Thursday, 11 June 2026
POLITICS NEWS

เมื่อรัฐบาลรักษาการ ไม่ใช่จะทำได้ทุกเรื่อง  ปล่อยนาน ‘ศก.ฟุบ-ลงทุนหด-ประเทศชาติพัง’

มีบางคนเสนอว่า ให้รออีก 10 เดือน เพื่อให้ 250 สว.หมดวาระ และหมดสิทธิ์โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเสนอเช่นนั้น ผมตั้งสมมติฐานว่า เป็นการเสนอเป็นทางออกให้กับพรรคก้าวไกล ในการเสนอชื่อ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีรอบใหม่เมื่อไม่มี สว.คอยขัดขวางแล้ว

แต่ส่วนตัวมองว่า ไม่ใช่เป็นการเสนอเพื่อให้เป็นทางออกของการเมือง ไม่ใช่ทางออกของประเทศ เวลานี้การเมืองยังมีไพ่ให้เล่นอีกหลายใบ บางพรรคอาจจะอมสเปโตอยู่ แต่ตีบทใจแข็ง ‘ก็ไม่ถอย’ ระวังเพื่อน ‘น็อคมืด’ ตัวเองติดสเปโตด้วย

แต่บางพรรคอาจจะไม่มีไพ่ดีในมือ แค่ส่งเสียงขู่ คำราม ตีไพ่เสียงดัง หรือตีไพ่ให้เพื่อนกิน เผื่อตัวเอง ‘น็อคมืด’

พรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ควรเร่งรีบเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นขั้วไหนก็แล้วแต่ เพราะยิ่งช้าประชาชนจะยิ่งเสียโอกาส

รัฐบาลรักษาการไม่ใช่ทำได้ทุกเรื่อง บางอย่างมีข้อจำกัดอยู่ ปล่อยให้มีรัฐบาลรักษาการไปนานๆ ประเทศชาติจะเสียหาย กระทบกับเศรษฐกิจ การลงทุน

สิ่งที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทย คือ ต้องยอมรับความจริงว่า เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐเป็นหลัก ภาคเอกชนเป็นตัวเสริม

อีกสองเดือนพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ก็จะจบลงแล้ว และ 1 ตุลาคม ต้องเริ่มต้นปีงบประมาณให้ 2567 แต่จนถึงขณะพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยังไม่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา 100% ไม่อาจพิจารณาให้ทันใช้วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นแน่แท้

กระบวนการพิจารณางบประมาณประจำปี ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน จึงเชื่อได้ว่า วงเงินงบประมาณใหม่ปี 2567 น่าจะใช้ได้ประมาณเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์ ขึ้นอยู่กับการเมืองว่าจะจบ หรือเข้ารูปเข้ารอยเมื่อไหร่ แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้วางกรอบและจัดทำร่างไว้เสร็จแล้ว รอเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาเท่านั้นเอง

เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยังไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ จึงต้องใช้กรอบวงเงินงบประมาณปี 2566 ไปก่อนได้ สำหรับใช้เป็นงบบริหาร เช่น เงินเดือนข้าราชการ แต่จะใช้งบลงทุนใหม่ไม่ได้ ตรงงบลงทุนที่ทำอะไรไม่ได้นี้แหละจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวได้ แน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวย่อมกระทบต่อประชาชนด้วย การจ้างงานก็อาจจะมีปัญหา

รัฐบาลหน้าจึงมีเวลาในการใช้จ่ายงบประมาณปี 2567 เพื่อการลงทุนภาครัฐเพียงประมาณ 8 เดือนเท่านั้นเอง

ปัญหาที่เห็นอยู่ข้างหน้า...

1. การจัดทำ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ล่าช้าออกไปอีก 
2. นักลงทุนต่างชาติเข้าสูโหมด Wait&See รอนโยบายจากรัฐบาลใหม่
3. ภาคเอกชนในประเทศรอนโยบายจากรัฐบาลใหม่เช่นกัน
4. ประเทศขาดรัฐบาลมาวางนโยบาย ในการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ
5. GDP ปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ในระดับที่เรียกว่า ‘แย่’ ไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้

ฉะนั้นการเสนอให้รออีก 10 เดือนจะยิ่งไปกันใหญ่ พรรคการเมืองก็ไม่ควรคิดในกรอบนี้ อันเป็นข้อเสนอที่หาทางออกให้พรรคการเมืองบางพรรค ไม่ใช่หาทางออกให้ประเทศ ประเทศชาติยังมีทางออก ถ้าพรรคการเมืองบางพรรคผ่อนคลายเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลลงมาบ้าง ไม่ใช่ตึงจนขาด

รัฐบาลผสมไม่มีพรรคไหน หรือใครได้ไป 100% เพราะรัฐบาลผสมก็ต้องมาจากนโยบายของหลายพรรคการเมือง จึงเป็นเรื่องของการเจรจา ต่อรอง บนผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน อย่ารักชาติ รักประชาชนแค่ลมปากบนเวทีปราศรัยต่อหน้ามวลชน หรือให้สัมภาษณ์สื่อ ต่างกอดรัดฟัดประชาชนไว้ด้วยความรัก

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่อ้างตัวว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายที่ถูกส่งให้ไปเป็นฝ่ายอนุรักษ์ก็ตาม ควรจะใช้ทันสมองที่มีอยู่คิดร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ อันไหนยอมได้ก็ต้องยอม ผ่อนได้ก็ต้องผ่อน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้

เวลานี้พรรคหนึ่ง อย่างก้าวไกลก็ไม่ยอมเรื่องแก้ ม.112 อ้างว่าเป็นเรื่องที่รับปากไว้กับประชาชน ยังยืนยันเดินหน้าด้วยกลไกของสภา แม้ไม่มีอยู่ใน MOU ก็ตาม กลัวว่าจะเสียสัจจะ จนทำให้แพ้โหวตในสภามาแล้ว เมื่อสมาชิกวุฒิสภาไม่ยกมือสนับสนุน

อีกขั้วหนึ่ง 4-5 พรรค ทั้งพลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ, ชาติไทยพัฒนา เป็นต้น ต่างเสียงแข็งไม่เอาก้าวไกล ไม่อาจทำงานร่วมกันได้ ไม่ร่วมงานกับพรรคที่แก้ ม.112

การเมืองจึงมาติดกับดักอยู่ตรงนี้ เดินหน้าไปยาก แต่ถ้าพรรคการเมืองผ่อนหนักผ่อนเบา อันไหนยอมได้ก็ยอม เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ แล้วไปหาเหตุผลอธิบายกับประชาชน อธิบายกับมวลชนของพรรค เวลานี้แต่ละพรรคผวากับ ‘ผิดสัจจะ’ หรือ ‘ตระบัดสัตย์’ จนขยับตัวไปไหนไม่ได้ กลัวเลือกตั้งสมัยหน้าจะสูญพันธุ์บ้าง

การเมืองอธิบายได้หมด ขอให้เป็นทางออกที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ประชาชน แต่อาจจะไม่ถูกใจคนทั้ง 100 เท่านั้นเอง

ไม่อยากเห็นวงจรอุบาทว์เข้ามาอาศัยจังหวะเบียดแทรกเข้ามาในสถานการณ์ที่การเมืองยังไม่ลงตัว

‘ประเสริฐ’ ลั่น!! ‘พท.’ พร้อมโหวตนายกฯ เสมอ ส่วนประชุม 8 พรรคร่วมยังไม่มีกำหนด

(26 ก.ค. 66) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเลื่อนประชุม 8 พรรคร่วมว่า เราแจ้งไปว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายจาก 8 พรรคยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ประกอบกับที่รับทราบมาว่า ประธานรัฐสภาฯ จะเลื่อนประชุมวิป 3 ฝ่ายเพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเลื่อนการประชุม 8 พรรคออกไปก่อน ส่วนจะประชุมเมื่อไหร่นั้นขณะนี้ยังไม่ได้นัดหมาย

เมื่อถามว่า คาดว่าจะได้โหวตนายกรัฐมนตรีวันไหน นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องรอประธานรัฐสภานัดหมายมา หากมีการนัดหมายมาเมื่อไหร่เราก็พร้อม

เมื่อถามว่า การประชุม สส. ของพรรควันนี้ จะมีการเคาะชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเลยหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารตกลงกันแล้ว และมีมติให้หัวหน้าพรรคพิจารณาตัดสินใจได้เลย

เมื่อถามถึง กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะกลับประเทศไทยวันที่ 10 สิงหาคมนี้ นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนก็เพิ่งทราบจากการเปิดเผยของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับสื่อ

‘ดร.อาทิตย์’ ปลุกใจร่วมสร้าง ‘สังคมธรรมาธิปไตย’ แนะ อย่าเสียเวลาขัดแย้งในเรื่องที่ไม่มีทางออก

(26 ก.ค. 66) ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

อย่ามัวทะเลาะขัดแย้งในเรื่องที่ไม่มีทางออก เรามาร่วมกันสร้าง ‘สังคมธรรมาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’ สังคมสวัสดิการที่สงบสันติสุข เป็นธรรม มีธรรมาภิบาล เจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ ลดความเหลื่อมล้ำให้เหลือน้อยที่สุด เพิ่มโอกาสและความสามารถให้ทัดเทียมกันที่สุด โดยคำนึงถึงประโยชน์สุขและสวัสดิการสังคมเป็นสำคัญ โดยหลอมรวม ปฏิรูป สังคายนา สิ่งแปลกปลอม ไม่เป็นธรรม อันเป็นอุปสรรคนำไปสู่ สังคมธรรมาธิปไตยทั้งปวง

จับตา!! ‘แกนนำก้าวไกล’ ดอดพบ ‘ทักษิณ’ ที่ฮ่องกง ยื่นเงื่อนไข ‘ไม่แตะ ม.112’ แลกได้ร่วมรัฐบาล

(26 ก.ค. 66) แหล่งข่าวแจ้งว่า แกนนำคนสำคัญของพรรคก้าวไกล ที่เคยมีบาทบาทช่วยหาเสียง กับพรรคก้าวไกล เตรียมเดินทางบินไปเขตบริหารพิเศษ ฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

มีรายงานข่าวถึงเรื่องที่จะเข้าพบเพื่อหารือในครั้งนี้ ‘พรรคก้าวไกล’ จะปิดสวิตช์การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในช่วง 4 ปีข้างหน้า โดยจะร่วมเป็นรัฐบาลภายใต้แกนนำของพรรคเพื่อไทย ซึ่งคาดว่า วิธีนี้จะทำให้ ‘สมาชิกวุฒิสภา’ ยอมรับ และลงคะแนนเสียงให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยได้

ทั้งนี้ มีรายงานว่า แกนนำ และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางไปเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อเข้าพบนายทักษิณ เป็นจำนวนมากอีกด้วย

‘พุทธะอิสระ’ บอกเพิ่งรู้ ‘วิโรจน์’ ทำให้คนไทยมีกินมีใช้ มิน่าถึงกล้าออกนโยบายแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

เมื่อวานนี้ (25 ก.ค. 66) นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ระบุว่า…

นี่แหละคือพรรคที่ถือตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลหละ

Wiroj77 : xูไม่ออก ออกแล้วประชาชนจะเอาอะไรแxก

อ้าวตายx่าแล้วxู ทุกวันนี้xูมีแxก ก็เพราะท่าน สส. วิโรจน์ ผู้ทรงเกียรติหามาให้แxกดอกหรือ ?

ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย

มิน่าเล่า เขาถึงกล้าประกาศเปลี่ยนแปลงประเทศ แบบชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพราะเขาคือผู้ที่หาให้คนไทยทั่วประเทศแxกนี่เอง

พุทธะอิสระ

'Voter ส้ม' ถาม 'ด้อมส้ม' ต้องการอะไรจาก 'เพื่อไทย' หรือต้องการให้เขามาเป็นฝ่ายค้านด้วยกันถึงจะพอใจ?

(25 ก.ค. 66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Paranyu Pithayarungsarit' ได้โพสต์ข้อความระบายความรู้สึกในฐานะที่เป็น Voter ทั้งอนาคตใหม่ และก้าวไกลทุกใบ และจะยังโหวตให้ต่อไป โดยอยากพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับด้อมส้มที่กำลังด่าเพื่อไทย ว่า...

ถามจริง ๆ เพื่อไทยทำอะไรผิดวะ? เค้าตามเอ็งทุกอย่าง vote ให้พิธาเป็นนายกก็ครบทุกคน จะเสนอชื่อให้โหวตต่อ ก็เห็นด้วยครบหมด จะบอกว่าไง จริง ๆ มีดีลลับ? ถามหน่อย ถ้ากรณีไม่มีดีลนี่เพื่อไทยต้องทำไงให้พวกเอ็งพอใจวะ มันก็ต้อง vote ให้ครบหมดหน้ากระดานแบบที่ทำอยู่แบบนี้อยู่ดีป่ะ? ก็มี สส. แค่นี้ ให้หมดทุกคนแล้ว มันก็สุดแล้วไหม? 

กลับมาดูสิ่งที่ FC ก้าวไกลเรียกร้อง ตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จมีอะไรบ้าง

พรรคที่ได้ที่ 1 ควรเป็นประธานสภา
พรรคที่ได้ที่ 1 ควรได้จัดตั้งรัฐบาล
พรรคที่ได้ที่ 1 ควรได้รับการเสนอชื่อเป็นนายก

แล้วก็ด่าเพื่อไทยยังงั้นยังงี้ พวกเอ็งเพ้อจนลืมอะไรไปหรือเปล่า 

4 ปีก่อน เพื่อไทยได้ที่ 1 ให้ชวนเป็นประธาน และรองประธานไม่มีเพื่อไทยเลย
4 ปีก่อน เพื่อไทยได้ที่ 1 ก็ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล
4 ปีก่อน เพื่อไทยได้ที่ 1 ก็ไม่เสนอชื่อนายก แถมโหวตให้อนาคตใหม่ที่ได้ที่ 3 ครบหมดหน้าตัก

ถามจริง ๆ ไอพวก FC ส้ม เอ็งต้องการอะไรจากเพื่อไทยวะ?

ถ้าใครตาม story การเมืองมาเรื่อย ๆ พรรคเค้าชัดเจนมาตลอดนะว่าต้องการเอาทักษิณกลับบ้าน (ตั้งแต่ พรบ. นิโทษ), ไม่เคยจะเลิก 112 (ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาลแล้ว) และต้องการมาเป็นฝ่ายบริหารชัดเจนมาตลอด

พรรคเค้ามีจุดยืนของเค้า และไอด้านบนที่พิมพ์มานี่ ทุกคนก็รู้ก่อนเลือกตั้งแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่ประชาชนก็ยังเลือกกันได้มาถึง 140 กว่าที่

จะมาร้องเย้ว ๆ มีดีลลับ ๆ ๆ ก็ช่วย Respect the vote ของกองเชียร์เพื่อไทยด้วย ถามจริง ๆ คิดว่าพวก FC เพื่อไทยเค้าไม่รู้กันแต่แรกหรอว่าเพื่อไทยจะมีโอกาสมา solution นี้? เค้ารู้โว้ยย แต่เค้าก็ยังเลือกก

คืออันนี้สงสัยว่า FC ทั้งหลายต้องการให้ทำอะไรอีก? หรือต้องการให้เค้ามาเป็นฝ่ายค้านไปด้วยกันถึงจะพอใจ? อย่าลืมดิ อุดมการณ์เค้าไม่ได้เหมือนก้าวไกล ที่พร้อมจะชนโครงสร้าง เค้าแค่อยากมาบริหารต่อ และเค้าก็ชัดเจนแนวทางนี้มาตลอดนะ 

ต่อให้ดีลลับมีจริงหรือไม่มีจริง (ส่วนตัวก็เชื่อว่ามี) อ่ะ ต่อให้ไม่จริงเลย ยังไง Action ของเพื่อไทยที่ดีที่สุดต่อพรรคอันกับหนึ่งหลังเปิดสภามันก็ยังต้องออกแบบเดิมอยู่ดีป่ะวะ คือ vote ให้หมดหน้าตักแบบที่เห็น ๆ อยู่ แต่แต่ปัญหาคือ สว. กับพรรคอื่นต่างหาก ที่มีจุดยืนว่าจะไม่ร่วมกับพรรคที่ยุ่ง 112 (ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็บอกว่ายอมแก้และจริง ๆ เชื่อว่าพอถึงเวลาก็ไม่กล้า vote แก้หรอก แต่ก็ยังยินดีร่วมกับก้าวไกล คือควรชมเค้ามากกว่าไหม? ที่แทบจะตามทุกอย่าง) หรือด้อมก้าวไกลต้องการบังคับให้เพื่อไทยไปเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน? พวกเอ็งเลือกก็ไม่ได้เลือกเค้า ทำไมแนวทางพรรคเค้าต้องฟังเอ็งด้วยวะ?

อยากให้พรรคที่แพ้ Respect the vote ก็อย่าลืมผลโหวตประชามติที่ FC ก้าวไกลทั้งหลาย ที่รับร่างกันมา แล้ววันนี้ต่างก็มาเจ็บปวดกัน เพราะผลการกระทำของตัวเอง จริง ๆ แล้ว FC เพื่อไทยต่างหากที่ควรจะด่า ว่าทำไมตรูต้องมารับกรรมอะไรแบบนี้แทนด้วยวะ ถ้าไม่เชื่อที่พิมพ์ก็ให้ภาพด้านล่างตอบแทนทุกอย่าง ง่ายดี

ที่พิมพ์มาทั้งหมดนี่ ย้ำอีกครั้ง ตรู Vote ให้ส้มมาตั้งแต่รอบแรก ปัจจุบัน และตลอดไป 🧡😆

‘ไทยสร้างไทย’ แถลงจุดยืนทางการเมือง ในการจัดตั้งรัฐบาล ยัน!! ค้านแก้ ม.112 พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลักของชาติ

‘พรรคไทยสร้างไทย’ ประชุมผู้บริหารพรรคแถลง 5 จุดยืนทางการเมืองในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล หวังทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศชาติ ประชาชน ด้วยความจริงใจและเสียสละ

(25 ก.ค. 66) ที่พรรคสร้างไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะผู้บริหาร นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, นายสุพันธุ์ มงคลสุธี, นายฐากร ตัณฑสิทธิ์, นายอุดมเดช รัตนเสถียร และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ซึ่งหลังการประชุม มีการประกาศ 5 จุดยืนทางการเมือง ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้

1.) พรรคไทยสร้างไทยยืนยันเคารพเสียง และเจตนารมณ์ของประชาชน ที่ต้องการเห็นการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยตามข้อตกลงร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรค ที่ได้รับฉันทามติจากประชาชน และสนับสนุนให้มีการเดินหน้าตั้งรัฐบาลตามเจตนารมณ์ของประชาชนให้สำเร็จ เพื่อนำประเทศสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

2.) พรรคไทยสร้างไทย ขอขอบคุณและชื่นชมความเสียสละของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ระหว่างทางจะมีปัญหาและอุปสรรคบ้าง แต่ขอให้กำลังใจให้เดินหน้าต่อไปเพื่อประเทศชาติ และประชาชน

3.) ขอให้แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และพรรคร่วมได้หาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรในการหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติมจาก ส.ว. และ ส.ส. ขอให้นำมาพูดคุยกัน
ด้วยความจริงใจและความเสียสละเพื่อประชาชน และถอยกันคนละก้าวเพื่อที่จะนำไปสู่ทางออกของประเทศ

4.) พรรคไทยสร้างไทยมีจุดยืนมั่นคงในการรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพรรคไทยสร้างไทยขอสนับสนุนการสร้างประชาธิปไตยถาวร ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจอย่างเด็ดขาด และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่เห็นว่า รากเหง้าปัญหาของประเทศเกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560

พรรคไทยสร้างไทยจึงได้เสนอ ให้คืนอำนาจให้กับประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามร่างที่พรรคไทยสร้างไทยได้เสนอเข้าสภาเรียบร้อยแล้ว เพื่อตัดวงจรการสืบทอดอำนาจทั้งสว. และแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยไม่แก้ หมวด 1 และ 2 เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนสำเร็จลุล่วงได้จริง

5.) ยอมรับว่าขณะนี้บ้านเมืองต้องการรัฐบาล และปัญหาของประชาชนรอไม่ได้ แต่ถ้าหากสามารถตั้งรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยได้ตามที่ประชาชนคาดหวังก็จะดีที่สุด ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง โดยระหว่างนี้ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อพิจารณาและประสานงานกับคณะรัฐบาลรักษาการและหน่วยงานราชการเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนไปพลางก่อน

'สำนักข่าวอิศรา' เปิดข้อมูล 11 บริษัท 'ลิ้มเจริญรัตน์' พบ!! พี่ชาย 'เสี่ยชูวิทย์' เคยร่วมธุรกิจอสังหาฯ ด้วย

(25 ก.ค. 66) สำนักข่าวอิศรา เจาะลึกเครือข่ายธุรกิจ 'ลิ้มเจริญรัตน์' ช่วงปี 2503 -2534 ก่อตั้ง 11 แห่ง ค้าขายเชือกป่าน พืชไร่ รับเหมาก่อสร้าง พบ บ.สยามแอสเซ็ท กิจการอสังหาฯ พี่ชาย 'เสี่ยชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์' ร่วมหุ้นด้วย ก่อนเลิกร้างปี 2530

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ‘ลิ้มเจริญรัตน์’ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ ‘กมลวิศิษฏ์’ ของนายชูวิทย์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย นักธุรกิจใหญ่ตัวแสดงอีกคน

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานแล้วว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายภาษิณ ลิ้มเจริญรัตน์ น้องชาย เป็นกรรมการธุรกิจรวม 7 บริษัท (รวมบริษัท ออยล์ฟอร์ไลฟ์ จำกัด ธุรกิจน้ำมันรำข้าว) ในจำนวนนี้ 1 บริษัทคือ บริษัท เกร็ทโอเชียนฟู้ด จำกัด จดทะเบียนเลิกเมื่อ 17 ธ.ค. 2553 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เมื่อ 4 ส.ค.2554 โดยก่อนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี บริษัท โซลิทสึ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าหนี้ ยกเลิกหนี้คงค้างของบริษัทฯให้แก่ บริษัท เกร็ทโอเชียนฟู้ด จำกัด จำนวน 584,302.74 บาท

ล่าสุด จากการตรวจสอบธุรกิจของคนตระกูลลิ้มเจริญรัตน์พบว่า ตระกูลลิ้มเจริญรัตน์ของนายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ บิดานายพิธา มีธุรกิจในอดีตและยังเปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบันกว่า 20 บริษัท ก่อตั้งในช่วงแรกๆ ปี 2500 - 2535 ประมาณ 11 บริษัท...

เริ่มจาก วันที่ 28 ธันวาคม 2503 จดทะเบียน หจก.พรเกียรติ ค้าขายเชือก แห อวน ในย่านสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ด้วยทุน 6 แสนบาท

วันที่ 4 เมษายน 2505 จดทะเบียน บริษัท ไทยย่งฮั่วเชียง จำกัด

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2507 จดทะเบียน บริษัท ไทยโรจน์ จำกัด รับเหมาก่อสร้าง

วันที่ 13 กันยายน 2520 จดทะเบียน หจก.อาโกรโพรดักส์ ค้าขายข้าวพืชไร่

วันที่ 28 ธันวาคม 2520 จดทะเบียน บริษัท กิตติอาโกรโพรดักส์ จำกัด

วันที่ 28 ตุลาคม 2524 จดทะเบียน หจก.ขอนแก่นพรเกียรติ ที่ จ.ขอนแก่น วันที่ 20 เมษายน 2527 จดทะเบียน หจก.ทรัพย์พรชัย ขายเชือกมนิลาอยู่แถวพระโขนง

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2525 จดทะเบียนบริษัท สยามแอสเซ็ท จำกัด ประกอบกิจการซื้อ ขายที่ดิน และจัดแบ่งที่ดินออกเป็นแปลง และจำหน่ายพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

วันที่ 14 มกราคม 2531 จดทะเบียนบริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีต เอสคอน จำกัด ทำเสาเข็ม

วันที่ 25 กรกฎาคม 2531 จดทะเบียนบริษัท แสงธนาเฮ้าส์ซิ่ง จำกัด รับเหมาก่อสร้าง

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2534 จดทะเบียนบริษัท บางกอกคอร์เดจ จำกัด นำเข้าเชือกป่าน

ต่อมาขยายอีกสิบแห่ง เฉพาะนายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ ทำธุรกิจน้ำมันพืชร่วมกับชาวญี่ปุ่นและกลุ่มเกษตรรุ่งเรืองในชื่อบริษัท เอส.เอ็น. บี.ผลิตผลการเกษตร จำกัด และ บริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ออยล์ฟอร์ไลฟ์ จำกัด)

ทว่า 1 ในธุรกิจ ‘ลิ้มเจริญรัตน์’ อย่าง บริษัท สยามแอสเซ็ท จำกัด ก็มีคนตระกูลกมลวิศิษฏ์ร่วมเป็นกรรมการด้วย

โดยจากการตรวจสอบพบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัท สยามแอสเซ็ท จำกัด จดทะเบียนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2525 ทุน 2 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 523 ถนนวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ นายบรรลือ ลิ้มเจริญรัตน์ นายวิโรจน์ กมลวิศิษฎ์ (พี่ชายนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.) เป็นกรรมการร่วมกับบุคคลอื่นอีก 3 คน รวมเป็น 5 คน ต่อมาได้เลิกกิจการนายทะเบียน ได้ขีดชื่อออกจากทะเบียน เป็นบริษัทร้างเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2530

ทั้งนี้ นายวิโรจน์ กมลวิศิษฎ์ นายชูชาติ กมลวิศิษฎ์ นายฤทัย กมลวิศิษฎ์ พี่ชายนายชูวิทย์ ทำธุรกิจรับสร้างบ้านชื่อ บริษัท กรุงเทพ เอส อาร์ พี จำกัด ธุรกิจขายเครื่องเขียนชื่อ หจก. โกล์ดวอเตอร์ส , บริษัท อิมเมกซ์ เอส อาร์ พี จำกัด , บริษัท ยังเบอร์รี่ จำกัด ทั้ง 4 แห่งตั้งอยู่แถวพุทธมณฑลสาย 2 เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ และทำธุรกิจค้าที่ดินชื่อ บริษัท ซี.ดี.แลนด์ จำกัด ตั้งอยู่ถนนสาธรใต้ แขวงยานนาวา เขตยานนาวา กรุงเทพฯ

ขณะที่ นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือหุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อ บริษัท บี.พี.แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ร่วมกับหุ้นส่วนอีก 7 คน และ นายผดุงยังได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) ในเวลาต่อมา

เห็นได้ว่า ‘ลิ้มเจริญรัตน์’ เกี่ยวโยงทางธุรกิจกับ ‘กมลวิศิษฎ์’

กระนั้นไม่มีข้อมูลความโยงกันทางการเมือง

‘ปกรณ์วุฒิ’ หอบหลักฐานปึกใหญ่ เตรียมยื่น ป.ป.ช.เพิ่ม จ่อสอย ‘ศักดิ์สยาม’ คดีซุกหุ้น ยัน ไม่เกี่ยวกดดันจัดตั้งรัฐบาล

(25 ก.ค. 66) นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้แถลงข้อมูลเพิ่มเติมคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซุกหุ้น จนนำมาสู่การสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวว่า ได้รับเอกสารชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเมื่อ 3-4 สัปดาห์ก่อน ตนพบพิรุธหลายจุด และพบหลักฐานใหม่ว่า มีหนี้สินคงค้างกับห้างหุ้นส่วนฯ ในวันเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี และไม่ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

โดยข้อมูลระบุว่า เคยกู้เงินในปี 2558-2559 จำนวน 4 ครั้ง วงเงินจำนวน 108.4 ล้านบาท มีสัญญากู้ยืมเงิน และชำระหนี้คืนทั้งก้อน 22 เม.ย 2562 ก่อนเข้ารับตำแหน่ง 33 วัน โดยอ้างอิงว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2565 ซึ่งได้ถามว่าหนี้สินที่นายศักดิ์สยามมีกับห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ ได้โอนออกพร้อมกับการโอนหุ้นหรือไม่ แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อ ข้อมูลดังกล่าวที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่เปิดเผย ชี้เห็นว่า หลังจากการโอนหุ้นแล้วไม่มีการโอนหนี้สินก้อนนี้ออกไปด้วย เอกสารเป็นการมัดตัวว่าหนี้สินจำนวนนี้ ยังเป็นของนายศักดิ์สยาม หลังการโอนหุ้นเมื่อปี 2561 จึงเกิดคำถามว่ามีการชำระหนี้คืนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 จริงหรือไม่

เพราะงบการเงินของห้างหุ้นส่วนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ระบุชัดเจนว่า ยังมีเงินให้ในส่วนผู้จัดการกู้ยืมคงค้างจำนวน 38 ล้านบาท จากนั้นยอดหนี้สินจึงถูกปิดลงเหลือ 0 บาท ในงบการเงินสิ้นปี 2563 ซึ่งการปิดงบจะต้องสอดคล้องกับเอกสารและยอดเงินในธนาคารทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน เพราะจะต้องยื่นต่อหน่วยงานราชการตามกฎหมาย

“จึงเป็นไปได้ว่านายศักดิ์สยามเป็นหนี้ห้างหุ้นส่วนอยู่ 38 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2562 และไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. สมมติมองในแง่ดีวันที่ 22 เมษายน 2562 มีการโอนเงิน 108 ล้านบาท ให้ห้างหุ้นส่วนตามเอกสาร” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อ พิรุธในประการต่อไป เมื่อพิจารณาเอกสารชี้แจง จะพบว่าห้างหุ้นส่วนได้ระบุว่า นายศักดิ์สยามกู้ยืมเงิน 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2559, 2560, 2561 ระบุยอดตรงกัน 69 ล้านบาท ซึ่งตรงกับการกู้ยืมครั้งที่ 3-4 รวมกัน แต่การกู้เงินครั้ง 1-2 เป็นจำนวนเงิน 39 ล้านบาท ทำไมไม่เคยปรากฏในงบการเงินแม้แต่ครั้งเดียว และยอดเงินจำนวนดังกล่าวมาจากไหน

ขอตั้งข้อสันนิษฐานว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ว่าอาจไม่ได้มีการชำระหนี้และยังมียอดหนี้คงค้างตามงบการเงิน จึงใช้วิธีหายอดเงินที่มีการโอนเข้าห้างหุ้นส่วนจริงๆ ซึ่งอาจเป็นการทำทธุรกรรมเพื่อการอื่นมากล่าวอ้างว่าเป็นการใช้หนี้ แต่ยอดเงินดังกล่าวไม่ตรงกับ 69 ล้านบาท จึงต้องสร้างยอดหนี้ใหม่ที่ไม่เคยปรากฏ ทำสัญญาเงินกู้ขึ้นมา ที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีการติดอากรแสตมป์ ที่จะมีการประทับวันที่มีผลทางกฎหมายเป็นทางการหรือไม่ โดยชี้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะสืบสวนต่อไป

และข้อสงสัยมากที่สุดคือ ตัวเลขในการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ไม่สอดคล้องกับการขายหุ้นของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว หากขายจริงและได้รับเงิน 120 ล้านบาทจริงในเดือนมกราคม 2561 เหตุใดในการยื่นทรัพย์สินในช่วง 16 เดือนหลังจากนั้นกลับมีเงินสด ซึ่งเป็นเงินฝากเพียงจำนวน 76 ล้านบาท หากเป็นตัวเลขจริงอาจเป็นการใช้เงินที่ไม่ใช่การซื้อทรัพย์สินอย่างน้อย 40 ล้านบาท ภายใน16 เดือน และตัวเลข 40 ล้านบาทตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ก่อนเดือนมกราคม 2561 นายศักดิ์สยามไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว

พร้อมทั้งหยิบยกคำชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ของนายศักดิ์สยามว่า เงินจากการขายหุ้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่จะนำไปใช้ จึงไม่จำเป็นรายงานต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงตั้งข้อสงสัยว่า หากมีการจ่ายเงินคืนหนี้สิน 22 เมษายน 2562 เหตุใดนายศักดิ์สยามจึงไม่นำข้อมูลหลักฐานมาชี้แจงในสภาฯ ซึ่งหนี้สินก้อนนี้คือฟางเส้นสุดท้ายในการยึดโยงนายศักดิ์สยามกับห้างหุ้นส่วนแห่งนี้

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อ หากมีการชำระหนี้ไปแล้วจริง จะเป็นหลักฐานสำคัญว่า ได้ตัดขาดจากห้างหุ้นส่วนแห่งนี้โดยเด็ดขาด และจะสามารถหักล้างข้อสงสัยได้ทันทีทันใด และยอมรับว่าจะกลายเป็นตนเองนั้นถูกน็อคกลางสภา แต่นายศักดิ์สยามไม่ชี้แจงว่า นำเงินจากการขายหุ้นมาใช้คืนหนี้สินให้กับทางหุ้นส่วนจำกัดแห่งนี้มูลค่า 108 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ยังพบพิรุธในเอกสารที่แจ้ง ต้องถามรัฐธรรมนูญหลายจุดเช่น นายศักดิ์สยามให้ขอเอกสารจากห้างหุ้นส่วนฯ เป็นเอกสารใบรับวางบิล หุ้นส่วนฯ และผู้จัดการคนใหม่ได้เข้ามาควบคุมเซ็นเอกสารตั้งแต่ต้นปี 2561 ตามที่มีการโอนหุ้นจริง

พร้อมกับให้เปิดเผยว่า ได้ยื่นรายชื่อพยานต่อศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 22 คน และรายชื่อพยานเอกสาร รายการเพื่อให้ศาลเรียกเพื่อหักล้างคำขี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายศักดิ์สยาม และยังพบรายการเดินบัญชี 27 บัญชีของนายศักดิ์สยามและผู้เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันยังมีทีมงานเพื่อชี้เบาะแสผู้ที่น่าเชื่อว่า ร่วมกันกระทำความผิดฐานฟอกเงินที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ‘DSI’

จึงขอเรียกร้องไปยังองค์กรอิสระ ทั้ง ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ เรียกศรัทธาจากสังคมและการปฏิบัติกับทุกคำร้องตามกฎหมาย ตามกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม และ มาตรฐานในการทำงานที่กำลังถูกสังคมจับจ้องและตั้งคำถาม

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประมาณ 9-10 เดือนที่ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และฝั่งศาลรัฐธรรมนูญก็มีเวลาใกล้เคียงกันแต่มีความคืบหน้าไปแล้ว ตอนนี้รอเพียงศาลรัฐธรรมนูญเรียกพยานบุคคลไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า หากเทียบเคียงกับคดีของ สส.ก้าวไกลความรวดเร็วและการทำงานแตกต่างกันอย่างไร นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า คงไม่ใช่แค่เรื่องนี้ และเรื่องนี้คงเป็นแค่เรื่องหนึ่ง หากย้อนไปตั้งแต่ยุคของ คสช.ที่มีการยื่นคุณสมบัติของรัฐมนตรีแต่ละกรณีพิจารณาไม่ต่ำกว่า 300 กว่าวันหรือบางทีก็มากกว่านั้น แต่หากเป็นเคสของพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ก็จะค่อนข้างรวดเร็วอย่างที่เห็น

ส่วนที่ต้องยื่นเอกสารใหม่อีกครั้งที่ ป.ป.ช. เพราะเป็นหลักฐานเพิ่มเติมและเป็นเด็นที่แยกย่อยมาจากคำร้องครั้งที่แล้วในคดีซุกหุ้น จึงอยากให้ ป.ป.ช.เรียกดูเอกสารตามอำนาจที่มี ทั้งจากธนาคาร และเอกชน รวมถึงราชการที่จะมาเชื่อมโยงได้ว่าทั้งหมดที่มีการกล่าวอ้างจริงหรือไม่ และตัวเลขหนี้ที่คงค้างอยู่ในงบการเงินนั้น เป็นความผิดพลาดทางงบการเงิน หรือเป็นความผิดพลาดที่ไม่เคยมีการใช้หนี้มาก่อน

เมื่อถามว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มีการพูดถึงพรรคอันดับที่ 3 จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายปกรวุฒิ กล่าวว่า ตนได้รับทราบว่ามีเอกสารชุดนี้เมื่อประมาณ 4 สัปดาห์ที่แล้วจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และช่วงที่ผ่านมาตนก็ได้ยังไม่มีเวลาที่จะดูเรื่องนี้ แต่หลังจากเปิดประชุมสภาแล้ว และได้มีเวลาดูเอกสารประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ทำเรื่องนี้เสร็จเมื่อวันเสาร์ (22 ก.ค.) ที่ผ่านมา จึงนำมาสู่การแถลงข่าว โดยไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องรออะไรในการที่จะไปยื่น เพราะหากรอไปเกิดมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น อาจจะไม่ทันการ จึงคิดว่าจะต้องยื่นเลย

ส่วนจะกระทบไปยังการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีการขอเสียงพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น มองว่า เป็นการทำหน้าที่ตามปกติ เพราะตนก็ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ตั้งแต่ปีที่แล้ว และยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเอง รวมไปถึงยื่นต่อป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญเอง ดังนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไม่ทำ ส่วนเรื่องการร่วมรัฐบาลหรือไม่ร่วมรัฐบาล เราเคยประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่า ต่อให้นายพิธา เป็นนายกฯ หรือไม่ได้เป็นนายกฯ ก็จะตรวจสอบรัฐมตรีทุกคน ไม่เว้นแม้แต่รัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล รวมไปถึงประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ที่ได้เซ็นต์ไว้ใน MOU ของ 8 พรรคร่วมด้วย

ส่วนจะเป็นการสื่อสารว่า ไม่เอาพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า จริงๆ ก็ไม่ใช่ไม่ว่าเราจะร่วมหรือไม่ร่วม ในท้ายที่สุดเราก็ต้องทำงานตรวจสอบพรรคร่วมรัฐบาลทุกคน รวมไปถึงพรรคตัวเองด้วย ที่เข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หากมีพฤติกรรมอย่างไรที่ไม่ดีหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเจรจา เพราะการเจรจาร่วมรัฐบาลในตอนนี้ เป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยและทีมเจรจาของพรรคก้าวไกล ซึ่งตนไม่ได้อยู่ในทีมเจรจา

เมื่อถามว่า ยอมรับหรือไม่ว่า จะกระทบกับการจัดตั้งรัฐบาล มองว่า ไม่กระทบ เพราะถือว่าเป็นระบบปกติ ทุกคนทราบอยู่แล้วว่า ดีเอ็นเอของพรรคก้าวไกลเป็นแบบนี้ ตนคิดว่าถ้าพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาลแะนายพิธา ได้เป็นนายกฯ ภาพของการที่พรรคก้าวไกลตรวจสอบพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกังเอง คงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเท่าไร ดังนั้นเมื่อเคยพูดแบบไหนก็ทำแบบนั้นดีกว่า วันนี้แกล้งทำเป็นหลับหูหลับตา แล้ววันหนึ่งเรากลับมาตรวจสอบเขาอย่างเข้มข้น ตนคิดว่าเป็นภาพที่ดูไม่งามเท่าไร ซึ่งตนคิดว่าการตรวจสอบการทุจริตไม่มีเวลาที่ไม่เหมาะสม ในการยืนยันสิ่งที่ถูกต้อง

ส่วนจะบีบให้ทางเลือกเหลือน้อยลงหรือไม่ เพราะหากไม่เอาพรรค 2 ลุง ก็จะเหลือทางเลือกเดียวคือภูมิใจไทย โดยมีนายศักดิ์สยาม เป็นเลขาธิการพรรค นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เป็นเรื่องของทีมเจรจาว่า จะไปเจรจาด้วยเงื่อนไขอย่างไร แต่เราก็ยืนยันตรงนี้ ว่าเราทำหน้าที่ของเราอย่างต่อเนื่อง ถ้าจะบอกว่าเราต้องรอการเจรจาให้จบก่อน ก็ไม่รู้ว่าการเจรจาจะจบเมื่อไร แล้วจะต้องรอเรื่องที่เราตรวจสอบไว้นานแล้ว ไปอีกนานเท่าไร ดังนั้นจึงมองว่า ไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้ นอกจากทำไปตามกระบวนการตามปกติ

ทั้งนี้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่านายศักดิ์สยาม จะยังคงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ เพราะจะมีผลในอนาคต หากคำร้องนี้มีคำวินิจฉัยว่าผิดจริง อย่างน้อยก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีกอย่างน้อยสองปี

จากนั้นในเวลา 11.30 น. นายปกรณ์วุฒิเดินทางไปยัง ป.ป.ช. เพื่อยื่นหนังสือและเอกสารเกือบ 100 แผ่น ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ของนายศักดิ์สยามต่อไป

‘อนุทิน’ ชี้!! ประเทศรอเลือกนายกฯ อีก 10 เดือนไม่ได้  พร้อมส่งกำลังใจหนุนให้ ‘เพื่อไทย’ จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ

(25 ก.ค. 66) ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมสส.ของพรรค กรณีที่มีข้อเสนอให้ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล รอให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หมดวาระช่วงเดือนพ.ค.67 ก่อนที่จะเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า พรรคภูมิใจไทยรอไม่ได้ เพราะไม่เป็นผลดีต่อการบริหารงานของประเทศ

ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยเชิญเข้าไปพูดคุย เพื่อหาทางออกให้วิกฤตประเทศ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเพียงการไปพูดคุย ซึ่งมีการแถลงข่าวไปแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามที่แถลงข่าว คือพรรคภูมิใจไทยจะไม่ร่วมงานกับพรรคที่เสนอแก้มาตรา 112 คือพรรคก้าวไกล ทั้งนี้ ขอส่งกำลังใจให้พรรคเพื่อไทยในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ ส่วนพรรคภูมิใจไทยหากมีเรื่องใดสามารถพูดคุยหรือช่วยเหลือได้ก็ยินดีที่จะทำ

เมื่อถามว่า หากพรรคอันดับ 2 อย่างพรรคเพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคอันดับ 3 อย่างพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ให้ถึงเวลานั้นก่อนค่อยพูด เพราะตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top