Thursday, 11 June 2026
POLITICS NEWS

‘บิ๊กทิน’ แง้ม!! นายกฯ มีทางออกเรื่อง ‘เครื่องยนต์เรือดำน้ำ’ เชื่อ!! หาจุดที่ยอมรับได้ ‘ไทย - เยอรมัน - จีน’ ไม่หมางใจกัน

(7 ก.ย. 66) ที่บ้านพักย่านเกษตร-นวมินทร์ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงจุดยืนของกองทัพเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเมียนมา และการสร้างจุดสมดุลระหว่าง 2 ขั้วมหาอำนาจ ว่า ทำงานเรื่องนี้ตนมีคณะทำงานที่กำลังศึกษาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ว่าจุดยืนควรจะเป็นอย่างไร ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหลังจากที่ตนได้เข้าทำงานที่กระทรวงกลาโหมแล้วคณะทำงานชุดนี้จะสรุปให้ฟังว่าปัญหาเมียนมาจะเอาอย่างไร

เมื่อถามว่า ปัญหาเรื่องเรือดำน้ำ จะเป็นอย่างไร นายสุทิน กล่าวว่า นายกฯ จะมีทางออกที่เหมาะสม และสังคมไม่ผิดหวัง

เมื่อถามว่านายกฯ จะใช้เวทีการประชุมสหประชาชาติ ในการพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า อาจเป็นไปได้ แต่นายกฯ มีทางออกที่ดี

เมื่อถามย้ำว่า มีเรื่องที่เกี่ยวกับกองทัพ เรื่องชายแดน เรื่องเมียนมาหรือไม่ เพราะว่าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปด้วย นายสุทิน กล่าวว่า ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการพบปะกับนานาชาติ เรื่องไหนที่เป็นประโยชน์ เรื่องไหนที่จะแก้ปัญหาได้ ท่านคงทำ

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเจรจากับเยอรมนี ให้ขายเครื่องยนต์เรือดำน้ำให้กับไทย และเจรจากับจีนหากไม่ใช้เครื่องยนต์ของจีน นายสุทิน บอกว่า ก็เป็นไปได้ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่นายกฯ เตรียมไว้ในใจ ซึ่งมีโอกาสเปลี่ยนแปลง ได้หากผู้ใหญ่ระดับรัฐบาลคุยกัน

เมื่อถามว่า จะไม่มีปัญหาระดับประเทศใช่หรือไม่ นายสุทิน ย้ำว่า เราจะทำให้ไม่กระทบ ทั้งจีน เยอรมนี ไทย หากจุดที่พอใจ และกองทัพไม่เสียโอกาส ประเทศชาติไปเสียประโยชน์ พันธมิตรก็ไม่เสียใจ และตนเชื่อว่านายกฯ และ นายปานปรีย์ มหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะหาจุดสมดุล และ โจทก์ที่อยู่ในใจตนก็จะหารือกับนายกฯ เช่นกัน

'สนธิญา' ร้อง ปอท. ตรวจสอบ 'วิโรจน์ ก้าวไกล' พูดมั่วในรายการกรรมการข่าวฯ กรณี 'บิ๊กตู่' พ้นนายกฯ แล้วยังเป็น ปธ.ยุทธศาสตร์ชาติ มีอำนาจปลดคนได้

(7 ก.ย.66) ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถนนพหลโยธิน จตุจักร กทม. นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ศุภภัทร สวัสดี รอง ผกก.3 บก.ปอท.เพื่อร้องทุกข์ให้ ตรวจสอบการให้สัมภาษณ์ของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล ที่มีการไปร่วมรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยมีใจความในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีที่มีการกล่าวอำลาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ว่าแม้พลเอกประยุทธ์ จะพ้นสภาพจากการเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ก็จะยังคงเป็นประธานยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถือว่ายังคงสามารถกำกับดูแลการทำงานหรือสามารถปลดคนทำงานได้

ทั้งนี้ หลังจากตนได้ศึกษาข้อมูลทั้งหมดจึงพบว่า คำพูดดังกล่าวของนายวิโรจน์ถือว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากประธานยุทธศาสตร์ชาติจะต้องเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งการที่พลเอกประยุทธ์พ้นวาระจากการเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถ เป็นประธานยุทธศาสตร์ชาติได้ตามที่นายวิโรจน์เก่าอ้าง ซึ่งถือว่าการออกมาให้ข้อมูลผ่านสื่อแบบนี้เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ในวันนี้จึงเดินทางมาพร้อมกับคลิปรายการและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวันเกิดเหตุทั้งหมด มาให้พนักงานสอบสวน บก.ปอท. ตรวจสอบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิด การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ หรือไม่

ส่วนนายสรยุทธ์ ผู้ประกาศคนดังเบื้องต้นตนเองไม่ได้มีการร้องขอให้ตำรวจตรวจสอบเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นการทำงานของสื่อมวลชนในการสอบถามข้อมูลซึ่งควรต้องเป็นหน้าที่ของผู้ให้ข้อมูลในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนซึ่งก็คือตัวนายวิโรจน์

"ยืนยันว่าในวันนี้ที่เดินทางมาเป็นการเดินทางมาด้วยตนเองในฐานะประชาชนคนไทยที่ต้องการเห็นความถูกต้อง ไม่ได้มีการรับงานมาจากใคร และส่วนตัวอยากให้นายวิโรจน์ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การออกมาให้ข้อมูลที่บิดเบือนกับประชาชนแบบนี้"นายสนธิญา กล่าว

สำหรับกรณีนี้ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องไว้เพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สภาไฟเขียว!! แถลงนโยบาย 2 วัน รวม 30 ชั่วโมง ด้าน ‘วันนอร์’ เผย ‘ก้าวไกล’ รับปากไม่ใช้เป็นเวทีซักฟอก

(7 ก.ย. 66) ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วม 3 ฝ่าย (วิป 3 ฝ่าย) โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม และมีตัวแทนจากวุฒิสภา (สว.) สส. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาทิ นายสมคิด เชื้อคง ตัวแทน ครม. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ นายประมวล พงษ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์ และประธานสส.พรรคประชาธิปัตย์ นายมหรรณพ เดชพิทักษ์ สว. เป็นต้น เพื่อวางกรอบเวลาการอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา และแบ่งสัดส่วนเวลาของแต่ละฝ่าย ซึ่งใช้เวลาการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

จากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ว่าบรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยดี ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นผ่อนปรนไปมา เพื่อให้การประชุมเรียบร้อย โดยการประชุมเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 ก.ย.นี้ จะใช้เวลา 2 วัน รวมทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็น ประธานรัฐสภา 1 ชั่วโมง ฝ่าย ครม.แถลง และชี้แจง 5 ชั่วโมง ฝ่าย สว. 5 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง ซึ่งคิดว่าคงเพียงพอในการที่ทุกฝ่ายจะปรับเวลาที่ชัดเจนให้ตามจำนวนคน คาดว่าคงไม่เกินในเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้การประชุมจบด้วยดี ไม่มีใครไม่ยอม แม้ทุกฝ่ายจะอยากได้เวลา แต่เมื่อทราบข้อจำกัดของเวลา และความสนใจของพี่น้องประชาชนแล้ว จึงตกลงกันเช่นนี้

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า ในวันแรกอาจจะเลิกประชุมดึก แต่คงไม่เกินเที่ยงคืน และวันที่สองคงไม่เกิน 23.00 น. แม้บางฝ่ายจะบอกว่าไม่อยากให้เกิน 21.00 น. แต่เพื่อให้การอภิปรายในวันถัดมามีคุณภาพมากขึ้น และความสนใจของพี่น้องประชาชน รวมถึงครม. แจ้งว่าในวันที่ 13 ก.ย. 66 จะมีการประชุมครม. ทุกฝ่ายจึงบอกว่าจะกลับไปเตรียมทั้งตัวบุคคลและเนื้อหาสาระให้ดี เพื่อให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึงฝ่ายค้านหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายค้านอยากใช้เวทีนี้ในการซักฟอกรัฐบาล? นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านยืนยันเองว่า จะอยู่ในกรอบของการอภิปรายเรื่องนโยบายและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตามนโยบายนั้น แต่ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนคิดว่าฝ่ายค้านตอนนี้เป็นฝ่ายค้านที่มีคุณภาพ มีข้อมูลพร้อมที่จะอภิปรายในกรอบกฎหมายและข้อบังคับ รวมถึงความสนใจของพี่น้องประชาชน

เมื่อถามว่า การรักษาความปลอดภัยในวันนั้น จะเป็นไปตามกฎระเบียบ หรือต้องมีการรักษาความปลอดภัยเข้มที่เป็นพิเศษหรือไม่ เนื่องจากอาจจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาในบางวัน? นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า คิดว่าคงไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุม หรือมีการกดดันสภา เพราะพี่น้องประชาชนติดตามการประชุมตลอดเวลาผ่านการถ่อยสดในหลายช่องทาง เนื่องจากทุกฝ่ายคงอยากให้การอภิปรายเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีคุณภาพ ไม่มีแรงกดดันใดๆ นอกจากเนื้อหาที่จะพูดอย่างเต็มที่ หากมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาที่สภาคงไม่เกิดประโยชน์อะไร ไม่ได้หมายความสภาจะรังเกียจ การมีผู้ชุมนุมหรือผู้สนับสนุนก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ช่วงอภิปรายต้องใช้เวลา หากมาคงเสียงทั้งค่าใช้จ่าย และเวลามาก

รองประธานสภาฯ แจง 'หมิว สิริลภัส' ห่ออาหารกลับบ้าน 'ไม่ผิด' ชี้!! หากเหลือเยอะนำฝากผู้อื่นได้ ลดขั้นตอนขนไปบริจาคตามที่ต่างๆ

(7 ก.ย.66) จากประเด็นดราม่า เมื่อมี สส.ท่านหนึ่ง แอบถ่ายภาพ 'หมิว สิริลภัส' น.ส.สิริลภัส กองตระการ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ขณะกำลังตักอาหาร ห้องอาหารรัฐสภา กลับบ้าน และแขวนประจานว่า “พบเห็นอดีตดาราสาว ลักลอบนำอาหารสภากลับบ้าน” ทำให้เจ้าตัว ต้องออกมาชี้แจง ยืนยันเป็นการใช้สิทธิ์ที่มี ขณะที่ล่าสุด รองประธานสภาฯ 'พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน' ยืนยัน ห่ออาหารกลับบ้านได้ไม่ผิด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางด้านนายประเสริฐพงศ์ ศรนุวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงถึงกติกาการใช้ห้องอาหาร สส.กรณี สส. พรรคก้าวไกล 'หมิว สิริลภัส' ถูก สส.ชาย จากพรรคการเมืองหนึ่ง แอบถ่ายภาพ ไปเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย จึงขอให้ประธาน กำชับต่อที่ประชุมด้วย

โดย นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานการประชุม ได้ชี้แจงว่า สส.สามารถนำอาหารกลับบ้านหลังเลิกประชุมได้ และปัจจุบันยังมีห้องทำงานส่วนตัว ซึ่งอาจมีผู้ช่วย สส., ผู้ติดตาม สส. ก็สามารถให้ผู้ช่วย หรือผู้ติดตาม นำอาหารไปให้ สส.ที่ห้องได้ หรือ สส.จะนำอาหารไปให้ทีมงานรับประทานได้เช่นกัน

ทั้งนี้ หากปิดประชุมแล้ว อาหารยังเหลือเยอะ ซึ่งปกติเจ้าหน้าที่ ก็จะนำไปบริจาคตามหน่วยงานต่างๆ ซึ่งบริจาคเท่าไรก็เหลือ จนเน่า รับประทานไม่ทัน ไม่มีที่เก็บ จึงคิดว่า ไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้นำอาหารกลับบ้าน และจากนี้ไป หากตอนเย็นอาหารเหลือ เจ้าหน้าที่จะนำใส่ถุงให้ สส. และข้าราชการรัฐสภา นำกลับไปรับประทานที่บ้านได้ เพื่อไม่ให้เหลือทิ้ง เพราะหากจะนำไปบริจาค ก็เหนื่อยที่จะใช้คน หรือรถ ขนไปที่ต่างๆ ดังนั้น หากเหลือก็สามารถใส่ถุงให้ สส. หรือเจ้าหน้าที่ นำกลับบ้านได้ และหาก สส.มีญาติ มีเพื่อน มีทีมงานอยู่ในห้องทำงาน ก็สามารถนำไปเผื่อได้

นอกจากนี้ กรณีปัญหาที่จอดรถ สส. ที่มีการร้องเรียนว่า มีการจอดรถซ้อนคัน ไม่จอดรถเข้าที่จอด รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานการประชุม ชี้แจงว่า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (8 ก.ย.66) เป็นต้นไป สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะจัดระเบียบลานจอดรถ ให้ สส.จอดรถตามช่องจอดรถของตนเอง ซึ่งจะมี 535 ช่อง และหากมีผู้อื่นมาจอดในช่องของ สส.คนอื่น ก็จะถูกล็อกล้อ และห้าม สส.จอดซ้อนคัน 

‘แจ็ค แฟนฉัน’ ถาม!! เล่นการเมืองต้องมีพรรคพวกห้ามเห็นต่าง ถึงจะอยู่รอดเหรอ?

ต้องมีพรรค มีพวก และห้ามเห็นต่างเหรอ?

‘แจ็ค แฟนฉัน’ ยิงคำถามเด็ดใส่ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในรายการแฉ ทางช่อง GMM 25 เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 66 โดยถามว่า 

“คนไทยที่ออกไปเลือกตั้ง เขาเลือกพรรคคุณ เลือกคุณเป็นนายก และคุณได้เป็นนายกฯ แน่ๆ แต่สุดท้ายแล้วไม่ได้เป็น แล้วประเทศไทย หรือว่าคนไทยต้องทำยังไง? หรือการเมืองมันต้องอยู่ในเห็นเหรอ ต้องมีพรรคพวกโดยเห็นต่างไม่ได้เหรอ? บทเรียนตรงนี้พี่ได้อะไรบ้าง”

โดยเมื่อได้ฟังคำถามแล้ว นายพิธา เอ่ยปากชมว่าเป็นคำถามที่ดีมากๆ ก่อนจะตอบว่า 

“เป็นคำถามที่โดนใจหลาย ๆ คน คนในระยองเขต 3 ก็ถามแบบนี้ คนถามเลยว่า เสียเวลาออกไปเลือกตั้งทำไม? ทั้ง ๆ ที่เลือกไปแล้วไม่ได้อย่างที่เลือก สื่อต่างชาติหลาย ๆ เจ้าก็อาจจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจเรา เขาอาจจะคิดว่ามันคืออำนาจนิยมที่อนุญาตให้มีการเลือกตั้ง และถ้าคิดแบบนั้น ก็ยิ่งต้องเลือก เลือกจนกว่าจะได้ จนกว่าจะเป็นฉันทามติของประชาชน ไม่จำเป็นต้องเป็นผม อาจจะเป็นคนอื่น แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ตรงเจตนาของประชาชน อีก 4 ปีข้างหน้าก็จะมีหวัง แต่ห้ามทิ้งฐานที่มั่นคือการเลือกตั้ง ก่อนเลือกอำนาจเป็นของเรา แต่หลังเลือกตั้งอำนาจเป็นของคนอื่น อย่างน้อยเราควรทำให้มันอยู่ในระบบของบ้านเมืองเรา”

‘บิ๊กป้อม’ แต่งตั้ง ‘ไพบูลย์’ นั่งปธ. ติดตามงานกฎหมาย ดูแลกิจการพรรค - สส. - สมาชิกพรรค ให้เป็นไปตาม รธน.

(7 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ลงนามคำสั่งพรรคพลังประชารัฐ ที่ 117/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการด้านกฎหมาย เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในด้านกฎหมายของพรรค ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ นโยบายและแนวทางที่พรรคกำหนดให้สัมฤทธิ์ผลและสอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน

อาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ. 2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5 พ.ศ. 2566 ข้อ 17 (1) (ซ) แต่งตั้งคณะกรรมการด้านกฎหมายโดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้

นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธานกรรมการ 
นายประสาน หวังรัตนปราณี เป็นกรรมการ 
นายสุธรรม จริตงาม เป็นกรรมการ 
นายองอาจ วงษ์ประยูร เป็นกรรมการ 
นายภาส ภาสสัทธา เป็นกรรมการ 
นายทศพล เพ็งส้ม เป็นกรรมการ 
นายณรงค์ โยธนัง เป็นกรรมการ และเลขานุการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการชุดดังกล่าว มีอำนาจหน้าที่ ติดตามดูแลการดำเนินกิจการของพรรค สส.และสมาชิกพรรค ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้องและข้อบังคับพรรค และยกร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง ที่พรรคกำกับดูแล หรือ ตามที่ สส. ขอให้ยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อแก้ไขปัญหาเดือดร้อนของประชาชนเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงให้คำปรึกษาและคำแนะนำทางด้านกฎหมายแก่คณะกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมการด้านต่าง ๆ สส. และสมาชิกพรรค

นอกจากนั้นตรวจสอบกรณีสมาชิกพรรค ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคและเสนอผลการตรวจสอบต่อหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรค และแต่งตั้งที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการ คณะทำงานเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ จัดทำแผนดำเนินงานและรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการต่อหัวหน้าพรรคโดยตรงหรือประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แล้วแต่กรณี รวมถึงดำเนินงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ และปฏิบัติงานอื่นตามที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย

‘คุณหญิงหน่อย’ ปูดเบื้องหลังดีล พท. - รทสช. ลงตัว เหตุทั้ง 2 พรรคมีนายทุนคนเดียวกันเป็นสะพานเชื่อม

‘คุณหญิงหน่อย’ เผยเบื้องหลังดีลร่วมจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง ‘เพื่อไทย - รวมไทยสร้างชาติ’ ลงตัวง่าย เหตุเพราะทั้ง 2 พรรคมีนายทุนคนเดียวกัน ที่สำคัญหวังส่งคนคุมบางกระทรวง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์กับ จอมขวัญ หลาวเพชร ถึงประเด็นที่พรรครวมไทยสร้างชาติ กลับมามีความใกล้ชิดและเจรจาได้ลงตัวกับเพื่อไทย แทนที่พรรคพลังประชารัฐในการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาว่า ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้น มาจากนายทุน หรือ ผู้สนับสนุนของพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความสัมพันธ์ที่ดี หรือว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยด้วย เป็นสะพานเชื่อมให้ทั้ง 2 พรรคสามารถเจรจากันได้อย่างลงตัว

ทั้งนี้ หากจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ผู้สนับสนุนของ 2 พรรค ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น เป็นบุคคลเดียวกัน และที่สำคัญ ยังมีเป้าหมายที่จะส่งคนเข้าไปนั่งในบางกระทรวง ยิ่งทำให้เกิดพลังในการเจรจาเพิ่มมากขึ้น

‘หมิว สิริลภัส’ โต้!! ปมถูกกล่าวหาลักลอบเอาข้าวสภาฯ กลับบ้าน  พร้อมเหน็บ ถ้ามี สส.อยู่จนปิดประชุมมากพอ คงไม่มีข้าวเหลือแบบนี้

(7 ก.ย. 66) น.ส.สิริลภัส กองตระการ หรือ ‘หมิว’ สส.กทม. พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่าน X หรือทวิตเตอร์ กรณีมีการเผยแพร่ภาพอดีตดาราสาวลักลอบนำอาหารสภากลับบ้าน ว่า…

“น่าแปลกใจนะคะ เป็น สส.มา 2 สมัย ก็ไม่ทราบว่าได้เข้ามาห้องอาหารตอน ‘เลิกประชุมสภา’ กี่ครั้ง ตั้งแต่มีประชุมสภามา หมิวกล้ายืนยันว่าหมิวอยู่จนจบประชุมสภา ‘ทุกครั้ง’ พร้อมเพื่อน สส.ก้าวไกลอีกหลายคน หลังจบประชุม ที่ห้องอาหารก็จะมีอาหารที่เขาเตรียมไว้ให้ ตามจำนวน สส.
คำถามคือ แล้วทำไมตอนเลิกประชุม อาหารถึงได้เหลือมากขนาดที่เขาต้องห่อใส่ถุงให้เอากลับบ้าน?? ถ้าจำนวน สส. ที่เหลืออยู่จนปิดประชุมมีมากพอ ก็ไม่มีอาหารที่เหลือแบบนี้หรอกมั้งคะ

อาหารที่เหลือเหล่านี้ ถ้าไม่ห่อกลับ เจ้าหน้าที่ก็จะแจกจ่ายอยู่แล้ว และวันนี้ หมิวก็ใช้สิทธิ์ตามที่มี ไม่ได้นั่งทานที่ห้องอาหาร แต่ห่อกลับมากินที่บ้าน

การใช้คำว่า ‘ลักลอบ’ นี่ไม่รู้ว่า อ่อนภาษาไทยหรือจงใจใส่ร้ายกันแน่

เข้ามาทำงานที่มีเกียรติแล้ว ก็ช่วยภูมิใจ ที่ประชาชนคนไทย เขาเลือกมาของตัวเองหน่อยค่ะ มีหน้าที่ทำงานการเมืองก็ทำไป จะอภิปราย จะขับเคลื่อนประเด็นอะไรก็ว่าไป

มัวแต่มานั่งถ่ายรูปจับผิดคนอื่น เอาเขาไปแขวน อย่าคิดว่าเจ้าตัวเค้าจะไม่เห็นนะคะ

มีสื่ออยู่ในมือก็หัดใช้ให้มันเป็น ถ้าใช้สื่อไม่เป็น เดินเข้ามาถามได้ ยินดีให้คำแนะนำ ถ้าอยากได้ยอดติดตามที่มากกว่าที่มีอยู่ 4000 กว่าคน

ถ้าเจอกันครั้งหน้า ไม่มีเพื่อนสส.พรรคเดียวกันนั่งกินข้าวด้วยเพราะอยู่ไม่ถึงเลิกประชุม ก็มานั่งทานด้วยกันได้นะคะ จะได้มาคุยกันหน่อยว่าจุดประสงค์ที่ถ่ายรูป+แคปชั่นแบบนี้ จะสื่อว่าอะไร พร้อมจะรับฟังค่ะ”

‘ไอติม ก้าวไกล’ ติงแถลงนโยบายวันเดียวน้อยและรวบรัดเกินไป เกรงได้รายละเอียดไม่ครบถ้วน

เมื่อวานนี้ (6 ก.ย. 66) ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่า ส่วนตัวยังมีข้อกังวล 2 ส่วน คือ กรอบเวลาในการอภิปราย ขณะนี้มีข่าวออกมากว่าอาจจะเหลือการอภิปรายนโยบายเพียง 1 วัน โดยยังต้องรอการยืนยัน โดยมองว่า เป็นเวลาที่สั้นมาก หากย้อนดูในอดีตของการอภิปรายก็มักจะมากกว่า 1 วัน โดยจากรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีกรอบอภิปราย 2 วัน ทั้งนี้ หากเหลือแค่เพียงวันเดียวจริง ก็ถือว่าเป็นวิธีการที่รวบรัดจนเกินไปกับกระบวนการที่มีความสำคัญ

ส่วนข้อกังวลที่สอง ก็คือ เนื้อหาสาระของนโยบาย โดยต้องรอการยืนยันว่าเอกสารคำแถลงนโยบายที่หลุดออกมากเป็นเอกสารทางการหรือไม่ หากเอกสารที่ออกมาตรงกับเอกสารหลุดออกมาผ่านสื่อก็ยอมรับว่ายังขาดรายละเอียดนโยบายที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สื่อสารกับประชาชนก่อนหน้าการเลือกตั้ง โดยยังไม่พบนโยบายค่าแรง สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ยังมีความคลุมเครือว่าจะจัดตั้งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งหรือไม่

รวมถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะออกมาบอกว่าจะมีการทบทวนดำเนินการภายใน 2 ปี แต่เมื่อไม่มีในเอกสารนโยบายก็ไม่มีหลักประกันกับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการจริง โดยต้องให้ความสำคัญเพราะเป็นสัญญาประชาคม และยิ่งเป็นรัฐบาลผสม ประชาชนก็จับตาว่านโยบายของแต่ละพรรคที่แตกต่าง ขัดแย้งกันบ้างจะตกผลึกขับเคลื่อนออกมาเป็นนโยบายส่วนใด

ขณะที่การอภิปรายในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกล ยังไม่ได้พูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีการพูดคุยภายในของพรรคก้าวไกล เป็นหลักถึงปัญหาของประชาชนและแบ่งหน้าที่วิเคราะห์นโยบาย

‘เศรษฐา’ เผย มีหลายนโยบายสำคัญรอแถลงต่อรัฐสภา ไม่กลัว ‘ก้าวไกล’ จี้ถาม มั่นใจ!! ทุกนโยบายตรวจสอบได้

(7 ก.ย. 66) ที่พรรคเพื่อไทย นายเศรษฐ ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่พรรคเพื่อไทย เนื่องจากยังไม่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยทันทีที่มาถึง นายเศรษฐา ได้เดินเข้าไปทักทายกลุ่มทหารผ่านศึก ที่เข้าแสดงความยินดีกับนายกฯ และรอเข้าแสดงความยินดีกับนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม 

จากนั้นนายเศษฐา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของแหล่งเงินที่จะใช้สำหรับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ว่าที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับหลายภาคส่วน ขณะนี้อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนงบประมาณว่าเงินจะมาจากไหน เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ก็ได้พูดคุยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้ข้อคิดมาหลายเรื่อง โดยให้คำแนะนำว่าถ้าเราจะออกดิจิทัลวอลเล็ต ในระยะกลางและระยะยาวของประเทศระบบการเงินการคลังของประเทศจะเป็นลักษณะไหน 

อย่างเช่นตัวเลขหนี้สาธารณะจะขึ้นจะลงอย่างไร ท่านเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่จะต้องมีการพูดคุยให้เกิดความชัดเจน ไม่อยากให้มีการพูดกันไปหลายอย่าง วันนี้ขอทำการบ้านให้ดีก่อน อย่าลืมว่าวันนี้ตนยังไม่สามารถเข้าบริหารงานได้ ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาถึงจะสั่งการได้ วันนี้ขอให้เป็นเรื่องระหว่างการพูดคุยและเก็บข้อมูลก่อน ขอร้องว่าอย่าพูดให้เกิดความสับสน ขอให้ใจเย็นนิดหนึ่ง วันนี้ข้อมูลมาจากหลายภาคส่วน 

เมื่อถามว่าจะเป็นลักษณะการออกพันธบัติเพื่อระดมทุนหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่าขอให้ใจเย็นนิดหนึ่ง ขอเวลานิดหนึ่งไม่อยากจะตอบแล้วสื่อนำไปเขียนกัน จนเกิดความเข้าใจผิด มีหลายส่วนที่สามารถทำได้ 

เมื่อถามย้ำว่าการจ่ายเงินจะเป็นลักษณะบล็อกเชนใช่หรือไม่ นายเศรษฐา ตอบว่าเป็นบล็อกเชนแน่นอน 

เมื่อถามย้ำว่าแม้วิธีการหาเงินยังไม่สรุปแต่ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวจะเดินหน้าได้ในไตรมาสแรกปี 67 เหมือนที่เคยระบุไว้ใช้หรือไม่ นายเศรษฐ กล่าวว่า ใช้ครับแน่นอนครับ 

เมื่อถามว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกวันที่ 13 ก.ย. นอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และลดราคาพลังงานแล้วมีเรื่องอะไรเร่งด่วนอีกบ้าง นายเศรษฐา ตอบว่า ขอให้อดใจนิดหนึ่งเพราะมีหลายเรื่อง มีเรื่องที่เตรียมไว้ยาวมาก ทั้งนี้เราได้มีการประกาศไว้แล้วว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกจะทำอะไรบ้าง และต้องไปดูว่าวันที่จะเริ่มทำได้จริงเมื่อไหร่ ถ้าพูดไปก่อนเดี๋ยวจะเกิดความสับสน อย่างไรก็ตามวันเดียวกันนี้ก็จะพูดคุยภายในเกี่ยวกับการจัดเตรียมวาระ 

เมื่อถามว่าการประชุมวันที่ 13 ก.ย. จะแบ่งงานให้รองนายกฯ เลยหรือไม่ นายเศษฐา กล่าวว่า น่าจะและกำลังทำอยู่ซึ่งวันนี้ก็จะเป็นเรื่องหนึ่งในการพิจารณากับคณะทำงาน 

เมื่อถามว่านายกฯ ระบุจะนั่งเป็นประธาน คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นายกฯ จะดูแลงานด้านความมั่นคงด้วยตัวเองเลยหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องนี้จะพูดคุยกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป และยืนยันจะไปกำกับดูแล กตร.ด้วยตัวเอง 

เมื่อถามถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจโดยเฉพาะหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขอย้ำอีกครั้งว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่จะมีอย่างแน่นอน แต่จะเป็นเมื่อไหร่ขอกำหนดวันเวลาอีกครั้ง ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ส่วนตัวคิดว่าการทำงานในสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องนั่งล้อมวงกันเสียเวลาเตรียมเอกสารที่มีค่อนข้างเยอะ เราใช้การทำงานแบบจับกลุ่มการพูดคุยและรวมตัวกันทำงานดีกว่า คนจะได้ไม่ต้องมาเตรียมเอกสารกันเยอะไปหมด อีกทั้งปัจจุบันมีวิธีสื่อสารหลายวิธี จึงคิดว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจไม่มีความจำเป็น แต่มั่นใจว่าทุกเรื่องจะเดินหน้าได้เร็วกว่าที่ทำในทุกวันนี้ 

เมื่อถามว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีการกำหนดกรอบเวลาทำงานหรือไม่ว่า 100 วันจะมีผลงานอะไรออกมา นายเศรษฐา กล่าวว่า ต้องขอพิจารณาก่อน ยังไม่มีการพูดคุยตรงนั้น แต่ยืนยันว่าจะเห็นผลงานอย่างแน่นอน 

นายเศษฐา กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องคือการเฟ้นหาบุคคลที่จะมารับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเข้าใจว่าได้แล้วและจะมีการพูดคุยอย่างดี จะได้ไม่ต้องมีความสนพูดกลับไปกลับมาไม่เช่นนั้นจะทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนสับสนได้ ส่วนจะเป็นใครนั้นขอเวลาอีกนิดเดี๋ยวได้ทราบ 

เมื่อถามว่านอกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่น ๆ จะแต่งตั้งเลยหรือไม่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก นายเศษฐา กล่าวว่า ก็คงมีบางส่วนด้วย เพราะหลายหน่วยงานมีการเตรียมเรื่องไว้แล้ว และถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่สำคัญและตนจะคุยกับคณะทำงานว่ามีเรื่องอะไรบ้างว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่นายกฯ ต้องทำ แล้วมาไล่เรียงความสำคัญ แต่อยากให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยแถลงครั้งเดียวจะได้ไม่เกิดความสับสน 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพรรคก้าวไกลตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยมีหลายเรื่องที่หาเสียงไว้แต่ไม่ได้บรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ นายเศรษฐา กล่าวว่า ขอให้รอดูและฟังจากการแถลงนโยบาย วันนี้เข้าใจการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบ และเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจขั้นตอนต่าง ๆ และไม่กังวลหากจะพูดซักและจี้ถามในรัฐสภา ถือเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเราอาสาเข้ามาทำงานก็ต้องพร้อมให้ถูกตรวจสอบ และถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น 

ในช่วงท้ายนายเศรษฐา เปิดเผยด้วยว่า บ่ายวันเดียวกันนี้จะหารือร่วมกับ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ บีโอไอ โดยจะหารือในประเด็นการลงทุนระหว่างประเทศว่ามีข้อติดขัดอะไรหรือไม่เพราะเรื่องการลงทุนกับต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหลังจากนั้นมีกำหนดเข้าพบและหารือกับ เอกอักคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่าขอให้สื่อมวลชนมั่นใจว่าเราจะทำงานอย่างเต็มที่ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top