Thursday, 11 June 2026
POLITICS NEWS

'อดีตทูตนริศโรจน์' ชี้!! เหตุสารคดี 'แกนนำม็อบหญิงไทย' ได้ฉายในนิวยอร์ก ส่วนหนึ่งของแผนจัดฉากเพื่อหวังผลเข้ามาชี้นำการเมืองไทย 

(3 ส.ค. 66) นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Fuangrabil Narisroj ว่า...

เห็นข่าวที่มีการแอบทำหนังสารคดีเกี่ยวกับแกนนำม็อบ ผู้หญิง คนนึง เพื่อนำไปออกฉายที่นิวยอร์ก!!

ไม่แปลกใจเลยเพราะการทำสื่อสารคดีแนวแบบนี้ ชาติมหาอำนาจ เขาถนัดยิ่งนัก เพราะเขาคุมสื่อโลกในมือ

คงจำได้ว่าเคยมีการทำสื่อสารคดีโดยสำนักข่าวชาติมหาอำนาจเพื่อหาทางเข้าโจมตีอิรัก ซีเรีย มีคนจับได้ว่าภาพเด็กที่บาดเจ็บ หรือ นอนตาย นั้นแท้จริงเป็นการ 'จัดฉาก' เด็กคนเดียวกันไปปรากฏว่า ตาย หรือ บาดเจ็บในหลายสถานที่

ผู้ปกครองที่อุ้มเด็กร้องไห้ปานจะขาดใจ ก็ปรากฏตัวในหลายพื้นที่ หลายซีน เรียกว่า ตายและเจ็บกันหลายหน หลายวาระ

ฉากที่ ISIS ฆ่าคนแบบทารุณ ก็มีคนจับไต๋ได้ว่าจัดฉากทำกันในสตูดิโอ เพราะคนเจอพิรุธที่ข้อมือของของ ISIS มีรูปดาวเดวิด บางคนที่ข้อมือกับรองเท้าลืมเปลี่ยน และดันไปตรงกับทหาร Marine คนนึง

ฉากทารุณสมัยนี้ใช้ CG ช่วย จะให้หวาดเสียวเลือดท่วมแค่ไหนทำได้หมด

และจากหนังสารคดีจัดฉากบิดเบือนเหล่านี้นี่เอง คือข้ออ้างของชาติมหาอำนาจในการอ้างสิทธิอันชอบธรรมในการเข้าไปรุกราน ครอบงำ และยึดครองประเทศอื่น

หนังสารคดีเกี่ยวกับแกนนำม็อบก็เช่นกัน เป็นส่วนนึงของแผนในการเข้ามาชี้นำการเมืองไทย 

จงรู้เท่าทัน !

เกาะความสำเร็จลัทธิ 3 นิ้ว ผลิต 'เยาวชน' ต่อต้าน 'สถาบันฯ-ล้ม ม.112'  ไม่เคยมียุคใดที่คนในสังคมไทยมีตรรกะที่ผิดเพี้ยนเช่นนี้

(3 ก.ค. 66) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Harirak Sutabutr ระบุข้อความว่า...

เมื่อวานเห็นข่าวด้อมส้มที่มีทั้งหญิงทั้งชายกลุ่มหนึ่ง ดูแล้วหน้าตาคุ้น ๆ ล้วนยังเป็นเยาวชน ไปที่ตลาดเสรี 2 ซึ่งเป็นของคุณเสรี สุวรรณภานนนท์ นำใบปลิวซึ่งมีข้อความว่าเป็นประกาศจับและมีรูปของ สว.หลายคนที่ไม่ลงมติให้ความเห็นชอบ หรือลงมติไม่เห็นชอบให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไปติดตามที่ต่าง ๆ ในตลาด สีหน้าท่าทางแต่ละคนแสดงว่า มีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งที่เป็นการละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นอย่างชัดแจ้ง

นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ที่เยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติมีทัศนคติ มีความเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเสรีภาพที่ต้องกระทำได้ ลองมองย้อนไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เยาวชนที่เป็นสาวกของลัทธิ 3 นิ้ว ล้วนมีพฤติกรรมและความเชื่อแบบนี้ ที่หนักหนาสาหัสคือมีผู้ใหญ่ที่เป็นนักวิชาการบางคนให้ความเห็นที่ผิดเพี้ยน เช่น การที่ม็อบเผาทรัพย์สินสาธารณะไม่ใช่ความรุนแรง แต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญญลักษณ์เท่านั้น ผู้นำลัทธิ 3 นิ้วบางคนแสดงความเห็นว่า การเผาพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความผิดเพียงเป็นการเผาทรัพย์เท่านั้น เป็นต้น

ไม่เคยมียุคใดที่คนในสังคมไทยมีความคิดและตรรกะที่ผิดเพี้ยนเช่นนี้ เรื่องนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนและมีการดำเนินการมากันเวลานาน เริ่มจากการแทรกซึมในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยอาศัยแนวร่วมที่เป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และแทรกซึมเข้าไปในองค์กรนิสิตนักศึกษาต่าง ๆ อบรมบ่มเพาะด้วยการใส่ชุดความคิดที่พวกเขาต้องการ ต่อมาจึงลงไปแทรกซึมถึงระดับโรงเรียน ทำกันมานานจนกระทั่งมีหลายคนที่เกิดจากการบ่มเพาะแบบนี้ได้เข้าไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และเป็นแนวร่วมอย่างแข็งขัน

เมื่อมี Social Media การปั่นและบ่มเพาะความคิดแบบนี้ยิ่งทำได้สะดวกและเกิดผลเป็นวงกว้างมากขึ้น บรรดาแกนนำม็อบ 3 นิ้ว และม็อบกลุ่มต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา สส.บางคน รวมทั้งเยาวชนอย่าง 'หยก' ก็น่าจะเป็นผลผลิตของขบวนการนี้

2-3 วันมานี้เห็นโปสเตอร์โฆษณาหลักสูตรอบรมเยาวชนก้าวหน้า ของ Progressive Academy รับผู้เข้ารับการอบรมอายุ 15-25 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้เวลาอบรมถึง 62 ชั่วโมง มีการบรรยาย กิจกรรมกระตุ้นการเรียนรู้ กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ทัศนศึกษา และการค้นคว้าอิสระ ซึ่งทำกันมา 2 รุ่นแล้ว ดูรายชื่อวิทยากรแล้วส่วนใหญ่มีทัศนคติคล้าย ๆ กันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และก็พอจะคาดเดาได้ว่า หลักสูตรนี้ต้องการใส่ความคิดแบบใดให้กับเยาวชนที่เข้ารับการอบรม นี่น่าจะเป็นเรื่องใหม่ ที่ขบวนการนี้ไม่เพียงใช้วิธีแทรกซีมอยู่ในมหาวิทยาลัย และสถาบันการศีกษาเท่านั้น แต่เปิดการอบรมกันตรง ๆ อย่างเปิดเผยไปเลย

การที่มีผู้ทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะผลผลิตที่มาจากขบวนการนี้ สังเกตว่าเริ่มมีตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค และมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาอ้างว่ามาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกลั่นแกล้งต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง ดังนั้นต้องยกเลิกมาตรา 112 และเมื่อถูกแรงต้านมากขึ้นก็เปลี่ยนมาเป็นแก้ไข โดยนำออกจากหมวดความมั่นคง ซึ่งเท่ากับเป็นการบอกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ และลดโทษให้ต่ำลงเท่ากับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา และมีเงื่อนไขที่ไม่ต้องถูกลงโทษหากทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ หรือสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นความจริง

การสร้างความเกลียดชังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความพยายามในการแก้มาตรา 112 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของขบวนการนี้ เป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาคือพยายามทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ ทำให้อ่อนแอลง ถ้ายังจำเป็นต้องคงอยู่ก็ให้คงอยู่อย่างไม่มีบทบาทใดๆ เป้าหมายสูงสุดก็คือ การเปลี่ยนประเทศให้เป็นไปอย่างที่พวกเขาต้องการ

การจัดหลักสูตรอบรมเยาวชนก้าวหน้า แสดงว่าขบวนการนี้ยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะมีอำนาจรัฐอยู่ในมือหรือไม่ แม้ว่าจะเป็นการสร้างความขัดแย้งอย่างไร ครอบครัว ญาติพี่น้องแตกแยกกันอย่างไร ล้วนไม่นำพา พวกเขายังมุ่งมั่นดำเนินการต่อไป จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่ต้องการ

น่าสนใจว่า รัฐบาลใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ จะยอมรับหรือไม่ว่ามีขบวนการนี้อยู่ ถ้ายอมรับจะมีแนวทางจัดการกับขบวนการนี้หรือไม่อย่างไร จะจัดการได้ดีกว่ารัฐบาลพลเอก ประยุทธ์หรือไม่ หรือเพียงขอให้ได้เป็นรัฐบาลเป็นพอ ทั้งหมดได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม

ปชป.100 ชีวิต ยื่นกกต.เพิกถอนมติประชุมใหญ่ 9 ก.ค.  ชี้!! ข้อบังคับพรรคขัดกม. พร้อมขอสั่งเลื่อนประชุมใหญ่ 6 ส.ค.ไปก่อน

(3 ส.ค. 66) นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และอดีตฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ นำรายชื่อสมาชิกพรรคกว่า 100 คนยื่นต่อ กกต.ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติการประชุมวิสามัญและมติกรรมการ บริหารพรรคที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 9 ก.ค. และขอให้สั่งเลื่อนการประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 6 ส.ค. นี้ออกไปก่อน และให้ กกต.สั่งให้พรรคแก้ไขข้อบังคับพรรคให้ถูกต้อง

นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า การประชุมเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ และคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติงดเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุมหลายข้อ ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิสมาชิกพรรค และเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560

นอกจากนี้ ข้อบังคับพรรคที่ใช้ในการประชุมมีหลายข้อที่ขัดต่อกฎหมาย อาทิ การออกมติกรรมการบริหารพรรค ยกเว้นการหยั่งเสียงเบื้องต้นของที่ประชุมใหญ่ เพื่อเลือกผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค การใช้สัดส่วนการคำนวณคะแนนเสียงในการเลือกสมาชิกเป็นกรรมการบริหารพรรค ในสัดส่วนร้อยละ 70 ต่อ 30 คือ ส.ส. 1 คน ควรจะมี 1 เสียง แต่ข้อบังคับพรรคเมื่อหลายปีก่อน กำหนดให้ สส.ปัจจุบันมีคะแนนเสียง 70 ต่อ 30 อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เป็นสส. ก็มีเสียงเท่ากับตน แต่เมื่อเทียบกับนายนริศ ขำนุรักษ์ สส.พัทลุงแล้ว นายนริศมีสิทธิมากกว่านายอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงขอให้กกต.พิจารณา เพราะทั้งหมดไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยสากล จึงเห็นว่าควรแก้ไขข้อบังคับพรรคดังกล่าวเสียก่อน หากปล่อยให้มีการประชุมวันที่ 6 ส.ค.นี้ ปัญหาดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นอีก

เมื่อถามว่าที่ต้องมายื่นกกต.ให้สั่งเลื่อนประชุมวันที่ 6 ส.ค.เป็นเพราะยังมีปัญหาการช่วงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคใช่หรือไม่ นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า อย่าเรียกว่าการช่วงชิง ให้เรียกว่าการแข่งขัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ในอดีตที่ผ่านมาก็มีการแข่งขันกันรุนแรงในสมัยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และในครั้งนี้ก็ดูท่าว่าจะเป็นเหมือนครั้งก่อน จึงน่าจะต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม เลื่อนการประชุมออกไปก่อน ให้มีการแก้ไขข้อบังคับพรรคให้ถูกต้องก่อน แต่ถ้ากกต.ยังไม่มีคำสั่ง ก็อยู่ที่กรรมการบริหารพรรคจะพิจารณา ถ้าเห็นว่ามีการร้องต่อกกต.แล้วอาจจะเลื่อนก็ได้ แต่ถ้ายังจะประชุมต่อไป เราก็ติดตามว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่

เมื่อถามว่า เกี่ยวข้องกับการที่พรรคอาจได้รับการติดต่อเพื่อร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ ผู้ใหญ่ในพรรค 3-4 คน ไม่ไปด้วย อย่างนายชวน หลีกภัย ก็บอกว่าไม่เห็นด้วยที่จะไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามี 3-4 คน บอกว่าไม่ไป ตนว่าเขาก็ไม่เอาเรา อย่างมี 25 คน ไป 24 คน สมมติคุณชวนไม่ไปคนหนึ่งเขาก็ไม่เอาแล้ว เขาคงไม่คิดเอาพรรคที่มีความเห็นที่ไม่สอดคล้องกันไปร่วมรัฐบาล และวันนี้เท่าที่คุยมีหลายคน นอกเหนือจากคุณชวนที่บอกว่าไม่ไป และเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีงูเห่า เพราะการมีงูเห่าต้องออกไปอยู่พรรคอื่น ซึ่งเราไม่ได้ห่วงเรื่องงูเห่า ไม่ได้ห่วงเรื่องร่วมรัฐบาล เพราะเราเชื่อว่าไม่มีใครเขาเอาเรา เราห่วงว่าจะทำอย่างไรให้พรรคเราต้องไปสู่ความสงบเรียบร้อย อยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง โดยไม่ต้องแก่งแย่งตำแหน่ง แต่ช่วยกันทำงาน

"ผมมีประสบการณ์ชีวิตการเมืองมาพอสมควร สมัยเราเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคอื่นมาร่วมกับเรามี 9 คน 20 คน ถ้ามาบ้าง ไม่มาบ้างเราก็ไม่เอา ความสามัคคีในพรรคไม่มีก็ทำให้ความเป็นรัฐบาลแตกแยกด้วยซ้ำไป อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่คิดว่าคนจะจัดตั้งรัฐบาลต้องคิดได้"
 

'เสรีพิศุทธ์' กล่อม 'ก้าวไกล' นึกถึงบุญคุณ ‘เพื่อไทย’ ช่วยหนุนโหวต เตือน!! 'ม็อบด้อมส้ม' ผิด กม. ยกเคส 'หยก' เป็นลูกฆ่าทิ้งไปแล้ว

(3 ส.ค. 66) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนทางการเมืองว่า มีจุดยืนเดิมคือร่วมกับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะไม่สามารถนำพรรคก้าวไกลมาร่วมได้ เราก็ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกลจะออกไป ก็ไม่ใช่ปัญหา ยังเห็นเป็นเหมือนน้อง ด้วยความปรารถนาดีอยากให้จัดรัฐบาลได้

เมื่อถามว่าถ้ามีพรรค 2 ลุงมาร่วมรัฐบาลด้วย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ตนเคยตอบไปแล้วว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะเป็นคนรัฐประหาร แต่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตนรับได้ แต่ถ้าจะเหมารวม พล.อ.ประวิตร เป็นคนปฎิวัติด้วย อย่างนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาฯ เป็นผู้สนับสนุน ก็ต้องถือว่ารวมด้วย ฉะนั้นตัวหลักที่ตนไม่เอาคือ พล.อ.ประยุทธ์

“พรรคเพื่อไทยเขาจัดตั้งรัฐบาลถ้าเขาเอา พล.อ.ประวิตร แต่ผมไม่เอา ผมก็อยู่ไม่ได้ จะให้ผมไปอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้ จะให้ไปอยู่ตรงไหน ก็ต้องลาออกจากการเป็น ส.ส. ผมแนะทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลไปแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกแล้ว ไม่มีลุงแล้ว ก็เหลือแต่พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคก็ไม่ใช่คนปฎิวัติ แล้วทำไมจะต้องแข็งตัว จนไปร่วมกับรวมไทยสร้างชาติไม่ได้ ถ้าให้ผมเป็นคนตัดสินใจไม่ว่าผมจะอยู่ก้าวไกลหรือเพื่อไทยก็ร่วมได้” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการโหวตนายกฯ วันที่ 4 ส.ค.นี้ อาจจะมีปัญหาต้องเลื่อนออกไปอีกเพราะมีเหตุไม่ลงตัวว่า บ้านเมืองวุ่นวายมานาน 8-9 ปี เมื่อมีการเลือกตั้งมาแล้ว และ สว. ที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกฯ ต้องสามัคคีกัน จะไปเอาคำพูดตรงนั้นตรงนี้มาเป็นประเด็น อย่างที่นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เคยพูดให้แก้มาตรา 112 มันไม่ใช่ประเด็น ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเคยพูดว่าไม่เอาพรรคพลังประชารัฐต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่สัญญา ยังไม่ถึงขั้นทำเอ็มโอยูด้วยซ้ำ เป็นการพูดบนเวทีเพื่อหาเสียงเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนให้ ถ้าคิดว่าผิดคำพูดไปเสียหมดก็ไม่ต้องจัดแล้วรัฐบาล

เมื่อถามว่ามีการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลใหม่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ไม่มี ตนไม่เคยสนใจตำแหน่ง ตนอยากจะช่วยให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลได้ และตนไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไปแล้ว

“เห็นพรรคก้าวไกลบอกว่า จะไม่ลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย อยากฝากให้ก้าวไกลคิดใหม่ ครั้งก่อนที่ก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล เพื่อไทยก็ลงคะแนนให้ ครั้งนี้เพื่อไทยจัด ก้าวไกลจะตอบแทนบุญคุณไม่ได้หรือ ถึงแม้จะเป็นจะไปเป็นฝ่ายค้านแต่ก็มี 150 เสียง ถ้าลงให้ทั้งหมดก็สิ้นเรื่อง ถ้าลงทั้งหมดจะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าได้ สิ่งที่ก้าวไกลจะได้คือแมนจริงๆ เลือกตั้งครั้งหน้าจะทำให้พรรคก้าวไกลได้คะแนนมากยิ่งขึ้น ถึงเพื่อไทยจะเป็นรัฐบาลแต่ก็ต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งก้าวไกลไม่ใช่จะเป็นฝ่ายค้านไปตลอด รับรองสนับสนุนคะแนนเสียงไปก่อน 3-4 เดือนมีการปรับคณะรัฐมนตรี อาจเอาพรรคอื่นออกเอาพรรคก้าวไกลเข้าไปได้ ดังนั้นขอชี้ทางสว่างให้พรรคก้าวไกล” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่าหลังพรรคเพื่อไทยปล่อยมือพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้ายทำให้มวลชนไม่พอใจมีกระแสต่อต้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า การที่มวลชนบุกไปยังพรรคเพื่อไทย สาดสีและเผาหุ่น ตรงนี้ไม่ใช่แค่ไม่เหมาะสม แต่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เมื่อเลือกเขามา ก็หมดหน้าที่แล้ว พรรคจะบริหารจัดการอย่างไรเป็นหน้าที่พรรค ไม่ว่าพรรคไหนจัด ก็เป็นเรื่องของพรรคการเมืองนั้นๆ ถ้าพรรคไหนไม่ดีครั้งหน้าก็อย่าไปเลือก ถ้าทำดีครั้งหน้าก็เลือกให้มากขึ้น ไม่ใช่พอเลือกตั้งก็จะเอาตามใจตัวเอง

“พรรคก้าวไกลไปตามใจด้อมมาเกินไปจนแพ้โหวตเสียงไม่พอ เพราะไม่สามารถหาเสียงเพิ่มได้ ตรงนี้ก็เป็นบทเรียนก้าวไกลที่ไปเชื่อคนภายนอกมากเกินไป ส่วนเรื่องม็อบเราก็เห็นหน้ากันอยู่ บุกรุกเข้าไปพรรคเพียงหนึ่งตารางนิ้ว ก็ผิดกฎหมาย แล้วก็ยังไปจุดไฟเผา เสร็จแล้วก็เดินสะบัดก้น โดยเฉพาะเด็กหยก ที่ไม่เชื่อฟังอาจารย์ ปีนกำแพง ไม่แต่งชุดนักเรียนสงสารแม่เขา ถ้าเป็นลูกผมไม่ได้ ผมฆ่าทิ้งเลย เด็กแบบนี้เอาไว้ได้ไง ถ้าเป็นลูกผมผมไม่เอา” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

‘ชัยวุฒิ’ ชี้ พ.ร.ก. ช่วยลดอาญชากรรมไซเบอร์ วอนสภาฯ อนุมัติ ช่วย ปชช. ตกเป็นเหยื่อ

(3 ส.ค. 66) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและความจำเป็น ตลอดจนสาระสำคัญของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยระบุถึงเหตุผลและความจำเป็น ว่า ปัจจุบันประชาชนผู้สุจริตถูกคนร้ายใช้วิธีการทางเทคโนโลยีหลอกลวงหลอกลวง ทำให้เสียหายทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขปัญหาบัญชีม้า ซิมม้า และระงับยับยั้งการโอนเงินของคนร้ายต่อเป็นทอด ๆ เพื่อให้สามารถติดตามทรัพย์สินคืนให้กับผู้เสียหายได้ทัน เป็นสำคัญ

นายชัยวุฒิ ได้สรุปถึงสาระสำคัญของพระราชกำหนดฯ ฉบับดังกล่าวด้วยว่า พระราชกำหนดฯ ฉบับนี้ มีทั้งหมด 14 มาตรา

มาตราที่ 1, 2 และ 3 บัญญัติเกี่ยวกับชื่อเรียก วันที่บังคับใช้ และคำนิยาม ตามลำดับ

มาตรา 4 กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย ให้ฝ่ายธนาคาร และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ มีหน้าที่เปิดเผย หรือแลกเปลี่ยนข้อมูล และส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

มาตรา 5 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมสอบสวนดีพิเศษ และสำนักงาน ปปง. สั่งให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ เปิดเผยข้อมูลการลงทะเบียน หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ และมีหน้าที่ส่งให้ผู้สั่งภายในระยะเวลาที่กำหนด

มาตรา 6 กรณีที่ธนาคารพบเหตุอันควรสงสัย ให้มีหน้าที่ระงับการทำธุรกรรมนั้น และแจ้งธนาคารที่รับโอนต่อทุกทอด ระงับการทำธุรกรรมที่รับโอนไว้ทันที เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวัน  เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ หรือ เลขาธิการ ปปง. ดำเนินการตรวจสอบ

มาตรา 7 กรณีที่ธนาคารได้รับแจ้งจากผู้เสียหายโดยตรง ให้ธนาคารระงับการทำธุรกรรมนั้นไว้ทันที และแจ้งให้ธนาคารที่รับโอนต่อทุกทอด ระงับการทำธุรกรรมที่รับโอนไว้ด้วย พร้อมกับแจ้งผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในเวลา 72 ชั่วโมง เมื่อพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์แล้ว ให้พิจารณามีคำสั่งไปยังธนาคาร ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันได้รับคำร้องทุกข์ หากไม่มีคำสั่งภายในกำหนดเวลา ให้ธนาคารยกเลิกการระงับการทำธุรกรรม

มาตรา 8 วรรคแรก การแจ้งข้อมูลหรือหลักฐาน ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 สามารถกระทำทางโทรศัพท์หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

มาตรา 8 วรรคสอง 1) การร้องทุกข์ในความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจะกระทำต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจแห่งใดในราชอาณาจักร และจะร้องทุกข์ทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ โดยให้ถือว่าเป็นการร้องทุกข์โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

2) การสอบสวนหรือดำเนินการเกี่ยวกับความผิดดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนที่รับคำร้องทุกข์ไม่ว่าจะประจำอยู่ที่สังกัดใด หรือพนักงานสอบสวนที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ มีอำนาจสอบสวนหรือดำเนินเกี่ยวกับความผิดดังกล่าวได้ไม่ว่าความผิดนั้นเกิดขึ้น ณ ที่ใดในราชอาณาจักร

มาตรา 9 ผู้ใดเปิดบัญชีม้า หรือใช้ซิมม้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 10 และมาตรา 11 ผู้ใดโฆษณาเกี่ยวกับบัญชีม้า ซิมม้า มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 2 - 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 - 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 12 การเปิดเผย แลกเปลี่ยน เข้าถึง จัดเก็บ รวบรวม การใช้ข้อมูลบุคคลตามตามพระราชกำหนดฯ นี้ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

มาตรา 13 ในวาระเริ่มแรกให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา คณะหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ 1) กำหนดแนวทางในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2) ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเหตุอันควรสงสัย และ 3) ให้คำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน โดยให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่งตั้งเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งเลขานุการร่วม

มาตรา 14 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชกำหนดฯ นี้

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

การจัดทำพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 จะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระและอำนวยความสะดวกในการร้องทุกข์ให้แก่ประชาชน และสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายชัยวุฒิ ได้ให้นำเสนอข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปรียบเทียบระหว่าง ก่อนวันที่ พระราชกำหนดฯ ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ (วันที่ 17 มี.ค.66) กับหลังจากวันที่มีผลบังคับใช้ ในด้านที่สำคัญ ว่า

- ต้นปี 2566 ถึงก่อนวันที่ พระราชกำหนดฯ มีผลบังคับใช้ (วันที่ 1 ม.ค.66 - 16 มี.ค.66) เกิดเฉลี่ย 790 คดี/วัน
- ตั้งแต่วันที่ พระราชกำหนดฯ มีผลบังคับใช้ (17 มี.ค.66) ถึงวันที่ 17 ก.ค.66 (121 วัน) เกิดรวม 74,280 คดี เฉลี่ย 603 คดี/วัน
- พอสรุปได้ว่า ตั้งแต่พระราชกำหนดฯ มีผลบังคับใช้ สถิติการเกิดคดีลดลงเฉลี่ย 187 คดี/วัน

ขณะที่การขออายัดบัญชีนั้น พบว่า

- ในช่วงระยเวลาก่อนวันที่ พระราชกำหนดฯ มีผลบังคับใช้ (วันที่ 1 ม.ค.66 - 16 มี.ค.66)  มีการขออายัดบัญชี จำนวน 1,346 ล้านบาทเศษ อายัดได้ทัน 87 ล้านบาท (คิดเป็น 6.5 %)
- ตั้งแต่วันที่ พระราชกำหนดฯ มีผลบังคับใช้ (วันที่ 17 มี.ค.66) ถึงวันที่ 17 ก.ค.66 (121 วัน) มีการขออายัดบัญชี จำนวน 2,400 ล้านบาท อายัดได้ทัน 256 ล้านบาท (คิดเป็น 10.3 %)  
- พอสรุปได้ว่า ตั้งแต่ พระราชกำหนดฯ มีผลบังคับใช้ สามารถอายัดบัญชีได้ทันเพิ่มมากขึ้น

ด้านการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้าและซิมม้า

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินคดีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้าและซิมม้า โดยมีผลการจับกุม ใน 4 ข้อหา รวม 336 ราย ดังนี้

- ข้อหาเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน (บัญชีม้า) รวม 245 ราย
- ข้อหายินยอมให้ผู้อื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน (ซิมม้า) รวม 36 ราย
- ข้อหาเป็นธุระจัดหา โฆษณา ไขข่าว ให้มีการซื้อขายบัญชี (ประกาศขายบัญชีม้า) รวม 7 ราย
- ข้อหาเป็นธุระจัดหา โฆษณา ไขข่าว ให้มีการซื้อขายเลขหมายโทรศัพท์ (ประกาศขายซิมม้า) รวม 48 ราย

นายชัยวุฒิ ยังย้ำด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยทางอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน ปปง. สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ร่วมกันประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน รูปแบบภัยทางออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อหรือตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และช่องทางการติดต่อในการแก้ปัญหาหากเกิดเหตุแล้ว ปรากฏบนสื่อต่าง ๆ ในทุกรูปแบบ

“กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สภาผู้แทนราษฎรจะได้พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพที่นับวันจะยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น” นายชัยวุฒิ กล่าว

อนึ่ง เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีได้นำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป

โดยที่บทบัญญัติมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดสำหรับการตราพระราชกำหนดทั่วไปว่า “มาตรา 172 ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้
การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”

‘โตโต้ ก้าวไกล’ ชงตั้ง กมธ.วิสามัญ  สอบตำรวจสลายม็อบสามนิ้ว ปี 63-65

(3 ส.ค. 66) นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคก้าวไกล อดีตหัวหน้าการ์ดวีโว่ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า ทำงานต่อไม่รอแล้วนะ ผมได้มีโอกาสได้คุยกับเพื่อน สส ในพรรคหลายคน เรื่องแนวความคิดการเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และแสวงหาข้อเท็จจริงต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีเหตุสลายการชุมนุมนับตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2565

เพื่อนๆ สส หลายคนเห็นด้วย และเสนอตัวเข้าร่วมคณะทำงานชุดนี้ หลังจากนี้ผมรับหน้าที่มาร่างหลักการ เสร็จแล้วจะนำเสนอต่อพรรคฯ เพื่อพิจารณา และบรรจุเสนอเป็นญัตติต่อไป

หากไม่ติดขัดในขั้นตอนใดหลังจากนี้คงจะมีการเชิญประชาชน เช่น ผู้อยู่ในเหตุการณ์การสลายการชุมนุม , ทนายความ และผู้สื่อข่าวภาคสนาม ร่วมเป็นกรรมาธิการในครั้งนี้ด้วย

‘ภูมิธรรม’ โต้ข่าวลือ ‘ทักษิณ’ เปลี่ยนวันกลับไทย ยัน!! ยังยึด 10 ส.ค. ตามกำหนดการเดิม 

(3 ส.ค. 66) ที่รัฐสภา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เลื่อนกำหนดการการกลับประเทศไทย ว่า ยังไม่ทราบอะไร ยังยืนยันอยู่เหมือนเดิม

เมื่อถามย้ำว่า ณ ตอนนี้ยังไม่เลื่อนกำหนดการใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”

เมื่อถามว่า การแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ (3 ส.ค.66) จะมีพรรคไหนร่วมบ้าง นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เดี๋ยววันนี้จะแถลงเวลา 15.00 น.”

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าจะไม่มีพรรค 2 ลุงร่วมรัฐบาลนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ยังไม่ทราบ”

เมื่อถามถึงนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ฐานะรักษาการรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุเงื่อนไขของพรรคเพื่อไทย พูดคุยกันได้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “วันนี้จะแถลงทุกอย่าง”

เมื่อถามว่าการดีลเป็นไปได้ด้วยดี สามารถเดินหน้าโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 4 ส.ค. ได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ยังเป็นไปตามกำหนดการเดิม”

เมื่อถามว่ามีการนัดหารือกับใครหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ยังไม่มีตอนนี้”

‘แสนสิริ’ ร่อนแถลง ไขข้อกังขา ‘เศรษฐา’ ยัน!! ‘ซื้อ-ขายที่ดิน’ ถูกต้องตามกฎหมาย

(3 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวพาดพิงนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) ขณะที่ดํารงตําแหน่งเป็นผู้บริหารสูงสุด และกรรมการของ บริษัท แสนสิริ จํากัด (มหาชน) ได้มีส่วนร่วมในการหลีกเลี่ยงภาษีในการซื้อขายที่ดินของแสนสิริเป็นเหตุให้รัฐต้องสูญเสียรายได้เป็นเงินหลายร้อยล้านบาทนั้น

ต่อมาบริษัท แสนสิริฯ ได้ออกหนังสือแถลงการณ์โดยชี้แจงว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างแสนสิริกับผู้ขาย กำหนดให้ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดประกอบกับเป็นหน้าที่ตามกฏหมายของผู้ขายในการเสียภาษีอากรข้างต้นด้วย แสนสิริมีหน้าที่ชำระราคาให้ครบถ้วนตามที่ตกลงกัน และรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น แสนสิริไม่ได้รับรู้หรือเกี่ยวข้องในวิธีการหรือการดำเนินการใดๆ ทางภาษีอากรของผู้ขายตามที่ได้มีการกล่าวอ้างดังกล่าว และไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากการประหยัดภาษีและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ของผู้ขาย

แถลงการณ์ ระบุต่อว่า ในการซื้อขายที่ดินของแสนสิรินั้น นายเศรษฐา ขณะที่เป็นผู้บริหารสูงสูดและกรรมการของแสนสิริ จะมีส่วนร่วมเฉพาะในขั้นตอนการอนุมัติจัดซื้อที่ดิน โดยพิจารณาจากตัวเลข และข้อมูลที่ทีมสรรหาที่ดินของแสนสิริได้จัดทำ และนำเสนอ ให้ที่ประชุมผู้บริหารเพื่อพิจารณาและนำเสนอคณะกรรมการของบริษัทเพื่ออนุมัติการซื้อที่ดินและการลงทุนตามลำดับ

นายเศรษฐาในฐานะที่เป็นผู้บริหารสูงสุดและกรรมการของแสนสิริจึงอนุมัติเพียงแค่ราคาและมูลค่าเงินลงทุนเท่านั้น ส่วนการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน การชำระราคา และการโอนกรรมสิทธิ์จะเป็นหน้าที่ของทีมสรรหาที่ดินที่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการและประสานงานทั้งหมด

แถลงการณ์ ระบุด้วยว่า ภายหลังจากที่แสนสิริได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำซื้อที่ดินไปแล้วเป็นระยะเวลาหลายเดือน ก่อนถึงกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ขายเป็นผู้แจ้งความประสงค์เกี่ยวกับรายละเอียดวิธีการโอนกรรมสิทธิ์และชำระราคาส่วนที่เหลือให้ทราบว่าต้องการแยกโอนเฉพาะส่วนตามรายชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามที่เป็นข่าว ทีมสรรหาที่ดินซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการตามสัญญาพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และยังคงเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญา อีกทั้งไม่กระทบกระเทือนต่อการที่แสนสิริจะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยสมบูรณ์ตามสัญญาที่ตกลงกัน และไม่ได้ทำให้แสนสิริต้องได้รับความเสียหายหรือมีภาระค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติมจากที่ตกลงไว้แต่อย่างใด ทีมสรรหาที่ดินจึงตัดสินใจดำเนินการตามที่ผู้ขายแจ้งให้ทราบ

แถลงการณ์ ระบุอีกว่า แสนสิริ ชำระราคาที่ดินแปลงดังกล่าวเกือบทั้งหมด โดยเช็คและแคชเชียร์เช็ค มีการชำระเป็นเงินสดเพียง 301,000 บาท ไม่ได้มีการชำระเงินสดจำนวนมากตามที่ได้มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด การที่เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกว่า การซื้อขายที่ดินมีการชำระด้วยแคชเชียร์เช็ค ส่วนที่เหลือชำระเป็นเงินสดนั้น เป็นเพราะแสนสิริได้ชำระเงินมัดจำให้แก่ผู้ขายตามสัญญาจะซื้อจะขายเสร็จสิ้นไป ก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหลายเดือนก่อนหน้า ทางปฏิบัติตามปกติของกรมที่ดินจะบันทึกส่วนต่างของค่าที่ดินที่ไม่มีการแสดงสำเนาแคชเชียร์เช็ค ณ วันโอนกรรมสิทธิ์ว่าเป็นการชำระด้วยเงินสด

แถลงการณ์ ระบุว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นการดำเนินการที่กรมที่ดินโดยเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และได้มีการชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ/อากรแสตมป์ ตามที่มีการเรียกเก็บเรียบร้อยแล้ว และแสนสิริได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามราคาที่ตกลงซื้อขายกัน

แถลงการณ์ ระบุอีกว่า จากข้อเท็จจริงที่ชี้แจงมาข้างต้น จะเห็นได้ว่านายเศรษฐา ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด และกรรมการของแสนสิริในขณะนั้น ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของบริษัทครบถ้วนแล้ว และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและรับรู้ขั้นตอนวิธีการในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่กล่าวข้างต้น เพราะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญาจะซื้อจะขายและอยู่ในความรับผิดชอบของทีมสรรหาที่ดินที่เป็นฝ่ายปฏิบัติการที่ต้องจัดการให้เป็นไปตามสัญญาและถูกต้องตามกฎหมาย ธุรกรรมการซื้อขายที่ดินของแสนสิริดังกล่าว เป็นการซื้อขายที่ดินตามปกติในธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป บริษัทฯ ขอยืนยันว่า ได้ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงขอชี้แจงมา ณ ที่นี้

‘ปิยบุตร’ ลั่น!! การเมืองไทยต่อไปไม่ใช่สงคราม ‘สีเสื้อ-ต่อสู้ระหว่างพรรค’ แต่เป็นการต่อสู้ ‘อดีต VS อนาคต’ ที่ปชช.ผู้มีอำนาจสูงสุดร่วมกันกำหนด

(3 ส.ค. 66) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังพรรคเพื่อไทยประกาศฉีก MOU และไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล โดยระบุว่า

ไม่มีอะไรที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล, ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกล ต้องเสียใจ ต้องเสียหน้า ต้องท้อแท้สิ้นหวัง และไม่มีอะไรที่ต้องคลางแคลงสงสัยว่าตนคิดผิด

นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า พวกเขาต่างหากที่ต้องเสียใจที่มองสถานการณ์ระยะสั้น พวกเขาต่างหากที่ต้องเสียหน้า ตอบใครไม่ได้แม้กระทั่งตอบใจตนเอง ต้องแก้ปัญหาในสิ่งที่พูดไปแบบ ‘วัวพันหลัก’ พวกเขาต่างหากที่ต้องท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่รู้ว่าในอนาคตจะชนะก้าวไกลได้ด้วยวิธีไหน จะยุบ-จะตัดสิทธิอย่างไร ก็ฆ่า ‘ความคิด’ ไม่ตาย

สังคมเปลี่ยน ความคิดจิตใจคนเปลี่ยน นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องขยับตาม ถ้าไม่นำมวลชน อย่างน้อยก็ต้องเคียงข้างกับความคิดที่เปลี่ยนแปลงไป หนทางพิสูจน์ม้าและเวลาพิสูจน์คน ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา ดีเสียอีกที่การเมืองไทยได้ขีดเส้นใหม่ แบ่งใหม่ชัดเจน ต่อไปไม่ใช่สงครามสีเสื้อ ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างพรรค แต่คือการต่อสู้ระหว่างอดีต vs อนาคต อดีตแบบทศวรรษ 2520 ขยับทีละคืบไปสู่ทศวรรษ 40 กับอนาคตแบบใหม่ที่ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศร่วมกันกำหนด”

เข็มนาฬิกาเดินหน้า ต่อให้ใครหยุดเข็มนาฬิกาไม่ให้เดิน อย่างไรมันก็จะเดินต่อไป ขอจงยืนตรงอย่างทระนงองอาจ เดินหน้าสู้ต่อภัยทั้งปวง ต่อสู้ตามแนวทางของตน ระลึกถึงแววตา เสียงร้อง อ้อมกอด และน้ำตา ของประชาชนที่ฝากความหวังให้กับพรรคก้าวไกล ตระหนักถึงภาระที่ประชาชนส่งมอบให้พรรคก้าวไกลนับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม จนถึงวันนี้ การเมืองไทยได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สู้จนกว่า…อำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

ได้เวลานับหนึ่งรัฐบาลข้ามขั้ว 'ไม่แตะ 112' หมากบังคับต้องมีลุง...ลุ้น 4 ส.ค.จบหรือเลื่อน?

ยังไม่ฟังคำแถลงโดยละเอียด แต่อ่านแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยก็ชัดเจนว่า ได้บอกเลิกพรรคก้าวไกลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหตุเพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่ และ สว.ส่วนมากที่พรรคเพื่อไทยไปพูดคุย 'ไม่เอาพรรคก้าวไกล' เหตุผลหลักก็เรื่องมาตรา 112 นั่นแหละ...

สรุปว่า ณ วันที่ 2 ส.ค.66 (เพื่อไทย-ก้าวไกล) สิ้นสุดทางเลื่อน...เลื่อนต่อไปไม่ได้แล้ว พรรคเพื่อไทยต้องไปต่อ ร่วมจัดตั้งพรรครัฐบาลโดยสูตร 'ผสมข้ามขั้ว' แต่จะมีพรรคลุง...หรือไม่มีพรรคลุง หรือเป็นไปตามสูตรดีลลับฮ่องกง 'ไม่มีก้าวไกล ไม่มีลุง' ที่ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคก้าวไกลบินไปพูดคุยกับคนแดนไกล เมื่อ 24-25 ก.ค.66 ดังที่ 'เล็ก เลียบด่วน' ได้รายงานไปเมื่อ 4-5 วันก่อน...หรือไม่? ต้องรอการแถลงอีกครั้งจากพรรคเพื่อไทยพรุ่งนี้

แต่ดูตามสถานการณ์แล้ว...อุตส่าห์หาญกล้าฝ่าข้ามเรื่องมาตรา 112 มาได้ จะด้วยเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม พรรคเพื่อไทยก็คงไม่โง่พอที่จะไปติดกับดักกับวาทกรรม...มีเราไม่มีลุง…เพราะถ้าไม่เอาลุงเลยเสียงสนับสนุนจะหายไปถึง 76 เสียง...คือ พลังประชารัฐ 40 รวมไทยสร้างชาติ 36 ในขณะที่พอสลัดก้าวไกลออกไป เสียงจะหายไปมากถึง 151 เสียง

ดังนั้นนาทีนี้ในเชิงคณิตศาสตร์การเมือง เมื่อสลัดก้าวไกลออกไป อีก 2 พรรคที่น่าจะติดตามไปด้วยก็คือ ไทยสร้างไทย 6 เสียง / เป็นธรรม 1 เสียง รวม 3 พรรค 157 เสียง และตัวเลขที่จะเหลืออยู่ในมือเพื่อไทยจะมีแค่ 154 เสียง ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องหาเพิ่มอีกจำนวนมาก เพื่อให้ได้ 375 ผ่านโหวตนายกฯ  และมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรเพียงพอที่จะบริหารประเทศไปได้...

เป็นงานหิน...โดยแท้!!

- ต้องหาเสียงทั้ง สว.และ สส.อีก 211 เสียง เพื่อโหวตผ่านนายกฯ
- ต้องหาเสียง สส.อีกอย่างน้อย 100 เสียงเพื่อให้เสียงในสภาล่างเกิน 250 พอประคองตัวไปได้ไม่กี่วัน - แต่หากจะให้มีเสถียรภาพต้องหา สส.เพิ่ม อีก 150 เสียง..

เบื้องหน้าที่พอมองเห็น ภูมิใจไทย 71 / ชาติไทยพัฒนา 10 / ชาติพัฒนากล้า 2 / พรรคเล็ก 4 รวมได้แค่ 87 เสียง...ซึ่งพอรวมกับเสียงในมือเพื่อไทย 154 ก็ได้เพียง 241 เสียงเท่านั้น...เช่นนี้แล้วพรรคเพื่อไทยหนีไม่พ้นจะต้องใช้บริการพรรคลุง...จะทั้ง 'สองลุง' หรือ 'ลุงเดียว' ก็ว่ากันไป...ซึ่งดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้แถลงปิดทางพรรคลุงแต่อย่างใด

ก็ต้องบอกว่าไม่ง่ายเลยสำหรับการจัดสูตรผสม...วันที่ 2 และ 3 ส.ค.ทุกอย่างจะต้องลงตัวคร่าวๆ เพื่อให้วันที่ 4 ส.ค.ม้วนเดียว...เจ็บแต่จบ...ดังที่ 'เล็ก เลียบด่วน' ได้เคยกล่าวเอาไว้...

ส่งท้ายวันนี้...ทั้งหลายทั้งปวง...ต้องไม่ลืมสาระสำคัญที่พรรคเพื่อไทยแถลงไว้ อย่างน้อย 3 ประการคือ..

ประแรกแรก – แยกทางกับพรรคก้าวไกล 

ประการที่สอง – พรรคเพื่อไทยยืนยันรัฐบาลใหม่ไม่แก้ไขมาตรา 112

ประการที่สาม – จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ-การเมืองที่สำคัญๆ จะดำเนินการตั้ง สสร.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วยุบสภาคืนอำนาจประชาชน

ก็ถือว่ามีความชัดเจนในระดับที่น่าจะรับกันได้เป็นการทั่วไป...อาจจะติดใจเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าพรรคการเมืองไม่น้อย ก็อยากให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ  เพียงแต่ดีกรีอาจจะไม่เข้มข้นเท่ากับ 'พรรคเพื่อไทย-พรรคก้าวไกล'

ก็สรุปได้ตามนี้ครับ...ถ้าวันที่ 3 ส.ค.ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับเรื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีญัตติซ้ำโหวตนายกฯ วันที่ 4 ส.ค.การโหวตนายกฯ ก็คงเดินหน้าไปได้...

อ้อ!! แว่วๆ ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระดมตำรวจจากต่างจังหวัดเข้ามาเสริมกำลังเผื่อเหลือเผื่อขาด เพื่อความไม่ประมาทเอาไว้แล้วด้วย ทุกอย่างน่าจะจบ

เพียงแต่สายข่าวแจ้งมาเมื่อตะกี้ว่า ฝั่ง สว.มีเงื่อนไขสำคัญว่าวันที่ 3 ส.ค.นี้พรรคเพื่อไทยต้องจูงมือพรรคร่วมรัฐบาลชุดใหม่มาแถลงให้เห็นตัวเป็นๆ

ไม่งั้นมีโอกาส...เลื่อนกันต่อ!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top