Friday, 31 July 2026
POLITICS NEWS

“ชัยวุฒิ” ไม่ขอออกความเห็น หลังมีข่าวอนุทิน โดดร่มครม. แสดงจุดยืนโครงรถไฟฟ้าสายสีเขียว “ระบุ” หากต่อขยายผู้ประกอบการรายเดิมสะดวกประชาชน พร้อมลุยขอคำสั่งศาลเพื่อปิดกั้นเว็บไซต์ “มังกรฟ้า” วันนี้ ยัน ขายสลากออนไลน์ได้แต่ต้องขายของจริง

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประขุม ครม.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวการนำ เรื่องการต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ตนยังไม่ทราบในรายละเอียด ขึ้นอยู่กับที่ประชุมว่าจะพิจารณาอย่างไร ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายศักดิ์สยามชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะไม่เข้าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้นั้น ตนไม่ทราบและไม่ขอออกความเห็น โดยขอดูที่ประชุมก่อนว่าจะว่าอย่างไร

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เรื่องการต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นสิ่งที่รัฐบาลในอดีตกับกรุงเทพฯดันร่วมกัน ในการสร้างส่วนต่อขยายจากระบบเดิม ไปยังจังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดปทุมธานี เมื่อมีส่วนต่อขยายขึ้นมาก็ต้องหาคนมาเดินรถ เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่ต่อเนื่อง เพราะหากทำไม่ได้ประชาชนก็จะลำบาก เพราะไม่มีการให้บริการรถไฟฟ้า โดยเฉพาะหากไม่ให้ผู้บริการเจ้าเดิม คือ BTS ขยายการเดินรถออกไป รถก็จะต้องเปลี่ยนสีเปลี่ยนคัน เมื่อประชาชนใช้บริการมาถึงสุดโครงการเดิม ก็ต้องเปลี่ยนรถคันใหม่ ทำให้ไม่สะดวกสบายมีปัญหาในการจราจรอย่างแน่นอน จึงเป็นที่มา ว่าต้องมีการขยายโครงการ ให้ผู้เดินรถเจ้าเดิมได้เดินรถต่อ ขอให้เข้าใจบริบทด้วย ว่าไม่ใช่เรื่องที่มีปัญหาอะไรแต่เป็นการพยายามทำ เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนชาวกรุงเทพฯปทุมธานีและสมุทรปราการ

"นายกฯ" ห่วง สถานการณ์ปุ๋ยขาดแคลน สั่ง ทุกหน่วยงาน เร่งบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร-ไม่ให้กระทบความมั่นคงด้านอาหารของไทย

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยสถานการณ์ปุ๋ยขาดแคลน กำชับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดูแลปัญหาบรรเทาภาระของประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ สำรวจปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่ในสต๊อก และการจัดหาปุ๋ยเพิ่มเติมให้เพียงพอแล้ว แต่ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ประกอบกับราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น จากหลายปัญหาในเวลาเดียวกันทั้งจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศโดยเฉพาะความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

นายธนกร กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด แต่ไทยยังไม่สามารถผลิตปุ๋ยเคมีที่เป็นอาหารพืช และปุ๋ยยูเรียได้เอง เพราะไม่มีวัตถุดิบ ต้องอาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดโลก ไม่ใช่ราคาปุ๋ยสูงเฉพาะในประเทศไทย จึงขอให้ประชาชนเข้าใจ 

นายธนกร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ดำเนินโครงการปุ๋ยสั่งตัด ที่เหมาะกับสภาพดินและความต้องการของพืช อีกทั้งเร่งการผลิต ปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์เสริมให้ประชาชนใช้ เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน อีกทั้งได้มีมาตรการหลาย ๆ อย่าง เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านพลังงาน และมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนไปบ้างแล้ว ในส่วนของมาตรการปุ๋ยแพงนั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานกับภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจนำเข้า เพื่อหาหนทางนำเข้าเพิ่มเติมให้ได้มากที่สุด พร้อมกับออกแนวคิดช่วยเหลือประชาชนบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเต็มที่ เช่น ใช้มาตรการทางการเงิน ช่วยปล่อยเงินกู้พิเศษ เงินกู้ระยะยาว ดูแลเรื่องดอกเบี้ย 

โบว์ ณัฏฐา ชี้ การใส่มาตรการกระตุ้นที่ไม่ถึง ก็เหมือนการเข็นรถขึ้นเขา ถ้าเข็นเบาๆ ก็อาจถูกรถไหลทับ ต้องใส่แรงมากพอที่จะส่งรถขึ้นไปได้ มัน คือ การใส่ เพื่อให้เกิดการหมุนต่อ

จากสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงาน อันเป็นผลพวงของความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซีย ที่ทำให้ต้นทุนการผลิต การค้า-บริการต่างๆ ราคาดีดตัวสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพเองก็มีการปรับตัวสูงขึ้นจนเกิดปรากฏการณ์ ‘แพงทั้งแผ่นดิน’ โดยรัฐบาลเองก็ได้เห็นถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จึงได้กำหนด 10 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนขึ้น ดังนี้ 

1.) การเพิ่มเงินช่วยเหลือเพื่อซื้อก๊าซหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.6 ล้านคน โดยเพิ่มเงินจากเดิม 45 บาท เป็น 100 บาท/เดือน
2.) ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้ม เดือนละ 100 บาท สำหรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนประมาณ 5,500 คน
3.) ช่วยเหลือค่าน้ำมันให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก จำนวน 157,000 คน โดยช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 250 บาทต่อเดือน และขอให้กรมการขนส่งทางบกกำกับราคาการให้บริการเพื่อให้ประชาชนที่ต้องใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเท่าเดิม 
4.) คงราคาขายปลีกผู้ที่ใช้ก๊าซ NGV ไว้ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม
5.) ผู้ขับขี่แท็กซี่มิเตอร์ภายใต้โครงการลมหายใจเดียวกัน สามารถซื้อก๊าซได้ในราคา 13.62 บาท/กิโลกรัม
6.) ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยลดค่า Ft ลง 22 สตางค์ต่อหน่วยในช่วงเดือนพ.ค. - ส.ค.
7.) ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร ไปจนถึงสิ้นเดือนเม.ย. 2565 หลังจากนั้น รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือส่วนที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่ง
8.) กำกับดูแลการปรับราคาก๊าซหุงต้มในช่วงตั้งแต่เดือนเม.ย.- มิ.ย. โดยใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปช่วยลดผลกระทบจากการปรับราคาให้ไม่ขึ้นสูงเกินไป
9.) ลดอัตราเงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จาก 5% เหลือ 1% เพื่อให้ลูกจ้างและนายจ้างสามารถมีกำลังในการใช้จ่ายและผู้ประกอบการสามารถมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจในช่วงถัดไป
10.) ลดอัตราเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 39 จาก 9% เหลือ 1.9% และลดอัตราเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 ลงเหลือ 42-180 บาทต่อเดือน

หากแต่ว่าการกำหนดมาตรการเหล่านี้จากรัฐบาล ดูจะสร้างความกังขาต่อประชาชนทั่วไป ว่าแท้จริงแล้ว 10 มาตรการนี้ จะช่วยเหลือประชาชนจริงหรือไม่? โดย ‘โบว์ - ณัฏฐา มหัทธนา’ ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ไว้ว่า..

ทั้ง 10 มาตรการที่พูดถึงนั้น คือ มาตรการเดียว นั่นก็คือ ‘มาตรการลดค่าครองชีพ’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการลดภาระ แต่การลดภาระนั้น ต้องลดลงไปให้รู้สึกได้ว่าภาระนั้น มันถูกยกออกไปมากพอสมควรหรือเปล่า แต่ 10 ข้อที่ไล่มา หากแปลงออกมาเป็นเงินมันได้คนละกี่บาทต่อวัน

อย่างของแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ให้เขาเดือนละร้อย เดือนละร้อย 3 เดือน คือ ส่วนลดค่าแก๊ส หารออกมาต่อวันตกวันละ 3 บาท แม่ค้าได้รับการลดภาระค่าครองชีพตกวันละ 3 บาท คำถามคือ ‘เขาจะรู้สึกอะไรไหม?’ ได้รู้สึกว่า ‘ภาระลดลงไปบ้างไหม?’ ประเด็นของโบว์ก็คือ ‘มันคือการลดภาระ ที่ไม่รู้สึกถึงการลดภาระเลย’ 

กรณีค่าไฟก็เช่นกัน การที่ออกมาบอกว่า 300 หน่วย ลด Ft 22 สตางค์ ถามว่าพอแปลงออกมาเป็นเงินแล้วได้กี่บาท เพราะเทียบดูแค่คิดจากค่าแก๊สวันละ 3 บาท ก็รู้แล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นการลดภาระแบบไม่รู้สึก คนรับเขาไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนน้ำซึมบ่อทราย คือเทไปเท่าไหร่ก็ซึมหายหมดไม่รู้สึก

ประเด็น คือ การจะช่วยก็ช่วยไป แต่ถ้าลองถามแม่ค้า เขาอยากให้ลดค่าแก๊สวันละ 3 บาท หรืออยากให้มีลูกค้าเข้ากันแน่ คุณลดให้ค่าแก๊ส 3 บาท แต่มันไม่มีลูกค้าเข้าร้าน เพราะคนไม่มีเงินไปจับจ่าย มันก็จะไม่มีผลในการที่จะทำชีวิตดีขึ้นจริงๆ

กลับกันหากไปมองอย่างนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ / ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ นโยบายพวกนี้ คือ นโยบายที่ดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพียงแต่นโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจต้องมีที่ได้ผลมากกว่าเดิม เพราะตอนนี้สถานการณ์ไม่ได้มีแค่โควิด- 19 มันมีเรื่อง รัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกับน้ำมัน แล้วมันเลยยิ่งทำให้เศรษฐกิจแย่ลงไปอีก

‘วิโรจน์’ ตีโจทย์สิ่งแวดล้อม กทม. ในเวทีดีเบต พร้อมชู 4 นโยบายเร่งด่วนรับมือ PM 2.5

‘วิโรจน์’ เสนอจะแก้ปัญหาขยะ น้ำ อากาศ และเมืองยั่งยืนได้ ต้องเริ่มจากปรับฐานคิดว่าคนเท่ากัน พร้อมตีโจทย์ กทม. ฝุ่นบรรเทาได้ หากผู้ว่าฯ ไล่บี้ พร้อมตั้งคำถามทวนกรุงเทพควรจัด ULEZ (Ultra Low Emission Zone) พื้นที่ชั้นในได้หรือยัง ยันคนตัวเล็กตัวน้อยต้องได้รับการปกป้องและนึกถึงอันดับแรก

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคก้าวไกล ตอบคำถามกลางวงเสวนาสาธารณะในชื่อ “งานเสวนาว่าที่ผู้ว่า กทม. กับการบริหารจัดการขยะ น้ำ อากาศ และเมืองยั่งยืน” ณ ห้องประชุมวิศวกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ วันที่ 28 มีนาคม 2565 วิโรจน์ได้อธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในกทม. ว่า คนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะมักเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย และเป็นคนที่ไม่ได้ก่อมลภาวะด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานกลางแจ้ง เป็นคนเดินถนนที่ต้องแบกรับปัญหามลภาวะต่างๆ วิโรจน์ย้ำว่ากทม. เมืองจะยั่งยืนได้ ต้องดูแลคนทุกคนอย่างเสมอภาคกัน

“ประยุทธ์” หารือรองเลขาธิการสหประชาชาติ แสวงหาแนวทางการเติบโตที่ยั่งยืน “ย้ำ” ไทยพร้อมส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางอามีนา เจ โมฮัมเหม็ด (Ms. Amina J. Mohammed) รองเลขาธิการสหประชาชาติ เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม Asia-Pacific Forum on Sustainable Development ครั้งที่ 9

นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับและชื่นชมรองเลขาธิการฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาของสหประชาชาติท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ซึ่งไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานของรองเลขาธิการฯ อย่างเต็มที่ พร้อมเชื่อมั่นว่า สหประชาชาติจะสนับสนุนประเทศต่างๆ ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และตอบสนองต่อความท้าทายของโลกปัจจุบัน ในฐานะที่ไทยเป็นเจ้าภาพเอเปคในปีนี้ ไทยมุ่งส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุมด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งสอดคล้องและส่งเสริมกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและSDGs

ด้านรองเลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้พบนายกรัฐมนตรี การหารือวันนี้จะเป็นโอกาสอันดีต่อความร่วมมือระหว่างไทยและสหประชาชาติ ไทยเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค และสนับสนุนการดำเนินงานของสหประชาชาติมาอย่างต่อเนื่อง สหประชาชาติมุ่งแสวงหาความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทยเพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระดับภูมิภาคไปสู่การแก้ไขปัญหาในประเด็นท้าทายระดับโลก ทั้งปัญหาความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และการเงิน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับโรคระบาด พร้อมกล่าวชื่นชมบทบาทผู้นำของนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานสาธารณสุขของไทยในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรองเลขาธิการฯ ต่างเห็นพ้องว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และความขัดแย้งของประเทศต่างๆ เป็นความท้าทายสำคัญต่อการบรรลุ SDGs ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านเยาวชนและด้านเอกชน ภายใต้คณะกรรมการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ และไทยยังจัดทำรายงาน Voluntary National Review (VNR) เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามความคืบหน้าในการขับเคลื่อน SDGs ของไทย รวมทั้งไทยได้นำปัญหาและอุปสรรคมาเป็นบทเรียนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคนรุ่นใหม่ ให้มีฐานรากที่มั่นคง ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งรองเลขาธิการฯ ชื่นชมที่ไทยรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ พร้อมชื่นชมว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเข้ามามีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่และภาคประชาสังคม มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

“ของขวัญยุวกาชาดไทย 100 ปี แห่งการสถาปนา” โครงการป่าที่ภักดี น้อมนำแนวทางพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย ร่วมกับศูนย์ราชการุณย์เขาล้านสภากาชาดไทย จัดโครงการป่าที่ภักดี เพื่อส่งมอบ “ ของขวัญยุวกาชาดไทย 100 ปี แห่งการสถาปนา” ในวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม 2565 ณ ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด

นายเตช  บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทยเป็นประธานในการงาน ส่งมอบ “ของขวัญยุวกาชาดไทย 100 ปี แห่งการสถาปนา” โครงการป่าภักดี โดยมีพระมหาไมตรี ปุญญามะรินโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด  นางชุลีพร เตรัตน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดตราด คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม เหรัญญิกสภากาชาดไทย นายแพทย์พินิจ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย นางสุนันทา  ศรอนุสิน ผู้อำนวยการสำนักงานยุวกาชาด และรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอาสากาชาด นางนนทิยา แก้วเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารงานกลาง รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ภายใต้มาตรการการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

การส่งมอบของขวัญยุวกาชาดไทย 100 ปี แห่งการสถาปนาในครั้งนี้ เป็นการน้อมนำแนวทางจากพระราชดำรัส ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำพระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า" ที่พระราชทานแก่ราษฎรบ้านถ้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2525 และมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อันเป็นแนวทางสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรของคนในชาติ โดยเฉพาะสำนักงานยุวกาชาด ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สภากาชาดไทยที่มีอาสายุวกาชาดผู้รักษ์ในทรัพยากรของประเทศอันจักได้สนองพระเดชพระคุณประดับพระบารมีแห่งพระองค์ โดยโครงการป่าที่ภักดีนอกจากเป็นโครงการที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้แล้ว

โครงการนี้ยังเป็นการสร้างเยาวชนผู้ผ่านเข้ามาเยือนในผืนป่าได้มีแนวคิดทักษะช่วยเหลือผู้อื่น และความรักษ์ในปิตุภูมิและมาตุภูมิถิ่นเกิดของตนวัตถุประสงค์ของโครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แสดงออกถึงการดำเนินงานด้วยความตั้งใจที่ว่าจักทำเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย พระองค์ผู้ทรงมีคุณูปการต่อผืนป่าและทรัพยากรของประเทศอีกทั้งเพื่อรวมพลังเยาวชนในการบำรุงรักษาผืนป่าราชพฤกษ์ ต้นมหาพรหมราชินี ต้นรวงผึ้งและต้นจำปีสิรินธร ให้สมกับเป็น“ถิ่นของต้นไม้แห่งความจงรักภักดี” สถานที่แห่งความอุดมสมบูรณ์ ดินแดนแห่งความมีมนุษยธรรมและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดตราด

'หมอวรงค์' ชี้!! 'อุ๊งอิ๊ง' เป็นนายกฯ 'โอ๊ค' นั่งมท.1 ไม่แปลก!! แต่ไม่สนถูกผิดอีก เสี่ยงไม่มีแผ่นดินอยู่ อย่ามาว่ากัน

28 มี.ค. 65 - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ว่า "อย่ามาว่ากันนะ"

อุ๊งอิ๊งเคยออกมาพูดเรื่อง ครอบครัวเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ 14 ล้านเสียง

ล่าสุดหมอชลน่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาปั่นกระแส ครอบครัวเพื่อไทย จะได้รับการตอบรับ 10-12 ล้านเสียง

ในทางระบอบประชาธิปไตย ไม่แปลกที่ "อุ๊งอิ๊ง" จะขึ้นมาเป็นนายก หรือจะเอา "โอ๊ค" มาเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยด้วยก็ได้

“นายกฯ”กำชับทุกฝ่ายปฏิบัติตามมาตรการ VUCA ช่วงเทศกาลสงกรานต์ เชื่อ สามารถควบคุมระบาดโควิด-19 ได้ 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เน้นแนวทางการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะสถานการณ์ช่วงก่อน-ระหว่าง-หลังเทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ โดยกำชับทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามมาตรการ VUCA อย่างเข้มงวด ได้แก่ V-วัคซีน ขอให้เข้ารับการฉีดวัคซีนและวัคซีนเข็มกระตุ้น U- ป้องกันตนเองสูงสุดตลอดเวลา  C- COVID Safe Living ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย หลีกเลี่ยงจัดกิจกรรมเสี่ยง และ A-ตรวจ ATK กรณีที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ รวมทั้งสถานประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ยังคงใช้มาตรการโควิดฟรีเซตติ้ง และการตรวจ ATK อย่างสม่ำเสมอ 

นายธนกร กล่าวว่า นายกฯ ยังเน้นทิศทางการทำงานของรัฐบาล โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมการตรวจหาเชื้อ การฉีดวัคซีน ระบบการดูแลรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อ ลดการระบาด ลดจำนวนผู้เสียชีวิต ทั้งนี้หากทุกฝ่ายเข้มแข็งในการปฏิบัติตามมาตรการ ลดความเสี่ยงทุกกิจกรรม อาจทำให้สามารถควบคุมการติดเชื้อโควิด-19 หลังเทศกาลสงกรานต์ ให้ต่ำกว่าที่กระทรวงสาธารณสุขประมาณการณ์ได้

“เสกสกล” เห็นด้วย “ซูเปอร์โพล”ปชช.พอใจ 10 มาตรการช่วยเหลือ อย่าฟังฝ่ายค้านโจมตีนายกฯ เอาแต่ผลประโยชน์ตัวเอง

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง 10 มาตรการช่วยเหลือประชาชน พบว่าร้อยละ 84.2 พอใจ โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน ลดภาระค่าไฟฟ้า และประชาชนร้อยละ 59.7   ยังให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานต่อ จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่านายกฯให้ความสำคัญกับประชาชน  มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง จนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนที่อยากให้นายกฯบริหารงานแก้ไขปัญหาต่อไป

นายเสกสกล กล่าวว่า ตลอดเวลาของการทำหน้าที่ นายกฯและรัฐบาล ได้ทำงานอย่างหนักในการที่จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติ และแม้จะเกิดวิกฤตต่างๆ ทั้งสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลถึงปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงสถานการณ์ในรัสเซียและยูเครนที่กำลังเกิดขึ้น นายกฯ และรัฐบาล ยังช่วยกันคิดเพื่อที่จะหามาตรการต่างๆออกมาให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพราะนายกฯเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง  

'รัฐบาล' ออกมาตรการลดเงินสมทบผู้ประกันตน ให้ 3 เดือน ช่วยนายจ้าง-ลูกจ้าง กว่า 24.2 ล้านคน ฝ่าเศรษฐกิจ ผลกระทบรัสเซีย-ยูเครน เริ่ม พ.ค.- ก.ค. 65

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งยูเครน – รัสเซีย และได้มีความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และสั่งการทุกหน่วยงานประเมิน และออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ดังกล่าว ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้กำหนดมาตรการลดเงินสมทบทั้งในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันทุกมาตรา ม.33, ม. 39 และ ม. 40  เป็นระยะเวลา 3 เดือน 

เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2565 ได้แก่ หนึ่ง ผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 11.2 ล้านคน จะได้ลดเงินสมทบจากร้อยละ 5 ของค่าจ้าง เหลือ ร้อยละ 1 ของค่าจ้าง ยกตัวอย่างหากคิดบนฐานค่าจ้าง 15,000 บาท จากเดิมต้องส่งเงินสมทบ 750 บาท จะลดลงเหลือส่งเงินสมทบ 150 บาท ทำให้สามารถลดภาระค่าครองชีพ ไปได้ประมาณ 600 บาทต่อคนต่อเดือน

นายธนกร กล่าวว่า สอง ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 1.9 ล้านคน จะได้ลดเงินสมทบจากร้อยละ 9 เหลือร้อยละ 1.9 คือจากเดิมที่ต้องส่งเงินสมทบ 432 บาท จะลดลงเหลือส่งเงินสมทบ 91 บาท หรือลดภาระค่าครองชีพไปได้ประมาณ 341 บาทต่อคนต่อเดือน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top