Thursday, 11 June 2026
POLITICS NEWS

เปิดแรงบันดาลใจ ‘บุ้ง เนติพร’ แห่งกลุ่มทะลุวัง ‘ช่อ พรรณิการ์ วานิช’ คือคนที่ทำให้ตาสว่าง

(8 ส.ค. 66) จากเพจ ‘เชเนเวอร์ดาย สบ๊ายสบาย’ ได้โพสต์เรื่องราวของ ‘บุ้ง เนติพร’ นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง สมาชิกกลุ่มทะลุวัง ถึงจุดเริ่มต้นในการต่อสู้ทางการเมืองผ่านการสัมภาษณ์ของบุ้งในรายการ ‘Friends Talk’ ว่าคนที่ทำให้เธอตาสว่างคือ ‘ช่อ พรรณิการ์ วานิช’ ไว้ว่า…

บุ้งทะลุวัง มีพี่น้อง 3 คน เธอเป็นคนกลาง

พี่สาวเป็นทนายความ ส่วนบิดาเป็นผู้พิพากษา เคยถูกทหารยิง กระสุนเข้าท้องและทะลุออกหลังในเดือนพฤษภาคม 35

บุ้งเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนในระหว่างศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า

โบพี่สาวบุ้งเคยให้สัมภาษณ์ว่า “บุ้งเรียนก็เก่ง กิจกรรมก็ไม่แพ้ใคร” พร้อมกับบอกว่า สิ่งหนึ่งที่พ่อกับแม่เห็นตรงกันเกี่ยวกับบุ้งคือ การเลี้ยงดูให้น้องเป็นคนมีความมั่นใจและกล้าแสดงออก

บุ้งสอบเข้าโรงเรียนเตรียมน้อมฯ ได้เอง และผลการเรียนก็อยู่ในเกณฑ์ดีมาก 3.8, 3.9 และ 4.0 สลับกันไป กิจกรรมในโรงเรียนก็ไม่ขาด ถ้าเธอตัดสินใจทำอะไรก็จะต้องทำให้สำเร็จไม่ยอมละทิ้งความพยายามไว้กลางทาง

ทั้งนี้ นัยของ ‘ตาสว่าง’ ที่บุ้งกล่าวถึงนั้น มาจากแรงทวิตเตอร์กับการอภิปรายของ ‘ช่อ พรรณิการ์’ โดยอ้างอิงได้จากคลิปเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2022 >> เริ่มนาทีที่ 12:30 >> คลิปสัมภาษณ์เต็ม : https://www.youtube.com/live/1M3LFDKbxZc?feature=share

‘รองโฆษก ปชป.’ เตือนสติ ‘แก๊งทะลุวัง’ งดหยาบคาบ-รุนแรง ชี้!! ‘ภาพ-เสียง’ ว่อนออนไลน์ อาจย้อนกลับมาทำร้ายในอนาคต

(8 ส.ค. 66) นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นต่อกรณีพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองกับผู้เห็นต่างของกลุ่มเยาวชนที่เรียกตนเองว่า ‘กลุ่มทะลุวัง’ โดยเฉพาะภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ที่ทำให้สังคมส่วนใหญ่รับไม่ได้กับพฤติกรรมความหยาบคาย และมีการคุกคามผู้เห็นต่างในรูปแบบต่าง ๆ กัน รวมถึงมีการใช้ความรุนแรงในรูปแบบการปาข้าวของ กีดขวางการเดินทาง และทำลายสถานที่ราชการ

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อด้วยว่า ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิคิดต่าง แต่ต้องมีการแสดงออกอย่างเคารพสิทธิ เสรีภาพ ของผู้อื่นด้วยจึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักประชาธิปไตยโดยแท้จริง พฤติกรรมของกลุ่มทะลุวังเมื่อวานนี้ (7 ส.ค.66) ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจากการคุกคาม รวมถึงสื่อมวลชนบางส่วนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่รายงานสถานการณ์ไปยังสาธารณะชน

ทั้งนี้จึงอยากฝากไปถึงเยาวชนกลุ่มทะลุวังว่า พฤติกรรมการแสดงออกที่แสดงถึงความหยาบคาย คุกคาม ใช้ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เมื่อกระทำแล้วต้องยอมรับให้ได้ว่าไม่ว่าในโลกความจริงหรือโลกดิจิทัล การกระทำมีผลของมันเสมอ สิ่งต่าง ๆ ที่เยาวชนกลุ่มนี้ตัดสินใจทำลงไป ไม่ว่าจะมาจากแรงจูงใจใด หรือมีใครอยู่เบื้องหลังก็ตาม ท้ายที่สุดจะกลายเป็น Digital Footprint คือ รอยเท้าบนโลกดิจิทัลทิ้งร่องรอยไว้บนโลกโซเชียลแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ทั้งตนองและผู้อื่นเอาไปนำเสนอไว้ ตามมาหลอกหลอน ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของตนเองในอนาคตได้

“นอกเหนือจาก Digital Footprint ที่เยาวชนกลุ่มนี้ต้องเผชิญแล้ว การกระทำบางอย่างที่ทำเกินขอบเขตของกฎหมายก็ต้องถูกเอาผิด รับโทษทัณฑ์ เสียโอกาส หมดอนาคตได้ด้วยเช่นกัน จึงอยากแนะนำว่าพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง อาจสร้างความสนใจได้แค่เพียงช่วงสั้น ๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของตนเองได้ในระยะยาว” นางดรุณวรรณ กล่าวย้ำ

‘บิ๊กป้อม’ ต้อนรับ ‘สวี่ กานลู่’ รมช.ความมั่นคงฯ จีน หารือแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ยาเสพติด-ค้ามนุษย์

(8 ส.ค. 66) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับ นาย สวี่ กานลู่ รมช.กระทรวงความมั่นคงสาธารณะและผู้บังคับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะฯ ณ ห้องรับรอง รอง นรม. ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

พล.อ.ประวิตร ได้แสดงความยินดีและให้การต้อนรับ นายสวี่ กานลู่ (H.E. Mr. Xu Ganlu) ที่ได้เดินทางมาเข้าพบและเป็นการเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งไทย-จีน มีความสัมพันธ์อันดี และมีพัฒนาการที่ดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงกลับมาเป็นปกติ ภายหลังสถานการณ์ โควิด-19 คลี่คลาย

ในขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร ยังได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศจีน เนื่องจากพายุฝนที่กรุงปักกิ่งและมณฑลเหอเป่ย เชื่อมันว่าภายใต้การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลจีน จะสามารถช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยังได้ยินดีที่ทั้งสองประเทศ มีความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมายที่ใกล้ชิด ซึ่งไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งปัญหาคอลเซ็นเตอร์, การพนันออนไลน์, ยาเสพติดและการค้ามนุษย์ โดยไทยยินดีให้ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ต่อไป

ทางด้านนาย สวี่ กานลู่ ได้กล่าวขอบคุณ พล.อ.ประวิตรที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่จีนที่ผ่านมาด้วยดี และยินดีที่จะสนับสนุนส่งเสริมการแก้ไขปัญหาร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาคอลเซ็นเตอร์, การพนันออนไลน์, ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ซึ่งจีนให้ความสำคัญมาโดยตลอด รวมถึงความร่วมมือกับไทยในการป้องกันด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ด้วย ซึ่งจะเป็นการส่งสริมความสัมพันธ์อันดี ‘ไทย-จีน’ ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ต่อไป

‘พี่สาวธนาธร’ เปิดใจ ‘น้องชาย’ ทิ้งไทยซัมมิท ทุ่มการเมือง สถานภาพปัจจุบันเหลือแค่ผู้ถือหุ้นและสมาชิกครอบครัว

ไม่นานมานี้ ช่อง TikTok ‘Khunkoii.Tiva’ ได้โพสต์คลิปที่ ‘นางชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ’ พี่สาวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไว้ว่า…

การที่คุณธนาธรเขาตั้งพรรคการเมืองนั้น ต้องขอบอกก่อนว่าไม่มีใครในครอบครัวรู้นะคะ เรียกว่าเป็นความคิดแบบ ‘ปัจเจกบุคคล’ โดยเฉพาะ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยเล่าออกสื่อมาก่อนเลยนะคะ ก็คือว่า ตอนนั้นที่ข่าวการตั้งพรรคของคุณธนาธรออกข่าวครั้งแรกทาง BBC ไทย น้องสาวเป็นคนโทรศัพท์มาบอก เพราะปกติเขาจะสนิทกัน น้องสาวเขาโทรมาบอกว่า “แจ้ เอกเขาไปทําอะไร?” เราก็เลยถามกลับไปว่า “เขาทําอะไรคืออะไร?” น้องก็บอกว่า “ที่เขาไปตั้งพรรคการเมือง” ตอนนั้นเราก็ทํางานอยู่ ยังไม่รู้เรื่อง ยังไม่ได้ดูอะไรเลย หลังจากนั้นมีคนส่งคลิปมาให้ดู

ตอนนั้นคุณแม่กำลังเที่ยวอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น คุณแม่ท่านก็ร้อนใจมาก จึงรีบกลับมา แล้วก็มีการประชุมครอบครัวกันในเรื่องนี้ เพราะแกไม่ได้บอกใครก่อนเลยนะคะ จําได้ว่าประชุมตั้งแต่ 9 โมงกว่า ก็มีการทะเลาะกันกับคุณแม่ เพราะท่านไม่อยากให้ทำ

มีคําถามนึงของคุณแม่ที่ถามคุณเอกว่า “ไทยซัมมิทกับประเทศชาติ เธอจะเลือกอะไร?” คุณเอกตอบว่า “เลือกประเทศชาติ” คุณแม่ถามกลับว่า “แล้วประเทศชาติไปเกี่ยวอะไรกับเธอ? ทําไมถึงไม่เลือกธุรกิจของบ้านเรา” คุณเอกแกไม่เลือกธรุกิจของบ้าน

คุณแม่เลยยื่นคำขาดไปว่า “ถ้าเธอจะไป เธอต้องไปเลย และห้ามกลับมายุ่งกับธุรกิจที่บ้านอีก เพราะฉะนั้น เธอต้องลาออกจากการเป็นกรรมการของทุกบริษัทให้หมด จะไม่ได้หลุดเข้ามาในธุรกิจของที่บ้านอัก และถ้าเธอออกไปทําการเมืองแล้วไม่สําเร็จ เธอจะกลับเข้ามาไม่ได้ทำธุรกิจของที่บ้านอีกแล้ว”

คือก็คล้ายๆ กับลองใจ คงน่าจะเหมือนกับบีบบังคับกลายๆ เพราะท่านไม่อยากให้ลูกชายไปทำการเมืองด้วยแหละ แต่สุดท้ายคุณเอกแกก็เลือกที่จะไป คือแกก็ลาออกจากคณะกรรมการทุกอย่างเลย แกจะมีฐานะเป็นแค่ผู้ถือหุ้น ซึ่งถ้ากลับมาหาครอบครัว คุณธนาธรก็จะยังเป็น ‘สมาชิกครอบครัว’ แต่ไม่ได้ทํางานในครอบครัว เพราะฉะนั้น รายได้ เงินเดือน อะไรก็ตามทุกอย่าง คุณธนาธรก็จะไม่มีเลย”

‘บิ๊กป้อม’ นำคณะลงพื้นที่ตลาดมูโนะ พร้อมสั่งถอดบทเรียน - เยียวยาเต็มที่

‘พล.อ.ประวิตร’ ลงใต้ ขอบคุณน้ำใจคนไทยทั่วประเทศหลั่งไหลบริจาคช่วยพี่น้องชาวมูโนะ สั่งระดมเร่งด่วนฟื้นฟูพื้นที่และช่วยเหลือด้านจิตใจ การเงิน อาชีพและการศึกษา

(7 ส.ค. 66) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะ เดินทางลงภาคใต้ พื้นที่ ต.มูโนะ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ตรวจดูพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งเยี่ยมให้กำลังใจพี่น้องชาวมูโนะและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน จากเหตุโกดังพลุดอกไม้ไฟระเบิดที่ผ่านมา

โดย พล.อ.ประวิตร และคณะ เดินทางไปสนามกีฬามหาราช รับทราบรายงานสถานการณ์ความเสียหายและการช่วยเหลือ จาก ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ รวมทั้งผู้แทน สธ. และศธ. มีผู้ได้รับผลกระทบ 682 ครัวเรือน เสียชีวิต 11 ราย บาดเจ็บ 389 ราย บ้านเรือนเสียหาย 682 หลัง รร.เสียหาย 3 แห่ง โดยมีการพระราชทานความช่วยเหลือทั้งสิ่งของพระราชทานและโรงครัวพระราชทานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ต่อจากนั้นได้เดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุตรวจเยี่ยมความคืบหน้าในการซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนและโรงเรียนบ้าน มูโนะ พร้อมทั้งเดินทางไป รพ.สุไหงโก-ลก เยี่ยมและให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งทีมแพทย์และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อพี่น้องชาวมูโนะ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย บ้านเรือนและอาคารสถานที่ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง และที่สำคัญมีผลกระทบต่อจิตใจและขวัญของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ขอเป็นเป็นกำลังใจให้กับทุกคน เพื่อการก้าวผ่านความยากลำบากครั้งสำคัญนี้ไปด้วยกัน โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือดูแลและไม่ทอดทิ้งกัน 

พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับ ขอให้ทุกส่วนราชการในพื้นที่ทั้งภาครัฐ เอกชนและทหารร่วมระดมความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ โดยเฉพาะการก่อสร้างและปรับปรุงบ้านพักอาศัยที่เสียหาย รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ให้สามารถใช้การได้เร็วที่สุด ทั้งนี้การก่อสร้างปรับปรุง รร.มูโนะ ได้สั่งการมอบหมายให้ รมว.ศธ.ลงพื้นที่รับทราบปัญหาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงและก่อสร้างอาคารใหม่ทดแทนอาคารเดิมที่เสียหาย ซึ่งทราบว่ามีภาคเอกชนร่วมสนับสนุนสร้างอาคารใหม่ให้กับเด็กเล็ก ที่กำลังจะเปิดเทอมในเร็ววันนี้ และให้ติดตามเยียวยาครูและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบโดยให้เร่งซ่อมแซมบ้านครูและนักเรียนที่เสียหาย จำนวน 120 หลัง และบาลัยจำนวน 2 หลัง รวมถึงจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เสียหาย เพื่อให้สถานศึกษาสามารถกลับมาเปิดได้โดยเร็ว ทั้งนี้ ขอให้ สธ.ให้ความสำคัญในการเข้าไปเยียวยาผลกระทบด้านจิตใจกับผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

สำหรับการฟื้นฟูที่พักอาศัยและพัฒนาอาชีพ ได้กำชับ รมว.ที่เกี่ยวข้อง ร่วมระดมธนาคาร สถาบันการเงินของรัฐ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนโดยปราศจากดอกเบี้ย โดยให้ ศอ.บต.ประสาน กระทรวงการคลัง จัดหามาตรการด้านการเงินและการคลัง เป็นกรณีพิเศษ เพื่อช่วยเหลือประชาชน เช่น การพักชำระหนี้จากความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น โดยเตรียมเสนอ ครม.ต่อไป

พล.อ.ประวิตร ยังได้กล่าวขอบคุณน้ำใจคนไทยทั่วประเทศ ที่ร่วมหลั่งไหลบริจาคเงินกว่า 23.24 ล้านบาทและความช่วยเหลืออื่น ๆ มาอย่างไม่ขาดสายผ่านจังหวัด โดยย้ำขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งนำเงินดังกล่าวใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึงเป็นธรรมและโปร่งใส พร้อมทั้งขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่รัฐจากทุกหน่วยงาน รวมทั้งอาสาสมัครและภาคเอกชน ที่ร่วมกันเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องชาวมูโนะ ที่ได้รับผลกระทบหลังจากเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องมา โดยขอให้กรมประชาสัมพันธ์ ให้ความสำคัญและคงความต่อเนื่องในการสร้างความเข้าใจในภาวะวิกฤตกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ย้ำกับกระทรวงมหาดไทย, ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น โดยจะต้องไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นความเสียหายที่ไม่อาจยอมรับได้และจะต้องมีผู้รับผิดชอบ โดยขอให้สอบลึกเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ละเลยหน้าที่หรือแสวงประโยชน์อันมิชอบอย่างจริงจัง เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างและสร้างความสูญเสียเช่นที่เกิดขึ้น

‘ดร.หิมาลัย’ วอน อย่าให้ทุนนอกครอบการเมืองไทย หลังมีคนปูด ‘นักการเมือง’ รับเงินแก้ ม.112

จากกรณีที่มีนักกิจกรรมทางการเมือง ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า มีนักการเมืองบางคนของพรรคที่จ้องจะแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 เคยได้รับเงินสนับสนุนจากทุนต่างชาติ เพื่อให้แก้ไขมาตราดังกล่าว รวมถึงในช่วงที่ผ่านมา มีข้อมูลว่า ทุนจากต่างชาติให้การสนับสนุนกลุ่มเอ็นจีโอ ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า การที่เอ็นจีโอได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากเป็นการใช้เพื่อช่วยเหลือทางด้านสังคม ทางด้านเศรษฐกิจ หรือ การพัฒนาการเมือง แต่หากนำมาใช้เป็นทุนเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง และล้มล้างระบอบการปกครองของประเทศนั้น ๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และถือเป็นบ่อนทำลายชาติ

ทั้งนี้ ดร.หิมาลัย ได้ให้มุมมองต่อว่า ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่ถูกต่างชาติแทรกแซงทางการเมืองจนนำไปสู่ความล่มสลาย ประเทศย่อยยับ ประชาชนต้องลี้ภัยหนีจากบ้านเกิดเมืองนอน เพราะฉะนั้น จึงอยากจะตั้งคำถามกับพี่น้องคนไทยว่า เราจะยอมรับให้องค์กรต่างประเทศสนับสนุนการเงิน เพื่อมาเคลื่อนไหวทางการเมือง แล้วทำให้ประเทศเราพังทลายเช่นนั้นหรือ?

“ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีคนเคยถามผมหลายครั้งว่า ถ้าพรรคที่อยู่ฝั่งตรงข้ามขึ้นมาเป็นรัฐบาล จะรู้สึกอย่างไร ผมบอกว่าไม่ได้รู้สึกเสียใจใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นวิถีทางประชาธิปไตย ถึงอย่างไร ไทยก็ปกครองไทยด้วยกันเอง แต่หากเป็นพรรคการเมืองที่มีทุนต่างชาติหนุนหลัง และพยายามจะแทรกแซงการปกครองของไทย อันนี้ ผมจะไม่ยอมรับอย่างแน่นอน และเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็จะไม่มีวันยอมเช่นเดียวกัน”

ขณะเดียวกัน ดร.หิมาลัย ยังฝากถึงพรรคการเมืองและประชาชนที่พยายามจะยกเลิกมาตรา 112 ว่า อยากให้ทุกคนศึกษาประวัติศาสตร์ให้ถ่องแท้และเป็นธรรม ในอดีตที่ผ่านมา สถาบันกษัตริย์ได้ต่อสู้กู้ประเทศชาติบ้านเมือง มีคุณูปการเป็นอเนกอนันต์ ด้วยความเสียสละ และวิริยะอุตสาหะอย่างมาก จนทำให้เรายืนหยัดเป็นชาติที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาตินักล่าอาณานิคม ทั้งจากเงินถุงแดง ที่รัชกาลที่ 3 ท่านทรงเก็บไว้ดูแลบ้านเมือง และได้นำไปไถ่ประเทศเมื่อครั้งเกิดวิกฤต ร.ศ.112

หรือแม้แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก สร้างสัมพันธไมตรีกับชาติมหาอำนาจ ก็เพื่อรักษาประเทศชาติให้คงเอกราชไว้ให้ลูกหลาน

“ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำให้กับชาติบ้านเมืองมาอย่างยาวนาน จึงไม่แปลกที่จะมีคนรู้สึกรักและผูกพันกับสถาบันฯ และไม่ไว้วางใจพรรคการเมืองที่มีแนวคิดที่จะล้มสถาบันให้ขึ้นมาบริหารบ้านเมือง เพราะฉะนั้น อย่าได้ดูถูกและด้อยค่าความจงรักภักดีที่คนส่วนใหญ่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ดร.หิมาลัย กล่าว

‘เด็จพี่’ แฉ!! ‘ชูวิทย์’ โกรธแสนสิริปฏิเสธซื้อที่ดิน ชี้!! ไฟแค้นสุมอก จึงรับงานดิสเครดิต ‘เศรษฐา’

(7 ส.ค. 66) ที่โรงแรมดิเอ็มเมอรัลด์ กรุงเทพฯ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ คณะทำงานด้านกฎหมายที่ได้รับมอบอำนาจจาก นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองดัง ระบุที่นายเศรษฐา มอบอำนาจให้ทนายความฟ้องดำเนินคดีกับนายชูวิทย์นั้น เป็นการฟ้องปิดปากว่า ขอชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่มีใครไปปิดปากคนอย่างนายชูวิทย์ได้ หากนายชูวิทย์ตรวจสอบนายเศรษฐาอย่างบริสุทธิ์ใจ

ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า นายชูวิทย์มีข้อมูลเรื่องนี้มานานแล้ว แต่เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบตั้งแต่ได้รับข้อมูลมา หรือก่อนที่นายเศรษฐา จะถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ตนเองในฐานะเป็นนักการเมือง และเคยตรวจสอบในคดีสำคัญ หากไม่มีวาระซ่อนเร้นเราต้องตรวจสอบอย่างนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่นายชูวิทย์ แถลงเมื่อวันที่ 3 ส.ค. กล่าวหานายเศรษฐาว่าทำนิติกรรมอำพราง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต รู้เห็นเป็นใจกับบริษัทที่ขายที่ดินให้กับ บ.แสนสิริ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 500 ล้านบาท เรื่องนี้ตนขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย เป็นการจับแพะชนแกะ พูดความจริงครึ่งเดียวของนายชูวิทย์ คือผู้ขายได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการโอนแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นคนละวันกัน จึงไม่ถือว่าบุคคลดังกล่าวได้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมกัน ในทางกฎหมายอนุญาตให้ทำได้

ต่อมาเมื่อมีการขายให้บ.แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปตามระเบียบของกรมที่ดินและระเบียบของกรมสรรพากร ซึ่งถ้าไม่ถูกระเบียบกรมที่ดินก็ไม่สามารถให้ผู้ขายโอนให้ได้ และกรมสรรพากรคงฟ้องร้องผู้ขายไปแล้ว ไม่ปล่อยให้เนิ่นนานขนาดนี้ ใครก็รู้ว่ากรมที่ดินและกรมสรรพากรล้วนมีระเบียบที่เคร่งครัด ไม่ถึงมือนายชูวิทย์หรอก

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 100/2543 ลงวันที่ 24 พ.ย. 2543 ข้อ 4 (2)

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่านายชูวิทย์ซึ่งเป็นนักธุรกิจอสังหาฯ มีทีมกฎหมายเป็นที่ปรึกษา ก่อนมาแถลงข่าวกล่าวหานายเศรษฐาคงจะต้องศึกษารายละเอียดมาหมดแล้ว ว่าผู้ขายทั้ง 12 คนนี้ได้ที่ดินมาไม่พร้อมกัน นายชูวิทย์ก็รู้ แต่จงใจพูดข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าได้ที่ดินมาพร้อมกันในวันที่แถลงข่าว เหมือนพูดความจริงครึ่งเดียว เหตุใดนายชูวิทย์จึงไม่พูดทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าที่ดินได้มาไม่พร้อมกัน นายชูวิทย์ปกปิดความจริงข้อนี้ เพื่อใช้เป็นช่องกล่าวหานายเศรษฐาใช่หรือไม่ เพราะหากนายชูวิทย์พูดความจริงตรงนี้ให้หมด ตัวเองจะกล่าวหานายเศรษฐาไม่ได้เลย

นอกจากนี้ขอตั้งข้อสังเกตต่อว่าผู้ซื้อเป็นนิติบุคคล เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้บริหารหลายคน แต่เหตุใดนายชูวิทย์ จึงตั้งใจโจมตี ดิสเครดิตนายเศรษฐาเพียงคนเดียว ถามว่าหากไม่มีวาระซ่อนเร้นทำไมช่างบังเอิญเช่นนี้ ต่อมาก็กล่าวหานายเศรษฐา มีเงินทอน เป็นตัวการร่วมหรือรู้เห็นเป็นใจ

เรื่องนี้ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงเลย ตนได้รับเอกสารข้อหารือลงวันที่ 9 มี.ค.58 ระหว่างกรมที่ดินกับกรมสรรพากรกรณีนี้ ซึ่งมีข้อสรุปออกมาเป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากรข้างต้น ดังนั้น การกล่าวหาว่านายเศรษฐารู้เห็นเป็นใจ หรือสมคบกับผู้ขายในการหลีกเลี่ยงภาษี มีเจตนากลั่นแกล้งและหวังผลทางการเมืองต่อตัวนายเศรษฐา

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่กล่าวหาว่านายเศรษฐาไม่ซื่อสัตย์ กระทำผิดกฎหมาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินทอนในการซื้อขายที่ดินแปลงนี้โดยนายชูวิทย์อ้างถึงราคาที่ดินตารางวาละเกือบ 4 ล้านบาทนั้น ข้อเท็จจริงราคาที่ดินบริเวณดังกล่าวที่ บ.แสนสิริ ซื้อจากเอกชนนั้น ตั้งอยู่ที่ถ.สารสิน ตรงข้ามกับสวนลุมพินี เป็นทำเลทอง ซึ่งเป็นไปตามราคาตลาด นักธุรกิจที่อยู่ในแวดวงอสังหาฯ รู้ว่าเป็นราคาปกติ

เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินของนายชูวิทย์ ที่ขายในเดือนเดียวกันให้แก่ บ.ไรมอนแลนด์ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่นายชูวิทย์อ้างผ่านสื่อว่าขายไป 2,000 ล้านบาท ราคาตารางวาละเกือบ 3.6 ล้านบาท ทั้งที่ที่ดินนายชูวิทย์ อยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ที่ดินของนายชูวิทย์ก็ราคาไม่ต่างกับราคาที่ บ.แสนสิริ ซื้อ ฉะนั้น ข้อกล่าวหาใด ๆ ทั้งหมดที่นายชูวิทย์ได้แถลงมา จึงน่าจะเป็นความเท็จ ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ตนขอยืนยันว่านายเศรษฐาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่ได้ทำผิดจริยธรรมตามที่นายชูวิทย์กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ขอตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของนายชูวิทย์ ที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเจ็บแค้น ไม่มีปัญหา และไม่ได้ขายที่ดินของนายชูวิทย์ ให้บ.แสนสิริ รวมถึงไม่มีวาระซ่อนเร้นใด ๆ นั้น นายชูวิทย์อาจความจำสั้น วันนี้ผมจะมาจับโกหกนายชูวิทย์ ซึ่งผมมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายว่านายชูวิทย์ เคยไปพบผู้บริหาร บ.แสนสิริ พร้อมนายเศรษฐา เมื่อวันที่ 8 ก.ย.65 ภาพจากกล้องวงจรปิดก็มี เพื่อเสนอขายที่ดินแปลงของตนเองให้ บ.แสนสิริ

แต่ท้ายที่สุดทางแสนสิริปฏิเสธซื้อที่ดินของนายชูวิทย์ เป็นเหตุให้นายชูวิทย์โกรธ และดำเนินการในลักษณะนี้ใช่หรือไม่ ถามว่าจริงหรือไม่ที่ก่อนที่นายชูวิทย์จะมาแถลงข่าว ได้พยายามเสนอขายที่ดินให้ บ.แสนสิริ อีกครั้งหนึ่ง โดยเสนอราคาเพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาทแต่ถูกปฏิเสธอีกครั้ง เรื่องนี้คือประเด็นที่ทำให้นายชูวิทย์ไม่พอใจใช่หรือไม่

“ภาพทั้งหมดเกิดขึ้นที่ บ.แสนสิริ เท่าที่ผมทราบนายชูวิทย์ ไม่ได้มีความสนิทสนมกับนายเศรษฐาถึงขนาดเข้าไปเยี่ยมกันถึงที่บริษัทได้ แต่ในภาพกลับจับมือ ดูสนิทสนม นี่คือพฤติกรรมของนายชูวิทย์ที่ตรงข้ามกับคำพูดที่ว่าแฉเพื่อชาติ” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนอยากถามว่าวันนี้นายชูวิทย์ แฉเพื่อใครกันแน่ นายชูวิทย์ในฐานะที่เป็นคนมีความกว้างขวาง มีเพื่อนอยู่ทั้งในวงการทหาร และนักการเมือง ใคร ๆ ก็รู้ว่านายชูวิทย์ สนิทกับใคร ผู้มีอำนาจกลุ่มไหน อยากถามว่าที่นายชูวิทย์ ออกมาเป็นหัวขบวนเปิดเกมเขี่ยบอลสาดโคลนเป็นคนแรก เพื่อดิสเคดิตนายเศรษฐา ก่อนการโหวตนายกฯ เพียงไม่กี่วันว่าไม่มีความเหมาะสม

ถามว่า เป้าหมายของนายชูวิทย์เพื่อทำให้นายเศรษฐาขาดคุณสมบัติ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160(4) เรื่องจริยธรรม ถามว่านายชูวิทย์รับงานใครมา หวังผลทางการเมืองเพื่อให้ใครกลับมาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่ นี่เป็นคำถามให้นายชูวิทย์ต้องตอบ

นายชูวิทย์กล่าวหานายเศรษฐาว่ามีพฤติกรรมอำพราง แต่ตนเห็นว่าคนที่มีพฤติกรรมอำพรางน่าจะเป็นนายชูวิทย์มากกว่า เพราะเวลานี้มีประเด็นที่ กทม. ร่วมกับอัยการต้องมานั่งประชุมกันในสิ่งที่นายชูวิทย์อำพรางไว้กรณีที่จะต้องติดคุก 5 ปี แลกกับการยกที่ดินเป็นสวนสาธารณะ แต่นายชูวิทย์กลับสู้กับ กทม.และอัยการว่าเป็นที่ของบริษัท ตัวเองจะไปยกให้สาธารณะได้อย่างไร และยังเสียภาษีอยู่ตลอด แถมกำหนดเวลาเปิด-ปิดสวนจน กทม.เข้าไปดำเนินการอะไรไม่ได้เลย

ขอถามว่าใครมีพฤติกรรมอำพรางกันแน่ สังคมสงสัยว่านายชูวิทย์ ลักษณะน่าจะเป็นโมฆบุรุษใช่หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าว นายพร้อมพงศ์ได้เรียกพนักงานจัดส่งเอกสาร ส่งภาพวันที่นายชูวิทย์ เข้าเจรจาขายที่ดินต่อ บ.แสนสิริ ซึ่งขณะนั้นมีนายเศรษฐา เป็นประธาน เป็นภาพที่ทั้ง 2 จับมือกันอย่างชื่นมื่น ไปให้นายชูวิทย์ถึงที่รร.เดวิสเพื่อทวนความจำของนายชูวิทย์ด้วย

'นพดล' แจง!! สถานการณ์ตั้งรัฐบาลตอนนี้ไม่ง่าย ไม่ได้วิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่จะทำให้ดีที่สุด 

(7 ส.ค. 66) นายนพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการเห็นชอบแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไป ว่า น่าจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย ต้องให้เวลาตัวแทนพรรคที่ไปเจรจาหาเสียงตั้งรัฐบาล การล่าช้าออกไปไม่กี่วันคงไม่กระทบโรดแมปในการตั้งรัฐบาลเข้ามาขับเคลื่อนประเทศและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

นายนพดล กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้สื่อและนักวิเคราะห์ถกเถียงกันว่าใครจะเป็นนายกฯ จะพลิกขั้วไหม แต่ที่พรรคเพื่อไทยกังวลคือปัญหาปากท้อง ราคาพลังงานสูงขึ้น รายได้ประชาชนหดหาย หนี้สินครัวเรือน ยาเสพติดระบาด ปัญหาภัยแล้งเอลนิโญ ปัญหาไทยเสียโอกาสในเวทีโลก เด็กหลุดจากระบบการศึกษา การจัดทำงบประมาณประทศ เป็นต้น พรรคคิดตลอดว่าทำอย่างไรจึงจะมีรัฐบาลมาแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เร็วที่สุด เพราะเราเอาปัญหาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ง่วนกับการตั้งรัฐบาลเพื่อมีอำนาจอย่างเดียว นอกจากนั้นนักธุรกิจ นักวิชาการหลายคนเห็นว่าควรมีรัฐบาลโดยเร็ว ทางเลือกที่ให้ทอดเวลาไปเกือบปีเพื่อให้ สว.หมดอำนาจโหวตนายกฯ แล้วค่อยให้สภาผู้แทนฯ โหวตนายกฯ น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี

เมื่อถามว่า มีคนวิจารณ์ท่าทีเพื่อไทยมากมายในช่วงนี้ นายนพดล กล่าวว่า เราเคารพความเห็นต่าง สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็นำมาคิดต่อ น่าเสียดายบางคนด่าล่วงหน้าไปแล้ว แต่ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยจะเลือกแนวทางที่ดีที่สุด สถานการณ์การตั้งรัฐบาลขณะนี้ไม่ใช่งานง่าย เราไม่ได้วิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ต้องทบทวนสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำมา ส.ส.ของพรรคเห็นชอบโหวตให้คุณพิธาครบ 141 เสียง และโหวตไม่เห็นด้วยกับญัตติที่ไม่ให้เสนอชื่อคุณพิธาเป็นครั้งที่ 2 ครบ 141 เสียง พรรคไม่ได้บิดพลิ้วเลย หลังจากที่พรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเราก็ต้องพยายามหาเสียงให้ครบ 375 เสียง ขณะนี้ก็ต้องดำเนินการขอเสียงสนับสนุน

"ผมขอความเป็นธรรมให้พรรคเพื่อไทยด้วยว่า พรรคไม่ได้มีทางเลือกมากมาย แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยยึดมั่นประโยชน์ของประเทศและประชาชนมาก่อนประโยชน์พรรค" นายนพดล กล่าว

‘อดีตผู้ช่วยอธิการบดี มธ.’ ฝากถึงทุกคนที่ห่วงใย มธ. ไม่ต้องกลัวสถาบันตกต่ำ เพราะมีเด็กสมัครเกินโควตาเสมอ

(7 ส.ค. 66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Boonsom Akkarathammakul’ ของนายบุญสม อัครธรรมกุล อดีตผู้ช่วยอธิการบดี มธ. โพสต์รูปภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า..

“ขอบคุณที่ห่วงธรรมศาสตร์ กลัวสถาบันจะตกต่ำ จะตกต่ำเพราะเรื่องนี้จริงหรือ??? เห็นแต่ละคณะยังมีเด็กสมัครเกินจำนวนที่นั่งกันเยอะเลย ในขณะที่…ที่อื่นสถานการณ์ตรงกันข้าม”

ทั้งนี้ภาพที่โพสต์เป็นข้อความคำพูดของนักวิชาการหลายท่านที่แสดงถึงความห่วงใยในสถาบันธรรมศาสตร์ หลังได้เชิญ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขึ้นพูดในวันปฐมนิเทศนักศึกษาปีที่ 1 เช่น

คำพูดของ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ศิษย์เก่าดีเด่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ และ คณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ ที่ระบุว่า “รู้สึกเศร้าใจมาก เมื่องานรับเพื่อนใหม่ของธรรมศาสตร์ มีการเชิญ 'พิธา' ไปเป็นผู้บรรยาย ให้นักศึกษาปีที่ 1 ฟัง เชิญนักการเมืองที่มี agenda คนที่ทำกิจกรรมด้วยตรรกะผิด ๆ บิดเบือนไม่เหมาะสม..ต้องยอมรับว่า ธรรมศาสตร์ช่วงนี้ตกต่ำจริง ๆ ..อย่าให้มหาวิทยาลัยของเรา ตกต่ำไปกว่านี้เลย”

คำพูดของ รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กล่าวว่า แปลกใจทำไมจึงกล้าเชิญคุณพิธามาแสดงปาฐกถาโดยไม่กลัวข้อครหาใด ๆ สิ่งรับไม่ได้ที่สุดคือ การกล่าวว่าจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ เป็นวิถีของก้าวไกล ทั้งที่ความเป็นธรรมศาสตร์แท้จริง จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่พูดโกหกเพื่อเอาตัวรอด...ต้องไม่ละเมิดสิทธิ์ 'สถาบันพระมหากษัตริย์' เหมือนก้าวไกล และด้อมส้ม ส่วนคุณพิธา เป็นที่ประจักษ์ว่าพูดไม่จริงและพูดจริงครึ่งเดียวหลายเรื่อง จึงเป็นการเชิญมาโดยไม่พิจารณาคุณสมบัติอื่น ๆ หรือเชิญมาเพื่อเปิดโอกาสให้สร้างคะแนนนิยม เป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้

นอกจากนี้ยังมีคำพูดของนายเกษมสันต์ วีระกุล ประธานกรรมการ บริษัท​ ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ ที่ระบุว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มธ.เชิญพิธา ไปพูดในงานปฐมนิเทศ นศ.ใหม่ ซึ่งได้มีการกล่าวอ้างว่า "จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ เหมือนกับวิถีก้าวไกล"

ในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่ง ขอยืนยันว่า จิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์ที่ผมและศิษย์เก่าจำนวนมากก็มีนั้น ต่างจากวิถีก้าวไกลโดยสิ้นเชิง จิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์ไม่เคยสอนให้พวกเราก้าวร้าว ก้าวล่วงและพยายามจะเปลี่ยนแปลงสถาบันหลักของชาติแต่อย่างใด

อีกทั้งพิธาเองยังมีอีกหลายประเด็นที่สังคมสงสัยและกำลังโดนตรวจสอบทั้งในด้านชีวิตส่วนตัว ธุรกิจและการเมือง ดังนั้นพิธาจึงไม่ควรจะเป็นตัวอย่างศิษย์เก่า มธ. ที่ดีจนกว่าจะได้พิสูจน์ตัวเองให้ได้เสียก่อน

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น่าจะตระหนักให้มากกว่านี้ถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงของชาติ รวมถึงความอ่อนไหวของอารมณ์และความรู้สึกของนักศึกษาและประชาชนในปัจจุบัน

คำพูดของ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา
กล่าวในฐานะอดีตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุว่า สมัยผมเป็น 'นศ.มธ. เราต่อต้าน จักรวรรดินิยมตะวันตก แต่เด็ก นศ.สมัยนี้ กลายเป็น 'เหยื่อ' และ 'หมากเบี้ยขุน' ให้จักรวรรดินิยมเอาไว้ใช้งาน ดิสเครดิตประเทศบ้านเกิดตัวเอง จิตวิญญาณมันต่างกันจริง ๆ

สุดท้ายเป็นคำพูดของ จิ๊บ ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เขตบางแค ภาษีเจริญ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในฐานะอดีตนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (C38) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุว่า ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน แต่…ธรรมศาสตร์ไม่เคยสอนให้ฉันก้าวร้าว ไม่เคยสอนให้ฉันก้าวล่วง ไม่เคยสอนให้เหยียบย่ำ หยาบคาย กับผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน เพียงเพื่อความสะใจ

'ศุภณัฐ-ก้าวไกล' แจงหน้าที่ สส.ไม่มีอำนาจบริหารน้ำท่วม หลังชาวเน็ตแซะ "ตอนน้ำท่วม ไปอยู่ไหน?"

(7 ส.ค. 66) นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล ทวีตข้อความตอบโต้หลังถูกเข้ามาถามว่า “ทำมาเกินแอ็ค ตอนฝนตกน้ำท่วม ไปอยู่ไหน” ในโพสต์ที่เจ้าตัวลงพื้นที่ ซอยรัชดา 32 รัชดา 36 และ ตลาดเสือใหญ่

นายศุภณัฐ ระบุว่า “คอยติดตามสถานการณ์ และแจ้งหน่วยงานเนี่ยแหละครับ ขออธิบาย รัฐศาสตร์เบื้องต้นนะครับ แต่ละบุคคล แต่ละหน่วยงานมีหน้าที่ต่างกัน

‘ส.ส. ไม่ใช่ ฝ่ายบริหารจัดการน้ำท่วม’ เป็นอำนาจของมหาดไทย กทม. และเขต

ตัว ส.ส. ไม่มีอำนาจในการบริหารน้ำท่วม ไปสั่งเจ้าหน้าที่แทน ผอ.เขต ไม่ได้ เขาต้องทำตามแผนของเขา สั่งเปิดปิดประตูระบายน้ำไม่ได้ สั่งย้ายเครื่องสูบน้ำไม่ได้ สั่งลอกท่อไม่ได้ สั่งเร่งระบายน้ำในคลองไม่ได้ แปรงบลงเขตตัวเองก็ไม่ได้ และเอาจริง ๆ ส.ส. ไม่ใช่ตัวหลักที่ไว้ตรวจสอบ กทม. อันนี้เป็นบทบาทของ สก. (นิติบัญญัติ ระดับท้องถิ่น) ครับ

ผมคือฝ่ายนิติบัญญัติ (ระดับรัฐ) รับฟังความลำบากของประชาชน แล้วนำไปแจ้งให้หน่วยงานต่าง ๆ รับรู้ถึงความลำบาก เร่งให้รีบจัดการแก้ไข ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงาน และร่างกฎหมาย ที่จะทำให้การบริหารงานดีขึ้น

สำนักระบายน้ำ มีงบจัดการน้ำ 9,000 ล้าน และ เขต 50 เขต มีงบ 20,000 ล้าน ซึ่งอยู่ภายใต้ กทม. แต่ ส.ส. มีเงินเดือน 1 แสน

ถ้าผมบริหารงบเองได้ แปรงบได้ ผมคงเร่งขยายท่อระบายให้กว้างขึ้นและติด Sensor ตามท่อ เพื่อตรวจสอบ Speed ของการไหล และระดับน้ำในท่อ ตรงไหนตัน ตรงไหนระบายช้า จะได้รู้หมดครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top