Friday, 28 August 2026
POLITICS

เลือกตั้งครั้งหน้า เขต 4 สงขลา ระอุแน่ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘สิทธิพัฒน์ เสนเนียม’ หวังล้มแชมป์เก่า ‘สส.กฤต’ จากกล้าธรรม แม้ชื่อชั้นเป็นรองแต่เชื่อแบรนด์ “เสนเนียม” ยังขายได้

‘น้องภู สิทธิพัฒน์’ ทายาทเสนเนียม คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ผู้หาญกล้าอาสาลง สส. เขต 4 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ชน ‘สส. กฤต ชนนพัฒฐ์’

แทน-ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคใต้)นำตัว “น้องภู – สิทธิพัฒน์ เสนเนียม” ลูกชายของวินัย เสนเนียม อดีต สส.สงขลา และเป็นหลานของถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลาเช่นกัน เข้าเสนอตัวเข้ารับการคัดสรรเป็นผู้สมัคร สส.เขต 4 สงขลา เดิมเขตนี้จะมี “ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว” เป็น สส.ในนามประชาธิปัตย์ แต่แพ้มาสองสมัย และชัยวุฒิยังมีคดีเสียบบัตรแทนกันติดตัวอยู่

เขต 4 สงขลา อันประกอบด้วยอำเภอระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร บางตำบลถือว่าเป็นหมากสำคัญของพรรคเก่าแก่นี้ ที่พยายาม “ชุบชีวิต” ตัวเองในฐานะพรรคหลักของภาคใต้ หลังจากเสียที่นั่งให้พรรคใหม่ๆ มาหลายสมัย

ชัยวุฒิแพ้ให้กับ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี พรรคพลังประชารัฐ และมาแพ้ให้กับ “กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” พรรคพลังประชารัฐ แล้วย้ายมาอยู่พรรคกล้าธรรม

“น้องภู – สิทธิพัฒน์ เสนเนียม” สายเลือดการเมืองเข้มข้นเป็นบุตรของ “วินัย เสนเนียม” และหลานของ “ถาวร เสนเนียม” ซึ่งทั้งคู่มีบทบาททางการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นมายาวนาน โดยเฉพาะ “ถาวร” ที่มีชื่อเสียงดี ได้รับการยอมรับในสงขลา

แบรนด์ “เสนเนียม” ยังมีน้ำหนัก ในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นเก่าของประชาธิปัตย์ ที่ยังผูกพันกับชื่อ “ถาวร”และคำว่า ประชาธิปัตย์

ภาพลักษณ์ความเป็นคนรุ่นใหม่ในตระกูลการเมืองเก่า อาจช่วยรีแบรนด์พรรคประชาธิปัตย์ให้ดูทันสมัยขึ้นได้บ้าง ถ้าสื่อสารดี ก็มีโอกาสกลับมาแจ้งเกิดได้

คู่แข่งหลัก “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” (พรรคกล้าธรรม)ถือว่าเป็น “ตัวแข็ง” เป็นแชมป์ในสนามนี้เพราะมีฐานเสียงจริงในพื้นที่ และมีบทบาทต่อเนื่องกับชุมชน เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน

แต่ตอนนี้ชื่อของเขา ถูกโยงถูกเปิดโปงกับประเด็นด้านลบ เช่น การพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ซึ่งหากกระแสข่าวนี้แรงและมีหลักฐานชัด อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง และอาจทำให้พรรคเสียหายได้

พรรคกล้าธรรมยังถือว่าเป็น “พรรคเกิดใหม่” ที่พึ่งบารมีผู้นำเป็นด้านหลัก รวมถึงปัจจัยที่มากพอ ดังนั้นหากตัวบุคคลถูกโจมตีจนเสียภาพลักษณ์ อาจไม่มีพลังพรรคมาช่วยพยุงได้มาก

ผู้เล่นที่สาม “โยธิน ทองเนื้อแข็ง” เปิดตัวลงสมัครในนามภูมิใจไทย ที่กำลังอู้ฟู่อยู่ทางภาคใต้ โยธินปัจจุบันเป็น สจ.กระแสสินธุ์ ทำให้มีเครือข่ายท้องถิ่นที่แน่นในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอบจ.และผู้ใหญ่บ้าน ยิ่งถ้าได้รับแรงหนุนจาก “นิพนธ์ บุญญามณี” ที่เข้าไปมีบทบาทสูงในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้ จะทำให้โยธินแข็งขึ้น

จุดแข็งคือ พรรคภูมิใจไทยยังคงมีงบลงพื้นที่ต่อเนื่อง และมีภาพลักษณ์ “พรรคทำงาน ไม่พูดเยอะพูดแล้วทำ“ อย่างล่าสุดเตรียมลงนามสร้างสะพานมโนราห์ เชื่อมระหว่าง กระแสสินธุ์ของสงขลา ข้ามทะเลสาบสงขลาไปควนขนุน ของพัทลุง ถือว่าถ้านำไปใช้หาเสียงจะมีคะแนนมากทีเดียว

จุดอ่อนคือ ชื่อเสียงส่วนตัวของโยธินยังไม่กว้างเท่าคู่แข่งและหากประชาธิปัตย์กับกล้าธรรมเปิดศึกหนัก อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการ “แย่งคะแนนกันเอง”

น่าจะเป็นผลดีต่อโยธิน

แนวโน้มโดยรวมตอนนี้สนาม เขต 4 สงขลา กำลังกลายเป็น “ศึกสามเส้า” แต่แกนกลางอยู่ที่ “เสนเนียม vs นาคสั้ว”

หากข่าวเรื่องพนันออนไลน์ของฝ่ายชนนพัฒฐ์พัฒนาไปถึงระดับที่กระทบความน่าเชื่อถือจริงประชาธิปัตย์อาจพลิกกลับมาคืนชีพได้ในเขตนี้

แต่น้องภูยังขาดประสบการณ์การเมืองภาคสนาม และพรรคไม่ส่งทีมลงช่วยเต็มที่ก็อาจถูกมองว่า “เด็กเสนเนียมที่พ่ออุ้มมา” ได้เช่นกัน

แต่เชื่อว่าถาวร เสนเนียม คงไม่ปล่อยให้หลานต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว จะต้องกระโดดเข้าไปช่วยอย่างเต็มกำลังแน่นอน เพราะเดิมบ้านของถาวรอยู่ที่แดนสงวน อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 4 

ถึงที่สุดแล้ว เชื่อว่า ทีมประชาธิปัตย์ จะต้องสู้เต็มประตู ยังมีแรงหนุนจาก “จุรี นุ่มแก้ว” ที่เป็นคนอำเภอระโนดอีกคนหนึ่ง ก็จะเป็นแรงบวกให้น้องภูได้เป็นอย่างดี

คนไทย ‘เจ็บแล้วไม่จำ’ วงจรอุบาทว์ทางการเมือง ไม่สิ้นสุด เพราะประชาชน ยังเลือก!! นักการเมืองในคราบโจร

เมื่อวันที่ (2 พ.ย. 68) คนไทยมีความโดดเด่นในเรื่อง “เจ็บแล้วไม่จำ” ซ้ำยังเป็นชาติพันธุ์ที่ให้อภัยพร่ำเพรื่อ ผสมกับการลืมง่าย และเห่อของใหม่ นิสัยทั้งหมดเหล่านี้จึงทำให้ได้นักการเมืองขายชาติ, โกงที่ดิน, ฮั้ว สว., เอี่ยวสแกมเมอร์, หนีการเกณฑ์ทหาร และนัการเมืองล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เข้ามาอยู่ในสภา

สภาอันทรงเกียรติ กลายเป็น “สภาที่น่ารังเกียจ” ดูหมอง ไร้ราคา และไร้ความน่าเชื่อถือ กลายเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติในความรู้สึกของประชาชนคนไทยที่ “คิดเป็น” 

ทั้งหมดล้วนมาจากน้ำมือของ “คนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง” ไม่น้อยกว่า 30 ล้านเสียง ที่ผลักดัน สนับสนุนด้วยการกาเลือก “นักการเมืองในคราบโจร” ให้มาทำร้ายแผ่นดินไทย 

นักการเมืองที่กระทำชั่วกับชาติ และประชาชน กี่ยุคสมัยก็ไม่ได้ฉลาดล้ำ แถมยังอ่านออกได้ง่าย ๆ เพราะถ้ามองดี ๆ ก็จะเห็นคำว่า “นักการเมืองเลว” แปะติดอยู่ที่หน้าผากทุกคน แต่ขนาดว่าดูง่าย แค่ไหน ก็ยังมี “คนไทยบ้องตื้น” หลงวนอยู่กับความมืดบอด ออกไปกาเลือกในสิ่งที่เข้าใจเพียงผิวเผิน ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น เป็น “ลูปนรก” หมุนวนอยู่กับที่ ไร้ทางออก ไร้ความรุ่งเรือง

คำกล่าวที่ว่า ถ้าประเทศใดมีประชาชนไม่ฉลาด ประเทศชาตินั้นก็จะได้ “นักการเมืองเลว” นั้นจริงที่สุด 

สำหรับประเทศไทย นอกจากมี “ประชาชนฉลาดน้อย” ที่มีอยู่ในจำนวนไม่น้อยในสังคม ก็ยังถือดี อวดดี ไม่อ่านหนังสือ ไม่ติดตามข่าว ไม่สนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ไม่แยแสเรื่องบ้านเรื่องเมือง ดูแต่ข่าวซุบซิบดารา สนแต่เรื่องราวบันเทิงน้ำเน่า ตามติดแต่ “คนดัง” ที่ผลัดเปลี่ยนกันมา “หลอกต้มสังคม” เมื่อถึงเวลาต้องเลือกตั้ง ก็ออกไปเลือกตามกระแส หรือสิ่งที่เคยเห็นผ่าน ๆ ทางหน้าจอมือถือ เรื่องที่จะใช้ “สติปัญญาตรองคิด” ยากที่จะมี กรรมจึงต้องตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศ

“คนไทยคิดน้อย” เหล่านี้ ก็ไม่เคยรู้สึกรู้สา หรือสำนึกถึงการกระทำของตัวเอง ส่วนใหญ่ ๆ เลือกคนเลวเข้ามาเสร็จก็หันไปสายลมแสงแดดกับชีวิตตนเอง ปล่อยความเน่าเหม็นให้คนไทยทั้งชาติร่วมรับกรรมกันไป 

คิดเหมือนผมไหมครับ โคตรจะไม่แฟร์ ไม่แฟร์เลยจริง ๆ

ตรวจหลักฐานคดี ‘สุชาติ’ ฟ้องหมิ่นประมาท 50 ล้าน ปมกล่าวหาซื้อตึก Skyy9 นัดสืบพยานนัดแรก 17 พ.ย. 6

(3 พ.ย. 68) ที่ศาลอาญารัชดา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.กทม. และนายสหัสวัส คุ้มคม สส.ชลบุรี ของพรรคประชาชน ร่วมกันเป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายรวม 50 ล้านบาท

คดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของทั้งสอง ที่กล่าวหานายสุชาติในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่สำนักงานประกันสังคมเข้าซื้อตึก “Skyy9” โดยทั้งคู่ได้รับการประกันตัว และเดินทางมาศาลตามนัดโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ

ขณะเดียวกัน ทนายความโจทก์ได้ยื่นขอแก้ไขคำฟ้อง ขอให้นับโทษ น.ส.รักชนก ต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.683/2565 ซึ่งเป็นคดีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟัง และสอบถามคำให้การ โดยทั้ง น.ส.รักชนก และนายสหัสวัสให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันต่อสู้คดีเต็มที่ ฝ่ายโจทก์แถลงจะนำพยาน 4 ปากขึ้นสืบ ส่วนฝ่ายจำเลยเตรียมนำพยาน 11 ปาก โดยศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ และฝ่ายจำเลยระหว่างวันที่ 18–20 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น.

ไร้มารยาททางการเมือง เปิดตัวผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย  หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แต่งสีกากีหาเสียง อาจผิดกฎหมาย

(3 พ.ย. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กตำหนิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หลังเดินทางไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดตรัง บริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้มารยาททางการเมือง” และไม่ให้เกียรติพรรคการเมืองอื่น

 

นอกจากนี้ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายอนุทินสวมเครื่องแบบสีกากี ขึ้นเวทีหาเสียงให้พรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดกระบี่ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและผิดจริยธรรม พร้อมฝากถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้ช่วยแนะนำว่า “อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

 

ทั้งนี้ นายนิพิฏฐ์ทิ้งท้ายว่า นายกรัฐมนตรีควรระมัดระวังมากกว่านี้ โดยเฉพาะการแสดงออกในจังหวัดที่มีความหมายทางการเมืองอย่างตรัง พร้อมเหน็บแรงว่า “ยุคการเมืองไร้มารยาท ผมก็บังอาจไร้มารยาทกับนายกรัฐมนตรีอย่างนี้แหละครับ”

‘เนเน่’ เล่าบรรยากาศตึงเครียด เหตุการณ์ ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ หลังชูป้ายป่วนถามกรณีสลายชุมนุมปี 53 สุดท้ายจบสวยด้วยเหตุผลบนข้อเท็จจริง

'เนเน่ รัดเกล้า' เล่าเหตุระทึก 'อภิสิทธิ์' นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ประท้วงเหตุสลายชุมนุมปี 53 ก่อนเข้าบรรยายในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ”

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า "เพราะอยู่ในเหตุการณ์จริง #อภิสิทธิ์นิสิตจุฬา …เลยอยากเล่าให้ฟังค่ะ 

วันนี้เนเน่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ที่ด้านล่างคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนที่การบรรยายในห้องจะเริ่มขึ้นไม่นานค่ะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่กลุ่มน้องๆนิสิตจุฬาฯ ประมาณ 5–6 คน เข้ามาถือป้ายแสดงออกและขอคำชี้แจงกับ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับกรณี #สลายการชุมนุมปี53 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนยังคงมีคำถาม และอยากฟังจากเจ้าตัวโดยตรง

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ สื่อประชาไท ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างครบถ้วน และเผยแพร่คลิปให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเองค่ะ

เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Policy Talk หัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ” จัดโดย ศาสตราจารย์ ไชยันต์ ไชยพรในหลักสูตรรัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ (CU-DriPP) ซึ่งเนเน่เองก็กำลังศึกษาอยู่พอดีค่ะ

อาจารย์ไชยันต์ ได้เชิญ คุณอภิสิทธิ์ มาเป็นผู้บรรยายคนแรกของซีรีส์ Policy Talk (จากทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งการคัดเลือกผู้มาบรรยายเป็นการหารือร่วมกันระหว่างคณะนักศึกษา ปริญญาเอกในหลักสูตรและอาจารย์ไชยันต์) เนื่องจากท่านเป็นหนึ่งในอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความอิสระในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในผู้นำทางการเมืองของไทยยุคหลัง ในความเห็นของอาจารย์ ไชยันต์

เหตุการณ์ในวันนี้... ทั้งคณะอาจารย์ และคณะนักศึกษาปริญญาเอก ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย ว่าน้อง ๆ นิสิตประมาณ 5–6 คน จะเข้ามาถือป้ายใส่แขกรับเชิญของพวกเราเช่นนี้ ทั้งนี้ (ดูได้จากในคลิป) พี่ๆ ทีม รปภ. พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ พยายามเข้าดูแลสถานการณ์ แต่คุณอภิสิทธิ์กลับพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างสุภาพ (พร้อมแตะที่แขน รปภ. เบาๆ) ว่า...

“ไม่เป็นไรครับ ให้เขาแสดงออกเถอะ อย่าไปกีดกัน”

จากนั้นท่านได้ชวนน้อง ๆ มานั่งพูดคุยกันที่ม้านั่งบริเวณใกล้ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบกันตรงไปตรงมา การสนทนานั้นกินเวลาประมาณ 20 กว่านาที โดยหนึ่งในน้องนิสิตได้ขออนุญาตบันทึกเสียงและวิดีโอไว้ คุณอภิสิทธิ์ไม่ติดขัดใดๆ ซึ่งเราก็พึ่งมารู้กันภายหลังว่า มีสื่อประชาไทมารวมอยู่ในกล้องของน้อง ๆ นิสิตด้วย

สำหรับเนเน่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มจนจบ อยากให้ทุกคนได้ดูคลิปเต็มจากประชาไทด้วยตาของตัวเอง เพื่อรับรู้บรรยากาศและข้อเท็จจริงทั้งหมดในแบบที่มันเป็นจริง ๆ เพราะบางครั้ง… “สิ่งที่เราเห็นผ่านบางมุม อาจไม่ใช่เรื่องทั้งหมด” การได้ฟังจากต้นเหตุการณ์ ย่อมดีที่สุดเสมอค่ะ เนเน่ขอแชร์คลิปฉบับเต็มไว้ตรงนี้ค่ะ

คลิปเต็มจากประชาไท – เหตุการณ์นิสิตจุฬาฯ ขอคำชี้แจงคุณอภิสิทธิ์
https://youtu.be/EjHzPh95PyM?si=gG1UqEZJSHpVw2YO

ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไร… สิ่งสำคัญคือการฟังกันด้วยเหตุผล และใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

‘อรรถวิชช์’ ขอบคุณสมาชิก รทสช. รับตำแหน่ง!! ‘รองหัวหน้าพรรค’ ลั่น!! เดินหน้า ‘เสรีโซลาร์–ปฏิรูปเครดิตบูโร’ เชื่อมั่น!! ‘พีระพันธุ์’ นำพรรคสู้วิกฤตประเทศ

เมื่อวานนี้ (2 พ.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีใจความว่า ...

ผมขอขอบคุณสมาชิกพรรค #รวมไทยสร้างชาติ ที่มอบหมายให้ทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรค ในภารกิจงานนโยบายพรรค ผมจะทำให้ดีที่สุด 

นโยบายพลังงาน "เสรีโซลาร์" จะชนกี่ตอ เราจะทำให้สำเร็จ! นโยบายเศรษฐกิจฐานราก "ปฏิรูปเครดิตบูโร" ยุติการแช่แข็งลูกหนี้ให้คนมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อแก้หนี้ครัวเรือน เราจะลุยต่อจนสำเร็จ!!

ผมเชื่อ "ความเด็ดขาดและการทำงานที่จริงจัง" ของคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่สู้กับวิกฤตของประเทศ ถ้าพรรคมีคนแบบเดียวกัน มาสู้ด้วยกัน การเมืองจะเปลี่ยนไป…. เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ!!
 

‘พีระพันธุ์ – ชัชวาลล์’ จับมือ ขับเคลื่อน!! ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เดินหน้า สู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำ!! ทำให้ทุกคน ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ พร้อมแก้ปัญหาความมั่นคง ‘ชายแดน - พลังงาน’

(2 พ.ย. 68) พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ  ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้

1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
6.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
9.พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรครวมไทยสร้างชาติ
15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในโอกาสนี้ นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน จนทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้อยู่ที่ 423 บาท/ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม  และการลดค่าไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ในปัจจุบัน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากได้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงพลังงานต่อก็จะสามารถลดค่าไฟให้ลงมาเหลือหน่วยละ 3.70 บาท ได้แน่นอน ทั้งนี้จากการตรึงค่าไฟในปี 2567 สามารถทำให้ประชาชนประหยัดเงินค่าไฟรวมกันได้ถึง 270,000 กว่าล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีเงินคืนสู่กระเป๋าเพื่อนำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ผมอาจจะช่วยให้ทุกคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประเทศไทยในวันนี้ต้องการคนทำงาน คนที่ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประเทศ ผมจึงขอให้คำมั่นกับสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ และหากได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมจะแก้ทุกปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางชายแดน  ความมั่นคงทางพลังงาน และปัญหาความมั่นคงด้านอื่น ๆ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ได้นายชัชวาลล์ คงอุดม เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาของนายชัชวาลล์ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานและการช่วยเหลือผู้อื่นมาเสมอ จะช่วยขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ด้านนายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป 

นอกจากนี้  ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ชูป้ายต้อนรับ!! อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เรียกร้อง!! ทวงความยุติธรรม เหตุสลายชุมนุมปี 53 เจ้าตัวยัน!! ไม่เคยแทรกแซงคดี ยกฟ้องแล้วทั้ง 3 ศาล ศ.ไชยันต์ แจง!! อธิบาย เหตุใดถึงเชิญมา ก่อนนิสิตแยกย้าย

(2 พ.ย. 68) ประชาไท Prachatai.com ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ถือป้ายต้อนรับนายอภิสิทธิ์ โดยในป้ายนั้นเขียนว่า "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่"

นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือป้ายข้อความ "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่" ต้อนรับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษในเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Talk) หัวข้อ "นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ" ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรปริญญาเอก สาขานโยบายสาธารณะ

กลุ่มนิสิตทวงถามความยุติธรรมกรณีสลายการชุมนุมเสื้อแดง 2553 ต่ออภิสิทธิ์ และความเหมาะสมในการเชิญอภิสิทธิ์มาบรรยายต่อคณะรัฐศาสตร์

โดยอภิสิทธิ์ได้นั่งพูดคุยกับนิสิตกลุ่มนี้หน้าตึกเกษม อุทยานิน เป็นเวลากว่า 20 นาที ชี้แจงว่าก่อนหน้านี้ก็มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยที่ตนไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เขายกข้อสรุปของ ปปช. มายืนยันว่าคำสั่งของตนในขณะนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา รวมถึงกรณีที่ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดี DSI เคยส่งฟ้องตนในข้อหาสั่งฆ่าประชาชน แต่ยกฟ้องทั้งสามศาล และธาริตเองถูกศาลฎีกาสั่งจำคุก เพราะมีเจตนากลั่นแกล้ง

รวมถึงศาสตราจารย์ไชยันต์ ไชยพร ที่อธิบายให้นิสิตฟังว่าเหตุใดจึงเชิญมา โดยไชยันต์ตั้งคำถามกลับว่านับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา ใครบ้างเป็นนายกฯ ที่ตัดสินใจโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้คนอื่น เขามองว่าอดีตนายกฯ คนอื่น ๆ เช่น สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือนายกฯ ที่ไม่เป็นอิสระ

เมื่อนิสิตถามว่าพวกเขาอยู่ใต้ใคร ทักษิณใช่หรือไม่ ไชยันต์ตอบว่า "ใช่ ทักษิณครับ"
 

บทบาท คณะกรรมาธิการรัฐสภาไทย มีหน้าที่ทำอะไร มีอำนาจแค่ไหน ประชาชนได้ประโยชน์ หรือแค่เขียนรายงาน

(2 พ.ย. 68) กมธ.รัฐสภา ทำอะไรได้จริงแค่ไหน หน้าที่ ผลงานเด่นที่คนได้ประโยชน์จริง  และจุดที่ ‘ยังไม่เห็นผล’

1) หน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)—สรุปสั้น
•    พิจารณาร่างกฎหมายเชิงลึก รับฟังความเห็น แก้ไขถ้อยคำ ก่อนส่งกลับที่ประชุมใหญ่ลงมติ
•    ศึกษา/สอบหาข้อเท็จจริง และติดตามการบริหารราชการแผ่นดิน
•    มีอำนาจเชิญบุคคลและเรียกเอกสารตามกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณา
•    จัดทำรายงาน/ข้อเสนอแนะ เสนอให้ที่ประชุมใหญ่ และเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อเหมาะสม

2) “ผลงานเด่น” ที่ประชาชนได้ประโยชน์ชัด ๆ
2.1) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 — ยกระดับการคุ้มครองผู้ถูกควบคุมตัว กำหนดสิทธิผู้เสียหายและความรับผิดผู้บังคับบัญชา (ผ่านชั้นกมธ.ก่อนไปสู่การประกาศใช้)
2.2) พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 — บังคับ “คาร์ซีท/อุปกรณ์นิรภัยสำหรับเด็ก” มีผลใช้ 5 กันยายน 2565 ช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
2.3) ระบบตัดแต้มใบขับขี่ (12 แต้ม) — เริ่มใช้ทั่วประเทศ 9 มกราคม 2566 กลไกปรับพฤติกรรมและยกระดับวินัยจราจร
2.4) ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 — รวมกฎหมายกระจัดกระจายเป็นฉบับเดียว เน้นมาตรการบำบัด ลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการยุติธรรม
2.5) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 — สิทธิของประชาชนในการเข้าถึง/คัดค้าน/ลบข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับแรกของไทย
2.6) พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 — ตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NIEMS) และกำหนดสิทธิการเข้าถึงบริการฉุกเฉินมาตรฐานทั่วประเทศ
2.7) พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 — กฎหมายคุ้มครองสัตว์ฉบับแรกของไทย กำหนดมาตรฐานสวัสดิภาพและบทลงโทษ
2.8) กมธ.งบประมาณ ปี 2563 — ตัด-ปรับลดงบประมาณรวมประมาณ 16,200 ล้านบาท สะท้อนบทบาทในการตรวจสอบการใช้เงินภาษีในชั้นกมธ.

3) เคสที่ถูกวิจารณ์ว่า “ยังไม่เห็นผลกับประชาชน” มากพอ
•    ทริปดูงานต่างประเทศของ ส.ส./ส.ว./กมธ. — ถูกตั้งคำถามความคุ้มค่า (เช่น ยุคล่าสุดมีการวิจารณ์วงกว้าง และในอดีตสภาเคยตัดงบเดินทาง-สัมมนาหลายร้อยล้านบาท)
•    บุหรี่ไฟฟ้า — มีการตั้งกมธ.ศึกษาและทำรายงานเสนอหลายทางเลือก แต่ข้อยุติระดับกฎหมายยังล่าช้า ทำให้ผลลัพธ์ต่อประชาชนยังไม่ชัด
•    กมธ.งบประมาณ — แม้มีการตัด-ปรับ แต่เมื่อเทียบกับงบทั้งก้อนบางปีคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก จึงถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบเชิงโครงสร้าง
•    องค์ประชุมสภาล่ม/สะดุด — ตารางประชุมกมธ.กับห้องประชุมใหญ่ชนกันในบางจังหวะ ทำให้การออกกฎหมายล่าช้า สูญเสียเวลาและโอกาสของประชาชน

4) บทสรุปสำหรับประชาชน
•    เมื่อกมธ.ทำงานได้ผล เราได้กฎหมาย/มาตรการที่ดีขึ้น เช่น คาร์ซีทเด็ก ระบบตัดแต้มใบขับขี่ สิทธิข้อมูลส่วนบุคคล และระบบแพทย์ฉุกเฉิน
•    เมื่อกมธ.ทำงานไม่เกิดผล เราจะเห็นค่าเสียโอกาส เช่น งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า รายงานที่ไม่ถูกนำไปสู่การตัดสินใจ หรือกระบวนการที่ล่าช้า
.
เช็กลิสต์ “กมธ.เพื่อประชาชน”
กำหนดเป้าหมาย/ตัวชี้วัด (KPI) ที่วัดผลได้ เช่น จำนวนข้อเสนอเชิงนโยบายที่หน่วยงานนำไปใช้จริง
เปิดข้อมูล—ถ่ายทอดสด และเผยแพร่รายงานให้ตรวจสอบได้
ไทม์บ็อกซ์งานศึกษา ไม่ปล่อยยืดเยื้อ
บริหารตารางประชุม ไม่ให้ชนกับการพิจารณากฎหมายในห้องใหญ่
ใช้อำนาจเรียกเอกสาร/บุคคลอย่างมีวินัยและจำเป็นจริง ตามกรอบกฎหมายที่กำหนด

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่ ‘รักชนก’ ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่าง ‘กัน จอมพลัง’ ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบ ประชาชนหรือ

(2 พ.ย. 68) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Arnond Sakworawich’ โดยมีใจความว่า ...

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่รักชนก ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่างกัน จอมพลัง ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบประชาชนหรือ

'สาธิต ปิตุเตชะ' โพสต์เตือนคนอยากลงสนามการเมือง อย่ามาเอาผลประโยชน์ ถ้าไม่พร้อมเสียสละเพื่อประชาชน

(1 พ.ย. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ผมพูดเสมอ มีหน้าที่ตรงไหน ทำให้สุด

ตอนนี้มีหน้าที่ พนักงานต้อนรับคนเข้ามาทำหน้าที่ ผู้แทนของประชาชน ที่ ต้องเข้าใจแต่แรกว่า เข้ามาต้องเสียสละ อุทิศให้สังคม ในการทำงาน และเวลาส่วนตัว ความสามารถประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อสังคม และคนส่วนใหญ่ อย่าคิดมาเอาอะไรจากการเมือง นอกจากความนับถือ เกียรติ ในการทำหน้าที่ที่ ซื่อสัตย์ โปร่งใสเพื่อประชาชน ถ้าเข้าใจตามนี้ก็เชิญชวนครับ

ถ้ามาเพราะ แบบอื่น หรือ ถ้าเป็น สีเทา ก็อย่ามาเพราะเดี๋ยวนี้ สังคมรู้หมดว่าใครเป็นอย่างไร

‘เทพไท’ ชี้!! ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’ ไฟเขียว!! ‘จุลพันธ์’ นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นคนรุ่นกลาง ประสานงานได้ทุกฝ่าย พร้อม!! ปลอบใจ ‘สมพงษ์’

(1 พ.ย. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก 'เทพไท - คุยการเมือง' ระบุว่า …

ล็อกสเปค จุลพันธ์ เป็นหัวหน้าเพื่อไทย

ผมขอแสดงความยินดีกับคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองร่วมสมัย และเป็นนักการเมืองรุ่นเดียวกัน เมื่อได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตรงตามความคาดหมาย และผลการวิเคราะห์ ซึ่งผมได้วิเคราะห์ก่อนหน้านี้แล้วว่า คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลเป็นคนรุ่นกลาง เป็นคนรุ่นไม่ใหม่ไม่เก่าเกินไป ประสานงานได้กับทุกฝ่าย มีความอาวุโสทางการเมืองพอสมควร เป็นส.ส.5สมัย มีความรู้ด้านเศรษฐกิจตามความต้องการของคนพรรคเพื่อไทย เป็นการปลอบใจนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ บิดาของคุณจุลพันธ์ ที่น้อยใจพรรคลาออกจากสมาชิกพรรคไป เมื่อลูกชายได้รับการเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ผู้ที่เป็นพ่อก็คงจะคลายความน้อยอกน้อยใจลงไปบ้าง และที่สำคัญที่สุดคุณจุลพันธ์ได้รับไฟเขียวจากบ้านจันทร์ส่องหล้า เจ้าของพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คู่แข่งที่เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้วและนายสุทิน คลังแสง ต้องหลีกทางไป

ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา หากไม่มีการล็อกสเปคหรือบล็อคโหวตกัน หรือกดดันส่งสัญญาณว่า คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ต้องเป็นใครนั้น ถ้าเปิดฟรีโหวต เชื่อว่านายจาตุรนต์ ฉายแสง คงจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีเจ้าของ เปรียบเสมือนบริษัทในครอบครัวสกุลชินวัตร เมื่อเจ้าของพรรค ชี้ชัดว่าควรเป็นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ มติก็โหวตให้คุณจุลพันธ์อย่างท่วมท้น แบบไม่ต้องสงสัย

แต่การที่คุณจุลพันธ์เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เพราะในอดีตที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเลย นับตั้งแต่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ พลตำรวจเอกวิโรจน์ เปาอินทร์ นายสมพงษ์อมรวิวัฒน์ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว จนมาถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็เพิ่งได้มาเป็นหัวหน้าพรรค หลังจากที่มีการเลือกตั้งผ่านพ้นแล้ว

กรณีของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ก็เช่นเดียวกัน เชื่อว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารพรรค นำพาพรรคไปสู่การเลือกตั้งพร้อมกับเลขาธิการพรรค คือนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของบ้านจันทร์ส่องหล้า เคยเป็นเลขาธิการพรรคสมัยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นหัวหน้าพรรคมาแล้ว จึงจำเป็นต้องให้มารับหน้าที่เป็นแม่บ้านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากชุดผู้บริหารพรรคชุดคุณหนู คือหัวหน้าพรรคเป็นนางสาวแพทองธารลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร กับเลขาธิการพรรค นายสรวงศ์ เทียนทองลูกชายนายเสนาะ เทียนทอง ผู้บริหารพรรคชุดคุณหนูทั้งสองคน เมื่อผ่านยุคนี้ไป ก็ใช้บริการผู้อาวุโสอย่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไปในพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ผมเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง และนักวิเคราะห์ทางการเมือง ผมเชื่อว่า1ใน3ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จะต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเบื้องต้นถ้าดูจากกระแสความเคลื่อนไหว และการโยนถามทาง มีความเป็นไปได้สูงมากว่า นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยของนายทักษิณ ชินวัตร จะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1ใน 3 ของพรรคเพื่อไทย ส่วนอีก2คน คงจะรอเวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ตกผลึกกันภายในพรรคเพื่อไทยก่อน ซึ่งจะขออนุญาตนำมาวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป"

‘ผกก.อ๊อด’ เปิดตัวชิง สส.เขต 9 สงขลา ในนามพรรคภูมิใจไทย ชน ‘สิงโต ขาวทอง’

(31 ต.ค. 68) อาจจะหวั่นไหวกันบ้างสำหรับแชมป์เก่า เมื่อพันตำรวจเอก พิทักษ์ พุทธวิโร หรือที่ชาวบ้านคุ้นชื่อกันดีในนาม 'ผู้กำกับอ๊อด' หรือ 'หมวดอ๊อด' เขาเป็นคนพื้นถิ่นโดยแท้ของเมืองสงขลา เป็นลูกหลานแผ่นดินเกิดตำบลควนลัง และย่านข้างเคียงตำบลฉลุง และตำบลทุ่งตำเสา ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนหนาแน่น

บรรพบุรุษอยู่ที่นี่มาหลายชั่วคน ตั้งแต่เทียด ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย ทำให้ 'ผู้กำกับอ๊อด' ถือเป็นคนบ้านเดียวกันกับประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เขาเรียนจบระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จาก โรงเรียนวัดม่วงค่อม หมู่ 5 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งสู่รั้วรามคำแหงในยุคเบบี้บูมจนรัฐศาสตร์บัณฑิต ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางราชการตำรวจ ไต่เต้ามาจนได้รับตำแหน่งถึงระดับ พันตำรวจเอก เป็นนายตำรวจที่มีภาพลักษณ์ของความตรงไปตรงมา เข้าใจปัญหาชาวบ้าน และเป็นที่เคารพรักของคนในชุมชน

ชีวิตราชการตำรวจก็วนเวียนอยู่ย่านบางกล่ำ หาดใหญ่ และพื้นที่ข้างเคียง จนเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน ปัจจุบัน 'ผู้กำกับอ๊อด' กำลังเตรียมตัวลงสนามการเมืองในนาม พรรคภูมิใจไทย เขต 9 สงขลา ภายใต้การชักชวนของ 'นิพนธ์ บุญญามณี' ที่ขยับตัวออกจากประชาธิปัตย์ ไปสู่บ้านใหม่ภูมิใจไทย โดยตั้งเป้าจะเป็น “ตัวแทนคนบ้านเรา” ที่เข้าใจชีวิตจริงของประชาชนในพื้นที่

”รู้งานในพื้นที่ รู้หน้าที่ในสภา รู้ปัญหาประชาชน“ 

จุดแข็งของผู้กำกับอ๊อดเป็น “ลูกหลานคนควนลัง” ของแท้ มีรากเหง้าชัดเจนในพื้นที่ทั้งทุ่งตำเสา ควนลัง และฉลุงมีฐานสนับสนุนแน่นในย่านทุ่งตำเสา (บ้านเกิด) และหมู่บ้านใกล้เคียง เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่ที่ชาวบ้านรู้จักตัวจริง

เป็นคนที่มีภาพลักษณ์ดีในวงราชการ เป็นตำรวจที่ทำงานลงพื้นที่จริง มีแรงหนุนสำคัญจาก 'นิพนธ์ บุญญามณี' และ สส.สมยศ พลายด้วง (โกถึก) ซึ่งเป็นเครือข่ายการเมืองที่มีอิทธิพลในสงขลาและภูมิใจไทย

จุดอ่อนของผู้กำกับอ๊อดฐานคะแนนในเขตคลองแห ยังไม่แข็งแรง เนื่องจากพื้นที่นั้นเป็นฐานเดิมของคนเก่า และ 'คูเต่า' ที่มีอิทธิพลทางการเมืองระดับท้องถิ่นเข้ามากุมฐานเสียงอยู่ แต่ไม่น่าเป็นปัญหา เพราะย่านคลองแห-คูเต่า เป็นเขตอิทธิพลของโกถึกที่น่าจะเข้าไปจัดการได้ไม่ยาก

ประเด็นสำคัญคือ ผู้กำกับอ๊อดยังใหม่ในสนามเลือกตั้งระดับชาติ ยังใหม่กับการเมือง ต้องเร่งสร้างการรับรู้ในวงกว้างและขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่สำคัญคือการปรับตัวให้เข้ากับชาวบ้าน เพราะตำรวจกับชาวบ้านจะมีระยะห่างกันอยู่ การเข้าหาอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน น่าจะเป็นวิธีการ และทางออกที่ดี คลุกคลีตีโมงกัน

อีกอย่างที่เป็นจุดอ่อน คือการใช้สื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลัก และสื่อโซเชี่ยล จะต้องมีมืออาชีพเข้าไปช่วยจัดการ พรรคอาจจะต้องยื่นมือเข้าไปช่วย หรือหาผู้เชี่ยวชาญไปจัดการให้

คู่แข่งหลักในสนามนี้คือ 'สิงโต' ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นลูกชายของ 'นายกฯชาย' เดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีบารมีในพื้นที่มายาวนาน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่นิ่ง เพราะ 'สิงโต' อาจขยับฐานทางการเมืองตามทิศทางของพ่อ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนพรรคจริง อาจทำให้สนามเขต 9 กลายเป็น “ศึกชิงคนบ้านเดียวกัน” ระหว่างเครือข่ายภูมิใจไทยกับกลุ่มขาวทอง

จุดอ่อนของสิงโต คือ สมัยแรกของการเป็น สส.บทบาทในสภาไม่โดดเด่นนัก งานในพื้นที่ก็ภารกิจปกติ พ่อจะมีบทบาททับไปหมด ทำให้ดูเหมือนผลงานไม่เป็นชิ้นเป็นอันที่จับต้องได้

สรุปภาพรวม 'ผู้กำกับอ๊อด' พันตำรวจเอกพิทักษ์ พุทธวิโร คือผู้สมัครหน้าใหม่ที่น่าจับตาในเขต 9 สงขลา เขามีทุนทางสังคมจากความเป็นคนท้องถิ่นแท้ มีเครือข่ายผู้สนับสนุนในพรรคที่แข็งแรง และมีโอกาสเจาะพื้นที่ได้ดี หากสามารถสร้างกระแส “คนบ้านเรา” และทำให้คนสงขลาเชื่อว่า เขาคือ “ตำรวจที่กลับมารับใช้บ้านเกิด” ได้สำเร็จ

‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ อดีตนายก อบจ.สงขลา มือวางน้ำดีที่ชาวบ้านยังเชื่อมั่น กับอนาคตทางการเมืองคลุมเครือ เบื่อการเมืองจริงหรือเพียงพักชั่วคราว

(30 ต.ค. 68) ผมไม่รู้ว่า 'ไพเจน มากสุวรรณ์' อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) คิดอย่างไรกับการเมืองในปัจจุบัน แม้ผมจะได้ยินจากปากตัวเองว่า “เบื่อๆ กับการเมือง”

แต่ผมคิดว่า ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง น่าจะเป็นความรู้สึกเบื่อไอยากๆมากกว่า เหมือนคนกิน “ข้าวเหนียวทุเรียน” คืออยากจะกิน แต่กินมากก็ “เอือน” แต่ปากก็ยังอยากจะกิน ไหนจะกลัวอ้วนมั่ง กลัวน้ำตาลสูงบ้าง 

ไพเจนน่าจะมีอาการแบบนั้น แต่เห็นจากการเดินสายพบโน้นพบนี้ น่าจะคิดอะไรอยู่เป็นแน่แท้ คิดอะไรบ้าง คิดจะลงสมัคร สส.คิดว่าจะลงเขตไหนดี หรือคิดว่าจะลงสมัครนายกฯอบจ.อีกสมัย ก็ต้องรออีก 3 ปีกว่า อายุก็มากขึ้นทุกวัน หรืออาจจะมีข้อมูลถึงอนาคตของนายกฯสุพิศ พิทักษ์ธรรม ว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในเร็วๆเร็วๆ นี้

อุบัติเหตุว่า จะโดนใบแดงหรือไม่ กับข้อร้องเรียนหาเสียงอ้างอิงสถาบัน ก็อยู่ที่ กกต.ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง คือยกคำร้อง หรือให้ใบแดง เป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจ โดยอ้างอิงข้อกฎหมายประกอบ

คำว่า เบื่อๆ กับการเมือง อาจจะมาจากการเมืองที่เข้ามากระแทกแรงๆ เช่น เรื่องสัญญากู้เงิน มีสัญญาจริงหรือไม่ กู้จริงไหม หรือเปล่าการเข้าใจผิด สัญญาถูกฉีกทิ้งไปแล้ว และเป็นการฉีกทิ้งก่อนหมดวาระ จึงไม่ต้องแสดงในรายการบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินกับ ปปช.หลังพ้นตำแหน่ง เป็นต้น

อยากๆ เห็นได้ชัดว่า นายกฯไพเจนยังเดินทางไปร่วมงานโน้นงานนี้ เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน สังคมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะเป็นสำนึกต่อคะแนนเสียงที่เคยมอบให้ หรือยังประสงค์จะก้าวเข้ามาสู่การเมืองอีกครั้ง จึงยังมีเยื่อใยต่อกันอยู่

ต้องยอมรับความจริงว่า นายกฯไพเจนยังเป็นที่นิยมชมชอบของชาวบ้านอยู่ ช่วงหมดวาระก็มีกระแสเรียกร้องสูงให้ลงสมัครต่อ แต่ด้วยเหตุปัจจัยบางอย่างต้องตัดสินใจวางมือ ทั้งๆ ที่เสียงดี มีภาพพจน์ดี ไม่ค่อยมีข่าวในทางลบ

ถ้าให้อ่านใจผมว่า 50:50 ว่าจะลง สส.หรือลงนายกฯอบจ.อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมืองในวันข้างหน้า

ถ้าไพเจนตัดสินใจลงอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างน้อยก็ได้ก็ภาพสีเทา-ดำ ของสงขลาได้บ้าง

‘ชัชชาติ’ ยังไม่ฟันธง ลงชิงเก้าอี้อีกสมัย ปชน.–เพื่อไทย–ไทยก้าวใหม่ เปิดหน้าไพ่รอจังหวะ โจทย์ใหญ่ชี้ชะตารอบนี้ไม่ใช่แค่เลือกผู้ว่าฯ แต่คือการเลือกทีม–แผนแก้ PM2.5–ความโปร่งใส

ไทม์ไลน์คร่าว ๆ
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรอบใหม่คาดว่าจะอยู่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569

โดยกรุงเทพฯ จะเลือกผู้ว่าฯ พร้อมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในช่วงเวลาเดียวกัน

รายละเอียดอย่างเป็นทางการยังต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ แต่หลายฝ่ายใช้อ้างอิงไทม์ไลน์ดังกล่าวเพื่อการเตรียมตัวของพรรคการเมืองและทีมผู้สมัคร

1) แชมป์เก่าในฐานะ 'ตัวเต็งโดยธรรมชาติ': ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)
ช่วงปี 2568 มีทั้งข่าวและคำให้สัมภาษณ์หลายทิศ—บางสำนักพาดหัวว่าเตรียมชิงสมัยที่ 2 แต่ล่าสุดเจ้าตัวระบุจะทำงานให้ครบวาระถึงปี 2569 และยังไม่ฟันธงเรื่องลงสมัครสมัยที่ 2 แปลว่าเขายังเป็น “ว่าที่ผู้สมัคร” ที่ต้องรอดูจังหวะการเมืองใกล้เปิดรับสมัคร
จุดแข็ง: ฐานเสียงกว้างจากแลนด์สไลด์ปี 2565 และภาพลักษณ์ผู้บริหารเชิงนโยบาย
โจทย์หนัก: ความคาดหวังสูง และการผลักดันนโยบายผ่านสภา กทม. ที่ไม่ใช่ทีมของตนทั้งหมด

2) ฝ่ายก้าวหน้า 'พรรคประชาชน' กับแคมเปญ Hackable Bangkok 2026
พรรคประชาชนประกาศจะส่งทีมลงชิงผู้ว่าฯ และ ส.ก. พร้อมธีมปัญหาเมือง—ฝุ่น PM2.5 พื้นที่สีเขียว การจัดการสิ่งแวดล้อม และการเปิดงบให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ (“Hack งบกรุงเทพฯ”) แม้ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ อย่างเป็นทางการ แต่ตัวเต็งที่สื่อจับตา ได้แก่ วรภพ วิริยะโรจน์ และชื่อของวิโรจน์ ลักขณาอดิศรยังมีแรงเชียร์ในหมู่แฟนคลับเมือง
จุดแข็ง: ทีมทำงานเชิงประเด็นชัดเจน เนื้อหานโยบายเชื่อมกับ “เมืองโปร่งใส”
โจทย์หนัก: ต้องเปิดชื่อ “ตัวบุคคล” ให้ชัดและเร็ว เพื่อแปลงโมเมนตัมองค์กรเป็นคะแนนนิยมตัวผู้สมัคร

3) เพื่อไทย “วาง 3 แคนดิเดตคนนอกพรรค”
มีรายงานว่าพรรคเพื่อไทยวาง 3 รายชื่อแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. (คนนอกพรรคทั้งหมด) เตรียมพร้อมหากผู้ว่าฯ ชัชชาติ (ซึ่งพรรคเคารพการตัดสินใจในฐานะอิสระ) ไม่ลง หรือจำเป็นต้องผลักดันตัวเลือกของพรรค ทั้งหมดนี้ยังไม่เปิดชื่ออย่างเป็นทางการ
จุดแข็ง: เครือข่ายพรรคและทรัพยากรสนามใหญ่
โจทย์หนัก: ต้องสื่อสารเหตุผลที่ “คนกรุงเทพฯ ควรเปลี่ยนมือผู้ว่าฯ” ให้เฉียบ และเปิดตัวคนนอกที่ใช่ให้ทันจังหวะ

4) “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กับพรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่ (Thai Kao Mai)”
อดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ ปี 2565 จากประชาธิปัตย์ เปิดตัวพรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่” ในปี 2568 ชูการศึกษาเป็นหัวใจการเมือง ทำให้ชื่อกลับมาอยู่บนเรดาร์เมืองหลวง แม้ยังไม่ประกาศชัดว่าจะลงเองหรือส่งคนของพรรค
จุดแข็ง: บุคลิกเชิงปฏิบัติการ + ไอเดียระบบเมือง/การศึกษา
โจทย์หนัก: โครงสร้างพรรคใหม่ยังต้องเร่งปักฐานใน กทม. ให้เห็นผลเร็ว

5) “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ: คนดังที่สื่อถามถึงบ่อย
ตลอดปี 2568 มาดามแป้งตอบสื่อว่ายังไม่ตัดสินใจและยังไม่ลง หากภาพรวมการเมืองไม่เอื้อ ท่าทีแบบ “เปิดไว้-ไม่ปิดประตู” ทำให้ชื่อเธอยังถูกกล่าวถึงในฐานะแคนดิเดตอิสระที่มีทุนทางสังคมสูง
จุดแข็ง: การยอมรับสาธารณะสูง เครือข่ายกีฬา/เอกชน
โจทย์หนัก: ต้องตอบคำถาม “ทีมบริหาร–นโยบายเมือง” ให้ลึกกว่าภาพลักษณ์

6) ขั้วอนุรักษนิยม/สายอดีตผู้ว่าฯ: พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง
อดีตผู้ว่าฯ จากการแต่งตั้งและผู้สมัครอิสระปี 2565 ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคหนึ่ง สถานะนี้ทำให้ความเป็นไปได้ที่จะกลับมาลงชิงผู้ว่าฯ ลดลง เว้นจะมีการวางยุทธศาสตร์ใหม่ของพรรค

7) ประชาธิปัตย์ “รีบูต” พร้อมการคัมแบ็กของสกลธี
ปลายปี 2568 ประชาธิปัตย์มีความเคลื่อนไหวใหญ่: ผู้นำพรรคกลับมาจับบังเหียน และสกลธี ภัททิยกุลหวนคืนพรรค ทำให้สื่อจับตาว่าดีลผู้ว่าฯ กทม. ของ ปชป. จะวางใครลงสนาม อย่างไรก็ดี ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัคร ณ ตอนนี้

ประเด็นชี้แพ้–ชนะที่กรุงเทพฯ 2569 ต้องเผชิญ
1) สภา กทม. (ส.ก.) = เครื่องทดกำลังผู้ว่าฯ: เลือกผู้ว่าฯ คู่กับ ส.ก. ทั้ง 50 เขต ใครคุมสมดุลในสภาได้
จะเดินนโยบายลื่นกว่า โดยเฉพาะประเด็นตรวจงบ/โปร่งใส
2) เมืองที่ “หายใจได้” กับวิกฤต PM2.5: คุณภาพอากาศคือประเด็นนำ และตัววัดศักยภาพการบูรณาการหน่วยงาน
3) น้ำท่วม–ระบายน้ำ–ความทนทานของเมือง: ต้องอธิบายโรดแมปลงทุนเชิงระบบและการประสานรัฐบาลกลาง
4) ความโปร่งใสและความเร็วของระบบราชการ กทม.: ผู้สมัครที่โชว์วิธีวัดผล 12–24 เดือนแรก จะได้เปรียบ

สรุป “หน้าไพ่” ณ สิ้นตุลาคม 2568
• ชัชชาติ = ยังไม่ประกาศ แต่หากลงจริงยังเป็นตัวเต็งธรรมชาติจากฐานปี 2565
• พรรคประชาชน = เดินเกม Hackable Bangkok เต็มกำลัง รอเปิดชื่อผู้สมัคร—สื่อจับตา “วรภพ” และไม่ตัดชื่อ “วิโรจน์”
• เพื่อไทย = วางแคนดิเดตคนนอกพรรคไว้ รอจังหวะเปิดตัว
• สุชัชวีร์ + พรรคไทยก้าวใหม่ = เปิดพรรคแล้ว เพิ่มออปชันในกระดาน แต่ยังไม่ชี้ชัดว่าจะลงเองหรือส่งคน
• มาดามแป้ง = ยืนยันยังไม่ลง ณ ตอนนี้ แต่ยังเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงเสมอ
• อัศวิน = ผันบทบาทไปบทบาทอื่น โอกาสลงผู้ว่าฯ ลดลง
• ประชาธิปัตย์ = รีบูตพรรค แต่ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ

เช็กลิสต์สำหรับคนกรุงก่อนเข้าคูหา
• ผู้สมัครคนไหนมีแผน “ลดฝุ่น–น้ำท่วม–การเดินทาง” แบบวัดผลได้ใน 12–24 เดือนแรก?
• ทีม ส.ก. ของเขาคือใคร และจะ “ผ่านด่านสภา กทม.” อย่างไร?
• แผนเปิดข้อมูล: งบประมาณ–สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง–KPI หน่วยงาน กทม. จะทำจริงรูปแบบไหน?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top