Tuesday, 14 July 2026
POLITICS

ชี้ทางแก้วิกฤตชายแดน 'ผู้พันแซม-เฟื่องวิชช์' เปิดแผนปฏิบัติการบุกกัมพูชา แนะทัพไทยยึด 'ปอยเปต-เกาะกง' ชิงอำนาจต่อรอง-จัดการสแกมเมอร์

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ 'ผู้พันแซม' อดีตผู้บังคับกองพันทหารม้า กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ เสนอแผนการสู้รบของกองทัพไทยเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า หากกองทัพไทยยังคงจำกัดการสู้รบไว้เพียงแนวชายแดน ความขัดแย้งจะไม่มีวันจบสิ้น จึงเสนอให้กองทัพใช้กลยุทธ์ ‘รุกเร็ว-รุนแรง-เด็ดขาด’ เจาะลึกเข้าไปในจุดไข่แดงของฝ่ายตรงข้าม

เพื่อสร้างความได้เปรียบสูงสุดในการเจรจา พันเอก เฟื่องวิชชุ์ เสนอแผนยุทธวิธี โดยแบ่งเป็น 2 มิติสำคัญ คือ ทางบก และ ทางทะเล ในมิติทางบก กองทัพภาคที่ 1 ต้องใช้กองพันรถถังรุกคืบเข้าไปยังปอยเปต ซึ่งเป็นสิ่งที่กัมพูชาไม่คาดคิดว่าไทยจะกล้าบุกเข้าไปลึกถึงขนาดนั้น การรุกคืบที่รวดเร็วและรุนแรงนี้จะส่งผลให้กองกำลังกัมพูชาจากทั้งพื้นที่บริเวณด้านบนและด้านล่างของประเทศกรูกันเข้ามาช่วยทัพที่ปอยเปต ส่งผลให้แนวรบหลักของกองทัพภาคที่ 2 รบได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ต้องระวังโดยการมีกองกำลังทหารม้าป้องกันทางปีกซ้ายและขวา เพื่อกันไม่ให้กองกำลังกัมพูชาตีโอบล้อมกองพันรถถังที่มุ่งหน้าสู่ปอยเปต

ส่วนในมิติทางทะเล พันเอก เฟื่องวิชชุ์ ได้เสนอให้กองทัพเรือเปลี่ยนยุทธวิธี จากที่เคยใช้เรือฟริเกตแค่ป้องกันการขนส่งน้ำมัน กองทัพเรือควรเข้ายึดเกาะกงของกัมพูชา เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่และบีบให้กองกำลังกัมพูชาที่ป้องกันปอยเปตต้องแบ่งกำลังลงมาช่วยเกาะกง ซึ่งจะทำให้กองทัพภาคที่ 1 ที่อยู่บริเวณปอยเปตสามารถเข้ายึดได้ง่ายยิ่งขึ้น

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ ยังชี้ให้เห็นอีกว่า ในปัจจุบันพื้นที่ตามแนวสันปันน้ำตามความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งครอบคลุมจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ ทำการยึดพื้นที่สำคัญ เช่น เนิน 677 ไว้ได้อย่างมั่นคงนั้น ถือเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่การจะเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาที่ได้เปรียบในภายหลังนั้น กองทัพไทยต้องมีอำนาจต่อรองจากการยึดครองตามที่ระบุไปข้างต้น

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าวอีกว่า การทอดเวลาที่ผ่านมาถึง 4 เดือน นับตั้งแต่มีการสั่งให้กองทัพไทยหยุดปฏิบัติการในเดือนกรกฎาคมนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่กองทัพกัมพูชาใช้ในการเตรียมความพร้อมและวิเคราะห์แม่ทัพแต่ละฝ่ายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ถึงความเคลื่อนไหวของไทยอย่างแน่นอน

“กองทัพไทยมีกำลังรบเหนือกว่ากัมพูชามาก และยังมีกองทัพอากาศที่พร้อมสนับสนุนในการเปิดน่านฟ้า ถ้าเรายึดปอยเปตได้จะช่วยสามารถจัดการสแกมเมอร์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าตั้งฐานอยู่ที่นั่น และช่วยเหลือคนไทยที่เดือดร้อนได้มากขึ้นกว่าเดิม” พันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เป็นผู้สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านการทหาร การเมือง และการกีฬา โดยสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 33 และระดับปริญญาโทด้านการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยทหารม้ารักษาพระองค์ รวมถึงเป็นอาจารย์ถวายงานในการทรงม้าแด่พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ และเคยเป็นนักกีฬาขี่ม้าเหรียญทองในการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นนายกสมาคมขี่ม้าอาเซียน สำหรับบทบาทด้านการเมือง พันเอกเฟื่องวิชชุ์ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยและผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน

ต้องใช้มาตรการเด็ดขาด!! ‘พีระพันธุ์’ เขย่ารัฐบาลเลิกอ้อมค้อม เรียกร้องบังคับใช้กฎหมาย ม.122 ขั้นเด็ดขาด สกัดส่งน้ำมันหนุนยุทธปัจจัยเขมร ลั่น 'จับ-ดำเนินคดี' ทันที ไม่ต้องรอกฎอัยการศึก

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กรณีบริษัทน้ำมันของไทยยังคงมีการส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา แม้ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดด้านความมั่นคง โดยระบุว่า  ตนได้ติดตามรายงานข่าวจากสื่อมวลชนว่า กองทัพเรือกำลังแก้ไขปัญหาเรือไทยที่ลำเลียงน้ำมันอ้อมผ่านประเทศสิงคโปร์ หรือไปรับน้ำมันจากสิงคโปร์ก่อนนำไปส่งต่อให้กัมพูชา โดยมีการชี้แจงว่ากำลัง “ขอความร่วมมือ” จากเจ้าของเรือไม่ให้ดำเนินการดังกล่าว

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้วิธีขอความร่วมมือ ทั้งที่การกระทำลักษณะนี้เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 122 อย่างชัดเจน” นายพีระพันธุ์กล่าว

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำว่า กฎหมายอาญามาตรา 122 ระบุชัดว่า การอุปการะ สนับสนุน หรือช่วยเหลือการดำเนินการรบ หรือการตระเตรียมการรบของข้าศึก เป็นความผิดร้ายแรง และหากการกระทำนั้นทำให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องรอการประกาศกฎอัยการศึกแต่อย่างใด

“น้ำมันคือยุทธปัจจัยหลักของสงคราม ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีเหตุผลใดให้เชื่อว่าน้ำมันที่ถูกส่งออกไปจะไม่ถูกนำมาใช้ต่อสู้กับประเทศไทย” นายพีระพันธุ์ระบุ

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐควรดำเนินการไม่ใช่การขอความร่วมมือ แต่ต้องจับกุมและดำเนินคดีทันที ทั้งผู้ควบคุมเรือ เจ้าของเรือ และบริษัทที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่า เรือไทย บริษัทขนส่ง หรือบริษัทค้าน้ำมันรายใดมีพฤติกรรมเข้าข่ายสนับสนุนยุทธปัจจัยให้ข้าศึก พร้อมเรียกร้องให้รัฐประกาศอย่างชัดเจนว่า ผู้ใดส่งน้ำมันหรือยุทธปัจจัยให้กัมพูชา ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ถือเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย และต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบรถบรรทุกน้ำมันทุกคันที่ผ่านด่านช่องเม็กอย่างเข้มงวดโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งการตรวจเอกสารการส่งออก ตรวจสอบปลายทางที่แท้จริง ผู้รับสินค้า และวัตถุประสงค์การใช้งาน รวมถึงการควบคุมตัวและสอบปากคำคนขับรถทุกคันเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ เพื่อยืนยันปลายทางสุดท้ายของการขนส่ง

“บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าข่ายเป็นผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 122 ซึ่งเป็นความผิดด้านความมั่นคงของรัฐ” นายพีระพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้ การขนส่งดังกล่าว ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังประกาศห้ามตามคำสั่งของกองทัพภาคที่ 2 ก็ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างได้ เนื่องจากเป็นคนละประเด็น โดยคำสั่งห้ามเป็นมาตรการป้องกัน ขณะที่กฎหมายอาญามาตรา 122 เป็นกฎหมายความมั่นคงของชาติที่มีผลบังคับใช้อยู่ตลอดเวลา

นายพีระพันธุ์ ยังระบุว่า นายกรัฐมนตรีสามารถใช้อำนาจได้ทันที ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการออกคำสั่งหรือกำหนดนโยบายห้ามการกระทำลักษณะดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

“แต่น่าแปลกใจที่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีคำสั่งใดออกมา กลับเลือกใช้วิธีขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ในขณะที่ทหารไทยต้องยืนอยู่แนวหน้า เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องประเทศ” นายพีระพันธุ์กล่าว พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ไม่ใช่เวลาของความลังเลหรืออ้อมค้อม แต่เป็นเวลาที่รัฐต้องใช้มาตรการเด็ดขาด เพื่อประเทศ เพื่ออธิปไตย และเพื่อไม่ให้การเสียสละของทหารไทยต้องสูญเปล่า

แก้ยากที่สุดในโลก!! 'ดร.อธิป' ยก 'รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น' เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก! หลังต้องทนอยู่เกือบ 8 ทศวรรษไม่เคยถูกแก้ แต่เยอรมนีแก้ไปแล้ว 58 ครั้ง ทั้งที่แพ้เหมือนกัน

‘ดร.อธิป’ ยก ‘รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น’ เป็น รัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก ชี้ เกือบ 80 ปี ไม่เคยถูกแก้ นับตั้งแต่หารอเมริกันเขียนให้หลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และนักวิชาการสาธารณะ ได้กล่าวถึงประเด็นน่าคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็น "รัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก" และมีที่มาที่น่าสนใจว่า ถูกเขียนขึ้นโดยทหารอเมริกัน ไม่ใช่โดยคนญี่ปุ่นเอง

โดยระบุถึงประวัติการเกิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 นายพลดักลาส แม็กอาร์เธอร์ ผู้บัญชาการกองกำลังพันธมิตรที่เข้ายึดครองญี่ปุ่น มีเป้าหมายชัดเจนคือ กำจัดลัทธิทหารนิยมให้สิ้นซาก จึงสั่งให้ทีมงานร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยื่นให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับแบบ "ไม่มีทางเลือก"

โดยมีข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดคือ มาตรา 9 ที่ระบุว่า ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงครามอย่างสิ้นเชิง ห้ามมีกองทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ หรือศักยภาพในการทำสงครามใดๆ ทั้งสิ้น มาตรานี้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถมีกองทัพในความหมายเต็มรูปแบบได้

และเพื่อให้แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ถูกแก้ไขได้ง่ายๆ มาตรา 96 จึงกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดมาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา (สภาผู้แทนราษฎรและสภาสูง) แล้วยังต้องผ่านประชามติอีกชั้นหนึ่ง

ผลที่ตามมาคือ ตลอด 78 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ในปี 1947 ญี่ปุ่นยังไม่เคยแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้แต่ครั้งเดียว ในขณะที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเช่นกัน ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้ว 58 ครั้ง

ดร.อธิป ตั้งคำถามที่น่าคิดว่า "รัฐธรรมนูญที่ชาติอื่นเขียนให้ กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก แล้วท่านเองจะรู้สึกอย่างไร หากเราต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญที่ชาติอื่นเขียนให้ และเป็นชาติที่เคยทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ แถมยังแก้ไขไม่ได้มาเกือบ 80 ปีแล้ว"

ที่มา : https://www.tiktok.com/@dr.atip.asvanund/video/7582863464822033681

ส่องโปรไฟล์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ‘ยศชนัน - สุริยะ – จุลพันธ์’ เตรียมนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง

ส่องโปรไฟล์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ‘ยศชนัน - สุริยะ – จุลพันธ์’ เตรียมนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง

กกต.เคาะแล้ว วันเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 เปิดรับสมัคร สส. 27-31 ธ.ค.68 เช็กวันเลือกตั้งล่วงหน้า ในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง นอกราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.68 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น การประชุมกกต.วันนี้ สำนักงานได้เสนอร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กกต.พิจารณา โดยที่ประชุมกกต.พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานเสนอ ดังนี้

1.วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

2.วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้งวันลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

3.วันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนี้ วันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศกำหนด

ส่วนวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ (เฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วเท่านั้น) และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

4.กำหนดระยะเวลาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า (ในเขตเลือกตั้ง / นอกเขตเลือกตั้ง / นอกราชอาณาจักร) ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569

5.การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 และ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 

ทั้งนี้ สำนักงานกกต.จะได้ส่งประกาศดังกล่าวให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วต่อไป

เพื่อไทย เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ 'สุริยะ-ยศชนัน-จุลพันธ์' เตรียมกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ พร้อมเปิดนโยบายล็อตแรกของพรรค 16 ธ.ค.นี้

(15 ธ.ค. 2568) - ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย จำนวน 3 คนที่จะเปิดตัววันที่ 16 ธ.ค.ในกิจกรรม "ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้" จะประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เป็นนักวิชาการ เคยทำวิจัยด้าน Brain-Computer Interface (BCI) หรือการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือคนพิการที่ร่างกายขยับไม่ได้ แต่สมองยังทำงานจากเคสคนที่ประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์มาแล้ว

อีกสองคน คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เคยเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายกระทรวง อยู่ในพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย คนในพรรคต่างให้การยอมรับ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นกลางที่มีความรู้ความสามารถสามารถ ขึ้นเวทีดีเบตในนามพรรคเพื่อไทยได้ และมีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ทั้ง 3 คน จะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์และเปิดนโยบายล็อตแรกของพรรคเพื่อไทยในงานวันดังกล่าวด้วย

‘สจ.อ้วน - ภาคิน เสือดาว’ กระโดดเข้าสู่สนามระดับชาติ ขอลงบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังคร่ำหวดการเมืองท้องถิ่นจนสุกงอม

‘ภาธิน เสือดาว’ จากคนพื้นที่สุราษฎร์ฯ ผู้ศรัทธาอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ สู่เส้นทางการเมืองระดับชาติ

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยต้องการ “คนทำงานจริง” มากกว่าคำสัญญา ภาพของ นายภาธิน เสือดาว หรือที่หลายคนรู้จักในนาม สจ.อ้วน (ชื่อเดิม เอกพจน์ เสือดาว) กำลังสะท้อนให้เห็นถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่เติบโตจากงานพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมก้าวสู่สนามการเมืองระดับประเทศในนามพรรคที่เขาศรัทธามาตลอดชีวิต “พรรคประชาธิปัตย์”

จากลูกหลานสุราษฎร์ฯ สู่บทบาทนักการเมืองท้องถิ่น หลังจบรามคำแหงก็มุ่งหน้ากลับมารับใช้บ้านเกิด

ด้วยรากเหง้าที่ผูกพันแน่นแฟ้นกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาธิน เติบโตจากการทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เขาเคยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) สุราษฎร์ธานี 1 สมัย ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและองค์กรท้องถิ่นในหลากหลายมิติ

ประสบการณ์ที่สั่งสมยังพาเขาไปทำหน้าที่สำคัญในระดับเทศบาล โดยเคยเป็นเลขานุการนายกเทศมนตรี นานถึง 1 สมัย (8 ปีเต็ม) ทำให้เข้าใจการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การพัฒนาพื้นที่ การแก้ปัญหาชุมชน ไปจนถึงการบริหารงบประมาณและบุคลากร

ก้าวผ่านความพ่ายแพ้ เพื่อเติบโต

ในการเลือกตั้ง สจ.ครั้งที่ผ่านมา ภาธินตัดสินใจกลับลงสนามอีกครั้ง แม้ผลการเลือกตั้งจะ “สอบตก” ไม่ได้กลับมารับตำแหน่ง แต่เขามองว่านั่นไม่ใช่จุดจบ หากเป็นบทเรียนที่ผลักดันให้ก้าวต่อไปอย่างแข็งแรงกว่าเดิม

เขามักพูดเสมอว่า
“การเมืองคือการทำงานเพื่อคน ไม่ใช่ตำแหน่ง”

เอกพจน์ หรือ สจ.อ้วน มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้ความรู้ความสามารถเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายด้านเด็ก เยาวชน กิจกรรมสร้างเครือข่ายของพรรค รวมทั้งสะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งการผลักดันนโยบายการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้แนวทาง “ท้องถิ่นจัดการตนเอง“ เกิดขึ้นจริง ให้ท้องถิ่นสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

อันเป็นการช่วยรัฐบาลกลางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของพี่น้องประชาชน

ก้าวผ่านความพ่ายแพ้ เพื่อเติบโต

สู่การเมืองระดับชาติ บทพิสูจน์ใหม่ของคนทำงานตัวจริง

วันนี้ ภาธิน เสือดาว ตัดสินใจยกระดับเส้นทางชีวิตการเมืองครั้งสำคัญ ด้วยการ เสนอตัวเป็นผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

นี่ไม่ใช่เพียงการก้าวขึ้นสู่การเมืองระดับชาติ แต่คือการประกาศชัดว่า คนทำงานจากพื้นที่ พร้อมนำประสบการณ์ ความเข้าใจประชาชน และอุดมการณ์ที่ยึดมั่น มาร่วมพัฒนาประเทศในระดับที่ใหญ่กว่าเดิม

ศรัทธาต่อประชาธิปัตย์อุดมการณ์ที่ไม่เปลี่ยน

ภาธินเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ของสุราษฎร์ฯ ที่เติบโตมาพร้อมกับแนวคิด “ซื่อสัตย์ โปร่งใส ทำงานเพื่อประชาชน” ตามแบบฉบับประชาธิปัตย์ ไม่เคยเปลี่ยนพรรค ไม่เคยเปลี่ยนใจ แม้ช่วงเวลาทางการเมืองจะผันผวนเพียงใด

เส้นทางของ ภาธิน เสือดาว จึงไม่ใช่เพียงการเดินจากตำบล สู่จังหวัด และกำลังก้าวสู่ประเทศ
แต่คือเรื่องราวของคนทำงานตัวจริง ผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ และมีหัวใจอยากรับใช้บ้านเกิดอย่างแท้จริง

การลงสมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญ ที่เปิดประตูให้เขาได้พิสูจน์บทบาทใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร — พร้อมสะท้อนเสียงประชาชนจากสุราษฎร์ฯ สู่ระดับชาติอย่างเต็มภาคภูมิ

หนุนปิดอ่าวไทยสกัดส่งน้ำมัน จี้ ‘ตัดไฟ-ตัดเน็ต’ ขั้นเด็ดขาด เตือน ‘ช่วยข้าศึก’ โทษอาญาร้ายแรง ย้ำชัด ต้องมีบทลงโทษอย่างชัดเจน

(15 ธ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการ "ตัดช่องทางลำเลียงยุทธปัจจัย" เข้าสู่กัมพูชาอย่างเด็ดขาด

นายพีระพันธุ์ยืนยันว่า ตนเห็นด้วยกับมาตรการล่าสุดของกองทัพที่สั่งให้ปิดอ่าวไทยและช่องทางอื่นๆ เพื่อสกัดการลำเลียงยุทธปัจจัยโดยเฉพาะน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตนเสนอมาอย่างต่อเนื่องและได้ตอบคำถามในโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ว่า จำเป็นต้องตัดช่องทางการลำเลียงน้ำมันและยุทธปัจจัยต่าง ๆ เข้าสู่ประเทศกัมพูชาให้หมด  

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า นอกจากน้ำมันแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญอีกเรื่อง คือ เรื่องไฟฟ้า โดยคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติให้ยุติการขายและส่งไฟฟ้าไปยังกัมพูชาแล้ว และได้ย้ำให้ตรวจสอบว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการแล้วหรือไม่ ขณะเดียวกัน เรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ต้องเข้มงวดไม่แพ้กัน ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ว่ามีการลักลอบส่งสัญญานอินเตอร์เน็ตหรือไม่ และการบังคับใช้กฎหมายจะต้องเป็นไปอย่างเด็ดขาด มีบทลงโทษที่ชัดเจน

นายพีระพันธุ์ย้ำว่า การดำเนินการทั้งหมดต้องมีการตรวจสอบและกวดขันอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในประเด็นการช่วยเหลือฝ่ายตรงข้าม "เราต้องถือว่า การส่งยุทธปัจจัยนับเป็นการช่วยเหลือข้าศึกศัตรูของประเทศ ถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายอาญา"

‘ชูวิทย์’ โต้ ‘ธนาธร’ หาก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะยิ่งบานปลาย ไทยคงเสียดินแดนให้กัมพูชา

เมื่อวันที่14 ธันวาคม 2568) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ...

“หากพิธาเป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้”
 

นี่คือสิ่งที่คุณธนาธรเข้าใจผิดอย่างมาก

หากคุณพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น

นอกจากสงครามจะยังเกิดเหมือนเดิมแล้ว สถานการณ์จะบานปลายยิ่งกว่าเก่า

ไทยจะเสียดินแดนให้กับ “จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน”

ทำไมผมกล่าวเช่นนั้น ลองฟังเหตุผล

เทียบกันระหว่าง พิธา กับ ฮุนเซน ปอนด์ต่อปอนด์ เหมือนเอามวยรุ่นไลท์เวท ไปขึ้นเวทีชกกับรุ่นเฮฟวีเวท

ไม่ใช่คุณพิธาไม่เก่ง แต่องค์ความรู้ ประสบการณ์ห่างชั้นมาก

จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน อยู่ในสนามรบตั้งแต่คุณพิธายังไม่ได้ตั้งไข่

ฮุนเซนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่อายุ 27 ปี

ไม่ยึดถืออุดมการณ์สุดโต่งแบบคุณธนาธร คุณพิธา คุณเท้ง แห่งพรรคประชาชน

ฮุนเซนเติบโตเป็นนักการเมืองสายปฏิบัติ ยอมเจรจาปรับตัวต่อรอง

เป็นนักรบจนเสียตาไป 1 ข้าง ผ่านประสบการณ์หลากหลายเจียนอยู่เจียนตาย

จนต้องไปพึ่งเวียดนามเพื่อให้ได้ชัยชนะ

ฮุนเซนเป็น “สายปฏิบัติ“ ไม่ใช่ “สายอุดมคติ” อย่างพรรคประชาชน

พรรคประชาชนเป็นการเมืองแบบที่ไม่ปรับตัว ยึดถือความคิดตัวเอง ตรงๆ ทื่อๆ ไม่รู้จักชั้นเชิงการเมือง

เล่นเกมการเมืองในประเทศที่ไม่มีใครเล่นด้วย แต่เป็นเกมที่ต้องเล่น ทำให้พรรคประชาชนโดดเดี่ยวไม่มีใครเอาด้วย

พรรคประชาชนต้องรู้จักระบบการเมืองไทยให้ดี และต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง

ไม่สามารถพลิกฟ้าด้วยฝ่ามือ

แม้เข้าใจแนวทางอุดมการณ์ของพรรค แต่เมื่อเกมการเมืองมีคู่แข่งขันที่พลิกแพลงมาก มีประสบการณ์ เจนจัดกับระบบ

การที่พรรคประชาชนจะยึดถือความตรงไปตรงมา เป็นสิ่งดีที่จะใช้กับประชาชน

แต่กับระบบการเมืองไม่สามารถตอบโจทย์ได้

หากขาดความแหลมคม เล่ห์เหลี่ยมที่จำเป็นต้องใช้ในการเจรจาต่อรอง

ยิ่งเป็นช่วงสงครามถูกรุกรานอธิปไตย ต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าว

ปกป้องดินแดน ยึดพื้นที่ให้ได้มาก การเจรจาถึงจะได้เปรียบ

ไม่ได้หิวสงคราม เพราะไทยไม่ได้ก่อ แต่เหตุมาจากฮุนเซนเสียผลประโยชน์ในเรื่อง “สแกมเมอร์”

มันไม่ใช่การค้าที่ตรงไปตรงมา จะได้ “วินวินกันทั้งสองฝ่าย“

แต่ต้อง “เราวินเพื่อสั่งสอนจิ้งจอกเฒ่าสารพัดพิษฮุนเซนรู้ว่าไทยทันเกมของฮุนเซน“

การเป็นผู้นำประเทศได้จึงต้องมากประสบการณ์ รู้จักทั้งบุ๋นและบู๊ รู้จักระบบ รู้จักใช้คนเข้ากับสถานการณ์

ยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมาก ที่หากคุณพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์จะไม่ใช่ที่คุณธนาธรบอกว่า

“จะไม่มาถึงจุดนี้เด็ดขาด”

แต่กลับจะเลยจุดออกทะเลไปไกล เพราะความด้อยประสบการณ์ทางการเมือง

แม้แต่เวทีในประเทศยังยอมถูกหลอก

หากเป็นเวทีระหว่างประเทศแม้จะพูดภาษาอังกฤษเก่ง

แต่ในเวทีโลกภาษาไม่ได้เกี่ยวข้อง มันอยู่ที่กึ๋น หรือประสบการณ์มากกว่า

นี่คือสิ่งที่คุณพิธา หรือพรรคประชาชนไม่มีเอาเสียเลย

หากจะเรียกว่าเป็น “ละอ่อนทางการเมือง“ ก็ว่าได้

จากการพลาดแล้วพลาดอีกตั้งแต่ต้นจัดตั้งรัฐบาลยันยุบสภา

ต้องตอบว่าเพราะอะไรที่พรรคประชาชน ที่ได้คะแนนเสียงมากสุดเป็นอันดับหนึ่ง ถึงไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล กลับถูกเบี้ยวแล้วเบี้ยวอีก

แม้โอกาสมาอยู่ต่อหน้า แต่ด้วยความซื่อไปเชื่อใจคุณอนุทินที่มีคนกำกับการแสดงบงการอยู่เบื้องหลัง

ที่สำคัญคือความดื้อรั้น มั่นใจในตัวเอง ที่มีมากเกินไปจนไม่ฟังใคร

ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างพรรคประชาชนของคุณธนาธร จะทำให้พังตั้งแต่ต้นยันจบ

คุณธนาธรคงจำในสิ่งที่พูดเองเมื่อไม่นานนี้กรณี “เขากระโดง” และ “ฮั้ว ส.ว.” ได้ดี

หรือกระทั่งตอนโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ แล้วหวังจะให้พรรคภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญให้ภายใน 4 เดือน

แล้วป่านนี้มันได้เป็นอย่างที่คุณธนาธรพูดเอาไว้ไหม?

ทั้งที่ใครต่อใครก็เตือนไว้ว่า ไม่มีใครทำการเมืองแบบนี้

แต่คุณวิโรจน์ยืนยันเองว่า “ทำการเมืองแบบซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา”

แล้วคุณอนุทินเขาตรงๆ ซื่อ ๆ กับพรรคประชาชนหรือไม่?

อย่างน้อยประสบการณ์อย่างนี้ ได้สอนอะไรให้พรรคประชาชนได้บ้าง

ผมมิได้มีเจตนาจะดูถูก ลิดรอนสิทธิ ความคิด ความเชื่อมั่น ของพรรคประชาชนแต่อย่างใด

เพียงแต่ความคิดของผู้นำจิตวิญญาณอย่างคุณธนาธร มิได้มีผลดีใดๆ กับประเทศชาติ ประชาชน

จึงจำเป็นต้องกระตุกไม่ให้เสียนิสัย

แม้อุตส่าห์จัดอีเว้นท์ขอโทษประชาชนที่ทำผิดพลาด

แต่ยังวาดฝันขอได้เกิน 250 ส.ส. เป็นพรรคเดี่ยวเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอีก

คิดแบบนี้นี่ไงถึงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า

“ไม่ใช่ขอโทษ แต่กลับขอโอกาสเพิ่มมากขึ้นอีก”

ที่ขอโทษก็ไม่ทราบว่าขอโทษที่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ

หรือขอโทษที่ไปหลงเชื่อคารมคมหอกของพรรคภูมิใจไทย?

เมื่อทำพลาด ประชาชนให้ส้มไปมากในคราวเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เกินที่พรรคประชาชนจะคาดหวัง

ยังเขวี้ยงส้มตกพื้น

แล้วครั้งนี้จะยังมาขอส้มเพิ่มมากกว่าเดิมอีก

ผู้ใหญ่จะเรียกเด็กอย่างนี้ว่า “เด็กเสียนิสัย” ครับ

 

‘สุริยะใส’ ชี้ ไทยกล้าพูด “ไม่” กับสหรัฐฯ ส่งสัญญาณจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ไทย ท่าทีแข็งกร้าวคือการยกระดับสถานะ จากประเทศผู้ตามสู่รัฐที่มีอำนาจต่อรอง

‘สุริยะใส’ วิเคราะห์ท่าทีผู้นำไทยที่ไม่ยอมอ่อนข้อด้านความมั่นคงตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ มองเป็นการขยับสถานะประเทศจากผู้ตามสู่รัฐที่มีอำนาจต่อรอง ย้ำโลกหลายขั้วต้องยืนบนผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่การเดินตามมหาอำนาจ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 - รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อไทยกล้าพูด “ไม่” กับมหาอำนาจ: จุดเปลี่ยนของภูมิรัฐศาสตร์ไทยในโลกหลายขั้ว

ท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำการเมืองไทยในครั้งนี้ โดยเฉพาะการไม่ยอมคลี่คลายเงื่อนไขด้านความมั่นคงตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ คือการท้าทายสมมติฐานเดิมที่สังคมไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นชิน นั่นคือไทยควร “เดินตาม” มหาอำนาจตะวันตกเพื่อแลกกับความมั่นคง ความคิดแบบ pro-US ที่เชื่อว่าการยืนข้างสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติคือคำตอบ อาจไม่สอดคล้องกับโลก geopolitics ที่กำลังแตกตัวเป็นหลายขั้ว และแข่งขันกันอย่างซับซ้อนมากขึ้น

ในโลกปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจไม่ใช่เรื่องของความจงรักภักดี แต่คือเรื่องของอำนาจต่อรองและผลประโยชน์แห่งรัฐ การที่ไทยยืนยันจะไม่หยุดยิงจนกว่าจะมั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง จึงเป็นการประกาศอย่างชัดว่าไทยไม่ยอมให้ความมั่นคงของชาติถูกลดทอนเป็นเพียงเครื่องมือในยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคของใครก็ตาม ไม่ว่าสหรัฐฯ จะนิยามสถานการณ์นั้นว่าอย่างไร

สาย pro-US มักมองว่าความแข็งกร้าวเช่นนี้จะทำให้ไทย “เสียเพื่อน” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศที่ไม่มีจุดยืนชัดเจนต่างหากที่ไม่มีใครให้ความสำคัญ มหาอำนาจไม่ได้เคารพรัฐที่เชื่อฟังเสมอไป หากแต่เคารพรัฐที่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร และพร้อมปกป้องเส้นแดงของตนเองอย่างมีเหตุผล ความแข็งกร้าวครั้งนี้จึงไม่ได้ลดคุณค่าของพันธมิตร แต่กลับยกระดับสถานะของไทยจากผู้ตามไปสู่ผู้ที่ต้องถูกนำมาคำนวณในสมการอำนาจ

ที่สำคัญ สงครามยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันด้วยกระสุนเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินกันด้วยการกำหนดกรอบความชอบธรรม หากไทยยอมอ่อนข้อภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ในจังหวะที่ภัยคุกคามยังไม่หมดไป นั่นจะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าไทยพร้อมปรับความมั่นคงของตนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ในสายตาพันธมิตร ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายในระยะยาวสำหรับรัฐขนาดกลางอย่างไทย

ท้ายที่สุด การที่ผู้นำการเมืองไทยกล้าแสดงความแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม อาจทำให้สาย pro-US ไม่สบายใจในวันนี้ แต่ในโลกที่ geopolitics กำลังรุนแรงขึ้น การยืนหยัดเช่นนี้คือการวางตำแหน่งใหม่ของไทยในฐานะรัฐที่มี strategic autonomy ไม่ตกเป็นเครื่องมือของขั้วใดขั้วหนึ่ง และไม่ยอมให้ความมั่นคงของชาติถูกต่อรองแทน 

หากไทยจะอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีในสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การกล้าพูด “ไม่” กับมหาอำนาจในจังหวะที่เหมาะสม อาจไม่ใช่ความเสี่ยง แต่คือความจำเป็น...
 

โพลชี้ "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" พุ่งอันดับ 1 สะท้อนคนไทยไม่ปิดประตู พร้อมเปิดช่องว่างให้พรรคเล็กชิงใจคนไทย แต่ต้อง “จริงใจ ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม"

ผลโพลหลายชุดในช่วงปลายปี 2568 สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คนจำนวนมากยังคง "ไม่เลือกใคร" โดยเฉพาะในภาคกลางที่มีผู้ตอบว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สูงถึง 35.65% ขณะที่ภาคตะวันออกพุ่งถึง 39.75% ตัวเลขนี้สื่อความหมายสำคัญว่า สนามเลือกตั้งไม่ได้ถูกล็อกด้วย "ขั้วใหญ่" อย่างที่หลายคนคิด แต่กำลังเปิดช่องให้พรรคเล็กที่มีจุดยืนชัดเจนขึ้นมาเป็นตัวเลือกของคนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ

พรรคเล็กที่มีโอกาสชิงเสียง "ยังไม่เลือก"

พรรคไทยสร้างไทย วางแบรนด์ชัดเจนด้วยธง "การเมืองสุจริต" โดยชูประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชันและกรอบคิดเรื่อง State Capture (การถูกยึดครองโดยกลุ่มทุน) จุดแข็งของพรรคคือการเอาความเบื่อหน่ายจากระบบเดิมมาแปลงเป็น "การเมืองที่ตรวจสอบได้" ซึ่งตรงกับความต้องการของคนที่ไม่เชื่อว่าจะมีนักการเมืองไม่โกงจริง

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัวด้วยแกนคิดที่ว่า "การศึกษาคือปากท้องและอนาคต" และชูนโยบายเรือธง "ธนู 4 ดอก" พรรคพยายามวางตัวเป็นพรรคมืออาชีพที่เน้นความรู้ ซึ่งเข้าถึงชนชั้นกลางและคนเมืองที่เบื่อการเมืองแบบทะเลาะกัน แต่ยังอยากเห็นการปฏิรูปที่จับต้องได้

พรรคไทยภักดี ชู "การเมืองสีขาว" พร้อมสร้างกองทัพผู้สมัครเพื่อแสดงความพร้อมลงสนามจริง จุดแข็งคือภาพจำที่ชัดในฐานะสายต่อต้านการเมืองโกงและต้องการยกเครื่องระบบ พร้อมทั้งสร้างโครงข่ายผู้สมัครให้เห็นเป็นรูปธรรม

พรรคเศรษฐกิจ เริ่มโผล่ในโพลบางชุด สร้างบทสนทนาว่าเป็นปรากฏการณ์พรรคเล็ก ด้วยการเล่นธีมเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบคอร์รัปชันแบบชัดเจน ซึ่งอาจโดนใจคนที่สิ้นหวังกับระบบเดิม แม้จะเป็นดาบสองคมที่ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อว่าทำได้จริงและไม่ละเมิดหลักนิติรัฐ

พรรครักชาติ เปิดตัวด้วยการชูภาพ "ไม่พึ่งกลุ่มทุน" และใช้สโลแกนแนวปลุกอารมณ์รักชาติที่สื่อสารได้เร็ว จุดแข็งคือความใหม่และเรื่องเล่าที่เหมาะกับการชิงกลุ่มคนที่เบื่อหน้าเดิมแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

ทำไมกลุ่ม "ยังไม่เลือกใคร" คือโอกาสของพรรคเล็ก

ตัวเลข 35-40% ในบางภูมิภาคไม่ใช่คนที่ไม่สนใจการเมือง แต่มักเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพรรคใหญ่แก้ปัญหาได้จริง เบื่อหน่ายกับดีล การแตกหัก และการย้ายขั้ว รวมทั้งอยากได้ "ความชัดเจน" มากกว่า "การตลาดการเมือง"

สูตรสำเร็จสำหรับพรรคเล็ก

พรรคเล็กที่มีโอกาสชนะใจกลุ่มนี้ไม่ใช่พรรคที่เสียงดังที่สุด แต่คือพรรคที่ทำสามข้อนี้ได้

หนึ่ง ชัดเรื่องเดียวให้สุด เลือก 1-2 ประเด็นหลัก แล้วสื่อสารซ้ำจนคนจำได้และเชื่อว่าจริงใจ

สอง ประกาศเงื่อนไขร่วมรัฐบาลล่วงหน้า เพื่อกันภาพ "พรรคทางผ่านในดีล" และแสดงให้เห็นว่ามีหลักการไม่เอาเปรียบ

สาม ทำให้คนเชื่อว่า "ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม" ด้วยทีมงานและผลงานที่ตรวจสอบได้จริง

โพลที่แสดงว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" ขึ้นอันดับ 1 คือสัญญาณชัดเจนว่าคนไทยยังเปิดใจรอทางเลือกใหม่ หากพรรคเล็กอยากชนะพื้นที่นี้ ต้องเลิกคิดว่า "เราเล็กเลยทำอะไรไม่ได้" แต่ต้องคิดใหม่ว่า "เราเล็ก เลยต้องชัด และต้องจริง"

การขาย "ความหวังแบบไม่ขายฝัน" และการทำให้คนเชื่อว่า "คุณต่างจากเกมเดิมจริงๆ" คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนช่องว่างจากโพลให้กลายเป็นคะแนนเสียงจริงในวันเลือกตั้ง เพราะในที่สุดแล้ว คนไทยไม่ได้ไม่อยากเลือก แต่กำลังรอคนที่เหมาะสมให้เลือก

โพลชี้ "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" พุ่งอันดับ 1 สะท้อนคนไทยไม่ปิดประตู พร้อมเปิดช่องว่างให้พรรคเล็กชิงใจคนไทย แต่ต้อง “จริงใจ ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม"

ผลโพลหลายชุดในช่วงปลายปี 2568 สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คนจำนวนมากยังคง "ไม่เลือกใคร" โดยเฉพาะในภาคกลางที่มีผู้ตอบว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สูงถึง 35.65% ขณะที่ภาคตะวันออกพุ่งถึง 39.75% ตัวเลขนี้สื่อความหมายสำคัญว่า สนามเลือกตั้งไม่ได้ถูกล็อกด้วย "ขั้วใหญ่" อย่างที่หลายคนคิด แต่กำลังเปิดช่องให้พรรคเล็กที่มีจุดยืนชัดเจนขึ้นมาเป็นตัวเลือกของคนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ

พรรคเล็กที่มีโอกาสชิงเสียง "ยังไม่เลือก"

พรรคไทยสร้างไทย วางแบรนด์ชัดเจนด้วยธง "การเมืองสุจริต" โดยชูประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชันและกรอบคิดเรื่อง State Capture (การถูกยึดครองโดยกลุ่มทุน) จุดแข็งของพรรคคือการเอาความเบื่อหน่ายจากระบบเดิมมาแปลงเป็น "การเมืองที่ตรวจสอบได้" ซึ่งตรงกับความต้องการของคนที่ไม่เชื่อว่าจะมีนักการเมืองไม่โกงจริง

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัวด้วยแกนคิดที่ว่า "การศึกษาคือปากท้องและอนาคต" และชูนโยบายเรือธง "ธนู 4 ดอก" พรรคพยายามวางตัวเป็นพรรคมืออาชีพที่เน้นความรู้ ซึ่งเข้าถึงชนชั้นกลางและคนเมืองที่เบื่อการเมืองแบบทะเลาะกัน แต่ยังอยากเห็นการปฏิรูปที่จับต้องได้

พรรคไทยภักดี ชู "การเมืองสีขาว" พร้อมสร้างกองทัพผู้สมัครเพื่อแสดงความพร้อมลงสนามจริง จุดแข็งคือภาพจำที่ชัดในฐานะสายต่อต้านการเมืองโกงและต้องการยกเครื่องระบบ พร้อมทั้งสร้างโครงข่ายผู้สมัครให้เห็นเป็นรูปธรรม

พรรคเศรษฐกิจ เริ่มโผล่ในโพลบางชุด สร้างบทสนทนาว่าเป็นปรากฏการณ์พรรคเล็ก ด้วยการเล่นธีมเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบคอร์รัปชันแบบชัดเจน ซึ่งอาจโดนใจคนที่สิ้นหวังกับระบบเดิม แม้จะเป็นดาบสองคมที่ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อว่าทำได้จริงและไม่ละเมิดหลักนิติรัฐ

พรรครักชาติ เปิดตัวด้วยการชูภาพ "ไม่พึ่งกลุ่มทุน" และใช้สโลแกนแนวปลุกอารมณ์รักชาติที่สื่อสารได้เร็ว จุดแข็งคือความใหม่และเรื่องเล่าที่เหมาะกับการชิงกลุ่มคนที่เบื่อหน้าเดิมแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

ทำไมกลุ่ม "ยังไม่เลือกใคร" คือโอกาสของพรรคเล็ก

ตัวเลข 35-40% ในบางภูมิภาคไม่ใช่คนที่ไม่สนใจการเมือง แต่มักเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพรรคใหญ่แก้ปัญหาได้จริง เบื่อหน่ายกับดีล การแตกหัก และการย้ายขั้ว รวมทั้งอยากได้ "ความชัดเจน" มากกว่า "การตลาดการเมือง"

สูตรสำเร็จสำหรับพรรคเล็ก

พรรคเล็กที่มีโอกาสชนะใจกลุ่มนี้ไม่ใช่พรรคที่เสียงดังที่สุด แต่คือพรรคที่ทำสามข้อนี้ได้

หนึ่ง ชัดเรื่องเดียวให้สุด เลือก 1-2 ประเด็นหลัก แล้วสื่อสารซ้ำจนคนจำได้และเชื่อว่าจริงใจ

สอง ประกาศเงื่อนไขร่วมรัฐบาลล่วงหน้า เพื่อกันภาพ "พรรคทางผ่านในดีล" และแสดงให้เห็นว่ามีหลักการไม่เอาเปรียบ

สาม ทำให้คนเชื่อว่า "ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม" ด้วยทีมงานและผลงานที่ตรวจสอบได้จริง

โพลที่แสดงว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" ขึ้นอันดับ 1 คือสัญญาณชัดเจนว่าคนไทยยังเปิดใจรอทางเลือกใหม่ หากพรรคเล็กอยากชนะพื้นที่นี้ ต้องเลิกคิดว่า "เราเล็กเลยทำอะไรไม่ได้" แต่ต้องคิดใหม่ว่า "เราเล็ก เลยต้องชัด และต้องจริง"

การขาย "ความหวังแบบไม่ขายฝัน" และการทำให้คนเชื่อว่า "คุณต่างจากเกมเดิมจริงๆ" คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนช่องว่างจากโพลให้กลายเป็นคะแนนเสียงจริงในวันเลือกตั้ง เพราะในที่สุดแล้ว คนไทยไม่ได้ไม่อยากเลือก แต่กำลังรอคนที่เหมาะสมให้เลือก

ย้อนรอยวิกฤตการเมืองไทยในอดีต เมื่อ "ยุบสภา" ถูกเสนอเป็นทางออก แต่ผู้มีอำนาจไม่ยอมกดปุ่ม บางครั้งจบด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ

ในระบอบรัฐสภา "การยุบสภา" คือปุ่มรีเซ็ตความชอบธรรมที่ตรงที่สุด โดยคืนอำนาจตัดสินใจให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อลดแรงปะทะบนถนนและตัดข้อครหาเรื่องรัฐบาลที่หมดสภาพทางการเมือง แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายช่วงสะท้อนภาพซ้ำๆ เมื่อวิกฤตปะทุและเสียงเรียกร้องให้ยุบสภาดังกระหึ่ม รัฐบาลจำนวนไม่น้อย "ไม่ยอมยุบ" แล้วประเทศจบที่ทางออกอื่น ไม่ว่าจะเป็นศาล รัฐประหาร การปราบปราม หรือการเปลี่ยนขั้วในสภา ซึ่งมักทิ้งบาดแผลยาวกว่า

พฤษภาทมิฬ 2535: เลือดออกก่อนยอมยุบ

วิกฤตปี 2535 เกิดจากการเมืองหลังเลือกตั้งที่นำไปสู่การตั้งนายกรัฐมนตรีที่สังคมจำนวนมากมองว่าขาดความชอบธรรม จนเกิดการชุมนุมใหญ่และการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงในเดือนพฤษภาคม สิ่งที่น่าสังเกตคือ "ทางออกแบบยุบสภา" ไม่ได้ถูกกดตั้งแต่แรก ความขัดแย้งลากไปจนเกิดความสูญเสีย ก่อนจะไปจบที่การตั้งรัฐบาลรักษาการและการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในเวลาต่อมา

บทเรียนชัดเจน เมื่อรัฐเลือก "ดื้อ" แทน "คืนอำนาจประชาชน" ต้นทุนที่จ่ายมักเป็นเลือด และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการกลับไปหา "ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง" อยู่ดี

วิกฤต 2551: ศาลตัดสินแทนประชาชน

ปี 2551 การเมืองร้อนแรงจากแรงกดดันบนถนนและความขัดแย้งในสภา ข้อเสนอให้ยุบสภามีอยู่ในพื้นที่สาธารณะ แต่ประเทศไม่ได้เดินไปตามเส้นทาง "เลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสิน" ปลายทางของวิกฤตกลับไปจบที่กลไกอื่น เช่น กระบวนการทางศาลและการยุบพรรค พร้อมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ผ่านสมการเสียงในสภา ซึ่งแม้ถูกกฎหมาย แต่ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องความชอบธรรมไม่หายไป เพียงเปลี่ยนรูปและสะสมแรงปะทุรอบใหม่

เม.ย.-พ.ค. 2553: ปฏิเสธยุบสภา จบด้วยเลือด

วิกฤตปี 2553 เป็นภาพชัดของการยื่น "ทางออกยุบสภา" แล้วไม่ถูกยอมรับ ความขัดแย้งยกระดับและจบลงด้วยการใช้กำลัง พร้อมความสูญเสียจำนวนมาก และรอยแผลทางสังคมที่ยืดเยื้อ การไม่ยุบสภาอาจทำให้รัฐบาล "อยู่ต่อ" ได้ในเชิงเวลา แต่ทำให้ประเทศ "จ่ายแพงกว่า" ทั้งต่อชีวิตคน ความไว้วางใจ และความชอบธรรมของสถาบันการเมือง

ม็อบเยาวชน 2563-2564: คุมด้วยกฎหมายและคดี

การชุมนุมระลอกปี 2563 เริ่มด้วยข้อเรียกร้องที่ชัด รวมถึง "ยุบสภา" เพื่อเปิดทางให้ระบบการเมืองรีเซ็ตผ่านการเลือกตั้ง แต่รัฐเลือกเดินเกมประคองอำนาจและคุมสถานการณ์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีเป็นหลัก ผลที่ตามมาคือ ทั้งรัฐและผู้ชุมนุมถูกดึงเข้าสู่สงครามความชอบธรรมระยะยาว รัฐอาจชนะพื้นที่บางวัน แต่เสียความไว้วางใจทีละนิด

เคสปี 2568: วนกลับมาที่ยุบสภาอยู่ดี

ภาพที่ชวนคิดคือ เมื่อการเมืองเข้าสู่จุดที่แรงกดดันสูง การยืนยัน "ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา" อาจช่วยยื้อเวลา แต่หากแก่นปัญหาคือฉันทามติในสภาแตกและความชอบธรรมถูกท้าทายหนัก การเมืองมักวนกลับมาหาทางเลือกเดิม คือการคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การ "ไม่ยุบ" อาจยื้อได้ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา หากเงื่อนไขของวิกฤตยังอยู่เหมือนเดิม

ไม่ยุบสภา = เปลี่ยนสนามรบ ไม่ได้หนีปัญหา

ประวัติศาสตร์ไทยบอกเราอย่างเจ็บปวดว่า เมื่อวิกฤตสุกงอมและมีข้อเสนอ "ยุบสภา" เป็นทางออก แต่รัฐเลือก "ไม่ยุบ" ปัญหาไม่ได้หายไป มันแค่ย้ายสนามจากถนนไปศาล จากศาลไปสมการอำนาจ จากสภาไปความรุนแรง หรือท้ายที่สุดก็วนกลับมาที่การยุบสภาในวันที่ต้นทุนแพงกว่าเดิม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "ยุบหรือไม่ยุบ" อย่างเดียว แต่คือ ยุบเมื่อไหร่จึงจะลดต้นทุนประเทศ และยื้อเมื่อไหร่จึงกลายเป็นการผลักประเทศไปสู่ทางตันที่แพงกว่า

บทเรียนซ้ำๆ ของไทยคือ การไม่ยุบสภาไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่มักทำให้ "ต้นทุนประเทศ" แพงขึ้น ทั้งในรูปของชีวิตคน ความเชื่อมั่นทางการเมือง และความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมที่สะสมไปอีกนาน การเลือกทางออกที่เหมาะสมและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำการเมืองควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพื่อการอยู่รอดทางการเมืองของตนเอง แต่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง

เจาะกลยุทธ์ยุบสภา ‘สเปน’ ปี 2023 "แพ้สนามเล็ก ลากไปตัดสินสนามใหญ่" ใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนกระดานการเมือง แต่ถูกมองใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

สเปนยุบสภาหลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่น: กล้าเดิมพันกับประชาชนหรือหนีความรับผิดชอบ?

ในปี 2023 ผู้นำสเปนตัดสินใจยุบสภาและเรียกเลือกตั้งทั่วไปอย่างฉับพลันหลังพรรคของตนแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับภูมิภาค กลยุทธ์ "ช็อกแอนด์ออว์" นี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าการยุบสภาสามารถใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนกระดานการเมืองได้จริง แต่ก็เสี่ยงถูกมองว่าเป็นการใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือรีเซ็ตกระแส

สูตรสเปน: แพ้สนามเล็ก ลากไปตัดสินสนามใหญ่

แก่นของกลยุทธ์นี้อยู่ที่การ "ควบคุมเรื่องเล่า" (narrative control) แทนที่ข่าวจะเป็น "รัฐบาลแพ้การเลือกตั้ง" กลับกลายเป็น "ให้ประชาชนตัดสินอนาคตประเทศ" การขยับเร็วทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวและเล่นตามเกมใหม่ทันที โดยไม่มีเวลาสร้างโมเมนตัมต่อต้าน

การประกาศเลือกตั้งอย่างกะทันหันสร้างความตื่นตัวและดึงความสนใจของสาธารณะมาที่วาระใหม่ แทนที่จะปล่อยให้ความล้มเหลวจากการเลือกตั้งท้องถิ่นครอบงำวาทกรรมการเมืองต่อไปเรื่อย ๆ

ผลข้างเคียงที่มักถูกมองข้าม

การยุบสภาแบบฉับพลันไม่ได้กระทบเฉพาะฝ่ายค้าน แต่ยังกระทบพรรคร่วมและกลไกในฝ่ายรัฐบาลเองด้วย ทั้งการจัดทัพผู้สมัคร การเจรจาดีลกับพันธมิตร และการเตรียมความพร้อมหาเสียง บางครั้งการ "สับคันเร่ง" เร็วเกินไปอาจทำให้ทีมของตัวเองยังไม่พร้อม ส่งผลให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

บทเรียนสำหรับไทย

กรณีสเปนสอนให้เห็นว่า การยุบสภาสามารถเป็นเครื่องมือพลิกกระแสได้จริง แต่สังคมจะถามกลับทันทีว่า "ยุบเพราะประเทศต้องไปต่อ หรือยุบเพราะผู้นำต้องรอด?"

นอกจากนี้ยังมีคำถามสำคัญว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาไม่ชัดเจน ได้สภาแขวนหรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยอีกครั้ง ประเทศจะจัดการกับสถานการณ์นั้นอย่างไร นี่คือกับดักเดียวกับหลายประเทศ ยุบสภาเพื่อหวังได้คำตอบที่ชัดเจน แต่กลับได้คำตอบที่ซับซ้อนและยากต่อการจัดการมากกว่าเดิม

ความเสี่ยงของการพลิกโต๊ะ

การยุบสภาหลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นคือการเดิมพันใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งกลยุทธ์การสื่อสารที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะตีความการกระทำนี้ในแง่บวก หากสังคมไม่ซื้อ "เรื่องเล่า" ที่รัฐบาลพยายามสร้าง การยุบสภาก็จะถูกมองว่าเป็นการหนีความรับผิดชอบและใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง

การยุบสภาแบบสเปนคือการ "สับคันเร่ง" เพื่อเปลี่ยนเกมและควบคุมวาทกรรม แต่หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับเหตุผลหรือไม่เชื่อในความจริงใจ มันก็จะกลายเป็น "สับคันเร่งลงเหว" ทันที ความสำเร็จหรือล้มเหลวของกลยุทธ์นี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำสามารถโน้มน้าวประชาชนได้หรือไม่ว่า การยุบสภาครั้งนี้เพื่อประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาชนะในเกมการเมือง
 

บทเรียนจาก ‘เยอรมนี-โปรตุเกส’ ที่ใช้ "โหวตความไว้วางใจ" เป็นประตูก่อนรีเซ็ตประเทศ ผ่านกลไกที่พิสูจน์ว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง ๆ"

การยุบสภาในหลายประเทศไม่ใช่การกดปุ่มเดียวจบตามอำเภอใจของผู้นำ แต่ต้องผ่านกลไกที่พิสูจน์ว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง" ไม่ใช่เพียงการยุบเพื่อหาประโยชน์ทางการเมือง ประสบการณ์ของเยอรมนีและโปรตุเกสสะท้อนให้เห็นถึงระบบ "ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข" ที่ใช้การโหวตความไว้วางใจเป็นมาตรฐานก่อนเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่

เยอรมนี: ต้องแพ้โหวตไว้วางใจก่อนยุบสภา

ระบบการเมืองเยอรมนีออกแบบให้การยุบสภาเกิดขึ้นได้ยาก โดยมักผูกกับกระบวนการ "โหวตความไว้วางใจ" ของนายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาได้อีกต่อไป การแพ้โหวตความไว้วางใจจึงกลายเป็นหลักฐานทางการเมืองที่ชัดเจนว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง" ก่อนที่จะเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่

กลไกนี้ป้องกันไม่ให้การยุบสภากลายเป็นเครื่องมือทางยุทธวิธีที่ผู้นำใช้เพื่อหาประโยชน์ในเกมการเมือง แต่เป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อรัฐบาลไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

โปรตุเกส: รัฐบาลเสียงข้างน้อยล้มจากความไว้วางใจ แล้วค่อยยุบ

โปรตุเกสก็สะท้อนหลักคิดที่คล้ายคลึงกัน เมื่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยสูญเสียความไว้วางใจจากสภา การล้มของรัฐบาลจากการโหวตจึงนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ตามลำดับ ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่า การ "ยุบสภา" ในบางประเทศยุโรปคือมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่ท่าทีเชิงการตลาดหรือกลวิธีทางการเมือง

ข้อดี-ข้อเสียของระบบนี้

ข้อดี ของระบบยุบสภาแบบมีเงื่อนไขคือ ช่วยลดข้อครหาว่า "ยุบเพื่อเอาเปรียบ" เพราะรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีเสียงข้างมากพอจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้การยุบสภาเป็นมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้กดดันหรือขู่เข็ญฝ่ายตรงข้ามได้รายวัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสีย ก็มีเช่นกัน หากการเมืองแตกขั้วอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดวงจรการเลือกตั้งที่ถี่เกินไปและสิ้นเปลืองต้นทุนของประเทศ โดยเฉพาะหากผลการเลือกตั้งยังคงได้สภาแขวนหรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยซ้ำ

บทเรียนสำหรับไทย: ควรมีกติกากันการยุบเล่นเกมหรือไม่?

ประสบการณ์จากเยอรมนีและโปรตุเกสชวนให้ไทยพิจารณาว่า ควรออกแบบ "ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข" เพื่อลดการยุบที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเพียงเกมการเมืองหรือไม่

แนวทางที่อาจพิจารณาได้ เช่น กำหนดให้ยุบสภาได้เมื่อรัฐบาลแพ้โหวตความไว้วางใจหรือไม่สามารถผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณได้ หรือกำหนดเส้นตายการจัดตั้งรัฐบาลภายในระยะเวลาที่ชัดเจน หากทำไม่ได้จึงค่อยยุบสภา

นอกจากนี้ ควรวางกรอบอำนาจของรัฐบาลรักษาการให้ชัดเจน เพื่อลดการใช้อำนาจรัฐในการหาเสียงหรือสร้างความได้เปรียบให้ตนเองในช่วงหาเสียง

อย่างไรก็ตาม เยอรมนีและโปรตุเกสไม่ได้สอนว่า "การยุบสภาเป็นทางออกที่ดี" แต่สอนว่า "ถ้าจะยุบ ต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่าจำเป็นจริง" การยุบสภาไม่ควรเป็นของเล่นในมือนายกรัฐมนตรีหรือเครื่องมือทางยุทธวิธี แต่ควรเป็นมาตรการสุดท้ายที่ใช้เมื่อการบริหารประเทศต่อไปไม่ได้จริงๆ

การออกแบบกติกาที่มีความรับผิดชอบและโปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า การตัดสินใจยุบสภาไม่ได้เกิดจากความเห็นแก่ตัวทางการเมือง แต่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง นี่คือบทเรียนสำคัญที่ไทยควรนำมาพิจารณาในการปรับปรุงระบบการเมืองให้มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top