงขลา ซึ่งเป็นกำหนดการที่ถูกวางไว้เมื่อสองเดือนที่แล้ว

แต่จุดที่ร้อนแรงกว่าคือ “อาหารมื้อเที่ยงก่อนเตะ” ที่บ้านเขารูปช้างของนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พิเศษสุดนอกจาก “เนวิน ชิดชอบ” แล้ว ยังจะมี “อนุทิน ชาญวีรกุล”นายกรัฐมนตรี บินด่วนไปร่วมโต๊ะด้วย คงเป็นอาหารมื้อวิเศษจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะมีแกงส้มปลาช่อน กุ้งเผา ปลากะพงเผา หรือเปล่า

การกินข้าวร่วมโต๊ะครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็น “สัญลักษณ์ทางการเมือง” ที่ชัดเจนที่สุดว่าทั้งสองขั้ว “บุรีรัมย์” กับ “สงขลา” จับมือกันแล้วภายใต้ธงสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย

จากบอลกุศล สู่บอลการเมือง
สูตร “ฟุตบอลการกุศล” เป็นมุกที่เนวินใช้มานาน ทั้งสร้างภาพลักษณ์ใจบุญ และเปิดทางเข้าสู่พื้นที่ใหม่อย่างนุ่มนวล
แต่คราวนี้ “สนามสงขลา” มีเดิมพันทางการเมืองสูง เพราะเป็นฐานเดิมของประชาธิปัตย์ที่กำลังสั่นคลอนหลังแพ้ศึกใหญ่ในปี 2566

การเตะบอลอาจดูเป็นกิจกรรมธรรมดา แต่สำหรับนักการเมืองเก๋า
เกมอย่างเนวิน มันคือเวทีสร้าง “ความชอบธรรม” ให้ภูมิใจไทยเข้ามาปักหมุดในพื้นที่ที่เคยเป็น “อาณาจักรบุญญามณี” อย่างเปิดเผย

มื้อเที่ยงบ้านนิพนธ์ มื้อเปลี่ยนสมการการเมือง

ภาพเนวินนั่งร่วมโต๊ะกับนิพนธ์ คือภาพที่ตีความได้หลายชั้น ชั้นแรก: “พี่น้องร่วมวงการ” ทักทายกันในมิตรภาพ ชั้นที่สอง: “สัญญาณจับมือทางการเมือง” อย่างเป็นรูปธรรม

มีคนถามมากมายว่า นิพนธ์ไม่อยู่ประชาธิปัตย์ต่อเหลอ เมื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมา “ผมมาไกลเกินกว่าจะกลับไปแล้ว” เป็นคำตอบจากนิพนธ์ ที่กล่าวกับพรรคพวกเมื่อสอบถามด้วยความเป็นห่วง

ปฏิบัติการไปบ้านนักการเมืองท้องถิ่นระดับนิพนธ์ หมายถึงการ “ผ่านไฟเขียว” ให้เข้าใช้พื้นที่ได้เต็มรูปแบบ

และข่าวจากวงในยืนยันตรงกันว่า มื้อนั้นเองที่มีการ “ปิดดีล” ให้ จุรี นุ่มแก้ว ลงสมัครเขต 2 ปิดข่าวลือเดิมว่าจะใช้ “ศาสตรา ศรีปาน” สส.รวมไทยสร้างชาติ ท่ามกลางข่าวรุมเร้าศาสตรา

ปิดดีลจุรี เดินหมากพื้นที่ร่วม

ดีล “จุรี นุ่มแก้ว” สะท้อนแนวทางของภูมิใจไทยที่เลือก “คนพื้นที่ที่นิพนธ์ยอมรับ” มากกว่า “ชื่อดังที่ไม่รู้ฐาน”

แปลว่าการดีลนี้ไม่ได้เกิดจากส่วนกลาง แต่เป็นข้อตกลงทางการเมืองระดับภาค ที่นิพนธ์เป็นคนเซ็นอนุมัติในทางไม่เป็นทางการ

เมื่อรวมกับสัญญาณจากการกินข้าวและฟุตบอลการกุศล ก็เท่ากับ “ขบวนการย้ายฐาน” ของนิพนธ์จากประชาธิปัตย์เข้าสู่ภูมิใจไทยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว

สงขลาไม่เหมือนเดิม

ผลสะเทือนทางการเมืองคือ “ประชาธิปัตย์” จะเหลือฐานเสียงในสงขลาเพียงบางเขตเท่านั้น เพราะฐานเดิมของนิพนธ์และตระกูลบุญญามณี คือหัวใจของพื้นที่เมืองและรอบนอก หากนิพนธ์เปิดไฟเขียวให้ภูมิใจไทยเต็มตัว สงขลาอาจกลายเป็น “จังหวัดนำร่องของภูมิใจไทยภาคใต้ฝั่งอ่าว” ทันที

“ศึกฟาดแข้งเพื่อการกุศล แต่ปิดดีลเพื่อการเมือง”
มื้อนั้น-วันนั้นที่บ้านนิพนธ์ ไม่ได้มีแค่ข้าวและน้ำชา แต่มีการวางหมากระดับชาติซ่อนอยู่ในวงสนทนา

เกมนี้ไม่ใช่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือเกมการเมืองภาคใต้ ที่เนวินกำลังเล่นอย่างแยบคาย

และผลลัพธ์ของมัน…อาจสะเทือนถึงลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม

อดีตนายกฯ ‘แพทองธาร’ โพสต์ซึ้ง ‘เพื่อไทย’

อดีตนายกฯ ‘แพทองธาร’ โพสต์ซึ้ง ‘เพื่อไทย’ เป็นมากกว่าพรรคการเมือง แต่เป็นบ้านของ ‘คนเพื่อไทย’ ลั่นพร้อมยืนสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปจนสุดทาง 

สื่อไทย กับนักการเมืองสามกีบ เเยกกันตี ช่วยกันล้มสังคมชาติไทย

(7 ต.ค. 68) มองภาพ “สื่อไทย” จำนวนหนึ่งในห้วงเวลานี้ ดูไปก็เหมือนเรากำลังดูหนัง “ตลกร้าย” เรื่องหนึ่ง นอกจากจะมีรสชาติ “ขำปนเศร้า” ยังมีความรู้สึก “อับอาย” เพิ่มเข้ามาอยู่ในกระแสอารมณ์อีกไม่น้อย อาการเช่นนี้เคยรู้สึกกับ “ชนชาติเขมร” ตั้งแต่ตัวผู้นำลงไปถึงระดับประชาชนรากหญ้าแล้วยังไม่เคยเขินกับคนประเทศไหนอีกเลย ยกเว้น “คนสื่อ” ของประเทศตัวเอง ที่ต่างพากันแสดงมาตรฐานในการสนับสนุนนักการเมืองได้ “ต่ำขำเศร้า” ถึงเพียงนี้ 

ถ้าจะพูดว่า “คนสื่อ” จำนวนหนึ่งของบ้านเราส่วนลึกนั้นแอบไม่ชอบสถาบันเหมือน “นักการเมืองสามกีบ” ที่เขาหลงรัก การจะออกหน้าเชียร์เพื่อให้ “พรรคส้มสามนิ้ว” ขึ้นมาผงาดนั้นผมไม่ติดใจ เข้าใจดีว่าเพราะมี “อุดมการณ์ชิงชังเจ้า” ที่เหมือนกัน 

แต่มันก็ควรจะมีสิ่งอื่นที่ดูดีและน่าเชื่อถือด้วยไม่ใช่หรือ? 

อย่างน้อยก็ไม่ควรมีตำหนิมากมายชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมของ “ความเลวระดับขึ้นหิ้ง” ด้วยนักการเมืองของพรรคนี้พากันสร้างเรื่องชั่ว ๆ ไว้เกินจะเขียนได้หมดในหนึ่งหน้ากระดาษ ทั้งหื่นกาม รุกป่าสงวน ล่วงละเมิดทางเพศ สนับสนุนคนพม่า แบ่งแยกดินแดน เข้าข้างเขมร ก๊อปรูปศิลปินระดับโลกอย่างหน้าด้าน ๆ ดิ้นรนให้ยกเลิก 112 เป็นฝ่ายค้านที่ไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ด้อยค่าทหารไทยที่ปกป้องอธิปไตย หนีการเกณฑ์ทหาร ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ หลอกเด็กสามนิ้วไปติดคุก ชักศึกเข้าบ้าน เป็นเด็กเช็ดรองเท้าให้อเมริกา กล่อมเด็กว่าพ่อแม่ไม่ได้มีบุญคุณกับเรา และอีกมากมายเกินบรรยาย “ชั่วเรียกพี่” ขนาดนี้ก็ยังมี “คนสื่อ” บางคนยกยอปอปั้น หวังให้เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศไทยของเรา

“คนสื่อ” ที่ยังหลับหูหลับตาสนับสนุน “คนโฉด” เหล่านี้ให้มีที่ยืน คอยให้พื้นที่สื่อ หรือแม้แต่ได้ขึ้นไปปรากฏตัวบนเวทีใด ๆ ก็ตาม ก็เท่ากับเป็นการช่วยให้นักการเมืองที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติดำรงอยู่อย่างเท่ ๆ ในสังคมไทย 

บ้านเรา ตราบที่ยังมี “คนสื่อเบาปัญญา” และมี “สามัญสำนึกต่ำเตี้ยเรี่ยดิน” ขนาดนี้ เราคงต้องเหนื่อยกันอีกหลายฤดู ยกเว้นคนไทยที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรักความถูกต้องดีงามต้องร่วมใจออกหน้า “กำจัดคนสื่อล้มเจ้า” ไปพร้อมกัน 

อย่าปล่อยให้ “สื่อสามนิ้ว” มีที่ยืน 

‘ดร.สุวินัย’ ขอโทษ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ จากใจ หลังงับ Fake News ทำเข้าใจผิดคิดว่ายืนข้าง ‘ทักษิณ’

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก  "สุวินัย ภรณวลัย" ระบุว่าสนธิไม่ได้กลับใจ: ข่าวเรื่องกลับใจคือ Fake News และบทเรียนว่าด้วยจิตวิทยาการเมืองของความอยากเชื่อ

1. คำขอโทษจากผู้ที่เคยงับ Fake News
ผมต้องเริ่มต้นบทความนี้ด้วยคำ “ขอโทษ” คุณสนธิ อย่างตรงไปตรงมา
เพราะก่อนหน้านี้ ผมเองก็พลาด —
พลาดเชื่อข่าวที่ว่า “สนธิ ลิ้มทองกุลกลับใจ เห็นใจทักษิณ ชินวัตรที่เป็นแพะรับบาป” โดยไม่ได้ตรวจสอบต้นตอของข้อมูลให้รอบด้าน
ต่อมาคนสนิทของคุณสนธิได้ติดต่อมาชี้แจง
พร้อมส่งคลิป TikTok ที่เจ้าตัวพูดเองยืนยันชัดว่า
ข่าวดังกล่าว เป็น Fake News
ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้
ทั้งเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
และเพื่อชวนทุกคนมองปรากฏการณ์นี้ในเชิงลึก
ว่าเหตุใดผู้คนจำนวนมาก — ไม่เฉพาะผม —
จึง “รู้สึก” ว่าคุณสนธิ "กลับใจ" ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย

2. Fake News ที่เกิดจากความอยากเชื่อ
ยุคนี้ “ความรู้สึก” มักวิ่งเร็วกว่าความจริง
และหลายครั้ง ข่าวปลอมไม่ได้เกิดจากความจงใจหลอกลวง
แต่มาจาก “ความอยากเชื่อ” ของมวลชนเอง
ในโลกที่อารมณ์เป็นใหญ่เหนือข้อมูล
มนุษย์จะเลือกเชื่อสิ่งที่ สอดคล้องกับอารมณ์ที่ตนกำลังรู้สึก (perception) ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
Fake News จึงไม่ต้องการผู้สร้างเก่ง ๆ
แค่ต้องการผู้เชื่อที่กำลังเหนื่อยและอยากเห็นโลกง่ายขึ้น
กรณีข่าว “สนธิกลับใจ” ก็เป็นเช่นนั้น
มันแพร่ไวเพราะผู้คนอาจเหนื่อยหน่ายจากความขัดแย้งเก่า
และอยากเชื่อว่า “ถึงเวลาที่อดีตศัตรูจะคืนดีกันเสียที”
จึงเผลอร่วมสร้างภาพลวงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

3. ทำไมผู้คนจึง รู้สึก ว่าสนธิกลับใจ
หากมองอย่างเป็นธรรม
ต้นเหตุของความเข้าใจผิดไม่ได้อยู่ที่ “คำพูดของสนธิ”
แต่อยู่ที่ “การเปลี่ยนเป้าหมายในการวิพากษ์” ของเขา
จากที่เคยตำหนิทักษิณอย่างรุนแรงในอดีต
วันนี้คุณสนธิกลับหันไปวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บัดนี้กลายเป็นองคมนตรีแล้ว ด้วยน้ำเสียงเข้มข้นไม่แพ้กัน
ในสายตาของผู้ที่คิดแบบ ขาว–ดำ
ภาพนี้ถูกตีความง่าย ๆ ว่า
“เขาคงเปลี่ยนข้างแล้วแน่ ๆ”
แต่ในความจริง สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ผู้มีอำนาจที่ต้องตรวจสอบ”
ไม่ใช่ “จุดยืน” ของผู้ตรวจสอบ
คุณสนธิยังคงยึดหลักเดิม —
ตรวจสอบผู้มีอำนาจ ไม่ว่าผู้นั้นจะชื่ออะไร

4. ไฟย้ายฟืน: จิตวิทยาของความเข้าใจผิด
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ไฟย้ายฟืน”
คือเมื่อไฟแห่งความเกลียดหรือความเชื่อแรงกล้าต่อสิ่งหนึ่งเริ่มมอดลง
จิตมนุษย์ซึ่งคุ้นเคยกับการ “มีศัตรู”
จะหาฟืนใหม่มารองรับเปลวไฟนั้นเสมอ
ไฟไม่ได้ดับ มันแค่เปลี่ยนเชื้อเพลิง
คนที่เคยตั้งศัตรูไว้ชื่อ “ทักษิณ”
เมื่อไม่อยากเกลียดเขาแล้ว
ก็ย้ายความเกลียดไปเผา “ลุงตู่” แทนโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเห็นคุณสนธิพูดถึงลุงตู่ด้วยน้ำเสียงเข้ม
ภาพในใจมวลชนที่รักลุงตู่จึงสรุปโดยอัตโนมัติว่า
“เขากลับใจแน่ ๆ” 
ทั้งที่เจ้าตัวเพียงใช้ไฟดวงเดิม
เพียงเปลี่ยนฟืนเท่านั้นเอง

5. Perception vs Reality : เมื่อภาพในใจชนะข้อเท็จจริง
เราทุกคนกำลังอยู่ใน “ยุคหลังความจริง” (post-truth era)
ซึ่ง "ภาพในใจผู้คน" มีอำนาจเหนือข้อเท็จจริง
ผู้ที่อยากเห็นการปรองดอง
จะมองทุกการพูดอ่อนเสียงลงว่าเป็น “การกลับใจ”
ผู้ที่อยากเห็นศัตรูเก่ากลับตัว
จะตีความความเงียบว่าเป็น “สัญญาณสำนึกผิด”
ในขณะที่ความจริงอาจเป็นเพียง “การพูดด้วยสติ” มากขึ้นเท่านั้นเอง
กรณีคุณสนธิจึงกลายเป็นกระจกสะท้อนสังคม
ว่าเรายังติดอยู่ในจิตแบบ binary politics —
ที่ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องตีความว่า “อยู่ฝ่ายไหน”
ทั้งที่ในความจริง
จิตที่เติบโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างอีกต่อไป

6. บทเรียนแห่งสติ 
เหตุการณ์นี้สอนผมอย่างหนึ่งว่า
“แม้ผู้ที่รู้เท่าทันสื่อ ก็ยังอาจพลาดได้ ถ้าใจอยากเชื่อ”
เพราะต้นเหตุของการหลงไม่ใช่ความไม่รู้
แต่คือความอยากให้โลกเป็นไปตามใจตน
จึงขอให้บทความนี้เป็นทั้งคำขอโทษ
และคำเตือนตัวเองว่า —
ในยุคที่ทุกคนถือไมค์อยู่ในมือ
การนิ่งและตรวจสอบก่อนพูด
คือรูปแบบใหม่ของความรับผิดชอบทางปัญญา
การเปลี่ยนเป้าของการวิจารณ์ ไม่ได้แปลว่าคน ๆ นั้นเปลี่ยนจุดยืน
จิตที่เติบโตจะไม่รีบตัดสินใครจากศัตรูที่เขาวิจารณ์
“โลกไม่ต้องการให้เราเชื่อเร็วขึ้น
แต่ต้องการให้เราเห็นชัดขึ้น”

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ทุกข้อสงสัยปม “กฎหมายโซลาร์เสรี” ถูกตีตก ชี้ ไม่ซ้ำซ้อน–ไม่กระทบสิทธิประชาชน แต่กลุ่มทุนเสียประโยชน์

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ทุกประเด็น โต้ข้ออ้างกฤษฎีกาตีตก ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ย้ำกฎหมายไม่ซ้ำซ้อน ไม่กระทบสิทธิประชาชน แต่กลุ่มทุนเอกชนจะเสียประโยชน์มหาศาล ลั่นพร้อม “สู้ต่อ!”

(6 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ชี้แจงถึงกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ที่ตนเป็นผู้เสนอในนามกระทรวงพลังงานและผ่านความเห็นชอบแล้วจากคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีอำนาจหน้าที่ปัดตกร่างกฎหมายที่ได้ผ่านการอนุมัติจาก ครม. แล้ว เพราะหน้าที่หลัก ๆ ของคณะกรรมการกฤษฎีกามีอยู่ 2 ส่วน คือ การให้ความเห็นปรับปรุงร่างกฎหมายตามมติ ครม. เพื่อให้กฎหมายสมบูรณ์มากขึ้น และการเสนอแก้ไขกฎหมายเก่าที่มีอยู่หรือเสนอยกร่างกฎหมายใหม่เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงไม่มีอำนาจในการล้มล้างร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านมติ ครม. แล้วเว้นแต่ ครม.ชุดใหม่ จะมีมติใหม่เพื่อยกเลิกร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ตนอยากเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบันสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ในส่วนข้อกล่าวอ้างของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นความจริงและเป็นความเข้าใจผิด โดยนายพีระพันธุ์ย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังเคยไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานอาทิตย์เป็นการเฉพาะ และร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีหลักการและเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้ง 6 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น 1) พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม 2) พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน 3) พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง 4) พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล 5) พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 6) ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

นายพีระพันธุ์ระบุว่า กฎหมายทั้ง 6 ฉบับนี้ มีหลักการที่แตกต่างกันและอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานที่ต่างกัน อีกทั้งยังเน้นการ “ควบคุม” ไม่ใช่การ “ส่งเสริม” ดังนั้น การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เพื่อรองรับหลักการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงไม่สามารถทำได้เพราะกฎหมายเหล่านั้นไม่ได้เจาะจงเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ และจำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายใหม่แทนการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แล้วทีละฉบับ เพราะกลไกตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่เพียงพอและไม่ตอบโจทย์การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรฐานการพิจารณาให้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างกฎหมายฉบับอื่นๆ ซึ่งเป็นการออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่เพื่อให้เกิดความคล่องตัวรวดเร็ว เช่น ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน กลับไม่โดนปัดตกจากคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยข้ออ้างเกี่ยวกับความซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายด้านสถาบันการเงินมากมายบังคับใช้อยู่แล้ว หรือ กรณีของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำไมจึงออกเป็นกฎหมายใหม่ได้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายอาญาก็สามารถยึดเงินที่ผิดกฎหมายได้เช่นกัน ทำไมไม่เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องออกกฎหมาย ปปง. แบบเดียวกันกับที่ยกมาเป็นข้ออ้างในกรณี ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "มาตรฐานที่ต่างกัน" ในการพิจารณา

สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน แต่ในทางกลับกัน ร่างกฎหมายนี้กลับให้สิทธิและโอกาสแก่ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวกขึ้น และรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากระบบ “ขออนุญาต” ติดตั้งโซลาร์เซลล์  ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐถึง 5 หน่วยงาน มาเป็นระบบ “แจ้งติดตั้ง” เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการใช้พลังงานมากขึ้น  พร้อมย้ำว่าแสงแดดเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ทุกคนมีสิทธิใช้ได้ มีสิทธิเข้าถึง โดยไม่ควรมีการจำกัด หรือต้อง “ขออนุญาต”

ส่วนประเด็นที่ว่า ร่างกฎหมายนี้จะสร้างภาระให้ประชาชนเกินความจำเป็น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดภาระให้ประชาชนมากกว่าสร้างภาระ เพราะประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงจากการผลิตไฟใช้เอง ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ อีกทั้งยังมีมาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษีให้กับผู้ติดตั้ง จึงไม่มีส่วนใดที่สร้างภาระให้ประชาชนตามที่กล่าวอ้าง

สำหรับข้ออ้างที่ว่า การส่งเสริมการใช้พลังงานไม่ควรตราเป็นกฎหมาย เพราะธรรมชาติของกฎหมายคือการ “จำกัดสิทธิ” ไม่ใช่การส่งเสริมกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ก็เป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง โดยนายพีระพันธุ์กล่าวแย้งว่า กฎหมายทุกฉบับต้องออกภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลักการไม่ให้จำกัดสิทธิของประชาชน เว้นแต่มีความจำเป็นที่ชัดเจน ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จึงสอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการไม่จำกัดสิทธิประชาชน  และเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชนในการติดตั้งระบบโซลาร์อย่างเสรี

ในประเด็นเกี่ยวกับบทลงโทษนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีบทลงโทษว่า หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแนะนำให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผู้ติดตั้งและผู้อื่นที่อาจได้รับอันตราย แล้วผู้ติดตั้งไม่ยอมแก้ไข ก็จำเป็นต้องมีบทลงโทษให้แก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผู้ติดตั้งเองและผู้อื่นที่อาจจะได้รับผลกระทบ โดยบทลงโทษในร่างสุดท้ายก็ได้มีการปรับลดความรุนแรงลงแล้ว

นายพีระพันธุ์เปิดเผยอีกว่า ผลจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เอกชนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์มหาศาล เพราะการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนลดลง โดย ณ สิ้นปี 2567 กฟผ. มีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนรวมทั้งสิ้นกว่า 4 แสนล้านบาท

“หากผมยังอยู่ในรัฐบาล จะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด และจะสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้ท้อหรือหมดหวังในการเดินหน้าทำงานการเมือง ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า ผมและพรรครวมไทยสร้างชาติจะ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพื่อทำงานรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป” นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ดร.สุวินัย’ มองกรณี ‘สนธิ’ หันมาเห็นใจ ‘ทักษิณ’ สะท้อนไฟแห่งอุดมการณ์มอดลงเหลือเพียงเห็นใจศัตรูเก่า

(6 ต.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...จิตวิทยาการเมืองของการกลับใจ : บททดลองอธิบาย จุดยืนที่เปลี่ยนไปของ สนธิ ลิ้มทองกุล

1. จุดหักเหของผู้เคย “ศรัทธา” โดยเอาธรรมนำหน้า
ในห้วงเวลากว่ายี่สิบปีที่สังคมไทยสั่นสะเทือนด้วยการเมืองสองขั้ว และสื่อเลือกข้าง
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเคยลุกขึ้นสู้ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ฝ่ายเราคือความถูกต้อง”
แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองทศวรรษ
เรากลับเห็นภาพแปลกประหลาดชนิดแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง...
ผู้ที่เคยเป็นแกนนำของเหล่า "นักรบแห่งธรรม" กลับหันมาปรบมือให้ศัตรูเก่าอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างไม่เคอะเขิน
กรณี “สนธิ ลิ้มทองกุล” จึงมิใช่เรื่องเฉพาะบุคคลและไม่ใช่กรณีเดียวของ "ผู้กลับใจ"
แต่มันคือกระจกสะท้อน “พลวัตทางจิตของคนการเมืองไทย” ที่หมุนวนในวงจรซ้ำ ๆ
จากศรัทธา → เกลียดชัง → เหนื่อยล้า → เข้าใจ → ปลงตก
และในบางกรณี…ก็กลายเป็นการ “กลับใจ” ชนิดพลิกขั้ว

2. เมื่อไฟแห่งอุดมการณ์แปรเป็นเถ้าถ่านของความเข้าใจ
จิตมนุษย์ไม่อาจเผาไหม้อยู่ในเปลวไฟแห่งความเชื่อไปได้ตลอดกาลหรอก
สักวันไฟนั้นย่อมมอดลงเองในที่สุด
และเมื่อไฟแห่งความเชื่อดับมอดลง เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งประสบการณ์ที่เจ็บปวด -ผิดหวัง- ขมขื่น
ความเกลียดชังที่เคยมีต่อฝ่ายตรงข้าม
บางครั้งจึงกลับกลายเป็น "ความเห็นใจ" แบบแปลกประหลาด 
คือแลเห็นเขาเป็น “มนุษย์ที่ถูกกาลเวลาเผาไหม้” เฉกเช่นเดียวกับตนเอง
ทั้งเขาและ ศัตรูของเขาล้วนถูก "กาลเวลา" (พระกาฬ=พระกาล) กลืนกิน เหมือนกัน
ผมจึงมองว่า การกลับใจของคุณสนธิต่อเรื่องทักษิณ มิใช่การทรยศต่ออุดมการณ์ในอดีตของตนเอง
แต่น่าจะเป็นสัญญาณว่าบ่งชี้ว่าจิตของคุณสนธิเริ่มแก่ชราแล้ว 
คือแก่พอจะเห็นว่า

“การตามจองล้างจองผลาญทักษิณเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน มันหมดความหมายไปมากแล้ว จงหันมาเกลียดตัวความชั่ว แทนคนที่ทำชั่วน่าจะดีกว่า”

แต่สิ่งที่แปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นตามมา หลังจากคุณสนธิเปล่งวาจาเลิกเกลียดทักษิณและกลับมาเห็นใจทักษิณแล้ว คุณสนธิกลับแสดงออกถึงความเกลียดชัง "ลุงตู่"  แทน 

ราวกับว่า เปลวไฟแห่งความเชื่อ (ในธรรม) เปลี่ยนไปเป็น เปลวไฟแห่งความเกลียดชังล้วน ๆ แทน โดยที่ เปลวไฟดวงต่อไปที่จะมาแทน เปลวไฟแห่งความเกลียดชัง ย่อมเป็นเปลวไฟแห่งความเหนื่อยล้า อย่างแน่นอน
เพราะลุงตู่ ท่านเป็นองคมนตรีที่อยู่เหนือความขัดแย้งไปแล้วนั่นเอง

ขณะที่จิตของคุณสนธิยังวนเวียนอยู่ใน วัฏจักรของ "พลวัตทางจิตของคนการเมืองไทย" อยู่เลย

3. ความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์: โรคเรื้อรังของคนในยุทธภพทุกยุค
ขอให้เรามองให้ไกลกว่าเรื่องการกลับใจของคุณสนธิ  โดยมองให้เห็นป่าทั้งป่า มองให้เห็นพลวัตแห่งอุดมการณ์ทั้งหลายที่อยู่ใต้กฎแห่งไตรลักษณ์
ทุกยุคสมัยย่อมมี “นักรบทางความคิด” ของยุคตน
พวกเขาจุดไฟเพื่อเผาเงามืดของสังคม
แต่เมื่อไฟนั้นเผานานเกินไป
ไฟนั้นมันย้อนมาเผาใจของผู้ถือคบเพลิงเอง
จนบังเกิดปรากฏการณ์ "ธาตุไฟแตก"
นี่คือโรคเรื้อรังของชนชั้นนำทางความคิดทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นปัญญาชนฝ่ายซ้ายในยุคหลังโซเวียตล่มสลาย
หรือผู้ศรัทธาในลัทธิ WOKE ยุคหลังโควิด
พวกเขาต่างต้องเผชิญ "ความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์"
เมื่อพบว่าโลกจริงไม่เคยเดินตามอุดมคติที่ตนเชื่อมั่น
“เราสู้เพื่อโลกที่ดีกว่า
แต่โลกกลับสู้เพื่ออยู่รอดเฉย ๆ”
เมื่อความจริงเจ็บกว่าความเชื่อ
มนุษย์ย่อมหวนกลับมาหา “ความจริงเชิงอารมณ์” แทน
เช่น ความเมตตา ความสงสาร หรือแม้แต่ความเฉยชาต่อทุกฝ่าย
ซึ่งในภาวะนี้ เสียงของอัตตาเริ่มเงียบ
แต่เสียงของปัญญายังไม่ดังพอ
จึงเกิดภาวะกึ่งตื่นรู้–กึ่งสิ้นหวัง

4. การกลับใจ: ปรากฏการณ์ทางจิตในยุค Post-Ideology
กรณีการกลับใจของคุณสนธิ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของโลกหลังยุคอุดมการณ์ (post-ideological world)
นี่ไม่ใช่โลกที่คนไม่มีอุดมการณ์
แต่คือโลกที่ทุกอุดมการณ์ล้วนถูกพิสูจน์แล้วว่า “ไม่สมบูรณ์” ต่างหาก
มนุษย์ยุคนี้จึงเริ่มหันมาหา “อุดมคติส่วนตัว” แทน "อุดมการณ์ลอย ๆ"
เช่น ศรัทธาในความสุขส่วนตัว ศรัทธาในการอยู่รอด หรือศรัทธาในความสมถะ (พอเพียง)
สำหรับบางคน การกลับใจทางการเมือง
จึงไม่ใช่เรื่องของการยอมจำนน
แต่เป็นการถอนรากออกจาก “ความหลงในโครงสร้าง”
แล้วกลับมาอยู่ใน “ความจริงของชีวิต”
ทว่าถ้ามองลึกในเชิงจิตวิญญาณ
นี่คือจุดที่มนุษย์เริ่มเดินจาก เส้นทางนักรบ
เข้าสู่ เส้นทางผู้สังเกตการณ์  (ผู้ดูจิต)
จาก “ผู้พิพากษาโลก”
กลายเป็น “ผู้ดูโลกอย่างรู้เท่าทัน”

5. วิถีแห่งการกลับใจแบบไร้รอย
ผมไม่แปลกใจเลย ถ้าได้เห็น การกลับใจของเหล่าเยาวชนชูสามนิ้ว
เพราะมันคือ พลวัตของจิตวิทยาการเมือง แบบเดียวกับการกลับใจของคุณสนธิ นั่นแหละ แค่ต่างกันที่เนื้อหาของการกลับใจเท่านั้นเอง
แต่ในกรณีของเยาวชนชูสามนิ้วที่กลับใจ เราควรมองว่า จิตของพวกเขามีวุฒิภาวะขึ้น มิใช่ จิตชรา แบบกรณีกลับใจของคุณสนธิ
ในเชิง “ไร้รอย” การกลับใจ มิได้หมายถึงการเปลี่ยนข้าง
แต่คือการ “คลายแรงยึด” จากขั้วทั้งสอง
ปล่อยให้จิตกลับคืนสู่ความนิ่งขึ้น กลางขึ้น
เป็นมองเห็นทั้งฝ่ายผิด–ฝ่ายถูก
โดยไม่ถูกดูดกลืนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
น่าเสียดายที่พลวัตการกลับใจของคุณสนธิยังมาไม่ถึงจุดไร้รอยนี้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
นี่คือบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า
พลังของความเกลียดชังยิ่งใหญ่ได้ก็จริง
แต่พลังของ "ความว่าง" กลับทรงพลังยิ่งกว่า
การกลับใจแบบไร้รอย
จึงมิใช่จุดจบของการต่อสู้
แต่เป็นวิวัฒนาการของ “จิตนักรบ” สู่ “จิตโพธิสัตว์”
ที่ยังเห็นทุกข์ของโลก แต่ไม่ตกอยู่ในกับดักของอารมณ์ทางการเมืองอีกต่อไป

ผู้ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์สุดโต่ง ย่อมมองผู้กลับใจว่า “ทรยศ”
ผู้ที่ผ่านความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์แล้ว จะมองผู้สุดโต่งว่า “ยังเด็กอยู่”
ส่วนผู้ที่บรรลุไร้รอย จะมองทั้งสองฝ่ายด้วยความเมตตาเท่าเทียมกัน
“เมื่อไฟแห่งอุดมการณ์มอดลง
อย่าดับเถ้าด้วยน้ำแห่งความเย้ยหยัน
แต่จงเป่ามันด้วยลมหายใจแห่งปัญญา”

‘ดร.เสรี’ ฟาดแรง!! ‘อนุทิน’ อย่าอ้ำอึ้ง ลั่น!! ต้องไม่เปิดด่าน ต้องรื้อ MOU 43/44 ย้ำชัด!! พื้นที่ทับซ้อนไม่มีจริง พื้นที่นี้คือ ‘แผ่นดินไทย’ อย่าให้เขมร บิดเบือน

(5 ต.ค. 68) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร เฟซบุ๊กว่า …

อนุทินอย่าอ้ำอึ้ง อย่าโลเล ต้องเด็ดขาดชัดเจน ไม่เปิดด่าน ถ้ากัมพูชาไม่ทำตามเงื่อนไข เขมรต้องออกไปจากดินแดนไทย ไม่ดื้อแพ่ง 

รั้วลวดหนามจะไม่รื้อ

จะสร้างกำแพงถาวร

จะยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ไม่มีการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนใดๆ เพราะพื้นที่เป็นของไทยชัดเจน ไม่ควรเจรจาแบ่งปันใดๆ

ทำสงครามข่าวเข้มข้น อย่ายอมให้กัมพูชากล่าวหาด้วยความเท็จ บิดเบือนความจริงให้ร้ายประเทศไทยในสายตาชาวโลก

มีมาตรการเด็ดขาดในการจัดการความขัดแย้ง

รัฐบาลเดินหน้าทางการทูต กองทัพจัดการด้านการทหาร

อย่าฟังเสียงพวกที่เป็นคนไทยหัวใจเขมร

อย่าฟังนายแบกนางแบกของพรรคฝ่ายแค้นที่อิจฉา

สร้างความเข้าใจกับพรรคฝ่ายค้ำให้เข้าใจการตัดสินใจ

‘ดร.บลู’ ขุนพลหลัก พรรคไทยก้าวใหม่ คนทำงานเพื่อสังคม มุ่งหน้าสู่การเมืองเต็มตัว เน้นปั้น!! นโยบาย ให้ตอบโจทย์ประชาชน ด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อขับเคลื่อนประเทศ

(5 ต.ค. 68) หลายคนอาจคุ้นหน้าจากเวทีวิชาการ หรือโครงการอาสาทั่วประเทศ แต่วันนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักย์ ทับพลี หรือ ‘ดร.บลู’ ขออาสาลงมาทำงานการเมืองจริงจัง ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ 

“ผมตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยรัฐ เพื่อมาผลักดันนโยบายช่วยพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่อยู่ในกระดาษอีกต่อไป” ดร.บลู กล่าว

ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปีในงานเยาวชน อาสาสมัคร และกิจกรรมเพื่อสังคม
พร้อมดีกรีด้าน รัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาโทและเอก ทำให้ดร.บลู คือ ‘นักการเมืองสายวิชาการ ที่มีหัวใจเพื่อประชาชน’

เคยเป็นผู้ช่วยอธิการบดี ลาออกจากตำแหน่งรอง ผอ. สถาบันพัฒนานวัตกรรมฯ
อดีตประธานนักเรียน–นายกสโมสรนักศึกษา เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ได้รับทุนรัฐบาลไปร่วมโครงการในญี่ปุ่น สหรัฐฯ อิตาลี สวิตฯ ฯลฯ ทำงานจิตอาสา–กาชาด มากกว่า 25 ปี

วันนี้ ดร.บลู พร้อมเดินหน้าเคียงข้างหัวหน้าพรรค ประธานพรรค เลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าท่านอื่นๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นี่คือ ‘นักการเมือง’ ที่เข้าใจนโยบาย
นี่คือ ‘นักวิชาการ’ ที่เข้าใจประชาชน
นี่คือ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่พร้อมทำงานจริง ไม่ใช่แค่พูดสวย!!

“เพราะผมเชื่อว่า การเมืองดี เปลี่ยนชีวิตคนได้จริง” 
ดร.บลู 
ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี  

‘นายกฯชาย’ เดชอิศม์ นำทีมการเมืองท้องถิ่น ลงเขต 2 สงขลา ดัน!! ‘จุรี นุ่มแก้ว’ ลุยเลือกตั้ง สส. เตรียมเปิดตัวทีม เร็วๆ นี้

(5 ต.ค. 68) 'นายกชาย' นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 'นายกแป้น' นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 'เลขาปาล์ม' นายมานพ เพ็งชุม อดีตเลขานุการนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมทีมสท.เทศบาลนครหาดใหญ่ และ นายจุรี นุ่มแก้ว ได้ร่วมพบปะพูดคุยกัน ในร้านอาหารในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 

ในที่ประชุม เป็นการพูดคุยถึงเรื่องทิศทางและการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งสส. โดย กลุ่มของ 'นายกชาย' จับมือประสานเสียงพร้อมสนับสนุนจุรี นุ่มแก้ว ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน ลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา มั่นใจศักยภาพผู้สมัครสามารถทำงานตอบโจทย์ตรงใจประชาชน พร้อมทีมสนับสนุนคุณภาพลุยสู้ศึกเลือกตั้งเที่ยวหน้า 

โดยได้มีการร่วมปรึกษาหารือถึงแนวทางการทำงาน นโยบายการหาเสียง ที่สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องชาวเขต 2 สงขลา ซึ่งประกอบด้วยเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และตำบลคลองอู่ตะเภา มีทั้งเขตเมืองชุมชนหนาแน่น พื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตรสีเขียวที่กำลังเติบโตรับการขยายตัวของเมือง ด้วยศักยภาพของผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีความเข้าใจในความต้องการพร้อมตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม รวมทั้งมีทีมสนับสนุนที่แข็งแกร่ง พร้อมเปิดตัวจูรี นุ่มแก้ว และทีมสนับสนุนอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ 

ขณะที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการพบปะพูดคุยถึงทิศทางและอนาคตทางการเมือง โดยการพูดคุยเบื้องต้นสรุปว่า 'จุรี นุ่มแก้ว' จะเข้ามาอยู่กับตนเอง ส่วนจะสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่อย่างไร หลังวันที่ 18 ตุลาคม นี้ น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายพรรคที่ติดต่อเข้ามา

สำหรับ 'จุรี นุ่มแก้ว' ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน เมื่อปี 2566 เคยลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา พรรค 'ชาติพัฒนากล้า' แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พ่ายแพ้ให้กับ นายศาสตรา ศรีปาน สส.เขต 2 สงขลา คนปัจจุบัน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top