Sunday, 26 July 2026
NEWS

'ดีอีเอส' เตือนอย่าเชื่อ 'คลิป-เสียง-รูปปลอม' สร้างเรื่องเสมือนจริง หลอกลวงประชาชน

นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเทคโนโลยีปลอมเสียง ปลอมแชต ปลอมคลิป (Deepfake, Social Maker และ Fake voice) ซึ่งเป็นการปลอมแปลงข้อมูล การตัดต่อภาพ ตัดต่อข้อความ ตกแต่งเสียงพูด หรือแม้แต่การตัดต่อวิดีโอคลิปให้เหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งประชาชนควรรู้ เพื่อให้เข้าใจ รู้เท่าทัน และป้องกันการถูกใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ หรือพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และทรัพย์สินของผู้อื่น

“จากเทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพนำมาใช้ในการแชตปลอม โพสต์ปลอม ผ่าน 'Social Maker' ที่สร้างโพสต์ปลอม, ข้อความปลอม, ความคิดเห็นปลอม และสร้างโปรไฟล์ปลอม ใน 3 แพลตฟอร์ม ในโซเชียลมีเดีย คือ Facebook, Instagram และ Twitter รวมถึงโปรแกรมแชต Messenger, Message ต่าง ๆ สร้างความเข้าใจผิดและหลอกลวง เป็นภัยสังคมอยู่ในขณะนี้” นางสาวนพวรรณกล่าว

โดยการปลอมภาพคลิปด้วย Deepfake สร้างภาพความคมชัดสูง และท่าทางที่เสมือนจริงมากขึ้น การแปลงเสียง Voice changer / Jokesphone  ปลอมเสียงได้ง่ายๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่เปลี่ยนน้ำเสียง เช่น ชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย ผู้ใหญ่เป็นเด็ก ซึ่งการแชตปลอม, โพสต์ปลอม, ปลอมภาพคลิป, การเลียนเสียงและแปลงเสียง ที่ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้เป็นเครื่องมือในการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์บางอย่าง หลอกลวงให้โอนเงิน ดังนั้นขอให้ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนที่จะเชื่อ หรือแชร์ต่อ เพื่อให้มั่นใจว่า สิ่งที่คุณเห็นเป็นเรื่องจริง

วธ. ดึงสภาเด็กและเยาวชน กทม. – ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยทั่วประเทศ - ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ร่วมเวทีระดมความเห็นใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ร่วมสานพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมใหม่

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2565 เวลา 09.00 น. ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ "สานพลังเด็กและเยาวชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมใหม่ สร้างรายได้ เสริมคุณค่าและภูมิคุ้มกันทางสังคม" โดยมีนางโชติกา อัครกิจโสภากุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหาร วิทยากร เยาวชนผู้เข้าอบรมฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) การเกิดภาวะเงินเฟ้อ ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด สิ่งต่าง ๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและค่านิยมของคนในสังคม ซึ่งตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในปี 2565 กระทรวงวัฒนธรรมได้ปรับภาพลักษณ์เป็น “กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ” ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยการใช้วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย เพื่อพลิกฟื้นงานศิลปวัฒนธรรมและพลิกโฉมประเทศไทยให้เข้มแข็ง และมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของโลก และที่สำคัญในวาระที่ วธ. ครบรอบ 20 ปี ได้กำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนเข้าถึงศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริม  ให้ใช้ศักยภาพเพื่อการสร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมมาพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม มีความสุข มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ดร.ยุพา กล่าวว่า ดังนั้นเพื่อเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของ วธ. รวมถึงเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและค่านิยมเชิงบวกด้านเศรษฐกิจวัฒนธรรมและชุมชนคุณธรรม เสริมสร้างความเข้มแข็ง เพื่อเป็นพลังร่วมของสังคมไทยในการขจัดสื่อร้าย ขยายสื่อดี และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน โดยได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์สื่อสารการตลาดและนักจิตวิทยาศาสตร์ มาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและมีการระดมความเห็นของเด็กและเยาวชน เพื่อนำมาเป็นแนวทางและนำมาต่อยอดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมใหม่ วธ.จึงจัดอบรมเชิงปฏิบัติการสานพลังเด็กและเยาวชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมใหม่ สร้างรายได้เสริมคุณค่าและภูมิคุ้มกันทางสังคม ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2565 โดยรูปแบบการอบรมเป็นรูปแบบผสมผสานซึ่งจัดอบรมผ่านระบบการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม และการลงพื้นที่ศึกษาดูงาน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ชุมชนกุฎีจีน เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเกาะลัดอีแท่น อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ต้นแบบชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ตำรวจ PCT เปิดปฏิบัติการ ปราบบัญชีม้าทั่วประเทศ ตัดตอนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

(5 ส.ค.65) เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT เปิดเผยผลการระดมจับกุม "ผู้ที่ยินยอมให้คนร้ายใช้บัญชีธนาคารตน เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน หรือ บัญชีม้า" ที่ถูกออกหมายจับไว้แล้วพร้อมกันทั่วประเทศ กว่า 453 หมายจับ สามารถจับกุมได้ทั้งสิ้น 193 ราย 

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้เร่งระดมจับกุมบัญชีม้า เนื่องจากเป็นส่วนประกอบหนึ่ง ที่มิจฉาชีพนำไปใช้ในการหลอกลวง และไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงประเภทใด ล้วนแล้วแต่อาศัยบัญชีม้าในการโอนเงินทั้งสิ้น

ปฏิบัติการครั้งนี้ สั่งการให้ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.ภ.8 หัวหน้าชุดปฏิบัติการ PCT ชุดที่ 1 พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรศักดิ์  สุรินทร์แก้ว ผกก.3 บก.สส.สตม. ,พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงศ์เลิศ ผกก.สภ.ฉิมพลี, พ.ต.ท.รัชพล รุ่งกิตติวรกุล รอง ผกก.คธม.บช.ทท. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมกับ บช.น.,ภ.1-9 ติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับบัญชีม้า จำนวน 453 ราย ครั้งที่ 1 ช่วงวันที่ 27-30 มิ.ย.65  จับกุมได้ 75 ราย ครั้งที่ 2  25 – 27 ก.ค.2565 จับกุมได้เพิ่มอีก 118 ราย   รวมทั้งสิ้น 193 ราย  ซึ่งรวมถึงผู้ต้องหาบัญชีม้า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่หลอก พิธีกรสาว “ต้นอ้อ ภัทธีมา” สูญเงินกว่า 1 ล้านบาทด้วย 

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้นั้น เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์รูปแบบต่างๆ ยังคงใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชนให้สูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก โดยต่อจากนี้จะมีการเร่งรัดติดตามจับกุมกลุ่มบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่สังคม พร้อมทั้งได้ประสานความร่วมมือไปยังธนาคารพานิชย์  ให้มีการประกาศเตือน บทลงโทษตามกฎหมาย ให้ลูกค้าทราบว่าหากยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคารตนเองไปกระทำความผิด ก่อนทำการเปิดบัญชีกับทางธนาคารทุกครั้ง

รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเกรงประชาชนจะตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางออนไลน์ กำชับให้ ตร. เร่งปราบปรามและหาแนวทางประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ จึงขอเตือนว่า การเปิดบัญชีธนาคารควรเปิดเท่าที่จำเป็นและ ไม่ยินยอมให้ผู้อื่นนำไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดๆ โดยหวังแก่ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ หรือการให้ผู้อื่นใช้บัญชีตนเพราะความเชื่อใจไว้ใจก็ตาม ท่านไม่สามาถปฏิเสธความรับผิด อาจตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน มีอัตราโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี หากสงสัยจะตกเป็นเหยื่อสามารถโทรปรึกษาได้ที่ สายด่วน บช.สอท.1441 หรือ ศูนย์ PCT 081-866-3000 และผู้เสียหายสามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ thaipoliceonline.com 

‘อรวรรณ ฉิมแป้น’ ฝืนเจ็บกัดฟันเข้าเส้นชัย คว้าเหรียญทองที่ 3 จากกีฬาคนพิการฝากชาวไทย

อำพล ทองเมืองหลวง ช่างภาพกีฬาชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงเรื่องราวสุดประทับใจ ในการแข่งขัน อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 11 เมืองโซโล อินโดนีเซีย โดยระบุว่า ...

เป็นภาพชุดนึงที่ชอบของวันนี้... 

ภาพที่บอกอะไรหลาย ๆ อย่าง ให้ความหมายอะไรหลาย ๆ อย่าง 

อรวรรณ ฉิมแป้น นักวิ่งผู้พิการทางสมอง วันนี้เธอวิ่งคว้าเหรียญทอง 400 เมตรหญิงคลาส T37 ด้วยเวลา 1.18.30 นาที และนี่เป็นเหรียญทองที่สามของเธอ หลังจากเมื่อวาน ได้เหรียญทองทั้ง 100 เมตร กับ 200 เมตร

ถึงเส้นชัยเธอลงไปนอนกองกับพื้น แล้วร้องด้วยความเจ็บปวด ถ่ายรูปไป ผมก็สงสัยเธอเป็นอะไร...

"ลุกไหวมั๊ย ลุกไหวค่อย ๆ ลุกเดินออกมานะ"

เสียงโค้ชตะโกนสวนผ่านหูใกล้ ๆ ก่อนน้องจะโบกมือไม่ไหว แล้วลงไปนอน ก่อนจะมีเปลมาหามออกไปด้านหลัง แล้วน้องก็ร้องห่ม ร้องไห้ใหญ่ ด้วยความเจ็บปวด

ทุกคนช่วยปลอบ รวมถึงความน่ารักของนักกีฬาข้าง ๆ ที่นอนบนเปลข้าง ๆ หันมายกนิ้วยินดีให้กับชัยชนะของเธอ

สักพักเธอยิ้มได้ แล้วทีมงานบอกยกนิ้วให้กล้องหน่อยดั่งภาพที่เห็น

หลังจากนั้นผมเดินไปถามโค้ชว่าน้องเขาเป็นอะไรหรอครับ ร้องไห้ทำไม?

ศิลปินออสซี่เอา ‘แตงกวา’ แปะติดเพดาน ตั้งราคาขาย 2 แสนบาท

แตงกวา 1 ชิ้นที่ใส่มาในเบอร์เกอร์และถูกเอาไปแปะติดบนเพดาน กลายเป็นผลงานศิลปะที่ถูกตั้งราคาขายสูงถึง 10,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือประมาณ 2.2 แสนบาท ท่ามกลางความงุนงงของชาวเน็ตแดนกีวี

งานศิลปะที่ชื่อว่า ‘Pickle’ นี้เป็นผลงานของ แมทธิว กริฟฟิน ศิลปินชาวออสเตรเลีย และถูกนำไปจัดแสดงที่หอศิลป์ Michael Lett Gallery ในนครออกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ 

มันไม่มีอะไรซับซ้อน มีเพียงแตงกวาเปื้อนซอสมะเขือเทศ 1 ชิ้นที่ถูกดึงมาจากชีสเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์ และถูกแปะเอาไว้บนเพดานของหอศิลป์เท่านั้น

หอศิลป์แห่งนี้อธิบายว่า นี่คืองานศิลปะที่มีเจตนา 'ปลุกเร้า' คนดูให้ฉุกคิดว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่า ขณะที่ ไรอัน มัวร์ ผู้อำนวยการหอศิลป์ Fine Arts Sydney ซึ่งเป็นตัวแทนของ กริฟฟิน ระบุว่า การที่สิ่งๆ หนึ่งจะมีคุณค่าและความหมายคู่ควรกับคำว่าศิลปะหรือไม่นั้น อยู่ที่คนจะมอง

ฝีดาษลิงรายที่ 4 พบผู้ป่วยฝีดาษวานรรายที่ 4 ในไทย เป็นผู้หญิงใกล้ชิดต่างชาติเที่ยวกทม.

กรมควบคุมโรค รายงานพบผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษวานร รายที่ 4 ของประเทศไทย เป็นหญิงไทย มีประวัติเสี่ยงใกล้ชิดกับชายชาวต่างชาติ ที่สถานบันเทิง เบื้องต้นคาดว่าติดเชื้อจากการที่มีสัมผัสใกล้ชิด กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค้นหาติดตามกลุ่มเสี่ยงต่อไป

(5 ส.ค. 65) นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้รับรายงานพบผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษวานร รายที่ 4 ของประเทศไทย เป็นหญิงไทย อายุ 22 ปี มีประวัติเสี่ยงไปเที่ยวสถานบันเทิง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ย่านที่ชาวต่างชาตินิยมมาเที่ยว เป็นประจำประมาณสัปดาห์ละครั้ง และมีการสัมผัสใกล้ชิดกับชายชาวต่างชาติ โดยผู้ป่วยเริ่มมีไข้ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2565 แต่ยังไปเที่ยวสถานบันเทิงพร้อมเพื่อนชาวไทย และชาวต่างชาติ วันที่ 30 กรกฎาคม 2565 เริ่มมีตุ่มขึ้นที่แขนขา แล้วลามไปทั่วร่างกาย ร่วมถึงอวัยะเพศ วันที่ 3 สิงหาคม 2565 จึงเดินทางเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และห้องปฏิบัติการที่ศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก TRC-EIDCC โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ยืนยันพบเชื้อฝีดาษวานร (Monkeypox virus) วันที่ 4 สิงหาคม 2565 ก่อนส่งตัวผู้ป่วยมารับการดูแลรักษาต่อที่สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค นับเป็นผู้ติดเชื้อโรคฝีดาษวานรเป็นรายที่ 4 และเป็นเพศหญิงรายแรกในประเทศ โดยผู้ติดเชื้อรายแรกเป็นชายชาวไนจีเรียที่ภูเก็ต รายที่ 2 ชายชาวไทย ในกรุงเทพมหานคร และรายที่ 3 ชายชาวเยอรมันที่ภูเก็ต

นายแพทย์โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้กำชับให้สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 จังหวัดชลบุรี ประสานสำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง และสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร เร่งติดตาม ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่เป็นเพื่อนร่วมห้องของผู้ป่วยทั้ง 2 ราย ผู้สัมผัสคนอื่น ๆ และเร่งติดตามตัวชายชาวต่างชาติแล้ว และเน้นย้ำว่า โรคฝีดาษวานรไม่ได้ติดต่อกันได้ง่าย ๆ ซึ่งจะติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดมาก ๆ จึงขอให้กลุ่มเสี่ยงเพิ่มความระมัดระวังและงดการสัมผัสใกล้ชิดกับคนแปลกหน้าเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อฝีดาษวานร

ดีอีเอส เผยปชช.แจ้งความคดีออนไลน์แตะ 6 หมื่นเรื่อง พบคดีหลอกลวงด้านการเงินมาเป็นอันดับ 1

ดีอีเอส เปิดตัวเลขเหยื่อไซเบอร์ ใช้บริการแจ้งความคดีออนไลน์ 59,846 เรื่อง ในระยะเวลา 4 เดือนหลังเปิดตัวเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com อายัดเงินไปแล้วกว่า 121 ล้านบาท พบคดีหลอกลวงด้านการเงินมาเป็นอันดับ 1

นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส)  กล่าวว่าจากแนวโน้มปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนในยุคดิจิทัล ดังนั้นกระทรวงดีอีเอส และหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จึงได้เร่งยกระดับบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา เพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เพื่อเข้าถึงการช่วยเหลือ และติดตามผู้กระทำผิดกฎหมายมาดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

โดยจากข้อมูลของศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com สรุปสถิติการใช้บริการของประชาชนในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา(ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. - 31 ก.ค.2565 พบว่า มีผู้เสียหายแจ้งความคดีออนไลน์ 59,846 เรื่อง โดยสามารถดำเนินการอายัดบัญชีได้แล้วกว่า 121 ล้านบาท 

ในส่วนของคดีออนไลน์ พบมากที่สุดคือ คดีหลอกลวงด้านการเงิน 31,047 เรื่อง โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ หลอกให้ทำงานออนไลน์ หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน และหลอกให้ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ขณะที่ จำนวนคดีลำดับรอง ๆ ลงมา ได้แก่ หลอกลวงจำหน่ายสินค้า 24,643 เรื่อง การพนันออนไลน์ 462 เรื่อง ข่าวปลอม 239 เรื่อง และล่วงละเมิดทางเพศ 136 เรื่อง

ระบบรับแจ้งความออนไลน์ เป็นช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนสามารถแจ้งความได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยสามารถแจ้งความทางเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com โดยลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน กรอกข้อมูลทางคดี ตามขั้นตอนจนเสร็จ ผู้แจ้งจะได้รับ “เลขรับแจ้งความออนไลน์ หรือ Case ID” จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่การรับแจ้ง (Admin) ติดต่อกลับโดยจากสถิติปัจจุบันสามารถโทรหาผู้แจ้งได้ทั้งหมดภายใน 3 ชั่วโมง

‘บิ๊กตู่’ ย้ำเป้าหมาย Net zero ภายในปี พ.ศ. 2608 วอนคนไทยร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

‘บิ๊กตู่’ กล่าวปาฐกถาพิเศษงาน TCAC ยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งใช้นโยบายเศรษฐกิจ BCG เป็นกลไกหลักในการสร้างความสมดุลแห่งการพัฒนา เดินหน้าสร้างความเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกคน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 5 สิงหาคม ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย (Thailand Climate Action Conference: TCAC) จัดโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด“อนาคตไทย อนาคตโลก: โอกาสและความรับผิดชอบ (Our Future: Our Responsibility, Our Opportunity)” โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงาน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยินดีที่มาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมฯ เป็นการยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันไทยมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2608 ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบทวีความรุนแรงมากขึ้นต่อทุกภูมิภาคทั่วโลก ตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา กิจกรรมของมนุษย์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นประมาณ 1.1 องศาเซลเซียส 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประชาคมโลกต้องเร่งยกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจะส่งผลให้นานาประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตการผลิตสินค้าอาจส่งผลกระทบรุนแรงถึงขั้นที่ประชากรทั่วโลกจะประสบกับภาวะขาดแคลนอาหาร และภัยธรรมชาติรูปแบบต่าง ๆ จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้น World Economic Forum : WEF จึงได้กำหนดให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามระยะยาวของโลกที่มีแนวโน้มจะส่งผลต่อการดำเนินเศรษฐกิจระดับมหภาค ที่ผ่านมา ประชาคมโลกได้พยายามยกระดับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และมุ่งบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีสจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส  และพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเท่ากับต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกลงร้อยละ 45 ภายในปี 2573 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิต้องเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 พร้อมทั้งสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ควบคู่กันไปอย่างสมดุล

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและกระทันหัน เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ซึ่งล้วนแต่กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ในปี 2564 ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงสุด เป็นลำดับที่ 9 ของโลก ซึ่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มีมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมแล้วนับแสนล้านบาท ในวันนี้ ประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวรับผลกระทบที่เกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ อย่างจริงจัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า นโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้กำหนดทิศทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในทุกมิติร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนแม่บทต่าง ๆ ที่มุ่งสู่การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุม 3 องค์ประกอบที่สำคัญ การลดก๊าซเรือนกระจกระยะยาวที่สอดคล้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ,การปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ สนับสนุนการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและเอกชน รวมถึงการพัฒนามาตรการทางเศรษฐศาสตร์ การเงิน และการคลัง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปรับตัวสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายตามที่แสดงเจตนารมณ์ต่อ United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC 

ตร. ตีแผ่ “หนี ซ่อน สู้” หลักสากลในการเอาชีวิตรอดในเหตุกราดยิง (Active Shooter)

วันที่ (5 ส.ค. 2565) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ในปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า เหตุกราดยิง หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Active Shooter นั้น ไม่ได้พบแต่ในต่างประเทศเท่านั้น แต่ในประเทศไทยก็เคยมีเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว เช่น เหตุกราดยิง ที่ตลาดไท อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ (23 พ.ค. 2550) และเหตุกราดยิง ที่ ห้าง Terminal 21 จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ (8 ก.พ. 2563) เป็นต้น อีกทั้งหลักการดังกล่าวยังสามารถนำไปปรับใช้ในการเอาชีวิตรอดในเหตุการณ์ยิงปะทะต่าง ๆ อีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนได้รู้จักหลัก “หนี ซ่อน สู้” หรือ “Run Hide Fight” ซึ่งเป็นหลักสากลที่ FBI และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในหลาย ๆ ประเทศ นำมาใช้แนะนำประชาชนในการเอาชีวิตรอดในเหตุกราดยิง โดยหลักการดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้

“หนี – Run” เมื่อสามารถหาเส้นทางหลบหนีที่พาไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้
- เวลาไปสถานที่ต่าง ๆ ให้จดจำทาง เข้า-ออก และทางออกฉุกเฉินให้เป็นนิสัย
- เมื่อเกิดเหตุต้องตั้งสติให้ดี และมองหาเส้นทางในการหลบหนี
- ทิ้งของทุกอย่างที่ไม่จำเป็น
- ช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่สามารถช่วยได้

Grand Opening Advanced wound care Center หยุดแผลเรื้อรังแบบไม่ลุกลาม ด้วยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์

เนื่องจากปัจจุบันการรักษาทางการแพทย์ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเน้นในการรักษาคนไข้ให้กลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วยิ่งขึ้นทาง โรงพยาบาลพญาไท3 จึงได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องของการดูแลคนไข้และไม่เคยหยุดพัฒนาเทคโนโลยีการรักษารูปแบบใหม่อยู่เสมอ และอีกหนึ่งการดูแลรักษาที่สำคัญที่หลายท่านอาจมองข้ามไปนั่นคือการดูแลบาดแผล ซึ่งหลายท่านอาจเคยคิดว่าการล้างแผล ทำแผล อาจเป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ต้องใช้เทคนิคในการดูแล แต่ความจริงแล้วการเกิดบาดแผลเพียงเล็กน้อยหากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพแล้วอาจเกิดการติดเชื้อและลุกลามและอาจส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้ นายแพทย์สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท3 จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการยกระดับการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยพร้อมสร้างความเชื่อมั่นในการรักษาให้ เปิดศูนย์ Advanced Wound Care Center  หยุดแผลเรื้อรังแบบไม่ลุกลาม ด้วยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ถือเป็นอีกหนึ่งการยกระดับการดูแลบาดแผลด้วยแพทย์เฉพาะทางและมีการใช้เทคโนโลยีและวัสดุการดูแลการปิดแผลที่ทันสมัย การใช้เทคโนโลยีการตัดเนื้อตายด้วยพลังน้ำ Hydrosurgery ช่วยส่งเสริมการหายของบาดแผลไม่รบกวนคุณภาพชีวิต เพื่อดูแลคนไข้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  

ด้านมุมมองทางการแพทย์โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการดูแลบาดแผล  ศูนย์ Advanced wound care Center นำทีมโดย

พญ.นรสรา วิทยาพิพัฒน์  ศัลยแพทย์ศูนย์ศัลยกรรมเทคโนโลยชั้นสูง โรงพยาบาลพญาไท3 
พญ.เบญจพร นันทสันติ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการส่องกล้อง โรงพยาบาลพญาไท3
ผศ.พญ.กุสุมา ชินอรุณชัย ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านอุบัติเหตุและบาดแผล โรงพยาบาลพญาไท3
นพ.พงษ์ตะวัน กัลยพฤกษ์ ศัลยแพทย์ทั่วไป ศัลยแพทย์หลอดเลือดแผลจากหลอดเลือดโรงพยาบาลพญาไท3

มท.1 สั่งสอบ ‘ไฟไหม้ผับสัตหีบ’ ด่วน พบเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต - อยู่นอกโซนนิ่ง

วันนี้ (5 ส.ค. 65) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุเพลิงไหม้ สถานบันเทิง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมาท์เทน บีผับ ที่มีผู้เสียชีวิต 13 ราย รวมไปถึงมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ว่า การดำเนินการไม่น่าจะถูกต้อง เพราะไม่ได้รับอนุญาต ฉะนั้นจะต้องไปตรวจสอบอีกครั้งว่าใครรับผิดชอบอะไรอย่างไร เนื่องจากอยู่ในพื้นที่โซนนิ่งไม่ให้มีสถานบันเทิง รวมไปถึงสถานประกอบการดังกล่าวก็ไม่ได้มีการขออนุญาต และยังไม่นับว่า ในการขออนุญาตท้องถิ่นนั้นถูกต้อง หรือไม่ อย่างไร

Heidelberg University ตำนานมหาวิทยาลัยสยองขวัญแห่งเยอรมนี ที่ยังเปิดรับนักศึกษาทั่วโลกให้ได้ไปสัมผัส

ทุก ๆ สถานที่ล้วนมีตำนาน และตำนานก็คือเรื่องราวหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ เพียงแต่มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของเยอรมนีอย่าง Heidelberg University อาจมีเรื่องราวที่ทั้งขลัง และชวนสยองขวัญกว่าสถาบันอื่น ๆ ที่ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ไป ขนหัวลุกไปเลยทีเดียว 

ประวัติโดยสังเขปของ Heidelberg University ตั้งอยู่ในบาเดิน-เวิอร์ทเทิมแบร์ค (Baden-Württemberg) แคว้นที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเยอรมัน ก่อตั้งในปี ค.ศ.1386 จนถึงปีนี้มีอายุกว่า 636 ปีแล้ว นับเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของเยอรมนี ที่ยังคงเปิดการเรียน การสอนอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากจะมีอายุเก่าแก่แล้ว ยังคงรักษาระดับความเป็นเลิศด้านวิชาการ เป็นสถาบันการศึกษาระดับแถวหน้าของเยอรมนี ที่สร้างนักวิชาการที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง 33 คน สาขาวิชาที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบันได้แก่ แพทยศาสตร์ รังสีวิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ จิตวิทยา กฎหมาย และชีววิทยาแขนงต่าง ๆ 

เมื่อเป็นสถาบันที่มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี ย่อมมีเรื่องราวทั้งด้านสว่าง และด้านมืด แต่ตำนานหลอนที่อยู่คู่กับสถาบันแห่งนี้กลับเพิ่งเกิดขึ้นในยุคประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ในช่วงพรรคนาซีเรืองอำนาจในเยอรมันนี่เอง 

เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำเยอรมันในปี 1933 เขาได้สั่งให้กวาดล้างนักวิชาการฝ่ายซ้าย หรือผู้มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งช่วงเวลานั้น Heidelberg University มีการรวมกลุ่มของนักศึกษา และอาจารย์ที่มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ และกลุ่มนักวิชาการชาวเยอรมันเชื้อสายยิวอยู่ไม่น้อย 

ทางรัฐบาลนาซีได้ออกคำสั่งให้อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแนวการสอนเพื่อสนับสนุนการปกครองของรัฐบาลนาซี-เยอรมนี รวมถึงเผาตำราที่ต่อต้านลัทธินาซีทั้งหมดทิ้ง ที่จัตุรัสกลางมหาวิทยาลัย ส่วนอาจารย์บางคนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ และไม่ยอมเปลี่ยนแนวการสอน หรือมีเชื้อสายยิวก็จะถูกกำจัด หรือไม่ก็กวาดต้อนไปอยู่ในค่ายกักกันนาซี และไม่ได้กลับมาอีกเลย 

ช่วงยุคมืดนั้น ทำให้เกิดเรื่องราวหลอนภายใน Heidelberg University จนถึงปัจจุบัน ว่าเมื่อเดินผ่านจัตุรัสกลางมหาวิทยาลัยตอนช่วงค่ำ จะได้กลิ่นเหมือนกระดาษเก่า ๆ และปกหนังสือที่ทำด้วยหนังกำลังไหม้ไฟอยู่ ในจุดที่เคยมีการเผาตำราจำนวนมหาศาลในสมัยนาซี

‘บิ๊กตู่’ สั่งจนท. ตรวจสอบสถานบันเทิง หลังไฟไหม้ผับดังชลบุรีทำคนตายเพียบ

‘บิ๊กตู่’ ให้เจ้าหน้าที่ ประสานเจ้าของเม้าส์เทน บีผับ ช่วยเหลือเยียวยา ผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ จี้ ส่วนราชการในพื้นที่สำรวจสถานบันเทิงให้มีความปลอดภัย หวั่นเกิดเหตุซ้ำ

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานกรณีเหตุเพลิงไหม้ เม้าส์เทน บีผับ ( MOUNTAIN B ) ริมถนนสาย สุขุมวิท  ม.7 ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่ามีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนหลายราย นายกรัฐมนตรีกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งตรวจสอบหาสาเหตุ มอบหมายให้ส่วนราชการเป็นคนกลางประสานกับเจ้าของผับเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

ไฟไหม้ผับดัง ‘MOUNTAIN B’ สัตหีบ เบื้องต้นพบเสียชีวิต 13 ราย มีนักร้องดังด้วย

เกิดเหตุสลด ไฟไหม้ผับดังเมืองสัตหีบ เผานักท่องราตรีพยายามวิ่งหนีเอาตัวรอดตายเกลื่อน 13 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นนักร้องดังประจำผับด้วย และยังมีผู้บาดเจ็บอีกเพียบ พยานเห็นได้ยินเสียงระเบิด 2 ครั้ง ก่อนเกิดเปลวเพลิงลามไปทั้งตัวอาคาร

วันที่ 5 สิงหาคม 2565 เวลา 01.00 น. ร.ต.อ.บุญส่ง ยิ่งยง รอง สว.สอบสวน สภ.พลูตาหลวง ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้ผับ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย เหตุเกิดที่ เม้าส์เทน บีผับ ( MOUNTAIN B )

ริมถนนสาย สุขุมวิทบางนา-ตราด ม.7 ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมด้วย พ.ต.อ.วุฒิพงศ์ สมใจ ผกก.สภ.พลูตาหลวง นายกัณฑ์พงษ์ สุวรรณปทุมเลิศ ปลัดอาวุโส ปฏิบัติหน้าที่แทน นายอำเภอ รถดับเพลิงจากหลายหน่วยงานกว่า 20 คัน และ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนฯสัตหีบ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารชั้นเดียว ในเนื้อที่กว่า 3 ไร่ พบเพลิงกำลังลุกไหม้ภายในตัวอาคารอย่างรุนแรง และพบนักท่องเที่ยววิ่งหนีตายออกตัวอาคารหลาย 10 คน บางรายอยู่ในสภาพ ถูกไฟคลอกทั้งตัว นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เจ้าหน้าที่ต้องรีบช่วยปฐมพยาบาล แล้วนำตัวส่ง รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯสัตหีบ

ส่วนการควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากภายในอาคาร มีวัตถุติดไฟได้ง่าย โดยเฉพาะ น้ำยาโฟมซับเสียง จึงทำให้เพลิงลามไปทั่วตัวอาคาร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องระดมฉีดน้ำ นานกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ พร้อมทั้งกันผู้คนออกจากนอกพื้นที่ เพื่อป้องกัน การเกิดการทรุดตัวของอาคาร

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ ในเบื้องต้น เป็นที่น่าสลดใจ พบศพผู้เสียชีวิตทั้ง 13 คน เป็นผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 9 คน นอนตายกองรวมกัน บริเวณหน้าประตู 4 คน ในห้องน้ำชาย 3 คน หลังบู๊ทดีเจ 1 คน ในแคชเชียร์ 2 คน หน้าแคชเชียร์ 3 คน สภาพศพอยู่ในสภาพ ถูกไฟคลอกร่าง เสียชีวิตอย่างสลด ส่วนคนเจ็บที่ถูกที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ยืนยันว่ามีทั้งหมด 18 คน โดยมีสาหัส 8 คน จากการถูกไฟคลอกทั้งตัว ส่วนผู้เจ็บรายอื่น ส่วนใหญ่ บาดเจ็บเพราะสำลักควัน และ บาดเจ็บจากการวิ่งเบียดแย่งกันออกมาจากผับ 

ขณะเดียวกันมีผู้นำคลิปขณะเกิดเหตุการณ์ ออกมาเผยแพร่ พบว่านักเที่ยวพยายามวิ่งเบียดแย่งหนีตาย ออกจากประตูด้านหน้าเพียงประตูเดียว ทำให้เกิดข้อสงสัย ในกรณีประตูหนีไฟ ว่ามีหรือไม่ ขณะที่ตำรวจยังไม่สามารถสรุปสาเหตุเบื้องต้น ของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ได้ มีเพียงพยานให้การเบื้องต้น ว่าก่อนเกิดเปลวเพลิง มีเสียงระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง ข้างเวทีบู๊ทดีเจ ก่อนจะเกิดประกายไฟ แต่ไปติดกับชนวนโฟมซับเสียง จนเกิดลุกลามไปทั่วตัวอาคารอย่างรวดเร็ว จนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมดังกล่าว

ต่อมา 03.20 น. พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ กิจจาหาญ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมร่วมสอบปากคำกัปตันประจำผับดังกล่าว โดยให้การว่า เห็นไฟเริ่มลุกไหม้ บริเวณหลังคา ก่อนจะลุกลามไปทั่วบริเวณอย่างรวเร็ว จะตะโกนบอกการด์ทางร้าน ช่วยพยายามผลักดันลูกค้าออกหน้าร้าน แต่เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว จะมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว 

'บิ๊กโจ๊ก' ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง 'Smart Safety Zone 4.0'

(4 ส.ค.65) ที่ห้อง Lotus 7 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นวิทยากรการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง 'Smart Safety Zone 4.0 นวัตกรรมความปลอดภัย เพื่อการป้องกันอาชญากรรม' ในงาน มหากรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยุคนิวนอมอลล์ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวไว้ว่า ตำรวจต้องทำงานเชิงรุก ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้มองเห็นได้ว่า มี ประชาชนตกงานเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงาน ตลอดถึงสภาวะเศรษฐกิจ ลดถอย หนี้ครัวเรือนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เป็นกันทั่วทั้งโลก วันนี้สถานะของประชาชน ของประเทศไทยถือว่าเศรษฐกิจ ย่ำแย่ สิ่งที่จะตามมาที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นห่วงนั้นคือ 'ปัญหาอาชญากรรม' การลัก วิ่ง ชิงปล้นต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจโดยตรง แต่สิ่งที่ทำให้ประชาชนสัมผัสได้ก็คือ การทำงานเชิงรุก คือการทำงานในด้านการป้องกันปราบปราม 

เราต้องป้องกันไม่ให้เหตุเกิด หรือว่ามีการลัก-วิ่ง-ชิง-ปล้น การป้องกันปราบปรามดียิ่งกว่าเหตุเกิดแล้ว จะมาสืบสวนจับกุม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน อย่างมากมาย ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นในเรื่องของการทำงานเชิงรุก คือการป้องกัน ซึ่งจะตรงใจประชาชน และใช้งบประมาณน้อย ทำให้ผู้ต้องหาไม่ล้นคุก ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งการทำงานของตำรวจ จะกลับมาในรูปแบบของตำรวจคือประชาชน และประชาชนคือตำรวจ ประชาชนทุกคนคือตำรวจความหมายคือว่า ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วม และมีส่วนรับผิดชอบในชุมชนของตนเองที่อาศัยอยู่ในชุมชน ตำบลหมู่บ้าน 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ ตำรวจต้องทำให้ประชาชนไว้ใจยิ่งขึ้น เมื่อความห่างระหว่างตำรวจกับประชาชนน้อยลง ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตำรวจ ก็จะมากขึ้น เพราะฉะนั้นความร่วมมือร่วมใจ ที่จะเป็นหูเป็นตา และแจ้งเบาะแสคนร้าย ที่จะนำข้อมูลข่าวสารส่งมาให้ เช่นกรณีเกิดเหตุในหมู่บ้าน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกคนมีหน้าที่หมด เพราะว่าทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของพื้นที่ นอกจากที่ทำการของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบในหมู่บ้านแล้ว วินมอเตอร์ไซค์ ก็มีหน้าที่ช่วยกันดูแลประชาชนในซอยท้องถิ่นนอกเหนือจากตำรวจ 

ด้วยเหตุนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้ริเริ่มโครงการ Smart Safety Zone 4.0 เพื่อให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปตามความต้องการของประชาชน โดยก่อนเริ่มได้มีการตรวจสอบ โดยใช้แบบสอบถาม People Poll เป็นการวัดผลในลักษณะ Google form ในการวัดผลแบบ Real Time ทำให้ การบริหารงานปราบปรามเป็นไปตามสภาพในความเป็นจริง และเป็นไปตามความต้องการของประชาชนจริงๆ

จากการสำรวจแบบสอบถามของประชาชน วันนี้จะเห็นได้เลยว่า ภัยที่ประชาชนกลัวมากที่สุดอันดับ 1 ภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์ และ Social Media เป็นอาชญากรรมสมัยใหม่ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งโรแมนซ์สแกม เป็นภัยที่ประชาชนกลัวมากที่สุด และสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก ในลำดับต้นๆเช่นเดียวกัน และอีกภัยหนึ่งคือ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ซึ่งมักจะปรากฏให้เห็นว่าประชาชนกลัว ภัยวิ่งราวทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ มากกว่าการฆ่าคนตาย

ถามว่าทำไมการสำรวจจึงสะท้อนมาในภาพเหล่านี้ เพราะสิ่งที่สะท้อนออกมาจาก การวัดผลแบบ Real Time จากเดิมสมัยก่อน ในการวัดผลเราวัดผลกันปีละครั้ง แต่ขณะนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ปรับเปลี่ยนใหม่ มีการวัดผล ในลักษณะ Google Poll และ Google form ผลแบบ Real Time ส่วนนี้จะทำให้สามารถนำข้อมูล ตามความต้องการของประชาชน มาใช้ในการบริหารงาน ได้อย่างตรงใจของประชาชน ด้วยเหตุนี้สำนักงานแห่งชาติ โดยพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ริเริ่มนำร่อง โครงการ Smart Safety Zone 4.0 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและเป็นแลนด์มาร์กของประเทศไทย เช่น ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่, โคราช เป็นแลนด์มาร์ค สำคัญของประเทศ ที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และย่านห้วยขวาง ซึ่งมีสถานที่สำคัญอย่างเช่น สถานทูตจีน และร้านอาหารต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนมักจะหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก 

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์  กล่าวอีกว่า โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 (Smart Safety Zone 4.0) คว้ารางวัลชนะเลิศ The Best Experience in Community Policing ประเภทการป้องกันอาชญากรรม เป็นรางวัลที่มอบให้กับองค์กรตํารวจที่มีผลงานในการพัฒนาแนวคิดตํารวจชุมชนไปสู่การปฏิบัติได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด จากประชุมสุดยอดตํารวจโลก ในด้านการปฏิบัติการชุมชนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 14 - 17 มี.ค.2565 ที่ผ่านมา 

นวัตกรรมสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 ของ ตร.ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อนำร่องในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นลำดับแรก ในการพัฒนารูปแบบวิธีการป้องกันอาชญากรรมโดยใช้นวัตกรรมและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดเรื่อง “เมืองอัจฉริยะ” โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 เกิดจากแนวคิดของพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการให้เกิดพื้นที่ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่น อุ่นใจให้กับประชาชน 

ตำรวจจึงได้คัดเลือกพื้นที่ที่เป็นแลนด์มาร์ก แหล่งเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่ประชาชนมีความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมมาสร้างเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยการยกระดับการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่สาธารณ ตามแนวคิดเรื่อง “เมืองอัจฉริยะ” ยกระดับการทำงานของตำรวจ ตามกรอบแนวคิด “ราชการ 4.0” ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล และบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และ สตช. ในด้านการป้องกันอาชญากรรม  ในระยะแรกได้คัดเลือกสถานีตำรวจทั่วประเทศ จำนวน 15 สถานี เป็นสถานีนำร่อง ได้แก่ สน.ห้วยขวาง, สน.ลุมพินี, สน.ภาษีเจริญ, สภ.ปากเกร็ด, สภ.เมืองสมุทรปราการ, สภ.เมืองพัทยา, สภ.เมืองระยอง, สภ.เมืองปราจีนบุรี, สภ.ปากช่อง, สภ.เมืองอุดรธานี, สภ.เมืองเชียงใหม่, สภ.เมืองพิษณุโลก, สภ.เมืองราชบุรี, สภ.เมืองภูเก็ต และ สภ.หาดใหญ่ สถานีตำรวจทั้ง 15 สถานี และในระยะที่ 2 ได้ทำการขยายต่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตอนนี้มีอยู่ 100 สถานีตำรวจที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งได้เน้นการสร้างพื้นที่เซฟตี้โซน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น อุ่นใจ ปลอดภัยในชุมชน ให้เป็นรูปธรรมโดยได้เริ่มดำเนินการดังนี้...


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top