Saturday, 13 June 2026
POLITICS NEWS

‘อนุทิน’ ปลื้ม!! ‘ภูมิใจไทย’ เนื้อหอม แนวโน้มดี มีแต่คนแห่เข้าร่วมพรรค

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2565 เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล  รองนายกฯ และ รมว.สาธาณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณี ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยการใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง พ.ศ.2563 ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเข้าโหมดเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยจะเตรียมพร้อมอย่างไร ว่า ประกาศที่ออกมาเป็นสิ่งย้ำเตือนให้พวกเราตระหนักว่าจะเข้าสู่ฤดูเลือกตั้งแล้ว จะมีข้อกำหนดออกมาว่าอะไรทำได้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่ดีออกมาตอกย้ำให้ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรค ระมัดระวัง แม้กระทั่งในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องทราบว่าทำอะไรได้บ้างหรือทำอะไรไม่ได้ในช่วงใกล้ฤดูเลือกตั้ง เมื่อถามว่าระยะเวลา 6-7 เดือนที่เหลือในการเตรียมตัวเลือกตั้งถือว่ามากหรือน้อยไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “กำลังดี”

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยเพิ่งประกาศ 93 ว่าที่ผู้สมัครในภาคอีสาน พรรคภูมิใจไทยจะสู้ในพื้นที่ดังกล่าวได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าไปพูดถึงคำว่าต่อสู้เลย เราก็นำเสนอนโยบายของเราด้วยรูปแบบการเลือกตั้ง ยิ่งถ้าสมมุติใช้สูตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อหาร 100 พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ส่งผู้สมัครให้มากที่สุดเท่ากับความสามารถที่มีอยู่เพราะมันก็ชัดเจนว่าจะต้องได้ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย ถ้าเราส่งผู้สมัครส.ส.เขตที่คุ้นเคยกับพื้นที่โอกาสได้ส.ส.บัญชีรายชื่อก็เพิ่มขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่พรรคการเมืองทุกพรรคจะส่งผู้สมัครที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้ส.ส.

ชมรมแพทย์ชนบท ออกโรงให้ประยุทธ์พอได้แล้ว พร้อมชวนสังคมสร้างกระแส ‘8 ปี พอแล้ว’ ให้กระหึ่ม

ชมรมแพทย์ชนบท ออกแถลงการณ์ให้ประยุทธ์พอได้แล้วในเก้าอี้นายกรัฐมนตรี 8 ปี พร้อมชวนใช้เวลาที่เหลือ 1 สัปดาห์ปลุกทุกองค์กรสร้างกระแส 8 ปีให้กระหึ่ม

(18 ส.ค. 2565) ชมรมแพทย์ชนบท ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า แถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบท “8 ปีแล้ว พอเถอะนะ” มีเนื้อหาว่า กติกาทางสังคมเรื่องการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีรวมกันต้องไม่เกิน 8 ปี เป็นเจตนารมณ์ที่ก้าวหน้าของทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560

วันที่ 23 สิงหาคม 2565 นับว่าครบ 8 ปีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างชัดเจน ท่านรับเงินเดือนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 8 ปีแล้ว ท่านใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีมา 8 ปีแล้ว ท่านรับสวัสดิการจากภาษีประชาชนในฐานะนายกรัฐมนตรีมา 8 ปีแล้ว นี่คือข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมาว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมา 8 ปีแล้ว จึงถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะก้าวลงจากตำแหน่งอย่างมีศักดิ์ศรีตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ 2560

นายกฯ อวยพรให้ตนโชคดี ขอให้ประสบความสำเร็จในทุกตำแหน่งที่ตั้งใจทำงานให้กับประชาชน และได้ยืนยันกับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าในชีวิตตน จะทำงานให้ท่านนายกรัฐมนตรี และรับใช้พี่น้องประชาชนต่อไป

นายกฯ อวยพรให้ตนโชคดี ขอให้ประสบความสำเร็จในทุกตำแหน่งที่ตั้งใจทำงานให้กับประชาชน และได้ยืนยันกับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าในชีวิตตน จะทำงานให้ท่านนายกรัฐมนตรี และรับใช้พี่น้องประชาชนต่อไป

ธนกร วังบุญคงชนะ 
ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 
เอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมน้ำตาคลอเบ้า เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 65 

เมื่อเวลา 08.39 น.วันที่ 18 ส.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งสื่อมวลชนผ่านแอพพลิเคชั้นไลน์ ว่า ได้ยื่น หนังสือลาออก จากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อเย็นวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการยุติบทบาทโฆษกประจำสำนักนายกฯอย่างเป็นทางการ และแม้จะต้องเปลี่ยนบทบาท ในการทำงาน เพื่อรับใช้ประชาชน แต่ก็ยังยินดีและพร้อมประสานกับสื่อมวลชน เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเช่นเดิม

“ ผมได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว เมื่อช่วงเย็นของเมื่อวาน (17 สิงหาคม 2565) ถือเป็นการยุติบทบาทโฆษกประจำสำนักนายกฯอย่างเป็นทางการนะครับ ผมขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านจากใจจริง ที่ให้การสนับสนุนการทำงานของผม ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยดียิ่งมาโดยตลอด  ความร่วมมือและแรงสนับสนุนของทุกท่านเป็นกำลังใจ ทำให้ผมสามารถขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์ ผลงาน ภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรี ตลอดในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จได้อย่างราบรื่น แม้จากนี้ ผมจะต้องเปลี่ยนบทบาท ในการทำงาน เพื่อรับใช้พี่น้องประชาชน แต่ก็ยังยินดีและพร้อมประสานกับพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เช่นเดิม” นายธนกร กล่าว

'เพื่อไทย' ซัด!! งบกลาโหม 8.5 หมื่นล้านบาท ประเคนกองทัพซื้ออาวุธ แบบไม่เห็นหัวประชาชน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ส.ส. พรรคเพื่อไทย ระดมพลอภิปรายขอให้สภาผู้แทนราษฎรปรับลดงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคงในส่วนของหน่วยงานภายใต้กำกับของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีแนวโน้มในการคุกคามและแทรกแซงประชาชน รวมไปถึงขอให้ปรับลดงบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหม ที่ยังคงมุ่งหน้าในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาล ซึ่งขัดแย้งกับสถานการณ์ประเทศที่กำลังวิกฤต ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้องอย่างหนักในขณะนี้

[+พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย]

ในมาตราที่ 7 ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ จะต้องปรับลดลง เนื่องจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน่วยงานในกำกับอยู่ถึง 27 หน่วยงาน มีงบประมาณรวมถึง 2.2 หมื่นล้านบาท รวมกับงบกลางเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินจำเป็น สำรองจ่ายได้อีก 9.2 หมื่นล้านบาท เป็น 1.1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังรวมถึงหน่วยงานของ กอ.รมน. ที่เข้าไปล้วงลูกสั่งการหน่วยราชการในอีก 77 จังหวัดอีกด้วย ซึ่งใน 27 หน่วยงานนี้ก็มีบางหน่วยงานที่น่าจะตัดงบประมาณทั้งหมด เช่น สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์กรมหาชน) เพราะทุกวันนี้ประชาชนก็ถูกหน่วยงานเหล่านี้คุกคามทางไซเบอร์อยู่ ยังไม่นับที่หน่วยราชการต่าง ๆ ที่ถูกล้วงลูกแทรกแซงอีก

[+ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. มหาสารคาม] 

ในงบประมาณ มาตรา 8 ในส่วนของกระทรวงกลาโหม ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 8.5 หมื่นล้านบาท โดยได้ระบุว่ามีความจำเป็นต้องปรับลด 10% ที่ได้ไปนำไปจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน แต่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจขนาดนี้ไม่สอดคล้องกับการซื้อเรือดำน้ำที่ไม่มีเครื่องยนต์ นอกจากนี้เครื่องยนต์ที่ทางการจีนต้องไปจัดหาสำหรับเรือดำน้ำที่ไทยตั้งใจจะซื้อต่อนั้น ยังเป็นเครื่องยนต์ที่ไม่มีทหารคนไหนบนโลกเคยใช้มาก่อน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมยังมีความพยายามจะจัดซื้อเครื่องบินรบ F-35A เป็นเครื่องบินใหม่ล่าสุดที่มีนวัตกรรมทางทหารและทางอวกาศที่ล้ำสมัย อย่างไรก็ตามการจัดซื้อเครื่องบินรบที่มียุทโธปกรณ์สูงเช่นนั้นไม่เหมาะสมกับวิกฤตเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับงบประมาณแผ่นดินในเวลานี้ที่ต้องจำกัดจำเขี่ย ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการตั้งงบประมาณไว้ลอยๆ อย่างไม่จำเป็น เพราะการจะซื้อเครื่องบินรบ F-35A นั้นจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส สหรัฐอเมริกาเสียก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีวี่แววใดๆ ว่าทางสหรัฐฯ​ จะอนุมัติขายให้

[+ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส. เชียงใหม่]
ขอปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม 10% โดยเฉพาะงบที่จะใช้ในการเช่ารถหรูประจำตำแหน่ง Mercedes-Benz S500 ถึง 30 คัน ประเทศไทยมีนายพลจำนวนที่เยอะเกินกว่าที่จำเป็น หากนับย้อนไป 2561-2563 มีนายพลแต่งตั้งโยกย้ายมากกว่า 10,000 คน เท่ากับ 1 ต่อ 166 นาย ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายสูง อีกทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมยังมีงบลับจำนวนมาก ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งการตั้งงบประมาณที่ไม่เกี่ยวข้องกับสายงานและไม่มีความจำเป็น เช่น การตั้งงบไอโอเพื่อโจมตีประชาชนที่มีความเห็นต่าง เป็นต้น

“ตั้งงบซื้ออาวุธทุกปี ถ้าไม่ซื้ออาวุธสักปี ประเทศไทยจะเสียเอกราชให้ใครหรือเปล่าคะ? หรือถ้าไม่ซื้อ ท่านนายกฯ จะตายหรือเปล่า ถ้าท่านนายกฯ จะเป็นจะตาย ดิฉันก็ยอมให้ท่านแล้วค่ะ จะได้เป็นบุญ แต่นี่ไม่ใช่ เพราะงบประมาณเป็นเงินภาษีประชาชน กองทัพที่ใหญ่โต งบประมาณที่เลอะเทอะ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังหิวโหย ตั้งงบประมาณไม่เห็นหัวประชาชน จึงขอลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม 10% เพื่อไปเพิ่มสวัสดิการและแก้เศรษฐกิจให้แก่ประชาชน”

[+วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย]
ขอปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหมลง 9% ด้วยเหตุผล 2 ประการ

1.) ประเทศไทยมีโครงการทุนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านยุทโธปกรณ์เพื่อเพิ่มศักยภาพของกองทัพและการป้องกันประเทศ แต่กองทัพกลับไม่สนับสนุน กองทัพมุ่งแต่จะซื้ออาวุธทำให้เกิดปัญหาเงินไหลออก และประเทศขาดโอกาสในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันการซื้อขายอาวุธระหว่างประเทศได้มีนโยบายการซื้อสินค้าระหว่างประเทศที่ระบุให้ผู้ซื้อและผู้ขายอาวุธจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอาวุธ มีการลงทุนร่วมกันทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาทักษะและพัฒนาอาวุธ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านเราต่างใช้นโยบายนี้ แต่ไม่ทราบว่ากองทัพไทยได้ดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่

'วรภพ' ซัด!! ธุรกิจพาณิชย์กองทัพไม่โปร่งใส แนะ!! ตัดงบ 1 หมื่นลบ. สร้างสวัสดิการให้ปชช.

วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ร่วมอภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 มาตรา 8 งบประมาณกระทรวงกลาโหม มูลค่ากว่า 1.97 แสนล้านบาท โดยเสนอตัดงบ 10 % ในส่วนของเงินนอกงบประมาณที่ไม่อาจตรวจสอบได้ โดยระบุว่า เงินนอกงบประมาณของกองทัพนี้ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องคือ เงินนอกของนอกงบประมาณ เพราะไม่อยู่ในงบการเงินของกระทรวง เป็นธุรกิจกองทัพพาณิชย์ที่ไม่มีการรายงานและการตรวจสอบใด ๆ เช่น บ่อน้ำมัน สนามกอล์ฟ สนาม้า สนามมวย โรงแรม ปั๊มต่าง ๆ ซึ่งรายได้เหล่านี้ มีแต่คำอ้างว่าเอามาเป็นสวัสดิการกองทัพ แต่คำถามคือเป็นสวัสดิการของใคร นายพล ขุนศึก ศักดินาหรือไม่ และไม่ใช่แค่สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่ตรวจสอบไม่ได้ แม้แต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ก็ตรวจสอบไม่ได้เช่นกัน และที่ตลกร้ายก็คือ ในการให้คะแนนความโปร่งใสของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ปรากฏว่ากระทรวงกลาโหมทุกหน่วยงานได้คะแนนความโปร่งใสผ่านแบบ 100 %

วรภพ กล่าวว่า สำหรับเงินนอกของนอกงบประมาณ ที่ตรวจสอบพบและมีรายงาน อาทิ บ่อน้ำมัน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งกองทัพขุดกลั่นได้ 86,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งต่อให้เป็นน้ำมันเกรดไม่ดีก็จะมีรายได้ 600 ล้านบาทต่อปี, ในส่วนสนามกอล์ฟ ของกองทัพบกมีจำนวน 36 แห่ง จากการเปิดเผยช่วงที่มีเหตุการณ์กราดยิงที่ จ.นครราชสีมา แล้ว ผบ.ทบ.บอกจะมีการปฏิรูปกองทัพ แต่วันนี้ 3 ปียังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่สนามกอล์ฟของกองทัพเรือและกองทัพอากาศ ยังไม่มีรายงาน อย่างไรก็ตาม จากจำนวนที่มีนี้ก็ทำให้น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่านี่คือกระทรวงกลาโหมหรือกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ที่มีอยู่ใจกลางเมืองทั้งนั้น แต่พอมาดูรายได้ที่แจ้ง สนามกอล์ฟตรงถนนรามอินทรา ที่ 500 ไร่ แจ้งรายได้เพียง 150 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเมื่อคำนวนออกมาพบว่าสร้างรายได้เพียง 3 แสนบาท ต่อไร่ต่อปีเท่านั้น น้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของที่ดิน นอกจากนี้ กองทัพยังมีโรงแรม 5 แห่ง สนามม้า 1 แห่ง สนามมวย 1 แห่ง ซึ่งรายได้รวม ๆ 300 ล้านบาทต่อปี ปั๊มน้ำมันอีกจำนวนมาก รวมถึงที่ดินราชพัสดุซึ่งทั้งประเทศมี 12 ล้านไร่ แต่อยู่ในครอบครองของกองทัพแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง ลองคิดง่ายๆ ถ้าให้เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ทำกินเช่า ไร่ละ 1,000 บาท ก็น่าจะมีรายได้กว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนี่คือมูลค่าที่จะเกิดขึ้นจากที่ดินกองทัพที่ไม่ถูกใช้ประโยชน์

'เสี่ยหนู' สวน 'แม้ว' แขวะภท.เจาะอีสานไม่เข้า ยัน!! ไปทุกภาค ของพวกนี้อยู่ที่ประชาชน

(17 ส.ค. 65) ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเจาะพื้นที่ภาคอีสาน แต่ปรากฏว่าทำไม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยมีความแข็งแรงในพื้นที่ว่า... 

“ท่านพูดแบบนั้นเหรอ ผมไม่ได้ทราบรายละเอียด ยืนยันว่าเราไม่ได้พยายามเจาะพื้นที่ใคร เราทำหน้าที่พรรคการเมือง ไปใต้ก็ไป ไปเหนือก็ไป ในพื้นที่ กทม. แม้ไม่มีฐานเสียง เราก็พยายามอยู่ เราเป็นพรรคการเมืองต้องนำเสนอให้มากที่สุด ยิ่งเป็นสูตรหาร 100 ก็ต้องส่งผู้สมัครส.ส.ทุกเขตมากหน่อย ขอย้ำว่าเราทำหน้าที่พรรคการเมือง ในสิ่งที่พรรคการเมืองทั่วไปทำ ของพวกนี้อยู่ที่ประชาชน” 


ที่มา: https://www.thaipost.net/politics-news/202346/

‘ไอติม’ ชำแหละงบปี 66 ยังไม่ตอบโจทย์ ชี้ชัด กระจุกตัวแค่บางจังหวัดที่เป็นรัฐมนตรี

กมธ. งบฯ สัดส่วนก้าวไกล อภิปรายขอตัดลดงบปี 66 ชี้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งระยะสั้นและระยะยาวของประเทศ ด้าน “ไอติม” ตั้งข้อสังเกต งบถนนและปรับปรุงแหล่งน้ำ กระจายให้จังหวัดของรัฐมนตรีคมนาคม และรัฐมนตรีเกษตรฯ มากกว่าจังหวัดอื่น สะท้อนการจัดสรรงบเพื่อประโยชน์การเมือง

พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะสมาชิกกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล ได้อภิปรายสงวนคำแปรญัตติ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในมาตรา 4 ภาพรวม โดยเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณของประเทศลง 5%

โดยพริษฐ์ ได้ตั้งข้อสังเกต ว่างบประมาณปี 2566 จำนวน 3.1 ล้านล้านบาท มีลักษณะของการใช้เงินผิดจุด ยังไม่ตอบโจทย์ ไม่จำเป็น และ ไม่เป็นธรรม โดยยกตัวอย่าง โครงการซ่อมแซมถนน และ โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำ ซึ่งรวมกันทั้งประเทศแล้วมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของงบประมาณลงทุนทั้งหมด ว่ามีความกระจุกตัวในบางจังหวัดอย่างชัดเจน โดยในส่วนของโครงการซ่อมแซมถนนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท พบว่า 7 จังหวัดที่ได้งบประมาณสูงสุด ได้รับงบประมาณรวมกันเป็นสัดส่วนถึง 25% ของงบประมาณซ่อมแซมถนนทั้งประเทศ ขณะที่โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำของกรมชลประทาน 7 จังหวัดที่ได้งบประมาณสูงสุด ได้รับงบประมาณรวมกันถึง 36% ของงบประมาณปรับปรุงแหล่งน้ำของทั้งประเทศ

'พิธา' ถาม 'บิ๊กตู่' เรียกตัวเองเป็นนายกฯ มากี่ปี ซัด!! หากมีจิตสำนึก เรื่องคงไม่ถึงศาลรธน.

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์กรณีเสียงวิจารณ์การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หากนับตั้งแต่ปี 2560 ก็จะสามารถดำรงตำแหน่งได้อีก 2 ปี ว่า

ตอนนี้แบ่งเป็น 3 แพร่ง คือ ปี 57 ปี 60 และปี 62 แต่ที่ดูกฎหมาย คิดว่าเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากปี 57 มันไม่ได้เป็นเรื่องของกฎหมายย้อนหลังหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของความต่อเนื่องของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บันทึกไว้ในบทเฉพาะการชัดเจน ว่า หากเป็นครม.ที่มาก่อนรัฐธรรมนูญนี้ขอให้เป็นครม.ต่อไปซึ่งใช้คำว่า 'เป็น' ไม่ได้ใช้คำว่า 'ทำหน้าที่' หรือคิดว่าเป็น แต่ใช้คำว่า 'เป็นเลย'

โดยกฎหมายจะย้อนหลังหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นกฎหมายอาญาหรือกฎหมายมหาชน และนี้เรื่องของกฎหมายมหาชน ก็จะต้องตีความว่าการกระทำแบบนี้เป็นการคุ้มครองหรือการควบคู่ หากเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากเป็นการควบคุมจำกัดจากการใช้อำนาจของรัฐก็เป็นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

'มนัส โกศล' หัวหน้าพรรคแรงงานสร้างชาติ จัดทัพภาคกลางเปิดตัวหัวหน้าสาขา ลั่น !! มาเพื่อทำงานพร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลาประชารัฐบ้านบางพลี ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ นายมนัส โกศล หัวหน้าพรรคแรงงานสร้างชาติ นำคณะลูกทีมพรรคการเมืองเปิดประชุมจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง เขตเลือกตั้งที่ 4 ภายในศาลาประชารัฐบ้านบางพลี หมู่บ้านชลเทพ สมุทรปราการ

โดยการเปิดประชุมจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง เขตเลือกตั้งที่ 4 ของจังหวัดสมุทรปราการในครั้งนี้ โดยมี นางพรรณลักษณ์ เฉลิมพงษ์ พนักงานการเลือกตั้งชำนาญการ สนง.กกต.จังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนพี่น้องประชาชน และสมาชิกพรรค เข้าร่วมรับฟังการประชุม จากนั้น นายวสันต์ พานเงิน เลขาธิการพรรค ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดประชุมตั้งสาขาพรรคการเมือง อีกทั้ง ทางพรรคแรงงานสร้างชาติได้มีการเปิดตัวหัวหน้าสาขาพรรค จำนวน 7 ท่าน โดยภายในที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบและได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการทั้ง 7 ท่าน

โดยหลังการประชุม นายมนัส โกศล หัวหน้าพรรคแรงงานสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์รวมถึงการตั้งคำถามของสื่อมวลชน กรณีความพร้อมการเปิดสาขาพรรค / การเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง / รวมถึงความกังวนเรื่องสูตรการหารคะแนนเลือกตั้ง 100 กับ 500 และ หากพรรคแรงงานสร้างชาติได้มีโอกาสเข้าไปในสภาทางพรรคจะเลือกใครมาเป็นนายก 

ทางด้าน นายมนัส โกศล หัวหน้าพรรคแรงงานสร้างชาติ เปิดเผยว่า นโยบายของทางพรรคแรงงานสร้างชาติ คือ 1.การปฎิรูปประกันสังคม 2.ปฎิรูปการเกษตร 3.พัฒนาแหล่งน้ำให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และ 4.ปฎิรูปสิทธิประโยชน์ด้านสังคมและสุขภาพ โดยหัวใจสำคัญ ผู้ใช้แรงงานต้องมีธนาคารแรงงานและโรงพยาบาลประกันสังคม เกษตรกรต้องมีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างทั่วถึง

‘รองโฆษกเพื่อไทย’ ซัด รัฐล้มเหลว ยิ่งแจกบัตรคนจน สะท้อนบริหารผิดพลาด

‘รองโฆษกเพื่อไทย’ ซัด รัฐล้มเหลวยิ่งแจกบัตรคนจน คนยิ่งจน เหน็บ บริหารผิดพลาดล้มเหลว เอาแต่โทษปี่โทษกลอง แนะ ลงจากตำแหน่งกลับไปอยู่บ้าน อยู่ในที่ชอบ อย่าดันทุรังอยู่ต่อ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า อีกไม่กี่วันรัฐบาลเตรียมเปิดให้กดยืนยันสิทธิคนละครึ่งเฟส 5 วงเงิน 800 บาท เริ่มใช้จ่ายวงเงินสิทธิตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน-31 ตุลาคม 2565 ต่อด้วยการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน หวังช่วยประชาชน แต่เป็นการแจกแบบไร้ทิศทาง เพราะตั้งแต่มีการแจกบัตรคนจนในปี 2561 มีผู้ถือบัตรอยู่ที่ 11.4 ล้านคน ปี 2562 มีผู้ถือบัตรเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 14.5 ล้านคน และในปี 2565 กลับแจกไม่อั้นซึ่งหมายความว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยนำเอาตัวเลขหรือผลลัพธ์ที่ได้จากการแจกบัตรคนจน ไปแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างในระยะยาวเลย ตรงกันข้ามยังภูมิใจในผลงานของตัวเองที่บริหารผิดพลาดล้มเหลว เอาแต่โทษปี่โทษกลอง แต่คนจนในประเทศเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top