Wednesday, 15 July 2026
NEWS

ไซออนิสต์ ชี้ เส้นเขตแดนใหม่ เตือนรัฐเถื่อนจะยึดครองฉนวน กาซ่าหากแผนผ่าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธศาสตร์ไซออนิสต์​ กล่าวว่า เส้นสีเหลือง​เป็นเส้นแบ่งเขตแดนใหม่ระหว่างอิสราเอลกับฉนวนกาซาที่จะเกิดขึ้น

หากแผนนี้ดำเนินการ ส่วนหนึ่งของฉนวนกาซา รวมถึงเมืองราฟฮ์จะตกอยู่ในการยึดครองของรัฐ​เถื่อน​ทันที

#รัฐเถื่อนที่ชอบยึดครองแผ่นดินผู้อื่น

เชียงใหม่- ท่าอากาศยานเชียงใหม่ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Etihad Airways

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Etihad Airways บินตรงอาบูดาบี-เชียงใหม่ เสริมศักยภาพการท่องเที่ยวภาคเหนือ

(4 พ.ย. 68) เวลา 06.30 น. นายวิสูตร คำยอด รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายปฏิบัติการและบำรุงรักษา) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน Etihad Airways (เอทิฮัด แอร์เวย์ส) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เที่ยวบินที่ EY426 เส้นทาง อาบูดาบี (AUH) - เชียงใหม่ (CNX) ใช้อากาศยานแบบ Airbus A321LR ในโอกาสนี้ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายชูวิทย์  ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่น บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) พร้อมทั้งมอบของที่ระลึกเป็นกางเกงช้างล้านนา และพวงกุญแจรูปช้าง ให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึง สร้างความประทับใจและเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ท้องถิ่นล้านนา

Etihad Airways เป็นสายการบินประจำชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศกว่า 70 จุดหมายทั่วโลก เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทางใหม่ “อาบูดาบี–เชียงใหม่” จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรปเข้ากับภาคเหนือของไทยโดยตรง ช่วยเสริมศักยภาพด้านการคมนาคมทางอากาศ และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง การเปิดให้บริการของเส้นทางการบินใหม่ในช่วงตารางบินฤดูหนาวครั้งนี้ ยังตอกย้ำถึงความพร้อมของท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยปัจจุบัน ทชม. มีเที่ยวบินเชื่อมต่อภายในประเทศถึง 8 เส้นทาง ได้แก่ อู่ตะเภา กระบี่ ภูเก็ต ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ อุดรธานี โดยเส้นทางอุดรธานีจะมีการแตรียมเพิ่มเที่ยวบินโดยสายการบินแอร์เอเชียในเดือนธันวาคม นอกเหนือจากที่มีสายการบินนกแอร์ให้บริการในขณะนี้ สำหรับเส้นทางต่างประเทศ ทชม.ให้บริการเชื่อมต่อเมืองสำคัญทั่วเอเชีย อาทิ กวางโจว ไทเป ปักกิ่ง เกาสง เซี่ยงไฮ้  คุนหมิง ซีอาน อินชอน มะนิลา กัวลาลัมเปอร์ ฮ่องกง มัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง สิงคโปร์ คันไซ หลวงพระบาง ฮานอย และเฉิงตู พร้อมทั้งมีการเปิดเส้นทางใหม่ไปยัง หลานโจว โดยสายการบินสปริงแอร์ไลน์ และจิ่งหง โดยสายการบินรุยลิแอร์ไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายเครือข่ายการบินสู่ระดับสากลอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การเพิ่มรูปแบบการเชื่อมต่อทางอากาศที่หลากหลาย จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาคเหนือให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังมาถึง

นายกรัฐมนตรีเปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 สำนักงานตำรวจแห่งชาติชู 3 แนวทาง ประสานความร่วมมือภูมิภาคต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์

(4 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL CONFERENCE) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., ผู้เข้าร่วมการประชุม, ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี

นายกรัฐมนตรี และผู้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ได้ร่วมพิธีรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นได้ร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงข้าราชการตำรวจ ASEANPOL ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่

การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ : "ร่วมมือปฏิบัติการ: ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน" หรือ ““Collaboration in Action: Crushing Scam, Disrupting Fraud, and Protecting People” ระหว่างวันที่ 3 – 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นเวทีหลักสำหรับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโสประมาณ 280 คน พร้อมด้วยคู่เจรจาและผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ รวม 30 ประเทศ อาทิ จีน,  เกาหลีใต้, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ฝรั่งเศส, Interpol เป็นต้น  

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกอาเซียน คู่เจรจา และองค์กรบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศกว่า 200 คน ขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงแสดงความยินดีต่อ “ติมอร์-เลสเต” ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ 

การประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาชญากรรมข้ามชาติได้ทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงข้ามชาติ และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำลายเสถียรภาพของสังคม สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ข่าวร้ายคือ ปัญหาดังกล่าวทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีคือประเทศสมาชิกอาเซียนต่างตระหนักถึงปัญหา รับรู้ถึงความท้าทาย และมีความตั้งใจร่วมกันที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ASEANAPOL ครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ร่วมกันพัฒนากรอบความร่วมมือเชิงรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพร่วมกันในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติในทุกมิติ เสนอแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ให้กับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน คือ ความมั่นคงและความรุ่งเรืองของภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลกโดยรวม และขอชื่นชมต่อความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ ขอบคุณทุกประเทศที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันความร่วมมือของภูมิภาค ขอให้การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความสงบสุขและปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคและทั่วโลก

ผบ.ตร. กล่าวว่า หัวข้อการประชุมในปีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร่วมมือกัน ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน อาชญากรรมทางไซเบอร์ได้แปรสภาพเป็นระบบแสวงหาประโยชน์ขนาดใหญ่ ที่มีการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียง "ขบวนการฉ้อโกง" อีกต่อไป แต่คือ "เครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน" ที่ล่อลวงผู้หางานจากทั่วโลกมากักขัง และบังคับให้ทำงานในศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์ ได้กลายเป็นฉากหน้าของขบวนการกระทำความผิดแบบครบวงจร ที่เราต้องมองปัญหานี้เป็นวิกฤตการค้ามนุษย์ เพราะการฉ้อโกงคือเครื่องมือ แต่การแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์ คือผลลัพธ์ที่แท้จริง ซึ่งเวลาที่เราต้องร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง

สิ่งที่เรากำลังเผชิญนี้ ไม่ใช่เพียงความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือวิกฤตด้านมนุษยธรรมในยุคดิจิทัล เป็นการค้าทาสรูปแบบใหม่ และเป็นการละเมิดคุณค่า ที่เราทุกคนยึดถือในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม เราได้เห็นความสำเร็จของปฏิบัติการร่วมที่ช่วยเหลือเหยื่อและจับกุมหัวหน้าขบวนการ การดำเนินการในลักษณะนี้จะต้องดำเนินการแบบไม่เลือกปฏิบัติ พรมแดนของเราไม่ควรเป็นเส้นทางสำหรับการกระทำความผิดของขบวนการค้ามนุษย์ แต่ควรเป็น "แนวป้องกัน" เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และผู้เปราะบาง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเสนอแนวทางในการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี และการค้ามนุษย์ ใน 3 แนวทาง ได้แก่

แนวทางที่ 1 : การเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติการข้ามพรมแดน 
ต้องยกระดับความร่วมมือโดยมีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองแบบเรียลไทม์ จัดทำมาตรฐานการสืบสวนที่สอดคล้องกัน และวางระบบปฏิบัติการร่วมกันในการปราบปรามศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ ควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านไซเบอร์สแกมและการค้ามนุษย์ภายใต้กรอบอาเซียน และร่วมกันวางแผนปฏิบัติการข้ามพรมแดน 

แนวทางที่ 2 : การยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัล 
กลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์มีความสามารถในการปรับตัวสูง ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสแบบต้นทางถึงปลายทาง สร้างตัวตนปลอมดิจิทัล และทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินดิจิทัล เราจำเป็นต้องเสริมสร้างศักยภาพของประเทศสมาชิกอาเซียน ควรจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะทางด้านการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ และพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารไซเบอร์ระดับภูมิภาคร่วมกัน เพื่อให้สามารถบันทึกและเข้าถึงข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล รูปแบบการฉ้อโกง และที่อยู่ IP ที่ต้องสงสัยได้

แนวทางที่ 3 : การคุ้มครองเหยื่อและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
ในคดีฉ้อโกงออนไลน์ทุกคดีมีเหยื่อ 2 ฝ่าย คือ ผู้ถูกฉ้อโกง และผู้ถูกบังคับให้ฉ้อโกงคนอื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องได้รับการฝึกฝนให้สามารถคัดแยก เพื่อเข้าระบบช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อ พร้อมทั้งจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ข้อมูล คำให้การ และพยานหลักฐาน ต้องได้รับการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง 

นอกจากนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า หากเราทำงานเพียงลำพัง ขบวนการเหล่านี้จะยังคงใช้พรมแดนระหว่างประเทศเป็นช่องว่างในการกระทำความผิด แต่หากเราร่วมมืออย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และมียุทธศาสตร์ จะสามารถยับยั้งทำลายเครือข่ายขบวนการได้ และยังสามารถปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ได้ด้วยเช่นกัน จากนี้ ASEANAPOL จะไม่ใช่เพียงเวที แต่คือพลังแห่งความยุติธรรม ความเป็นหนึ่งเดียว และความเป็นมนุษย์ ขอให้พวกเราทุกคน ร่วมกันยกระดับพลังนั้นไปด้วยกัน

ตำรวจภาค 1 ผนึกกำลัง ปปส. ทลาย “แก๊งนักขนตะวันออก” ไล่ล่าข้ามจังหวัด ยึดคีตามีน 300 กก. ค่ากว่า 150 ล้าน บนวงแหวนกทม.

ตำรวจภูธรภาค 1 ผนึกกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน เปิดปฏิบัติการสกัด “เครือข่ายนักขนยาเสพติดตะวันออก” หลังสืบสวนเชื่อมโยงจากคดีจับยาบ้า 60,000 เม็ด เมื่อกลางปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่การไล่ล่าข้ามจังหวัดและการยึดคีตามีนล็อตมหึมากว่า 300 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

การสืบสวนเริ่มจากข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มของ นายภาณุวัฒน์ หรือ “น๊อต” อายุ 28 ปี และ นายดนุพล หรือ “มอส” อายุ 25 ปี ชาว อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นสายลำเลียงของเครือข่ายดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด

จนกระทั่งค่ำวันที่ 2 พ.ย. 68 ชุดสืบสวนพบผู้ต้องหาขับรถกระบะอีซูซุ ดีแม็ก สีขาว ออกจากที่พัก มุ่งหน้า จ.สุพรรณบุรี ก่อนวกไป อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี รับยาเสพติดล็อตใหญ่ และกำลังลำเลียงกลับมายังเส้นทางฝั่งตะวันออก

เวลา 01.30 น. วันที่ 3 พ.ย. 68 เจ้าหน้าที่ไล่ตามมาจนทันบนถนน วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งใต้ กม.11+900 เขตบางขุนเทียน จึงเข้าปิดล้อมสกัดจับ พบคีตามีนบรรจุกระสอบรวม 300 กก. อยู่ท้ายรถ พร้อมโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดอีก 2 เครื่อง

สองผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ไปรับของจาก จ.กาญจนบุรี และกำลังจะนำไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (คีตามีน) โดยผิดกฎหมาย เพื่อการค้าและแพร่ระบาดในหมู่ประชาชน”

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ ภ.1, ภ.จว.สระบุรี, บก.สส.ภ.1, ขกท., ศปก.นสศ., และสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 1 นำโดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาหลายหน่วย ที่ร่วมขยายผลอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า คีตามีน 300 กก. หากถูกปล่อยสู่ตลาด จะสร้างความเสียหายมหาศาล มูลค่าสูงกว่า 150 ล้านบาท เตรียมเดินหน้าขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ตัวการสั่งการ และเส้นทางฟอกเงินทั้งหมด เพื่อตัดวงจรเครือข่ายให้สิ้นซาก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับทุกหน่วยดูแลประชาชนช่วงเทศกาลลอยกระทง ป้องกันอันตรายต่อทรัพย์และชีวิต

(4 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นี้ เป็นวันลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทย เป็นการอนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานประเพณีวันลอยกระทงในสถานที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาชญากรรม ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ และอันตรายต่างๆ รวมถึงอาจมีมิจฉาชีพแอบแฝงเข้าไปประทุษร้ายต่อทรัพย์สินในสถานที่จัดงาน 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้หน่วยต่างๆ ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยให้เพิ่มความเข้มในการกวาดล้างอาชญากรรมทุกประเภทช่วงก่อนวันลอยกระทง, จัดทำแผน/มาตรการในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้สอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่และสถานการณ์มากที่สุด ดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้ความช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ทั้งทางบกและทางน้ำ พร้อมให้กวดขัน ตรวจตรา ตรวจสอบ สถานบริการและสถานบันเทิง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนใช้บริการ ไม่มีอาวุธ สารเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย อย่างเด็ดขาด และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา รักษาความปลอดภัยในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานจำนวนมาก 

นอกจากนี้ ให้กวดขันจับกุมผู้เล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน, กวดขันไม่ให้มีผู้ลักลอบผลิต และจำหน่ายดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด หากพบให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทันที เพื่อป้องกันเหตุร้าย และจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกและจัดการจราจรเป็นประจำ ในบริเวณสถานที่ที่คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเส้นทางที่คาดว่าจะมีปัญหาจราจร พร้อมจัดเส้นทางรองรับการจราจรที่หนาแน่น

พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ไม่สวมเครื่องประดับ สิ่งของมีค่า หรือนำทรัพย์สินติดตัวไปจำนวนมาก เพื่อป้องกันมิให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสประทุษร้ายต่อทรัพย์ได้ และให้ระมัดระวังการใช้บริการโป๊ะ ท่าเทียบเรือ หรือพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะต้องเมาไม่ขับ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด พร้อมขอความร่วมมือผู้ปกครองในการกำชับบุตรหลานให้ระมัดระวังเพื่อมิให้ถูกหลอกลวงไปในทางมิชอบ หรือประพฤติตนไม่สมควร รวมถึงไม่ควรปล่อยให้เด็กไปเที่ยวงานโดยลำพัง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดเทศกาลลอยกระทงนี้

สตม. จัดพิธีแสดงความอาลัยและลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวานนี้ (3 พ.ย.68) เวลา 11.00 น. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้จัดพิธีแสดงความอาลัยและลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ ตร. (เมืองทองธานี) โดยมี พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประกอบด้วย พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ศ. ช่วยราชการ สตม., ผบก.ตม.1-3, ผบก.อก.สตม., ผบก.สส.สตม., ผบก.ศท.ตม. และ ผบก.ศฝร.ตม., รอง ผบก., ผกก. และข้าราชการตำรวจในสังกัด สตม. เข้าร่วมพิธีดังกล่าว เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมการรับ–ส่งทหารใหม่ มทบ.26 จังหวัดบุรีรัมย์

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการ รับ–ส่งทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/258 ณ มณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุย และให้กำลังใจกับญาติและครอบครัวของน้อง ๆ ทหารกองประจำการ พร้อมกล่าวสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า “กองทัพจะดูแลลูกหลานของทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะเราทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน”

ทั้งนี้ การรับ–ส่งทหารกองเกินในครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ภายใต้ความร่วมมือของทุกส่วน เพื่อเตรียมกำลังพลเข้ารับการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ตามระเบียบของกองทัพบก โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกให้ความสำคัญกับการดูแลน้องทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ     

            

นครพนม -นบ.ยส.24 แถลงข่าวจับกุมขบวนการค้ายา  2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน10 กระสอบ น้ำหนัก 490 กก. 

เมื่อวานนี้ (3 พ.ย. 68) เวลา 1900 กองทัพภาคที่ 2 โดย พลโท วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) โดยมอบหมายให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมแถลงข่าวกรณี กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายา จำนวน  2 ราย พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 10 กระสอบ น้ำหนัก  490 กิโลกรัม ในพื้นที่ จังหวัดนครพนม พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยมี พลตำรวจตรี วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 (ผบก.ตชด.ภาค 2) เป็นประธานการแถลงข่าว ณ กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

โดยทางด้านแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นย้ำการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เชิงรุก พร้อมเฝ้าระวังปราบปรามยาเสพติด ให้น้อยลงหรือหมดไป ตามนโยบายของรัฐบาล 

โดยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการ ในการปราบปรามยาเสพติด กดดันปราบปรามจับกุมผู้ค้า และผู้เสพยาเสพติดอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก การเฝ้าระวัง ป้องกันปราบปราม เพื่อให้ยาเสพติดเหล่านี้ลดให้น้อยลงที่สุด ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ภาคประชาชน ฯลฯ ต่างร่วมมือกันเป็นอย่างดี ทั้งการแจ้งข่าวให้กำลังพล ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในแต่ละครั้งสำเร็จไปได้ด้วยดี

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ จังหวัดนครราชสีมา

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568 ในพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา เพื่อรับฟังการรายงานความก้าวหน้าการฝึกฯ และให้โอวาทแก่ทหารใหม่

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุยและให้กำลังใจทหารใหม่ พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยฝึกดำเนินการฝึกตามระเบียบแบบธรรมเนียมทหาร และปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพบกอย่างเคร่งครัด 

อีกทั้ง ให้ความสำคัญกับการดูแลทหารใหม่ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต 93 ยูนิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ บริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2535 และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามของโรงพยาบาลว่า “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” 

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ท่านทรงงานเพื่อยกระดับสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีส่วนสำคัญต่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข พวกเราเหล่าข้าราชการใน รพฯ ได้ยึดถือแนวทางของพระองค์ท่านในการปฏิบัติงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

กิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยมีข้าราชการ และลูกจ้าง รพ.ฯ ร่วมบริจาคโลหิต จำนวน 93 ยูนิท เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลฯ  ณ ห้องรับบริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

ท่ามกลางข้อถกเถียงและกังวล “กระทบคนรุ่นใหม่–ภาระงบประมาณรัฐ” สุดท้ายอาจเคาะแนวทาง ‘สมัครใจ’

เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้หยิบยกแนวคิด “ขยายอายุเกษียณราชการพลเรือนจาก 60 ปีเป็น 65 ปี” ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเพื่อใช้ศักยภาพของบุคลากรที่ยังมีความสามารถในการทำงานต่อไปได้อย่างเต็มที่

แม้แนวคิดนี้จะยังไม่ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้จุดประกายการถกเถียงในวงกว้าง ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน งบประมาณรัฐ และโอกาสของคนรุ่นใหม่

สำหรับข้อดีของการขยายอายุเกษียณ
1. รองรับสังคมสูงวัย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-aged society) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด การขยายอายุเกษียณช่วยให้ผู้สูงวัยยังสามารถมีรายได้และบทบาทในสังคม ลดภาระของรัฐในการดูแลผู้เกษียณ

2. ใช้ประสบการณ์ของบุคลากรอย่างเต็มที่
ข้าราชการระดับสูงจำนวนมากยังมีศักยภาพและความรู้ความเชี่ยวชาญที่สามารถถ่ายทอดต่อได้ การเกษียณเร็วเกินไปอาจทำให้รัฐสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า

3. ลดภาระงบประมาณบำเหน็จบำนาญในระยะสั้น
การเลื่อนอายุเกษียณออกไป 5 ปี หมายถึงรัฐยังไม่ต้องจ่ายบำนาญในช่วงเวลาดังกล่าว และยังสามารถใช้แรงงานที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องจ้างใหม่ทันที

4. สอดคล้องกับแนวโน้มสากล
หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และสิงคโปร์ ได้ขยายอายุเกษียณเป็น 65–70 ปีแล้ว เพื่อรองรับอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและการขาดแคลนแรงงาน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลดีแต่ก็มีผลเสียและข้อกังวลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
1. กระทบโอกาสของคนรุ่นใหม่
การขยายอายุเกษียณอาจทำให้ตำแหน่งว่างในระบบราชการลดลง ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบน้อยลง และอาจเกิดความรู้สึกว่า “ไม่มีที่ว่างให้คนรุ่นใหม่เติบโต”

2. ประสิทธิภาพการทำงานอาจลดลง
แม้บางคนจะยังมีศักยภาพ แต่ก็มีข้อกังวลว่าเมื่ออายุมากขึ้น อาจมีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือความสามารถในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบราชการโดยรวม

3. ภาระงบประมาณในระยะยาว
แม้จะช่วยชะลอการจ่ายบำนาญในระยะสั้น แต่ในระยะยาว รัฐอาจต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอื่น ๆ มากขึ้น หากข้าราชการสูงวัยมีปัญหาสุขภาพ

4. ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มอาชีพ
ปัจจุบัน ข้าราชการบางกลุ่ม เช่น ผู้พิพากษา อัยการ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย มีอายุเกษียณที่ 65–70 ปีอยู่แล้ว การขยายอายุเกษียณเฉพาะบางกลุ่มอาจสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหมู่ข้าราชการทั่วไป

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องนี้จริง อาจจะต้องมีแนวทางประนีประนอม เป็นการขยายแบบสมัครใจ โดยยึดจากเสียงสะท้อนทั้งสองด้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกรมบัญชีกลาง ได้เสนอแนวทาง “ขยายอายุเกษียณแบบสมัครใจ” โดยให้ข้าราชการที่มีสุขภาพดีและยังมีความสามารถทำงานต่อได้ ยื่นความประสงค์ขอทำงานต่อถึงอายุ 65 ปี โดยไม่กระทบสิทธิของผู้ที่ต้องการเกษียณตามปกติที่ 60 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ “ยึดฐานเงินเดือนที่อายุ 60 ปี” เป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญ เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากเกินไป

ขณะที่ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเพิ่มเติมหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะขยายเกษียณอายุราชการพลเรือนจาก 60 ปี เป็น 70 ปี โดยย้ำว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ตนให้ ก.พ. ดำเนินการศึกษาเฉพาะกรณีข้าราชการพลเรือน ที่สามารถขยายได้ถึงอายุ 65 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเรื่องนี้ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา และนำเสนอ เพราะต้องดูผลหลายด้านว่าจะขยายอายุข้าราชการพลเรือนเป็น 65 ปีหรือไม่ โดยไม่รวมข้าราชการอื่น ๆ ตำรวจก็ไม่รวม 

พร้อมยอมรับว่า เรื่องนี้มีผลกระทบเยอะ อาทิ คนเกิดน้อย คนตายมากกว่าคนเกิด มีผลกระทบกับงบประมาณ เช่น บำเหน็จ บำนาญ มีผลกระทบสำหรับคนที่เราเป็นหัวหน้าส่วนราชการ และมีผลกระทบต่อคนที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก.พ. ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และหากเป็นไปได้อยากเห็น และตัดสินใจได้ในรัฐบาลนี้

อย่างไรก็ดี การจะขยายเกษียณอายุราชการข้าราชการพลเรือนไปจนถึง 65 ปี ควรหรือไม่นั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็น “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติประชากร เศรษฐกิจ ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบราชการ

หากออกแบบอย่างรอบคอบ เปิดทางเลือกให้กับผู้ที่พร้อมทำงานต่อ และวางระบบรองรับอย่างเหมาะสม การขยายอายุเกษียณอาจเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพของคนรุ่นใหญ่ควบคู่กับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เติบโตทดแทน พร้อมกับการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยของไทยในอนาคตได้อีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการ และข้าราชการตำรวจ หน่วยที่มีที่ตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อุปนายก และกรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี 

ในพิธีดังกล่าว ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำคณะ ร่วมถวายความอาลัย และยืนสงบนิ่งเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยข้าราชการตำรวจทุกนายต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงมีต่อปวงประชา ประดุจดั่ง “แม่ของแผ่นดิน” ทรงเป็นมิ่งขวัญกำลังใจ และสถิตอยู่ในดวงใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าตลอดมา ข้าราชการตำรวจทุกนายจะขอสืบสานพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดี จะยึดมั่นในการปฏิบัติดี เพื่อรักษาชาติบ้านเมือง และสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป

จากนั้น ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำข้าราชการตำรวจลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องโถง อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

“ออปชัน–ราคา–ดีไซน์” ยังห่างชั้น!! ซีอีโอลั่นไม่ยอมแพ้ พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีทวงตลาดคืน

(3 พ.ย. 68) นายโทชิฮิโร มิบะ (Toshihiro Mibe) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ยอมรับตรงไปตรงมาในการให้สัมภาษณ์สื่อจากไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียว่า “ฮอนด้าเพลี่ยงพล้ำให้กับรถ EV จีนใน 3 ด้านหลัก คือ ออปชัน ราคา และดีไซน์” แต่ยืนยันว่า “เราจะไม่ยอมแพ้ และจะใช้เทคโนโลยีของเรา ทวงคืนตลาดนี้กลับมาให้ได้”

อย่างไรก็ตาม ซีอีโอบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ยังระบุอีกว่า ฮอนด้าไม่ได้พัฒนา EV ช้ากว่าคู่แข่งอย่างที่หลายคนคิด เพราะยังมีเทคโนโลยีไฮบริด (HEV) ที่ตอบโจทย์ในหลายประเทศ ขณะที่การผลักดันรถไฟฟ้า 100% ยังมีข้อจำกัดเรื่องการปล่อยมลพิษจากแหล่งผลิตไฟฟ้า ฮอนด้าจึงเลือกพัฒนา EV ควบคู่เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบช่วยขับอัจฉริยะ เพื่อให้แข่งขันกับแบรนด์จีนได้อย่างสมศักดิ์ศรี

สำหรับตลาดไทย ฮอนด้ายืนยันจะเปิดตัว “Honda 0 Series Alpha” และ “Honda 0 Series SUV” ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าราคาประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว ราว 1.11 ล้านบาท) และจะมีรุ่นราคาต่ำกว่านี้ตามมา พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับสมบูรณ์แบบ รวมถึงระบบความปลอดภัย SDV ที่ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050



 

‘ฟิยาตา’ มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา หลานสาว ‘มาลี โสเจียตา’ ฝ่ามติกอง ส่งตัวเองประกวด Miss Universe 2025 ที่ไทย

(3 พ.ย. 68) ไท เนียรี โสเจียตา (Thy Neary Socheata) หรือ “ฟิยาตา” มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา 2025 เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว เพื่อเข้าร่วมเวที Miss Universe 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ แม้บริษัท Elevento9 ผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวดของกัมพูชา จะออกแถลงการณ์ไม่ส่งผู้แทนเข้าประกวดในช่วงก่อนหน้านี้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ฟิยาตาได้ประกาศเดินหน้ามาด้วยตนเอง โดยยืนยันว่าการถอนตัวนั้นไม่ยุติธรรม พร้อมชี้แจงว่าตนติดภารกิจและมีอาการป่วยในวันที่ถูกเรียกประชุม ซึ่งเธอได้โพสต์ข้อความหลังถึงไทยว่า “รู้สึกขอบคุณสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น ความเมตตา และการสนับสนุนจากทุกคน”

ด้าน ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าภาพจัดการประกวด Miss Universe 2025 ประเทศไทย โพสต์ภาพต้อนรับอย่างเป็นทางการผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุว่า “ขอต้อนรับตัวแทนจากกัมพูชาอย่างเป็นทางการ สู่การประกวดมิสยูนิเวิร์สครั้งที่ 74”

สำหรับฟิยาตา เป็นหลานสาวของ “พลโทหญิง มาลี โสเจียตา” โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งคนไทยคุ้นชื่อจากเหตุปะทะชายแดน ทำให้การเดินทางมาประกวดครั้งนี้ถูกจับตามองทั้งในแง่ความงามและการเมืองระหว่างประเทศ

บุรีรัมย์-พุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศ ร่วมกันทอดกฐินสามัคคี วัดพุทธบูชาป่าโคกประสาท อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์

วันที่ 2 พ.ย. 68 ที่วัดพุทธบูชาป่าโคกประสาท ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ นาย ณพล บริบูรณ์ นักวิชาการคณะทำงานทางเมือง ดร.ฉลาด ขำช่วง ประธานสภาคนที่สอง นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์ภาคตะวันออก นาย โกสินธ์ จินาอ่อน รองประธานที่ปรึกษา สว.สมหมาย ศรีจันทร์ ที่ปรึกษาผู้ตรวจการอัยการ บรรณาธิการข่าว ท็อปนิวส์ ทั่วไทย( ภาคเหนือ)น.ส.นภชนก เหมือนนามอญ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานทอดกฐินพร้อมพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ได้เดินทางมาร่วมกันทอดกฐินสามัคคี โดยมีพระครูปลัดวิชาญ ธัมมโชโต เจ้าอาวาสวัด) เจ้าอาวาสพุทธบูชาป่าโคกประสาท เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต พร้อมพระภิกษุสงฆ์ ประกอบพิธีรับถวายผ้าพระกฐิน

ประวัติวัดพุทธบูชาป่าโคกประสาท เดิมชื่อว่าวัดโคกปราสาทตามพื้นที่เป็นที่เนิน เป็นโคกและก็มีปราสาทหินเก่าแก่อยู่ในป่านี้จึงเรียกว่าป่าโคกปราสาท ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นหัวเมืองหนึ่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะเสด็จไปเมืองพิมายจะต้องผ่านสถานที่หัวเมืองแต่ละที่และตรงป่าโคกปราสาทก็เป็นที่ที่ 1 ที่เป็นที่ประทับเดินทางของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อเสด็จมาถึงก็มาพักอยู่ ณ.ปราสาทแห่งนี้เพื่อให้ชาวบ้านพสพนิกร บริเวณเมืองโคกปราสาทแห่งนี้ได้นำเครื่องสักการะเครื่องบรรณาการมาถวายแด่พระเจ้าชัยวรมันและปราสาทแห่งนี้สมัยดั้งเดิมเรียกว่าบ้านไฟบ้างหรือ อโรคยาศาลบ้างคือเป็นที่เมื่อพระราชาเสด็จมาถึงก็มีการบวงสรวงสถานที่ตามประเพณี

เมื่อเจ้าเมืองไปที่หัวเมืองต่าง ๆ ก็ต้องมีประเพณีสักการะสถานที่แห่งนั้นในปราสาทจะมีศิวลึงค์ซึ่งเป็นที่บูชาของพราหมณ์ฮินดูในสมัยนั้นเมื่อพระราชาได้นำน้ำนมนำถั่วงาสิ่งต่าง ๆ ได้ทำพิธีสวดถวายองค์ศิวลึงค์เพื่อบูชาเทพแล้วก็จะเทราดน้ำนมลงไปในองค์สีวลึงพร้อมถั่ว งา น้ำอบ น้ำหอม อื่นๆลง ข้าง ๆ องค์ศิวะลึงก็จะมีรางน้ำเส้นทางน้ำไหลเมื่อบวงสรวงเสร็จก็จะเทไปในศิวะลึงค์บูชาเทพน้ำนมพืชพันธุ์ต่าง ๆ ก็จะไหลไปด้านอีกทิศ1 ชาวบ้านหรือข้าราชขุนนางต่าง ๆ ก็จะมาตักเอาน้ำนมนั้นมาดื่มมาลูบศรีษะเพื่อความเป็นสิริมงคลเชื่อว่าเป็นการกำจัดทุกข์กำจัดโศกโรคภัยต่าง ๆ ได้ ซึ่งมีพระราชาได้มาทำพิธีพร้อมกับฤาษีพราหมณ์ต่าง ๆ ที่ติดตามพระราชามาด้วย ถือเป็นสิริมงคลแก่ชาวเมือง

วัดพุทธบูชา ก่อตั้งมาประมาณปี 2537ซึ่งมีเจ้าอาวาสองค์เดิมได้มาปฏิบัติธรรมอยู่แต่ก็ยังไม่ได้พัฒนาเท่าไหร่จนกระทั่งปี 2548 พระอาจารย์วิชาญ ธรรมโชโตหรือปัจจุบันพระครูปลัดวิชาญ ธรรมโชโต เดินธุดงค์หาที่ปฏิบัติธรรมแล้วก็มาพบสถานที่ป่าแห่งนี้ก็รู้สึกชอบความสงบและความเป็นปราสาทซึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรมห่างจากหมู่บ้านพอสมควรทั้งทางเข้าก็ลำบากเป็นถนนลูกรังแต่ก็ด้วยความสงบดูสัปปายะจึงตัดสินใจที่จะได้ปักกลดอยู่สัก 1 พรรษา ในตอนนั้นคิดอย่างนั้น ต่อมาก็เกิดความผูกพันรู้สึกผูกพันในปราสาทผูกพันในสถานที่จึงได้ตั้งหลักปักฐานตั้งจิตอธิษฐานว่าจะอยู่พัฒนาวัดตรงนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรมจนถึงปัจจุบัน

พระครูปลัดวิชาญ ธัมมโชโต เจ้าอาวาสวัดวัดพุทธบูชาป่าโคกปราสาท (กล่าวว่า)วัดพุทธบูชาป่าโคกปราสาท ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์กำลังก่อสร้างอุโบสถซึ่งสร้างแล้วเสร็จประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ยังรอเพียงการ ตีฝ่าเพดาน ประดับลวดลาย เดินสายไฟภายในอุโบสถ ปรับระดับทางเดินรอบอุโบสถ จึงขอเจริญพรบอกบุญมายังท่านเพื่อร่วมทอดกฐินสามัคคี ครั้งนี้เพื่อรวบรวมจตุปัจจัยร่วมก่อสร้างอุโบสถให้แล้วตามวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาฝากชื่อไว้ในพระพุทธศาสนาให้ดำรงถาวรสืบต่อไปชั่วกาลนาน ตามกำลังทรัพย์ศรัทธา

ขออานุภาพคุณพระศรีรัตนตรัยและกุศลบุญครั้งนี้ จงอำนวยอวยชัยให้แก่ผู้มีจิตศรัทธาจงประสพด้วย จตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ เทอญ ฯ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top