Friday, 28 August 2026
POLITICS

เลือกตั้ง’69 EP#1 เมื่อ...สังคมในอุดมคติ (Utopia) ไม่มีอยู่จริง

สืบเนื่องจากวันที่จาก 12 ธันวาคม 2568 พระราชกฤษฎียุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีดังกล่าวให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้น กองบรรณาธิการ The States Times จึงขอเสนอชุดบทความเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับท่านผู้อ่านในด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันจะเป็นการช่วยกันทำให้การเมืองไทยมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำความเจริญวัฒนาสถาพรมาสู่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

หลังจากการยุบสภาก็ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งก็เริ่มคึกคักทันที แต่ละพรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายอันเป็นการขายฝันมากมายหลายอย่าง บ้างก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วทำได้ยากหรือไม่มีทางทำได้เลย ดังเช่นพรรคการเมืองซึ่งสามารถได้ใจคนรุ่นใหม่ด้วยการขายฝันถึงการสร้างสังคมอุดมคติ (Utopia) ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่เคยเกิดขึ้นบนที่แห่งใดบนโลกใบนี้เลย และไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย 
.
สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) คือ สังคมที่มีความดีงาม ความยุติธรรม และความสุขสมบูรณ์ ซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น มนุษย์มีความสุข มีความยุติธรรม และไม่มีความขัดแย้ง "Utopia" เป็นคำที่มาจากความคิดของ Sir Thomas More ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อเดียวกันในปี 1516 ซึ่งบรรยายถึงเกาะในจินตนาการที่มีระบบสังคมดีเลิศ โดยคำว่า "Utopia" มาจากภาษากรีก ou-topos (ดินแดนที่ไม่มีอยู่จริง) ผสมกับ eu-topos (ดินแดนที่ดี) ซึ่งสะท้อนถึงความฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบแต่เป็นไปไม่ได้จริง และตรงข้ามกับ สังคมเลวร้าย (Dystopia) 

แต่อันที่จริงแล้วหนังสือ Utopia ของ Sir Thomas More  เป็นเพียงแค่การเสียดสีสังคมโดยตั้งใจที่จะเปิดเผยเกี่ยวกับอังกฤษในสมัยนั้นกว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสังคมในอุดมคติ ทำให้แนวคิดเรื่องสังคมในอุดมคติเป็นเพียงแนวคิดหรือทิศทางมากกว่าจะเป็นเป้าหมายปลายทางได้ ด้วยเหตุที่ ความต้องการ ค่านิยม และพลวัตอำนาจของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งมองว่า "สมบูรณ์แบบ" อาจก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมหรือความไม่พอใจในคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เพราะทุกความพยายามที่จะสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัด ความขาดแคลน หรือผลกระทบที่ไม่คาดคิด

เพราะสังคมในอุดมคติคือ ภาพฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ผู้คนใฝ่ฝันถึง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ สันติสุข, ความอุดมสมบูรณ์, ความยุติธรรม, ความเท่าเทียม, และผู้คนมีจิตใจดีงามพร้อมช่วยเหลือแบ่งปัน โดยไม่มีความขัดแย้ง, ความรุนแรง, การกดขี่ หรือความโลภ ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปลอดภัย และมีอิสระในการทำสิ่งที่รักโดยไม่หวังผลตอบแทน โดยมีลักษณะสำคัญคือ: 
- สันติภาพและความสามัคคี: ไม่มีสงคราม, อาชญากรรม, การเบียดเบียน, และผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 
- ความอุดมสมบูรณ์: ทรัพยากรมีเพียงพอสำหรับทุกคน พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บกินได้อย่างเสรี
- ความเท่าเทียมและความยุติธรรม: ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่มีชนชั้นหรือการกดขี่ 
- จิตใจที่ดี: ผู้คนมีเมตตาพร้อมให้และแบ่งปัน ทำงานด้วยความสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน 
- ความปลอดภัยและความมั่นคง: ไร้ความวิตกกังวลและภัยคุกคาม
- การพัฒนาที่เป็นไปตามธรรมชาติ: เป็นสังคมที่ปราศจากอคติและการตัดสินผู้อื่น.

ด้วยเหตุนี้ สังคมในอุดมคติจึงเป็นไปได้เพียงเป็นเครื่องมือวิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่ใช่แบบแผน โดยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยในการจินตนาการได้ว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น ได้อย่างไร เปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งที่ผิดพลาดในปัจจุบัน และกำหนดอุดมคติที่เป็นเพียงแนวทางในการพัฒนา แม้ว่าอุดมคติเหล่านั้นจะไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม ดังนั้น สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) จึงไม่มีอยู่จริง มีเพียงแต่การแสวงหาสังคมที่ดีกว่าเท่านั้นที่มีอยู่จริง สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมไทยในอุดมคติมักถูกอนุมานว่า เป็นสังคมที่สงบ เรียบร้อย มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ และเคารพกันตามลำดับอาวุโส ซึ่งสะท้อนคุณค่าดั้งเดิมที่งดงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว “อุดมคติ” เหล่านี้บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลบปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมมากกว่าการแก้ไขอย่างแท้จริง 

สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมในอุดมคติเป็นเพียงเรื่องของ “โลกสวย” เท่านั้นเอง ด้วยเพราะ สิ่งที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะสามารถทำได้นั้นเป็นเพียงแต่การทำให้สังคมดีขึ้น หรือทำให้สัคมดีกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่ไม่มีทางและไม่มีวันที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมในอุดมคติได้ ตราบเท่าที่คนเรายังมี ความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นสภาวะพื้นฐานของจิตใจมนุษย์ที่เป็นอยู่ในทุกสังคม และในมุมมองทางพุทธศาสนาได้ถือว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง พรรคการเมืองที่อ้างว่าหากได้รับการเลือกตั้งแล้วสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่สังคมในอุดมคติได้นั้น จึงเป็นพรรคการเมืองที่หลอกลวงพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง
 

อาจารย์อุ๋ย ถอดบทเรียน 5 ประการ ที่ไทยต้องตระหนัก ! กรณี ทรัมป์-เวเนฯ สะท้อนโลกแข็งกร้าว ไม่ปราณีรัฐอ่อนแอ ไทยต้องเลิกคิดแบบโลกสวย ! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, น.บ. (ธรรมศาสตร์), ศศ.บ. (รัฐศาสตร์), เนติบัณฑิตไทย, LLM. (Cornell), M.L.I. (Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบให้เปล่า (Monbukagakusho) ศึกษาวิจัยด้านกฎหมายที่ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น  

อดีตอาจารย์ประจำ แผนกบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, อดีตอนุกรรมการด้านกฎหมาย กสทช., อดีตที่ปรึกษา สนง. คกก. กฤษฎีกา ด้านกฎหมายอาเซียน, อดีตผู้แทนนครรัฐวาติกัน ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP), อดีตอนุกรรมาธิการวิสามัญด้านกฎหมายพิจารณาร่าง พรบ. อากาศสะอาด, อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศึกษามาตรการปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรม e-commerce ในประเทศไทย ในกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา, ที่ปรึกษากฎหมาย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ แพทยสภา ฯลฯ

เมื่อมหาอำนาจพร้อมข้ามเส้นกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐที่อ่อนแอไม่อาจใช้ “อธิปไตย” เป็นเกราะป้องกันได้อีกต่อไป !

กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจพิเศษสั่งกองกำลังเฉพาะกิจบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โอยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังไม่มีคำพิพากษาหรือพยานหลักฐานยุติชัดเจน แม้รู้กันดีว่าเจตนาที่แท้จริงของสหรัฐในปฏิบัติการครั้งนี้คือการเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันและบั่นทอนอิทธิพลของมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่ง รวมทั้งรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพของเปโตรดอลลาร์ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ปฏิบัติการครั้งนี้คือสัญญาณเตือนดังลั่นว่า โลกการเมืองระหว่างประเทศไม่เคยเป็นสนามคุณธรรม หากแต่เป็นสนามอำนาจ และกฎหมายมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้แข็งแกร่ง และไม่ได้ถูกใช้เป็นโล่ป้องกันของผู้ที่เชื่อฟังกฎหมาย 

ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อย 5 ประการ 

1. อธิปไตยไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐล้มเหลวในการปกครองตนเอง 
แม้กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) จะห้ามการใช้กำลังและการแทรกแซง แต่ในความเป็นจริง หากรัฐถูกมองเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ หรือหลักนิติรัฐ นิติธรรมอ่อนแอ อธิปไตยจะถูกทำให้ “จาง” ลงทันที ไทยจึงต้องจัดการยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมข้ามชาติให้เด็ดขาด มิฉะนั้นคำว่าอธิปไตยจะกลายเป็นข้ออ้างที่ไร้น้ำหนัก 

2. ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย คือช่องให้ต่างชาติอ้างความชอบธรรม 
หลัก due diligence ในกฎหมายจารีตประเพณีกำหนดชัดว่า รัฐต้องไม่ปล่อยให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น หากรัฐเพิกเฉย รัฐอื่นอาจอ้างสิทธิในการจัดการภัยนั้นเอง ไทยจึงต้องทำให้โลกเห็นว่า เราคุมบ้านตัวเองอยู่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในขณะที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประธานาธิบดีมาดูโร่ปกครองประชาชนด้วยอำนาจเผด็จการ ใช้กำลังจัดการปราบปรามผู้ต่าง จึงสบช่องให้สหรัฐอเมริกาใช้อำนาจเข้าแทรกแซง

3. ไทยต้องศึกษาและ “กล้าใช้” หลักป้องกันตัวล่วงหน้า (Anticipatory Self-Defense) อย่างรัดกุม 
มหาอำนาจไม่รอให้กระสุนลูกแรกถูกยิงก่อน โดยอ้างสิทธิป้องกันตนเองล่วงหน้า ตามคดี Caroline ซึ่งถูกใช้จริงแล้วในโลกปัจจุบัน ไทยต้องเลิกยืนเป็นผู้สังเกต และเตรียมกรอบการใช้หลักนี้อย่างเข้มงวด เพื่อใช้ทั้งปกป้องตนเองและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่ปล่อยให้มหาอำนาจหรือประเทศอื่นผูกขาดการตีความแต่ฝ่ายเดียว 

4. การทูตแบบสุภาพบุรุษไร้เขี้ยวเล็บ ไม่ช่วยให้ใครรอด 
กรณีเวเนซุเอลาชี้ให้เห็นว่า หากรัฐไม่สร้างคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ให้ประชาคมโลกเห็น การอ้างกฎหมายเพียงอย่างเดียวก็จะไม่มีใครฟัง ไทยต้องเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทในภูมิภาค เพื่อให้การกดดันไทยมีต้นทุนสูง กล่าวคือ ถ้าประเทศไหนต้องการกดดดันไทยในเรื่องต่าง ๆ ต้องคิดหนักหน่อย 

5. กฎหมายโลกไม่มีตำรวจโลก ประเทศต้องพึ่งพาตนเอง ถึงจะอยู่รอด 
ประชาคมระหว่างประเทศไม่มีผู้พิทักษ์ความยุติธรรมถาวร หลัก self-help หรือการพึ่งตนเอง คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ โดยไทยต้องรักษาขีดความสามารถทางทหาร ข่าวกรอง และไซเบอร์ เพื่อให้การละเมิดอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย 

สรุปแล้ว บทเรียนจากกรณีทรัมป์-เวเนซุเอลา คือ โลกไม่ได้ลงโทษรัฐที่ใช้กำลัง แต่ลงโทษรัฐที่อ่อนแอ ไทยต้องเลิกหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว และเริ่มใช้กฎหมาย การทูต และอำนาจ ควบคู่กันอย่างรู้เท่าทัน หากยังคิดแบบโลกสวย วันหนึ่งเราอาจเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง ด้วยความปรารถนาดี  
 

'จตุพร' นำทัพโอกาสใหม่ บุกร้อยเอ็ด ชู 'นิษา สุทธิกานต์' สู้ศึกเขต 4 เบอร์ 2 ประกาศใช้โมเดล 'บริหารนำการเมือง' มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน

‘จตุพร บุรุษพัฒน์’ ชี้ทางออกจากการเมืองแบบเดิม “บริหารต้องนำการเมือง” บุกร้อยเอ็ดชูคนรุ่นใหม่ ‘นิษา สุทธิกานต์’ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ร้อยเอ็ด – นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และนักบริหารระดับสูง นำทัพเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ อ.เสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ประกาศนำโมเดล “บริหารนำการเมือง” มาใช้พัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ามกลางเวทีปราศรัยที่มีประชาชนจากอำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี กว่า 3,000 คน พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ “นิษา” นางสาวสุทธิกานต์ สิทธิ์ประภากูล อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลูกสาวนายเจริญ สิทธิ์ประภากูล รองนายก อบจ.ร้อยเอ็ด เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง เป็นตัวแทนพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้งพื้นที่  ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2 ชี้มีประสบการณ์ ความรู้ และหัวใจที่ตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้สโลแกน “ปลดล็อกคนอีสาน สร้างโอกาสใหม่” 

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ระบุว่า พรรคโอกาสใหม่ถูกตั้งขึ้นเพื่อนำประสบการณ์จากการเป็นนักบริหารระดับสูงมาปรับใช้ โดยยึดหลัก “บริหารนำการเมือง” คือเน้นการทำงานจริงที่หวังผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงการสัญญาทั่วไป พรรคจึงคัดสรรคนรุ่นใหม่อย่าง “นิษา” สุทธิกานต์ ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2   ที่มีทั้งพลังและประสบการณ์งานนโยบาย เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพื้นที่เสลภูมิและใกล้เคียง ชี้เป็นเขตที่มีศักยภาพแต่ขาดการบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจที่ตรงจุด โดยนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ ภายใต้สโลแกน “มีเราไม่มีมืด” เน้นไปที่นโยบายที่จับต้องได้และแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เพื่อแช่แข็งหนี้ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ น้ำถึงนา ประปาถึงบ้าน 

โดยนายประภาส ยงคะวิสัย แม่ทัพอีสาน ยืนยันกระแสตอบรับในพื้นที่ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2  ดีเยี่ยม ประชาชนขานรับแนวทางคนรุ่นใหม่ที่ใช้การบริหารเป็นตัวนำ พร้อมใจเลือก พรรคโอกาสใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การเมืองไทย

 “พรรคโอกาสใหม่พร้อมเปิดกว้างเพื่อเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ เปลี่ยนชีวิตพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นจริง” นายจตุพรกล่าว พร้อมย้ำว่าการที่พรรคส่งคนรุ่นใหม่ที่คือภาพสะท้อนของความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนโอกาสใหม่ให้เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน
 

'อภิสิทธิ์' วอนทุกพรรคเลิกปั่นใช้เป็นจุดขาย ย้ำ ความมั่บคงของชาติต้องเป็นหนึ่งเดียว

‘อภิสิทธิ์’วอนทุกพรรคหยุดใช้ชาตินิยม-ปมชายแดน สร้างคะแนนนิยมหาเสียงเลือกตั้ง ย้ำ ความมั่นคงของชาติต้องเป็นหนึ่งเดียว ลั่นความเสียสละของทหารต้องไม่สูญเปล่า

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นต่อกรณีขณะนี้มีการใช้ กระแสชาตินิยม และปัญหาชายแดนไทย -กัมพูชามาเป็นจุดขายในการหาเสียง โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในประเด็นปัญหาชายแดนนั้น ทุกพรรคการเมืองควรเป็นหนึ่งเดียวกัน และไม่ควรนำเรื่องความมั่นคงมาสร้างความแตกแยกเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

“ประชาชนคนไทยพึงพอใจที่กองทัพปฏิบัติหน้าที่ได้ดี และขอบคุณรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้กองทัพทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่จากนี้ไปจะเป็นงานของรัฐบาล ที่ยากขึ้นในเรื่องการต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่ ทุกคนเสียสละกันมานั้นไม่สูญเปล่า ไม่ถอยหลังกลับไปสู่ที่เดิม จึงอยากให้ทุกพรรคการเมืองเอาใจช่วย และเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องนี้ ไม่ควรจะเป็นเรื่องที่นำมาแบ่งแยกแข่งขันกันเลย” 

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตหากชนะการเลือกตั้ง จะจับมือกับพรรคการเมืองไหนได้บ้าง โดยระบุว่า “หากเลือกเรามากที่สุด ก็จะเลือกพรรคที่ดีที่สุดมาร่วมรัฐบาลกับเรา”

บททดสอบความรับผิดชอบของ 'ธรรมนัส' เมื่อปมน้ำมันเถื่อนถูกลากเข้าสมรภูมิเลือกตั้ง สังคมจี้ ในฐานะ รองนายกฯ ต้องเดินให้สุดทาง ชี้ รู้แล้วเฉยเสี่ยงผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่

‘ธรรมนัส’ สวน ‘อภิสิทธิ์’ ปม “พรรคสีเทา” แต่คำถามใหญ่คือ ใครต้องเดินให้สุดทางกับความจริง และแรงกดดันที่ย้อนกลับมาหาผู้มีอำนาจรัฐ

คำประกาศของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ำชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับ พรรคกล้าธรรม โดยให้เหตุผลว่าเป็น “พรรคสีเทา” ได้กลายเป็นชนวนทางการเมืองที่ลุกลามเกินกว่าการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลทั่วไป

เพราะคำตอบโต้จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคกล้าธรรม และรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาในเชิงภาพลักษณ์เท่านั้น แต่กลับสวนกลับด้วยการพาดพิงถึง อดีต สส.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีดีกรีถึงอดีตรัฐมนตรี ว่าเกี่ยวข้องกับ ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน พร้อมตั้งคำถามเชิงย้อนศรไปยังพรรคประชาธิปัตย์

การโต้กลับเช่นนี้ ทำให้ประเด็น “พรรคสีเทา” ขยับสถานะจากวาทกรรมทางการเมือง ไปสู่ข้อกล่าวหาที่แตะต้อง อาชญากรรมข้ามชาติและผลประโยชน์ผิดกฎหมาย ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่สังคมควรปล่อยให้จบลงด้วยการแลกหมัดทางคำพูด

ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว ปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3 พรรคพลวัต ออกมาเคลื่อนไหวโดยเรียกร้องให้ร.อ.ธรรมนัส “เดินไปให้สุดทาง” กับข้อมูลที่อ้างว่ามีอยู่ ด้วยการเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะ และดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องตามกระบวนการกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

การเคลื่อนไหวของ  ปฏิพัทธ์ สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ เพราะชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นฝ่ายใดในสมรภูมิการเมือง แต่อยู่ที่ว่า เมื่อผู้มีอำนาจรัฐอ้างว่ารู้เห็นการกระทำผิดร้ายแรง จะรับผิดชอบต่อข้อมูลนั้นอย่างไร

จุดสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ สถานะของร.อ.ธรรมนัสในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองหรือแกนนำพรรค แต่ยังดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐโดยตรง

ในทางกฎหมาย หากเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ และรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิด แต่ไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ย่อมอาจถูกตั้งคำถามถึงความผิดฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แม้การกล่าวถึงมาตราดังกล่าวยังเป็นเพียงการตั้งคำถามในเชิงหลักการ แต่ก็เพียงพอที่จะเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและสังคมต่อผู้ถูกพาดพิง

สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการปะทะกันระหว่าง “อดีตผู้นำรัฐบาล” กับ “แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการเมืองไทย ว่า คำกล่าวหาที่รุนแรงจะถูกแปลงเป็นการตรวจสอบจริงหรือไม่ หรือจะจบลงเพียงแค่การใช้ประโยชน์ทางการเมืองช่วงเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด คำว่า “สีเทา” อาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามว่าใครจะกล้าทำให้ความจริง “ขาวหรือดำ” ด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

เพราะในสังคมประชาธิปไตย ความน่าเชื่อถือของนักการเมือง ไม่ได้วัดจากความแรงของคำพูด แต่วัดจากความกล้าที่จะรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง

ร.อ.ธรรมนัส จะ “ทำมากกว่าพูด หรือพูดมากกว่าทำ จะได้พิสูจน์กับในกรณีนี้เป็นปฐมบท
 

ดร.เจษฏ์ ปูด “ทุนเทา” ทุ่มแสนล้านซื้อประเทศ ชี้ถูกกว่าแจกเงิน เผยโมเดลหัวละ 4,000 ยึดอำนาจรัฐ

รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เปิดเผยเกี่ยวกับสถานการณ์การแทรกแซงทางการเมืองของกลุ่มทุนสีเทา ว่า ล่าสุดมีการอายัดทรัพย์กลุ่มทุนสีเทากลุ่มหนึ่งมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งได้รับข้อมูลมาว่าเป็นเพียงร้อยละ 10 ของเม็ดเงินจริงที่เตรียมไว้สำหรับสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ โดยยอดรวมอาจสูงถึง 1 แสนล้านบาท

รศ.ดร.เจษฏ์ ได้แจกแจงตัวเลขความเป็นไปได้ในการใช้เงินจำนวนดังกล่าวซื้อเสียงว่า หากมีเงิน 1 แสนล้านบาท สามารถซื้อคนได้ถึง 100 ล้านคน ในราคาคนละ 1,000 บาท แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ถึงจำนวนดังกล่าว และหากนับเฉพาะผู้มาใช้สิทธิจริงประมาณ 30 กว่าล้านคน การซื้อเสียงเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก (ประมาณ 60% ของผู้มาใช้สิทธิ) จะทำให้อัตราการจ่ายเงินพุ่งสูงถึงหัวละ 3,000 - 4,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถจ่ายได้จริง

ท้าชนทุนผูกขาดพลังงาน "อรรถวิชช์" ลั่น! เบอร์ 6 ไม่โกหก รทสช. พร้อมแก้วิกฤตชาติ ประกาศหั่นค่าไฟ 3.30 บาท

‘อรรถวิชช์’ ลั่นคุ้มค่าแลก สส. ไหลออกกับการลดค่าไฟให้ประชาชน เปิดแผนเดือด 'ทุบหม้อข้าวกลุ่มทุน' ดันค่าไฟเหลือ 3.30 บาท ย้ำเบอร์ 6 "ไม่โกหก" ขอ 20 ที่นั่งเข้าไปลุยต่อ

(29 ธ.ค. 2568) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ "เจาะข่าวเด็ด" ทางสถานีโทรทัศน์ MONO 29 ถึงความพร้อมและทิศทางของพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำนโยบายด้านพลังงานได้สำเร็จ แม้กระทรวงพลังงานจะมีงบประมาณน้อยที่สุด แต่ในยุคที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สามารถลดค่าไฟฟ้าจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาท ลดลง 76 สตางค์ ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้ประชาชนไปแล้วกว่า 2.7 แสนล้านบาท รวมถึงเตรียมเสนอร่างพระราชกำหนดยกเลิกกองทุนน้ำมัน เปลี่ยนมาใช้ระบบน้ำมันสำรอง ให้โรงกลั่นเป็นผู้เสียภาษีแทนประชาชนทำให้น้ำมันลดลง 5-6 บาท

นายอรรถวิชช์ กล่าวเสริมว่า การลดค่าไฟฟ้าคือการเข้าไปแตะกำไรของกลุ่มทุนเอกชน เพราะปัจจุบันเอกชนผลิตไฟฟ้าถึง 71% ขณะที่ กฟผ. ผลิตเองเพียง 29% นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรามีปัญหากับนายทุน

"ค่าไฟที่ลดลงทุกสตางค์ กับ สส. ที่เดินออกไปคุ้มค่ากับการที่ประชาชนจะได้รับ รทสช. ตั้งเป้าลดค่าไฟลงอีกให้เหลือ 3.30 บาท" นายอรรถวิชช์ กล่าว

ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังย่ำอยู่กับที่มา 20 ปี เพราะขาดนวัตกรรม และถูกผูกขาดโดย 2 อุตสาหกรรมหลัก คือ พลังงาน และ ธนาคาร ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมไฮเทค เช่น Data Center หรือการผลิตชิป Semi-conductor ต้องการพลังงานสะอาด 100% เพื่อเลี่ยงภาษีคาร์บอน แต่ไทยไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เพราะกลัวกระทบทุนผูกขาด พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอให้เปิด "เสรีโซลาร์" เพื่อให้ผู้ผลิตเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง ไม่ต้องรอรัฐหรือกลุ่มทุน

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า 90% เกิดจากระบบเครดิตบูโรที่ล้าหลัง ซึ่งแช่แข็งประวัติลูกหนี้นานถึง 3 ปี แม้จะชำระหนี้หมดแล้วก็ตาม ทำให้คนทำงานขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้องกู้หนี้นอกระบบโดนดอกเบี้ยแพงมาก จึงเสนอให้ใช้ระบบ Credit Scoring แบบสหรัฐอเมริกา คือการแสดงเป็นคะแนนแทนประวัติการชำระหนี้ คนคะแนนดีดอกเบี้ยต่ำ คนคะแนนต่ำดอกเบี้ยสูง พร้อมจ่ายหนี้ครบ ลบประวัติทันที และสามารถกู้ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ 3 ปี

ในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนและชายแดนไทย-กัมพูชา พรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอให้ ยกเลิก MOU 44 และ MOU 43 ทันที โดยยืนยันไม่แบ่งทรัพยากรในพื้นที่เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา และต้องยึดตามหลักหมุดเดิม ไม่ยอมรับการเปลี่ยนหลักหมุดที่ล่วงล้ำเข้ามา และกล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลเรื่องลงนามหยุดยิงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ว่าเป็นการ "ยึกยัก" ทั้งที่ไทยมีแสนยานุภาพทางทหารเหนือกว่าในทุกมิติ

ด้านการปฏิรูปกองทัพ เสนอนโยบายสมัครใจเกณฑ์ทหารมอบเงินค่าตอบแทน 30,000 บาท ทันที และผู้ที่สมัครใจรบมอบให้ 200,000 บาท ซึ่งเงินเหล่านี้จะกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและช่วยกระตุ้น GDP ได้จริง

สำหรับเป้าหมายในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตั้งเป้าจำนวน สส. อย่างน้อย 20 ที่นั่งเพื่อเข้าไปในสภาฯ และ สำหรับ สส.บัญชีรายชื่อ หากประชาชนอยากให้พรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปสู้ให้ท่าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน โปรดเลือกรวมไทยสร้างชาติ "เบอร์ 6 ไม่โกหก" มั่นใจว่าคุ้มเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์แน่นอน นายอรรถวิชช์ กล่าว

'รวี' พรรครักชาติ ไม่นิ่ง!! จี้ กกต. สั่งสอบอย่างจริงจัง เร่งสร้างความโปร่งใส - น่าเชื่อถือ หลังมีข่าวสะพัดเงินแสนล้านว่อนเลือกตั้ง หวั่นทุนใหญ่ครอบงำรัฐทำชาติล่มจม

พรรครักชาติ จี้ กกต.ตรวจสอบจริงจังหลังข่าวสะพัด มีเงินทุนกว่าแสนล้านไหลเข้าระบบเลือกตั้ง หวั่น ประเทศล่มจมหากนายทุนได้อำนาจรัฐ

วันนี้ (29 ธันวาคม 2568) นายรวี เลาหพูนรังษี (ก๊อป) รองหัวหน้าพรรครักชาติ ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าตรวจสอบอย่างจริงจัง กรณีที่มีกระแสข่าวว่าขณะนี้มีเงินทุนจำนวนมากกว่าแสนล้านบาท หลั่งไหลเข้ามาในระบบ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งในครั้งนี้

นายรวี ระบุว่า หาก กกต.ปล่อยให้พรรคการเมืองที่ใช้เงินทุนเหล่านี้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภา ได้มีโอกาสเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศไทย ประเทศเราจะไปต่อได้อย่างไร และเป็นกังวลว่าอาจทำให้ประเทศ “ล่มจม” ประชาชนจะอยู่กันอย่างไรต่อไป

รองหัวหน้าพรรครักชาติจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง

ชนะที่ 1 ไม่สู้รวมเสียงได้!! ความจริงของระบบรัฐสภาที่คนไทยต้องรู้ รัฐบาลเกิดจากทีมที่รวมเสียงได้ ชี้ ในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องแปลก "นิวซีแลนด์-เดนมาร์ก -เยอรมนี" เคยมีมาแล้ว

“แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ไม่ได้แปลว่า “พรรคอันดับ 1 เท่านั้น” เพราะระบบรัฐสภาวัดกันที่ “รวมเสียงได้” และ “ทำงานเป็นทีม”

วาทะกรรมที่ได้ยินบ่อยในสังคมไทยคือ “พรรคอันดับ 1 ต้องได้ตั้งรัฐบาล” หรือ “ที่หนึ่งคือเจ้าของประเทศ” ฟังดูง่าย จำง่าย แต่ไม่ตรงกับหลักการของระบบรัฐสภาแบบชัดเจน
หัวใจของระบบรัฐสภาไม่ได้อยู่ที่ “ใครได้ที่นั่งมากสุด” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ใครสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาได้มากพอ” เพื่อให้สภาไว้วางใจและให้รัฐบาลทำงานได้จริง
แปลไทยเป็นไทย: ในระบบรัฐสภา รัฐบาลเกิดจาก “ทีม” ที่รวมเสียงได้ ไม่ใช่ “พรรคเดียว/คนเดียว” ที่ประกาศว่าเป็นผู้ชนะแล้วทุกอย่างต้องเป็นของตน
หลักการสั้น ๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
• ประชาชนเลือก “สส.” ก่อน แล้วรัฐบาลเกิดจากการรวมเสียงในสภา
• รัฐบาลต้อง “คุมเสียง” ให้ได้อย่างน้อยสำหรับการโหวตไว้วางใจ (confidence) และการผ่านงบประมาณ (supply)
• การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล/ข้อตกลงร่วม (coalition หรือ confidence-and-supply) คือเรื่องปกติของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องแปลก
• ดังนั้น “อันดับ 1” อาจไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล ถ้ารวมเสียงไม่ได้หรือสร้างข้อตกลงร่วมไม่สำเร็จ

ตัวอย่างต่างประเทศ: ไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่ตั้งรัฐบาลได้ เพราะรวมเสียงได้สำเร็จ
นิวซีแลนด์ (2017): National ได้ที่นั่งมากสุด แต่ Labour ได้เป็นรัฐบาล
ผลเลือกตั้งทำให้ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมาก พรรค New Zealand First ถือ “ดุลอำนาจ” และเลือกจับมือ Labour พร้อมมีข้อตกลงสนับสนุนจาก Greens ทำให้ Jacinda Ardern ได้เป็นนายกรัฐมนตรี — สะท้อนว่าเกมจริงอยู่ที่การรวมเสียงหลังเลือกตั้ง

เดนมาร์ก (2011): Venstre ยังเป็นพรรคใหญ่สุด แต่ฝ่ายตรงข้ามรวมเสียงได้จึงเปลี่ยนรัฐบาล
แม้พรรค Venstre จะเป็นพรรคเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุด แต่กลุ่มพรรคฝ่ายค้านรวมเสียงได้มากกว่า จึงเกิดรัฐบาลใหม่ที่นำโดย Social Democrats และ Helle Thorning-Schmidt ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

สหราชอาณาจักร (ก.พ. 1974): Conservatives ได้ที่นั่งมากกว่า แต่ตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ สุดท้าย Labour เป็นรัฐบาล
เกิด ‘hung parliament’ นายกฯ Edward Heath (Conservative) พยายามเจรจาจัดตั้งรัฐบาลแต่ไม่สำเร็จ จึงเปิดทางให้ Harold Wilson (Labour) จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

เยอรมนีตะวันตก (1969): CDU/CSU ใหญ่สุด แต่ SPD จับมือ FDP ตั้งรัฐบาล Brandt
แม้ CDU/CSU จะเป็นกลุ่มใหญ่สุด แต่ SPD รวมเสียงกับ FDP ตั้งรัฐบาล และ Willy Brandt ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (Chancellor) — เป็นการเปลี่ยนรัฐบาลครั้งสำคัญหลัง CDU/CSU ครองอำนาจยาวนาน

ทำไมต้องย้ำเรื่องนี้? เพราะความเข้าใจผิดทำให้สังคมโกรธผิดเป้า
เมื่อสังคมถูกป้อนความคิดว่า “ที่หนึ่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาล” ผลคือประชาชนจำนวนมากจะตีความกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของรัฐสภา) ว่าเป็น “ดีลลับ” ทั้งที่หลายประเทศทำเป็นข้อตกลงเปิดเผยและตรวจสอบได้
ความจริงคือ เราควรถามคำถามที่สำคัญกว่า: ใครตั้ง “ทีม” แล้วทำให้นโยบายผ่านสภาได้? ใครทำให้งบประมาณผ่านได้? ใครรับผิดชอบร่วมกันได้เมื่อทำไม่ได้ตามสัญญา?

ระบบรัฐสภาคือ “ระบบทีมเวิร์ก”
แกนนำจัดตั้งรัฐบาลคือคน/พรรค/ขั้วการเมืองที่ “รวมเสียงได้มากพอ” และ “รักษาความไว้วางใจของสภาได้” ไม่ใช่ตำแหน่งที่แจกให้พรรคอันดับ 1 แบบอัตโนมัติ
ถ้าอยากให้ประชาธิปไตยเดินได้จริง เราต้องเลิกเชื่อวาทะกรรมที่ทำให้สังคมเข้าใจระบบผิด แล้วหันมาอ่านเกมรัฐสภาให้เป็น: ชนะเลือกตั้งคือหนึ่งขั้น แต่ตั้งรัฐบาลได้ต้องชนะสมการรวมเสียง และทำงานร่วมกันเป็นทีม

อ้างอิง
• UK Parliament: What is a hung Parliament? https://www.parliament.uk/about/how/elections-and-voting/general/hung-parliament/
• UK House of Commons Library: How is a Prime Minister appointed? https://commonslibrary.parliament.uk/how-is-a-prime-minister-appointed-2/
• UK Cabinet Office: The Cabinet Manual (PDF) https://assets.publishing.service.gov.uk/media/5a79d5d7e5274a18ba50f2b6/cabinet-manual.pdf
• House of Commons (Canada) Procedure and Practice: Majority supporting the Government https://www.ourcommons.ca/procedure/procedure-and-practice-4/ch02-3-e.html
• 2017 New Zealand general election (government formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/2017_New_Zealand_general_election
• 2011 Danish general election (government formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/2011_Danish_general_election
• February 1974 UK general election (hung parliament summary) https://en.wikipedia.org/wiki/February_1974_United_Kingdom_general_election_in_England
• 1969 West German federal election (coalition formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/1969_West_German_federal_election
• Encyclopaedia Britannica: Germany – Ostpolitik and reconciliation (1969–89) https://www.britannica.com/place/Germany/Ostpolitik-and-reconciliation-1969-89

เป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่ เปิดประวัติ 'อ.เจษฏ์-ชัยวุฒิ' คู่แคนดิเดตนายกฯ 'พรรครักชาติ' "ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง" อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ ที่รักชาติ

เปิดประวัติ “อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” คู่แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ จัดเต็ม! DNA ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรครักชาติยื่นชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นลำดับที่ 1 (เป็น “แคนดิเดตคนนอก” และไม่ได้ลงปาร์ตี้ลิสต์) และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค เป็นลำดับที่ 2 (พร้อมลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1) โดยเปิดความคิดชัดว่า “รักชาติ...ไม่ใช่แค่คำพูด“ พร้อมวลีชุดใหญ่ “ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง” และพูดถึงโจทย์ “การเมืองโฉด–ข้าราชการชั่ว–ทุนสามานย์” ที่ต้องจัดการให้ได้ 

“อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” จับคู่เพื่อความลงตัวในความหมายของคำว่า ‘รักชาติ’ ประกอบเป็น “พรรครุ่นใหม่” แบบที่มีทั้ง หลักคิด (ideology) และ เครื่องมือ (operating system) อยู่ในพรรคไปพร้อมๆ กัน

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก : รักชาติแบบ “ยึดกติกา–คุมเกมด้วยนิติรัฐ”

ประวัติการศึกษา (รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก) 
- นิติศาสตร์บัณฑิต (LL.B.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- Juridical Science Master (JSM), Stanford University
- Juridical Science Doctor (JSD), Stanford University
- หลักสูตรผู้บริหาร/ธรรมาภิบาล: Director Certification Program (DCP) รุ่น 127 และ Director Accreditation Program (DAP)

อ.เจษฎ์ คือ “นักวิชาการกฎหมายระดับประเทศ” และ “ผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญ/ทรัพย์สินทางปัญญา”  

แต่แก่นที่น่าสนใจคือ อ.เจษฎ์ถูกวางให้เป็น ‘ผู้คุมมาตรฐานความชอบธรรม’ ของพรรค มากกว่าคนหาเสียงแบบนักการเมือง

สายรัฐธรรมนูญ/ปฏิรูป/ต่อต้านทุจริต: มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และเกี่ยวข้องงานปฏิรูปด้านปราบปรามทุจริต—นี่ทำให้ “รักชาติ” ในแบบเขา ถูกผูกกับคำว่า “กติกา” ไม่ใช่แค่อารมณ์ร่วม

สายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ไม่ค่อยถูกหยิบมาเล่า: ถ้าพรรคจะ “รักชาติของคนรุ่นใหม่” จริง ๆ IP คือสนามที่เข้ากับยุคครีเอเตอร์–สตาร์ทอัพ–ซอฟต์พาวเวอร์ที่สุด เพราะมันคือ “การคุ้มครองมูลค่าที่คนไทยสร้าง” ตั้งแต่แบรนด์ เพลง ดีไซน์ นวัตกรรม ไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นแคนดิเดตลำดับ 1 แบบไม่สังกัดพรรค โดยพรรครักชาติ “ดูที่ความเหมาะสม ไม่ใช่สายสัมพันธ์” พรรคอยากให้ “รักชาติ” ถูกตีความเป็น มาตรฐานคุณธรรม+ความสามารถ มากกว่า โควตาพรรค/บ้านใหญ่/นายทุน

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รักชาติแบบ “โครงสร้างพื้นฐาน–อธิปไตยดิจิทัล” และทักษะการสร้าง “ระบบ” มากกว่า “สโลแกน”

ประวัติการศึกษา (นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์)

- ระดับมัธยม: โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
- ปริญญาตรี: วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาโท: วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) University of Southern California (USC)
- ปริญญาโท: ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชัยวุฒิในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เศรษฐกิจ และสังคม เส้นทางการเมืองหลายพรรค เข้าสู่การเมืองตั้งแต่ปี 2544 แต่สิ่งที่ทำให้ชัยวุฒิ กลายเป็น “แกนสร้างพรรค” คือ เขาเป็นนักการเมืองสายระบบ—คุ้นกับเครื่องมือรัฐ, งบประมาณ, โครงสร้างพื้นฐาน และงานที่ต้องใช้การจัดการจริง

มุมที่มักไม่ถูกเล่า: ถ้า “รักชาติ” จะเป็นของคนรุ่นใหม่ มันต้องลงไปอยู่ในเรื่อง ข้อมูล–ไซเบอร์–แพลตฟอร์ม–การหลอกลวงออนไลน์–การคุ้มครองผู้บริโภคดิจิทัล–อุตสาหกรรมเทค ซึ่งเป็นสนามที่ “รัฐต้องทำเป็น” ไม่ใช่แค่พูดเก่ง และนี่คือพื้นที่ที่ชัยวุฒิถูกวางให้เป็นคน “ทำให้เกิดระบบ” มากกว่าคน “ทำให้เกิดอารมณ์ร่วม”

สูตรผสม 2 แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ คือ หลักคิดเข้ม + ระบบทำงานจริง = อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

นี่คือ “พรรครุ่นใหม่” แบบที่ไม่ยึดติดกับสูตรการเมืองไทยดั้งเดิมที่มักเริ่มจาก “ทุน–บ้านใหญ่–เครือข่ายหัวคะแนน” โดยวาทกรรม “ไม่ง้อนายทุน” เน้นย้ำ ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง และมี จุดยืนต่อ “การเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาให้ประเทศไทย” ในแนวทางที่มาจากคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

'ดร.โจ้' แจงปม 'ดร.เอ้' ปลื้มพิธา ยันแค่ชอบสไตล์ทำงานทันสมัย แต่หัวใจยืดมั่นปกป้อง 3 เสาหลัก ลั่น "ถ้า ดร.เอ้ คิดล้มล้าง...ผมจะไปคนแรก"

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มีหลายท่านสอบถามผมเรื่อง ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ คลิปโหวตนักการเมือง ผมขอเรียนในมุมมองของผมที่ได้ใกล้ชิดกับ ดร.เอ้ ตามนี้นะครับ

เรื่องแรก ดร.เอ้ เป็นคนรุ่นใหม่ เรียนจบต่างประเทศ จบสถาบันหลายแห่ง ดังนั้นจะมีแนวในเรื่องสไตล์การทำงานที่มุ่งเน้นไปในเรื่องความทันสมัย ปรับตัว ตามเทรนด์โลกผมจึงเข้าใจว่าพิธาจึงเป็นคำตอบในมุมมองของ ดร.เอ้ ถ้าเปรียบเทียบท่านอื่นๆ ที่เห็นว่ามันเป็นเรื่องของสไตล์การทำงาน หรือวิธีการทำงาน

เรื่องที่ 2 ความแตกต่างในเรื่องอุดมการณ์ ดร.เอ้ ไม่ได้มีแนวความคิดล้มล้างสถาบัน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง
ถ้าจะล้ม หรือเป็นภัย ก็เป็นต่อเหล่าสแกมเมอร์ การคอร์รัปชัน และปัญหาที่ซ้ำซาก เช่น น้ำท่วม การศึกษาที่ล้มเหลว ปากท้องฝืดเคือง เป็นต้น มากกว่าที่มัวไปมุ่งแก้ ม.112 ที่พยายามทำมาตลอด 9 ปี โดยละเลยเรื่องสำคัญๆ ที่ควรทำก่อนในหลายครั้ง

เรื่องที่ 3 สไตล์ของ ดร.เอ้ เป็นคนไม่ชอบความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบการบิดเบือน หรือสร้าง “เฟคนิวส์” ข่าวลวง ข่าวปลอม เพื่อให้ประเทศชาติเสียหาย สร้างความสับสนให้กับประชาชน รวมไปถึงการโจมตีโดยไร้เหตุผล จึงพูดตามความคิดในแง่มาจากตัวตนที่บริสุทธิ์ จากใจ ไม่ได้เป็นปลาไหลเหมือนนักการเมืองทั่วไป
และด้วยเพราะบุคลิกของนักวิชาการ ผสมวิศวกร  ทำให้ ดร.เอ้ เป็นคนคล่องแคล่ว ว่องไว ฉะฉาน มั่นใจ เลยทำให้ดูโผงผางไปบ้าง แต่จะแฝงด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม

เรื่องที่ 4 ตามที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ดร.เอ้ อยู่ข้างทหารมาตลอด รวมไปถึงพูดเรื่องการเจรจานั้น หมายถึงนับจากนี้ต่อไปต้องมีการเจรจาที่ชัดเจน รัดกุม ในเมื่อเจรจาแล้วไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ดำเนินการด้วยวิธีทหารเท่านั้น
อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับเขมร ดร.เอ้ เห็นแล้วว่าการเจรจาไม่เป็นผล ละเมิดทุกข้อตกลง จึงควรใช้มาตรการรุนแรงเพื่อยุติสงครามโดยเร็วที่สุด แล้วรีบกลับมาฟื้นฟูประเทศไทย พร้อมผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่อยู่ชายแดน
และอีกหลายประเด็น อยากให้ลองไปฟังคลิปเต็มๆ หรือดูในเพจ ดร.เอ้ เพจพรรค โดยตรง เพราะบางท่านอาจจะฟัง หรืออ่านท่อนใดท่อนนึง แล้วตีความโดยไม่ได้ฟัง อ่าน ที่เหลือทั้งหมด

“ผมบอกกับทุกท่านตรงนี้ได้เลยครับว่า ถ้า ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ มีแนวโน้มที่จะบั่นทอน 3 เสาหลักของประเทศ ผมคนนึงที่จะไม่อยู่ตรงนี้”

จึงขอเรียนอธิบายมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และขอขอบคุณทุกท่านจำนวนมาก ที่ส่งความห่วงใยในเรื่องนี้มาถึงผมด้วยครับ

 

‘อนุทิน’ แจงไม่ร่วมดีเบต เหตุประเทศมีปัญหาเยอะ เอาเรื่องอธิปไตยก่อน บอกพูดไม่เก่ง -ไม่ชอบตอบโต้ เดี๋ยวชวนทะเลาะ

26 ธ.ค. 68) เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่ไปออกรายการดีเบตหาเสียงว่า ตนยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเยอะแยะ เดี๋ยวตนต้องกลับไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเอาเรื่องอธิปไตยก่อนดีกว่าไหมตรงนี้สำคัญกับตนมากกว่าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยง ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง การสูญเสียของพี่น้องทหารและประชาชน เอาเรื่องนี้ให้จบไปก่อน 

นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการหาเสียงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ตนก็ใช้เวลากับประชาชนเกือบ 4 ชั่วโมง ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เปิดนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้รับทราบเพื่อไปพิจารณา และจากนี้ไปก็มีเวลาอีก 40 กว่าวันที่ผู้สมัครแต่ละคนไปหาเสียงในพื้นที่ โดยสไตล์การทำงานของตนทำงานเป็นทีม ถ้าตนเก่งทุกอย่าง ตนก็คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ มากกว่านี้ แต่ตนก็ใช้ทีมของตนใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็เอาไป 

เมื่อถามว่า จะไม่ไปดีเบตกับเขา นายอนุทินกล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง ตนไม่ชอบตอบโต้ พอตอบโต้ เดี๋ยวทะเลาะกัน ตนหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน ตนก็มีสไตล์การใช้ชีวิตองตน ซึ่งตนไม่อยากไปว่ากล่าวใคร ไม่อยากไปกล่าวหาใคร ตนไม่อยากไปแก้ตัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สมมุติมีการดีเบตกัน วันนี้ตนเป็นนายกฯ จะพูดอะไรก็ต้องระวังหมดทุกฝีก้าว บางทีก็สับสวิตซ์ไม่ทัน ตนก็มีความชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไทยแลนด์พลัส คนละครึ่งพลัส การศึกษาพลัส การค้าพลัส ขายข้าวพลัส และเรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องเอาให้อยู่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และความตั้งใจเจตนารมณ์แผนการทำงานที่จะทำ ถ้ามีโอกาสได้กลับมาได้เป็นผู้บริหารประเทศอีกรอบ ตนมีความชัดเจนในตรงนี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ที่มีการพูดว่ากลัวที่จะพลาดพลั้ง ไม่เกี่ยวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง พูดไปแล้วก็ไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมา มีแต่ลบ เพราะต้องไปทะเลาะกับเขา ต้องไปดีเฟน ต้องไปชี้แจง ไม่ได้ทันได้พูดคุยกัน ไปดีเบต 5 คน 7 คน หรือบางครั้ง 10 คน พูดกันคนละ 2 นาที ตนพูดไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของตนให้ตนพูด 3 ชั่วโมงพูดได้ แต่ให้พูด 2 นาทีพูดไม่ได้ ถ้าไปแล้วต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง มันเสียเวลาคนฟัง ซึ่งตนมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ซึ่งตนก็หาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่สื่อสารได้ชัดเจน และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา  ตนมีเวลา 40 กว่าวัน อย่างวันที่ 27 ธ.ค. ตนก็ไปเปิดตัวผู้สมัครสส. และเดินสาย 3-4 จังหวัดไปหาประชาชนเลย ไม่ต้องผ่านการดีเบตหรืออะไรต่างๆ ตนก็มีแนวทางการทำงาน ไปรับฟังสิ่งที่ประชาชนอยากให้เกิด อยากเห็นและคาดหวังจากตนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่มีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวตเพราะ โกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่าถึงไม่มาร่วมงาน ถ้าพวกท่านบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความสามารถ รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังทันเลือกตั้งเลย พี่น้องประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูดไม่ร่วมกับพรรคไหนที่ไปแต่มาตรา 112 ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า หากไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว สามารถคุยกันได้กับทุกพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ติดมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคว่า ตนต้องฟังการตัดสินใจของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคนี้มาเท่านี้ เลือกอีกพรรคนึงมาเท่านี้ เราก็สามารถแปลความต้องการของประชาชนออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า หากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีการจับขั้วกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ควันออกหู นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วมันดีไหม พี่น้องประชาชนควรรับรู้ไหมว่า ร.อ.ธรรมนัสควันออกหู พี่น้องประชาชนได้อะไรจากการโกรธของ ร.อ.ธรรมนัส ฉะนั้นเราต้องมีกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องสแกมเมอร์ วาทกรรมที่ไม่บอกคนนี้ชั่ว คนนี้เลว ไปกล่าวหาก่อน โดยที่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศาลไหนที่ตัดสินเลย ถ้าอย่างนี่ใครก็ให้ทีมงานไปกล่าวหา ก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองกันพอดี

เมื่อถามว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่าเขายังไม่ได้ตัดพรรคภูมิใจไทยออกจากสมการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอวันที่ประชาชนตัดสินใจ เพราะไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดอะไรที่หัวหน้าพรรคต้องมาบอกว่าจะร่วมกับคนนั้นไม่ร่วมกับคนนี้ ที่ผ่านมามีคนพูดแบบนี้เยอะแยะ ไม่มีวัน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตายดีกว่า แล้วเป็นอย่างไรตนไม่เคยพูดเลย มีแต่คนอื่นพูดว่าไม่ร่วมกับตน ซึ่งตนเพิ่งพูดว่าถ้าพรรคไหนที่แตะมาตรา 112 ตนไม่ร่วม ตั้งแต่เล่นการเมืองมาจำได้ว่าก็พูดแค่นี้ ถ้าร่วมกันต้องมานั่งหาเหตุผลอธิบาย ซึ่งฟังไม่ได้เรื่องซักอย่าง

เมื่อถามว่า หมายตาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในการเมืองมา จะใช้คำว่าเก๋าก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะชมตัวเอง ต้องใช้คำว่า เข้าใจทำใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาหลังเลือกตั้งแล้ว ไม่เกินเที่ยงคืนของวันเลือกตั้งก็จะเห็นรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรองนี่คือสิ่งที่ตนเชื่อ และที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้ง ก็เห็นอย่างนี้ตลอดไม่ต้องรอนาน หลังการเลือกตั้งปี 62 พรรคภูมิใจไทยได้ 51 เสียง มีโทรศัพท์มาหา 500 สาย ตนก็คิดว่าถึงเวลาคุยหรือยัง เพราะเราไม่ใช่แกนนำ แต่ตนก็ไม่เคยพูดว่า ตนจะไม่ร่วมกับใคร เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกแล้ว ตนว่าตนมีเกราะป้องกัน ส่งเข้ามา 51 คน คนเข้ามา 71 คนเที่ยวหน้าหวังว่าจะเข้ามา 100 กว่าคน 

เมื่อถามย้ำว่า ต้องมี 100 กว่าใช่ไหม นายอนุทินกล่าวว่า ก็หวัง ต้องทำให้ดีประชาชนสั่ง ประชาชนเป็นคนเลือกกำหนดเองไม่ได้ ถ้ากำหนดเองได้ก็มี 500 คนไปเลยให้หมดเรื่องหมดราว แต่มันทำไม่ได้ ตอนที่พรรคภูมิใจไทยมา 71 คน พวกตนอ่านความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่ามาแบบนี้ตนก็ไป เพราะตนมาทำงานให้กับประเทศและประชาชน ตนก็ทำอย่างนี้มาตลอด คนการเมืองถ้าเข้าใจหลักการทำงานของตน ที่ผ่านมาตอนทำงานเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเข้าใจตน ท่านเห็นว่ามาทำงานร่วมกันแล้วดี สามัคคีคือพลัง ตรงไหนเข้าท่าสนับสนุน ตรงไหนไม่เข้าท่าก็ดุด่าว่ากล่าว ก็จบ4 ปี สวยงามระบบสาธารณสุขประเทศไทยก็เป็นอันดับ 6 ของโลก ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น ไม่มีความแตกแยก

“พอหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ผมก็มีนายกฯ ใหม่อีก 2 คนก็ทำงาน ก็สนับสนุนยืนเคียงข้างนายกฯ ตลอดเวลา ไม่เคยคิดจะไปไปทาบเงา เป็นรองนายกฯ เป็น รมว.มหาดไทย ทำงานสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ แต่อีกฝั่งไม่ได้คิดอย่างผม มันก็เลยมีวันนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมก็ยังเป็นรองนายกฯ เป็นรมว. มหาดไทย และก็ช่วยกันทำงานอีก 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้ง” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า ตอนนั้นน้อยใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า  ผมเสียใจ ไม่ได้น้อยใจหัวยังไม่ได้ล้าน แต่เสียใจที่ทำไมแปลเจตนารมณ์ผมผิด และข้อกล่าวหาที่บอกว่า ผมทำงานไม่ดี ทำงานช้า ทำงานไม่ทันใจทำงานไม่เข้าเป้า แต่ผลโพลผมตามหลังนายกฯ เรื่องยาเสพติดก็มีคนมาร่วมกับผมเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ถ้าเขาไม่ไล่เราออกมา เราก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องขอบคุณที่เขาไล่ออกมา ส่วนตัวผมไม่มีโกรธ

เมื่อถามว่า สรุปว่าออกเองหรือเขาไล่ออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอที่รับไม่ได้ เหมือนได้รับเงิน 3 แสนบาท แต่บอกให้ไปรับ 1.8 แสนบาท แล้วจะเปลี่ยนไหม ฉันใดก็ฉันเพล (ฉันใดก็ฉันนั้น) 

เมื่อถามว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนฟาดกลับนายอนุทินหยุดสร้างนิทานหลอกเด็กกรณีมาตรา 112 แจงชัดยกมือดีเบตแค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง พรรคประชาชน(ปชน.)ไม่หวั่นพรรคน้ำเงินขู่ไม่จับมือพร้อมสู้เลือกตั้ง

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า น้ำเงินน่าจะหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้ขู่ใคร แต่เรื่องของมาตรา 112 จะปรับเปลี่ยนให้มันไม่มีการบังคับที่เข้มงวดแบบนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยอยู่แล้วพูดง่ายๆมาตรา 112 มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว เราต้องปกป้องสถาบันหลักของชาติเอาไว้ เรื่องการผลักดันนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดมาตรา 112 ตนว่าแทนที่จะไปผลักดันการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดมาตรา 112 ผลักดันให้คนไม่ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย เราเป็นคนไทยเราก็ต้องหวงแหนสถาบันหลักของเราเหมือนกัน และถ้าใครมาพูดว่ากล่าวให้ร้าย ตนและพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม โดยเฉพาะตัวของตนมีความชัดเจนไม่ได้สร้างนิทานหลอกเด็ก เกิดมาก็หลอกคนเดียวคือคนที่นอนติดกันทุกคืน เวลาทำอะไรผิด คนอื่นไม่เคยหลอก เด็กผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ไม่มี 

พิธีกรถามต่อว่านายกฯดีเบตออกรายการไปถึงนายณัฐพงษ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่กล้าหรอกครับ ตนถึงบอกเอามา ก็เอามานั่งเถียงกันแล้วประชาชนได้อะไร ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ร่วมกันไปประเทศก็น่าจะเสียหาย ไปฟาดฟันกันในคณะรัฐบาลมันยิ่งหนัก ชัดเจนกันแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้วให้ประชาชนตัดสิน

พิธีกรถามอีกว่าสุดท้ายนายกฯอยากบอกอะไรกับประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนในโอกาสที่ให้ตนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับกำลังใจ เสียงสนับสนุนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนได้ดำเนินการวางเป็นกรอบนโยบายให้กับประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ตนทำหน้าที่นายก ฯ อยากขอความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่8 ก.พ. 2569 คิดว่าน่าจะได้เลือกตั้งแน่รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการเลือกตั้งอยู่แล้วและกกต.ได้ออกมาตรการสำหรับการเลือกตั้ง ต่อให้ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นก็ยังสามารถที่จะเลือกตั้งได้ ก็ขอให้ประชาชนได้เชื่อมั่นว่าตนจะทำงานรับใช้ท่านและประเทศไทยอย่างเต็มที่

'เท้ง' ฟาดกลับ 'อนุทิน' หยุดสร้างนิทานหลอกเด็ก ปม ม.112 แจงชัดยกมือดีเบต แค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง

(26 ธ.ค. 68) - นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวตอบโต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า ต้องบอกว่าการยกมือในวันนั้น ไม่ใช่การเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 แต่เป็นการผลักดันเรื่องนิรโทษกรรมของนักโทษที่โดนคดีทางการเมือง การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง และสร้างเงื่อนไขทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามว่าเอาเรื่องนี้มาเรียกกระแสอะไรหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการแก้ไขมาตรา 112

ดังนั้น ตนไม่อยากให้นายอนุทินเอาเรื่องนี้มาเป็นวาทกรรม สร้างนิทานหลอกเด็ก ในกรอบการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถผลักดันเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ได้อีกแล้ว

ส่วนกระแสข่าวที่พรรคน้ำเงินจะไม่จับมือกับพรรคส้ม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีความกังวลใดๆ เพราะการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนจะต้องเลือกระหว่างรัฐบาลของพรรคประชาชน หรือรัฐบาลของนายอนุทิน

ศักดิ์ศรีซื้อไม่ได้!! 'สรรเพชญ' เปิดใจครั้งแรก หลังซบภูมิใจไทยเป็นทางการ เหตุพรรคเดิมไร้ความชัดเจนทางการเมือง ย้ำจุดยืน "ไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจ"

‘สรรเพชญ’ เปิดใจครั้งแรกหลังย้ายซบภูมิใจไทย ประกาศศึกการเมืองเขต 1 ย้ำไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจ มวลชนแห่ให้กำลังใจแน่น

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ที่อำเภอเมืองสงขลา บรรยากาศการเมืองคึกคัก เมื่อมวลชนชาวสงขลาจำนวนมากร่วมให้กำลังใจ นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต ส.ส.สงขลา เขต 1 ในโอกาสเปิดศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย เขต 1 พร้อมเปิดใจเป็นครั้งแรก หลังตัดสินใจย้ายสังกัดทางการเมืองและประกาศเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย ในนามพรรคภูมิใจไทย

นายสรรเพชญ ระบุว่า ตลอดเกือบ 3 ปีในสภาผู้แทนราษฎร ตนได้นำปัญหาของจังหวัดสงขลาเข้าสู่เวทีสภาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล พร้อมย้ำจุดยืนทางการเมืองชัดเจนว่า การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา เป็นไปตามความเห็นและอุดมการณ์ของตน ซึ่งสอดคล้องกับการกระทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

อดีต ส.ส.สงขลา เขต 1 ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสความไม่ชัดเจนทางการเมืองภายในพรรคเดิม จนทำให้ตัดสินใจเปิดการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ให้โอกาสและเปิดพื้นที่ในการทำงานอย่างจริงใจ โดยเป้าหมายหลักคือการผลักดันการพัฒนาจังหวัดสงขลาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

ช่วงท้าย นายสรรเพชญ ประกาศจุดยืนบนเวทีอย่างหนักแน่นว่า จะไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจทางการเมือง และไม่ยึดติดกับการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน พร้อมยืนยันว่า การย้ายมาพรรคภูมิใจไทยคือก้าวใหม่ทางการเมืองที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม และพร้อมพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสนามเลือกตั้งเขต 1 สงขลาที่กำลังจะมาถึง

เสริมทัพไทยก้าวใหม่!! ไทยก้าวใหม่ 'สุกฤษฎิ์ชัย' นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลัง 'ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา' เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ชูธงดันนโยบายสิ่งแวดล้อมให้เป็นจริง

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ผนึกกำลัง ‘ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา’ ลุยเลือกตั้ง 2569

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ได้เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ - Sukritchai Teeraroengrit" ความว่า “เพื่อให้ได้ผลักดันนโยบาย ความรู้ และความคิดเพื่อบ้านเมือง กับคนที่ใช่และพรรคที่ชอบ รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผมทำงานมาอย่างต่อเนื่อง

ผมพร้อมและอาสาลง สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 (เขตยานนาวาและบางคอแหลม) พรรคไทยก้าวใหม่ ที่นำโดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคฯ และ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคฯ ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้ดีขึ้น ให้เป็นประเทศที่”ใช่“ของพวกเราทุกคน”

ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง ไปด้วยกัน

โดยนายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์นั้น เป็นนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน รวมถึงเคยดำรงตำแหน่ง กรรมาธิการ พรบ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR Act.) และที่ปรึกษากรรมาธิการ พรบ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (Clean Air Act.) ตลอดจนทำกิจกรรมและผลักดันงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top