Wednesday, 10 June 2026
POLITICS NEWS

วัดใจ 'ทักษิณ' ห่วง 'อิ๊ง-ฐา' ต้องสวมชุด นช.อย่างสง่าผ่าเผย ฟาก 'ก้าวไกล' 3ป.ถูกปิดสวิตช์ โดนโปลิตบูโรยึดพรรค

เลียบการเมือง ประจำวันเสาร์สุดสัปดาห์...ประสา 'เล็ก เลียบด่วน' ขอหมายเหตุขีดเส้นใต้ข่าวสารสำคัญเอาไว้เป็นบันทึกช่วยจำและทำนายทายทักเหตุการณ์แบบไม่กลัวหน้าแหก...

โกอินเตอร์... ประเดิมตำแหน่งนายกรัฐมนตรีป้ายแดง บนเวทีประชุมสมัชชายูเอ็นครั้งที่ 78 ... ตัดเรื่องหยุมหยิมที่ยังตรวจสอบกันต่อได้คือค่าเครื่องบินเหมาลำ 30 ล้านบาทออกไป ก็ต้องยอมรับว่า ... เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ของเรา 'สอบผ่าน' แต่จะได้กี่คะแนนก็ว่ากันไป  

สำหรับ เล็ก เลียบด่วน เต็ม 10 เอาไป 7.5 ... รอบหน้าฟ้าใหม่ถอดบทเรียนความผิดพลาดจากครั้งแรก ประเภทบอกตัวเองในใจว่า ‘รู้งี้…’  ให้ดีๆ มีโอกาสได้คะแนน 9.9 ทีเดียวเชียวแหละ...

ถ้าจะให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ เศรษฐา กรณีข่าวที่ว่าจะตั้งทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาก็ต้องบอกว่า นายกฯ เศรษฐาไม่ถึงกับตอบนักข่าวบลูมเบิร์กว่าจะตั้งเป็นที่ปรึกษา แต่บอกว่าเมื่อทักษิณพ้นโทษแล้วก็คงต้องขอคำปรึกษาเหมือนกับที่ไปปรึกษากับนายกฯ ท่านอื่นๆ ... จะว่าไปกรณีนี้ ก็เป็นข่าวผสมการตีความจากสารตั้งต้นที่บลูมเบิร์กเขาพาดหัวข่าว ... Thaksin Has Role to Play After Prison Term, New Thai Leader Says…นั่นแล...

พูดถึงกรณีทักษิณ คนชื่อเศรษฐาก็พึงตระหนักให้ตลอดว่า... เป็นสายล่อฟ้าทางการเมือง ยิ่งทักษิณยังทำตัวเป็นนักโทษเทวดาสายล่อฟ้านี้ ก็จะยิ่งอันตราย จะทำลายคุณค่าของนายกฯ ให้เสื่อมทรามลง ตรงข้ามหากทักษิณบำเพ็ญตนเป็นนักโทษธรรมดา... หนุนเศรษฐาให้เป็นนายกฯ ที่นำความปรองดองสมานฉันท์กลับคืนสู่สังคมไทยดังที่ สว.สมชาย แสวงการ เสนอแนะเอาไว้เมื่อวันก่อน ก็จะเป็นคุณกับรัฐบาล เป็นผลดีกับบ้านเมือง และตระกูลชินวัตรที่กำลังปลุกปั้นซอฟต์พาวเวอร์อุ๊งอิ๊งไปสู่ดวงดาว... เฮ่อ พูดก็เหนื่อยใจ จะเป็นไปได้ซัก 50 เปอร์เซ็นต์มั้ยเนี่ย...!?

ขณะปั่นต้นฉบับเที่ยงวันเสาร์ ... ทราบเบื้องต้นผลการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคก้าวไกลเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ... เป็นไปตามโผในมือ 'เล็ก เลียบด่วน' หัวหน้าพรรค คือ 'เดอะต๋อม' ชัยธวัช ตุลาธน ที่ขึ้นมาจากเลขาธิการพรรค ส่วนเลขาธิการพรรคคนใหม่ คือ เพื่อนเลิฟของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจและเดอะต๋อม ... เขาคือ ... เดอะติ๋ง หรือ 'ปลัดติ๋ง' อภิชาติ ศิริสุนทร ส่วนไอติม พริษฐ์ วัชรสินธูุ์ โฆษกพรรค

อันว่า ... อภิชาติ ศิริสุนทร นั้นเป็นอดีตนักกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาราม-อีสาน เป็นอดีตเอ็นจีโอนักพัฒนา เป็นปลัดอบต.จระเข้ อ.หนองเรือ ขอนแก่น ยาวนาน เพื่อนๆ จึงเรียกขานว่า 'ปลัดติ๋ง'

กล่าวได้ว่าพรรคก้าวไกลนาทีนี้ ... แม้อาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งหรือขึ้นมาขัดตาทัพ แต่นี่คือกลุ่มกรมการเมืองหรือโปลิตบูโรของพรรค ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนเอก ธนาธร ย่างสามขุมขึ้นกุมบังเหียนพรรคค่อนข้างเต็มรูป ขณะที่ตัวละครดังที่เรียกขานกันเล่นๆ ว่า 3ป. หรือ 3P ของก้าวไกลคือ พิธา ลิ้มแจริญรัตน์, พรรณิการ์ วานิช และปิยบุตร แสงกนกกุล ต้องปิดสวิตช์ตัวเองลงชั่วคราว ด้วยเหตุผลที่เป็นคนละเรื่อง (แต่) เดียวกัน ...

สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ ... เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ... อาเมน!!

เรื่อง: เล็ก เลียบด่วน

คลี่สถานการณ์ 'ประชาธิปัตย์' ในจังหวะคลุมเครือ ยังเหลือโอกาสให้คงไว้ซึ่งสถาบันทางการเมืองอยู่

เงียบไปเลยสำหรับประชาธิปัตย์ จะจัดการกับปัญหาภายในพรรคอย่างไร เห็นตอบแรกๆ ดูขึงขัง เอาจริงเอาจัง หรือว่า "เขามีอะไรกันแล้ว"

ปัญหาในพรรคประชาธิปัตย์หลักๆ มีอยู่ 2-3 ประเด็น...

- ประเด็นแรกคือจะมีการประชุมใหญ่ เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เมื่อไหร่ แทนชุดเก่าที่ 'จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์' ลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อผลการเลือกตั้งที่พ่ายแพ้ยับเยิน หลังจากนัดประชุมกันมาสองรอบ แต่องค์ประชุมล่มทั้งสองครั้ง ซึ่งเป็นการล่มแบบ 'ผิดปกติ' มีการจัดการทำให้ล่ม

- ประเด็นที่สองคือ จะจัดการกับปัญหา สส.จำนวนหนึ่ง 16 คน ยกมือสวนมติพรรค ไปยกมือสนับสนุน 'เศรษฐา ทวีสิน' จากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่มติพรรคให้ 'งดออกเสียง' มีการนินทากันว่า การโหวตสวนมติพรรค เป็นเกมเดินไปสู่การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

เกมการเดินไปสู่การร่วมรัฐบาล ถูกกำหนดโดยทีม 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' เลขาธิการพรรค, เดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ ภายใต้การสนับสนุนของ สส.บางกลุ่มก้อน กลุ่มหนึ่งมาจากสายของเดชอิศม์ อีกกลุ่มหนึ่งมาจากสายชัยชนะ เดชเดโช อีกกลุ่มมาจากสายเฉลิมชัย ศรีอ่อน แต่เป็นการเลือกทางเดินที่ผิดพลาด เพราะพรรคเพื่อไทย แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้ชายตามองมายังประชาธิปัตย์เลยแม้แต่น้อย แต่ สส.กลุ่มนี้ภายใต้การกุมทิศทางของ 'เฉลิมชัย-เดชอิศม์-แทน' ก็หวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะได้ร่วมรัฐบาล

สาทิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคภาคตะวันออก ยื่นหนังสือเป็นทางการถึงจุรินทร์ ให้ตั้งกรรมการสอบ 16 สส.ที่แหกมติพรรค แต่ 'เงียบกริบ' ไม่มีข่าวคราวการตั้งกรรมการสอบมาจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 'เงียบยิ่งกว่าเป่าสาก' แต่ #นายหัวไทร ได้รับเสียงกระซิบมาว่า "ตั้งแล้ว" แต่ไม่มีข่าวไม่มีคราว ใครเป็นประธาน ใครเป็นกรรมการสอบ และสอบไปถึงไหนแล้ว ต้องเสร็จเมื่อไหร่ ไม่มีอะไรออกมาให้ได้รับทราบกันเลยแม้แต่น้อย ยิ่งปล่อยไว้นานรังแต่จะเพิ่มความเสื่อมครับ

ได้เห็นภาพที่แปลกตาแปลกใจช่วงหาเสียงเลือกตั้งซ่อมระยอง เขต 3 มีคนประชาธิปัตย์มะรุมมะตุ้มกันไปช่วยหาเสียง ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน คุณหญิงกัลยา โสภณพาณิชย์, สุทัศน์ เงินหมื่น, นิพนธ์ บุญญามณี พร้อมหน้าพร้อมตากันไปช่วยหาเสียง แต่ที่แปลกคือ มี 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' และ 'ชัยชนะ เดชเดโช' ไปร่วมเดินเคาะประตูบ้าน ช่วยหาเสียงด้วย ทั้งๆ ที่ถือว่าเป็นคนละขั้วกันชัดเจน

งานนี้จะขาดก็เพียง 'นายกฯ ชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง' ที่อาจจะไปก็ได้ แต่ #นายหัวไทร ไม่เห็น หรือติดภารกิจอะไร ถึงไม่ได้ไปร่วมภารกิจวัดดวงสำหรับประชาธิปัตย์

นายหัวไทรแอบคิดในใจว่า "หรือว่า เขาคุยกันแล้ว" คุยกันออกมาในแนวประนีประนอม เมื่อผลสอบออกมา ก็คือ "มีมูล" ว่า มีการละเมิดมติพรรค แต่ฐานความผิดต่างกัน บางคนแต่ทำตามผู้หลักผู้ใหญ่แนะนำ ช่วงคนลงมติตามผู้มีพระคุณบอก แต่บางคนเป็นแกนนำ แถมวิจารณ์พรรค วิจารณ์ผู้อาวุโสของพรรค ถึงขั้นเชิงตั้งคำถามว่า "ใครจะขับใครกันแน่" เมื่อฝ่ายเขากุมเสียง สส.อยู่มากกว่า อย่างน้อยเห็นๆ 16-20 คน

ที่พาให้คิดได้ว่า "เขาคุยกันแล้ว" และจะออกมาแนวประนีประนอม ไม่อยากให้แตกหัก และ สส.บางคนก็ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ทำตามผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณสั่ง แนวทางของประชาธิปัตย์จึงน่าจะออกมาแบบ "ขับออกจาก" บางคน อาจจะ 1-2 คน ส่วนที่เหลืออาจจะว่ากล่าวตักเตือน จะด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษร ขึ้นอยู่กับฐานความผิดที่กระทำขึ้น ซึ่งต้องไปกำหนดด้วยว่า ฐานความผิดแต่ละฐานะเมื่อโดนลงโทษแล้ว จะมีผลอย่างไรต่อไปในอนาคต

แต่สำหรับมุมมองของนายหัวไทร มองว่า น่าจะขับออก 1 ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร 1 ที่เหลือตักเตือนด้วยวาจา คนที่โดนขับออกก็ไปหาพรรคใหม่สังกัดตามช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วนจะตักเตือนด้วยวาจา หรือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ยังอยู่กับประชาธิปัตย์ต่อไปได้ แต่จะมีผลอย่างไรในอนาคต ขึ้นอยู่กับพรรคกำหนด

จบข่าวสำหรับอนาคต 16 สส. แต่เรื่องใหญ่ของประชาธิปัตย์ จะฟื้นฟูพรรคอย่างไรให้กลับมาเฟื่องฟูเหมือนในอดีต ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ต้องคิดหนัก คิดให้มาก ฟังให้มาก เสาะแสวงหาคนรุ่นใหม่ ดึงเข้ามาทำงาน "ร่วมคิดร่วมทำ" แบบซึมซับอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ให้มาก

ในเวลานี้ประชาธิปัตย์ประกาศตัวชัดเจนแล้วว่า จะขอเป็นฝ่ายค้านแบบเข้มข้น ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเป็นแนวทางที่ประชาธิปัตย์ถนัด ขอให้มุ่งมั่น ตั้งใจ ทำหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างจริงจัง เข้มข้น ก็น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการเรียกศรัทธากลับคืนมาได้

แต่หันซ้ายมองขวา ก็ยังไม่เห็นดาวเด่นในบริบทของการตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้าน อาจจะมีแค่ดาวจรัสแสงในเชิงการหารือ ตั้งคำถาม อย่างเช่น 'สรรเพชญ บุญญามณี -ร่มธรรม ขำนุรักษ์' แต่ยังไม่เห็นแววว่าจะมีใครแสดงบทฝ่ายค้านที่เข้มข้นเหมือนในอดีตได้

ในอดีตที่เราเห็น ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ - วิทยา แก้วภารดัย-อาคม เอ่งฉ้วน - ไตรรงค์ สุวรรณคีรี - พิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล - สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นต้น นึกถึงคนเหล่านี้ ก็นึกภาพออกของการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่มองไปยัง สส.ปัจจุบัน 20 กว่าคน เว้น 'ชวน-บัญญัติ' บอกตามตรงว่า "มองไม่เห็น"

ขออนุญาต #ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน เสนอแนะว่า เมื่อประชาธิปัตย์จัดทัพลงตัว มีหัวหน้าพรรค มีเลขาธิการพรรค มีกรรมการบริหารพรรคครบถ้วนแล้ว 'ชวน-บัญญัติ' ควรลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่ที่เข้มข้น ซึ่งถ้า 'ชวน-บัญญัติ' ลาออก ลำดับที่ 4 คือ คุณหญิงกัลยา โสภณพาณิชย์ และลำดับที่ 5 นิพนธ์ บุญญามณี ก็จะขยับขึ้นมาเป็น สส.แทน แต่ไม่ใช่แค่นั้น คุณหญิงกัลยาก็ควรจะสละสิทธิ์ด้วย เพื่อให้ลำดับ 6 อย่าง 'องอาจ คล้ามไพบูลย์' ขยับขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

ประชาธิปัตย์ก็จะมี สส.แสดงบทบาทเด่นในสภาได้ 2 คน คือ นิพนธ์-อาอาจ ก็อาจจะมีคนถามว่าแล้วจะให้ 'ชวน-บัญญัติ' ไปทำอะไร เมื่อทั้งสองยังยึดมั่นอยู่กับประชาธิปัตย์อย่างเหนียวแน่น สำนึกรักประชาธิปัตย์ไม่เสื่อมคลาย ผมแนะนำว่า ให้ผู้อาวุโสทั้งสองท่าน และอาจจะรวมถึงคุณหญิงกัลยาด้วย ไปแสดงบทของนักบุญ ไปดูแลมูลนิธิเสนีย์ ปราโมช ให้เป็นจริง เป็นเรื่องเป็นราว หรือไปขับเคลื่อนให้เป็นจริงเป็นจังในการผลักดันให้มีถนนคู่ขนาดขึ้น-ลงภาคใต้ ไปจนถึงนราธิวาส ตามเจตนารมณ์ของนายชวน ไปผลักดันงานพัฒนาภาคใต้ที่ต้องชดเชยจากการสูญเสียไปในบางรัฐบาล ที่นายชวนพล่ำบ่นมานาน

ทั้งหมดที่เขียนมาก็ด้วยความปรารถนาดีต่อพรรคการเมืองในตำนาน พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมืองอย่าง 'ประชาธิปัตย์'

เรื่อง: นายหัวไทร

'พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผบช.กมค.' ชี้!! พรบ.ไกล่เกลี่ย 62 สัมฤทธิ์ผล ไม่ถึงปี ไกล่เกลี่ยได้ 1,528 คดี ลดรายจ่าย ปชช.ร่วมร้อยล้าน

จากรายการ CONTRIBUTOR ออกอากาศทาง THE STATES TIMES เมื่อวันที่ 22 ก.ย.66 ได้พูดคุยกับ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (กมค.) ในสาระสำคัญของบทบาท ผู้พิทักษ์ 'สันติ' ราษฎร์ โดยมีเนื้อหาช่วงหนึ่งได้กล่าวถึงผลสัมฤทธิ์ของ พรบ.ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ปี 2562 ที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ และ กมค. ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันให้เกิดการบังคับใช้นั้น ได้สร้างประโยชน์ต่อสังคมไทยในช่วงเวลาแค่ไม่ถึง 1 ปีได้อย่างมาก ว่า…

“สำหรับ พรบ.ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทางสำนักงานกฎหมายและคดี รับหน้าที่เป็นฝ่ายเลขา ตัวกฎหมายระบุว่า มีความผิดทางอาญาบางประเภทสามารถยุติได้ในชั้นการไกล่เกลี่ย ไม่ว่าจะเป็นไกล่เกลี่ยในชั้นสอบสวน หรือโดยผู้ไกล่เกลี่ยในภาคประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้ทาง ผบ.ตร. (พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์) ได้ยกขึ้นมาเป็นนโยบายประจำปี 2566 เลย โดยกำหนดให้สถานีตำรวจทั่วประเทศ จะต้องดำเนินการให้มีการไกล่เกลี่ยในงานสอบสวน ให้ครบทุกสถานี และพยายามจัดตั้งให้มีศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนให้ครบทั่วประเทศ 1,483 สถานี”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า “ตอนนี้จัดตั้งเฟสแรกในเรื่อง การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยในงานสอบสวน เพราะว่ากฎหมายบังคับให้งานสอบสวน ทุก ๆ หน่วยงาน จะต้องให้มีการไกล่เกลี่ยได้ในคดีความผิดอาญาบางประเภท สมัยก่อน ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ก็ไกล่เกลี่ยไม่ได้ หรืออาจจะต้องไปถึงขึ้นชั้นศาล แต่ปัจจุบัน พรบ.ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2562 แต่พร้อมบังคับใช้จริงก็ต่อเมื่อมีผู้ไกล่เกลี่ยตามกฎหมาย มีการอบรม การขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ มีการเทรนนิ่งใหม่ มีการทำความเข้าใจใหม่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ทำให้พี่น้องประชาชนประหยัดเวลา ลดภาระค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรม และถ้าเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยตั้งแต่ต้น จะไม่มีประวัติ ไม่ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือเลย ถ้าทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหาในคดีอาญา ประสงค์เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยตั้งแต่ต้น ก่อนที่จะมีการแจ้งข้อกล่าวหา ถ้าไกล่เกลี่ยสำเร็จ ยุติปัญหา ก็จะไม่เกิดเป็นคดีเลย”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยต่อว่า “หลังจากที่เรามีการขับเคลื่อน พรบ.ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท มีคดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยในสถานีตำรวจรวมทั้งสิ้น 2,139 คดี ไกล่เกลี่ยและยุติไป 1,528 คดี หรือคิดเป็น 71% ดังนั้นท่าน ผบ.ตร. (พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์) ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท. นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานคณะขับเคลื่อน โดยมีทาง กบค. เป็นเลขา ก็จะพยายามขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมให้มากกว่านี้ขึ้นไปอีก”

“แต่แค่ช่วงเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ ม.ค. 66 - ปัจจุบัน สามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จไปแล้ว 1,528 คดี ลดภาระ ค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ไปแล้วกว่าร้อยล้านบาท แต่หากพูดถึงเรื่องคุณค่าทางจิตใจ ความสมานฉันท์ของสังคม ประเมินค่าไม่ได้ เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่ทางสำนักงานกฎหมายและคดี มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้าย

รับชมสัมภาษณ์เต็มได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=175HCRBK-hk 

'คปท.' จี้ 'ราชทัณฑ์' เผยอาการป่วย 'ทักษิณ' แนะบุคคลภายนอกร่วมสังเกตการณ์

(22 ก.ย. 66) ที่กรมราชทัณฑ์ นายพิชิต ไชยมงคล และ นายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึง อธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อขอให้เปิดเผยกรณีการอนุญาตให้ น.ช.ทักษิณ ชินวัตร ไปรักษาตัวนอกเรือนจำ

นายพิชิตกล่าวว่า ภายหลังที่ น.ช.ทักษิณ ได้อ้างสิทธิ์ในการเป็นผู้ป่วยและย้ายมารักษาตัวนอกเรือนจำตั้งแต่เมื่อช่วงกลางคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ได้อนุญาตให้มีการรักษาตัวต่อเนื่องหลัง จากที่ผ่านไป 30 วัน โดยอ้างว่าเป็นความเห็นของคณะแพทย์ที่ระบุว่า มีการผ่าตัดใหญ่ของนักโทษ จนทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยว่า กระบวนการส่งตัวของ น.ช.ทักษิณ ไปรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นการใช้อภิสิทธิ์โดยการอ้างระเบียบราชทัณฑ์ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังคนใดคนหนึ่งหรือไม่ และการป่วยที่กล่าวอ้างไม่ใช่การป่วยที่เคยรักษาตัวจากต่างประเทศ เพราะเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย นายทักษิณมีอาการปกติ จึงไม่สามารถนำเอกสารการรักษาตัวจากต่างประเทศมาอ้างในการรักษาตัวนอกเรือนจำ

อีกทั้งการผ่าตัดล่าสุด ก็มีความสงสัย เพราะไม่มีการชี้แจงรายละเอียดแก่สังคม จึงอยากเรียกร้องให้เปิดเผยข้อเท็จจริงให้สาธารณะทราบ ทางข้อมูลในส่วนของอาการป่วยแรกที่อนุญาตออกไปให้รักษาภายนอกเรือนจำ และการผ่าตัดใหญ่ครั้งล่าสุดการผ่าตัดอะไร เพราะไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนจากแพทย์และกรมราชทัณฑ์ ยังชี้แนะทางออกที่ดีที่สุดว่า อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ต้องอนุญาตให้มีองค์กรอื่น และบุคคลภายนอกเข้าไปสังเกตการณ์เรื่องนี้

“ตนไม่เชื่อว่า นายทักษิณป่วยจริง และหากยังไม่ได้รับการชี้แจงอีก ทาง คปท.ก็จะเดินหน้าในการยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะเฝ้าติดตามเรื่องนี้ พร้อมยื่นให้ ป.ป.ช.การตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอย่างถึงที่สุด” นายพิชิต กล่าว

นายนัสเซอร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ควรจะไปจบที่ทราบข้อเท็จจริงว่า น.ช.ทักษิณ ป่วยจริงหรือไม่ เพราะหากป่วยจริง กระบวนจุดนี้ก็จะจบ แต่ปัญหาวันนี้คือยังไม่สามารถมีใครพิสูจน์และว่า น.ช.ทักษิณป่วยจริงหรือไม่ ย้ำว่า การป่วยเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการนอนนอกเรือนจำ เพราะ น.ช.ทักษิณ เป็นนักโทษ ไม่ใช่อดีตนายกฯ ธรรมดา ซึ่งหากเป็นนักโทษ และไม่ได้ป่วย ต้องกลับไปนอนคุก ย้ำว่านายทักษิณอย่ามาใช้อภิสิทธิ์เพราะการลดโทษจาก 8 ปีเหลือ 1 ปีก็ถือว่ามากพอแล้ว

ฮือฮา!! ‘ป.ป.ช.’ เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘สส.โตโต้’ พบ 3 ปี มีรถยนต์ 5 คัน-ที่ดิน 3 ล้าน-ตึกแถวในเมือง

(22 ก.ย. 66) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 66 จำนวน 91 ราย บัญชีที่น่าสนใจในส่วนของ สส.พรรคก้าวไกล โดย นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ ‘สส.โตโต้’ แจ้งว่ามีสถานภาพโสด มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 6,599,577 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 3,410,171 บาท โดยในส่วนของทรัพย์สินประกอบด้วย เงินฝาก 22,577 บาท ที่ดิน 3,000,000 บาท ซึ่งเป็นที่ดินในอำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2,500,000 บาท เป็นตึกแถว 3 ชั้น ย่านบางพลัด กรุงเทพฯ ยานพาหนะ 1,077,000 บาท

นายปิยรัฐ แจ้งว่า เป็นรถยนต์ 5 คัน ประกอบด้วย
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ยี่ห้อโฟล์ค ได้มาเมื่อเดือน พ.ย. 2563
- รถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า ได้มาเมื่อเดือน ม.ค. 2564
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ยี่ห้อมินิ รุ่นคูเปอร์ ได้มาเมื่อเดือน มิ.ย. 2566
- รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า ได้มาเมื่อ ก.ย. 2564
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 คน ยี่ห้อโตโยต้า ได้มาเมื่อ พ.ย. 2563 จักรยานยนต์ 2 คัน ประกอบด้วยจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น แอร์เบลด และฮอนด้าคลิก

‘เทพไท’ จ่อขอพระราชทานอภัยโทษ พร้อมยกเหตุผลเหนือกว่า ‘ทักษิณ’

(22 ก.ย. 66) นายพงษ์สินธ์ เสนพงศ์ ในฐานะน้องชายของ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตนักการเมืองฝีปากกล้าของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประสบวิบากกรรมทางการเมือง ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกในคดีทุจริตเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมกับน้องชายอีกคน คือนายมาโนช เสนพงศ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อมูลสำคัญที่สร้างความฮือฮา โดยระบุว่าเป็นการพูดคุยกับ นายเทพไท เสนพงศ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะผู้ต้องขังของเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เตรียมที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ ด้วยคุณสมบัติที่มีมากกว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความว่า…

“เทพไท ใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษ เหมือนทักษิณ ผมได้ไปเยี่ยมคุณเทพไท ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เมื่อวันก่อน คุณเทพไทได้แจ้งให้ผมทราบว่า เขาได้ทำหนังสือทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษส่วนบุคคล เช่นเดียวกับคุณทักษิณแล้ว โดยอธิบายเหตุผลให้ฟังว่า เดิมทีตั้งแต่เข้าสู่เรือนจำวันแรก มีหลายคนแนะนำให้ทำหนังสือทูลเกล้า เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษส่วนบุคคล ซึ่งตอนนั้นคิดว่า เรามีโทษจำคุกเพียง 2 ปี ก็ควรยอมรับชะตากรรม ไม่อยากทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ ให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท จึงไม่ได้ดำเนินการใดๆ นับตั้งแต่วันเริ่มเข้าสู่ประตูเรือนจำ แต่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม คุณทักษิณได้เดินทางกลับประเทศไทย โดยมีข้ออ้างว่าต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อต้องการรับโทษจำคุก 10 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา”

“แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่ได้จำคุกจริง หลังจากอยู่ในเรือนจำได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมง ก็ต้องย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 โดยอ้างเหตุผลของการเจ็บป่วย และหลังจากนั้นได้ทำหนังสือทูลเกล้าขออภัยโทษในวันที่ 31 สิงหาคม โดยเหตุผล 4 ข้อ คือ 1.) ได้ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ 2.) มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 3.) เคารพและยอมรับกระบวนการยุติธรรม และ 4.) เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว”

นายพงษ์สินธ์ ระบุอีกว่า หากพิจารณาจากเหตุผลในการทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษของคุณทักษิณแล้ว คุณเทพไท กล่าวกับผมว่า เขามีคุณสมบัติในการขอพระราชทานอภัยโทษได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณทักษิณเลย กล่าวคือ

1.) ได้เป็นสมาชิกสภาแทนราษฎรมา 4 สมัย ทำงานรับใช้ประชาชน และทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมายมาร่วม 20 ปี

2.) มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่ประจักษ์ เคยเป็นพิธีกรรายการสายล่อฟ้า ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการจาบจ้วงของระบอบทักษิณ (ตามเหตุผลการยึดอำนาจของคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.) และไม่เคยต้องคดีตามมาตรา 112 แต่อย่างใด

3.) ยอมรับกระบวนการยุติธรรมด้วยความเต็มใจ เมื่อถูกศาลฎีกาตัดสินให้รับโทษจำคุก 2 ปี ก็ไม่ได้หลบหนีคดีแต่อย่างใด

4.) ตอนนี้อายุ 62 ปี เป็นผู้สูงวัยเช่นเดียวกัน และมีโรคประจำตัวหลายโรค ระหว่างถูกจำคุกในเรือนจำ ต้องเบิกตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชจังหวัดนครศรีธรรมราช

5.) ได้รับโทษจำคุกมาเป็นเวลา 14 เดือน กำลังจะเข้าข่ายเงื่อนไขการจำคุก 2 ใน 3 ของโทษตามคำพิพากษา แต่ไม่เคยได้รับการลดโทษเลย

6.) ได้ต้องโทษจำคุกจากการกระทำผิด พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ข้อหาจัดเลี้ยงและร่วมงานเลี้ยงกินข้าวกับกลุ่มกำนันผู้ใหญ่ ไม่ใช่การแจกเงินซื้อเสียง) แต่กรณีของคุณทักษิณ ต้องโทษคดีทุจริตต่อประเทศชาติ

ดังนั้น คุณเทพไท จึงได้สิทธิตามเงื่อนไขของกรมราชทัณฑ์ เหมือนกับนักโทษทั่วไป ที่ไม่ใช่นักโทษเทวดาทุกประการ สำหรับเรื่องนี้ ถ้าหากมีความคืบหน้าประการใดผมจะนำมารายงานให้ได้รับทราบในโอกาสต่อไป

‘เด็จพี่’ บุกโรงพักแจ้งความ ‘สมชัย ศรีสุทธิยากร’ ฐาน สมัคร สส. ทั้งที่มีลักษณะต้องห้ามตาม กม.

(22 ก.ย. 66) ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อขอให้สอบสวนและดำเนินคดีกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง จาก กรณีที่เห็นว่านายสมชัย ได้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ปี 2566 และสมัคร สส.แบบแบ่งเขต จังหวัดสมุทรสาคร เขตเลือกตั้งที่ 2 เมื่อปี 2562 ทั้งที่อาจมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

นายพร้อมพงศ์ ได้กล่าวว่า เหตุที่ได้เดินทางมายื่นหนังสือกล่าวโทษให้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและดำเนินคดีกับนายสมชัย ในวันนี้ สืบเนื่องมาจากตนได้ตรวจสอบ ข้อมูลพบว่า เมื่อครั้งที่นายสมชัย ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายสมชัย ได้ถูกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2561 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่กรรมการการเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลถึงการที่นายสมชัย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกระบวนการและกำหนดการเลือกตั้งที่ไม่สมควรเกิดความสับสนที่จะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของ กกต. และการจัดการเลือกตั้ง และนายสมชัย ยังได้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นเลขาธิการ กกต. โดยไม่ได้ลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่กรรมการการเลือกตั้ง ผลของคำสั่งดังกล่าวจึงอาจถือได้ว่า นายสมชัย ได้ถูกคำสั่งให้พ้นจากราชการเพราะประพฤติมิชอบในวงราชการ อันเข้าลักษณะเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2566 มาตรา 98 (8) ประกอบมาตรา 42 (10) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561

ซึ่งหากมีการสอบสวนแล้ว พบว่ามีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวจริงก็ถือว่านายสมชัย กระทำการอันฝ่าฝืนมาตรา 151 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี

นายพร้อมพงศ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าเมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมาตนได้ไปยื่นหนังสือต่อประธาน กกต. เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้วเช่นกัน หาก กกต. ตรวจแล้วพบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายจริง กกต. ก็จะได้ทำการสืบสวนและไต่สวนต่อไป เพราะถือว่าเรื่องดังกล่าวปรากฏต่อ กกต. ที่จะตรวจสอบมูลกรณีดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ตนเป็นเพียงผู้แจ้งข้อมูลให้ตรวจสอบเท่านั้น นายพร้อมพงศ์ ได้ให้เหตุผลที่มายื่นกล่าวโทษนายสมชัย ว่าเมื่อนายสมชัย ตรวจสอบคนอื่นได้ นายสมชัย ก็ต้องพร้อมที่จะต้องถูกตรวจสอบได้เช่นกันก็ต้องให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

‘ปิยบุตร’ ประกาศวางมือ-งดแสดงความเห็นทางการเมือง พ้อ!! หมดกำลังใจ หลังโดนทัวร์ลงหนักจากทุกฝ่าย

(22 ก.ย. 66) นายปิยบุตร แสงกนกกุล หรือ ‘อาจารย์ป๊อก’ อดีตนักการเมืองสังกัดพรรคอนาคตใหม่ ได้ออกมาไลฟ์เปิดใจและวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของ ‘ช่อ พรรณิการ์ วานิช’ ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต โดยนายปิยบุตร เผยว่าโดนโจมตีจากทุกฝ่าย ทำให้ตัดสินใจยุติการแสดงความเห็นทางการเมือง เพราะอยากกลับไปคิดถึงเรื่องของตัวเอง และปล่อยให้การเมืองเป็นหน้าที่ตามบทบาทของแต่ละคน

โดยนายปิยบุตร ได้ออกมาไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวนานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนจะเผยความในใจว่า ตอนนี้ตนรู้สึกเบื่อ ไม่รู้จะพูดเพื่อสาธารณชนไปทำไม เพราะเมื่อพูดก็โดนทัวร์ลงจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายความมั่นคง และผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ตลอดจนผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล

ทำให้ตนเริ่มคิดว่าอยากจะพักผ่อนสบาย ๆ งดบทบาทในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะบ้าง ส่วนเรื่องงานเขียน นายปิยบุตรกล่าวว่าอาจหันไปเขียนอย่างอื่นบ้าง เช่น งานหนัง งานเพลง วอลเลย์บอล และฟุตบอล ไม่ต้องพูดเรื่องการเมือง

นอกจากนี้ นายปิยบุตรยังตั้งใจจะนั่งทบทวน เพื่อคิดถึงเรื่องของตัวเองบ้าง เพราะที่ผ่านมาคิดถึงแต่เรื่องสาธารณะมาตลอด เนื่องจากตนเริ่มคิดได้ว่าไม่รู้จะทำไปทำไม เพราะมีแต่คนเกลียดเข้ามาจากทุกทิศทาง จึงจะพยายามไม่พูดถึงสิ่งที่คนฟังแล้วไม่พอใจ

ทั้งนี้ นายปิยบุตรตั้งใจว่าจะกลับไปเขียนตำราหนังสือที่ทำค้างไว้ และหากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เล็งเห็นว่า ตนมีประโยชน์ให้เชิญไปสอนบรรยายก็ยินดีรับงานเช่นกัน เพราะเสียดายความรู้ที่ร่ำเรียนมา ส่วนเรื่องการเมืองก็ปล่อยให้คนอื่นว่ากันไปตามบทบาทของแต่ละคน

‘นายกฯ’ พบ ‘เลขาฯ ยูเอ็น’ ย้ำ ไทยให้ความสำคัญสิทธิมนุษยชน ยัน!! พร้อมดูแลผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาชายแดน ตามสิทธิ์ที่ควรได้รับ

(22 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างการเดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 78 (UNGA 78) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ว่า เมื่อเวลา 17.10 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ซึ่งช้ากว่าไทย 11 ชั่วโมง) วันที่ 21 ก.ย. นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับนายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่า ได้กำชับว่าไทยต้องดูแลสถานการณ์เมียนมา ต้องพูดคุยสนทนากัน และเห็นว่าการพูดคุยกันเป็นเรื่องสำคัญ

นายเศรษฐา กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ในอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ก็โตมาจากสายงานผู้ลี้ภัย ท่านเคยมาอยู่เมืองไทยและทำงานใกล้ชิด ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนสูงอยู่แล้ว และเป็นที่ชื่นชมของนานาประเทศ ทั้งนี้ หน้าที่ของตน คือสานต่อเท่านั้นเอง และยึดหลักตามที่กระทรวงการต่างประเทศประสาน

“ขอย้ำว่า เราสนับสนุนให้มีการพูดคุยและเจรจากันอย่างสันติสุข ถ้าหากมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนในแง่ของชายแดน หรือเรื่องการเข้า และออก เราช่วยดูแลตามสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้ ส่วนประเทศเขาก็เป็นเรื่องของเขา” นายเศรษฐา กล่าว

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยบทบาทกับกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ว่า ปัญหาที่มีอยู่บริเวณชายแดนจะทำอย่างไร นายเศรษฐา กล่าวว่า ได้รับฟังโจทย์จากเลขาฯ ยูเอ็น ไปก็จะทำให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามถึงวันสันติภาพโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ก.ย.ของทุกปี นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องที่เราพูดในเชิงสัญลักษณ์มากเกินไป ส่วนการปฏิบัติ ตนอยากให้เราปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นวันไหนแล้วค่อยมาทำกัน พอทำแล้วก็ลืมกันไป จากนั้นก็มาจับอาวุธห้ำหั่นกัน

“ความจริงแล้วการประชุม UNGA 78 ในครั้งนี้ เราทราบดีว่ามีหลายประเทศ มีภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่จับคู่ทะเลาะกัน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เราหาข้อตกลงกันไม่ได้ ซึ่งเลขาฯ ยูเอ็น มีความสามารถสูงที่จะหาจุดร่วม ให้ทุกประเทศอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข โดยดึงเรื่องอากาศสะอาดเข้ามา ซึ่งเลขาฯ ยูเอ็นรู้อยู่แล้วว่าทุกประเทศ ให้ความสนใจเหมือนกัน จึงสามารถช่วยได้ และหล่อหลอมจิตใจกัน ความจริงเรื่องวันสันติภาพโลกกับเรื่องนี้ไม่ได้ห่างไกลกัน เป็นเรื่องที่เรามองเห็นตรงกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญ” นายเศรษฐา กล่าว

‘นายกฯ’ ขอบคุณ ‘Microsoft’ ร่วมมือ-ลงทุนในไทยมายาวนาน ด้าน Microsoft ชมจุดแข็งไทย เป็นศูนย์กลางข้อมูลของภูมิภาค

(22 ก.ย. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พบกับผู้บริหารบริษัท Microsoft เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณ Microsoft ที่มีความร่วมมือ และมีการลงทุนในไทยมาอย่างยาวนาน และพร้อมจะร่วมมือต่อไปให้มีความต่อเนื่องและเกิดผลรูปธรรมในอนาคตอันใกล้

ขณะที่ผู้บริหารบริษัท Microsoft กล่าวชื่นชมไทยที่มีจุดแข็งสามารถเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค (Regional Hub) มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของภูมิภาค

“บริษัทฯ ต้องการสนับสนุนให้ทั้งภาคเอกชน และภาครัฐในการใช้ Cloud ซึ่งการมี Cloud investment ในไทย จะช่วยส่งเสริมความสามารถของคนไทย ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สายงาน IT สาขาวิศวกร และจะช่วยพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรบุคคล ที่ใช้ระบบงานต่างๆ เพื่อส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทย”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top