Thursday, 30 July 2026
NEWS

เชียงใหม่-รมว.ยุติธรรม แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ยึดของกลางยาบ้า 5 ล้านเม็ด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผนึกกำลังฝ่ายตำรวจ ทหาร ปกครอง และ ป.ป.ส. แถลงข่าวการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ต้องหา 3 คนพร้อมของกลางยาบ้า 5 ล้านเม็ด ณ อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 เวลา 11.00 น.พ.ต.อ.ทวี  สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.อ.วิชาญ  สุขสง ที่ปรึกษา รมว.ยธ.,นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ที่ปรึกษา รมว.ยธ., นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วย รมว.ยธ. ,นายนิรัตน์  พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.เชียงใหม่, พล.ต.ท.ภาณุรัตน์  หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.เลขาธิการ ป.ป.ส., นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ ผอ.ป.ป.ส., พล.ต.ต.กฤตธาพล  ยี่สาคร รรท.ผบช.ภ.5 ,พล.ท.นฤทธิ์  ถาวรวงษ์  มทน.3/ผอ.ศอ.ปส.ชน., พล.ท.เสนีย์  ศรีหิรัญ  ผทค.พิเศษ ทบ.,พล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์  รรท.รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รองผบช.ภ.5 ,พล.ต.ต.วีรชน  บุญทวี รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล  กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รรท.รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ดุลเดชา  อาชวะสมิตระกูล รรท.รอง ผบช.ภ.5 ,พล.ต.ต.ธวัชชัย  พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่,พล.ต.ต.วรพงศ์  คำลือ ผบก.สส.ภ.5 , พ.อ.อัศพงษ์ นิลพันธ์ เสธ.ศอ.ปส.ชน.,พ.อ.กิดากร จันทรา รอง ผบ.กกล.ผาเมือง ,พ.อ.เกียรติอุดม นาดี รอง เสธ.กกล.ผาเมือง  และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา 2 คนพร้อมของกลางยาบ้า 5 ล้านเม็ด ณ อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ 

พฤติการณ์ของคดีดังนี้ ก่อนเกิดเหตุ พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 ได้บูรณาการประสานการปฏิบัติด้านข้อมูลข่าวสารยาเสพติดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จนทราบว่าจะมีกลุ่มขบวนการลับลอบค้ายาเสพติดทำการลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดนไปส่งให้กับกลุ่มขบวนการลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่ตอนในของประเทศ จึงสั่งการให้ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนออกทำการสืบสวนติดตามจับกุม ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจกลุ่มขบวนดังกล่าว ใช้รถยนต์กระบะ ทะเบียน ยค 8*** เชียงใหม่ ในการขนลำเลียงยาเสพติด และใช้รถยนต์กระบะทะเบียน ผอ 4*** เชียงใหม่ ในการนำทางตรวจสอบความปลอดภัยในเส้นทางลำเลียงยาเสพติด จึงได้ประสานกับศูนย์ควบคุมและสั่งการการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด ตำรวจภูธรภาค 5 ตรวจสอบและวิเคราะห์เส้นทาง พร้อมทั้งดำเนินการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่เข้าร่วมดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2566 พบรถยนต์กระบะ ทะเบียน ยค 8*** เชียงใหม่ ขับผ่านในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง - อ.แม่จัน จว.เชียงราย - อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น 

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ  โดยตั้งเป้ากวาดล้างยาเสดติดให้ลดน้อยลงและหมดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย รักษา ดูแล และส่งคืนเขากลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปเสพ จนถึงการตรวจยึดยาเสพติดและยึดทรัพย์  ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการขจัดปัญหานี้ออกไปจากสังคมไทย  

พร้อมย้ำทุกหน่วยงานต้องร่วมมือบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง  ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่และท้าทายอย่างมาก  หากทำได้สำเร็จจะสามารถลดความเดือดร้อนของประชาชนได้  เช่นเดียวกับการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ ที่มีของกลางยาบ้ากว่า 5 ล้านเม็ด  ซึ่งหากปล่อยให้หลุดรอดไปได้  จะส่งผลเสียหายกระทบตามมาเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน  จึงขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันสกัดจับเครือข่ายครั้งนี้ได้

ด้าน พลตำรวจตรี กฤตธาพล ยี่สาคร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 เปิดเผยถึงการจับกุมในคดีนี้ ว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 พบว่ารถยนต์คันดังกล่าว ขับผ่านพื้นที่ อ.ไชยปราการ, อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ โดยมีรถยนต์กระบะ ทะเบียน ผอ 4*** เชียงใหม่ ขับขี่ในลักษณะนำหน้ามาโดยตลอด โดยรถยนต์ทั้ง 2 คัน มุ่งหน้าเข้าสู่  อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ออกทำการตรวจสอบตามเส้นทางที่คาดว่ารถยนต์ทั้ง 2 คันจะขับผ่าน จนกระทั่งเวลา 04.30 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ยค 8*** เชียงใหม่ จอดอยู่บริเวณถนนเลียบลำน้ำปิง ใต้สะพานเฉลิมพระเกียรติ ถนนป่าตัน ต.ป่าตัน อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ โดยในกระบะหลังมีลักษณะเป็นโครงเหล็กเสริมและใช้ผ้าใบคลุม ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ได้รับแจ้งว่ามีการลำเลียงยาเสพติด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เรียกให้หยุดรถและได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ 

และได้ทำการตรวจสอบรถยนต์กระบะคันดังกล่าว พบนายณัฐพล สงวนนามสกุล ภูมิลำเนา อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ เป็นผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้สอบถาม  นายณัฐพลฯ โดย นายณัฐพลฯ ได้ให้การยอมรับว่า ตนได้ลำเลียงยาเสพติดจริง จากนั้นจึงได้ขอทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวนประมาณ 5,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณหลัง รถยนต์กระบะ และในเวลาต่อมาไม่นาน ได้พบรถยนต์กระบะ ทะเบียน ผอ 4*** เชียงใหม่ ขับเข้ามายังจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นรถนำสำรวจเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติด 

จึงได้เรียกให้หยุดรถ และได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอทำการตรวจค้น พบในรถยนต์กระบะคันดังกล่าวมี นายธนภัทร สงวนนามสกุล ภูมิลำเนา อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ เป็นผู้ขับขี่ และนายประสิทธิ์ สงวนนามสกุล ภูมิลำเนา อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ เป็นผู้โดยสารมาด้วย เจ้าหน้าที่จึงได้ขอทำการตรวจค้นตัว  ผลปรากฏไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแต่อย่างใด โดยทั้งสองได้ให้การยอมรับสารภาพว่า ทั้งสองเป็นผู้ขับขี่รถยนต์นำทางให้กับนายณัฐพลฯเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยในเส้นทาง จากนั้นจึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดนำส่งพงส.สภ.ช้างเผือก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่ พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทน เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้กำหนด Kick Off การแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล 2 เรื่อง ประกอบด้วย การพิจารณาใช้อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 5 (10) ในการกำหนดพื้นที่พิเศษ และโครงสร้างเฉพาะ เพื่อดำเนินการในพื้นที่ที่มีปัญหาการนำเข้ายาเสพติดรุนแรง ใน 15 อำเภอ ของ 3 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย และนครพนม

โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือที่ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ ซึ่งคิดเป็น 57 เปอร์เซ็นต์ ของการนำเข้าทั้งหมดในห้วงปี 2565 ที่ผ่านมา  ซึ่งหากเราสามารถสร้างแนวทางสกัดกั้นที่เข้มแข็งตรงจุดเหล่านี้ได้ จะช่วยลดปริมาณยาเสพติดที่นำเข้าสู่ประเทศไทยได้จำนวนมาก  ขณะเดียวกันจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการ Quick Win ในการนำผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการสำรวจกว่า 32,000 คน เข้ารับการบำบัดรักษา เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ชุมชน และขอฝากประชาชนทุกคนร่วมกันเป็นหูเป็นตา ดูแลครอบครัว คนใกล้ชิด ชุมชน หากพบเห็นเบาะแสยาเสพติดสามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. 1386

'สำนักพุทธฯ' ประสาน 'ตร.ไซเบอร์' จัดการเพจดัง ใช้ AI ทำภาพพระ 'เล่นกีตาร์-แข่งจยย.' ไม่เหมาะสม

(7 พ.ย. 66) นายสุพัฒน์ เมืองมัจฉา ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในฐานะโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า พศ.ทำหนังสือถึงตำรวจไซเบอร์ เพื่อขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบข้อมูล หลังจากที่ พศ.ตรวจพบมีเพจเฟซบุ๊กนำเสนอรูปภาพที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ที่สร้างขึ้นมาจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นภาพพระภิกษุกำลังเล่นดนตรี 9 ภาพ โดยอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ภาพลักษณ์ของทางคณะสงฆ์ และอาจทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความไม่สบายใจเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

นายสุพัฒน์ กล่าวว่า พศ.จึงขอความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อดำเนินการนำภาพที่ไม่เหมาะสมออกไป พร้อมกันนี้พศ.กำลังตรวจสอบแหล่งที่มาของภาพเอไอ พระสงฆ์แข่งจักรยานยนต์ เพื่อประสานตำรวจไซเบอร์ดำเนินการต่อไปด้วย

โฆษกพศ. กล่าวต่อว่า ขณะนี้พบว่ามีผู้ใช้เอไอไปสร้างภาพที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อคณะสงฆ์เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้ที่พบเห็นภาพดังกล่าวได้ และถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่มีการนำเอไอมาใช้สร้างภาพของพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมเสื่อมเสียแล้วนำส่งต่อในโลกออนไลน์ หากพบภาพที่สงสัยว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมเสื่อมเสียจริงหรือไม่ สามารถแจ้งมาได้ที่เบอร์โทร 0-2441-7992

‘แพทย์’ เตือน!! ไถฟีด ‘TikTok-Reels’ อาจกระตุ้นโรคจิตแฝง แนะ!! เล่นมากๆ จนเห็นภาพหลอน-สับสน ให้รีบพบจิตแพทย์

เมื่อวานนี้ (6 พ.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช’ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเพจ “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ระบุว่า

“เจอ case เล่น TikTok และ Reel กระตุ้นโรคจิตแฝง

เร็ว ๆ นี้ เจอคนไข้ผู้หญิงราชการ อายุ ราว 40 ปี เล่น TikTok ติดงอมแงมต่อมาเห็นภาพหลอน

คือปกติคนไข้หูแว่วประสาทหลอนนี่เป็นคนไข้จิตเวช แต่นี่รับปรึกษาอายุรกรรมสมอง เพราะเป็นเร็ว เป็นแปลก ๆ

คนนี้เล่น TikTok Reel มา 4 เดือน post ทุกวัน ดู video วน ๆ ไปมา กดทั้ง Like ทั้ง Share มันสนุกรู้ใจ หัวเราะไป หลุดโลกความจริง เขาว่างั้น จนผลิตคอนเทนต์เอง วิ่งตาม Like Share คือมีคนกด Like Share Comment มีความสุขโดพามีนหลั่ง

คนไข้คนนี้ 5 วัน บอกว่ามีคนกระซิบให้ทำ video อย่างนั้น อย่างนี้ บอกเทคนิค เริ่มหลอนเห็นคนคุยด้วยไปนั่น ‘เค้ามาแล้ว มากระซิบด้วย เห็นไหม มีผู้ชายใส่ชุดดำมาตาม’ จนญาติเอามาส่ง รพ.

เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเจอ เพราะเดือนก่อนก็เจอ ป้าคนนึงนั่งเล่น TikTok วนไป โลกหลุดไปอยู่ใน TikTok จนวนหาทางออกไม่เจอ พอมาในชีวิตจริงก็มีชีวิตหลอน TikTok หลุดออกมาอยู่ด้วย มีคนบอกให้ทำนั่นนี่

Video วน Loop และความหลอน เราก็สงสัย เราเล่นวนไป สนุกดีหัวเราะก๊าก ๆ ไม่เห็นเป็นไรเลย ไถไปเรื่อย ๆ เป็นวัน ลืมวันลืมคืนก็หนุกดี แต่คนที่มีโรคจิตแฝง หรือภาวะทางอารมณ์ไม่มั่นคงอาจไม่ใช่

คนเป็นจิตเภท Schizophrenia นี่บางทีแยกโรคจริง โรคไม่จริงไม่ออก และมักเสพคอนเทนต์หลุดจากความจริง ตัวอัลกอริทึ่มก็จับสิ คราวนี้ feed ใส่หนัก ๆ หลอนหนักไปอีก

Tammy Qiu จาก Stanford University Human-Centered Artificial Intelligence ได้กล่าวถึงความเห็นของนักจิตวิทยาที่มีต่อ social media ที่มีอัลกอริทึ่มสำหรับ feed ให้คนติดหนึบว่า

‘การออกแบบ video หรือ content และการไถฟีดแบบไม่สิ้นสุด แบบนี้เป็นออกแบบ แบบเหยื่อล่อสมอง หรือที่เรียกว่า Hook นั่นเอง โดยการออกแบบหวังเอาชนะการยับยั้งชั่งใจในสมอง โดยการกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีน (dopamine) ซึ่งเหมือนการเสพติดยาเสพติด’

และเราก็ทราบว่า เจ้า Dopamine นี้แหละ ที่ทำให้เกิดโรคจิตได้ด้วย คือมันแชร์จุดกำเนิดเดียวกัน ยาต้านโรคจิตจึงใช้ยาที่ต้านสาร Dopamine ไง เช่น Haloperidol

ในปี 2021 นักวิจัย Ghosh และคณะตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Recent Scientific Research ก็รายงานคนไข้ที่ติด video TikTok นี่แหละ แล้วก็เกิดอาการหลอนโรคจิตกำเริบแบบนี้เหมือนกัน บางคนหลอนมีคนสั่งนุ่นนี่

ส่วนตัวคิดว่า เหตุที่ทำให้หลอน ๆ จาก video platform แบบ TikTok Reel แบบนี้ เป็นได้หลายประการ การเล่นจนติดนาน ๆ กระตุ้น Dopamine สูงขึ้น นั่นก็เป็นสาเหตุของจิตหลอน ส่วนใหญ่คนปกติทั่วไปไม่น่าจะเป็นไร แต่ใครเป็น trait คือโรคจิตแฝงที่รอการกระตุ้นก็อาจแสดงอาการได้ง่ายขึ้น

Video ที่มีลักษณะหลอน ๆ มีเยอะ ทั้งที่แบบสาวจีนร้องเต้น ภาษาอะไรก็ไม่รู้วนไป วนมา นี่ก็หลอน คนทำเสียงดัง ๆ กรี๊ด ๆ ก็มี นี่ก็หลอน ที่ทำแบบ Live แล้วเจอกับคนที่ทำท่าแปลก ๆ พูดจาเหมือนหุ่นยนต์ แถมทำแบบนี้วนซ้ำ ๆ ที่เรียกว่า NPC Live หรือการแสดงเป็นบอต (bot) อันนี้ อาจารย์ว่าคนโรคจิตอาจดูหลอน ๆ ก็ได้นะ

อัลกอริทึ่มที่มันจะฟีดแต่เรื่อง ๆ ที่เราดู ก็จะทำให้คนที่ชอบดูอะไรแปลก ๆ หลอน ๆ ได้รับ ฟีดอยู่นั่นแหละนะ ไม่หลุดไปสักที อยู่ในโลกที่หลุดจากความจริง

ในทางกลับกัน คนที่เป็นโรคจิตเวช บางทีก็ไม่กล้า หรือไม่อยากออกไปสังคม ก็ใช้ TikTok Reel หรือ social media อื่น ๆ นี่แหละเป็นช่องทาง

อาจารย์แนะนำว่า ดูแลบุตรหลาน หรือคุณแม่ที่แก่เฒ่าหน่อย ว่าเล่นมากไปไหม เล่นแล้วมีสับสนใน social media กับความจริงไหม หรือดูแล้วหลอนไหม หากมีก็ชวนกันไปเจอจิตแพทย์ครับ

อาจารย์สุรัตน์

ป.ล.คือ ข้อดีมันก็มีนะครับ คลิปการสอนสุขภาพ คลิปสอนการเรียน คลิปกลุ่มอ่านหนังสือ ครับ เสพอย่างมีสติครับ”

'หมีหมา' บุกห้องครัวแก่งกระจานกลางดึก ชาวเน็ตแซว!! หิวเก่ง จนท.เผยชื่อ 'ทุเรียน'

(7 พ.ย.66) กลางดึกวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้โพสต์ภาพหมีหมา ชื่อเจ้าทุเรียน ได้บุกเข้ามาในครัวของที่พักเจ้าหน้าที่อุทยานฯ

โดยเพจได้โพสต์แซวว่า “แม่ครัวครับ…เอาผัดกะเพราไข่ดาว 1 จานครับขอแบบพิเศษนะครับ มุมน่ารักของเจ้าหมีที่ชื่อทุเรียน555 #หมีหมาหรือหมีคน #เจ้าทุเรียนตัวแสบ555”

ภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะความน่ารัก อีกทั้งยังแซวกันให้พรึบว่า… 

“สงสัยหิว หิวเก่ง หิวบ่อย หรือหิวตลอดเวลา”
“นี่แหละเชฟหมีตัวจริง”
“จะโดนแม่ครัวกินไหมคะ”
“น้อนนน”
“น่ารักอะ”
“นั่งคอยเรียบร้อยมากๆๆ”
“นั่งรอแป๊บนะพี่ เดี๋ยวทำให้”
“55 ความพยายามสูงครับ มาทุกคืน”

ทั้งนี้ ยังมีผู้เผยด้วยว่านอกจากมีหมีที่ชื่อทุเรียนแล้ว ก็ยังมีอีกตัวที่ชื่อขนุนด้วย

และล่าสุด นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ตามที่มีภาพข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ถ่ายภาพหมีในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโพสต์ใน Tiktok ภาพดังกล่าวเป็น หมีหมาหรือหมีคน (Malayan Sun Bear) ชื่อวิทยาศาสตร์ Helarctos malayanus พบได้ที่หน่วย กจ.4 บ้านกร่าง ซึ่งนักท่องเที่ยวพบเห็น และสามารถถ่ายภาพได้ทุกวัน เจ้าหน้าที่ตั้งชื่อให้ว่า ‘น้องขนุน’ มีตำหนิรูปพรรณที่บริเวณหน้าจะมีรอยแผลเป็นค่อนข้างเยอะ และจุดสีดำบริเวณสัญลักษณ์ตัวยูที่หน้าอกด้านขวา

ส่วนภาพหมีหมาที่พบว่ากำลังนั่งบนโต๊ะกินข้าว เจ้าหน้าที่ตั้งชื่อให้ว่า ‘น้องทุเรียน’ เป็นหมีที่พบประจำที่หน่วย กจ.19 เขาพะเนินทุ่ง ตำหนิรูปพรรณที่บริเวณหน้าจะมีรอยแผลเป็นค่อนข้างเยอะ และจุดสีดำบริเวณสัญลักษณ์ตัวยูที่หน้าอกด้านขวา

หมีทั้งสองตัว มีความคุ้นเคยกับการกางเต็นท์ของนักท่องเที่ยวและเป็นหมีนิสัยดี ไม่ดุร้าย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้เตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้นำอาหารไปไว้ในเต็นท์ และเฝ้าระวังไม่ให้หมีมารบกวนเต็นท์พัก และตักเตือนนักท่องเที่ยวให้อยู่ในระยะปลอดภัยขณะถ่ายภาพ และไม่ควรให้อาหารสัตว์ป่า อันจะทำให้สัตว์ป่าเสียสัญชาตญาณการดำรงชีวิตในธรรมชาติ

สำหรับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีข้อมูลการศึกษาวิจัยพบการกระจายพันธุ์ของหมีทั้งสองชนิดคือ หมีหมา (Helarctos malayanus) และหมีควาย (Ursus thibetanus) หรือที่เรียกว่า ‘หมีคอวี’ ซึ่งมาจากลักษณะทางกายภาพที่หมีควายมีขนสีขาวบริเวณหน้าอกเป็นรูปตัววี

ส่วนหมีหมา เป็นหมีที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร ขนตามตัวสั้นสีดำปนสีน้ำตาล ขนบริเวณอกโค้งเป็นรูปตัว U สีขาวนวล บริเวณหน้าตั้งแต่ตาไปถึงปลายจมูกสีค่อนข้างขาว หรือน้ำตาลอ่อน ปกติหมีหมาหากินกลางคืน บางครั้งก็ออกหากินกลางวัน มักหากินเป็นคู่ อยู่ในป่าทึบ ไม่ชอบอยู่ตามเขา ดุร้ายและขึ้นต้นไม้เก่งกว่าหมีควาย มีอุปนิสัยโมโหง่าย ชอบนอนบนต้นไม้หรือตามโพรงไม้สูงๆ ไม่ชอบนอนพื้นดิน บางครั้งร้องคล้ายเสียงสุนัขเห่ากระโชก จึงเรียกว่า หมีหมา เมื่อยืน 2 ขา จะยืนตัวตรง จึงเรียกอีกชื่อว่า หมีคน 

(สุรินทร์) มทบ.25 ร่วมบริจาค “วันรวมน้ำใจหลั่งไหลสู่กาชาดสุรินทร์ ประจำปี 2566” เพื่อสนับสนุนภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 เวลา 10.00 น. พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พันเอก รัตนศักดิ์ สิงห์สนั่น เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 25  ร่วมบริจาคเงินและสิ่งของ “วันรวมน้ำใจหลั่งไหลสู่กาชาดสุรินทร์ ประจำปี 2566” เพื่อสนับสนุนภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์  ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ โดยมี นายพิจิตร  บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อม นางนุชจรินทร์  บุญทัน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์/ประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทย คณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ ร่วมรับบริจาคเงินและสิ่งของ จาก พันเอก จิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พันตำรวจเอก สุคนธ์ ศรีอรุณ รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ พันเอก สุดใจ แพงพรมมา สัสดีจังหวัดสุรินทร์ พันเอก จิตรกร  จันทร์สว่าง รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์(ท) นายอำเภอทุกอำเภอ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน บริษัท ห้างร้านต่างๆ ตลอดจนประชาชนชาวจังหวัดสุรินทร์ที่มีจิตใจอันเป็นกุศล ร่วมบริจาคให้กับเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ ร่วมบริจาค ในงาน “วันรวมน้ำใจหลั่งไหลสู่กาชาดสุรินทร์ ประจำปี 2566“

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้สนับสนุนภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ อาทิ การดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศล การดำเนินโครงการในพระราชดำริ การช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย การสังคมสงเคราะห์ราษฎรผู้ยากไร้ และด้อยโอกาสในสังคม  การสนับสนุนกิจการยุวกาชาด อาสากาชาด จิตอาสากาชาด และกิจการอื่นๆ ของสภากาชาดไทย เป็นต้น ซึ่งการปฏิบัติภารกิจไม่มีงบประมาณสนับสนุนจากสภากาชาดไทยแต่อย่างใด จึงจำเป็นต้องหารายได้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจเหล่านี้ ซึ่งงานวันรวมน้ำใจหลั่งไหลสู่กาชาดสุรินทร์ 2566 มีหน่วยงานเข้าร่วมและบริจาคเป็นจำนวนเงินข้างต้นในวันงาน ยอดบริจาคกาชาด จำนวน 2,080,002 บาท  (สองล้านแปดหมื่นสองบาทถ้วน)

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

พม. จับมือ ศูนย์พึ่งได้ รพ.ตำรวจ และเครือข่าย ปลุกกระแสสังคม เดินรณรงค์ใจกลางกรุง ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว 

วันนี้ (7 พ.ย. 66) เวลา 13.30 น. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ เพจ Because We Care และ ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลตำรวจ จัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว โดย นางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และ พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล ศรีสง่า โฆษกโรงพยาบาลตำรวจ และที่ปรึกษาปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้านสื่อสารสังคม พร้อมด้วยนางสาวนดา บินร่อหีม ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ร่วมติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวให้กับ พลตำรวจโท ทวีศิลป์  เวชวิทารณ์ รักษาราชการเเทน นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) โรงพยาบาลตำรวจ และคณะผู้บริหาร อีกทั้งมอบเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวและสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงในสังคมในทุกรูปแบบ ณ ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ  

นางสุดา กล่าวว่า กิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว จัดขึ้นเนื่องในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็น "เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว" เพื่อมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทั้งต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว รวมไปถึงความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ โดยให้สังคมได้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการป้องกันและขจัดความรุนแรง ด้วยการติดริบบิ้นสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ใช้ในการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ด้วยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย และไม่กระทำรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ในทุกรูปแบบ 

พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กล่าวว่า วันนี้ ผู้แทนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และประชาสังคม ประกอบด้วย กระทรวง พม. ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลตำรวจ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. 1300  สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ทีมประชาสัมพันธ์ พม. มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) และบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จํากัด (มหาชน) (TTA) ร่วมเดินรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว เริ่มจากโรงพยาบาลตำรวจไปยังบริเวณลานน้ำพุ ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยร่วมติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวให้กับ นายสุทรรศชัย พลายแก้ว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และคณะผู้บริหาร พร้อมทั้งมอบเข็มกลัดริบบิ้นสีขาว เพื่อร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ

พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ มีการเยี่ยมศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจรที่ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างบูรณาการแบบครบวงจรในรูปแบบศูนย์บริการแบบครบวงจร (One Stop Crisis Center) หรือ OSCC

หากพบเห็นการกระทำความรุนแรงในสังคมไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็ตาม  สามารถแจ้งเหตุได้ที่ 1) ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. 1300 2) ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลตำรวจ 3) เพจ FACEBOOK "Because We Care" และ 4) Line OA "ESS Help me" เพียงกดเพิ่มเพื่อน @esshelpme 

#ช่วย24ชั่วโมง #พม24ชม #ข่าวพม #esshelpme #วราวุธรับฟังทำจริง #พมพอใจให้ทุกวัยพึงพอใจในพม #กระทรวงพม #รมวพม #รับฟังทำจริง #ศรส #ศูนย์พึ่งได้ #becausewecare

"รองฯต่าย ควง รรท.ผู้ช่วยฯอ้อ"ตรวจเยี่ยมมอบนโยบาย บช.ก.เร่งรัดติดตามความคืบหน้าโครงการ Big Data พร้อมสั่งกำชับ เพิ่มขีดความสามารถบูรณาการร่วมกับหน่วยปฎิบัติของพื้นที่ 

วันนี้ (7 พ.ย.66) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.(ปป) และ พล.ต.ท.อัคราเดช  พิมลศรี ผบช.ภ.6 รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป 5) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม รับฟัง และมอบนโยบายการดำเนินการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เรื่อง ความคืบหน้าและแนวทางดำเนินการโครงการระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data), แนวทางการจัดทำข้อมูลผู้มีอิทธิพลการควบคุมและปราบปราม, แผนมาตรการแนวคิดในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการป้องกันและปราบปรามของหน่วย ตลอดจนการบูรณาการกับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ โดยมี รอง ผบช.ก. และ ผบก. ในสังกัด และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมและบรรยายสรุป

โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้กำชับให้จัดทำมาตรฐานและรูปแบบในการจัดทำฐานข้อมูลสำหรับงานป้องกันปราบปรามพร้อมจัดทำแผนการทำงาน แบบบูรณาการร่วมกันระหว่างกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและหน่วยพื้นที่

ด้าน พล.ต.ท.อัคราเดช  ได้สั่งการในที่ประชุมว่า ขอให้ บช.ก.ใช้ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และเครื่องมือพิเศษที่มี สนับสนุนการทำงานของตำรวจพื้นที่ พร้อมทุกอย่างเป็นผลงานขององค์กรเหมือนกัน

พิษณุโลก  กองทัพภาคที่ 3 รับมอบผ้าห่มกันหนาว จาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร จาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 ในโอกาสมอบผ้าห่มกันหนาว ให้กับกองทัพภาคที่ 3 ณ บริเวณหน้าห้องรับรอง กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เมือง  จ.พิษณุโลก 

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 โดยคุณ อนันต์  อมรประภาวัฒน์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ โครงการผลิตบนฝั่ง (ประเทศไทย) และคณะ ได้เข้ามอบผ้าห่มกันหนาว จำนวน 3,000 ผืน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมากองทัพภาคที่ 3 ได้รับความอนุเคราะห์จาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 มาด้วยดีโดยตลอด พร้อมกันนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 ยังได้มอบหนังสือขอบคุณและของที่ระลึกให้กับ คณะผู้บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 เพื่อเป็นการขอบคุณอีกด้วย

กองทัพภาคที่ 3 เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศ และสภาพอากาศ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการเกิดภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกฤดู ทางกองทัพภาคที่ 3 จะได้นำผ้าห่มกันหนาวที่ได้รับมอบนี้ ไปมอบให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและประสบภัยในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป

ปรีชา นุตจัรส รายงานข่าวพิษณุโลก

สงขลา-แม่ทัพภาค 4 ร่วมกับวัดนาทวี จัดงานดำนา ที่ นาทวี

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2566  ที่ ศูนย์การเรียนรู้พระอาจารย์ภัตร อริโย  ตำบลนาหมอศรี  อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา พลโท ศานติ ศกุนตนาค  แม่ทัพภาค 4  เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรม "พลิกนาร้าง เป็นนารักษ์ " ปีที่ 6  โดยมีนายไพเจน มากสุวรรณ์  นายก อบจ.สงขลา พร้อมด้วย พล.ต.ต.เชาวลิต เลี้ยงสุพงศ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา, พล.ต. อภินันท์ แจ่มแจ้ง ผบ.พล.ร.5, นายวุฒิศักดิ์ เพชรมีศรี เกษตรจังหวัดสงขลา, นายเชิดพงศ์ ใจตรง นายอำเภอนาทวี, นายธนิศร์ ทองสุข ส.อบจ.เขตอำเภอนาทวี  ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และพี่น้องประชาชน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดกิจกรรมด้วยการดำนาสาธิต และร่วมกิจกรรมดำนา เยี่ยมชมนิทรรศการของรัฐวิสาหกิจชุมชนของชาวบ้าน และชมการแสดงของนักเรียน จากโรงเรียนนาทวีวิทยาคม และกลุ่มสตรีอำเภอนาทวี  ซึ่งได้ร่วมแสดงให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมดำนาได้รับชม ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจากพระครูสุวัฒนาภรณ์  รองเจ้าคณะจังหวัดสงขลา/เจ้าอาวาสวัดนาทวี และชมรมโต๊ะอิหม่ามจังหวัดสงขลา ได้กล่าวปาฐกะถา ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ 

สำหรับกิจกรรมการดำนา สืบสานประเพณีวัฒนธรรม "พลิกนาร้าง เป็นนารักษ์ ปีที่ 6  มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ได้ร่วมกันฟื้นฟูนาข้าวที่ถูกทิ้งร้างให้กลับมาทำนาข้าวได้อีกครั้ง ขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักทางศาสนา "ขยายผลสู่ หมู่บ้านศีลธรรม" และ โครงการหมู่บ้านยั่งยืน (sustainable village) "ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและจัดการสิ่งแวดล้อมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง"

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความกตัญญูกตเวทิตาและสำนึกในพระคุณ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความกตัญญูกตเวทิตาและสำนึกในพระคุณ  ให้การสนับสนุนหีบบรรจุร่าง ถุงซิป และผ้าดิบ พร้อมกำลังทีมบรรเทาสาธารณภัย ในพิธีเคลื่อนย้ายร่าง “อาจารย์ใหญ่” ผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา เพื่อรอประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนพพร ปัญญาวีราภรณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ พร้อมด้วย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ รักษาการหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย นำกำลังทีมบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับคณะอาจารย์และนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ให้การสนับสนุน ประกอบพิธีเคลื่อนย้ายร่างผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา (อาจารย์ใหญ่) ประจำปีการศึกษา 2565 จำนวน 400 ร่าง เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา และสำนึกในพระคุณของอาจารย์ใหญ่ โดยมูลนิธิฯ ให้การสนับสนุนหีบบรรจุร่างอาจารย์ใหญ่ จำนวน 360 ใบ พร้อม ถุงซิปสำหรับบรรจุร่าง และผ้าดิบ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 579,546 บาท (ห้าแสนเจ็ดหมื่นเก้าพันห้าร้อยสี่สิบหกบาทถ้วน) พร้อมทั้งจัดกำลังทีมบรรเทาสาธารณภัย ทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ดำเนินการบรรจุและเคลื่อนย้ายร่างอาจารย์ใหญ่ เพื่อรอประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ) โดยได้ดำเนินการบรรจุร่างและทยอยเคลื่อนย้ายร่างอาจารย์ใหญ่ไปยังวัดต่างๆ เรื่อยมา นับตั้งแต่ได้รับการประสานงาน

อาจารย์ใหญ่ เป็นชื่อที่แพทย์ทุกคนใช้เรียกผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาด้านการแพทย์ เพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติที่อุทิศร่างเพื่อเป็นครูสอนนิสิตแพทย์ เพื่อนำความรู้นั้นไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยให้หายจากอาการเจ็บป่วย และสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุขได้อีก ตราบชั่วชีวิตของการเป็นแพทย์ จึงนับว่าการอุทิศร่างกาย เพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นการทำกุศลครั้งสุดท้ายแห่งชีวิต  ที่สร้างคุณประโยชน์ให้วงการแพทย์เป็นอย่างมาก โดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ให้การสนับสนุนคณะแพทยศาสตร์จากสถาบันต่างๆ อาทิ หีบบรรจุร่างอาจารย์ใหญ่ พร้อมถุงซิป และกำลังทีมบรรเทาสาธารณภัยในการบรรจุและเคลื่อนย้ายร่างอาจารย์ใหญ่เพื่อประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ) 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขอขอบพระคุณ อาจารย์ใหญ่ทุกท่านที่เสียสละอุทิศร่างกาย เพื่อการศึกษาของนิสิตแพทย์ และเพื่อให้นิสิตแพทย์เหล่านี้เติบใหญ่เป็นแพทย์ที่ดีมีคุณธรรมต่อไปในอนาคต

ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

สภ.เมืองสมุทรปราการ “ปล่อยแถวภารกิจดูแลรักษาความปลอดภัยงานเจดีย์และงานกาชาด 2566”

ลงพื้นที่คุมเข้มด้านความปลอดภัย พร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนที่มาร่วมงานการชาดประจำปีเจดีย์ปากน้ำ กำชับ! เจ้าหน้าตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบลงพื้นที่กว่า 200 นายทุกวัน
เมื่อวันที่ 6 พ.ย.66 เวลา 20.00 น. ที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ พ.ต.อ.นพดล ช่างเรือน ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ,พ.ต.ท.ไมตรี บูรณทอง รอง ผกก.ป.สภ.เมืองสมุทรปราการ, พ.ต.ท.ยอดรัก กิตติลัภนะรัตน์ สว.สส.สภ.เมืองสมุทรปราการ ร่วมกันปล่อยแถวระดมข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัย ภายในงานองค์พระสมุทรเจดีย์และกาชาด 2566 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-14 พ.ย.66 

ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ ยังได้กำชับการปฏิบัติเพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นภายในพื้นที่
จัดงานดังกล่าว โดยเน้นย้ำการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบราม ตามนโยบายของ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ซึ่งรายละเอียด ดังนี้

1.กำชับ เร่งรัดกวดขันการกระทำความผิดเกี่ยวกับสถานบริการในพื้นที่ ไม่ให้มีเยาวชนเข้าไปใช้บริการ ยาเสพติด เปิดเกินเวลา อย่าให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด ทำการเชิญผู้ประกอบร่วมประชุมทำความเข้าใจ กำชับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย
2.กวดขัน จับกุม การกระทำความผิดเกี่ยวกับอบายมุข การพนัน ทุกรูปแบบ ทุกพื้นที่ต้องไม่มีโดยเด็ดขาด
3.ให้มีการปิดล้อมตรวจค้นประจำสัปดาห์ กก.สส.ฯ กำหนดเป้าหมายให้แต่ละสภ.ฯ และต้องดำเนินการขอหมายค้นทุกเป้าหมาย การเข้าปฏิบัติต้องวางแผนก่อนทุกครั้งเพื่อให้เกิดความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไม่มีการสูญเสีย
4.งานจราจร เจ้าหน้าที่ต้องออกมายืนปฏิบัติหน้าที่บนถนนตามจุดที่มีปัญหา ในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อให้บริการพี่น้องประชาชน แก้ปัญหาจราจร ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผู้บังคับบัญชาควบคุมการปฏิบัติ
5.การป้องกันเหตุธนาคาร ร้านค้าทองในพื้นที่ ออกแผนให้ครอบคลุม รัดกุม กวดขันตรวจตราอย่าให้มีเหตุเกิดในพื้นที่
6.เหตุ นร. ทะวิวาทในพื้นที่ให้เชิญสถาบันมาร่วมประชุมกำหนดมาตรการป้องกัน และตรวจจุดเสี่ยงอย่าให้มีเหตุเกิด
7.กำชับความประพฤติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมาย การเรียกรับ หรือ แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ทุกช่องทาง ต้องไม่เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาต้องสอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งนี้ ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ ยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย

โดยมีการปล่อยแถวข้าราชการตำรวจเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยของวันระหว่างการจัดงาน รวมถึงการจัดตั้งจุดตรวจทุกช่องทางเข้าออกงาน ตรวจอาวุธกลุ่มผู้มาร่วมงานที่มีลักษณะต้องสงสัยเพื่อสกัดกั้นการเกิดเหตุทะเลาะวิวาท ในการเฝ้าระวังกลุ่มวัยรุ่นทั้งคนไทย และต่างด้าวก่อเหตุทะเลาะวิวาท, เหตุล้วงกระเป๋า,เหตุเด็กหลงกับผู้ปกครอง โดยบูรณาการกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและดูแลความสงบเรียบร้อย ภายในงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์  สำหรับในส่วนด้านการจราจร ทั้งภายในงานและส่วนการจรจรรอบนอกงาน ซึ่ง สภ.เมืองสมุทรปราการ ได้มีการจัดทำช่องทางการเดินเท้าให้เหมาะต่อการเคลื่อนย้าย ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินและเกิดความวุ่นวายขึ้น   พร้อมทั้งขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องประชาชนที่ต้องการมาร่วมงาน ใช้ขนส่งสาธารณะในการเดินทาง เพื่อลดความแออัดการจราจรบริเวณการจัดงานและพื้นที่ใกล้เคียง

มุกดาหาร กฐินน้ำบูชาพญานาค “มหัศจรรย์พญานาคราชลุ่มน้ำโขงเรืองแสง” แผ่รัศมีบันดาลสุขมอบโชคชัยคืนลอยกระทง 

จังหวัดมุกดาหาร กำหนดในวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2566 (ตรงกับวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำเดือน ๑๒) 26 พย.จุดเทียนขึ้นภูบูชาพระใหญ่ 27 พย.บ่ายทอดกฐินน้ำบูชาพญานาค ณ ปากถ้ำพญานาค กลางลำน้ำโขง กลางคืน ตรงลอยกระทง “มหัศจรรย์พญาอนันตนาคราชลุ่มน้ำโขงเมืองมุกดาหารเรืองแสง” เปล่งประกายแผ่รัศมีสีแสงให้ประชาชนได้ชื่นชม อำนวยชัยให้ศิษย์พญานาค ผู้ศรัทธา และประชาชนที่ได้เห็นรับโชคชัย 

พ.ต.ท.ดร.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ด้วยจังหวัดมุกดาหาร องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลเมืองมุกดาหาร เทศบาลตำบลบางทรายใหญ่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด หอการค้า YEC สภาอุตสาหกรรม สมาคมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัด ท่าทรายอัญเชิญสถิต มูลนิธิการกุศลมุกดาหารเต็กก่าจีหมกเกาะ ผู้ประกอบการในแม่น้ำโขง ห้างยักษ์ร้านใหญ่ เหล่าสานุศิษย์สายพญานาค และประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกันจัดงานกฐินน้ำบูชาพญานาค ปีที่ 16 กำหนดในวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2566 (ตรงกับวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำเดือน ๑๒) 

26 พย. ช่วงเย็นจุดเทียนขึ้นภูบูชาพระใหญ่ ณ องค์พญานาคฟ้า 27 พย. เวลาบ่ายทอดกฐินน้ำบูชาพญานาค ณ จุดที่เชื่อกันว่าเป็นถ้ำพญานาคใต้พิภพ กลางลำน้ำโขง ภาคกลางคืน “พญาอนันตนาคราชลุ่มน้ำโขงมุกดาหารเรืองแสง” เปล่งประกายแผ่รัศมีสีแสงกลางลำน้ำโขงให้ประชาชนได้ชื่นชม อำนวยโชคชัยความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ขับไล่โรคภัยไข้เจ็บให้ศิษย์พญานาค ผู้ศรัทธา และประชาชนที่ได้เห็นได้รับบุญกันทั่วหน้า คืนลอยกระทง 
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด กล่าวต่อว่า สำหรับพิธีทอดกฐินน้ำ บูชาพญานาค ปีที่ 16 กำหนดจัดขึ้นบนเรือบัครับน้ำหนักได้กว่า 50 ตัน ล่องเรือสู่ทิศเหนือกลางลำน้ำโขง ณ จุดที่เชื่อกันว่าเป็นถ้ำพญานาคที่อยู่ใต้พิภพ ณ บริเวณศาลพญานาคสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 มุกดาหาร สะหวันนะเขต สำหรับกลางคืนวันที่ 27 พย. ตรงกับคืนลอยกระทง “มหัศจรรย์พญาอนันตนาคราชลุ่มน้ำโขงมุกดาหารเรืองแสง” พญานาค 2 ตน ลำตัวยาว 30 เมตรเศษ และ 20 เมตรเศษ ล่องลอยอยู่กลางลำน้ำโขง แสดงอภินิหารของพญานาคาผู้ทรงฤทธิ์ในลุ่มน้ำโขง เปล่งสีแสง แผ่รัศมีให้เหล่าสานุศิษย์และประชาชนผู้ศรัทธาได้รับบารมีของแสงที่ส่องออกจากตัวพญานาคสู่โลกมนุษย์ งานนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดดำเนินการเต็มพลัง

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่า “มหัศจรรย์พญาอนันตนาคราชลุ่มน้ำโขงมุกดาหารเรืองแสง” คาดว่าจะมีกลุ่มลูกศิษย์ผู้ศรัทธาองค์พญานาคทั่วประเทศ ประชาชนผู้ศรัทธาองค์พญานาคและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในลุ่มน้ำโขง หลังจากมีกฐินพญานาค 3 พิภพเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขอเชิญกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ เดินทางมาร่วมสักการะบูชาพญานาคลุ่มน้ำโขงมุกดาหาร ขอเชิญผู้ศรัทธานักท่องเที่ยวทุกท่านร่วมขอโชคขอพรพญานาค 3 พิภพ ที่จังหวัดมุกดาหาร เป็นกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น เป็นการสร้างงานสร้างเงินให้การท่องเที่ยวชุมชนในภูมิภาคนี้ จังหวัดตั้งใจที่จะจัดงานนี้ให้ยิ่งใหญ่สมความเข้มขลังของสิ่งสักสิทธิ์ที่อยู่ในลุ่มน้ำโขง
จึงขอเรียนเชิญลูกศิษย์ผู้ศรัทธาองค์พญานาคทุกท่านทุกแห่งทั่วโลก ท่านที่เคารพศรัทธาองค์พญานาค และประชาชนนักท่องเที่ยวทุกท่าน ร่วมงานกฐินน้ำบูชาพญานาค กลางลำน้ำโขง ที่จังหวัดมุกดาหาร พร้อมร่วมงาน “มหัศจรรย์พญาอนันตนาคราชลุ่มน้ำโขงมุกดาหารเรืองแสง” เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ท่าน คนรัก และครอบครัว ++++

เด็กๆ เศร้า!! ซ้อมเต้นรอเก้อ ถูกหลอกจะมาเลี้ยง 'ไก่ทอด-มอบทุน' แต่ยังดี!! มีผู้ใหญ่ใจดีตัวจริงมาช่วยเยียวยาแทน หลังโพสต์แพร่สะพัด

(7 พ.ย.66) จิตใจทำด้วยอะไร…เมื่อเฟซบุ๊กโรงเรียนบ้านป่าหัด อำเภอปัว จังหวัดน่าน ได้โพสต์ข้อความต้อนรับ เภสัชกรหญิงรายหนึ่งและคณะ โดยระบุไว้ว่า…

“โครงการ #อุ่นน้องท้องอิ่ม ในปี 2566 นี้ วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน เป็นโครงการที่ ภกญ.xxxx และเพื่อนๆ กลุ่มเภสัชกร & เพื่อนๆ กลุ่มรร.มัธยมศึกษา 1-6 ได้จัดทำขึ้น ให้กับน้องๆ ตามรร.ต่างๆ ทุกๆ จังหวัดได้รับความอบอุ่น & อิ่มท้อง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสุข ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นที่ จ.น่าน เป็น รร.แรก คือ โรงเรียนบ้านป่าหัด อำเภอปัว จังหวัดน่าน 

ทางคณะเราขอส่งมอบเสื้อวอร์ม คนละ 1 ชุด ให้กับน้องๆ ทุกคน รวม 117 ชุด เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว น้องๆ จะได้รับทุนการศึกษาคนละ 1,000 บาท ทุกคนรวม 117 คน เพื่อใช้จ่ายในด้านอุปกรณ์การเรียน น้องๆ ได้รับความอบอุ่นแล้ว ท้องก็ต้อง อิ่มด้วย ขอขอบคุณ เคเอฟซี ป.ต.ท ปัว ในด้านบริการ อาหารกลางวันให้กับน้องๆ ทั้งหมด 117 ชุด พร้อมคณะอาจารย์ทุกท่านและคณะทางเรา ได้อิ่มท้องแล้วพบกันค่ะ” 

ขณะที่ทางโรงเรียนและนักเรียนก็จัดสถานที่ จัดทำป้ายต้อนรับคณะผู้ใหญ่ใจดีพร้อมทั้งเด็กๆ นักเรียนก็ซ้อมทำการแสดงไว้รอต้อนรับอย่างมีความหวังและตื่นเต้นกันสุดๆ แต่แล้วเมื่อถึงเวลานัดหมายคือวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มเภสัชกร ไม่สามารถติดต่อได้และปิดเฟซบุ๊กไป คณะครูจึงได้ทำการตรวจสอบจึงพบว่าเป็น มิจฉาชีพ สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับทางโรงเรียน ทางผู้บริหารได้ดำเนินการแจ้งความไว้เป็นคดีความเรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่โพสต์นี้ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ได้มีผู้ใหญ่ใจดีเข้ามาเยียวยาจิตใจเด็กๆ ด้วยการสมทบทุนกันซื้อไก่ทอด KFC ให้เด็กๆ ได้กินกันอย่างมีความสุข 

ชื่นชม!! 'น้องฮาคิม' นักเรียนสุดเก่งจาก รร.สหวิทย์ วัย 10 ขวบ คว้า 2 เหรียญทอง 1 รางวัลรองชนะเลิศ แข่งขันดนตรีไทย ประเภทเครื่องตี

(7 พ.ย.66) น้องฮาคิม หรือ ด.ช.นักปราชญ์​ พัฒนะ​พีระ​พงศ์​ หนุ่มน้อยวัย 10 ขวบ ปัจจุบันศึกษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสหวิทย์ เป็น 1 ในเยาวชน จาก 1,065 คนทั่วประเทศไทย ที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศและคว้ารางวัลจากการประกวดดนตรีไทยชิงถ้วยพระราชทานฯ ‘Big C โสตศิลป์ สืบสาน ดนตรีไทย’ มาได้สำเร็จ

ซึ่ง ‘น้องฮาคิม’ เล่าว่า “โจทย์ในครั้งนี้สุดหิน เพราะเป็นการแข่งขันดนตรีไทยสร้างสรรค์ มีทั้งเครื่องดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบจากทั่วประเทศ”

แต่ถึงจะยากแค่ไหน ‘น้องฮาคิม’ ก็คว้ามาได้ถึง 2 เหรียญทอง กับ 1 รางวัลใหญ่ ประกอบด้วย…

- รางวัลเหรียญทอง รายการเครื่องตี ประเภทเดี่ยว รุ่นอายุ 6-12 ปี
- รางวัลเหรียญทอง และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 รายการเครื่องตี ประเภทคู่ รุ่นอายุ 6-12 ปี

“การแข่งขันครั้งนี้ยากและท้าทายมากทั้งแบบประเภทคู่และประเภทเดี่ยว ผมใช้เวลาฝึกซ้อมนานและเหนื่อยมากๆ แต่พอได้รางวัลก็รู้สึกภูมิใจ ต้องขอขอบคุณครอบครัวที่สนับสนุนในสิ่งที่ผมรัก ขอบคุณครูเก่ง พรเทพ สุขอุดม ที่ทำทางเพลงและฝึกซ้อมให้ คุณครู ผม และเพื่อน ตั้งใจทำโชว์นี้ออกมาให้ดีที่สุดแล้วมันก็ดีมากๆ หลายคนชมหลายคนชอบมันคือรางวัลจริงๆ แต่อยากบอกเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ไม่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ว่าไม่เสียใจ เพราะการที่ได้เข้ารอบมาในครั้งนี้ไม่ง่าย ทุกคนเก่งมากๆ แล้วครับ และอยากฝากให้เยาวชนไทยหันมาเล่นดนตรีไทยกันเยอะๆ เพราะดนตรีไทยเป็นสมบัติของชาติไทยครับ” น้องฮาคิม กล่าว

ผบ.ตร.จัดสภากาแฟหารือผู้บริหาร ตร. พร้อมด้วย ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตผู้บังคับบัญชา ขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อดูแลตำรวจและประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพ ทั้งหารือแก้ไขคำสั่งระเบียบพนักงานสอบสวน ให้ทำงานคล่องตัวมีประสิทธิภาพ

วันนี้ (7 พ.ย.66) เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ และ พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช รรท.รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย ผู้ช่วย ผบ.ตร. , ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ , พล.ต.อ.วินัย ทองสอง , พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ , ดร.ประทิต สันติประภพ , อดีตผู้บังคับบัญชา และผู้บัญชาการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมหารือ “สภากาแฟ” ขับเคลื่อนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   

ระหว่างการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ ได้มีการหารือประเด็นการแก้ไขปรับปรุงคำสั่ง 419/2556 เพื่อให้พนักงานสอบสวนทำงานได้คล่องตัวมีประสิทธิภาพ เข้ากับบริบทสังคม ให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการเพิ่มค่าตอบแทน ค่าสำนวนให้พนักงานสอบสวนให้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกระบวนการยุติธรรมหน่วยงานอื่น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้พนักงานสอบสวน 

นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยแนวทางการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในภาพรวม ที่ได้รับคำชี้แนะ คำแนะนำที่มีประโยชน์จาก ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตผู้บังคับบัญชา ในการขับเคลื่อนองค์กร ดูแลสวัสดิการ ขวัญกำลังใจ การเจริญเติบโตของข้าราชการตำรวจ รวมถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล

ทั้งนี้ การพูดคุยหารือในรูปแบบสภากาแฟ เป็นดำริของ ผบ.ตร.ที่ต้องการรับฟังความเห็นจาก รอง ผบ.ตร. ,ผู้ช่วย ผบ.ตร. , ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตผู้บังคับบัญชา ในการขับเคลื่อนนโยบายของ ตร. อีกทั้งเป็นการแสดงถึงความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียวขององค์กรในการขับเคลื่อน ตร.เพื่อดูแลข้าราชการตำรวจ และพี่น้องประชาชน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top