Friday, 17 July 2026
POLITICS

‘เสี่ยเฮ้ง’ ยัน!! เคียงข้าง ‘บิ๊กตู่’ อยู่แล้ว ชี้!! ต้องตอบแทนผู้มีพระคุณ-ผู้ให้โอกาส

(23 ส.ค. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้แสดงความยินดีกับว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ด้วยความจริงใจ ส่วนเรื่องโผ ครม.นั้น ตนเองไม่ได้พูดคุยกับนายกฯ และตนจะได้ตำแหน่งอะไรหรือไม่นั้น ยืนยันว่ายังไม่คิดอะไรทั้งสิ้น

เมื่อถามถึงบทบาทของตัวนายสุชาติ ในพรรคจะเป็นอย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า ยังไม่มองถึงขณะนั้น คงต้องดูกันทีละเรื่อง แต่สิ่งที่เห็นเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา พรรค รทสช. โหวตนายกฯ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และภายในพรรคถือว่ามีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และยังยืนหยัดที่จะทำพรรคการเมืองให้เป็นที่พึ่งพาของประชาชน

เมื่อถามว่า ณ วันนี้ยังอยู่กับพรรค รทสช.ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ก็ต้องอยู่ อยู่แล้ว เราทำงานมาด้วยกันและเราสร้างบ้านมาด้วยกัน ส่วนที่เคยบอกว่าใจเป๋นั้น เราก็ต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อสร้างพรรคให้แข็งแรงขึ้น และใหญ่ขึ้น 

เมื่อถามย้ำว่า พร้อมจะร่วมหัวจมท้ายกับพรรค รทสช.ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า วันนี้มติพรรคเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก็ไม่มีใครแตกความสามัคคี 

เมื่อถามถึงสัดส่วน 4 เก้าอี้รัฐมนตรีของพรรค รทสช. นายสุชาติ กล่าวว่า ยังไม่ทราบเลยว่าพรรคได้อะไร ตรงไหน เพียงแต่ต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้

เมื่อถามอีกว่า หากประกาศรายชื่อบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรีในส่วนของพรรคแล้ว ไม่มีชื่อของท่าน จะทำให้ผิดหวังจนต้องออกจากพรรคหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เราต้องยอมรับและต้องเคารพกติกา เราไม่ได้ยึดติดตรงนี้เราแค่คิดว่าจะทำงานเพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินไปด้วยกันได้ และมีอุดมการณ์เดียวกัน

เมื่อถามย้ำว่า การพิจารณาเก้าอี้รัฐมนตรีภายในพรรคจะพิจารณาอย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นนี้ ต้องรอดูความชัดเจนว่าเมื่อขั้นตอนการเลือกนายกฯ จบแล้วขั้นตอนต่อไป ในเรื่องต่าง ๆ ก็คงต้องรอให้จบก่อนแล้วค่อยคิดถึงแนวทางของพรรคว่าจะเป็นไปในแนวทางแบบไหนอย่างไร รวมถึงโครงสร้างและมติของพรรคว่าจะเป็นอย่างไร

จากนั้น นายสุชาติ หัวเราะพร้อมระบุว่า “แหม! จะอำลาอะไรกัน ผมก็อยู่กับนายกฯ อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะจบกันตรงนี้ แล้วจะไปไหน ท่านมีบุญคุณกับเรา เราก็ต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณกันอยู่แล้ว เรารู้ว่าใครคือคนที่ให้โอกาสเราในห้วงเวลาที่ผ่านมา” ภายหลังผู้สื่อข่าวสอบถามว่าได้อำลานายกฯ หรือไม่

‘จุรินทร์’ ลั่น!! ไม่เคยเป็นพรรคอะไหล่ใคร  เผย!! เตรียมให้ 16 สส. แหกมติพรรคชี้แจง 

(23 ส.ค. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มี 16 สส.โหวตสวนมติพรรค ซึ่งนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ในฐานะรักษาการรองหัวหน้าพรรค ระบุอาจถึงขั้นไล่ออกจากพรรค และขณะนี้มีการล่ารายชื่อเตรียมเสนอรักษาการหัวหน้าพรรคแล้ว ว่า ตนได้สั่งให้ชี้แจงในที่ประชุม สส.ในการประชุม สส.ครั้งหน้า และถ้ามีสมาชิกพรรคเข้าชื่อกันร้องให้ตรวจสอบดำเนินการตามข้อบังคับพรรคตนก็จะดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถาม โทษจะเป็นอย่างไร เพราะนายสาธิตระบุว่าอาจถึงขั้นขับออกจากพรรค นายจุรินทร์ กล่าวว่า เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการมาดำเนินการแล้วก็ให้เป็นไปตามข้อบังคับพรรค ถึงแม้การโหวตเลือกนายกฯจะเป็นเอกสิทธิ์ สส. ตามรัฐธรรมนูญ แต่ข้อบังคับพรรคยังมีอยู่ อันนั้นไม่ขอตอบล่วงหน้า แต่ถ้ามีสมาชิกยื่นมาก็จะดำเนินการ ในส่วนกรณีของนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ ที่ลงมติไม่เห็นชอบนั้น ได้ขอความเห็นชอบจากที่ประชุมพรรคว่าขอใช้สิทธิ์ในการลงมติไม่เห็นชอบ ซึ่งที่ประชุมไม่มีใครขัดข้อง แต่ในกรณีของ16 สส.นั้น หลังจากการโหวตไม่ได้มีการแจ้งเหตุผลกับตน จึงไม่ทราบเหตุผล และตนขอเรียนในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคว่าในนามพรรค พรรคยังไม่เคยมอบใครไปเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่ตนยืนยันมาตลอด

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า 16 สส. มีความจงใจเพื่อให้พรรคขับออก เพื่อย้ายไปอยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนตอบแทนไม่ได้ ก็ต้องสอบถามกับเจ้าตัว เมื่อถามว่า แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่า การที่ 16 สส. โหวตให้เพราะต้องการไปร่วมรัฐบาล นายจุรินทร์ กล่าวว่า ต้องถามคนที่ไปโหวต แต่ตนได้แจ้งแล้วว่าเขาต้องไปชี้แจงต่อที่ประชุมหรือถ้ามีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน เขาก็ต้องไปชี้แจงกับคณะกรรมการว่าเป็นอย่างไร

“แต่สิ่งหนึ่งที่ผมขอเรียนตรงนี้ ประชาธิปัตย์มีศักดิ์ศรี เราเคยเป็นทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะเป็นอะไรก็เป็นไม่มีปัญหา แต่เราไม่เคยไปเป็นพรรคอะไหล่ และผมคิดว่าเราต้องชัดเจนในเรื่องนี้” นายจุรินทร์ กล่าว

เมื่อถามว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ความขัดแย้งในพรรคมากขึ้นหรือไม่ และจะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนตอบล่วงหน้าไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งคือ พรรคจำเป็นต้องอยู่ อย่างน้อยตนคิดว่าความเป็นพรรคต้องสูงสุด นอกจากประชาชนที่เราต้องมีหน้าที่ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชน พรรคยังต้องอยู่ เพราะพรรคเป็นองค์กร

เมื่อถามย้ำว่า ยิ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ฟื้นฟูยากหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า อันนั้นเป็นเรื่องอนาคต ไม่เป็นไร ในสถานการณ์นี้เราต้องดำเนินการในสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดสำหรับพรรค คิดว่าตนชัดเจนในจุดยืนนี้

เมื่อถามถึงกรณีพรรคก้าวไกลอาจไม่รับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน เพราะมีสมาชิกพรรคเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จะส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้านเองหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า อันนั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และต้องเป็นไปตามข้อบังคับของสภา ว่าผู้นำฝ่ายค้านจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร และหากตนจำไม่ผิดผู้นำฝ่ายค้านจะต้องเป็น หัวหน้าพรรคที่มีเสียงข้างมากในฝ่ายค้าน ส่วนจะมาถึงพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ตอบล่วงหน้าไม่ได้ แต่ตรงนี้ต้องถือว่าพรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในซีกนี้

‘ตู่-ป้อม’ ดาวคนละดวง ปชป.แหกโค้ง หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี…

บันทึกเอาไว้ว่า วันที่ 22 ส.ค.2566 เหตุการณ์ใหญ่ทางการเมืองสองเหตุการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดี  มีความน่าระทึกใจอยู่บ้าง แต่มันก็ผ่านไปแล้ว… ตถตา… มันเป็นเช่นนั้นเอง…

เรื่องแรก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของประเทศไทย หลังบำเพ็ญเพียรเป็นนักโทษหนีคดีอยู่ 15 ปีเศษ ได้เดินทางกลับบ้าน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เข้าไปอยู่ในเรือนจำรับโทษ 3 คดีที่ถึงที่สุดแล้วจำนวน 8 ปี อนาคตจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ หรือลดโทษอย่างไรหรือไม่ ค่อยว่ากันอีกที ส่วนจะอยู่กินอย่างไรในคุกนั้น ไม่ต้องเป็นห่วง มาวันแรกก็ได้ใช้สิทธิ์กลุ่มเปราะบางวัย 74 ปี นอนเตียงเดี่ยวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์แล้ว แต่ไม่ทันย่ำรุ่งก็ย้ายไปนอนเกาสะดืออยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ เรียบร้อยโรงเรียนชินวัตรไปแล้ว

กรณีทักษิณกลับบ้าน… ถ้าไม่คิดอะไรให้มากความ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยยุทธการป่วนไทยอยู่ในต่างแดนก็หายไป… ยิ่งวันนี้พรรคเพื่อไทยที่ตัวเองสร้างมากับมือได้หวนคืนมาเป็นรัฐบาล ก็คงไม่กล้าด่าหรือทำมิดีมิร้ายกับประเทศ… ความสงบเรียบร้อยก็เกิดขึ้น และอาจจะตามมาด้วยการปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติครั้งใหญ่ หากรัฐบาลชุดใหม่คิดใหญ่-ทำเป็น… นิรโทษกรรมคดีการเมืองที่ไม่เกี่ยวคดีทุจริตและอาญาฆ่าคนให้เป็นเรื่องเป็นราว

เรื่องที่สอง การโหวตนายกรัฐมนตรีประเภทม้วนเดียวจบ นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับคะแนนสนับสนุนหรือเห็นชอบท่วมท้น 482 เสียง ไม่เห็นชอบ 165 งดออกเสียง 81 โดยในส่วนคะแนนที่เห็นชอบนั้น เป็นคะแนนของสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.ถึง 152 เสียง ไม่เพียงเท่านั้นรัฐบาลที่กำลังรวมตัวกันอยู่มีเสียงสนับสนุน 314 เสียง แต่ปรากฏว่ามีเสียงสนับสนุนจาก สส.สูงถึง 330 เสียง ตรวจสอบพบว่าเป็นเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ 16 เสียง…

กรณีพรรคประชาธิปัตย์นั้นอ่านไม่ยาก… สาระสำคัญก็คือที่ประชุม สส.มีมติให้งดออกเสียง แต่นายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ได้ขออนุญาตที่ประชุมว่าจะลงมติ ‘ไม่เห็นชอบ’ ไว้แล้ว แต่กลุ่ม สส.ภายใต้ร่วมธงของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนายเดชอิศม์ ขาวทอง โหวตเห็นชอบแบบเย้ยฟ้าท้าดินนั้น เจตนาก็ชัดเจนเป็นการตีตั๋วเข้าร่วมรัฐบาล ยอมเป็นยางอะไหล่ไปพลางก่อน… ทำให้สถานภาพพรรคประชาธิปัตย์นาทีนี้ดิ่งเหว… หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี… มันจบแล้วครับนาย!!

สำหรับกรณีที่เสียง สว.โหวต ‘เห็นชอบ’ ท่วมท้นนั้น พบว่า สว.สายบิ๊กตู่ ‘พรึ่บ’ หนุนเศรษฐา ทวีสิน ทำให้ สว.บางส่วนที่ทำการบ้านเพื่อคว่ำเศรษฐา รู้สึกว่าตัวเองโดน ‘เท’ เกิดอาการน้อยอกน้อยใจกันพอประมาณ บางกลุ่มก็ตั้งคำถามในเชิงไม่เข้าใจว่า ‘บิ๊กตู่’ เล่นเกมอะไร… โดยเฉพาะกลุ่ม สว.ที่ทำการบ้านรุกฆาตให้พรรคเพื่อไทยรับปากไม่รื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้น ค่อนข้างผิดหวังกับบิ๊ก สว.สายบิ๊กตู่… ดังกรณี สว.สมชาย แสวงการ โพสต์ในเฟซบุ๊กตัวเองตั้งแต่ผลโหวตยังไม่จบว่า…

“#สงสารประเทศไทย” และต่อมาโพสต์อีกว่า “#เสียของ” เป็นต้น…

ทราบว่าขณะนี้กำลังเคลียร์ใจล้างใจกันยังไม่จบ..!!

ส่วน สว.สายบิ๊กป้อม… ซึ่งมีอยู่ประมาณ 40-50 คนนั้น ปรากฏว่าส่วนใหญ่จะงดออกเสียง แม้แต่ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ‘บิ๊กปุ้ม’ น้องชายแท้ๆ บิ๊กป้อมก็ไม่ไปร่วมประชุม… วิเคราะห์กันว่า สว.สายบิ๊กป้อมพยายามลากเกมให้ไหลไปถึงคิว ‘บิ๊กป้อม’ แต่ สว.สายบิ๊กตู่ไม่เล่นด้วย ก็เลยปิดเกมโหวตให้เศรษฐา ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องหมายเหตุเอาไว้ว่า กลุ่มทุนพลังงานและรถไฟฟ้ามีบทบาทไม่น้อย ที่ทำให้พรรคการเมือง 3-4 พรรคประสานผลประโยชน์กันแบบ ‘มองตาก็รู้ใจ’

สวัสดี

ย้อนเส้นทางการเมือง ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ก่อนนั่งเก้าอี้นายกฯ คนที่ 30 ของไทย

THE STATES TIMES พาดูไทม์ไลน์ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ จาก ‘นักธุรกิจ’ สู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย

เปิดความมั่งคั่ง 'นายกฯ คนที่ 30' ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง

(22 ส.ค.66) เศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จระดับประเทศ ที่สำคัญมีความคิดสมัยใหม่ ทันโลก ทันเหตุการณ์ พอสมควร แถมยังเป็นขวัญใจของคนรุ่นใหม่ด้วย

สำหรับประวัติ นายเศรษฐา ทวีสิน เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2506 จบการศึกษาระดับปริญญาโท (บริหารธุรกิจ-การเงิน) Claremont Graduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้านครอบครัว ได้สมรสกับ แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญความงามด้านผิวพรรณ มีบุตรด้วยกัน 3 คน

เศรษฐา ทวีสิน เริ่มทำงานในปี 2529 โดยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการผลิตภัณฑ์บริษัท P&G ประเทศไทย (จำกัด) ก่อนหันมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และรับตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท แสนสิริ (มหาชน) ปัจจุบัน นายเศรษฐา ดำรงตำแหน่งป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) อยากรู้หรือเปล่าปัจจุบันบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มีรายได้เท่าไหร่ และนายเศรษฐา ทวีสิน ถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และมีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่บ้าง Sanook Money ได้รวบรวมข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่ามีรายละเอียดดังนี้

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที 22 พ.ย. 2538 ต่อมาได้เริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2539 โดยนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นอันดับที่ 4 โดยมีจำนวนหุ้น 661,002,734 หุ้น หรือ 4.44% คิดเป็น 786,593,253.46 บาท (ราคา 1.19 บาท ณ วันที่ 11 ต.ค. 65) ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และก่อนสร้าง ทุนจดทะเบียน 20,343,625,722.40 บาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 17,715.35 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้

ปี 2561 รายได้ 27,039.75 ล้านบาท กำไร 2,045.98 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 25,360.35 ล้านบาท กำไร 2,392.44 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 34,891.03 ล้านบาท กำไร 1,673.09 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 29,747.52 ล้านบาท กำไร 2,017.28 ล้านบาท

นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอสังหาริมทรัพย์แล้ว นายเศรษฐา ทวีสิน ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับประกันภัย การเงิน, การลงทุน, ผลิต-จำหน่ายกล่องกระดาษ และธุรกิจโรงแรม-รีสอร์ท ที่ยังคงดำเนินการอยู่ Sanook Money จะขอหยิบยกธุรกิจที่มีรายชื่อของ นายเศรษฐา ทวีสิน ปรากฎอยู่ในกรรมการบริษัทฯ มา 5 แห่ง จากจำนวนทั้งหมด 40 แห่ง ที่ค้นพบใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2537 ต่อมาได้เริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2538 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทฯ แจ้งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับด้านการเงิน การลงทุน ทุนจดทะเบียน 5,373,537,364 บาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคา 13,667.10 ล้านบาท

ปี 2561 รายได้ 30.22 ล้านบาท ขาดทุน 195.84 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 138.70 ล้านบาท กำไร 81.33 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 56.97 ล้านบาท ขาดทุน 16.62 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 150.60 ล้านบาท กำไร 88.12 ล้านบาท

บริษัท คิวที ไลฟ์สไตล์ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2543 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์การให้เช่าแบบลิสซิ่งผลิตภัณฑ์ที่มีสินทรัพย์ทางปัญญา ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังนี้

ปี 2561 รายได้ 58,290,055 บาท ขาดทุน 1,377,733 บาท
ปี 2562 รายได้ 28,291,078 บาท ขาดทุน 8,103,538 บาท
ปี 2563 รายได้ 10,329,031 บาท ขาดทุน 7,465,851 บาท
ปี 2564 รายได้ 7,341,606 บาท ขาดทุน 9,381,553 บาท

บริษัท สิริพัฒน์ เซเว่น จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2562 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองเพื่ออยู่อาศัย ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้

ปี 2562 รายได้ 131 บาท ขาดทุน 77,089 บาท
ปี 2563 รายได้ 21,858 บาท ขาดทุน 84,353 บาท
ปี 2564 รายได้ 30,240 บาท ขาดทุน 71,580 บาท

บริษัท สิริพัฒน์ ไฟฟ์ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2561 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้

ปี 2561 รายได้ 1,406 บาท ขาดทุน 106,244 บาท
ปี 2562 รายได้ 33,639 บาท ขาดทุน 1,523,608 บาท
ปี 2563 รายได้ 39,412 บาท ขาดทุน 2,033,796 บาท
ปี 2564 รายได้ 23,241,267 บาท ขาดทุน 44,010,918 บาท

บริษัท สุรช จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2534 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายกล่องกระดาษ ทุนจดทะเบียน 7.5 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้

ปี 2561 รายได้ 11,647,608.80 บาท ขาดทุน 672,501.27 บาท
ปี 2562 รายได้ 12,921,191.84 บาท ขาดทุน 32,153.41 บาท
ปี 2563 รายได้ 11,990,144.73 บาท ขาดทุน 686,695.10 บาท
ปี 2564 รายได้ 13,776,507.36 บาท ขาดทุน 35,714.12 บาท

'ชัยธวัช' ขอ ปชช. อย่าถอดใจแม้ผิดหวังทางการเมือง ชี้!! หากช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองได้

(22 ส.ค. 66) นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล อภิปรายย้ำ สส.พรรคก้าวไกล ไม่โหวตให้ เศรษฐา เป็นนายกฯ ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติ แต่เพราะรัฐบาลข้ามขั้วขัดเจตจำนงประชาชน ย้ำประชาชนต้องจ่ายด้วยการสูญเสีย ‘ความหวัง-อำนาจ-ศรัทธา’ ฝากประชาชนอย่าหมดหวังการเมือง
 

'ดร.สุวินัย' เชื่อ!! 3 สิ่งตลอด 15 ปี ทำ 'ทักษิณ' ต้องปล่อยวาง มองโอกาสทองนี้เป็นโอกาสกลับตัว ร่วมภารกิจสลายขั้วขัดแย้ง

(22 ส.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Suvinai Pornavalai' ว่า...

โอกาสกลับตัวของทักษิณ โอกาสทองของทักษิณ

ขนาดประชาชนอย่างพวกเราอย่างมองออก มีหรือที่คนมีหัวพ่อค้ามาทั้งชีวิตอย่างคุณทักษิณจะมองไม่ออกว่า ...

นี่คือ ‘โอกาสทองครั้งสุดท้าย’ ในชีวิตของเขา ที่จะชนะแบบวิน-วิน แถมยังกวาดเรียบทั้งกระดาน รวมทั้งยังสร้างหลักประกันที่ยั่งยืนทางการเมืองให้แก่ตระกูลชินวัตรหลังจากนี้ด้วย

‘ทางเลือก’ ของคุณทักษิณจึงอ่านไม่ยาก

ถ้าดูในเชิงสัญลักษณ์ การกลับมาครั้งนี้ คุณทักษิณเลือกกราบสิ่งใดก่อนเป็นอย่างแรก…การกระทำเชิงสัญลักษณ์นั้นแหละ ที่บ่งบอกชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ

ที่น่าสังเกตอีกอย่าง คือสีหน้าและแววตาของคุณทักษิณครั้งนี้ ปราศจากร่องรอย ‘ความกระหยิ่มทะนง’ บนสีหน้า ซึ่งจากครั้งก่อนคราวที่เขาเลือกก้มลงกราบแผ่นดินเกิดอย่างเห็นได้ชัด

- สรุปบทเรียนความผิดพลาดล้มเหลวของตัวเองในอดีต
- เอาอนาคตของตระกูลเป็นตัวตั้งมากกว่าชีวิตที่เหลือน้อยลงแล้วของตัวเอง
- คืนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของตัวเองกลับมาได้หลังจากเข้าจำคุกพอเป็นพิธี

3 สิ่งนี้คือสิ่งที่คุณทักษิณต้องใช้เวลาเรียนรู้ถึง 15 ปีเต็ม ในการสอนใจตนเอง กว่าจะยอมรับได้ และตัดสินใจเลือก ‘ย้ายประเทศ’ กลับเมืองไทย เพื่อมาขอตายในบ้านเกิด

คุณทักษิณเปลี่ยนไปกว่า 15 ปีที่แล้วไม่น้อยเลย ... อย่างน้อยก็เป็นคุณทักษิณที่มีวุฒิภาวะทางจิตใจมากกว่าเมื่อ 15 ปีก่อน

อย่างว่าแหละ คนอายุ 75 ปี กับคนอายุ 60 ปี ย่อมมีความต่างกันในเรื่องความยึดติดและการปล่อยวาง

ขอให้คุณทักษิณได้คิดจริง ๆ และร่วมผลักดันการสลายขั้วขัดแย้งระหว่างเหลือง-แดงจนสำเร็จจริง ๆ เถิด

ศาลฎีกาฯ นักการเมืองพิพากษา ‘ทักษิณ’ ‘เอ็กซิมแบงก์-หุ้นชินคอร์ปฯ รวมโทษจำคุก 8 ปี

(22 ส.ค. 66) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง พ.ต.อ.คมวุฒิ จองบุญวัฒนา ผกก.ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ (บก.ตม.2, บช.สตม.) ได้นำตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีบุคคลตามหมายจับขึ้นรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีดำ จากสนามบินดอนเมืองโดยมีขบวนรถตำรวจคุ้มกันมาส่งศาลฎีกา โดยผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งสามคดียืนยันว่า บุคคลที่อยู่ต่อหน้าศาลเป็นจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดี โดยจำเลยหรือจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นจำเลยในคดีทั้งสาม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตรวจสอบบุคคลที่อยู่ต่อหน้าศาลแล้ว เป็นจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดี ดังนี้…

(1) คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 ระหว่าง คณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย หรือคดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์

(2) คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ระหว่าง คณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณหรือนายทักษิณ ชินวัตร ที่ 1 กับพวกรวม 47 คน จำเลย หรือคดีหวยบนดิน

(3) คดีหมายเลขดำที่ อม. 4/2551คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 ของศาลนี้ ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณหรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย คดีแก้ไขสัมปทานเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ชินคอร์ป

จึงรับตัวจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดีดังกล่าวไว้

ศาลได้แจ้งให้จำเลยหรือจำเลยที่ 1 ทราบคำพิพากษาแล้ว โดยคดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 ลงโทษจำคุก 3 ปี คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10 /2552 ลงโทษจำคุก 2 ปี และคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม. 4/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551ลงโทษจำคุกรวม 5 ปี นับโทษจำคุกของจำเลยต่อ จากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในแต่ละคดีแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยสรุปรวมแล้ว นายทักษิณ ต้องรับโทษ รวม 8 ปี จากคดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 ปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์โทษจำคุก 3 ปี และคดีหมายเลขดำที่ อม. 9/2551หุ้นชินคอร์ปฯ จำคุก 5 ปี รวมโทษจำคุกนายทักษิณทั้งสิ้น3 คดี รวม 8 ปี เนื่องจากคดีหวยบนดิน หมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ที่ศาลสั่งจำคุกนายทักษิณ 2 ปีนั้น ศาลไม่ได้สั่งให้นับโทษต่อ เพราะเป็นการนับโทษซ้อนกันกับคดี ปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ ซึ่งศาลสั่งจำคุก 3 ปี

ต่อมาเมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณา คณะเจ้าหน้าที่ ได้นำตัวนายทักษิณ ขึ้นรถไปส่งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ต่อไป

ศาลฎีกาฯ พิพากษายืนยกฟ้อง 'สุเทพ-พวก 6 คน' คดีก่อสร้างโรงพักและแฟลตตำรวจ 396 แห่ง

(22 ส.ค.66) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาลนัดอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมพวก 6 คน ในคดีร่วมกันกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการในการจัดจ้างโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน และโครงการก่อสร้างอาคารที่พัก หรือแฟลตตำรวจ จำนวน 396 แห่ง

สำหรับจำเลย 6 คน ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ, พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ, พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์, บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และนายวิศณุ วิเศษสิงห์

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2565 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิด ชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน แต่ต่อมา ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ นำไปสู่การนัดอ่านคำพิพากษาในวันนี้

ล่าสุดเมื่อ 11.30 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายืนยกฟ้องนายสุเทพ กับพวก 6 คน

‘กรุณา บัวคำศรี’ ผู้ประกาศข่าวและผู้ผลิตรายการ ได้กล่าวถึง ‘จตุพร พรหมพันธุ์’

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.66 ) ช่องยูทูบ รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี ของ ‘กรุณา บัวคำศรี’ ผู้ประกาศข่าวและผู้ผลิตรายการ ได้กล่าวถึง ‘จตุพร พรหมพันธุ์’ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2535 ว่าทั้งสองคนนั้นต่างร่วมหัวจมท้ายกันมาอย่างไร และ ‘จตุพร พรหมพันธุ์’ คือบุคคลที่เคยช่วยชีวิตตนเอาไว้ โดยระบุว่า…

“พี่ตู่เป็นคนช่วยชีวิตพี่นาจริง ๆ นะ ช่วงพฤษภาคม พี่ตู่เรียนอยู่ที่รามฯ ส่วนพี่นาเรียนอยู่อักษรจุฬาฯ แล้วพี่นาเป็นรองเลขาธิการ สนนท. ตอนนั้นเราก็ออกไปประท้วงคณะรัฐประหารของพลเอกสุจินดา คราประยูร ตอนนั้นทํารัฐประหารพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ แล้วปรากฏว่าก็เกิดเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ‘พฤษภาทมิฬ’ 18 พฤษภาคม ขบวนเราอยู่ตรงสะพานผ่านฟ้า แล้วพี่ตู่เป็นดาวปราศรัย คือเขาพูดเก่งมาก ผู้ชุมนุมจะชอบพี่ตู่พูดมาก เพราะพูดสนุก แล้ววันนั้นพี่นาก็เหนื่อยมาก ก็นอนอยู่บนรถเครื่องเสียง นอนบนรถบรรทุก แล้วพี่ตู่ก็ปราศรัยอยู่ข้างบน”

“สักตี 1 ตี 2 ทหารก็เข้ามาล้อมเรา แล้วเขาก็ยิง ทีนี้มันยิงตรงไหน มันยิงรถกระจายเสียง เพราะว่าจะได้คุมคนไม่อยู่ คนเป็นแสนตอนนั้น แล้วพี่ตู่ก็คุมม็อบอยู่เป็นแสน แล้วพี่นาเหนื่อยมากก็นอนอยู่บนรถบรรทุกข้างบน แล้วทหารยิงเข้ามาตรงลําโพง เพื่อไม่ให้เราสามารถควบคุมฝูงชนได้ แล้วพี่นาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ได้ยินแต่เสียงปืนก็โผล่ขึ้นมา พี่ตู่ก็กระโดดลง ปกป้องพี่นา กระสุนเฉียดหัวไป ก็เลยคิดว่ายังไงพี่ตู่ก็เป็นผู้มีบุญคุณกับพี่นามาก…แล้วเขาก็จะเรียกพี่นาว่าน้องหนูนา เป็นน้องหนูนาของพี่ ๆ อันนี้แค่เล่าให้ฟังสำหรับคนที่สงสัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพี่นากับพี่ตู่เป็นยังไง…ไม่เคยเดตกัน”

>> สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://vt.tiktok.com/ZSLskC2r9/ 

‘ศาลเชียงใหม่’ ฟันโทษ ‘ฮ่องเต้’ แนวร่วมม็อบ 3 นิ้ว ผิด ม.112 - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งจำคุก 1 ปี 7 เดือน

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ ศชอ.’ รายงานว่า ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาคดี ‘ฮ่องเต้’ นายธนาธร วิทยเบญจางค์ มีความผิด มาตรา 112 ใน 1 กรรม พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนอีกกระทงศาลยกฟ้อง และเห็นว่ามีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลงโทษจำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 7 เดือน ไม่รอลงอาญา ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นประกันตัวชั้นอุทธรณ์

สำหรับนายธนาธร ถูกดำเนินคดีจากการจัดกิจกรรมอ่านแถลงการณ์และปราศรัยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ระหว่างกิจกรรมคาร์ม็อบเชียงใหม่ ‘ล้านนาต้านศักดินาทัวร์’ ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2564 โดยพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ใน 2 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จัดการชุมนุมรวมกลุ่มกันเกินกว่า 20 คน อันเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรค และข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งแยกเป็น 2 กระทง ได้แก่ กรณีการอ่านแถลงการณ์ที่หน้าตำรวจภูธรภาค 5 และการปราศรัยที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์

‘ทักษิณ’ เดินทางถึงประเทศไทยตามนัดหมาย จนท.เข้าควบคุมตัวทันทีหลังเครื่องบินลงจอด

(22 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์ในไอจีสตอรี่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และคุณพ่อ จะเดินทางกลับประเทศไทยด้วยเครื่องบินส่วนตัว โดยเดินทางมาลงเครื่องบินบริเวณอาคารจอดเครื่องบินส่วนบุคคล (M-JETS) ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยมีครอบครัวรอรับ

ต่อมาเวลา 07.00 น. เครื่องบินส่วนตัวได้พานายทักษิณ เดินทางออกจากประเทศสิงคโปร์แล้ว โดยมุ่งหน้ากลับมายังประเทศไทย และเตรียมลงที่สนามบินจอดเครื่องบินส่วนบุคคล (M-JETS) ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยมีน.ส.ยิ่งลักษณ์ มาส่งนายทักษิณที่สนามบินในประเทศสิงคโปร์

จากนั้นเวลา 09.00 น. เครื่องบินส่วนตัวของที่นายทักษิณ เดินทางมาจากประเทศสิงคโปร์ ได้ลงจอดที่อาคารจอดเครื่องบินส่วนบุคคล (M-JETS) ท่าอากาศยานดอนเมืองแล้ว ท่ามกลางนักการเมืองและประชาชนที่มารอต้อนรับจำนวนมาก

ต่อมาเวลา 09.09 น. นายทักษิณ ได้ลงจากเครื่องบินส่วนตัว โดยมีเจ้าหน้าที่เชิญตัวมาลงบันทึกการควบคุมตัวขึ้นรถที่เตรียมรอไว้ หลังเดินทางกลับมารับโทษใน 3 คดี ซึ่งมีครอบครัวและคนใกล้ชิดรอเข้าพบที่อาคารจอดเครื่องบินส่วนบุคคล

พร้อมทั้งยังได้ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

'ดร.สุวินัย' รับ!! ปรากฏการณ์สลายขั้วเหลือง-แดง เป็นสิ่งที่ดี  ให้ความหวังและน่าชื่นชม ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใดก็ตาม

(21 ส.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ระบุว่า…

ปรากฏการณ์สลายขั้วเหลือง-แดง เป็นปรากฏการณ์ที่ดี ที่ให้ความหวังและน่าชื่นชม...ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใดก็ตาม

ทุกข์ของคนไทยตอนนี้ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว โดยเฉพาะทุกข์ทางเศรษฐกิจและทุกข์เรื่องทำมาหากินที่ยังฝืดเคือง

การมีข่าวดี ๆ ออกมา ที่ช่วยลดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่คนไทยด้วยกันเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง จงอย่าใจแคบ ความคิดก็อย่าคับแคบ มองภาพใหญ่ให้ออก มองป่าทั้งป่าให้ได้

ทุก ๆ วัน การดึงตัวเองไปอยู่ในมณฑลแห่งพลัง และโลกของผู้บำเพ็ญในจิตของตนก่อนเมื่อลืมตาตื่น คือกิจวัตรของผม

ฝึกฝนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกเช้าค่ำ จนกระทั่งมันเป็นไปเอง

อย่างการนั่งฟัง (เห็นโพสต์) ‘เสียงทุกข์’ ของสรรพสัตว์ (หรือ กวนอิม 観音) ผ่านจอแท็บเลตของตัวเองทุกวันด้วยจิตผู้รู้…ก็เป็นอีกวิธีภาวนาที่ผมใช้เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ 

คนทั่วไปมักไม่รู้ว่า การรับรู้กับการตีความของเรานั้นเกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกัน ทำให้คนเรามักมองโลกด้วย ‘จิตที่กะเกณฑ์’ ไว้ล่วงหน้าเสมอ

ผลก็คือคนเราได้สร้างสิ่งขวางกั้นระหว่างตัวเรากับ ‘ความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น’ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

การเห็นอย่างบิดเบือนแล้วปักใจเชื่ออย่างนั้นเลย จึงหมายถึง การยึดมั่นถือมั่น คือหลงไปยึดสิ่งที่เรารับรู้ ซึ่งเข้ากันได้กับประสบการณ์ทางจิตอันจำกัดของเรา ทำให้เกิดการบิดเบือนการรับรู้อย่างตรงไปตรงมาหมายความว่า ตอนนั้นเราไม่มีความรู้ตัว หรือขาดสัมปชัญญะไปแล้ว

อวิชชาหรือความไม่รู้สึกตัว คือที่มาแห่งทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง 

ความทุกข์มากมายจนท่วมโลกขนาดไหน สุดท้ายมันก็มีแค่นี้แหละ คือความไม่รู้ตัว หรือไม่มีสัมปชัญญะ เมื่อฝึกภาวนาเห็นทุกข์ของผู้คนแบบนี้บ่อยเข้า บ่อยเข้า

วิราคะ หรือความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏมันย่อมเกิดขึ้นเอง

'เศรษฐา' เปิดใจ วันนี้ต้องลืมวาทกรรม 'มีลุงไม่มีเรา' พาประเทศเดินไปข้างหน้าให้ได้ เชื่อทุกคนจะเข้าใจ

(21 ส.ค. 66) ที่พรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้กล่าวในที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ว่า ตนมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มายืนตรงนี้เวลานี้ในตลอดระยะเวลาที่ตนได้ก้าวเข้ามาสู่เวทีการเมืองเข้ามาสู่ในบ้านหลังนี้ ภายใต้การเชื้อเชิญของคุณแพรทองธารได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสมาชิกทุกท่านในพรรคเดินเข้ามาคนเดียวไม่ได้มีคนเข้ามาจะได้รับความช่วยเหลือได้รับการประคับประคองอย่างดีจากพี่น้องเพื่อไทยทุกคน ขอใช้โอกาสนี้กราบขอบพระคุณ ทุกท่านในที่นี้ด้วยจริงๆ

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา มีความประหม่า มีความไม่แน่ใจมีความกังวลอยู่ มากหลายมีคนมาช่วยติวให้ มีคนมาช่วยให้คำแนะนำหลายหน หนึ่งในนั้นที่ผมมีความซึ่งใจและประทับใจคือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ก็มีส่วนช่วยในการที่ให้ตนขึ้นอภิปรายหาเสียง ได้ช่วยแนะนำในการพูดคุยกับพี่น้องประชาชนในทุกๆ พื้นที่ที่ได้ลงไป วันนี้ผลการเลือกตั้งออกมาชัดเจน พรรคเพื่อไทยได้ 141 เสียง ชัดเจนไม่เป็นที่ตามที่เราคาดหวัง สิ่งที่เราพูดไประหว่างการเลือกตั้งชัดเจนครับ คำพูดเป็นนาย อยู่บนบรรทัดฐานของการที่เราต้องได้แลนสไลด์ น.ส.แพรทองธารได้พูดไปเมื่อวานนี้หลายเรื่อง เกี่ยวกับเรื่องที่เราต้องกลืนเลือด เรื่องที่เราต้องพาพรรคเพื่อไทยเดินไปข้างหน้าที่เราต้องช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

"มันไม่เป็นการโกหกพี่น้องประชาชนแต่ ผมเรียนตรงตรงว่าเป็นการที่เราต้องยอมรับความจริง 9 ปีที่ผ่านมา พี่น้องเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล ที่เราเป็นฝ่ายค้าน ที่เราไม่ได้ถืออำนาจรัฐในมือเป็นที่ประจักษ์ดีว่าพี่น้องประชาชนมีมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ได้ตกต่ำลงไป วันนี้เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องลืมวาทกรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 2 ลุง เรื่องมีลุงไม่มีเราหรืออะไรก็ตามที วันนี้คณิตศาสตร์พื้นฐานเป็นตัวบ่งบอก ชัดเจนครับว่าเราต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างช่วง จะเข้าถึง 100 วันพรุ่งนี้ ตัวผมเองได้มีโอกาสพบปะกับพี่น้องสมาชิกผู้แทนราษฎร เพื่อไทยหลายท่าน ได้รับทราบถึงปัญหา ได้รับทราบถึงความต้องการ ได้รับทราบถึงความไม่ต้องการ แต่ว่าได้มีการชี้นำ ได้มีการอธิบาย ด้วยใจจิงไม่มีการเสแสร้งถึงเรื่องที่เกิดขึ้นถึงเรื่องที่มีความจำเป็นในพรรค ที่เราต้องจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยโดยเร็วที่สุด เรื่องการใช้วาทกรรมการใช้สังคมโซเชียลในการด้อยค่าพรรคเพื่อไทย ในส่วนตัวผมเองก็เจ็บพอๆ กับพวกท่านทุกคน แต่เราอยู่ในสังคมของความเป็นจริง ยังมีคนอีกเยอะ เกษตรกรอีกนับ 10 ล้านคน ซึ่งคอยการจัดตั้งรัฐบาลคอยนโยบายดีดีของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรสามเท่าภายใน 4 ปี ไม่ว่าจะเป็นอีกหลายหลายเรื่องสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย" นายเศรษฐา กล่าว

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า วันนี้ต้องขอความกรุณาว่าเราต้องอยู่บนความเป็นจริง ต้องรบกวนพี่น้องสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกคนต้องกราบขอร้องว่าเวลาลงพื้นที่อยากจะใช้เวลาในการอธิบายให้หัวหน้ากลุ่มชน ให้พี่น้องประชาชน คนไทยทุกคนที่ท่านเป็นตัวแทนอยู่ อธิบายถึงความจริงใจที่พวกเราทุกคนนั่งอยู่ในห้องนี้ ยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน หล่อหลอมจิตใจให้ประเทศนี้เดินไปข้างหน้าให้ได้ เรื่องนี้ผมถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

นายเศรษฐา กล่าวว่า พรุ่งนี้ (22 ส.ค.) ที่รัฐสภาอันทรงเกียรติจะมีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับมอบหมายจากสมาชิกในที่นี้ทุกท่านให้ชิงนายกฯ ตนจะพยายามเต็มที่ให้สุดความสามารถ ที่จะนำรัฐบาลของประชาชนภายใต้การนำของพรรเพื่อไทย แก้ไขทุกปัญหาด้วยความตั้งใจจริง ไม่ลืมความเหน็ดเหนื่อย ไม่ลืมพรรคพวกเพื่อนฝูงเราหลายๆ คนที่จำใจต้องเดินออกจากพรรคไป ด้วยอุดมการณ์อันแรงกล้า ด้วยความปรารถนาดีกับพรรคเพื่อไทย ไม่มีการทรยศต่อมิตรภาพที่เรามีอยู่ และไม่มีการขว้างหินกลับมาใส่บ้านที่เขาเคยอยู่ เชื่อว่าทุกคนเข้าใจในความจำเป็นที่พวกเขามีจุดยืน แต่ตนก็เชื่อว่าทุกคนเข้าใจถึงความจำเป็นของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องเดินไปในทางนี้ ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่หวังว่าจะได้รับความเห็นชอบจากสส.จะนำพาประเทศเดินไปข้างหน้าให้ได้อย่างภาคภูมิใจ 

'วิโรจน์' ยินดีร่วมงาน ‘ณัฐวุฒิ’ เดินหน้าผ่านร่างกฎหมาย คืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง-ทำงานเพื่อ ปชช.ด้วยกัน

(21 ส.ค. 66) จากกรณีที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เปิดเผยผ่านรายการคุยนอกจอ ของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ยุติบทบาทผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย (พท.) แล้ว โดยเรื่องนี้บอกผู้ใหญ่ของพรรคเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม

ในช่วงหนึ่ง นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เอาใจช่วยพรรคเพื่อไทย (พท.) อยากให้พรรคทำสำเร็จในสิ่งที่ประกาศไว้กับประชาชน อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ อยากให้มีการผ่าน พ.ร.ป.ป.ป.ช. ซึ่งจะส่งผลให้ญาติของผู้เสียชีวิตในคดีสลายการชุมนุม 2553 ที่ราชประสงค์และแยกคอกวัว สามารถฟ้องศาลได้โดยตรง

นายณัฐวุฒิระบุว่า ผมได้ฝากฝังกับเพื่อน ๆ น้อง ๆ ส.ส.ว่าถ้าพรรคจะเสนอกฎหมายนี้ ซึ่งต้องเสนอ และต้องเสนอเป็นลำดับต้น ๆ ด้วย ถ้าไม่เสนอเจอผมแน่ แต่ถ้าเสนอกฎหมายนี้ผมขอทั้ง 141 เสียงของพรรค พท. เข้าเสนอชื่อ ผลักดันกฎหมายนี้สำเร็จ และจะขอ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้ช่วยด้วย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ทวีตข้อความทางทวิตเตอร์ถึงกรณีดังกล่าวว่า สำหรับการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงนั้นเป็นความมุ่งมั่นที่อยู่ในหัวใจของผมอยู่แล้ว พี่เต้นประสานผมมาได้ทุกเมื่อครับ ผมพร้อมร่วมมือกับพี่เต้นอย่างเต็มที่

ยินดีที่จะได้ร่วมกันกับพี่เต้นนะครับ

ยินดีต้อนรับครับพี่ แล้วเรามาทำงานเพื่อประชาชนร่วมกันครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top