Friday, 28 August 2026
POLITICS

เสริมทัพไทยก้าวใหม่!! ไทยก้าวใหม่ 'สุกฤษฎิ์ชัย' นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลัง 'ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา' เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ชูธงดันนโยบายสิ่งแวดล้อมให้เป็นจริง

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ผนึกกำลัง ‘ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา’ ลุยเลือกตั้ง 2569

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ได้เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ - Sukritchai Teeraroengrit" ความว่า “เพื่อให้ได้ผลักดันนโยบาย ความรู้ และความคิดเพื่อบ้านเมือง กับคนที่ใช่และพรรคที่ชอบ รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผมทำงานมาอย่างต่อเนื่อง

ผมพร้อมและอาสาลง สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 (เขตยานนาวาและบางคอแหลม) พรรคไทยก้าวใหม่ ที่นำโดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคฯ และ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคฯ ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้ดีขึ้น ให้เป็นประเทศที่”ใช่“ของพวกเราทุกคน”

ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง ไปด้วยกัน

โดยนายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์นั้น เป็นนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน รวมถึงเคยดำรงตำแหน่ง กรรมาธิการ พรบ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR Act.) และที่ปรึกษากรรมาธิการ พรบ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (Clean Air Act.) ตลอดจนทำกิจกรรมและผลักดันงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้วย

อุดมการณ์ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือสัญญาระยะยาวของประเทศ เซ็ก 5 สัญญาณของพรรคที่มี "อุดมการณ์จริง" จุดความหวังพาไทยจะพ้นวนลูปเดิม อย่าให้พรรคไร้แก่น "ใช้เป็นเครื่องมือชนะเลือกตั้ง"

พรรครัก “อำนาจ” หรือพรรครัก “อุดมการณ์”? ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง เราต้องเริ่มจากการเมืองที่มีแก่น

การเมืองที่ทำให้ประเทศเจริญ ไม่ได้เริ่มจากคำขวัญแรง ๆ หรือแจกสิทธิประโยชน์รายรอบ แต่เริ่มจาก “เข็มทิศ” ว่าพรรคการเมืองเชื่ออะไร เห็นประเทศแบบไหน และจะพาไปทางไหน
แม้ในเชิงหลักการ พรรคการเมืองถูกออกแบบให้เป็นการรวมตัวของคนที่มีแนวคิด/อุดมการณ์ร่วมกัน และทำหน้าที่ “ชี้ทิศทาง” ให้สังคมผ่านอุดมการณ์และแนวนโยบาย
แต่ปัญหาคือ ในโลกความจริง พรรคจำนวนไม่น้อยทำงานเหมือน “ทีมเลือกตั้ง” มากกว่า “สถาบันทางการเมือง”
ลักษณะที่เห็นบ่อย
• วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้กลับอย่าง เพราะเป้าคือชนะรอบหน้า ไม่ใช่ชนะอนาคต
• นโยบายกลายเป็นเมนูบุฟเฟต์ ไม่ใช่แผนประเทศ
• คนย้ายพรรคง่ายกว่าย้ายค่ายมือถือ เพราะไม่มีแก่นให้ยึด
ผลลัพธ์คือประเทศเสียต้นทุนมหาศาล: นโยบายสะดุดทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล โครงการดี ๆ ไม่ต่อเนื่อง ระบบราชการไม่รู้จะยึด “ทิศทาง” ไหน ประชาชนหมดศรัทธา แล้วการเมืองก็วนกลับไปที่การ “เอาชนะ” มากกว่าการ “แก้ปัญหา”

“พรรคที่มีอุดมการณ์จริง” หน้าตาเป็นอย่างไร
อุดมการณ์ไม่ใช่การติดป้ายว่า “ฝ่ายนี้-ฝ่ายนั้น” แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอ + ความรับผิดชอบ + ความโปร่งใส และทำให้ประชาชนตรวจสอบได้
พรรคที่มีอุดมการณ์จริง ควรมี 5 อย่างนี้
1. ประกาศคุณค่า (Values) ชัด: พรรคยืนบนอะไร เช่น เสรีภาพ โอกาสเท่าเทียม ประสิทธิภาพรัฐ สวัสดิการถ้วนหน้า การกระจายอำนาจ ฯลฯ
2. แปลงคุณค่าเป็นนโยบายที่ “เข้าชุด”: นโยบายไม่ขัดกันเอง และไม่เปลี่ยนไปตามกระแสทุกสัปดาห์
3. มีวินัยทางการเมือง: ส.ส./ผู้สมัครยึดแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด
4. ประชาธิปไตยภายในพรรคจริง: ไม่ใช่พรรคเจ้าของคนเดียว
5. พร้อมให้ตรวจสอบด้วยตัวเลข: มีเป้าหมายระยะ 1–4–10 ปี พร้อมตัวชี้วัด ไม่ใช่แค่คำสัญญา

ทำไมไทย “ติดหล่ม” เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์
เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์ การเมืองจะถูกดันไปสู่ “ดีล” และ “ผลประโยชน์เฉพาะหน้า” มากกว่าแข่งขันกันด้วยแนวทางแก้ปัญหา

ระบบพรรคที่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับประชาชน “ผูกกันด้วยนโยบาย/อุดมการณ์” มักทำให้การเมืองมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้มากขึ้น ตรงข้ามกับระบบที่พึ่งเครือข่าย-การอุปถัมภ์ ซึ่งพาประเทศวนกับเกมเดิมและทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ถูกแก้

ทางออก: ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง ต้อง “อัปเกรดพรรค” ไม่ใช่แค่ “เปลี่ยนหน้า”
ข้อเสนอแบบจับต้องได้
พรรคการเมืองควรทำ
• ออก “รัฐธรรมนูญพรรค” ฉบับอ่านง่าย 10 หน้า: เราเชื่ออะไร ทำไม และจะทำอย่างไร
• ทำ “งบประมาณเงา (shadow budget)” ของนโยบายใหญ่ ๆ ให้ประชาชนเห็นที่มาที่ไป
• ตั้งสถาบันนโยบาย/การศึกษาในแนวทางพรรคอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาคน
• เปิดกระบวนการคัดผู้สมัครแบบโปร่งใส วัดจากความสามารถและความสอดคล้องกับแนวทาง ไม่ใช่แค่ “มีทุน-มีทีม”
ประชาชนควรถามพรรคให้ชัด (ก่อนกากบาท)
• ถ้าพรุ่งนี้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ/น้ำท่วม/ภัยพิบัติ พรรคจะตัดสินใจบน “หลัก” อะไร
• นโยบายที่หาเสียง ขัดกับแนวทางเดิมของพรรคไหม
• ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคจะผลักดันอะไรต่อ และยอมโหวตอะไรไม่ได้ (เส้นแดงของพรรคคืออะไร)

ประเทศไทยจะเดินหน้าได้จริง เมื่อพรรคการเมืองเลิกเป็น “เครื่องมือชนะเลือกตั้ง” แล้วกลับมาเป็น “สถาบันที่มีแก่น” เพราะอุดมการณ์ที่แท้จริงคือสิ่งเดียวที่ทำให้นโยบายต่อเนื่อง การเมืองคาดการณ์ได้ ประชาชนตรวจสอบได้ และประเทศวางแผนระยะยาวได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีอุดมการณ์ ก็ไม่มีทิศทาง—และประเทศที่ไม่มีทิศทาง ต่อให้วิ่งเร็วแค่ไหนก็หลงทางอยู่ดี

ย้ำจุดยืนความถูกต้องมาก่อนความได้เปรียบ ยัน "ปชป." ปักหมุดจริยธรรมการเมือง ลั่นชัดเจน ไม่ร่วม "กล้าธรรม"

(24 ธ.ค.2568) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกรณีที่สังคมให้ความสนใจต่อเวทีดีเบตของไทยรัฐเมื่อวานโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคใดสามารถร่วมได้ และพรรคใดไม่สามารถร่วมได้จึงขอใช้พื้นที่นี้อธิบายเจตนาและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างตรงไปตรงมา

ขอท้าวความไปถึงจุดเริ่มต้นของการกลับมาอีกครั้งของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป้าหมายสำคัญของการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เพื่อกอบกู้ความศรัทธาของพี่น้องประชาชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์และทำให้พรรคกลับมาเป็นทางเลือกที่ดีอีกครั้งท่ามกลางสภาพการเมืองที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกอึดอัดและหมดหวัง

สิ่งที่เป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับคุณอภิสิทธิ์มาโดยตลอดคือการยึดมั่นในสัจจะวาจา หลักการ ความซื่อสัตย์และมาตรฐานด้านจริยธรรมซึ่งเป็นคุณค่าที่คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเราเชื่อว่าการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากความถูกต้องก่อนความได้เปรียบ

ด้วยเหตุนี้การประกาศจุดยืนในเวทีดีเบตว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมได้จึงเป็นการแสดงความชัดเจนต่อประชาชนไม่ใช่การเมืองแบบกั๊ก หรือการพูดเผื่อทางถอย

และขอเรียนให้เข้าใจตรงกันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ประกาศตัวว่าจะเป็นฝ่ายค้านแต่เป็นการประกาศเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชน “เลือกอย่างชัดเจน” ว่าต้องการการเมืองที่ยืนอยู่บนหลักจริยธรรมแบบใด

คำถามสำคัญที่อยากชวนคิดร่วมกันคือประชาชนต้องการนักการเมืองที่พูดคลุมเครือเพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองหรือผู้นำที่กล้าแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแม้จะไม่ถูกใจทุกคน

เพราะการเมืองที่ดีควรตั้งอยู่บนความชัดเจน ความรับผิดชอบและการเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล มากกว่าการหลบเลี่ยงเพื่อประโยชน์ระยะสั้น

พรรคประชาธิปัตย์ เลือกยืนบนหลักการและขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าการเมืองแบบใด คือการเมืองที่ประเทศควรเดินไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
 

โฆษกกล้าธรรม โต้เดือด ‘อภิสิทธิ์’ ปมประกาศไม่รวมงานพรรคกล้าธรรม หลังเลือกตั้งปี 2569

(24 ธ.ค. 2568) นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศบนเวทีดีเบตว่าจะไม่ร่วมงานกับ พรรคกล้าธรรม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยก มากกว่าการแสวงหาความสามัคคีเพื่อร่วมกันทำงานให้ประเทศเดินหน้า

รุกฆาตเขมร!! 'อาจารย์อุ๋ย' งัดมาตรา 20 กฎบัตรอาเซียน แนะ กต. กดดันขับกัมพูชาพ้นสมาชิกอาเซียน หลังพบพฤติกรรมรุกรานอธิปไตยชัด ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์-หนุนสแกมเมอร์

อาจารย์อุ๋ย จี้! ‘สีหศักดิ์’ เปิดเกมเดือด! กดดัน ‘อาเซียน’ ขับ ‘เขมร’ พ้นสมาชิก ไม่งั้นไทยเดินออกเอง 

(23 ธ.ค. 2568) - นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

เนื่องจากในสถากรณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงมุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ใช้ประชาชนของไทยและตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งมีส่วนเชื่อมโยมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ทั่วโลกต้องการปราบปรามกวาดล้าง ไทยต้องดําเนินตามขั้นตอนดังนี้ เพื่อรุกไล่และเพิ่มแรงกดดันบนเวทีโลกกับกัมพูชา โดยใช้อาเซียนเป็นเวที ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ไทยต้องยื่นคำขาดให้อาเซียนลงมติขับกัมพูชาออกจากการเป็นสมาชิก!

ตามหลักของกฎบัตรอาเซียน ในส่วนอารัมภบท ให้ความสําคัญกับการเคารพในสิทธิมนุษยชน อธิปไตย หลักนิติธรรม สันติภาพ ความเอื้ออาทร และการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน แต่ทว่า นับแต่วันที่กัมพูชาได้รุกลํ้าดินแดนไทย และโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล และใช้ประชาชนของตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งเป็นการละเมิดทั้งหลักการพื้นฐานของอาเซียนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ไทยจึงจําเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ตามหลักความได้สัดส่วน และจนถึงปัจจุบัน กัมพูชาก็ยังไม่มีท่าทีที่จะหยุดคุกคามไทย นอกจากนี้ กัมพูชายังเป็นภัยคุกคามของประชาคมโลกเนื่องจากรัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงจังในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ซึ่งเป็นอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายกับคนทั่วโลกนับล้านล้านบาทต่อปี 

ดังนั้น ไทยจึงต้องอาศัยอํานาจตาม ข้อ 20 (4) แห่งกฎบัตรอาเซียน เรื่องการละเมิดพันธกรณีอย่างร้ายแรง โดยไทยต้องเสนอต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียนให้ลงมติ "ขับกัมพูชาออกจากสมาชิกภาพ" เพราะกัมพูชาละเมิดหลักการพื้นฐานของอาเซียนอย่างรุนแรง คือการไม่เคารพอธิปไตย ใช้กำลังอาวุธรุกรานสมาชิกด้วยกันเอง และละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ละเลยการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ที่สร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติ หากอาเซียนยังเก็บรัฐที่ละเมิดกฎหมายไว้ ก็เท่ากับอาเซียนกำลังฆ่าตัวตายในเชิงหลักการ!

2. หากเสียงส่วนใหญ่ในอาเซียนยังคง "แทงกั๊ก" หรือไม่กล้าลงมติขับกัมพูชาออกเพียงเพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้องจอมปลอม วินาทีนั้น ไทยจะใช้สิทธิ ถอนตัว (Withdrawal) อย่างเป็นทางการ
โดยเราจะแจ้งต่อชาวโลกว่า ‘ไทยไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกับองค์กรที่โอบอุ้มผู้รุกรานได้’ เพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) บนเวทีโลก ว่าที่ไทยออก ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะองค์กรนี้ ‘หมดความศักดิ์สิทธิ์’ ในการรักษาสันติภาพไปแล้ว

3. เมื่อไทยออกมาแล้ว เราก็ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เพราะเราจะใช้วิธี Bilateral Bypass กล่าวคือเราเดินหน้าทำ Bilateral FTA และข้อตกลงความมั่นคงทวิภาคีกับเพื่อนสมาชิกรายประเทศที่ยังเห็นความสำคัญของไทย ซึ่งต้องไม่มีกัมพูชา! เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไว้และเมื่อไหร่ที่อาเซียนปฏิรูปตัวเองจนเดินไปในทิศทางที่ไทยต้องการ หรือเมื่อมีการกำจัด ‘เนื้อร้าย’ ที่ละเมิดกฎหมายออกไปแล้ว ไทยก็สามารถกลับเข้าสู่สมาชิกภาพได้อีกครั้งในฐานะ ‘ผู้กอบกู้หลักการอาเซียน’ ได้อย่างสง่างาม และทําให้โลกมองไทยเป็นตัวอย่างของ ‘ผู้กอบกู้หลักการของระบบพหุพาคีประชาคมโลก’ ด้วยความปรารถนาดี

ประเทศไม่ใช่ห้องแล็บ!! วัดกึ๋น 3 แคนดิเดตนายกฯ วิศวะ ‘เท้ง-หนู-เชน’ สแกนจุดเด่น-จุดเสี่ยง ในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569 พร้อมวิธีคิดแบบ Engineer แก้แผลเรื้อรังคนไทย ในห้วงประเทศ ‘ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด

3 แคนดิเดตนายกฯ สายวิศวะกับ 5 แผลเรื้อรังของคนไทย ‘ณัฐพงษ์–อนุทิน–ยศชนัน’ ใครเป็น “หัวหน้าช่าง” ใครเป็น “สถาปนิกประเทศ”?

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดตัดสินจริง หลังการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือกพรรค แต่คือการเลือก “วิธีคิด” ของคนคุมระบบประเทศ—และน่าสนใจตรงที่ตัวละครที่ถูกจับตา เป็น “สายวิศวะ” ถึง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมาจากคนละสาย คนละวัฒนธรรมการแก้ปัญหา คำถามคือ คนไทยได้อะไรจากวิธีคิดแบบวิศวกร และอะไรคือกับดักที่ทำให้ประเทศวนซ่อมซ้ำ?

1) 3 วิศวะ 3 สูตรผู้นำ: ระบบ–หน้างาน–นวัตกรรม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) — วิศวกรรมคอมพิวเตอร์: “แก้บั๊กทั้งระบบ”
• จุดเด่นคือคิดแบบ “รัฐเป็นแพลตฟอร์ม” เน้นข้อมูล โปร่งใส ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต
• เหมาะกับโจทย์ราชการซ้ำซ้อน บริการรัฐที่ประชาชนต้องวิ่งหลายหน่วยงาน และการตรวจสอบงบประมาณแบบติดตามได้
• ความเสี่ยง: ระบบดีบนกระดาษ แต่ชนกำแพงผลประโยชน์แล้ว “ทำไม่ผ่านการเมือง” ถ้าสื่อสารไม่โดนใจคนฐานรากก็ยากจะสร้างแรงหนุน

อนุทิน ชาญวีรกูล (หนู) — วิศวกรรมอุตสาหการ: “หัวหน้าไซต์งาน–คุมคอขวด”
• วิธีคิดแบบอุตสาหการเน้นโฟลว์งาน ทรัพยากร การตัดสินใจหน้างาน—เหมาะกับงานบริหารวิกฤตและการทำให้เครื่องจักรรัฐเดิน
• ถนัดงานที่ต้องการ command & control ชัด เช่นภัยพิบัติ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ หรือการบริหารรัฐบาลผสมให้ระบบทำงานได้
• ความเสี่ยง: บริหารให้ “เดินได้” อาจกลายเป็นแค่การซ่อมเฉพาะหน้า หากไม่แตะรากปัญหาเรื่องกติกา ความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ — วิศวะไฟฟ้า/ชีวการแพทย์: “นักวิจัย–นวัตกรรม–รัฐดิจิทัลเชิงโครงสร้าง”
• พื้นฐานสายวิจัยทำให้เด่นเรื่องนโยบายที่ต้องใช้หลักฐานและเทคโนโลยี โดยเฉพาะสุขภาพ สังคมสูงวัย และการยกเครื่องการศึกษาเชิงระบบ
• มีภาพของ “สถาปนิกเชิงวิทยาศาสตร์” ที่คิดโครงสร้างมากกว่ามาตรการระยะสั้น
• ความเสี่ยง: ประเทศไทยไม่ใช่ห้องแล็บ—การเมืองไม่ให้เวลาทดลอง และแรงต้านจากระบบเดิมอาจทำให้สูตรที่ดี “ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้จริง”

2) 5 แผลเรื้อรังของคนไทย: ใครถนัดแก้อะไร (และต้องวัดผลยังไง)
• รัฐราชการช้า–ซ้ำซ้อน: ณัฐพงษ์ได้เปรียบเชิงแนวคิด (ลดขั้นตอน/ลดดุลพินิจ) แต่ต้องทำให้ผ่านด่านผลประโยชน์จริง
• เศรษฐกิจฐานรากตึง–SME ฟื้นช้า: อนุทินถนัดการจัดทรัพยากรและการคุมโฟลว์ แต่ต้องพิสูจน์ว่าโตแบบกระจาย ไม่ใช่กระจุก
• น้ำท่วม–ภัยพิบัติ–ความเสี่ยงทับซ้อน: สายบริหารหน้างานได้เปรียบ แต่ประเทศต้องขยับจาก “แก้หลังพัง” ไปสู่ “ป้องกันก่อนพัง”
• สังคมสูงวัย–ระบบสุขภาพ: ยศชนันน่าจะถูกคาดหวังสูงสุด แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีลงถึงบริการปฐมภูมิ ไม่ค้างบนเวทีสัมมนา
• เสถียรภาพการเมือง–กติกาที่ทำให้ประเทศชะงัก: ณัฐพงษ์พูดเรื่องแก้กติกา, อนุทินพูดเรื่องทำให้เดินก่อน, ยศชนันพูดเรื่องออกแบบเชิงโครงสร้าง—ประชาชนต้องการ ‘ทำได้จริง’ ไม่ใช่เลือกคำที่ถูกใจ

3) นายกฯคือ “หัวหน้าช่าง” หรือ “สถาปนิกประเทศ”? คนไทยเบื่อซ่อมแล้ว
ประเทศเหมือนบ้านที่ไฟตก น้ำรั่ว ฝ้าพัง—เรามีคนเก่งซ่อม แต่ซ่อมแล้วพังซ้ำเพราะโครงสร้างเดิมยังอยู่ นี่คือคำถามที่ต้องโยนกลับไปยังผู้นำทั้งสาม:
1. จะซ่อมให้เดินต่อ (หัวหน้าช่าง) หรือจะรื้อกติกาเพื่อไม่ให้พังซ้ำ (สถาปนิกประเทศ)?
2. จะชนะเชิงระบบได้อย่างไร เมื่อผู้ได้ประโยชน์จากระบบเดิมไม่อยากให้เปลี่ยน?
3. จะทำให้ประชาชนเห็นผลในชีวิตจริงภายใน 6–12 เดือนแรก ด้วยตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หรือไม่?

4) กับดักของนายกฯสายวิศวะ: เหตุผลไม่ชนะผลประโยชน์ด้วยตัวมันเอง
วิศวกรชอบคิดว่า “ออกแบบถูกต้อง ระบบจะทำงานเอง” แต่การเมืองไทยคือสนามที่คนใช้ระบบมีแรงจูงใจให้ระบบพัง แล้วค่อยขายบริการซ่อม 4 กับดักใหญ่ที่ทุกคนต้องผ่านคือ:
• ข้อมูลจริง แพ้ ความกลัว/ความเชื่อ: ต่อให้ตัวเลขถูก ถ้าสื่อสารไม่โดน ความจริงก็แพ้เรื่องเล่าในไม่กี่นาที
• แผนดี ไม่เท่ากับ ทำได้: สภาคือสนามต่อรอง—ต้องคุมเสียง คุมดีล และคุมผลกระทบ ไม่ใช่แค่คุมสไลด์
• ประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้ทำให้ระบบยอมเปลี่ยน: ระบบเดิมกลัวเสียอำนาจต่อรอง จึงยื้อจนหมดวาระเป็นปกติ
• เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: ถ้ากฎหมาย งบ คน และวัฒนธรรมไม่เปลี่ยน เทคจะกลายเป็นของโชว์

ประโยคเดียวที่ประชาชนควรย้ำใส่ผู้สมัครทุกคน: ประเทศไทยไม่ต้องการนายกฯที่ “วิศวกรเก่งที่สุด” แต่ต้องการนายกฯที่ทำให้ประเทศ ‘ไม่ต้องวนกลับมาเริ่มใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด — และต้องกล้ายอมถูกวัดผลจริง

อ้างอิง 
Reuters (15 ธ.ค. 2025): กกต.ประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 หลังยุบสภา
AP (12 ธ.ค. 2025): รายงานการยุบสภาและเงื่อนไขเลือกตั้งภายใน 45–60 วัน
Reuters (17 ธ.ค. 2025): เพื่อไทยดัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ท้าชิงหลัก
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล (thaigov.go.th): ประวัติและการศึกษา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล
Khaosod English / Wikipedia: โปรไฟล์และการศึกษา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

‘สีหศักดิ์’ เผยผลประชุม รมว.การต่างประเทศ อาเซียนไร้ข้อตกลงหยุดยิง โยนใช้เวที GBC รมว.กลาโหมไทย-กัมพูชา คุยกันที่จันทบุรี 24 ธ.ค.นี้

(22 ธ.ค. 2568) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปี 2025 เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไทยขอขอบคุณมาเลเซียที่เปิดเวทีการประชุมในกรอบภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาทางออกอย่างสร้างสรรค์

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดมั่นสันติภาพ และมีความปรารถนาดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ดังเช่นที่ไทยเคยมีบทบาทช่วยฟื้นฟูสันติภาพในภูมิภาคมาแล้ว พร้อมย้ำว่าไทยต้องการเห็นสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ไทยพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกรอบทวิภาคีมาโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชากลับพยายามนำประเด็นเข้าสู่กรอบสหประชาชาติ แทนการเจรจาระหว่างสองประเทศ รวมถึงการเผยแพร่เทปเสียงจากการหารือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความไว้วางใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหา

นายสีหศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การลงนามข้อตกลงหยุดยิงที่เมืองปุตราจายา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และข้อตกลงสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา สะท้อนความตั้งใจจริงของไทยในการเดินหน้าไปสู่สันติภาพ พร้อมยืนยันว่าข้อตกลงร่วมกับกัมพูชาเป็นเส้นทางสู่สันติภาพ แต่ฝ่ายกัมพูชาจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน ทั้งการลดอาวุธ ลดกำลังทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามแดนและแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ ซึ่งทั้ง 4 ประเด็นถือเป็นสาระสำคัญ

โดยเฉพาะประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิด นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดจนขาขาดมาแล้ว 6 ครั้ง และหลังการลงนามข้อตกลงยังเกิดเหตุซ้ำเป็นครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนไทยต้องการคำอธิบายที่ชัดเจน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่เป็นรูปธรรมจากฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไทยไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวโทษฝ่ายใด แต่ต้องการให้เกิดกระบวนการหยุดยิงที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการประกาศฝ่ายเดียว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้กัมพูชาจะพูดถึงการหยุดยิงในเวทีต่าง ๆ แต่กลับไม่เคยหารือกับไทยโดยตรง ซึ่งทำให้การเดินหน้าสู่สันติภาพเป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้ ไทยเสนอให้มีการหารือระหว่างทหารของทั้งสองฝ่าย โดยใช้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ซึ่งฝ่ายกัมพูชายอมรับข้อเสนอ และเห็นชอบให้มีการประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือขั้นตอนต่าง ๆ ในการนำไปสู่การหยุดยิงอย่างเป็นรูปธรรม

นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และต้องรอผลการหารือในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 24 ธันวาคม ที่จังหวัดจันทบุรี ต่อไป

ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9680000123279

'พีระพันธุ์ – อรรถวิชช์ - นราพัฒน์' 3 แคนดิเดตนายกฯ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ชูสโลแกน 'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' ดันนโยบาย มั่นคง - ศก. – ปากท้อง ครบทุกมิต

'รทสช.' เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ 'พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์' ชูสโลแกน 'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' ดันนโยบาย มั่นคง- ศก.-ปากท้อง พร้อมส่งกทม. ครบ 33 เขต

เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่ 22 ธ.ค. ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค แถลงนโยบายพรรค พร้อมเปิดสโลแกนพรรค “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” และเปิดแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ได้แก่ นายพีระพันธุ์ นายอรรถวิชช์ และนายนราพัฒน์

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ที่ตนยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะผู้นำพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมาประกาศให้ประชาชนรู้ว่าเรารวมไทยสร้างชาติจะแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไรบ้าง ทั้งปัญหาเรื่องความมั่นคง การปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาการทุจริต การโกงชาติ สแกมเมอร์ และปัญหาเศรษฐกิจฐานราก คนรากหญ้าจะตายอยู่แล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดมานานแล้ว ประเด็นคือเราปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิกฤตของประเทศ และปล่อยให้เป็นอย่างนี้เพราะไม่เคยมีการแก้ไขปัญหาด้วยความเอาจริงเอาจังและเด็ดขาด ปัญหาธรรมดาเลยเป็นวิกฤต และจากวิกฤตคือความเดือดร้อนของคนไทยทั้งชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ที่ผ่านมาตนประกาศมาตลอดว่ารวมไทยสร้างชาติไม่ได้เล่นการเมือง แต่เรามาทำงานการเมืองให้กับพี่น้องประชาชน ปัญหาทั้งหมดที่ตนมองวันนี้รวมไทยสร้างชาติไม่ได้มาแค่ทำงาน จากนี้ไปเราล้างบางความเสียหาย ความชั่ว ความที่ไม่มีการเอาจริงเอาจัง ทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤต เราจะมาล้างบางความชั่วเหล่านี้ให้หมดแผ่นดินไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ภารกิจหลักของเราประการหนึ่งเรื่องความมั่นคงประเทศ หลักๆ เรื่องของอธิปไตยประเทศ เราจะทำอย่างไรกำจัดคนโกงให้หมดจากแผ่นดิน ทำอย่างไรจะให้ค่าครองชีพ ค่าพลังงานถูกลงไปอีก ทำอย่างไรจะฟื้นเศรษฐกิจฐานราก นโยบายหลักที่สำคัญของเราทั้งหมดนี้ รวมไทยสร้างชาติจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งในปี 2569 เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ อันดับแรกต้องรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งตารางนิ้วของประเทศไทยเสียไม่ได้เด็ดขาด เรายกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ทำตัวเป็นคนดีแต่ถูกรังแกมาตลอด ศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำถูกรังแก เราจะไม่ยอมอีกต่อไป แผ่นดินไทยทุกตารางนิ้วต้องกลับคืน เส้นเขตแดนทางทะเลต้องเป็นของเราที่ถูกต้องตามกฎหมายสากลทั้งหมด ปัญหาพลังงานใต้ท้องทะเลประเทศไทยต้องนำกลับขึ้นมา เราไม่ได้ไปโกงใคร แต่เราต้องทำเด็ดขาด เราต้องสร้างรั้วชายแดน ซึ่งที่ผ่านมาเข้า-ออกทั้งผู้ค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ ทุนเทา ค้ามนุษย์ แต่ที่แย่ที่สุดมีการเข้ามาฝังทุ่นระเบิด เราจะไม่ปล่อยให้ใครทำแบบนี้กับแผ่นดินไทยและทหารไทยเด็ดขาด เราจะสร้างรั้วใช้งานอย่างจริงจัง จะป้องกันอธิปไตยของชาติจากการรุกรานทุกรูปแบบและการเข้ามาของคนชั่วที่มาทำมาหากินในประเทศไทย แต่ทั้งหมดนี้ขวัญกำลังใจของชาติคือทหาร รั้วของจริงสร้างด้วยเหล็ก รั้วของชาติสร้างด้วยจิตวิญญาณเลือดเนื้อ ขาขาดกี่ขา บาดเจ็บกี่คน เราต้องดูแล เพราะฉะนั้นทุกคนที่ออกรบจะได้เบี้ย 200,000 บาท ในการดูแล และทหารใหม่ที่สมัครใจเกณฑ์ทหารรับไปเลยคนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ประการที่สอง เราต้องกำจัดพิฆาตคนชั่ว คนโกงชาติ โกงแผ่นดินต้องประหารให้หมด พวกสแกมเมอร์ต้องโทษหนักประหารชีวิตสูงสุด รวมไทยสร้างชาติจะแก้กฎหมายทันทีที่เราเป็นรัฐบาลออกพระราชกำหนดประหารคนชั่วเหล่านี้ให้ออกจากแผ่นดิน และคนชั่วที่โกงเงินชาติ นอกจากประหารชีวิตแล้ว ลูกหลานต้องชดใช้เงินแผ่นดินด้วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า และวันนี้ภาระของทุกคนคือค่าครองชีพที่รัฐบาลสามารถช่วยได้คือทุบค่าพลังงาน ถ้าตนเป็นรัฐมนตรี น้ำมันเบนซิน ดีเซล 30 บาทเท่านั้น และได้เตรียมการไว้แล้วสามารถทำได้ทันที ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับนายทุน ไม่ว่าทุนเทาหรือทุนพลังงาน ส่วนค่าไฟถูกลงได้อีก 3.3 บาท/หน่วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือนโยบายปฏิรูปการศึกษา ที่พ่อแม่เครียดเรื่องอนาคตลูก เด็กเครียดในการสอบเข้า เราจะปฏิรูปการศึกษา เด็กอยากเรียนอะไรต้องได้เรียนทุกคน ยุติการสอบเข้า ขอให้สอบจบให้ได้ก็แล้วกัน เด็กทุกคนมีความสามารถอะไรก็ได้เรียนทุกคนไม่ต้องเครียดกับการสอบเข้าและการติวอีกต่อไป และให้ใช้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วยการทำงาน จะไม่มีการฟ้องคดีอีกต่อไป

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า รวมไทยสร้างชาติเข้าสนามรบเลือกตั้งเพื่อเอาชนะวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรค ทั้งนี้ รวมไทยสร้างชาติ จะส่งตัวแทนของผู้สมัครกรุงเทพมหานคร ครบทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง

ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่มา 20 กว่าปี เพราะประเทศไทยไม่สามารถมีธุรกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้นได้ และถูกย้ำด้วยการผูกขาดทางธุรกิจอยู่สองอย่าง คือ ธุรกิจพลังงาน กับ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอสองนโยบาย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน คือ

1.การปล่อยเสรีโซลาร์เซลล์ ให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าไฟแล้ว ก็จะตอบสนองต่อธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจเหล่านี้ต้องการพลังงานมหาศาล แต่รัฐส่งไฟให้เขาไม่ได้ เพราะมัวแต่เกรงใจทุนพลังงาน ซึ่งนโยบายนี้จะเปิดให้ประชาชนสามารถขายได้เลย

2.ลบประวัติเครดิตบูโร จ่ายจบกู้ใหม่ได้ทันที เพราะคนที่ติดเครดิตบูโรในประเทศนี้มี 5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน กล่าวคือ หนี้ครัวเรือนสูง แต่ไม่เกิดการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ วันนี้เรากำลังเอาคนชั้นกลางไปเจอดอกเบี้ยแพง เพราะปล่อยให้ธนาคารผูกขาด ดังนั้น นโยบายนี้ออกมาเพื่อไม่ให้เกิดการแช่แข็งลูกหนี้ และเป็นการชนกับทุนธนาคารที่ต้องใช้ความเด็ดขาด

3.นโยบายราชการงานไว หลายใบอนุญาต จบที่หนึ่งคำขอ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และป้องกันไม่ให้ข้าราชการเกิดการโกงกิน

ส่วนนายนราพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัยเราจะเห็นภาพของน้ำมหาศาลที่ท่วมและไม่สามารถกักเก็บได้ ถึงเวลาแล้งน้ำก็หมดประเทศ ซึ่งในการบริหารจัดการน้ำจะมีกรมชลประทานดูแล แต่ไม่สามารถครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้มีพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องอาศัยกรมทรัพยากรน้ำหรือประชาชนต้องดูแลตัวเอง อย่างจังหวัดพิจิตรมีโครงการบางระกำเพื่อกักเก็บน้ำ รัฐบาลทำได้หรือไม่ที่จะทุ่มงบประมาณให้ทุกจังหวัดทำแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำ โดยให้ทุกจังหวัดขยายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะไปทำพื้นที่แก้มลิงที่สามารถกระจายน้ำไปยังเกษตรกรในทุกพื้นที่ได้ ซึ่งจะใช้งบประมาณไม่เยอะ เพราะกรมชลทานมีงบประมาณมหาศาล และถ้าเสรีโซลาร์สำเร็จการสูบน้ำและการดึงน้ำไปยังทุกพื้นที่ให้เกษตรกรก็สามารถทำได้โดยมีต้นทุนต่ำ

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องปุ๋ยที่เรามีทรัพยากรโพแทสเซียม แต่ไม่สามารถเอามาทำเป็นแม่ปุ๋ยใช้ได้ ตนเชื่อว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะดึงโพแทสเซียมมาทำปุ๋ย และทำให้ราคาปุ๋ยไม่เกินกระสอบละ 500 บาท นี่คือสิ่งที่เราบอกว่าน้ำและปุ๋ยคือต้นทุนชีวิตของเกษตรกร

"วันนี้เราจะไม่มีการทะเลาะกันระหว่างรัฐกับประชาชนในเรื่องที่ดินทำกิน ตรงไหนคือที่ดินของรัฐ ตรงไหนคือที่ดินของประชาชน รวมถึงการออกโฉนดที่ดิน ที่ใช้เวลายาวนาน โดยเราจะมีการตั้งศาลที่ดินดูแลประชาชนในเรื่องที่ดินทำกินโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม"

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการตั้งราคากลางพืชผลทางการเกษตร เรื่องการต่อยอดขายผลผลิตจะต้องได้กำไรจากการขายด้วย โดยจะมีกฎหมายต่างๆ สินค้าเกษตรไม่จำเป็นจะต้องขายแค่ผลผลิตเราต้องต่อยอดเอากำไรจากผลิตภัณฑ์มาคืนให้กับเกษตรกร รวมถึงให้สหกรณ์การเกษตรจัดหาเครื่องจักร ให้เกษตรกรเช่าเครื่องจักรได้ในราคาถูกมีโรงสี มีโรงอบ มีตู้แช่แข็งต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรมีสถานที่ในการแปรรูปพืชผลทางการเกษตรทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาที่เป็นธรรมขึ้น

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เราทำคือการลดต้นทุนชีวิต ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแข่งขันและประเทศไทยเห็นทางออก ถ้าเรามีผู้นำที่เด็ดขาด นั่นหมายความว่า ปัญหาทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไข ก่อนที่จะไปสู่วิกฤติ เรามาร่วมกันต่อสู้อุปสรรคต่างๆ ต่อสู้กับทุนเทาที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศและประชาชน

‘สลิ่ม’ เทใจให้ใคร? คำตอบไม่ใช่พรรคเดียว แต่คือ ‘สูตรรอด’ ของกลุ่มการเมืองเดิม จาก “กันส้ม” ถึง “ขอคุมเกม” โค้งสุดท้าย สลิ่มจะไหลไปพรรคไหน

“สลิ่ม” เทใจให้ใคร? คำตอบไม่ใช่พรรคเดียว—แต่คือ ‘สูตรรอด’ ของกลุ่มการเมืองเดิม

คำว่า “สลิ่ม” เป็นสแลงการเมืองที่คนใช้เรียก “กลุ่มคิดแบบการเมืองเดิม” (เน้นเสถียรภาพ/ความมั่นคง/ไม่อยากเปลี่ยนเร็ว) บางคนรับคำนี้ บางคนไม่รับ—แต่ “พฤติกรรมทางการเมือง” ของกลุ่มนี้พอจับสัญญาณได้: เขาเลือกแบบคำนวณมากกว่าเลือกด้วยอุดมการณ์ล้วน

และการคำนวณรอบนี้เกิดในบริบทที่เกมใหญ่ถูกรีเซ็ตไปแล้ว: นายกฯอนุทินยุบสภา 12 ธ.ค. 2568 และ กกต.กำหนดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 (สมัครรับเลือกตั้งเริ่ม 27 ธ.ค.)

สัญญาณสำคัญ: “ฝ่ายเดิม” ไม่มีเจ้าของตลาดคนเดียวแล้ว
นิด้าโพล (4–12 ธ.ค. 2568) ถามว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” อันดับ 1 คือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60% แล้วค่อยตามด้วย ณัฐพงษ์ 17.20%, อนุทิน 12.32%, อภิสิทธิ์ 10.76%, จุลพันธ์ 6.28% ขณะที่ชื่อสายเดิม/ทหารบางส่วนอยู่ระดับต่ำกว่านี้และกระจาย

อ่านเป็นตรรกะ: กลุ่มที่เคยเทใจให้ “การเมืองเดิม” ตอนนี้ไม่ได้รวมศูนย์แล้ว มันแตกเป็น 3 ก๊ก—และจะไหลไปตาม “ประโยชน์ที่คิดว่าได้จริงในระบบเลือกตั้ง”

3 ทางที่ “สลิ่ม/กลุ่มการเมืองเดิม” มีแนวโน้มไหลไป
ทางที่ 1: “ขอคนคุมเกม–คุมวิกฤต” → ไหลไปฝั่งภูมิใจไทย/อนุทิน
ช่วงนี้สังคมอยู่ในโหมดความมั่นคงและความขัดแย้งชายแดน ซึ่งเป็นฉากหลังสำคัญของการยุบสภา และทำให้ผู้นำรัฐบาลวางท่าชาตินิยมได้แต้มทางการเมือง
ถ้าคนกลุ่มนี้คิดแบบ “อย่าเสี่ยง—เอาคนคุมสถานการณ์ก่อน” เขาจะเทไปหาพรรคที่ดูตั้งรัฐบาลได้/คุมอำนาจได้จริง
ฟาดแบบตรง: คนกลุ่มนี้ไม่ได้ถามว่า “ใครดีที่สุด” แต่ถามว่า “ใครคุมเกมได้พรุ่งนี้”

ทางที่ 2: “ขอภาพมือเก๋า–เป็นสถาบัน–ชนชั้นกลางเมือง” → ไหลไปฝั่งประชาธิปัตย์/อภิสิทธิ์
ชื่ออภิสิทธิ์ยังถูกเลือกเป็นนายกฯในระดับบนของโพล นี่คือฐานคนที่อาจเบื่อทั้งเกมดีลและเกมปฏิรูปเร็ว แต่ยังอยากได้ “ความเป็นทางการ” และ “ความเป็นระบบ” มากกว่า “ความมันส์ทางการเมือง”
ฟาดแบบตรง: ไม่ได้อยากได้ “นายกฯสายไฟแรง” แต่อยากได้ “นายกฯที่ไม่ทำบ้านล้มทั้งหลัง”

ทางที่ 3: “สายแข็งกันส้ม–ชาตินิยมจัด–คิดถึงยุคเดิม” → กระจายไป รทสช./พปชร./พรรคเล็กสายเดิม
กลุ่มนี้ยังมีอยู่แน่ แต่ปัญหาคือ “กระจาย” และ “แย่งฐานกันเอง” ทำให้ไม่รวมเป็นก้อนใหญ่ในคูหา
ฟาดแบบตรง: เสียงดังได้ แต่ถ้าแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็ได้แค่ “แค้น” ไม่ได้ “อำนาจ”

จุดชี้ขาดจริง: “สลิ่ม” จะเลือกด้วยหลักอะไรในวันจริง?
ถ้าดูจากโพลสเปกผู้นำ คนไทยอยากได้ ก้าวหน้า/วิสัยทัศน์, ไม่เล่นเกม, ไม่โกงไม่เทา แต่นี่แหละคือบททดสอบของกลุ่มการเมืองเดิม:
- ถ้าอยากได้ “เสถียรภาพ” แต่ยังเลือกพรรคที่ทำให้การเมืองต้องรีเซ็ตบ่อย ๆ → คุณกำลังเลือกความวุ่นวายแบบเดิมในชื่อใหม่
- ถ้าเกลียดเกมการเมือง แต่ยังเลือกจาก “ความกลัว” มากกว่า “การบ้านผลงาน” → เกมเดิมก็ชนะอีกครั้ง
- ถ้าบอกว่ารักชาติ แต่ยอมให้ชาตินิยมกลบปัญหาปากท้อง → ประเทศถูกปั่นง่ายเหมือนเดิม

โค้งสุดท้าย “สลิ่ม” ไม่ได้เทใจให้พรรคเดียว แต่จะเทไปหา “พรรคที่คิดว่ามีลุ้นคุมอำนาจ” และ “กันฝ่ายที่กลัว” ได้จริง—และนี่ทำให้คะแนนไหลแบบยุทธศาสตร์ในช่วงสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

บริบทใหม่การเมืองไทย!! ประเทศไทยไม่ได้ขาดนักการเมือง แต่ขาด ‘พรรคที่ขายนโยบาย’ มากกว่า ประชาชนเบื่อละครสภาเต็มที ถึงเวลาที่ต้อง “แข่งนโยบาย” ไม่ใช่ “แข่งเกม”

ประเทศไทยไม่ได้ขาดนักการเมือง—เราขาด ‘พรรคที่ขายนโยบาย’ มากกว่าเล่นการเมือง

การยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 และการเลือกตั้งใหม่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ประเทศกลับเข้าสู่ “โหมดหาเสียง” อีกครั้ง แต่คำถามใหญ่ของประชาชนไม่ใช่ “ใครจะได้เป็นรัฐบาล” — คือ “แล้วชีวิตฉันจะดีขึ้นจริงเมื่อไหร่?” 

และโพลก็ฟ้องสังคมชัดกว่าคำปราศรัย
นิด้าโพลช่วงต้น ธ.ค. 2568 ถามตรงๆ ว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” คำตอบอันดับหนึ่งคือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60% นี่ไม่ใช่ความเฉย แต่มันคือความไม่เชื่อว่าการเมืองจะส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ถ้าพรรคการเมืองยังมองการเลือกตั้งเป็น “เวทีต่อรองอำนาจ” มากกว่า “เวทีเสนอคำตอบประเทศ” ตัวเลขแบบนี้จะไม่ลดลง — มันจะเพิ่มขึ้น

ปัญหาไม่ใช่ประชาชน “เลือกไม่เป็น” แต่คือพรรคการเมือง “ขายไม่เป็น”
ขายไม่เป็นในที่นี้หมายถึงขาย “นโยบายที่ทำได้จริง” ไม่ใช่ขาย “ความหวังแบบไม่บอกต้นทุน” และไม่ใช่ขาย “ความกลัว” เพื่อดึงคะแนน

คนไทยอยากได้ผู้นำแบบไหน? โพลบอกชัด: ไม่เล่นเกม และต้องซื่อสัตย์
สวนดุสิตโพลสะท้อนว่า คุณสมบัติที่ประชาชนให้ค่าน้ำหนักสูงคือ “มีอุดมการณ์ก้าวหน้า/มีวิสัยทัศน์/กล้าทำสิ่งใหม่” พร้อมกับ “ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง” และ “ไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์สุจริต”
แปลเป็นภาษาง่ายๆ: ประชาชนไม่ได้ขอ “คนพูดเพราะ” แต่ขอ “คนทำจริง” และ “ไม่ลากประเทศไปวนลูปดีลเดิมๆ”

ดังนั้น โค้งสุดท้ายก่อนสมัครและหาเสียง พรรคการเมืองควรเปลี่ยนวิธีเล่นเกม 5 ข้อ (ถ้ายังอยากชนะด้วยเหตุผล ไม่ใช่ชนะเพราะอีกฝ่ายพลาด)

1) เลิกสโลแกนลอย ๆ แล้วโชว์ “นโยบายแบบใบเสร็จ”
   ทุกนโยบายต้องตอบ 4 คำถาม: ทำอะไร? ทำเมื่อไหร่? ใช้งบเท่าไหร่? ใครรับผิดชอบถ้าทำไม่ได้?
   พรรคไหนตอบไม่ได้ = พรรคไหนกำลังขายฝัน ไม่ได้ขายนโยบาย

2) ประกาศ KPI ต่อหน้าประชาชนให้ตรวจได้
   ไม่ใช่ “จะทำให้ดีขึ้น” แต่ต้องเป็นตัวเลขและเส้นตาย เช่น ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนกี่ % ใน 12 เดือน, ลดคิวโรงพยาบาลกี่วัน, ลดใบอนุญาตจากกี่วันเหลือกี่วัน    เพราะประชาชนเบื่อการเมืองที่ไม่มีมาตรวัด

3) หยุดใช้ความมั่นคงเป็นผ้าคลุมทุกปัญหา
   ความมั่นคงสำคัญ แต่ถ้าทุกเรื่องถูกทำให้เป็น “ภัย” เพื่อหลบคำถามปากท้อง สุดท้ายประเทศจะไม่เหลือทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ
   ชาตินิยมที่ดีต้องพาประเทศอยู่ดีมีงานทำ ไม่ใช่พาประเทศทะเลาะกันเก่งขึ้น

4) เลิกสื่อสารแบบ “เกลียดอีกฝ่าย” แล้วหันมาสื่อสารแบบ “แก้ปัญหานี้อย่างไร”
   การเมืองที่ชนะด้วยความเกลียด จะบริหารด้วยความเกลียดต่อไป และสุดท้ายคนที่เจ็บคือประชาชน

5) ตอบให้ชัดเรื่อง “รัฐบาลผสม” ตั้งแต่วันนี้
   ในระบบที่ไม่มีใครกินรวบ พรรคต้องบอกประชาชนตรงๆ ว่าจะจับมือกับใคร “ภายใต้เงื่อนไขนโยบายอะไร”
   เลิกทำให้ประชาชนรู้ทีหลังว่าคะแนนของเขาถูกเอาไปแลกอะไร

แล้วประชาชนต้องทำอะไร? เพราะประชาชนคือกรรมการ ไม่ใช่คนดู
ถ้าคนไทยอยากให้พรรคขายนโยบายจริง ประชาชนต้องหยุดเป็น “ผู้บริโภคคอนเทนต์การเมือง” แล้วเป็น “ผู้ตรวจการบ้าน” ให้เป็น
- ถามคำถามเดียวกันกับทุกพรรค: ทำอะไร? ทำเมื่อไหร่? ใช้งบเท่าไหร่? ใครรับผิดชอบ?
- อย่าปล่อยให้ดีเบตกลายเป็นเวทีดราม่า ให้เรียกร้องดีเบตแบบเทียบตัวเลข เทียบแผน เทียบความเสี่ยง
- อย่าแชร์คลิปตัดเพื่อความสะใจ จนกลบสาระที่ประเทศต้องตัดสินใจ

ประเทศไทยไม่ได้ต้องการ “นักการเมืองที่ชนะเกม” แต่ต้องการ “พรรคการเมืองที่ชนะปัญหา” ถ้าโค้งสุดท้ายนี้ทุกพรรคยังเอาเวลาไปเล่นการเมืองมากกว่าขายนโยบาย—ก็อย่าแปลกใจที่คนจำนวนมากจะตอบเหมือนเดิมว่า “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” เพราะพวกเขาไม่ได้เห็นอนาคตที่จับต้องได้จากใครเลย

แหล่งข้อมูล:
- Reuters: กกต.กำหนดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 และกติกาเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯได้ไม่เกิน 3 คน
- AP: รายงานยุบสภา 12 ธ.ค. 2568 และฉากหลังทางการเมือง
- NIDA Poll: กลุ่ม “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60%
- สวนดุสิตโพล: คุณสมบัติผู้นำ “ก้าวหน้า/ไม่เล่นเกม/ไม่โกงไม่เทา”

ยังไม่เชื่อใจนักการเมือง!! วิเคราะห์ตัวเลข 40.60% ยังไร้คนเหมาะเป็นนายกฯ สะท้อน "ความไม่ไว้วางใจ" ตอกหน้าการเมืองวนลูป สัญญาณเตือนว่า "รัฐบาลตั้งได้ แต่ประเทศอาจเดินไม่ได้" แคนดิเดตนายกฯ ต้องพิสูจน์กึ๋นก้าวข้ามวังวนเดิม ๆ

“40.60% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่” ไม่ใช่ความเฉย—แต่มันคือคำฟ้องของประชาชนต่อ ‘การเมืองทั้งระบบ’

ถ้ามีตัวเลขหนึ่งที่สะท้อนอารมณ์ประเทศได้ชัดกว่าคำปราศรัย มันคือตัวเลขจากนิด้าโพลที่สำรวจ 4–12 ธ.ค. 2568 (ตัวอย่าง 2,500 คน สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์) แล้วถามตรงๆ ว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” คำตอบอันดับหนึ่งคือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60%

นี่ไม่ใช่ “ไม่สนใจการเมือง” แต่มันคือ “ไม่ไว้ใจการเมือง” — เพราะโพลเดียวกันยังพบว่าเวลาถามเรื่องพรรคการเมือง คนก็ “ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้” 32.36%

แปลไทยเป็นไทย: คนจำนวนมากมองว่า ปัญหาไม่ใช่ชื่อใครคนหนึ่ง แต่คือพฤติกรรมและกลไกของทั้งระบบพรรคการเมืองที่ทำให้ประเทศวนลูปเดิม

ทำไมคนไทยถึง “ยังไม่เลือกใคร” มากขนาดนี้?

1) เพราะคนไทยเริ่ม “ตัดสินจากการกระทำ” ไม่ใช่ป้ายหาเสียง
สวนดุสิตโพล (สำรวจ 2–5 ธ.ค. 2568, ตัวอย่าง 1,186 คน ออนไลน์+ภาคสนาม) บอกสเปกนายกฯที่คนต้องการชัดมากว่าเป็นชุดคุณค่าที่เรียกว่า “4 ก.”
- ก้าวหน้า/วิสัยทัศน์/กล้าทำสิ่งใหม่ 40.71%
- ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง 30.09%
- ไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์สุจริต 29.20%
สรุป: คนไทยไม่ได้ขอ “คนพูดเก่ง” — เขาขอ “คนที่ไม่เล่นเกม” และ “ไม่โกง” พร้อมพาประเทศออกจากกับดักเดิม

2) เพราะประสบการณ์หลายปีทำให้คนเห็นว่า “รัฐบาลตั้งได้ ≠ ประเทศเดินได้”
เมื่อคนเห็นการเมืองเปลี่ยนสูตรไปมา ดีลแตก-ดีลใหม่ เสถียรภาพแกว่ง การตัดสินใจเชิงนโยบายกลายเป็น “ของต่อรอง” ความหวังจึงไม่ไปเกาะที่ชื่อเดียวง่ายๆ อีกแล้ว
ผลคือ “ขอรอดูการบ้านก่อน” กลายเป็นพฤติกรรมของประชาชนจำนวนมาก — และมันโผล่มาในตัวเลข 40.60% นั่นเอง

แล้ว “ชื่อคนที่ถูกเลือก” ตอนนี้ บอกอะไรเรา?
ถ้าตัด “ยังไม่เจอคนที่ใช่” ออก แล้วดูเฉพาะรายชื่อบุคคลที่ได้คะแนนนำ จะมี 3 ชื่อหลักในนิด้าโพล:
1) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.20%
2) อนุทิน ชาญวีรกูล 12.32%
3) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 10.76%

อย่าเพิ่งรีบสรุปว่า “ใครชนะ” — ให้ดูว่าแต่ละชื่อเป็นสัญลักษณ์ของ “ความคาดหวังคนละแบบ”
A) ณัฐพงษ์ = กระแส “เปลี่ยนวิธีคิดประเทศ”
คะแนนนำในกลุ่มที่เป็นชื่อ (17.20%) บอกว่า คนจำนวนหนึ่งยังอยากเห็น “การเมืองแบบไม่เหมือนเดิม”
แต่คำถามเชิงเหตุผลที่ประชาชนต้องถามคือ:
- จะทำให้ “ก้าวหน้า” เป็น “ผลงาน” ได้ยังไง ไม่ให้หยุดอยู่ที่วาทกรรม?
- ไม่เล่นเกมการเมืองจริงไหม หรือแค่เกมใหม่ที่พูดว่าไม่เล่นเกม?

B) อนุทิน = กระแส “ขอคนคุมเกม-คุมหน้างาน”
คะแนน 12.32% สะท้อนว่า คนอีกกลุ่มให้ค่ากับ “ความสามารถในการคุมสถานการณ์” มากกว่าความฝัน
คำถามที่ต้องถามแบบไม่อ้อมคือ:
- คุมเกมเพื่อพาประเทศไปข้างหน้า หรือคุมเกมเพื่อให้เกมเดิมอยู่รอด?
- ความเด็ดขาดอยู่ฝั่งประชาชน หรืออยู่ฝั่งดีล? (เพราะคนไทยอยากได้ผู้นำ “ไม่เล่นเกม”)

C) อภิสิทธิ์ = กระแส “อยากได้มือเก๋า-ภาพความเป็นสถาบัน”
คะแนน 10.76% บอกว่ามีคนจำนวนหนึ่ง “อยากได้ความนิ่ง/ความเป็นทางการ/ความคุ้นเคย” กลับมาเป็นตัวเลือก
คำถามเชิงเหตุผลคือ:
- มือเก๋าพอจะพาประเทศ “พ้นกับดัก” หรือจะพาประเทศ “กลับไปคุ้นเคยกับกับดักเดิม”?
- ตอบโจทย์ 4 ก. ของประชาชนได้ไหม โดยเฉพาะ “ก้าวหน้า-กล้าทำใหม่”?

โพลไม่ได้บอกว่าใครจะเป็นนายกฯ—โพลบอกว่า “ประชาชนไม่เชื่อ” ใครง่ายๆ อีกแล้ว
ตัวเลข 40.60% ไม่ได้แปลว่าคนไทยไม่รู้จะเลือกใคร แต่มันแปลว่า คนไทยเริ่มฉลาดพอที่จะไม่ฝากชีวิตไว้กับโปสเตอร์

และถ้าจะเลือกให้เป็น “ตรรกะ” จริง ตามสเปกดุสิตโพล ให้ลองใช้ 3 ด่านนี้เป็นเกณฑ์ตัดสิน (จำง่าย โคตรใช้ได้)
1) ก้าวหน้า: มีวิสัยทัศน์ + แผนทำได้จริง (ไม่ใช่ฝันลอยๆ)
2) ไม่เล่นเกม: ไม่เอาชีวิตคนไปเป็นตัวประกันของดีล
3) ไม่โกง: ทีม-นโยบาย-โครงสร้างตรวจสอบ ต้องชัด ไม่ใช่ “เชื่อผมสิ”

สุดท้าย…ถ้าพรรคไหน/คนไหนทำให้ประชาชน “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” ทะลุ 40% อีกครั้ง นั่นไม่ใช่ปัญหาของประชาชน
มันคือใบแดงทางศีลธรรมของการเมืองไทย

ชู ‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ 3 บิ๊กเทคโนแครต เปลี่ยนภาพพรรคการเมืองสู่ "ทีมบริหารมือโปร" อุดช่องโหว่ด้านต่างประเทศ – ระบบเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นทั้งในไทยและเวทีโลก

‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ ไพ่เด็ดภูมิใจไทย สูตรทีมเทคโนแครตที่ตั้งใจส่งสัญญาณถึงคนทั้งประเทศ

ถ้าการเลือกตั้งคือเกม “ความเชื่อมั่น” ไม่ใช่แค่เกม “กระแส” การขยับของภูมิใจไทยรอบนี้ชัดเจนมาก—พรรคกำลังพยายามติดอาวุธใหม่ให้ตัวเอง ด้วยการดึง “คนทำงานสายบริหาร–เศรษฐกิจ–การทูต” ขึ้นมาเป็นหน้าเป็นตา และถูกพูดถึงในฐานะทีมแกนหลัก/ตัวเลือกสำคัญของพรรค

ชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่ม “สายบริหารประเทศ” คือ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของพรรคที่ต้องการเปลี่ยนภาพจำจาก “ทีมการเมือง” ไปเป็น “ทีมบริหาร” อย่างมีนัยสำคัญ

1) ศุภจี สุธรรมพันธุ์: ไพ่ “มือบริหาร–นักพลิกฟื้น” ที่พรรคอยากให้คนจำ

ชื่อของ “ศุภจี” ถูกเล่าในฐานะผู้บริหารมืออาชีพที่คุ้นกับการวัดผลและการบริหารองค์กรแบบ KPI พรรคได้ประโยชน์จากภาพจำนี้ เพราะมันพูดกับคนชั้นกลางและภาคธุรกิจได้ตรงภาษา: ทำงานเป็นระบบ วัดผลได้ และเน้นผลลัพธ์มากกว่าคำขวัญ

อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่โปรไฟล์สวย แต่คือการแปลง “ความเก่งเชิงองค์กร” ให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้และลงพื้นที่ได้จริง—ไม่ใช่เก่งเฉพาะบนสไลด์หรือในห้องประชุม

2) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ไพ่ “เศรษฐกิจ–การคลัง” เพื่อคุมความกังวลของตลาด

เอกนิติมักถูกมองเป็นตัวแทนสายเศรษฐกิจ/การคลัง ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือในประเด็นปากท้อง โดยเฉพาะช่วงที่ประชาชนและตลาดกังวลเรื่องค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่อง SMEs และความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังการเลือกตั้ง

พูดตรง ๆ นี่คือ “ไพ่ลดความกลัว” เพราะอย่างน้อยทำให้เห็นว่าพรรคพยายามมีแกนคิดด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการขายฝันหรือสัญญาสวยหรู

3) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ไพ่ “ต่างประเทศ–เวทีโลก” เพื่อปิดช่องโหว่ที่การเมืองไทยมักโดนถาม

การมีชื่อ “สีหศักดิ์” ในทีม ทำให้สูตรของพรรคชัดขึ้นว่า เศรษฐกิจในประเทศต้องเดินพร้อมการต่างประเทศ ทั้งการค้า การลงทุน และภูมิรัฐศาสตร์

นี่คือหมากที่ช่วย “อัปเกรดภาพลักษณ์” ให้พรรคดูพร้อมต่อการเจรจาในโลกจริง เพราะความท้าทายยุคใหม่ไม่ใช่แค่บริหารภายใน แต่คือการวางตำแหน่งประเทศในเวทีระหว่างประเทศด้วย

เกมที่ภูมิใจไทยกำลังเล่น: “เลือกตั้ง = เลือกทีมบริหาร”

สรุปให้ชัด—พรรคกำลังพยายามทำให้การเลือกตั้งรอบหน้าเป็นเรื่อง “เลือกทีม” มากกว่า “เลือกขั้ว” และสามชื่อนี้คือหน้าปกของแนวคิดนั้น

แต่การเล่นเกมแบบ “ทีมเทคโนแครต” มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากสื่อสารไม่ดี ประชาชนอาจมองว่าเป็นการดึงคนเก่งมาเป็นฉากหน้า แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างไร

ความเสี่ยงที่พรรคต้องตอบให้ได้ (แบบไม่อ้อมค้อม)

• ถ้าเน้นภาพ “เทคโนแครต” มากไป คนจะถามทันทีว่า แล้วประชาชนฐานรากได้อะไร?

• ถ้าเน้น “โปรไฟล์” มากไป คนจะย้อนว่า ประเทศไม่ได้ขาดคนเก่ง—ประเทศขาดระบบที่ทำให้คนเก่งทำงานได้

• การเลือกตั้งไม่ใช่การสัมภาษณ์งาน ถ้านโยบายไม่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว คนก็ไม่ซื้อ

ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์ อาจเป็น “ไพ่เด็ด” ที่ช่วยให้ภูมิใจไทยดูเป็นพรรคมือบริหารขึ้นจริง แต่ไพ่เด็ดจะชนะเกมได้ ก็ต่อเมื่อพรรคตอบให้ได้ว่า

กูรูการตลาดติงรีแบรนด์ 'พลังประชารัฐ' ชี้ โลโก้ล่าสุด หวังใช้สีส้มเชื่อมสัมพันธ์ทุกฝ่าย แต่ใช้ฟอนต์ล้าสมัยระดับ Word จุฬาฯ ในมุมการตลาดถือว่าสอบตกทั้งดูเก่าและเชย

‘ดร.ณัฐพงษ์’ เจ้าของช่อง Spark Update วิพากษ์ฟอนต์โลโก้ใหม่ พปชร. สุดล้าสมัย! ชี้การเติมสีส้มเป็นกลยุทธ์การเมืองก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ในมุมการตลาดถือว่าสอบตกเพราะภาพลักษณ์ที่ดูเก่าและเชย

ดร.ณัฐพงษ์ รอบคอบ เจ้าของช่อง Spark Update กล่าวถึงการรีแบรนด์พรรคพลังประชารัฐ ว่า คนที่เรียนการตลาดมาจะรู้ว่า การรีแบรนดิ้งนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งนี้ อยากจะกล่าวถึงการรีแบรนดิ้งพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้ทำการเปลี่ยนโลโก้พรรคมาแล้ว 4 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค โดยครั้งนั้นเปิดตัวพรรคด้วยการรวบรวมกลุ่มเทคโนแครต รวมบุคคลในแวดวงต่างๆ มาอยู่ในพรรค จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตัวโลโก้พรรคที่เปลี่ยนจากรูปแบบวงกลมและใช้สี 3 สี คือ น้ำเงิน ขาว แดง เปลี่ยนมาเป็นแบบกังหันลมและเปลี่ยนสีเป็นน้ำเงิน เขียว แดง และล่าสุดได้เปลี่ยนอีกครั้งโดยได้เติมสีส้มเข้าไปด้วย

ดร.ณัฐพงษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าไปสังเกต ข้อมือของท่านหัวหน้าพรรค จะเห็นว่าเป็นเครื่องรางของขลังจากฮ่องกง เพราะฉะนั้น โลโก้ใหม่ให้จึงให้อารมณ์เหมือนกังหันลม เพียงแต่มีสีสันมองเหมือนจานสีวาดภาพ ส่วนการเติมสีส้มลงไปด้วยนั้น มองได้ว่าเป็นการก้าวข้ามความขัดแย้ง จึงนำเอามารวมกัน รวมแล้วตอนนี้มีเกือบทุกสีที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคการเมือง

นอกจากนี้ ในส่วนของฟอนต์หรือชื่อพรรคในโลโก้นั้น ต้องบอกว่า เป็นการใช้ฟอนต์ที่ล้าสมัยอย่างมาก เปรียบเทียบเหมือนเลือกจาก Microsoft Word แต่ไม่ใช่แค่เวิร์ดธรรมดา แต่ย้อนไปถึง เวิร์ดจุฬา ไม่ใช่เวิร์ด 98 ซึ่งเรียกได้ว่าเก่าและเชยมาก

 

‘เชอรี่-ชยาภา’ น้องสาว ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ วอนหยุดใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตที่จบลงแล้วโดยสมบูรณ์ ไปดิสเครดิตพี่ชาย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 น.ส.ชยาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “Shirley Chayapa” ระบุว่า ตามที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของดิฉัน ซึ่งเป็นเรื่องในอดีตและได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน มาเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีเพื่อดิสเครดิตทางการเมืองของ อ.เชน พี่ชายของดิฉัน เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก

ดิฉันขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของดิฉันว่าครอบครัวของดิฉัน ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆทางการเมืองระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด และยิ่งไม่เคยได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีตเลย พวกเราเป็นคนไทยที่รักชาติ อย่างไรก็ตามดิฉันไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ ดิฉันจึงอยากวอนขอความกรุณาท่านงดเว้นการเผยแพร่ หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีต มาใช้โจมตีในทางการเมืองเลย แค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่เคยคิดผิดในอดีตไป ก็แย่พอแล้ว และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยโปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของ อ.เชน ถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจมากค่ะ

นำเวิร์กช็อปว่าที่ผู้สมัครสส. รวมไทยสร้างชาติ ย้ำจุดยืน "เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ" ปิดฉากรบสยบเขมร ปราบทุจริต-สแกมเมอร์ ผลักดันลดค่าไฟ-น้ำมัน เสริมเศรษฐกิจฐานราก

‘พีระพันธุ์’ นำเวิร์กช็อปติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส. รทสช.ทั่วประเทศ ย้ำจุดยืน ‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เลอ มอนเต้ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมอบรมสัมมนาว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติบางส่วนจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพของผู้สมัครฯ ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีแกนสำคัญที่สุดคือการยึดมั่นใน ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และไม่ว่านโยบายของพรรคจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ประเทศเพียงใด อุดมการณ์ในการปกป้องสถาบันหลักจะยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกภารกิจเสมอ และอีกหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรคคือแนวคิด ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการมีคนที่พร้อมแก้ไขปัญหาและพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และพรรคต้องการคนที่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมือง

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยแนวนโยบายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติด้วยความ “เด็ดขาด” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับ “พลิกโฉม” ประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตความมั่นคงด้านอธิปไตย ปัญหาทุจริตงบประมาณ ทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ปัญหาราคาพลังงาน ปัญหาภาคเกษตร และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ วิกฤตเกิดจากปัญหาที่ไม่มีใครแก้ วันนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่กลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ถ้าเราไม่ทุบโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีวันจบ ไม่เสริมกำลังกองทัพไม่จบ นโยบายเราคือยกเลิก MOU 43-44 ร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที เราจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และพวกสแกมเมอร์ โดยเสนอบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต เราจะค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง และเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบพลังงานต่อไป ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าพลังงานของประชาชน เราพร้อมสร้างสังคมที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกวัย และเตรียมผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นธุรกิจการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้สู่กระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน” นายพีระพันธุ์กล่าว

ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวสรุปประเด็นทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นแนวนโยบายของพรรคว่า ประเทศไทยถูกแช่แข็งมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่มีธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรแบบโอลีโอเคมี ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ต้องอาศัยการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต้องเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่ยังคงผูกขาดอยู่กับนายทุน รวมถึงการชูนโยบายลบประวัติเครดิตบูโรที่สร้างปัญหาการแช่แข็งผู้มีรายได้น้อยไว้ 3 ปี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจดำรงชีพได้ต่อไป

ขณะที่นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงภาพรวมในการยกระดับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นอีกนโยบายเรือธงของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะลดต้นทุนของเกษตรกรด้วยการเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ชูนโยบายโซลาร์เสรีควบคู่กับการดูแลปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน ปุ๋ย และการจัดการน้ำ อีกทั้งแก้ปัญหาราคาผลผลิตผ่านการปฏิรูปสหกรณ์การเกษตร สร้างกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งรัฐต้องมีบทบาทเป็นคนกลาง ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรในการทำการเกษตร และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่ายเป็นการทำเวิร์กช็อปยกระดับทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเทคนิคการนำเสนอนโยบายเด่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ และในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค. 68) จะเป็นการให้ความรู้ด้านกฎหมายการเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องโปร่งใสตามระเบียบ กกต. พร้อมปิดท้ายด้วยการติวเข้มเทคนิคการหาเสียงเชิงรุก เตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เพื่อ “สู้ให้ทุกปัญหา” เป็นที่ “พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top