Friday, 17 July 2026
POLITICS

‘คนเสื้อแดงปทุมฯ’ เข้าให้กำลังใจ ‘เศรษฐา’ ตะโกน “นายกฯ ชื่อเศรษฐา คนไทยจะเป็นเศรษฐี”

(24 ส.ค. 66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) กลุ่มเสื้อแดงปทุมธานี นำโดย นายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ หรือ จ่ายุทธ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ปทุมธานี เขต 3 พรรคเพื่อไทย มอบดอกไม้ให้กำลังใจ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยจ่ายุทธกล่าวว่า ดีใจที่ท่านได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสวัสดิการเรื่องปากท้อง ผู้สูงอายุที่พรรคเพื่อไทยมีท่านจะผลักดันไปได้ดี เพราะท่านเป็นนักธุรกิจใหญ่ ทำความสำเร็จมาแล้ว

ก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงปทุมธานีจะพร้อมใจกันตะโกนว่า “นายกฯ ชื่อเศรษฐา คนไทยจะเป็นเศรษฐี”

ขณะที่นายเศรษฐากล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้มที่วันนี้มากันมากมาย ภูมิใจที่วันนี้มาถึงตรงนี้ได้ แม้จะไม่ได้ สส.ทุกจังหวัด แต่ก็ทราบดีว่ามีการสนับสนุนที่ดีมาโดยตลอด และเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลในรอบ 9 ปี และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทยโดยได้รับการสนับสนุนที่ดีจากพี่น้อง เพราะเรามี สส. ที่มีคุณภาพนโยบายดี ๆ ต่าง ๆ เชื่อว่าจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทุกคน

จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงปทุมธานีตะโกน “เพื่อไทยจงเจริญ” พร้อมตะโกนย้ำอีกครั้งว่า “นายกฯ ชื่อเศรษฐา คนไทยจะเป็นเศรษฐี”

'ลุงตู่' ฝากฝัง 'เศรษฐา' รักษาสถาบันฯ  วอนคนไทย 'เลิกแบ่งสี-แบ่งฝ่าย' ได้แล้ว 

(24 ส.ค. 66) ที่กระทรวงกลาโหม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมสภากลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ถ่ายรูป และเซลฟี่ กับสื่อมวลชนอย่างชื่นมื่น ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก พร้อมทั้งกล่าวหยอกล้อว่า "ฉันยังไม่ได้ไปไหนหรอกนะ" 

โดยสื่อมวลชนได้ร้องเพลง ‘แม้ไม่ใช่คนโปรด อย่างคนอื่นเขา’ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีรอยยิ้มออกมาพร้อมทั้งกล่าวว่า "ร้องเพลงให้นายกฯ คนนี้แล้ว ก็ให้ไปร้องเพลงนี้ให้นายกฯ คนใหม่ด้วย"

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน ว่าที่นายกฯ คนที่ 30 เข้าพบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า ได้ฝากดูแลทุกอย่าง ซึ่งท่านก็รับไป ตนก็ไม่ได้ไปก้าวล่วงอำนาจ ซึ่งตนพร้อมส่งมอบงานและข้อมูลต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ ในการบริหารราชการต่อไป

เมื่อถามว่า มีงานที่คั่งค้างและฝากนายกฯ คนใหม่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มี ท่านก็คงนำไปพิจารณาและทำต่อ อะไรที่ต้องปรับ ก็ปรับ ส่วนเรื่องสถาบันฯ ฝากแล้ว

เมื่อถามว่าได้มีการมองหา รมว.กลาโหมคนใหม่ เพื่อดูแลกองทัพต่อไปหรือไม่? พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ยังไม่ทราบว่าใครเป็น" 

เมื่อถามว่าถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่นายกฯ ทั้งสองคนมาเจอกันเพื่อสลายขั้ว สร้างความสามัคคี หรือไม่? พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อย่าไปมองว่าสีไหนเป็นสีไหน เลิกแบ่งสีได้แล้ว วันนี้บ้านเมือง เดินไปข้างหน้ามีรัฐบาลใหม่มา"

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่ากรณีที่นายเศรษฐาได้เป็นนายกฯ เพราะได้รับการสนับสนุนจากพล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่? พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็อย่าไปมองอย่างนั้นซิ รัฐบาลมาตามขั้นตอนและกระบวนการ เรื่องต่าง ๆ ในสภาก็เป็นเรื่องของรัฐสภา ตอนนี้อย่าไปสร้างประเด็น หรือคิดเอาเองกัน เขียนออกมาก็ต้องระมัดระวังด้วย วันนี้ขัดแย้งกันไม่ได้แล้ว แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ"

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินเข้าไปนั่งในรถประจำตำแหน่ง พร้อมลดกระจกลง พร้อมโบกมือให้สื่อพร้อมทั้งกล่าวว่า "ยังไม่ได้ไปไหนสักหน่อยนึง วันนี้ข้าราชการอำลาเกษียณฯ 60 ฉันเกษียณ 70" 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจะไปทำอะไรดี? พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า "พักผ่อน" ก่อนเดินขึ้นรถไป ก่อนจะเปิดกระจกรถยกมือบ๊ายบายพร้อมกล่าวว่า “ยังไม่ได้ไปไหน”

‘เพื่อไทย’ ย้ำ!! ยังไม่มีการจัดทำแอปฯ เงินดิจิทัลวอลเล็ต  เตือน ปชช.ระวังมิจฉาชีพอาศัยจังหวะตั้งรัฐบาล หลอกดูดเงิน

(24 ส.ค. 66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากกรณีที่มีผู้ไม่หวังดีแชร์ภาพและข่าว ว่ามีการยกเลิกการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทกระจายบนโซเชียลมีเดีย รวมทั้งมีการเผยแพร่แอปพลิเคชันปลอม โดยอ้างการลงทะเบียนเพื่อรับเงินดิจิทัล 10,000 บาท พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลขอแจ้งไปยังพี่น้องประชาชน ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการเริ่มจัดตั้งรัฐบาล ยังระหว่างการพิจารณาจัดตั้งคณะรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ยังไม่ได้เข้าบริหารประเทศตามกฎหมาย ดังนั้น ขณะนี้จึงยังไม่มีการจัดทำแอปพลิเคชันดิจิทัลวอลเล็ต และยังไม่มีการลงทะเบียนใดๆ ทั้งสิ้น

น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า พรรค พท.ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยืนยันว่าจะผลักดันนโยบายดิจิทัลวอเล็ต 10,000 บาท ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรค พท.โดยเร็วตามที่ได้หาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชนทันที เมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศตามกฎหมาย ขณะนี้นโยบายอยู่ในระหว่างที่ผู้เกี่ยวข้องกำลังเตรียมความพร้อม ในการผลักดันนโยบายให้เป็นจริงโดยเร็ว

ดังนั้น การที่ผู้ไม่หวังดีพยายามปล่อยข่าวปลอม ว่าจะมีการยกเลิกนโยบายดิจิทัลวอเล็ต จึงไม่เป็นความจริง เป็นเฟกนิวส์ที่ต้องการทำลายความหวังของพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกับที่มีผู้จัดทำแอปพลิเคชันอ้างลงทะเบียนเพื่อรอรับเงินดิจิทัล 10,000 บาทในขณะนี้ จึงเป็นความพยายามที่จะหลอกลวงพี่น้องประชาชนให้หลงเข้าใจผิด

ขอแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชน อย่าหลงเชื่อการกระทำของมิจฉาชีพที่อาศัยจังหวะการจัดตั้งรัฐบาล มาทำร้ายพี่น้องประชาชน โดยมุ่งที่จะดึงเอาข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นพฤติกรรมของแก๊งคอลเซนเตอร์ที่จ้องจะดูดเงินในบัญชีพี่น้องประชาชน 

น.ส.ตรีชฎา กล่าวอีกว่า รัฐบาลโดยการนำของพรรค พท.มีความหวังดีต่อประชาชนและประเทศชาติ เราจะมีการรายงานความคืบหน้าในการผลักดันนโยบายรัฐบาลให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส รวมทั้งเป็นการระวังป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์ และขอเตือนไปยังแก๊งคอลเซนเตอร์และมิจฉาชีพทั้งหลาย หยุดการกระทำผิดกฎหมาย หยุดพฤติกรรมหากินบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพราะรัฐบาลใหม่ที่มีพรรค พท.เป็นแกนนำ มีแนวทางในการจัดการมิจฉาชีพเด็ดขาด เราจะไม่ปล่อยให้ลอยนวลต่อไปอีก รวมทั้งขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพื่อจัดการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

‘เศรษฐา’ ชื่นชม ‘บิ๊กตู่’ น่ารัก-น่าเคารพ ฝากฝังให้ดูแลบ้านเมือง ‘ต้องอดทน-ใจเย็น’

(24 ส.ค. 66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพรรค พท. ภายหลังเข้าไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาล และให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการไปเยี่ยมเยือนและเป็นการเคารพตามมารยาท และ พล.อ.ประยุทธ์ฝากความเป็นห่วงบ้านเมือง ตนในฐานะเป็นผู้น้อย และเพิ่งได้รับการแต่งตั้ง จึงเข้าไปพบเพื่อปรึกษาหารือว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะมีอะไรฝากฝังหรือไม่ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ก็น่ารักที่พาชมทำเนียบด้วย

เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ฝากฝังประเด็นอะไรเป็นพิเศษ ในการบริหารบ้านเมือง นายเศรษฐา กล่าวว่า "ท่านบอกว่าผมมาจากภาคเศรษฐกิจ วิธีการบริหารก็อาจจะแตกต่างกับการบริหารบ้านเมือง ก็มีหลายภาคส่วนที่ต้องคำนึงถึง ให้ระวังด้วย ให้มีความใจเย็น ให้มีความอดทน ดูแลเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และนโยบายอะไรดี ๆ ที่ท่านทำไว้ก็ฝากดูแลต่อด้วย ซึ่งผมก็จะไปพบปะกับคนที่ทำงานให้ท่านมาด้วย โดยจะมีการนัดกันอย่างต่อเนื่อง อะไรที่คิดว่ามีความเหมาะสม เราก็จะทำต่อ"

เมื่อถามว่า ได้ขึ้นไปชมห้องทำงานด้วยหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ชมหมด ทั้งห้องทำงาน และห้องที่เปิดให้เด็กเยี่ยมชมในวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์บอกว่าท่านไม่ได้นั่งตรงนั้น แต่นั่งห้องเล็กอีกห้องหนึ่ง ซึ่งท่านก็ได้พาไปดูแต่ตนไม่ได้ลองนั่ง

เมื่อถามว่า มีการปรึกษาหารือกันถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่มี ก็เป็นการพูดคุยกันธรรมดา เป็นเรื่องที่ทำให้บ้านเมืองเดินต่อไป แล้ววันนี้ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง และมาดูแลบ้านเมืองให้ดี ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ได้เน้นย้ำถึงเรื่องนี้

เมื่อถามว่า เจอกันครั้งแรกกับพล.อ.ประยุทธ์ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง นายเศรษฐา กล่าวว่า "เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพครับ ไม่มีอะไร ก็คุยกันดีแบบผู้ใหญ่"

เมื่อถามว่า เป็นความตั้งใจนายเศรษฐาหรือไม่ที่ตั้งใจจะเข้าไปพบปะพล.อ.ประยุทธ์อย่างเป็นทางการ หลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ นายเศรษฐา กล่าวว่า ใช่ และพล.อ.ประยุทธ์ก็บอกว่าเป็นครั้งแรก เป็นประวัติศาสตร์ที่นายกรัฐมนตรีสองคนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียกัน ฝากฝังบ้านเมืองกัน ซึ่งตนถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

เมื่อถามว่า มองว่าภาพที่เกิดขึ้นวันนี้จะสามารถลบภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีตได้หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า คิดว่าคงลำบาก เรื่องความขัดแย้งที่มีอยู่ ซึ่งตนคิดว่าไม่ใช่พบปะกันหนเดียวแล้วจะจบกันไป ต้องให้เวลาและการกระทำเป็นตัวพิสูจน์ แต่อย่างน้อยตนก็ทราบเจตนารมณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ว่าท่านอยากจะก้าวข้ามความขัดแย้ง และมีความเป็นห่วงบ้านเมืองด้วยความจริงใจ เราต้องทำงานร่วมกันต่อไป

เมื่อถามว่า เราเป็นฝ่ายนัดไปหรือเขาเป็นฝ่ายนัดมา นายเศรษฐา กล่าวว่า "เป็นการพูดคุยกันของฝ่ายทำงาน"

‘เดชอิศม์’ นำทีม 16 สส.ปชป. แจงหลังแหกมติพรรคโหวตนายกฯ ชี้!! ไม่อยากเอาความแค้นในอดีตมากำหนดอนาคตประเทศชาติ

(24 ส.ค. 66) นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเพื่อน สส.กลุ่ม 16 (ยกมือเลือกเศรษฐา ทวีสิน สวนมติพรรค) ร่วมกันแถลงข่าวถึงการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีว่า ต้องขอโทษสื่อมวลชนที่ติดต่อขอสัมภาษณ์ แต่ติดต่อไม่ได้ เนื่องจากติดภารกิจสำคัญ

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เริ่มไม่มีเอกภาพมาตั้งแต่การประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ มีการล้มการประชุมถึงสองครั้ง ซึ่งเป็นเจตนาของใครบางคนที่ต้องการให้ล่ม สร้างความเสียหายให้กับพรรค สมาชิกพรรคที่ต้องเดินทางมาประชุม พรรคก็เสียหาย ต้องจ่ายค่าจัดการประชุมครั้งละ 3 ล้านบาท จนถึงขณะนี้เราก็ยังกำหนดวันประชุมเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ไม่ได้

นายเดชอิศม์ กล่าวอีกว่า มาถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี มีการประชุม สส.ของพรรคเพื่อกำหนดแนวทางในการโหวต ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นออกเป็นสองแนวทาง คือไม่เห็นชอบ และงดออกเสียง

“ฝ่ายไม่เห็นชอบก็ยกเหตุผลจากความโกรธแค้นในอดีตที่รัฐบาลในยุคก่อนจัดสรรงบประมาณอย่างไม่เป็นธรรม จัดงบพัฒนาภาคใต้ แต่ สส.น้อง ๆ รุ่นใหม่ เสนอให้แยกเรื่องความแค้นกับการเดินหน้าทางการเมืองออกจากกัน ฝ่ายที่เสนอให้เห็นชอบก็มองว่า เมื่อประเทศมาถึงทางตัน จึงควรจะมีทางออก บ้านเมืองจะเกิดศูนย์ยากาศทางการเมืองนานไม่ได้ แต่เสียงจำนวนมาก เห็นว่าควรงดออกเสียง”

นายเดชอิศม์ กล่าวอีกว่า เมื่อมาถึงจุดนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคจึงตัดบทว่า เรื่องนี้ไม่อยากให้มีการโหวต การลงมติเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. วันนั้นจึงไม่มีการโหวต จึงไม่รู้ว่ามติเป็นอย่างไร

“วันโหวตพวกเราส่วนใหญ่มานั่งคุยกันถึงคุณสมบัติของนายเศรษฐา พร้อม ๆ กับนั่งดูการโหวตไปด้วย นายจุรินทร์โหวตงดออกเสียง นายชวน นายบัญญัติ โหวตไม่เห็นชอบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การโหวตไปคนละทิศคนละทางกัน”

นายเดชอิศม์ กล่าวอีกว่า พวกเรามานั่งพูดคุยกัน ก็เห็นตรงกันว่า การจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลสมานฉันท์ จะทำให้ชาติเดินหน้าไปได้ จึงควรสนับสนุนนายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี

“วันนี้เราเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว เราไม่กระเหี้ยนกระหือรือเป็นรัฐบาล การร่วมรัฐบาลต้องเป็นไปตามระเบียบพรรค มติเป็นอย่างไรทุกคนต้องปฏิบัติตามนั้น หลักของเรายังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง”

เมื่อถูกถามว่า เมื่อการโหวตเป็นการโหวตสวนมติพรรค ไม่กลัวจะถูกขับออกจากพรรคหรือ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ตามระเบียบพรรค การขับสมาชิกพรรคต้องใช้เสียง สส. 3 ใน 4

“ตอนนี้เสียงส่วนใหญ่อยู่ฝั่งนี้หมดแล้ว แล้วใครจะขับใครเราไม่อยากให้เอาความแค้นในอดีตมาส่งมอบให้กับพวกเราคนรุ่นใหม่ แต่ถ้าเป็นนโยบายดี ๆ เรายินดีรับต่อ” นายเดชอิศม์ กล่าว

‘บิ๊กตู่’ ขอบคุณข้าราชการทุกคน อวยพรขอให้สุขภาพแข็งแรง-มีความสุข

(24 ส.ค. 66) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 09.40 น. ข้าราชการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 12 คน ที่จะเกษียณอายุในเดือน ก.ย.นี้ ได้ขอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ บนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่ออำลาก่อนเกษียณอายุ และก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะครบวาระนายกฯ

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบเหรียญหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ไอ้ไข่สิทธิ์หลวงพ่อทวด รุ่นเจริญก้าวหน้า มหาเศรษฐี ให้เป็นที่ระลึก

โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับข้าราชการว่า “ขอบคุณข้าราชการทุกคนมากๆ ที่สนับสนุนการทำงานของนายกฯ มาเป็นอย่างดี ขอให้ทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และหลังจากเกษียณไปแล้วแนะนำให้หากิจกรรมทำหลังเกษียณ ดำรงชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข” จากนั้น บรรดาข้าราชการก็ได้ร่วมถ่ายภาพกับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นที่ระลึกอีกด้วย

'ณัฐชา' เชื่อ สว.หนุน 'เศรษฐา' ฉลุยนายกฯ มีเบื้องหลัง  งง!! ทะเลาะกันมาสิบปี คงมีข้อเจรจาที่ตกลงกันได้

(24 ส.ค. 66) ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญอินไชยสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ามีนัยทางการเมืองหรือไม่ ว่า ไม่ได้เป็นเรื่องผิดแปลกอะไรกับการส่งมอบอำนาจ เป็นอำนาจใหม่ที่ประชาชนมีข้อเคลือบแคลงสงสัย เพราะพล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ  ซึ่งเป็นรัฐบาลจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งยึดอำนาจมาเกือบ 9 ปี สุดท้ายมาส่งมอบอำนาจให้กับพรรค เพื่อไทยซึ่งเป็นสิ่งที่เราสงสัยในหลายประเด็น

ส่วนการเข้าพบในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับการที่ สว. โหวตให้นายเศรษฐาหรือไม่นั้น นายณัฐชากล่าวว่า หลังจากพรรคเพื่อไทย จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ก็ต้องมีเสียงของ สว. เกี่ยวข้องด้วยแน่นอน เพราะเช้าวันที่โหวตนายกฯ (22 ส.ค.) ตนได้พูดคุยกับสว.ที่รู้จักกัน ก็ยังไม่มีสัญญาณมา แต่โค้งสุดท้าย ก็มีการส่งสัญญาณไฟเขียวโหวตให้นายเศรษฐา ช่วงเวลาระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง แน่นอนว่าต้องมีการเจรจากับนอกรอบอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า การพูดคุยของนายกฯ จาก 2 ขั้วอำนาจ จะถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีหรือไม่สำหรับพรรคก้าวไกล นายณัฐชากล่าวว่า คำว่า สมานฉันท์ปรองดอง ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เบื้องหลังมีการกระทำอะไรบ้าง ที่มีผลกระทบกับประชาชน นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ให้ได้ว่า เบื้องหลังของคนที่ขัดแย้งกันมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี สุดท้ายมาจับมือกัน และบอกว่าเป็นการทลายความขัดแย้งที่ยาวนาน

“อยู่ดี ๆ คนมีปัญหากันมาเป็นสิบปี มาจับมือกัน มันต้องมีข้อเจรจาที่ตกลงกันได้ สิ่งที่ตกลงกันนั้นคืออะไร ประชาชนยังไม่ทราบเท่านั้นเอง” นายณัฐชากล่าว

เมื่อถามว่า มีอะไรอยากจะฝากถึงคณะรัฐมนตรีใหม่หรือไม่ นายณัฐชากล่าวว่า “หน้าตารัฐมนตรีที่ออกมาทั้ง 35 คน จะทำให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าภายใต้การเจรจา เบื้องหลังเบื้องลึกนั้นมีการเจรจาต่อรองตำแหน่งใดไว้บ้าง และทิศทางที่เจรจาส่งผลกระทบอะไรต่อประชาชน หน้าตาของครม. ก็จะเป็นคำตอบให้กับประชาชนว่า สุดท้ายแล้วรัฐบาลนี้วางอยู่บนความไว้วางใจของประชาชนได้หรือไม่”

เมื่อถามว่า เห็นหน้าตาครม. และนายกฯ แล้ว คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับยังเป็นไปได้หรือไม่ นายณัฐชากล่าวว่า “จากการที่นายเศรษฐาระบุว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้า ครม. ในวาระแรก ตนมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขได้อย่างแน่นอน ถ้านายกฯ มีความตั้งใจ แต่ความจริงใจนั้นต้องพิสูจน์ว่า ที่มาที่ไปของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จะมาด้วยวิธีการใด ก่อนเลือกตั้งเราพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าสสร. ต้องมาจากการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้คือประเด็นหลัก ไม่ใช่ว่าจะแก้ได้หรือไม่ได้” 

ส่วนจะร่างรัฐธรรมนูญควบคู่ไปด้วยหรือไม่ นายณัฐชากล่าวว่า “ต้องทำอย่างแน่นอน”

นับถอยหลัง 'อาคม เติมพิทยาไพสิฐ' ขุนคลังแห่งสยาม  เบื้องหลัง ‘โครงสร้างพื้นฐาน-เงินสำรอง-ทองคำ-คนละครึ่ง’

ภาพตอกย้ำของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถึงการเป็นประเทศที่สะสมความมั่งคั่งและมั่นคงอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เช่นในปี 2565 ไทยอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก จากจำนวนสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่กระทั่งการซื้อทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มมากที่สุดในเอเชีย ซึ่งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีทองคำเพิ่มจาก 152.41 ตันมาอยู่ที่ 244.16 ตัน ทำให้ทุนสำรองที่เป็นทองคำเพิ่มขึ้นถึง 60.20%

ส่วนอันดับความน่าเชื่อถือของประทศไทยจากการจัดอันดับของทั้ง Fitch Moody’s และ S&P ให้มุมมองความน่าเชื่อถือ 'ระดับมีเสถียรภาพ' และคงความน่าเชื่อถือไทย BBB+ สำหรับ Fitch และ S&P และ Baa1 สำหรับ Moody’s อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากโควิด-19 จนนำมาสู่โครงการคนละครึ่ง, โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และสารพัดโครงการที่นำมาช่วยเหลือเยียวยาคนไทย อีกทั้งยังออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ อาทิ มาตรการชดเชยรายให้แก่แรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม, โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดหนัก

อันที่จริงยังผลงานในการบริหารจัดการด้านการเงินอีกมาก ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเงิน-การคลังอันดีของประเทศในช่วงของรัฐบาลประยุทธ์ 2 ภายใต้ขุนคลังอย่าง 'อาคม เติมพิทยาไพสิฐ'

ความยอดเยี่ยมที่ว่านี้ ไม่ได้มีแค่เสถียรภาพทางการเงินการ-คลังไทยเป็นตัวการันตี แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา 'นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ของไทย ได้รับรางวัล ‘Finance Minister of the Year 2023’ ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากนิตยสาร The Banker ยกย่องบริหารงานผ่าน มาตรการการเงิน-การคลังได้ดี จนช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวด้วย

แน่นอนว่า ในวาระที่รัฐบาลใหม่กำลังจะก้าวเข้ามา และคงจะได้เห็นหน้าตาขุนคลังคนใหม่นั้น ก็อดไม่ได้ที่จะต้องจารึกถึงสิ่ง 'นายอาคม' ได้ทำไว้ ในฐานะขุนคลัง 'ผู้ปิดทองหลังพระ' ตัวจริง!! ที่ทำให้การเงิน-การคลังของไทยมีความมั่นคงอย่างสูงในปัจจุบัน

#ประวัติ
สำหรับประวัตินายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ปัจจุบันอายุ 67 ปี เกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2499 ที่จังหวัดศรีสะเกษ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2520 และระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากวิทยาลัยวิลเลียม ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2526

- เข้ารับราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
- เป็นผู้อำนวยการกองวิเคราะห์และประมาณการเศรษฐกิจ ในระหว่างปี พ.ศ. 2539-2542
- เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและแผน (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ 9 ชช.) ในปี พ.ศ. 2542-2543
- เป็นผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) (2543-2546)
- เป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (2546-2547)
- เป็นรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2547 
- เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2553

- เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต่อมาในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกัน ได้ลาออกจาก สนช. เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ และตำแหน่งทางการเมืองควบคู่กัน ในปี พ.ศ. 2557
- เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แทนพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 (ยื่นลาออกจากข้าราชการในตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในเดือน ตุลาคม 2558)
- เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเริ่มดำรงตำแหน่งตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดูผลงานของนายอาคม ในยุครัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 1 จะพบว่าตั้งแต่ปี 2558 ที่นายอาคม ได้ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนั้น เขาได้สร้างผลงานไว้หลายด้าน...

#รั้วคมนาคม
ผลงานแรกที่สำคัญคือ การแก้ไขปัญหาด้านการบินพลเรือน ปลดธงแดง องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) โดยได้ดำเนินการปฏิรูปกฎหมายด้านการบินที่ล้าสมัยด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2597 ในประเด็นที่เป็นข้อบกพร่อง

นอกจากนี้ยังได้ผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่หลายโครงการ, เดินหน้าการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล, ผลักดันการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ 8 เส้นทาง, มาตรการป้องกันฝุ่นพิษ PM 2.5, การจัดทำระบบตั๋วร่วม และแผนฟื้นฟูองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ฯลฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีส่วนช่วยในการผลักดันให้รัฐบาลประยุทธ์สามารถอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนระบบราง ช่วยทำให้เกิดการลงทุนในการก่อสร้างและงานระบบกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีแบบต่อเนื่องในอนาคต

เรียกได้ว่า ตลอด 1,775 วันในการทำงานนั้น มีหลายโครงการที่มีการขับเคลื่อนไปมาก บางโครงการได้มีการเริ่มต้น ถึงแม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ 100% แต่ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ของกระทรวงคมนาคม

#ขุนคลัง
ทั้งนี้ ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 'อาคม' ยังอยู่ในรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ 'นอกทีมสมคิด' ทว่าเป็น 1 ในรัฐมนตรี 'โควตากลาง-สายตรง' ของนายกรัฐมนตรีตลอด 4 ปี และด้วยผลงานที่เข้าตา ก็นำมาสู่ภาคต่อของอาคมในรัฐบาลประยุทธ์ 2 ด้วยบทบาทใหม่ในการเป็น 'ขุนคลังแห่งสยาม'

อันที่จริง จนถึงตอนนี้ ประเทศไทยเคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทวงการคลัง (รมว.) มาแล้วถึง 54 คน โดยมี 'อาคม เต็มพิทยาไพสิฐ' ดำรงตำแหน่งเป็น รมว.คลังคนปัจจุบัน ซึ่งเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจคนหนึ่งของประเทศไทย จากการเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) มาอย่างยาวนาน

และด้วยคุณสมบัติของ นายอาคม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วย ในรัฐบาลยุค 'ประยุทธ์ 1' เป็นบุคคลที่นายกรัฐมนตรีไว้วางใจในการสอบทานข้อมูล-ตัวเลขด้านเศรษฐกิจ มาตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เส้นทางสู่ขุนคลังของ 'อาคม' จึงเรียกว่ามาเพราะฝีมือและความเชื่อใจของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจริง ๆ 

โดยตัวเขาเองพิสูจน์ผลงานแบบเข้าตาผู้ใหญ่มาตลอด ระหว่างเริ่มจากข้ามคลองผดุงกรุงเกษม ไปยังย่านราชดำเนินใน ช่วงขึ้นแท่นเป็น รัฐมนตรีช่วยฯ แล้วต่อด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในสมัยรัฐบาล คสช. โดยระหว่างนั้นเขายังได้สังกัดทีมเศรษฐกิจ ที่ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี และทีมตึกไทยคู่ฟ้า จนได้รับความไว้วางใจให้ดูแลกระทรวงเศรษฐกิจเกรดเออีกครั้ง ในฐานะ 'ขุนคลัง' ในรัฐบาล 'ประยุทธ์ 2/3'

ส่วนผลงานในการเป็นขุนคลัง ก็อย่างที่ได้กล่าวไปตอนเปิดหัวต้นเรื่อง ซึ่งต้องถือว่า อาคมมฝีมือ 'ฉกาจ' อย่างยิ่งภายใต้เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย ปัญหาโรคภัย ที่ท้าทาย แต่ก็พาไทยมีสถานะทางการเงิน-การคลังได้อย่างมีเสถียรภาพ

#สไตล์
'อาคม' มีสไตล์การทำงานที่หามรุ่ง-หามค่ำ ตอบทุกคำถามของนายกรัฐมนตรีและคณะได้ทุกแพลตฟอร์ม ทั้งรูปแบบข้อมูลดิบ อินโฟกราฟิก หรือพาวเวอร์พอยต์ ที่เข้าใจง่าย เป็นระบบ-ระเบียบ

ทั้งเมนูแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทั้งระยะสั้น-ยาว แนวทางการวิเคราะห์โครงการของรัฐวิสาหกิจ การลงทุนเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน 'อาคม' มักเตรียมข้อมูลและทางเลือกให้รัฐบาลตัดสินใจไม่พลาดทิศ แม้อาจจะล่าช้าไม่ทันใจฝ่ายการเมืองนัก

'อาคม' มีคุณสมบัติสำคัญตรงกับที่นายกรัฐมนตรี เปิดเผยเป็นญัตติสาธารณะ อย่างน้อยก็ 1 ข้อ คือ “เป็นคนที่ที่บ้านไม่ห่วงเกินไปมากนัก” เพราะเขาครองตัวเป็นโสดหลังจากภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน

#ปิดทองหลังพระ
ทั้งนี้ หากย้อนไปเมื่อปี 2560 'นายอาคม' เคยเปิดเผยถึง 3 หลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เขายึดเป็นแรงบันดาลใจรวมถึงเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิตและทำงานในชีวิตมาโดยตลอด คือ...

'การปิดทองหลังพระ' - ทำงานไม่จำเป็นต้องออกหน้า ถ้าคิดว่างานที่เราทำเป็นประโยชน์ส่วนรวมอยู่เบื้องหลัง เป็นฟันเฟืองของกลไกทั้งหมด ถ้าฟันเฟืองเล็กไม่เดิน ฟันเฟืองใหญ่ก็ไปไม่ได้

'ความเพียรพยายาม' - แม้ว่างานจะยากแค่ไหนก็ต้องทำ เมื่อเราเห็นเป้าหมาย ซึ่งอาจจะอยู่ใกล้ หรืออยู่ไกล ถ้าไม่มีความพยายามในการฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ก็ทำไม่สำเร็จ

'ความเรียบง่าย' - ได้จากพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่าน สอนให้คนรู้จักประหยัด ใช้ในสิ่งที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย ความเรียบง่าย ชีวิตพระองค์ท่านเหมือนคนธรรมดา เราเองต้องทำตัวไม่มียศ ไม่มีศักดิ์ ทำงานให้ติดดิน

ตำแหน่งไม่คงคน...แต่ตำนานจะยังคงสืบต่อไป...

นี่คือเรื่องราวของชายผู้ปิดทองหลังพระ ผู้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทย การเงิน-การคลังไทย ยังคงมีความมั่นคงอย่างสูง จนพร้อมส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดถัดไปได้เข้ามาทำงานได้อย่างราบรื่น...

จำชื่อเขาไว้ 'อาคม เติมพิทยาไพสิฐ' อีกหนึ่งขุนคลังแห่งสยามคนสำคัญของไทย...

‘บิ๊กตู่’ ถก ‘เศรษฐา’ ส่วนตัวกว่า 45 นาที พร้อมพาเยี่ยมชม ‘ตึกไทยคู่ฟ้า-เก้าอี้นายกฯ’

(24 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการพูดคุย เสร็จสิ้น เมื่อเวลา 11.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้พา นายเศรษฐา ทวีสิน เยี่ยมชมบริเวณภายในตึกไทยคู่ฟ้า โดยขึ้นชั้นสองไปดูห้องทำงาน เก้าอี้นายกฯ, ห้องสีงาช้าง แวะชม ภาพถ่ายอดีตนายกรัฐมนตรี และที่ตึกภักดีบดินทร์ อย่างอารมณ์ดีและยิ้มแย้มแจ่มใสทั้งสองคน

จากนั้นเวลา 11.55 น. ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที 30 ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดินมาส่ง เพื่อขึ้นรถบริเวณประตูด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายเศรษฐาได้ยกมือไหว้ขอบคุณพลเอกประยุทธ์ และพลเอกประยุทธ์ได้ยกมือรับไหว้ ซึ่งทั้งสองคนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อมวลชน เป็นการใช้เวลาพบปะพูดคุยกันรวม 45 นาที

ทั้งนี้การพูดคุยโดยใช้เวลาประมาณ 45 นาทีนั้นเป็นการพูดคุยระหว่างพลเอกประยุทธ์ และนายเศรษฐา เพียงสองคนเท่านั้นไม่มีนายพีระพันธุ์

‘สรรเพชญ’ ยินดี ‘เศรษฐา’ นั่งนายกรัฐมนตรี  ยืนยัน!! พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านสุดความสามารถ

(24 ส.ค. 66) นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งยกมืองดออกเสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามมติพรรค ได้ออกมาแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ และยืนยันพร้อมเป็นฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็ง ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาล

โดยสรรเพชญ ระบุว่า วันนี้ ประเทศไทยของเราได้มีนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 เป็นที่เรียบร้อย ผมขอแสดงความยินดีกับคุณเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย และขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อแก้ปัญหาที่รุมเร้าประเทศของเราอยู่ในขณะนี้ ทั้งปัญหาปากท้องของประชาชน และสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ปัญหาสังคม และต่าง ๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม นอกจากการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพแล้ว ประเทศของเราจำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ที่จะคอยตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาล ไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจในทางที่ผิด เอื้อประโยชน์เพื่อพวกพ้อง อันนำมาซึ่งการทุจริตคอร์รัปชัน จนกลายเป็นต้นเหตุทางการเมืองที่ผ่านมา และผมเชื่ออย่างยิ่งว่าหากฝ่ายค้านทำงานอย่างมีคุณภาพแล้วนั้น ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนเช่นกัน ดังที่ผมเคยประกาศผ่านทางเฟซบุ๊กของผม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2566 ภายหลังการเลือกตั้ง และ ณ วินาทีนี้ ความเชื่อของผมก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ดังนั้น ผมในฐานะ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยส่วนตัวผมแล้วผมไม่เห็นถึงความจำเป็นใด ๆ ที่พรรคฯ จะต้องไปเข้าร่วมรัฐบาล เนื่องจากจำนวน สส.พรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน นั้นมีมากกว่า 314 เสียง แล้ว ซึ่งถือเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมาก ๆ และถือว่ามีจำนวน สส. มากกว่าชุดรัฐบาลที่ผ่านมาเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น จำนวนเสียง สส.ฝ่ายค้าน แทบจะไม่สามารถทำให้รัฐบาลสะดุดล้มได้เลย เว้นแต่รัฐบาลจะสะดุดขาตัวเอง

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้น ผมจึงอยากให้พรรคฯ เดินหน้าทำหน้าที่เป็น ‘ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็ง’ เหมือนกับที่ประชาธิปัตย์เคยพิสูจน์ผลงานมาแล้วในอดีต เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน สำคัญที่สุดคือการกอบกู้ศรัทธาของพรรคให้กลับคืนมา

แต่ถ้าหาก สส. ส่วนใหญ่ของพรรคฯ คิดว่าอุดมการณ์ของผมนั้น ขัดแย้งกับเสียงส่วนใหญ่ ที่ได้อ้างกันอยู่ในขณะนี้ และไม่สามารถร่วมอุดมการณ์เดียวกันได้แล้ว ผมยินดีที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์ ขับออกจากพรรค โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เพราะผมไม่สามารถหักหลังพี่น้องชาวสงขลาที่ได้ให้โอกาสผมมาได้ และผมยินดีที่จะตั้งใจทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอย่างมีคุณภาพ ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น ในฐานะผู้แทนของราษฎร ตามอุดมการณ์ที่ผมยึดถือมาตลอดครับ

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ผมยึดถือและยึดมั่นเป็นสำคัญ ก็คือ คำขวัญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชาวประชาธิปัตย์ ยึดมั่นมาตลอด 77 ปี คือ สจฺจํ เว อมตา วาจา ‘คำสัตย์แล เป็นวาจาไม่ตาย’

‘วีรพัฒน์’ ติง!! ‘แฟนก้าวไกล’ ควรมีสติ-วุฒิภาวะ เพราะการเมืองคือการทำงานร่วมกันแบบมืออาชีพ

ผู้ใช้ TikTok บัญชี @missyoumt1368 แชร์คลิปวิดีโอของรายการ โหนกระแส โดยช่วงหนึ่ง ‘วีรพัฒน์ ปริยวงศ์’ นักกฎหมายอิสระ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ‘ด้อมส้ม’ บางคนที่คอมเมนต์ติติงและอาจไม่ค่อยคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบมืออาชีพในสภาฯ เพราะการเมืองนั้นมันต้องร่วมมือกัน โดยระบุว่า…

“ถ้าผมถามก้าวไกล แฟนก้าวไกลที่มาคอมเมนต์อะไรไม่ค่อยฉลาด ถ้าสมมุติเพื่อไทยเขาผลักดันกฎหมายที่คุณอยากได้ คุณจะบอกคุณพิธาไหมว่าไม่ต้องยกมือให้เพื่อไทย เขาจะผลักดันกฎหมายสุราก้าวหน้า กฎหมายไม่ต้องเกณฑ์ทหาร คุณจะให้คุณพิธาลุกขึ้นมาค้านเหรอ คุณพิธาค้านไม่ได้เพราะโดนสั่งยุติไปแล้วอีก เห็นไหมว่าการเมืองมันต้องร่วมมือกัน เพราะว่าตอนนี้แฟนคลับบางคนไม่มีสติแล้ว อะไรก็ตามที่เป็นการวิจารณ์ก้าวไกล เขารับไม่ได้เลย เหมือนพันธมิตรกับ กปปส. สมัยก่อนเลย ต้องพูดอย่างงี้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

“เพราะฉะนั้น พวกคุณต้องโตขึ้นนิดนึง มีสติปัญญาที่พัฒนาขึ้นในระดับที่สูงขึ้น มิฉะนั้นแล้วการเมืองจะเป็นการเมืองน้ำเน่า นักการเมืองที่ฝ่ายค้านก็ต้องทะเลาะกับรัฐบาลหมด จริง ๆ ปัญหาอยู่ที่ตัว สว. และพรรคลุง นั่นคือปัญหา เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดก้าวไกลกับเพื่อไทยยังมาเสียเวลาทะเลาะกัน คุณก็จะกลายเป็นการเมืองแบบน้ำเน่าสมัยก่อน เพื่อไทยจะโตในสภาฯ แต่รีบนอกสภา ส่วนก้าวไกลคุณโตนอกสภาฯ คุณก็ทําอะไรไม่ได้อยู่ดีถูกไหมครับ? ดังนั้น ต้องหาวิธีทํางานร่วมกันแบบมืออาชีพ อยู่คนละฝั่งก็ยังโหวตในสิ่งที่เห็นต้องตรงกันได้ และคุณก็ค้านเฉพาะในสิ่งที่คุณจะไม่เห็นด้วย นั่นคือการเมืองแบบมืออาชีพ”

“ผมเชื่อว่าคุณพิธากับแกนนําพรรคเขาเข้าใจ ปัญหาคือจะทําอย่างไรเพื่อให้การศึกษาแก่ฐานเสียงรุ่นใหม่บางคน ที่อาจจะยังไม่ค่อยคุ้นชินกับวิธีการทํางานแบบมืออาชีพในสภาฯ สักเท่าไหร่…”

‘เชาว์ มีขวด’ ยกโมเดล พปชร. แก้วิกฤติพรรค หวังใช้แก้ปัญหาใน ปชป. หลังมี สส. แหกมิติพรรคโหวตนายกฯ

(24 ส.ค. 66) นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ‘ทนายเชาว์ มีขวด’ ระบุว่า…

ปล่อยมือเถอะครับ แล้วจากกันด้วยดี
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ในการโหวตให้ความเห็นชอบนายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปากว่าประชาธิปัตย์เละเป็นโจ๊ก เนื่องจากมี สส.กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรค จำนวน 16 คน ได้โหวตสวนมติพรรคที่ให้งดออกเสียง เป็นเห็นชอบ

ที่ผมโฟกัสเฉพาะสส. 16 คน ไม่พูดถึง 2 อดีตหัวหน้าพรรคฯ ที่โหวตสวนมติเหมือนกัน แต่เป็นการลงคะแนนไม่เห็นชอบนั้น ก็เพราะทั้งคู่ได้แจ้งต่อที่ประชุมแล้วถึงจุดยืนที่ขอใช้เอกสิทธิ์ สส.ในกรณีนี้ แต่ สส. 16 คน ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับที่เคยตกเป็นข่าวว่า นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา ใช้ต่อรองกับนายทักษิณ ชินวัตร ดีลร่วมรัฐบาลที่ฮ่องกง

เหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นสถาบันหลักในทางการเมืองมายาวนานกว่า 78 ปี และยังมีจุดยืนทางการเมืองคนละขั้วกับพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจนในการต่อต้านระบอบทักษิณต่อสู้ห้ำหั่นกันมากว่าสองทศวรรษ ถึงขนาดนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค กล่าวภายหลังการประชุมรัฐสภาว่า ไม่น่าเชื่อว่า สส.ของพรรคจะโหวตออกมาอย่างนี้ ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากสมาชิกพรรคที่มีความห่วงใย ในอนาคตของพรรคว่าถึงคราวจะสูญพันธุ์ตามที่หลายคนได้พูดถึงหรือไม่

จนถึงเวลานี้ ยังไม่มีคำชี้แจงจากกลุ่ม สส. ทั้ง 16 คน ถึงเหตุผลใดที่ให้พวกท่านตัดสินใจทำเช่นนั้น แต่ผมคิดว่าการฝ่าฝืนมติพรรคที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดขึ้นเองคล้อยหลังเพียงหนึ่งวัน จากงดออกเสียงเป็นเห็นชอบ จะชี้แจงแก้ตัวอย่างไรคงฟังไม่ขึ้น เพราะการกระทำของพวกท่านหมดความชอบธรรมที่จะยกเหตุผลใดมาอธิบายนอกจากเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าจากการเข้าร่วมรัฐบาล โดยที่พวกท่านลืมหลักการไปว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ โดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์และความรู้สึกของประชาชนที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคมาอย่างยาวนาน

ผมเข้าใจดีว่าในวันที่พรรคอ่อนแอ หลายคนคิดแค่กอบโกยให้ได้มากที่สุด ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง เพราะไม่คิดที่จะอยู่ต่อแล้วในอนาคต แต่อยากให้ตระหนักสักนิดว่ายังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่คิดทิ้งพรรค หวังที่จะกอบกู้ สู้ไปด้วยกันแม้ในวันที่พรรคอ่อนล้าโรยแรง มีโมเดลที่พรรคพลังประชารัฐเคยทำ เมื่อครั้งมีความเห็นต่างจนไม่อาจหาข้อยุติได้ สุดท้ายร้อยเอกธรรมนัส เดินจากไป ปล่อยมือเถอะครับ แล้วจากกันด้วยดี”

‘บิ๊กตู่’ ยินดี ‘เศรษฐา' ได้ตำแหน่งนายกฯ อวยพรขอให้บริหารราชการราบรื่น-สำเร็จด้วยดี

(23 ส.ค.66) หลังการประชุม ครม. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย, นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินมาพร้อมกัน 

วันนี้นายกรัฐมนตรี มีท่าทียิ้มแย้ม และก่อนที่จะให้สัมภาษณ์ กลับพบว่า นายกฯ ถอนหายใจ พร้อมมองไปบนฟ้า ก่อนจะพูดว่า "เฮ้อ อากาศมันก็ดีเนาะ ฝนไม่ค่อยตกดีนะ”

ก่อนจะกล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมครม.ปกติ ในฐานะรัฐบาลรักษาการ ช่วงนี้ก็มีหลายเรื่องที่จะต้องพิจารณา ซึ่งไม่ได้มีผลผูกพันอะไร เป็นเพียงการประชุมเวทีต่างประเทศเป็นเรื่องของกำหนดการที่วางไว้ก่อนแล้ว จึงไม่มีผลผูกพันอะไรทั้งสิ้น เป็นแนวทางการปฏิบัติต่าง ๆ ที่เราจะต้องร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งจะต้องมีการสานต่อในรัฐบาลต่อไป 

นายกรัฐมนตรี ได้ถอนหายใจ ก่อนที่จะบอกว่า เรื่องที่สื่อมวลชนต้องการจะถามตนในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการอยู่ในขณะนี้ และ ครม.รักษาการ ก็ขอแสดงความยินดีกับนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้ผ่านการพิจารณาในกระบวนการรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็มีกระบวนการขั้นตอนต่อไป

วันนี้ได้นายกรัฐมนตรี ก็รอโปรดเกล้าฯ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจและพระราชวินิจฉัยของพระองค์ท่านอยู่แล้ว ต่อไปก็เป็นการจัด ครม. ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ได้เสนอทูลเกล้าขึ้นไป และเมื่อได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงมา ก็จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ส่วนรัฐบาลตนก็จะหมดหน้าที่พร้อมกันตรงนั้น

“และเมื่อมีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเรียบร้อย ผมก็หมดหน้าที่ ซึ่งต้องมีพิธีถวายสัตย์ฯ มี ครม.ให้เรียบร้อย จากนั้นผมก็หมดหน้าที่ของผมไปแล้ว ก็คงแสดงความยินดีกับคุณเศรษฐา อีกครั้งหนึ่ง ขอให้ประสบความสำเร็จในการบริหารราชการแผ่นดินในโอกาสต่อไป" 

พลเอกประยุทธ์กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีต้องใช้เวลาอีกนิดหน่อยและอีกไม่กี่วัน โดยเฉพาะการตรวจคุณสมบัติของคณะรัฐมนตรี จะต้องครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งถือว่าดำเนินการตามขั้นตอน ดังนั้น ขอให้ใจเย็น ๆ ส่วนตัวไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น และอย่านำปัญหาไปใส่ให้กับใคร ซึ่งตนเองยอมรับในกติกาทั้งหมด เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยทั้งหมด การเมืองก็ว่ากันไป 

ส่วนจะริเริ่มประเพณีเชิญนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มาพูดคุยที่ทำเนียบรัฐบาลก่อนรับหน้าที่หรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอดูสถานการณ์ก่อน ขณะที่วันนี้ตนเองได้แสดงความยินดีไปแล้ว ในนามคณะรัฐมนตรี 

ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงขณะนี้ ยืนยันว่าสิ่งไหนที่ทำได้ ก็จะทำไปตามกฎหมาย แต่หลายอย่างจำเป็นจะต้องทำ เพราะมีระยะเวลา สิ่งไหนทำได้ก็ทำ สิ่งไหนที่ทำไม่ได้ก็ให้รัฐบาลใหม่ 

ส่วนการฝากงานรัฐบาลใหม่นั้นวันนี้ไม่ต้องฝาก เพราะทั้งหมดอยู่ที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานต่าง ๆ โดยหลายแผนงานที่ทำในปัจจุบัน ทำใหม่ ทำต่อ ก็สุดแล้วแต่รัฐบาลใหม่จะพิจารณา 

ส่วนจะฝากงานนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาลใหม่หรือไม่ พลเอกประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ขอฝาก และไม่ขอตอบ เพราะตนเองไม่มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้อง 

เมื่อถามว่า เมื่อวานนี้ มีปรากฏการณ์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี โหวตสนับสนุนนายเศรษฐา พลเอกประยุทธ์ ยืนยันว่า ตนเองไม่เกี่ยวข้อง 

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า สว.สายพลเอกประยุทธ์ กับ สว. สายพลเอกประวิตร หักกันใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบทันทีว่า ไม่มี ทุกคนมีวุฒิภาวะอยู่แล้ว ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

‘บิ๊กตู่’ มอบเงินช่วยเหลือชาวมูโนะ เหตุโกดังพลุระเบิด 107 ล้านบาท เร่งฟื้นฟูทุกมิติ ทั้งทรัพย์สิน-สภาพจิตใจ ยัน!! พร้อมเยียวยาเต็มที่

(23 ส.ค. 66) ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานมอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย สำนักนายกรัฐมนตรี กรณีเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บดอกไม้เพลิงระเบิดและเกิดอัคคีภัย ในตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส จำนวน 107,881,995.23 บาท แบ่งแยกออกเป็น 2 รายการ ดังนี้

1.) ซ่อมและสร้างบ้านจำนวน 100,466,995.23 บาท
2.) ช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 7,415,000 บาท ให้กับนายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนรับมอบเงินดังกล่าว เพื่อนำไปมอบให้ผู้ประสบภัยและครอบครัวผู้ประสบภัยต่อไป

โดยมี พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย สำนักนายกรัฐมนตรี และนายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาศ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน

ภายหลังการมอบเงิน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ทั้งด้านทรัพย์สิน และจิตใจ พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบภัยและครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงขอบคุณเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกคน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เสียสละ ทุ่มเท ทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อแก้ไขปัญหา โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาล พร้อมให้ความช่วยอย่างเต็มที่ในทุก ๆ ด้าน อย่างดีที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประสบภัย ให้มีกำลังใจและกำลังกายที่ดีขึ้น กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาเงินช่วยเหลือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้นแล้ว ส่วนเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกก้อนหนึ่ง สำหรับเงินบริจาคจากประชาชน ขอให้บริหารจัดการใช้เงินให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประสบภัย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ขอส่งความปรารถนาดี และความห่วงใย ในนามของนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และประชาชนคนไทยทุกคนไปยังผู้ประสบภัยและพี่น้องชาวมูโนะ ให้เข้มแข็งก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน พร้อมกับเน้นย้ำ ให้ทุกภาคส่วนระมัดระวัง ไม่ให้เหตุการณ์สูญเสียแบบนี้เกิดขึ้นอีก

'นักข่าวอาวุโส' ยก 20 เหตุการณ์หลังเลือกตั้ง ประเทศไทย กำลังเดินหน้าแบบ 'Win-Win'

(23 ส.ค.66) นายเถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ยกเรื่องทักษิณกลับบ้านออกไปก่อน…ย้อนไปดูเหตุการณ์บางเรื่องสักนิด

1. ก้าวไกล ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง

2. เพื่อไทย มาเป็นอันดับสอง

3. พรรค 2 ลุง บวกกับ ภูมิใจไทย รวมกันไม่ถึงครึ่งของก้าวไกลกับเพื่อไทย

4. ประชาชนเกือบ 25 ล้านคนเทคะแนนให้พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย

5. คนที่รักพรรค 2 ลุง รวมกันแค่ 6 ล้าน

6. ด้วยคะแนนต่างกันขนาดนี้..ต้องยอมรับว่า ถ้าไม่ใช่เพราะประชามติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก้าวไกลกับเพื่อไทย เป็นรัฐบาลไปแล้ว

7. และเพื่อไทย คือ ตัวแปรสำคัญที่พลิกเกม โดนด่ามากที่สุด เพื่อผลักก้าวไกลออกไปจากอำนาจรัฐ

8. และเพื่อไทยก็เอา 141 มาเทให้กับฝั่งรัฐบาลเดิม

9. รางวัลย่อมต้องตอบแทนผู้ชนะและผู้ทำงานมาก

10. พิจารณาด้วยความเป็นจริง…การเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์ที่คนมีอำนาจมากก็ได้มาก มีอำนาจน้อยก็ได้น้อย

11. ที่สำคัญในการแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ทางการเมืองคราวนี้ตั้งบนพื้นฐานของ 'Win-Win'

12. ลุงป้อม ลุงตู่ ถอยจากตำแหน่ง คนของ กปปส. ประกาศไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี คุณทักษิณยอมกลับมา 'เข้าคุก' เป็น 'นักโทษชาย'…ก้าวไกล ไปเป็นฝ่ายค้านหมดสิทธิ์กดปุ่ม ยกเลิกมาตรา 112 คนวงในที่ไม่เห็นด้วยก็ถอยห่างและวางมือ ไม่ออกมาขัดขวาง

13. ประชาชนก็ได้และเสียไปคนละส่วน...ไม่มีใครได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด

14. จากนี้คือการเปิดโอกาสให้การเมืองทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติและประชาชนให้เจริญรุ่งเรืองให้มากที่สุด

15. ดุลยภาพทางการเมืองเวลานี้ สมดุลมากที่สุดในรอบ 17 ปี...รัฐบาลสมดุล ฝ่ายค้านเข้มแข็ง

16. เราจะเอาอะไรมากไปกว่านี้อีก ???…ผมนึกไม่ออก

17. สงครามโลกฆ่ากันหลายสิบล้านยังยุติได้

18. สงครามล้างเผ่าพันธุ์ก็ยุติได้

19. กีฬาสีย่อมมีวันเลิกรา

20. เปิดโอกาสให้กับการเมืองไทยอีกสักครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top