ย้อนเส้นทางการเมือง ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ก่อนนั่งเก้าอี้นายกฯ คนที่ 30 ของไทย
THE STATES TIMES พาดูไทม์ไลน์ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ จาก ‘นักธุรกิจ’ สู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย
THE STATES TIMES พาดูไทม์ไลน์ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ จาก ‘นักธุรกิจ’ สู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย
(22 ส.ค.66) เศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จระดับประเทศ ที่สำคัญมีความคิดสมัยใหม่ ทันโลก ทันเหตุการณ์ พอสมควร แถมยังเป็นขวัญใจของคนรุ่นใหม่ด้วย
สำหรับประวัติ นายเศรษฐา ทวีสิน เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2506 จบการศึกษาระดับปริญญาโท (บริหารธุรกิจ-การเงิน) Claremont Graduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้านครอบครัว ได้สมรสกับ แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญความงามด้านผิวพรรณ มีบุตรด้วยกัน 3 คน
เศรษฐา ทวีสิน เริ่มทำงานในปี 2529 โดยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการผลิตภัณฑ์บริษัท P&G ประเทศไทย (จำกัด) ก่อนหันมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และรับตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท แสนสิริ (มหาชน) ปัจจุบัน นายเศรษฐา ดำรงตำแหน่งป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) อยากรู้หรือเปล่าปัจจุบันบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มีรายได้เท่าไหร่ และนายเศรษฐา ทวีสิน ถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และมีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่บ้าง Sanook Money ได้รวบรวมข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่ามีรายละเอียดดังนี้
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที 22 พ.ย. 2538 ต่อมาได้เริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2539 โดยนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นอันดับที่ 4 โดยมีจำนวนหุ้น 661,002,734 หุ้น หรือ 4.44% คิดเป็น 786,593,253.46 บาท (ราคา 1.19 บาท ณ วันที่ 11 ต.ค. 65) ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และก่อนสร้าง ทุนจดทะเบียน 20,343,625,722.40 บาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 17,715.35 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้
ปี 2561 รายได้ 27,039.75 ล้านบาท กำไร 2,045.98 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 25,360.35 ล้านบาท กำไร 2,392.44 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 34,891.03 ล้านบาท กำไร 1,673.09 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 29,747.52 ล้านบาท กำไร 2,017.28 ล้านบาท
นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอสังหาริมทรัพย์แล้ว นายเศรษฐา ทวีสิน ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับประกันภัย การเงิน, การลงทุน, ผลิต-จำหน่ายกล่องกระดาษ และธุรกิจโรงแรม-รีสอร์ท ที่ยังคงดำเนินการอยู่ Sanook Money จะขอหยิบยกธุรกิจที่มีรายชื่อของ นายเศรษฐา ทวีสิน ปรากฎอยู่ในกรรมการบริษัทฯ มา 5 แห่ง จากจำนวนทั้งหมด 40 แห่ง ที่ค้นพบใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2537 ต่อมาได้เริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2538 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทฯ แจ้งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับด้านการเงิน การลงทุน ทุนจดทะเบียน 5,373,537,364 บาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคา 13,667.10 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 30.22 ล้านบาท ขาดทุน 195.84 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 138.70 ล้านบาท กำไร 81.33 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 56.97 ล้านบาท ขาดทุน 16.62 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 150.60 ล้านบาท กำไร 88.12 ล้านบาท
บริษัท คิวที ไลฟ์สไตล์ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2543 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์การให้เช่าแบบลิสซิ่งผลิตภัณฑ์ที่มีสินทรัพย์ทางปัญญา ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังนี้
ปี 2561 รายได้ 58,290,055 บาท ขาดทุน 1,377,733 บาท
ปี 2562 รายได้ 28,291,078 บาท ขาดทุน 8,103,538 บาท
ปี 2563 รายได้ 10,329,031 บาท ขาดทุน 7,465,851 บาท
ปี 2564 รายได้ 7,341,606 บาท ขาดทุน 9,381,553 บาท
บริษัท สิริพัฒน์ เซเว่น จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2562 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองเพื่ออยู่อาศัย ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้
ปี 2562 รายได้ 131 บาท ขาดทุน 77,089 บาท
ปี 2563 รายได้ 21,858 บาท ขาดทุน 84,353 บาท
ปี 2564 รายได้ 30,240 บาท ขาดทุน 71,580 บาท
บริษัท สิริพัฒน์ ไฟฟ์ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2561 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้
ปี 2561 รายได้ 1,406 บาท ขาดทุน 106,244 บาท
ปี 2562 รายได้ 33,639 บาท ขาดทุน 1,523,608 บาท
ปี 2563 รายได้ 39,412 บาท ขาดทุน 2,033,796 บาท
ปี 2564 รายได้ 23,241,267 บาท ขาดทุน 44,010,918 บาท
บริษัท สุรช จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2534 โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายกล่องกระดาษ ทุนจดทะเบียน 7.5 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้
ปี 2561 รายได้ 11,647,608.80 บาท ขาดทุน 672,501.27 บาท
ปี 2562 รายได้ 12,921,191.84 บาท ขาดทุน 32,153.41 บาท
ปี 2563 รายได้ 11,990,144.73 บาท ขาดทุน 686,695.10 บาท
ปี 2564 รายได้ 13,776,507.36 บาท ขาดทุน 35,714.12 บาท
(22 ส.ค. 66) นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล อภิปรายย้ำ สส.พรรคก้าวไกล ไม่โหวตให้ เศรษฐา เป็นนายกฯ ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติ แต่เพราะรัฐบาลข้ามขั้วขัดเจตจำนงประชาชน ย้ำประชาชนต้องจ่ายด้วยการสูญเสีย ‘ความหวัง-อำนาจ-ศรัทธา’ ฝากประชาชนอย่าหมดหวังการเมือง
(22 ส.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Suvinai Pornavalai' ว่า...
โอกาสกลับตัวของทักษิณ โอกาสทองของทักษิณ
ขนาดประชาชนอย่างพวกเราอย่างมองออก มีหรือที่คนมีหัวพ่อค้ามาทั้งชีวิตอย่างคุณทักษิณจะมองไม่ออกว่า ...
นี่คือ ‘โอกาสทองครั้งสุดท้าย’ ในชีวิตของเขา ที่จะชนะแบบวิน-วิน แถมยังกวาดเรียบทั้งกระดาน รวมทั้งยังสร้างหลักประกันที่ยั่งยืนทางการเมืองให้แก่ตระกูลชินวัตรหลังจากนี้ด้วย
‘ทางเลือก’ ของคุณทักษิณจึงอ่านไม่ยาก
ถ้าดูในเชิงสัญลักษณ์ การกลับมาครั้งนี้ คุณทักษิณเลือกกราบสิ่งใดก่อนเป็นอย่างแรก…การกระทำเชิงสัญลักษณ์นั้นแหละ ที่บ่งบอกชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ
ที่น่าสังเกตอีกอย่าง คือสีหน้าและแววตาของคุณทักษิณครั้งนี้ ปราศจากร่องรอย ‘ความกระหยิ่มทะนง’ บนสีหน้า ซึ่งจากครั้งก่อนคราวที่เขาเลือกก้มลงกราบแผ่นดินเกิดอย่างเห็นได้ชัด
- สรุปบทเรียนความผิดพลาดล้มเหลวของตัวเองในอดีต
- เอาอนาคตของตระกูลเป็นตัวตั้งมากกว่าชีวิตที่เหลือน้อยลงแล้วของตัวเอง
- คืนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของตัวเองกลับมาได้หลังจากเข้าจำคุกพอเป็นพิธี
3 สิ่งนี้คือสิ่งที่คุณทักษิณต้องใช้เวลาเรียนรู้ถึง 15 ปีเต็ม ในการสอนใจตนเอง กว่าจะยอมรับได้ และตัดสินใจเลือก ‘ย้ายประเทศ’ กลับเมืองไทย เพื่อมาขอตายในบ้านเกิด
คุณทักษิณเปลี่ยนไปกว่า 15 ปีที่แล้วไม่น้อยเลย ... อย่างน้อยก็เป็นคุณทักษิณที่มีวุฒิภาวะทางจิตใจมากกว่าเมื่อ 15 ปีก่อน
อย่างว่าแหละ คนอายุ 75 ปี กับคนอายุ 60 ปี ย่อมมีความต่างกันในเรื่องความยึดติดและการปล่อยวาง
ขอให้คุณทักษิณได้คิดจริง ๆ และร่วมผลักดันการสลายขั้วขัดแย้งระหว่างเหลือง-แดงจนสำเร็จจริง ๆ เถิด
(22 ส.ค. 66) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง พ.ต.อ.คมวุฒิ จองบุญวัฒนา ผกก.ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ (บก.ตม.2, บช.สตม.) ได้นำตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีบุคคลตามหมายจับขึ้นรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีดำ จากสนามบินดอนเมืองโดยมีขบวนรถตำรวจคุ้มกันมาส่งศาลฎีกา โดยผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งสามคดียืนยันว่า บุคคลที่อยู่ต่อหน้าศาลเป็นจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดี โดยจำเลยหรือจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นจำเลยในคดีทั้งสาม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตรวจสอบบุคคลที่อยู่ต่อหน้าศาลแล้ว เป็นจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดี ดังนี้…
(1) คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 ระหว่าง คณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย หรือคดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์
(2) คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ระหว่าง คณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณหรือนายทักษิณ ชินวัตร ที่ 1 กับพวกรวม 47 คน จำเลย หรือคดีหวยบนดิน
(3) คดีหมายเลขดำที่ อม. 4/2551คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 ของศาลนี้ ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณหรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย คดีแก้ไขสัมปทานเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ชินคอร์ป
จึงรับตัวจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดีดังกล่าวไว้
ศาลได้แจ้งให้จำเลยหรือจำเลยที่ 1 ทราบคำพิพากษาแล้ว โดยคดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 ลงโทษจำคุก 3 ปี คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10 /2552 ลงโทษจำคุก 2 ปี และคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม. 4/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551ลงโทษจำคุกรวม 5 ปี นับโทษจำคุกของจำเลยต่อ จากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในแต่ละคดีแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยสรุปรวมแล้ว นายทักษิณ ต้องรับโทษ รวม 8 ปี จากคดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 ปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์โทษจำคุก 3 ปี และคดีหมายเลขดำที่ อม. 9/2551หุ้นชินคอร์ปฯ จำคุก 5 ปี รวมโทษจำคุกนายทักษิณทั้งสิ้น3 คดี รวม 8 ปี เนื่องจากคดีหวยบนดิน หมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ที่ศาลสั่งจำคุกนายทักษิณ 2 ปีนั้น ศาลไม่ได้สั่งให้นับโทษต่อ เพราะเป็นการนับโทษซ้อนกันกับคดี ปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ ซึ่งศาลสั่งจำคุก 3 ปี
ต่อมาเมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณา คณะเจ้าหน้าที่ ได้นำตัวนายทักษิณ ขึ้นรถไปส่งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ต่อไป
(22 ส.ค.66) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาลนัดอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมพวก 6 คน ในคดีร่วมกันกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการในการจัดจ้างโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน และโครงการก่อสร้างอาคารที่พัก หรือแฟลตตำรวจ จำนวน 396 แห่ง
สำหรับจำเลย 6 คน ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ, พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ, พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์, บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และนายวิศณุ วิเศษสิงห์
โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2565 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิด ชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน แต่ต่อมา ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ นำไปสู่การนัดอ่านคำพิพากษาในวันนี้
ล่าสุดเมื่อ 11.30 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายืนยกฟ้องนายสุเทพ กับพวก 6 คน
เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.66 ) ช่องยูทูบ รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี ของ ‘กรุณา บัวคำศรี’ ผู้ประกาศข่าวและผู้ผลิตรายการ ได้กล่าวถึง ‘จตุพร พรหมพันธุ์’ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2535 ว่าทั้งสองคนนั้นต่างร่วมหัวจมท้ายกันมาอย่างไร และ ‘จตุพร พรหมพันธุ์’ คือบุคคลที่เคยช่วยชีวิตตนเอาไว้ โดยระบุว่า…
“พี่ตู่เป็นคนช่วยชีวิตพี่นาจริง ๆ นะ ช่วงพฤษภาคม พี่ตู่เรียนอยู่ที่รามฯ ส่วนพี่นาเรียนอยู่อักษรจุฬาฯ แล้วพี่นาเป็นรองเลขาธิการ สนนท. ตอนนั้นเราก็ออกไปประท้วงคณะรัฐประหารของพลเอกสุจินดา คราประยูร ตอนนั้นทํารัฐประหารพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ แล้วปรากฏว่าก็เกิดเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ‘พฤษภาทมิฬ’ 18 พฤษภาคม ขบวนเราอยู่ตรงสะพานผ่านฟ้า แล้วพี่ตู่เป็นดาวปราศรัย คือเขาพูดเก่งมาก ผู้ชุมนุมจะชอบพี่ตู่พูดมาก เพราะพูดสนุก แล้ววันนั้นพี่นาก็เหนื่อยมาก ก็นอนอยู่บนรถเครื่องเสียง นอนบนรถบรรทุก แล้วพี่ตู่ก็ปราศรัยอยู่ข้างบน”
“สักตี 1 ตี 2 ทหารก็เข้ามาล้อมเรา แล้วเขาก็ยิง ทีนี้มันยิงตรงไหน มันยิงรถกระจายเสียง เพราะว่าจะได้คุมคนไม่อยู่ คนเป็นแสนตอนนั้น แล้วพี่ตู่ก็คุมม็อบอยู่เป็นแสน แล้วพี่นาเหนื่อยมากก็นอนอยู่บนรถบรรทุกข้างบน แล้วทหารยิงเข้ามาตรงลําโพง เพื่อไม่ให้เราสามารถควบคุมฝูงชนได้ แล้วพี่นาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ได้ยินแต่เสียงปืนก็โผล่ขึ้นมา พี่ตู่ก็กระโดดลง ปกป้องพี่นา กระสุนเฉียดหัวไป ก็เลยคิดว่ายังไงพี่ตู่ก็เป็นผู้มีบุญคุณกับพี่นามาก…แล้วเขาก็จะเรียกพี่นาว่าน้องหนูนา เป็นน้องหนูนาของพี่ ๆ อันนี้แค่เล่าให้ฟังสำหรับคนที่สงสัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพี่นากับพี่ตู่เป็นยังไง…ไม่เคยเดตกัน”
>> สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://vt.tiktok.com/ZSLskC2r9/
เมื่อวานนี้ (21 ส.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ ศชอ.’ รายงานว่า ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาคดี ‘ฮ่องเต้’ นายธนาธร วิทยเบญจางค์ มีความผิด มาตรา 112 ใน 1 กรรม พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนอีกกระทงศาลยกฟ้อง และเห็นว่ามีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลงโทษจำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 7 เดือน ไม่รอลงอาญา ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นประกันตัวชั้นอุทธรณ์
สำหรับนายธนาธร ถูกดำเนินคดีจากการจัดกิจกรรมอ่านแถลงการณ์และปราศรัยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ระหว่างกิจกรรมคาร์ม็อบเชียงใหม่ ‘ล้านนาต้านศักดินาทัวร์’ ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2564 โดยพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ใน 2 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จัดการชุมนุมรวมกลุ่มกันเกินกว่า 20 คน อันเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรค และข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งแยกเป็น 2 กระทง ได้แก่ กรณีการอ่านแถลงการณ์ที่หน้าตำรวจภูธรภาค 5 และการปราศรัยที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์
(22 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์ในไอจีสตอรี่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และคุณพ่อ จะเดินทางกลับประเทศไทยด้วยเครื่องบินส่วนตัว โดยเดินทางมาลงเครื่องบินบริเวณอาคารจอดเครื่องบินส่วนบุคคล (M-JETS) ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยมีครอบครัวรอรับ
ต่อมาเวลา 07.00 น. เครื่องบินส่วนตัวได้พานายทักษิณ เดินทางออกจากประเทศสิงคโปร์แล้ว โดยมุ่งหน้ากลับมายังประเทศไทย และเตรียมลงที่สนามบินจอดเครื่องบินส่วนบุคคล (M-JETS) ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยมีน.ส.ยิ่งลักษณ์ มาส่งนายทักษิณที่สนามบินในประเทศสิงคโปร์
จากนั้นเวลา 09.00 น. เครื่องบินส่วนตัวของที่นายทักษิณ เดินทางมาจากประเทศสิงคโปร์ ได้ลงจอดที่อาคารจอดเครื่องบินส่วนบุคคล (M-JETS) ท่าอากาศยานดอนเมืองแล้ว ท่ามกลางนักการเมืองและประชาชนที่มารอต้อนรับจำนวนมาก
ต่อมาเวลา 09.09 น. นายทักษิณ ได้ลงจากเครื่องบินส่วนตัว โดยมีเจ้าหน้าที่เชิญตัวมาลงบันทึกการควบคุมตัวขึ้นรถที่เตรียมรอไว้ หลังเดินทางกลับมารับโทษใน 3 คดี ซึ่งมีครอบครัวและคนใกล้ชิดรอเข้าพบที่อาคารจอดเครื่องบินส่วนบุคคล
พร้อมทั้งยังได้ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
(21 ส.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ระบุว่า…
ปรากฏการณ์สลายขั้วเหลือง-แดง เป็นปรากฏการณ์ที่ดี ที่ให้ความหวังและน่าชื่นชม...ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใดก็ตาม
ทุกข์ของคนไทยตอนนี้ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว โดยเฉพาะทุกข์ทางเศรษฐกิจและทุกข์เรื่องทำมาหากินที่ยังฝืดเคือง
การมีข่าวดี ๆ ออกมา ที่ช่วยลดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่คนไทยด้วยกันเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง จงอย่าใจแคบ ความคิดก็อย่าคับแคบ มองภาพใหญ่ให้ออก มองป่าทั้งป่าให้ได้
ทุก ๆ วัน การดึงตัวเองไปอยู่ในมณฑลแห่งพลัง และโลกของผู้บำเพ็ญในจิตของตนก่อนเมื่อลืมตาตื่น คือกิจวัตรของผม
ฝึกฝนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกเช้าค่ำ จนกระทั่งมันเป็นไปเอง
อย่างการนั่งฟัง (เห็นโพสต์) ‘เสียงทุกข์’ ของสรรพสัตว์ (หรือ กวนอิม 観音) ผ่านจอแท็บเลตของตัวเองทุกวันด้วยจิตผู้รู้…ก็เป็นอีกวิธีภาวนาที่ผมใช้เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้
คนทั่วไปมักไม่รู้ว่า การรับรู้กับการตีความของเรานั้นเกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกัน ทำให้คนเรามักมองโลกด้วย ‘จิตที่กะเกณฑ์’ ไว้ล่วงหน้าเสมอ
ผลก็คือคนเราได้สร้างสิ่งขวางกั้นระหว่างตัวเรากับ ‘ความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น’ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
การเห็นอย่างบิดเบือนแล้วปักใจเชื่ออย่างนั้นเลย จึงหมายถึง การยึดมั่นถือมั่น คือหลงไปยึดสิ่งที่เรารับรู้ ซึ่งเข้ากันได้กับประสบการณ์ทางจิตอันจำกัดของเรา ทำให้เกิดการบิดเบือนการรับรู้อย่างตรงไปตรงมาหมายความว่า ตอนนั้นเราไม่มีความรู้ตัว หรือขาดสัมปชัญญะไปแล้ว
อวิชชาหรือความไม่รู้สึกตัว คือที่มาแห่งทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง
ความทุกข์มากมายจนท่วมโลกขนาดไหน สุดท้ายมันก็มีแค่นี้แหละ คือความไม่รู้ตัว หรือไม่มีสัมปชัญญะ เมื่อฝึกภาวนาเห็นทุกข์ของผู้คนแบบนี้บ่อยเข้า บ่อยเข้า
วิราคะ หรือความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏมันย่อมเกิดขึ้นเอง