Sunday, 8 November 2026
POLITICS NEWS

‘นพ.วรรณรัตน์’ แนะ!! รัฐบาลจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้งระยะยาว ช่วยเกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี

(5 ต.ค. 66) นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมอภิปรายในญัตติการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยระบุว่า ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อโลกยิ่งร้อนขึ้น การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศ ก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย และส่งผลกระทบไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น การเกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรง ฝนตกหนักจนน้ำท่วม พายุหมุนที่รุนแรง ภาวะความแห้งแล้ง เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ ก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายอย่างมหาศาล ต่อมวลมนุษยชาติ อย่างที่ชาวโลกกำลังประสบอยู่ในเวลานี้

ผู้จัดการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความเสี่ยงด้านอุทกภัยสูง เป็นอันดับที่ 9 ของโลก รองจาก เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งการเกิดอุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย นอกจากจะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 680 ราย และส่งผลกระทบต่อประชากรเกือบ 13 ล้านคนแล้ว ยังสร้างความเสียหาย และเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศคิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 1.4 3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 12.6% ของ GDP หรือประมาณ 40% งบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นต้องมีกรอบการทำงานที่เข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องจัดทำแผนแม่บท เพื่อการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ทั้งการวางแผนระยะสั้นและระยะยาว ในทุกลุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศ ทั้ง 25 ลุ่มน้ำ นับตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นต้นไป 

"ไม่ว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณ มากน้อยเพียงใด เราก็จำเป็นต้องทำเพราะหากเรามัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นเพียงอย่างเดียวแล้ว เราก็จะไม่มีวันที่จะแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่านี้ได้อย่างถาวร"

เมื่อเปรียบเทียบการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศของภาคอุตสาหกรรมด้านการค้าการลงทุน ที่มีการก่อสร้างทั้งถนนมอเตอร์เวย์, ระบบรถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งต้องใช้งบประมาณแผ่นดินหลายล้านล้านบาท เราก็ยังกล้าลงทุน แต่เรายังไม่เคยลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรกรรมกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของน้ำ

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาอุทกภัยและปัญหาภัยแล้ง นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วมขังแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบเก็บกักน้ำหรือแก้มลิง และระบบชลประทานเพื่อการเกษตร ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบพร้อมกันไปด้วย เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจากปัญหาอุทกภัย มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี และมีน้ำเพื่อการเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอย่างพอเพียงและยั่งยืน

“ถ้าเรามีน้ำเพื่อการเกษตรกรรมอย่างพอเพียงแล้ว เกษตรกรก็สามารถที่จะทำนาทำไร่ และประกอบอาชีพเกษตรกรรมอื่น ๆ ได้ตามปกติ สามารถสร้างผลิตผลทางการเกษตรออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และถ้าสามารถนำไปขายได้ในราคาที่เป็นธรรมแล้ว เชื่อมั่นว่าปัญหาหนี้สิน และปัญหาความยากจนของเกษตรกรก็จะหมดสิ้นไป หรือพูดง่าย ๆ ว่าถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ เราก็จะสามารถแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรได้ จึงขอฝากรัฐบาลพิจารณาดำเนินการ จัดทำแผนแม่บท เพื่อการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ที่เกิดขึ้นซ้ำซากให้หมดไป รวมทั้งการพัฒนาระบบชลประทาน และแหล่งเก็บกักน้ำให้พอเพียงกับความต้องการทางด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนทั่วทั้งประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป”

‘ชัยธวัช’ หนุน ‘นายกฯ’ ดันนโยบายเปิดผับบาร์ถึงตี 1 แนะ!! ควรจัดโซนนิ่งให้ชัดเจน สกัดการจ่ายส่วย

(5 ต.ค.66) ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุจะเปิดผับบาร์และสถานบันเทิงถึงตีหนึ่ง จากเดิมให้เปิดแค่เที่ยงคืนว่า เรื่องนี้พรรคก้าวไกลเห็นด้วย เป็นข้อเสนอของพรรคอยู่แล้ว แต่มีความเห็นว่า ควรจัดโซนนิ่งได้ ไม่ควรจะเปิดแบบทั่วไป

“หลายพื้นที่ สถานบันเทิงเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจสำคัญ ดังนั้น ควรทำให้ถูกกฎหมายและถูกควบคุมกำกับภายใต้กรอบที่ควรจะเป็นให้ได้ ไม่ใช่ในทางปฏิบัติบอกว่ากฎหมายห้าม แต่เปิดถึงเช้าในหลายที่ โดยใช้กระบวนการจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และไม่สามารถควบคุมกำกับตามที่เหมาะที่ควร ผมคิดว่าเรื่องนี้เห็นด้วย แต่ไม่ควรจะเปิดเป็นการทั่วไป” นายชัยธวัช กล่าว 

กางตารางเก้าอี้ ผบ.ตร. ‘บิ๊กต่าย’ ต่อคิว ‘บิ๊กต่อ’ อนาคต ‘บิ๊กโจ๊ก’ พร่ามัว!! ส่วน ‘บิ๊กราญ’ โชติช่วง!!

แม้ว่าไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า...แนวรบสีกากี ณ ปทุมวัน จะจบลงด้วยแฮปปี้ เอ็นดิ้ง…แต่ดูจากบรรยากาศการนั่งล้อมวงกินข้าวหน้าไก่ ไข่ดาว ของ 6-7 บิ๊กตำรวจ โดย ผบ.ตร.คนใหม่ ‘บิ๊กต่อ’ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล คอยหยอดมธุรสวาจาด้วยแล้ว ก็น่าจะเอ็นจอยกันพอประมาณ…

รับตำแหน่งได้เพียงสองวัน ‘บิ๊กต่อ’ ออกคำสั่งทันควัน ตั้งให้ผู้ช่วย ผบ.ตร. 3 คนที่อาวุโสตามลำดับเป็นจเรตำรวจแห่งชาติ และ รองผบ.ตร.ที่ตำแหน่งว่างลง อีกคำสั่งแบ่งงานกันใหม่ใน 6 คน คือ 3 คนเก่ากับ 3 คนใหม่...หวยออกมาดังนี้…

ในส่วนของ 3 รอง ผบ.ตร.เก่า
- พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ เปลี่ยนจากคุมงานความมั่นคง เป็น กฎหมายและคดี
- พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล จากงานสืบสวนสอบสวน เป็น งานด้านความมั่นคง
- พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์เพ็ชร์ ‘บิ๊กต่าย’ จากงานบริหารเป็นงานป้องกันและปราบปราม

ส่วน 3 คนใหม่
- พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง ดูงานจเรตำรวจแห่งชาติ
- พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ดูงานบริหาร
- พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ดูงานสืบสวนสอบสวน

พินิจพิเคราะห์จากการแบ่งงาน บวกกับดูอายุราชการแล้ว…‘บิ๊กรอย’ พล.ต.ท.สราวุธ และ ไกรบุญ จะเกษียณปีหน้า พร้อม ‘บิ๊กต่อ’   

ต้องบอกว่าโอกาสของ ‘บิ๊กต่าย’ ซึ่งจะเกษียณปี 2569 จะขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.มีสูง…สูงกว่า ‘บิ๊กโจ๊ก’ ที่จะเกษียณปี 2574 และปีนี้ส่งท้ายปลายปีด้วยความบอบช้ำ แผลลึก…

ดังนั้นโดยสรุปถ้า ‘บิ๊กโจ๊ก’ ยังมีวาสนาในอนาคต ก็ต้องรอต่อคิวเป็น ผบ.ตร.คนที่ 16 ต่อจากคนที่ 15ซึ่งน่าจะเป็น ‘บิ๊กต่าย’ …แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรมองข้าม พล.ท.ท.สำราญ นวลมา ผช.ผบ.ตร.น้องเลิฟ ‘บิ๊กต่อ’ ที่ปีนี้ถูกวางตัวให้เป็นหัวหน้าสำนักงาน ผบ.ตร.และปีหน้า ก็จะขึ้น รองผบ.ตร.เพื่อรอคั่ว ผบ.ตร.ต่อจาก ‘บิ๊กต่าย’ เหมือนกัน...

พล.ต.ท.สำราญนั้น จะเกษียณปี 2576 เป็นอดีต ผบช.น. เป็น นรต.รุ่น 50 รุ่นเดียวกับ พล.ต.ท.จักรภพ  ภูริเดช ‘บิ๊กก้อง’ ผบช.สอบสวนกลาง ซึ่งจะเกษียณปี 2579

ในแวดวงสีกากีเขาขานชื่อกันล่วงหน้าว่า… ทั้ง พล.ต.ท.สำราญ และ พล.ต.ท.จิรภพ จะเป็น ผบ.ตร.ทั้งคู่ …บรรทัดนี้บอกได้คำเดียวว่าอนาคต ‘บิ๊กโจ๊ก’ ไม่สดใสกาววาวเหมือนอีกแล้ว…

ส่งท้ายการเมืองสั้น ๆ โดยในวันที่เขียน เลียบการเมือง 4 ต.ค.นี้ เป็นวันครบรอบ 66 ปี ของครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ ‘เล็ก เลียบด่วน’ ไม่ได้รู้จักมักจี่ แต่ขอแฮปปี้เบิร์ทเดย์มา ณ โอกาสนี้ ขอให้นักเตะ ‘ปราสาทสายฟ้า’ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ครูใหญ่กำลังนำไปตะลุยศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรเอเชีย ประสบความสำเร็จ…

ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไรในสมัยหน้า รอฟัง ‘ลุงเน’ ประกาศหลังกลับจากญี่ปุ่นช่วงเสาร์อาทิตย์นี้… ‘มท.หนู อนุทิน’ จะได้เป็นนายกฯ เมื่อไหร่ คงจะได้รู้แนว…แต่ที่ ‘เล็ก เลียบด่วน’ พอจะรู้แล้ววันนี้ก็คือ…ภูมิใจไทยน่าจะเข็ดแล้วสนาม กทม. เจาะเท่าไหร่ไม่เข้า…สมัยหน้าคงจะต้องเท…

วันนี้เห็นอดีตผู้สมัครเมืองหลวงของพรรคหลายต่อหลายคนกำลัง หาสำนักใหม่กันให้วุ่น..!!

สวัสดี

‘บิ๊กต่อ’ เผย ‘นายกฯ’ กำชับขจัดช่องว่าง-ยกระดับกฎหมายอาวุธปืน พร้อมขอบคุณสื่อ ช่วยนำเสนอวิธีเอาชีวิตรอดยามเกิดเหตุฉุกเฉิน

(4 ต.ค. 66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือกับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงแนวทางการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุยิงในห้างพารากอนหลังจากนี้ว่า คนทำความผิดเป็นเด็ก จึงขอว่าอย่าไปแตะตรงนั้น ตอนนี้ตำรวจกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ เนื่องจากผู้ต้องหา ไม่อยู่ในสภาพที่จะให้ปากคำได้ จึงมีส่วนที่จะต้องไปดำเนินการต่อ

ส่วนประเด็นที่นายกรัฐมนตรีได้กำชับ คือ ให้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน ซึ่งที่จริงเราทำกันมาแล้ว สถิติอาชญากรรมทางอาวุธปืน ในช่วงก่อนหน้านี้ 2 เดือน ตำรวจก็ได้มีการปิดล้อมตรวจค้นหลายร้อยที่หมาย จับผู้ต้องหาได้ 2,000 กว่าคดี ได้ปืน 900 กว่ากระบอก ซึ่งในช่วงที่ตนดูแลงานปราบปราม ยืนยันมีการดำเนินการจับอย่างจริงจัง ไม่ใช่การเมคขึ้นมา แต่ดูจากสถิติที่มีการส่งขึ้นมา ปืนที่เป็นปืนจริงแทบจะไม่ได้ถูกนำมาก่อเหตุ แต่สถิติที่เห็นว่าปืนที่นักเรียนมักจะนำมาใช้ในการทะเลาะวิวาทกัน เป็นปืนชนิดแบลงค์กัน

โดยทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งรายละเอียดมาให้ แต่การใช้ปืนแบลงค์กันไม่มีกฎหมายที่จะไปบังคับการนำเข้า ผ่านพิธีทางศุลกากร คนขายแค่ขออนุญาตแต่คนซื้อไม่มีใบอนุญาต นี่คือช่องว่างทางกฎหมาย แล้วก็นำไปดัดแปลง ซึ่งปืนที่ใช้ก่อเหตุเมื่อวานเป็นปืนแบลงค์กัน และนำไปดัดแปลงตาม youtube โดยในขั้นแรกตนได้สั่งการไปที่ สอท. ให้เจาะเว็บไซต์ของกลุ่มพวกนี้ให้ได้ ตั้งเป็นทีมจับกุมเว็บที่ขายปืนเถื่อนทางออนไลน์โดยเฉพาะ โดยมีการสั่งตั้งทันที

ขณะที่ประเด็นทางข้อกฎหมาย ตนได้ประสานทางกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ทำให้ปืนแบลงค์กันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถซื้อขายกันได้ ให้ตีว่าเป็นอาวุธยกระดับข้อกฎหมายขึ้นไปเลย เพราะการนำเข้ามาแบบสิ่งเทียมอาวุธปืน ทำให้สิ่งของเหล่านี้หลุดมาในตลาด เราจะไม่ใช่แค่ดำเนินการจับกุมแต่จะเป็นการยกระดับให้มีข้อกฎหมาย ห้ามนำเข้าเลยให้ถือว่าเป็นปืนจริง ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงกับนายกรัฐมนตรีแล้วว่าจะทำตรงนั้น

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  ยังขอร้องสื่อมวลชนอย่าให้มีการนำเสนอถึงพฤติกรรมการก่อเหตุ เพราะจะเป็นการสร้างจุดสนใจ เป็นเป้าและถูกมองว่าเป็นฮีโร่ ทำให้อาจจะเกิดเป็นพฤติกรรมการเลียนแบบขึ้น เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดนครราชสีมา และเหตุการณ์ที่จังหวัดหนองบัวลำภู ตนก็ขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ไม่นำเสนอข่าวในจุดนี้ เป็นสิ่งที่ดีมาก และตนก็ฝากเผยแพร่คลิป ‘วิ่ง-ซ่อน-สู้’ เพื่อนำไปกระจายให้กับประชาชน เป็นแนวทางวิธีปฏิบัติขณะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน หลังจากนี้จะมีการมอบโล่รางวัลให้กับนายตำรวจที่เข้าไปดำเนินการควบคุมตัวผู้ก่อเหตุเป็นขวัญกำลังใจ ซึ่งถือว่าตำรวจนครบาลทำได้อย่างดี

'นายกฯ' จ่อพบทูตจีนสร้างความมั่นใจ เชื่อ!! นักท่องเที่ยวเข้าใจ เป็นเหตุสุดวิสัย

(4 ต.ค.66) ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด ‘SCBX NEXT TECH’ เทคคอมมูนิตี้แห่งโลกอนาคต ว่า ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง ขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งทางพารากอนได้ทำสุดความสามารถ และมีมาตรการป้องกันดูแลในที่เกิดเหตุได้อย่างดี ดังนั้นงานในวันนี้ต้องเดินหน้าต่อไป เพราะพื้นที่เล็กๆ นี้ 4,000 ตารางเมตร ที่สยามพารากอนจัดงาน เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการใช้พื้นที่เอกชน ที่เห็นความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยในทุกๆ มิติเพื่อให้ก้าวยืนบนเวทีโลก เสริมสร้างการแข่งขันให้กับเยาวชนไทย ต้องขอชื่นชมหวังว่าฟันเฟืองเล็กๆ ตรงนี้จะเป็นตัวอย่างให้บริษัทเอกชนหลายๆ บริษัทร่วมกันพัฒนาให้มีพื้นที่เยาวชนได้แสดงออกอย่างเหมาะสมและถูกต้องอย่างบูรณาการ

นายเศรษฐา กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 3 ต.ค.66 หลังจากได้มาพูดคุยกับผู้บริหารสยามพารากอน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานอย่างละเอียด จากนั้นเดินทางไปโรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อเยี่ยมผู้ป่วย และได้พูดคุยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ พร้อมสั่งการให้ดูแลอย่างเต็มที่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทรงมีพระบรมราชานุเคราะห์ ให้ผู้ป่วยอยู่ในความดูแล ซึ่งทุกคนปลื้มปิติ และระหว่างนั้นยังได้มีการต่อสายพูดคุยกับเอกอัครราชทูตจีน เพื่อขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มั่นใจได้ว่ารัฐบาลไทยทำทุกอย่าง และดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด และยังได้มีการตามญาติผู้ป่วย พร้อมประสานงานผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดยประมาณเวลา 22.00 น. ก็เจอญาติ เป็นการพูดคุยซึ่งทางทูตจีนได้สบายใจ และอีก 1-2 วันนี้ ตนจะเข้าไปพบเอกอัครราชทูตจีน

เมื่อถามว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะกระทบการท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ไทยเปิดฟรีวีซ่า ตรงนี้จะเรียกขวัญกำลังใจกับนักท่องเที่ยวที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในไทยอย่างไรหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตนเชื่อว่านักท่องเที่ยวเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่สุดความสามารถจริงๆ และรัฐบาลไทย รวมถึงเอกชนไทยได้ประสานความร่วมมือดูแลเพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจ

เมื่อถามว่า ในเรื่องระบบการป้องกันและเตือนภัย มีเสียงสะท้อนว่าให้เข้มงวดมากขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรียบร้อย เพราะไม่ใช่แค่ระบบเตือนภัยอย่างเดียว แต่เป็นระบบเตือนภัยทั้งหมดรวมถึงการกระจายข่าวเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีคำถามว่าทำไมอาวุธปืนถึงหาซื้อได้ง่ายโดยเฉพาะในเด็กเยาวชนที่ท่องในโลกโซเชียลก็สามารถหาซื้อได้แล้ว นายกฯ กล่าวว่า อันนี้เป็นปัญหาหนึ่งซึ่งได้มีการพูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในกรณีที่มีการซื้อทางออนไลน์จะต้องมีการรัดกุมให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการที่เยาวชนสามารถเข้าถึงการซื้ออาวุธ ตรงนี้น้อมรับ ถือเป็นนโยบายที่จะต้องไปดำเนินการให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นในการให้เข้าถึงการซื้ออาวุธปืนให้ได้ยากมากขึ้น

‘นายกฯ เศรษฐา’ ตั้ง ‘เทวัญ’ หนึ่งใน คกก. แก้รัฐธรรมนูญ หวังสร้างประชาธิปไตยทันสมัย เป็นที่ยอมรับร่วมกันในสังคม

(4 ต.ค. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน 35 คน เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 โดยนายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้รับแต่งตั้งเป็น 1 ในคณะกรรมการฯ ดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ คำสั่งระบุว่า การแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เป็นนโยบายเร่งด่วนสุดท้ายที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์

โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎ กติกาที่เป็นประชาธิปไตย ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภาเพื่อให้ประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

‘นายกฯ’ โทรสายตรงคุยทูตจีน รายงานสถานการณ์กราดยิงที่พารากอน เชื่อ ไม่กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ลั่น!! “ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า”

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 66 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ภายหลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิงที่สยามพารากอน กว่า 40 นาที โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 3 ราย อาการหนัก 1 ราย

ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอาการปลอดภัย โดยนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวด้วยกัน 4 คน เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย อีก 2 คน ยังไม่เจอตัว แต่ไม่เป็นอะไร ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและตำรวจกำลังทำงานอย่างหนัก เพื่อค้นหาตัวนักท่องเที่ยวทั้ง 2 คน และพามาเจอผู้บาดเจ็บที่เป็นเพื่อนร่วมทริป ซึ่งสภาพร่างกายโอเคแล้ว แต่สภาพจิตใจอยากเจอเพื่อน ซึ่งทาง ททท.ได้ให้ล่ามอยู่ด้วยที่โรงพยาบาลอีก 1 คน เพื่อช่วยเหลือในการติดต่อสื่อสาร และทำให้เกิดความสบายใจขึ้น

“ผมได้โทรศัพท์พูดคุยกับท่านเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อรายงานสถานการณ์ทั้งหมด ซึ่งทูตจีนได้ขอบคุณในความใส่ใจของรัฐบาลไทย และซาบซึ้งใจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ อีกทั้งทางท่านทูตจีนก็ซึ้งใจและขอบคุณรัฐบาลไทยที่ได้ Take Action ทันที ขั้นตอนต่อไป คือการหาตัวนักท่องเที่ยวทั้ง 2 คนให้ได้” นายกรัฐมนตรึ กล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรึ ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนนั้น ได้ถูกนำตัวแยกกักไว้ ดูแลตามสิทธิ์ของเยาวชน มีทั้งแพทย์และจิตแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ห่วงว่าจะกระทบกับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เราจะให้ความระมัดระวังสูงสุด ขณะที่สถานที่เกิดเหตุ ก็ได้ทำงานประสานพูดคุยกับทางตำรวจ ซึ่งทาง ผบ.ตร.รายงานว่าทั้งหมดเป็นไปตามมาตรการ ทั้งการอพยพ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนทั้งหมด หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก ส่วนการสร้างความเชื่อมั่นหลังจากนี้ก็ทำอยู่ตลอด เพราะเราให้ความสำคัญสูงสุด

เมื่อถามว่า ได้มีการกำชับทาง ผบ.ตร. และโรงพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ เนื่องจากทุกคนทราบหน้าที่อยู่แล้ว ซึ่งในส่วนของโรงพยาบาลก็ดูแลคนไข้อย่างเต็มที่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเองก็อยู่ที่นี่ คณะแพทย์และพยาบาลต่างก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังเจ้าหน้าที่ติดตามค้นหาค้นหานักท่องเที่ยว เพื่อนร่วมทริปของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ล่าสุดได้มีการพบตัวทั้ง 2 คนแล้ว ซึ่งปลอดภัยดี โดยมีผู้ช่วยกงสุลจีนประจำประเทศไทย เข้ามารายงานสถานการณ์ให้นายกรัฐมนตรีที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเปิดเผยด้วยว่า ทางการมาเลเซียได้ต่อสายพูดคุย สอบถามถึงสถานการณ์ เนื่องจากมีบุคคลในราชวงศ์ของมาเลเซียเดินทางมาที่ประเทศไทย ซึ่งได้ยืนยันว่า สถานการณ์คลี่คลายและปลอดภัยแล้ว

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางกลับ นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า กำหนดการในวันพรุ่งนี้ (4 ต.ค.) เวลา 10.30 น. ในการเป็นประธานในพิธีเปิด ‘SCBX NEXT TECH’ เทคคอมมูนิตี้แห่งโลกอนาคต ณ ชั้น 4  ศูนย์การค้าสยามพารากอน ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ยังคงมีเหมือนเดิม พร้อมกล่าวว่า “ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ในการแก้ปัญหา”

สเตป!! ธุรกิจเพลงไทย ในจังหวะที่ไม่พ้นเงื้อมมือนักฟอกเงิน ผลงานถี่-มีแต่เพลงไร้คุณภาพ-ไม่ถูกจดจำ-ปิดตัวแยกย้าย

ถ้านับย้อนกลับไปสัก 15-20 ปีก่อน ฉากหลังของ ‘นักธุรกิจสีเทา’ หรือ ‘มาเฟียต่างชาติ’ ที่ซุกตัวทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยมานาน มักจะสร้างเงินได้มหาศาลจากการค้ามนุษย์, ยาเสพติด และรถยนต์หรูนำเข้าแบบหนีภาษี โดยมีตำรวจ และนักการเมืองไทยขี้ฉ้อมีเอี่ยวตามเคย และการเปิด “ค่ายเพลงไทย” ในห้วงเวลานั้น ก็หนีไม่พ้นเป็นหนึ่งในวิธีบังหน้าเพื่อจะฟอกเงินให้ขาวใส เพราะด้วยการทำธุรกิจค่ายเพลงไทยในช่วงเวลาขาลง เป็นจังหวะเวลาที่ดูน่าเชื่อถือ และน่ายกย่องในสายตาสังคมที่สุด ประหนึ่งเป็นพ่อพระผู้ใจดี ที่แม้วงการเพลงไทยกำลังถอยหลังลงคลอง ความคึกคักเริ่มจะหดหายไป กลับมีคนรวยที่มีน้ำใจเดินเข้ามาหวังจะปลุกวงการเพลงไม่ให้เงียบสงัด

แต่ ‘ความน่าเชื่อถือขององค์กร’ จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัย ‘คนที่น่าเชื่อถือ’ ในวงการเพลงมาออกหน้านั่งแท่นบริหารงาน คอยดีลทีมงาน ชวนศิลปินนักร้อง ดึงนักดนตรี เข้าสังกัด เพื่อมาช่วยกันสร้างผลงานเพลงที่มาจากการ ‘ถลุงเงินบาป’ แบบไม่อั้นในการผลิต 

เงินหนา ๆ ของผู้ลงทุนในคราบโจร เป็นที่หอมหวานของเหล่านักแต่งเพลงไส้แห้ง และโปรดิวเซอร์ทางดนตรีที่ไม่สนว่าจะได้เงินมาจากคนประเภทไหน รวมศิลปินนักร้องมีชื่อจำนวนหนึ่งที่อยากได้ค่าทำงานแพงลิบเพื่อจะยกระดับตัวเองโดยไม่เคยฉุกคิดว่า ที่เขาจ่ายในราคาสูงเกินจริง มันสมเหตุสมผลหรือไม่? ก็เลยทำให้เกิด ‘ค่ายเพลงจากนักฟอก’ ก่อตัวขึ้นไม่น้อยในสังคมดนตรีไทย เวลาเปิดค่ายจะแถลงข่าวใหญ่โต มีเหล่า ‘คนดังที่คิดน้อย’ แทบจะทุกวงการขึ้นเวทีไปยืนถ่ายรูปช่วยกันฟอกโจรด้วยความชื่นมื่น แต่เมื่อถึงคราวสังคมรู้ถึงกลิ่นที่ผิดปกติ ก็จะแอบปิดตัวไปแบบเงียบ ๆ ในเวลาเพียงปีสองปีเสมอ

ค่ายเพลงจากเงินเทาเหล่านี้ มักจะมีผลงานออกมาถี่ ๆ แต่มักจะเป็นผลงานเพลงที่ไร้คุณภาพ ไม่เป็นที่จดจำ หลังปิดตัวแยกย้ายกันไปไม่นานนักสังคมก็จะลืมทั้งชื่อค่าย และชื่อของศิลปินแต่ละเบอร์ที่เคยออกผลงานมา

แต่ถ้าพูดถึง 5-6 ปีที่ผ่านมาถึงชั่วโมงนี้ ‘กลุ่มทุนเทา’ คือผู้อยู่เบื้องหลัง ‘บ่อนพนันออนไลน์’ เป็นหลัก และแน่นอนยังคงเลี้ยงดูปูเสื่อนายตำรวจใหญ่ ๆ สายโฉด รวมถึงนักการเมืองสายดาร์กบางคน เพื่อการทำมาหารับประทานที่คล่องตัว ส่วนอีกหนึ่งวิธีที่ยังคงใช้ ‘ฟอกตัวตน’ ก็คือการดำเนินธุรกิจเพลงไทยเพื่อใช้เป็นฉากบังหน้าเหมือนเคย เพียงแต่ไม่ใช่วิธีเปิดค่ายเพลงทื่อ ๆ ตรง ๆ เหมือนแต่ก่อน ครั้งนี้หันไปใช้วิธีให้สังคมรู้จักในนาม ‘ผู้ห่วงใยวงการเพลง’ ประกาศจ่ายค่าทำเพลงในอัตราสูง ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนทำงานเพลงทุกแขนงตื่นตาตื่นใจ ที่สุดปลาที่ว่ายไปงับเบ็ดธงที่โจรปักหลอกไว้ก็มีแต่คนหน้าตาเดิม ๆ 

ถ้าการเมืองไทยยังไม่ไปถึงไหน วงการเพลงไทยก็..ไม่ต่างกัน

‘นายกฯ’ ลั่น!! ปัญหา ‘บิ๊กโจ๊ก-บิ๊กต่อ’ แค่ลิ้นกับฟัน ย้ำ เห็นต่างได้แต่งานอย่าเสีย เตือนอย่ามีข่าวลบ

‘เศรษฐา’ เผยสไตล์ทำงานแบบมิติใหม่ เน้นคุยวงเล็กต้องพร้อมทุกเมื่อ ไม่ต้องซีเรียส หวังให้กระตือรือร้น ลั่นปัญหา ‘โจ๊ก-ต่อ’ แค่ลิ้นกับฟัน เห็นต่างได้แต่งานอย่าเสีย เตือนอย่ามีข่าวลบ จ่อตั้งอดีตตำรวจช่วยงานปราบยาเสพติด

(3 ต.ค. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงการเชิญ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. มาหารือภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เรื่องการพบปะกับข้าราชการระดับสูง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินการคลัง ฝ่ายความมั่นคง จากนี้ต่อไปจะเป็นการทำงานในลักษณะแบบนี้ ไม่จำเป็นจะต้องไปประชุมใหญ่ที่มีองคาพยพขนาดใหญ่ ในลักษณะการประชุมหลาย 10 คน แต่อย่างการมาประชุมวันนี้ก็ประชุม 3-4 คน หรือ 6 คนเต็มที่ จากนั้นเป็นเรื่องการสั่งการและรับฟังความคิดเห็น จากเหตุการณ์ปัจจุบันอย่างเรื่องการให้วีซ่าฟรีของชาวจีนว่าจากการดำเนินการที่ผ่านมามีปัญหาอะไรบ้าง มีการบริหารจัดการกันอย่างไร และมีข้อเรียกร้องกันอย่างไร เพราะบางข้อเรียกร้องก็เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้ภาษีต่างๆ ซึ่งเราก็ได้รับฟังและจะมีการหารือในกลุ่มอื่นต่อไป

นายเศรษฐา กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นการพบปะกันธรรมดา ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ในการทำงาน ไม่มีอะไรผิดปกติ เรื่องแบบนี้เราทำกันมาอยู่แล้วและภาคส่วนอื่นก็ทำเช่นนี้ เพราะถ้าไม่มีการพูดคุยส่วนตัวคิดว่าน่าเป็นห่วงมากกว่า การประชุมต่อไปนี้ไม่ต้องเป็นทางการมาก ไม่ต้องมีการเตรียมงาน แต่จะเป็นการกระตุ้นให้กับทุกคนและตัวตนเองว่าข้อมูลต้องพร้อม ต้องเตรียมตัวให้ดีตลอดเวลา ไม่ต้องไปเตรียมตัว 2-3 วัน บอกเช้ามาบ่ายก็ได้ จึงอยากให้ผู้ร่วมงานทุกคนและหน่วยงานมีความกระตือรือร้น แต่ไม่ต้องซีเรียสมากที่จะมาพูดคุยกัน ถ้าหากไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ก็กลับไปหาข้อมูลกันมาได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าจากการพบกันครั้งนี้ ได้มีการเคลียร์ปัญหาในวงการตำรวจหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ หักพาล รอง ผบ.ตร. กับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ นายเศรษฐากล่าวว่า คิดว่าตั้งแต่ช่วงที่มีการแต่งตั้งออกไป ทั้ง ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร.สุรเชษฐ์ ก็มีภาพข่าวออกไปแล้วว่ามีการพูดคุยกันในเชิงบวก

“คนเราอยู่ด้วยกันก็มีลิ้นกับฟันเป็นธรรมดา แต่ผมเชื่อว่าความตั้งใจจริงของทั้งสองท่าน และอาจจะยังมีอีกหลายๆคู่ที่อาจเป็นคู่กรณีกัน ซึ่งผมไม่ทราบ แต่เรามีนโยบายชัดเจนว่าเรามีภารกิจใหญ่ คือความมั่นคงของประเทศ การดูแลทุกข์สุขของประชาชน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เรื่องส่วนตัวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องทำงานให้ได้ ต้องไม่มีข่าวเชิงลบ ต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชนได้ตลอดเวลา” นายเศรษฐา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ามีความขัดแย้งกันเองจริงๆ และยังมีอีกหลายคู่ที่มีความขัดแย้งกันใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เป็นธรรมดาในทุกวงการ แม้แต่วงการสื่อมวลชน อยู่ที่นี่ก็อาจจะมีการทะเลาะกันบ้างเป็นธรรมดา บางคนไม่พูดคุยกันก็มี ถือเป็นธรรมดา

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีพร้อมจะห้ามศึกใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “ ผมคิดว่าเราไม่ต้องห้าม เรามีการพูดคุยกันอย่างเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นที่ว่าการพูดคุยแล้วจะต้องมีการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่จำเป็น เราผิดใจกันได้ แล้วก็กลับมาสมานใจกันได้ใหม่ สังคมอยู่ด้วยกันมาจากหลายที่หลายทาง จะให้เห็นตรงกันทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ต้องมีการพูดคุยกันในภาษาที่น่าฟัง ไม่ใช่ไปด้อยค่าซึ่งกันและกัน ต้องไม่มีการดูถูกดูแคลนกัน ที่ผ่านมาสังคมแตกแยกกันเยอะแล้ว ก็ขอให้มีมิติใหม่ ในการพูดคุยกันดีกว่า” นายเศรษฐา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาพลบที่ออกไปประชาชนมีความคาดหวังอยากให้มีการปฏิรูปตำรวจ นายกรัฐมนตรีมองอย่างไร นายเศรษฐา กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าทุกองค์การทุกสถาบัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การดูแลทุกข์สุขของประชาชน การพัฒนาความสัมพันธ์ มีการแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เชื่อว่าทุกคนตระหนักดี และรู้ว่าอะไรไม่ดีก็ต้องมีการแก้ไข

เมื่อถามว่าได้มีการสั่งการอะไรพิเศษกับ ผบ.ตร. คนใหม่บ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เท่าที่พูดคุยกันวันนี้ได้ขอให้มีการติดตามในเรื่องวีซ่าฟรีคนจีนเข้ามาต้องไม่มีปัญหา เรื่องของการตรวจคนเข้าเมืองต้องอำนวยความสะดวกให้ดี แต่อย่าให้สะดวกเกินไปจนกระทั่งลืมเรื่องของความมั่นคง นอกจากนี้ยังได้สั่งการในเรื่องยาเสพติด ต้องดูให้ดี เพราะปัจจุบันเหมือนจะมีเข้ามาเยอะ ตนลงพื้นที่ไปเพราะมีประชาชนมาพูดคุยและแสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้มาก ก็ได้กำชับกับ ผบ.ตร.คนใหม่ไป และอีก 2-3 วัน ตนจะมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ที่จะไปช่วยดูแลตรงนี้ ซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจที่เพิ่งเกษียณอายุราชการไป

‘ชัยวุฒิ' ปัดข่าวนั่งเก้าอี้ สส.แทน 'บิ๊กป้อม' ยัน พปชร.ไม่ระส่ำ หลังมีข่าวเลขาธิการย้ายพรรค

ที่พรรคพลังประชารัฐ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ตนเองจะมาเป็นสส.แทน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หาก พลเอกประวิตร ลาออก ว่า ยังไม่มีการทาบทามจากพลเอกประวิตร และพลเอกประวิตรเองก็ยังเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นสส. อยู่ ทำงานการเมืองต่อ 

เมื่อถามว่า ถ้ามีโอกาสเข้าไปในสภาก็จะทำงานสภาต่อใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่าอย่าไปพูดเลยยังไม่ถึงเวลา

เมื่อถามว่าตัวตึงจะกลับมาหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่าไม่มีตัวตึง  หมดยุคไปแล้ว วันนี้ไม่มีใครเป็นตัวตึงสบาย ๆ การเมืองยุคใหม่ เท่าที่ดูก็สร้างสรรค์

ส่วนความเป็นไปได้ที่พลเอกประวิตร จะลาออกสส.นั้น ตนไม่ทราบ ต้องถามหัวหน้าพรรคดีกว่า อย่าถามเรื่องนี้เลย ไม่มีผลทางการเมือง ถามเรื่องสำคัญ ๆ ดีกว่า 

เมื่อถามว่าอาจจะอยากให้นายชัยวุฒิ เข้าไปขับเคลื่อนในสภา นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนก็ช่วยอยู่แล้ว เป็นรองหัวหน้าพรรคมาประชุม สส.และประสานงานต่างๆในสภาอยู่แล้ว พรุ่งนี้ตนก็เข้าสภาไปประชุมกรรมาธิการวิสามัญ

ทั้งนี้ ตนก็ยังทำหน้าที่ในสภาอยู่แม้จะไม่ได้เป็นสส. ก็ต้องช่วยทำงานเพราะเราเป็นรองหัวหน้าพรรค โดยวันนี้มีสัมมนาประชุมพรรคเตรียมความพร้อมสส. ในการทำงานทุกๆด้านทางการเมือง

ส่วนกระแสข่าวพรรคพลังประชารัฐอาจจะอยู่ได้แบบระส่ำ หลังมีข่าวลือว่าเลขาธิการพรรคอาจจะย้ายพรรคนั้น นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "เขาย้ายพรรคแล้วหรอ ตนยังไม่รู้ ยังไม่ถึงเวลาหรอก พรรคเพิ่งเลือกตั้งเสร็จ เพิ่งจะตั้งรัฐบาลคงทำงานร่วมกันไปในนามพรรคพลังประชารัฐยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดเรื่องพวกนี้"

เมื่อถามว่ายังมั่นคงหรือไม่กับ 40 เก้าอี้สส. นายชัยวุฒิกล่าวว่าก็ยังดีอยู่ ส่วนบรรยากาศก็ยังราบรื่นดี

สำหรับกรณีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตเหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ ลาออกจากสมาชิกพรรคนั้น ตนไม่ทราบน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว มีเหตุผลน่าจะไปทำงานอะไรบางอย่างที่ต้องลาออกจากพรรคการเมือง ต้องถามนางนฤมล

พร้อมกันนี้ นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึง คณะกรรมการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ที่แต่ละพรรคการเมืองจะส่งตัวแทนเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการนั้น ว่า  เท่าที่ทราบคือจะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกพรรคคุยกันอยู่ว่าเป็นแนวทางนี้แต่ข้อสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอให้คณะกรรมการหรือกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นคุยกันอีกที

ทั้งนี้ ในนามพรรคพลังประชารัฐยังไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ เป็นเรื่องของทุกพรรคการเมือง และมองว่าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ขับเคลื่อนเรื่องนี้พรรคการเมืองเดียวไม่ได้ เป็นเรื่องของทุกฝ่าย ทุกพรรคและ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)เพราะการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ต้องคุยกันทุกกลุ่มทุกฝ่าย และคงจะใช้เวลา ไม่ได้ข้อสรุปเร็วๆนี้  นายชัยวุฒิกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top