Sunday, 8 November 2026
POLITICS NEWS

'ชาย' สวน 'ช่อ' มีสามนิ้วเผาพระบรมฉายาลักษณ์ผิด 112 'ช่อ' บอก "ไม่มี" แถมโห่ใส่เมื่อบอกว่ารู้ข่าวจาก TOP NEWS

(25 เม.ย.66) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ดำเนินรายการช่อง TOP NEWS ได้โพสต์ข้อความหลัง ช่อ พรรณิการ์ วานิช โต้เถียงกับชายผู้หนึ่งเกี่ยวกับความผิด ม.112 ระบุว่า...

“ไปดูข่าวท็อปนิวส์”

พี่ ผช. คนหนึ่ง เถียงกับ 'ช่อ' ว่ามีสามนิ้วไปเผาพระบรมฉายาลักษณ์ จึงโดน 112 มีความผิด ถูกดำเนินคดี ถ้าแค่วิจารณ์รัฐบาลทำได้เลย ไม่มีใครว่า

'ช่อ' เสียงดัง และมีพวกมากกว่า พูดข่มว่า "ไม่มี" เผาพระบรมฉายาลักษณ์ ก็โดนเผาทรัพย์ ไม่ใช่ 112

พี่ ผช. บอก “ไปดูข่าวท็อปนิวส์”

แล้วช่อและสาวก ก็บูลลี่ ด้วยการโห่ฮาป่า

‘บิ๊กตู่’ เผย กำลังหารือ กกต. แก้ ‘ไฟฟ้า-ประปาแพง’ ขออย่าโยงเป็นประเด็นการเมือง ชี้!! มันคนละเรื่องกัน

(25 เม.ย.66) ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยวันเดียวกันนี้มีรัฐมนตรีลาการประชุมถึง  11 คน ได้แก่ 
1.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี 
2.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 
3.นายอาคม เติมพิทยาไพสิ รมว.คลัง  
4.นายวราวุธ  ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
5.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา 
6.นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์
7.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย
8.นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข 
9.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ 
10.น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ 
11.นายสุนทร ปานแสงทอง รมช.เกษตรและสหกรณ์ 

'นอท' แขวะ!! คลิปไข่ต้ม เห็นแล้วอยากดีเบต ด้านชาวเน็ต แซะ!! "นอท หิวแสง" อีกแล้ว

ดรามาไข่ต้มเหยาะน้ำปลา กระฉ่อน!! คนดังออกตัวแห่วิจารณ์ หลังเห็นคลิป ชัยวุฒิ ชวนลูกชายกินไข่ต้ม ติดแฮชแท็ก #Saveไข่ต้ม ด้านนอทกองสลากพลัส เห็นคลิปแล้วอยากดีเบตด้วย ตั้งคำถามเขาคือผู้นำด้าน ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จริงหรือ?

กำลังเป็นกระแสโด่งดังพอสมควร สำหรับดรามาไข่ต้มเหยาะน้ำปลา ในแบบเรียนชั้นประถม ภาษาพาที ซึ่งวานนี้ (23 เม.ย.66) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์คลิปกินไข่ต้มกับลูกชาย พร้อมใส่แคปชันว่า "ไข่ต้ม ลูกชาย ชอบกิน อร่อย ดี มีประโยชน์" พร้อมติดแฮชแท็ก #วิถีพ่อ #Saveไข่ต้ม #ไข่ต้ม #ไข่ต้มเป็นอาหารที่ไม่มีชนชั้น #อยู่อย่างพอเพียง

ทันทีที่เห็นข้อความดังกล่าว ทางด้าน 'นอท' พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หัวหน้าพรรคเปลี่ยน เมื่อเห็นคลิปดังกล่าวของนายชัยวุฒิ ถึงกับตั้งคำถามในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า...

"เขาคือ ผู้นำด้าน ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จริงหรือ??? ผมอยากดีเบตกับเขา" 

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่นอทโพสต์ข้อความดังกล่าว ก็มีทั้งข้อความที่เชียร์ให้ทั้งคู่ได้มาดีเบตกัน ขณะเดียวกันก็มีข้อความทำนองว่า นอท หาแสง กับกระแสอีกแล้ว!!

ที่มา: CH7HD_News

'บิ๊กตู่' โนแคร์!! ปม 'ภาษาอังกฤษ' ไม่มีผลต่อการบริหารประเทศ ย้ำ!! 'ฟังออก-โต้ตอบได้' แถมมีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอยู่ข้างตัว

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.66 ที่ผ่านมา ช่องยูทูบ Thai PBS ได้เผยแพร่วิดีโอสัมภาษณ์พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ ผ่านรายการ ข่าวเจาะย่อโลก #ExclusiveTalk ดำเนินรายการโดย สุทธิชัย หยุ่น ซึ่งบางช่วงบางตอนของการสัมภาษณ์ได้ถามถึงเรื่องทักษะภาษาอังกฤษ โดยพลเอกประยุทธ์ระบุว่า…

“ทุกครั้งที่ผมไปประชุมที่ต่างประเทศ ทุกประเทศก็ให้เกียรติผมนะ ผมเข้าใจว่าเขาพูดอะไร ผมก็มีล่ามของผมไปด้วย มีรัฐมนตรีต่างประเทศอยู่ด้วย ผมจะต้องกลัวอะไรล่ะ?”

‘เพนกวิน’ ชี้ นโยบายการศึกษา ‘เพื่อไทย’ คิดแบบเผด็จการ แนะ ควรถามผู้เรียนก่อน อย่ายัดเยียด-มองเด็กเป็นหุ่นยนต์

(24 เม.ย. 66) นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ ‘เพนกวิน’ แกนนำม็อบราษฎร โพสต์เฟซบุ๊ก ‘เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak’ พร้อมภาพกราฟิกจากเพจ ‘นักเรียนเลว’ ที่หยิบยกคำพูดของ น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม ประธานคณะทำงานด้านนโยบายการศึกษา พรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า…

“เราก็พูดกันถึงเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราเปิดให้ไปแต่งชุดที่เป็นไปรเวทเนี่ย มันจะไม่สร้างความเหลื่อมล้ำมากกว่านั้นเหรอ เพราะว่าเวลาไปโรงเรียนเนี่ย ก็จะดูแล้วว่าคุณใส่เสื้อยี่ห้ออะไร คุณใส่กางเกงรองเท้าอะไรล่ะ แล้วทรงผมคุณจะเป็นยังไง”

ไขข้อสงสัย!! เหตุ ‘ลุงตู่’ อนุมัติให้ซื้อไฟฟ้าเพิ่ม ร่ายเหตุผล ปทท.มีแผน 'เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด' ผลักดัน Net-Zero

(23 เม.ย.66) ผู้ใช้บัญชี ‘Supote Laocharoen’ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า…

ลุงตู่อนุมัติให้ซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีกทำไม?

... ถ้าคนมันจะพูดให้เป็นเรื่อง ก็จะพูดแค่ "ลุงตู่อนุมัติให้ซื้อไฟฟ้าเพิ่ม ทั้งที่มีปริมาณไฟฟ้าสำรองมากมาย จนทำให้ค่าไฟฟ้าแพงอยู่ตอนนี้" พูดเพียงเท่านี้ ลุงตู่ก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยขึ้นมาทันทีว่า เพราะอะไร มีผลประโยชน์กับเอกชนหรือไม่ บลาๆๆๆๆๆๆ

... แต่ถ้าหาข่าวหาข้อเท็จจริง ก็จะเข้าใจได้ว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้อนุมัติให้รับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดมาตั้งแต่ 2562 ตามโครงการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ไม่ได้เพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล

... ประเทศไทยมีแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้า ด้วยพลังงานสะอาด เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net-Zero Carbon Emission ของประเทศไทยให้ได้ 40% ภายในปี พ.ศ. 2573 ที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ในการประชุม COP26 โดยรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานแสงแดด หรือใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง เพื่อจัดหาไฟฟ้าให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่ระบบไฟฟ้าฐานเข้าไม่ถึง จะได้มีไฟฟ้าใช้ในการดำเนินชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง รวมถึงเริ่มนำโมเดลเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 3 ด้าน คือ ชีวภาพ (Bio) หมุนเวียน (circular) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green) หรือ BCG 

... นี่คือเหตุผลที่ กพช. มีมติให้รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมันคนละเรื่องกับไฟฟ้าที่ได้มีการทำสัญญารับซื้อไว้สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปัญหาเดิม มันแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่อนาคตของประเทศไทยก็ต้องเดินต่อไป ถ้าเราเดินช้าก็จะล้าหลัง


ที่มา : https://www.facebook.com/100000780943116/posts/pfbid0FEmT6eHCs4tN9KpzKf64QmJAv2ynS3zFWvmZw1XusxXvy9vFyhsh3YGQGGkSk1dhl/?mibextid=unz460

‘หนุ่ม อนุวัต’ สุดทน!! ยืนประท้วง เรียกร้องคณะกรรมการท้องถิ่น จ.ปทุมฯ ปมขยายถนน ไม่ลงนา แต่ผ่าตลาด ทำชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 300 คน

หนุ่ม อนุวัต สุดทน ยืนถอดเสื้อประท้วงกลางสี่แยกตลาดลำไทร เรียกร้องคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดปทุมธานี ทบทวนการขยายถนน 30 เมตร ผ่านกลางตลาด ต้องทุบตลาด ทั้งที่สามารถเบี่ยงถนนลงทุ่งนาข้างๆ ได้  ชุมชนชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 300 คน 

(23 เม.ย.66) อนุวัต เฟื่องทองแดง ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'อนุวัต จัดให้' โดยระบุว่า...

ผม หนุ่ม อนุวัต เฟื่องทองแดง ผู้ประกาศข่าว ลูกหลานชาวตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เกิดและเติบโตที่นี่และหวังว่าจะกลับมาใช้ชีวิตบั่นปลายที่บ้านเกิด

เปิดใจ ‘พรหมภัสสร’ คู่ชีวิตผู้เคียงข้าง ‘จตุพร พรหมพันธุ์’ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ 'ตู่' กล้าสู้ แม้ไม่เหลืออะไรเลยก็ตาม

(22 เม.ย.66) ผู้ใช้ติ๊กต๊อก บัญชี ‘อัศวิน ศรีพูแพน’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอของ ‘คุณพรหมภัสสร ณ กาฬสินธุ์’ ภรรยาของ ‘ตู่’ หรือ ‘คุณจตุพร พรหมพันธุ์’ ซึ่งเคยเปิดใจถึงพี่ตู่ในหลายๆ แง่มุมผ่านรายการหนึ่ง ความว่า…

“ในเรื่องการต่อสู้ เขา (จตุพร) เป็นนักสู้จริงๆ เขาสู้จนลืมนึกถึงครอบครัว สู้จนลืมนึกถึงตัวเอง เพราะฉะนั้นเราต้องคอยให้กำลังใจเขา โดยปกติก็จะแลกเปลี่ยนกันตลอด มีทุกเรื่องก็จะปรึกษากัน คือพี่ตู่มาปรึกษาแล้วเราก็จะช่วยคุยช่วยดู ส่วนใหญ่จะอยู่เบื้องหลัง มีอะไรขึ้นมาก็จะบอกเล่ากันเดี๋ยวนั้น และก็จะคอยปรามคอยเบรกอะไรที่มันเกินไป พี่ตู่เขาก็จะรับฟัง พี่ตู่เป็นผู้รับฟังที่ดี”

เกี่ยวกับเรื่องมนุษยสัมพันธ์ พรหมภัสสร เล่าว่า "ส่วนตัวในบ้านพี่ตู่จะเป็นคนที่น่ารัก เป็นคนยิ้มง่าย อารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน อารมณ์ขันเหมือนกันกับคุณณัฐวุฒิเลย แต่พอเวลาขึ้นเวทีก็จะเป็นอีกรูปลักษณ์นึง ซึ่งออกมาดูว่าแข็งกร้าว แต่จริงๆ แล้วคนที่ได้ใกล้ชิดพี่ตู่ จะบอกว่าพี่ตู่ไม่ใช่อย่างงั้นเลย 

เกี่ยวกับความไม่ยึดติด พรหมภัสสร กล่าวว่า "ช่วงที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่พี่ตู่ไม่มีชื่อเสียงไม่มีใครรู้จัก ยังเป็นรองโฆษกพรรคไทยรักไทย เป็นรองของท่านอดิศร เพียงเกษ พี่ตู่ก็ไม่เคยออกมาตอบโต้อะไร เวลาเขาจัดลำดับที่นั่ง พี่ตู่จะนั่งอยู่ท้ายก็ไม่ได้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจอะไร พี่ตู่ทนอุปสรรคฟันฝ่าบากบั่นมาจนเป็นพี่ตู่ในวันนี้ จนเป็นคุณจตุพร พรหมพันธุ์ในวันนี้

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด พรหมภัสสร ก็บอกว่า "ตัวเราเป็นกำลังใจดูอยู่เงียบๆ แม้วันนึงที่พี่ตู่ไม่มีตำแหน่งอะไรเลย ทางบ้านก็ไม่เสียใจ เพราะเรารู้ว่าเขามาได้ขนาดนี้ เขาเก่งมากแล้ว พี่ตู่ไม่เป็นอะไรก็ได้ พี่ตู่ก็ยังเป็นพี่ตู่ที่มีเพื่อนรักอยู่เหมือนเดิม"

เมื่อพูดถึงเรื่องชีวิตคู่ เธอเล่าว่า "ตัวทะเบียนสมรสไม่ใช่หลักประกันว่าชีวิตคู่จะอยู่ด้วยกันไปตลอด โดยช่วงแรกที่คุยกัน พี่ตู่บอกว่า จะแต่งงานก็ได้นะ จะจดทะเบียนสมรสก็ได้นะ แต่เราเป็นฝ่ายเลือกเองว่า ไม่ต้องแต่งหรอกและก็ไม่ต้องจด และก็บอกว่าเราอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ เหมือนเพื่อนกันดีกว่า”

เมื่อถามว่าทำไมถึงไม่จดทะเบียน พรหมภัสสร เล่าว่า "เหตุที่เป็นฝ่ายเลือกเองว่าไม่จดและไม่แต่ง เพราะมันมีตัวอย่างให้เห็นเยอะ ว่าการแต่งงานหรือการจดทะเบียนสมรส ไม่สามารถที่จะทำให้ผู้หญิงกับผู้ชายสองคนจะอยู่ด้วยกันไปตลอดรอดฝั่ง กลับกันถึงจะไม่ได้จดก็มีหลายคู่ที่อยู่ด้วยกันแบบเพื่อนกันไปจนตลอดชีวิต คือทะเบียนสมรสมันไม่ใช่สิ่งอะไรที่มันจีรังยั่งยืน มันอยู่ที่ใจมากกว่า ถ้าต่างคนต่างเข้าใจกันแล้วตรงนั้นมันก็ไม่จำเป็น"

3 ทางเลือกทำลาย 'ลำไยอบแห้ง' อีกบทพิสูจน์ความโปร่งใสรัฐ

รู้หรือไม่? ในอดีตรัฐบาลไทยได้มีการแก้ไขปัญหากรณีลำไยอบแห้งค้างสต็อก ด้วยการจัดสรรงบประมาณทำลายทิ้ง เพื่อไม่ปล่อยให้ตัวลำไยไหลไร้คุณภาพไหลไปสู่ตลาด ถึงมือผู้บริโภค และคู่ค้าระหว่างประเทศ ถือเป็นอีกการแสดงออกถึงความรับผิดชอบ บนมาตรการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

อันที่จริงแล้ว ในอดีตเกษตรกรภาคเหนือเคยร่ำรวยจากการขายลำไย จนบางรายถึงขั้นกล้าเปลี่ยนแปลงพื้นที่นา และพื้นที่ทำการเกษตรอื่นๆ ให้กลายเป็นสวนลำไยอย่างกว้างขวาง 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาราคาลำไยตก ก็เริ่มมีให้เห็น เมื่อเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรเร่งการผลิตลำไยนอกฤดู ทำให้ราคาลำไยค่อยๆ ลดต่ำลงเป็นลำดับ 

คำถาม คือ เวลาเจอสถานการณ์เช่นนี้ ควรต้องเป็นความรับผิดชอบของใคร? เกษตรกรฝ่ายเดียวหรือไม่? 

คำตอบก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า ไม่!! 

แน่นอนว่า ในห้วงที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรดี ไม่มีเกษตรกรคนใดไม่อยากรวย ไม่อยากปลดหนี้ ฉะนั้นผู้ที่ควรรับผิดชอบที่สำคัญในจังหวะเวลาดังกล่าว จึงต้องเป็นหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาส่งเสริมการผลิต ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ที่ปล่อยกู้อย่างมีเงื่อนไข หากเกษตรกรระบุวัตถุประสงค์การกู้ว่าจะนำเงินไปลงทุนปลูกลำไย ก็จะได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว และจนถึงวันที่ผลของการผลิตอย่างไม่มีการวางแผนการตลาดล่วงหน้าก็ย้อนกลับมาทำลายระบบตลาดลำไย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาลำไยเป็นปัญหาที่ต้องแก้ทั้งระบบอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นปัญหาที่สะท้อนการพัฒนาของประเทศ ทุกๆ ปัญหาที่ถาโถมเข้ามา รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาจัดการแบบแก้ไปทำไป เพื่อต่อลมหายใจให้เกษตรกรไม่พังกันเป็นแถบ

มีกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ โดยย้อนไปในช่วงปี 2552 กับการแก้ปัญหาลำไยอบแห้งค้างสต็อกปี 2546/2547 กว่า 4.6 หมื่นตันที่ค้างคามานาน 

ตอนนั้นคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ได้มีมติให้ทำลายลำไยด้วยวงเงินไม่เกิน 90 ล้านบาท แต่ยังเป็นที่ถกเถียงว่าจะทำลายด้วยวิธีใดที่จะคุ้มค่าที่สุดและไม่เปลืองงบประมาณ ที่สุด

ผลจากการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการและทำลายลำไยอบแห้งปี 2546 และปี 2547 ครั้งที่ 1/2552 ในวันที่ 24 มิถุนายน โดยมีนายจรัลธาดา กรรณสูตร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นประธานคณะกรรมการ ได้สรุป 3 แนวทางในการจัดการปัญหาลำไยค้างสต็อกเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2552

>> แนวทางแรก : เป็นการบดแล้วนำไปทำลายด้วยการฝังกลบ 
>> แนวทางที่สอง : เป็นการบดแล้วนำไปทำลายด้วยการเผา 

ทั้ง 2 วิธีนี้ จะใช้งบประมาณในการทำลายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 1.67 บาท รวมกับค่าดำเนินการอีกกิโลกรัมละ 0.25 บาท เบ็ดเสร็จเชื่อว่างบประมาณที่ใช้ในการทำลายขึ้นกับปริมาณลำไยอบแห้งค้างสต็อกคาดว่าจะไม่เกิน 78 ล้านบาท

>> ส่วนแนวทางที่สาม : เป็นการนำไปทำพลังงานชีวมวลโดยการนำลำไยดังกล่าวบดให้ละเอียดแล้วอัดเป็นแท่งตะเกียบ โดยความร่วมมือของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และศูนย์วิจัยพลังงานชีวมวล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องต้นแบบแล้วจำนวน 3 เครื่อง วิธีนี้ใช้วิธีการทำลายจำนวน 60 ล้านบาท

นายจรัลธารา ยืนยันว่าทั้ง 3 แนวทางจะโปร่งใสไม่มีลำไยค้างสต็อกออกมาเล็ดลอดปลอมปนกับลำไยที่กำลังจะออกสู่ท้องตลาดในฤดูกาลใหม่ในขณะนั้นอย่างแน่นอน เพราะจะมีการทำลายด้วยการบดละเอียดทีละโกดังที่กระจายอยู่ทั้งหมด 59 โกดังใน 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน และลำปาง อีกทั้งยังเป็นการเช็กสต็อกลำไยอบแห้งไปด้วยในตัว หากปริมาณที่บดทำลายน้อยกว่าที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่ตรงกันโดยหักค่าเสื่อมน้ำหนักไม่เกิน 10% เจ้าของโกดังต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมายโดยถือเป็นจำเลยที่ 1

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ 3 ถือเป็นแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้กว่า 70-80% ซึ่งหลายฝ่ายก็เห็นด้วยและ ครม.ก็ไม่ติดขัดให้ดำเนินการทำลายแล้วนำมาอัดแท่งเป็นเชื้อเพลิงแท่งตะเกียบ 

กกต.ไม่ขัด!! หาก ‘นายกฯ’ ชงงบแก้ 'ค่าไฟแพง' ด้าน 'สมชัย' ขวาง!! กกต.ไฟเขียว มีสิทธิ์ติดคุก

(21 เม.ย.66) จากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าว่าจะต้องขออนุมัติจาก กกต. เนื่องจากเป็นการใช้งบประมาณในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งนั้น ด้านพันตำรวจตรีณัฐวัตน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการฯ ด้านกิจการพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย หากเรื่องใดที่คณะรัฐมนตรีช่วงรักษาการ อนุมัติเกี่ยวกับเรื่องเงิน ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจาก กกต. ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนและ กกต.ก็จะพิจารณา ไม่มีอะไรซับซ้อน

ด้านนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวกรณีรัฐบาลเตรียมทำเรื่องถึง กกต. เพื่อขออนุมัติใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาค่าไฟแพง ว่า หากเสนอมาก็ต้องนำเข้ากกต. ซึ่งจะมีเกณฑ์การพิจารณาอยู่ ยืนยันว่าไม่เป็นปัญหาต่อกกต.แต่อย่างใด เพราะเราต้องพิจารณาไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้

เมื่อถามว่าการพิจารณาของกกต.อาจถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ปลดล็อกให้รัฐบาล นายอิทธิพร กล่าวว่า อาจจะถูกมองเช่นนั้นได้ แต่ในพิจารณา ถ้าเราเห็นว่ามันเป็นการทำที่ถูกต้อง เราก็อนุมัติไป และเราก็ต้องรับผลกระทบไป เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา แต่ถ้าเราเห็นว่าไม่ใช่ เราก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ ไม่ได้ แค่นั้นเอง

“เรายืนอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว ผลสุดท้ายถึงเวลาจริง เขาก็ต้องให้เราทำ ซึ่งไม่คิดว่ากกต.ถูกยืมมือเป็นเครื่องมือใคร แต่กกต.คิดว่าเป็นเรื่องบทบาทหน้าที่ของเราที่ต้องทำ และการตัดสินของเรามีทั้งถูก ทั้งผิด มีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไร เมื่อเราตัดสินแล้วก็ต้องรับผิดชอบและเราไม่ตัดสินก็ไม่ได้ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าถ้ามีเหตุผลดีและสนับสนุนคำขอก็ต้องตัดสินว่าให้อนุญาต และเราก็รับผลไปเมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วย แต่หากเราเห็นว่าไม่ควรทำเรื่องนี้ ในเวลานี้เราก็บอกรัฐบาลว่าไม่ได้” นายอิทธิพร กล่าว

เมื่อถามต่อว่า มีผู้มองว่าเรื่องนี้ควรเป็นการพิจารณาของรัฐบาลหน้า นายอิทธิพร กล่าวว่า หากเสนอเรื่องมาที่กกต. เราก็ต้องพิจารณาไป จะไปหลบใต้โต๊ะ บอกว่าไม่พิจารณาก็ไม่ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top