Wednesday, 29 July 2026
NEWS

สถาบันพระปกเกล้า นำ 4 หลักสูตร “ปปร.25-สสสส.12-ปรม.21-ปศส.20” เข้ารับประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้า

วันที่ 19 ธันวาคม ที่ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีมอบประกาศนียบัตรชั้นสูงกิตติมศักดิ์ พร้อมเข็มพระปกเกล้า เข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้า 

โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานว่า กระผม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย คณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า คณาจารย์ ผู้บริหาร ผู้เข้ารับเข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูงพร้อมเข็มพระปกเกล้าและนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้ามีความปลื้มปีติยินดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์มามอบเข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้า ในวันนี้ 

กระผมขอรายงาน การเข้ารับเข็มกิตติคุณ สถาบันพระปกเกล้าและประกาศนียบัตรชั้นสูงพร้อมเข็มพระปกเกล้า ประกอบด้วย

ผู้เข้ารับเข็มกิตติคุณ สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสถาบันพระปกเกล้าอันเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 2 ราย ผู้เข้ารับประกาศนียบัตรชั้นสูงพร้อมเข็มพระปกเกล้า รวมหลักสูตรซึ่งเป็นการจัดการศึกษาให้แก่ สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง ข้าราชการระดับสูง พนักงานรัฐวิสาหกิจระดับบริหารบุคลากรภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคประชาสังคมหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนสื่อมวลชน และผู้บริหารจากองค์กรพัฒนาเอกชน ประกอบด้วย

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 25 จำนวน 133 ราย 

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน ปรม. รุ่นที่ 21 จำนวน 85 ราย

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง(ปศส.) รุ่นที่ 20 จำนวน 72 ราย
 
หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 12 จำนวน 73 ราย 

ทั้งนี้ รวมผู้เข้ารับเข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้าจำนวน 365 ราย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีรับประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้าแล้ว ได้มีงานเลี้ยงให้กับผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 12 ที่อาคารรับรอง เกษะโกมล เขตดุสิต โดยบรรยากาศเป็นอย่างสนุกสนาม

ตม.จว.กระบี่ รวบหนุ่มเมืองเบียร์ Overstay เมาอาละวาดสร้างความวุ่นวายให้กับนักท่องเที่ยว

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2567 ระหว่างวันที่ 18 ธ.ค. – 27 ธ.ค.2566 โดยให้ระดมตรวจสอบและจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกระทำผิดตามกฎหมายอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม ตลอดถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.66 ตม.จว.กระบี่ ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่เกาะลันตา ว่ามีชายชาวต่างชาติเข้ามาพักอาศัยที่เกาะลันตามีพฤติกรรมชอบขี่รถจักรยานยนต์ไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามบาร์เบียร์ในพื้นที่ เมื่อดื่มจนเมาจะเอะอะโวยวายและทะเลาะกับลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวอื่นภายในร้าน สร้างความวุ่นวายกับคนในพื้นที่เป็นอันมาก

ต่อมาวันที่ 19 ธ.ค.66 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6,พ.ต.อ.กันตวัฒน์  พงศ์สถาบดี รอง ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.สรธรรศจ์  เอี่ยมละออ ผกก.ตม.จว.กระบี่,พ.ต.ท.สุเมธ  กนกเหมพันธ์  รอง ผกก.ตม.จว.กระบี่ สั่งการให้ พ.ต.ต.วิรัตน์ อินทร์ยอด สว.ตม.จว.กระบี่ จัดกำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่เกาะลันตาเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว จากการตรวจสอบพบบุคคลต่างชาติต้องสงสัยนั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่หน้าร้านบาบาร่าบาร์ ม.3 ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จว.กระบี่ และเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้พยายามเดินหลบหนี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จว.กระบี่ขอตรวจสอบเอกสารประจำตัว จากการตรวจสอบทราบชื่อ MR.MANUEL (นามสมมุติ) สัญชาติเยอรมัน อายุ 51 ปี จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมืองพบว่า ผู้ถูกจับเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุดทางจุดตรวจถาวรบ้านแหลม ตม.จว.จันทบุรี เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2566 ประเภทวีซ่า ผ.30 และเมื่อครบกำหนดอนุญาตแล้วก็ยังลักลอบอาศัยอยู่ในประเทศไทยตลอดมา และจากการซักถามบุคคลต่างชาติดังกล่าวทราบว่าได้ทะเลาะกับแฟนสาวคนไทย จึงขับขี่รถจักยานยนต์มาจากพัทยา จว.ชลบุรี เพื่อง้อแฟนสาวที่เกาะลันตา จว.กระบี่ แต่ไม่สามารถง้อได้สำเร็จ จึงเกิดความเครียดและตระเวนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามร้านบาร์เบียร์ต่างๆ จนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีในข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด  ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ด้วยในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมากประกอบกับใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่ ตม.จว.กระบี่ จึงได้มีมาตรการออกตรวจพื้นที่ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและประชาชน ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว ที่มาเที่ยวใน จว.กระบี่ และหากประชาชนท่านใดพบเห็นการกระทำผิด กรุณาแจ้งมายัง ตม.จว.กระบี่ โทร 075 611097  จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

อธิบดีกรมพลศึกษา แถลงข่าวความพร้อมจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์” ครั้งที่ 43  

วันนี้ (19 ธ.ค.66) เวลา 11.00 น. ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา พร้อมด้วยนายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ร่วมกันแถลงข่าว
การจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์”

โดยมี นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ นายสมเกียรติ กิตติธรกุล นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกระบี่ นายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ และนายวิกรม พันธุ์เล่งผู้แทนมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่  ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมเกาะกลาง โรงแรมกระบี่ ฟร้อนท์ เบย์ รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

โดยการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 นี้ จังหวัดกระบี่รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันร่วมกับกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมุ่งหวังที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันนำทักษะกีฬาที่ตนได้ศึกษาเล่าเรียนมาแสดงศักยภาพในเวทีการแข่งขันที่มีความเป็นมาตรฐาน สามารถประเมินทักษะกีฬาของตนและเสริมสร้างประสบการณ์จากการแข่งขันกีฬาระดับชาติซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาไปสู่กีฬาในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ ภายใต้สโลแกน “กระบี่เกมส์ เกมส์แห่งมิตรภาพ”

มีการจัดการแข่งขันรวม 25 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา, คาราเต้-โด้, จักรยาน, เซปักตะกร้อ, เทควันโด, เทนนิส, เทเบิ้ลเทนนิส, บาสเกตบอล, แบดมินตัน, ปั่นจักสีลัต, เปตอง, ฟุตซอล, ฟุตบอล, มวยไทยสมัครเล่น,มวยสากลสมัครเล่น, ยกน้ำหนัก, เรือพาย, รักบี้ฟุตบอล 7 คน, ลีลาศ, วอลเลย์บอล, ว่ายน้ำ, วู้ดบอล, สนุกเกอร์, หมากล้อม, แฮนด์บอล, และกีฬาสาธิต 2 ชนิดกีฬา ได้แก่ กาบัดดี้และโรลเลอร์สกี การแข่งขันในครั้งนี้ คาดว่าจะมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมจากทั่วประเทศกว่า 7,000 คน

นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าฯ กระบี่ กล่าวว่า ขอขอบคุณอธิบดีกรมพลศึกษา ที่ได้มอบคามไว้วางใจให้จังหวัดกระบี่เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์” ในนามของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกระบี่ เรามีความตั้งใจที่จะให้การต้อนรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากทุกจังหวัดเข้าสู่จังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะการบูรณาการการทำงานร่วมกันไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจังหวัดกระบี่มีความพร้อมอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องของสถานที่ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม พร้อมจะยกระดับการแข่งขันครั้งนี้ให้มีมาตรฐานทัดเทียมนานาประเทศ และยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างคุณค่าทางสังคม มูลค่าเชิงเศรษฐกิจ และสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ได้คัดเลือกให้จังหวัดกระบี่เป็นเมืองกีฬาหรือกระบี่สปอร์ตซิตี้เพื่อให้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดและประเทศอีกทางหนึ่ง ขอเชิญชวนชาวจังหวัดกระบี่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับทัพนักกีฬา ร่วมชม ร่วมเชียร์ และสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนในท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวและขับเคลื่อนกระบี่เมืองกีฬา

ด้าน ดร.นิวัฒน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพสูงและมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในด้านสถานที่จัดการแข่งขันที่พักนักกีฬา บุคลากร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามต้องขอขอบพระคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ได้มีส่วนช่วยในการสนับสนุนการพัฒนาการกีฬาของชาติ องค์กรองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่ สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกระบี่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ รวมถึงภาคคีเครือข่ายของจังหวัดกระบี่ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่และนักกีฬาจาก 10 เขตทั่วประเทศ ซึ่งคณะกรรมการจัดการแข่งขันในส่วนของจังหวัดกระบี่และกรมพลศึกษา ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านให้การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์สูงสุด

สำหรับจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 43 โดยมีจังหวัดกระบี่
เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ภายใต้ชื่อ “กระบี่เกมส์ เกมส์แห่งมิตรภาพ” มีช้าง เป็นสัตว์นำโชค ชื่อ “น้องอุดมโชค” เป็นมาสคอตประจำการแข่งขัน และใช้สัญลักษณ์เรือหัวโทง เป็นสัญลักษณ์ในการแข่งขัน โดยจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 22-30 มกราคม 2567

สมาคมแม่บ้านตำรวจ จับมือนมตรามะลิแบรนด์ยอดขายอันดับ 1 ทำโครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ มีอาชีพที่ยั่งยืนและมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวเพิ่มมากขึ้นผ่านแฟรนไชส์  “อาซ้อคาเฟ่”

วันที่ 19 ธันวาคม 2566 ​-  สมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมมือกับ  บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์นมตรามะลิ ได้จัดทำโครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจเพื่อให้ครอบครัวตำรวจมีอาชีพที่ยั่งยืนและมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวเพิ่มมากขึ้นผ่านแฟรนไชส์ "อาซ้อคาเฟ่“ คาดลุย 77 จังหวัดใน 1 ปี โดยมีพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) โครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ ระหว่างสมาคมแม่บ้าน และบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์นมตรามะลิ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมตรามะลิที่ครองใจคนไทยมากว่า 60 ปี  มอบแฟรนไซส์ “อาซ้อคาเฟ่” Kiosk พร้อมทั้งจัดการฝึกอบรมการชงกาแฟขั้นพื้นฐาน และวิธีการบริหารจัดการร้านกาแฟ โดยใช้ศักยภาพความเป็นมืออาชีพในการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ วัตถุดิบที่มีมาตรฐานสูงจาก นมตรามะลิ ให้กับครอบครัวตำรวจที่มีบุตรข้าราชการตำรวจที่เป็นเด็กพิเศษ และครอบครัวตำรวจที่เกิดอุบัติเหตุทุพพลภาพ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพหรือดูแลครอบครัวลดลง โดยเน้นการลงทุนแบบครั้งเดียวจบ ไม่มีค่าแฟรนไชส์ ไม่เก็บเปอร์เซนต์จากยอดขายรายเดือน สร้างอาชีพอย่างยั่งยืน พร้อมเอาใจคนยุคใหม่ที่รักกาแฟ ได้สัมผัสประสบการณ์การดื่มกาแฟรสชาติดีแก้วโปรด โดยเฉพาะเมนูอาซ้อคอฟฟี่ ที่เป็นแก้วซิกเนเจอร์ เพราะเป็นเครื่องดื่มที่ทำจากวัตถุดิบคุณภาพจากนมตรามะลิ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย

คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องจากโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” สร้างอาชีพเพื่อเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการที่ทำตามแผนกลยุทธ์ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2567 ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวตำรวจ โดยมีการช่วยเหลือและสนับสนุนบุตรข้าราชการตำรวจที่เป็นเด็กพิเศษช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจที่มีบุตรเป็นเด็กพิเศษ โดยส่งเสริมให้เด็กพิเศษมีโอกาสประกอบอาชีพ มีรายได้ประจำที่มั่นคงตามศักยภาพและความสามารถ รวมถึงครอบครัวตำรวจที่เกิดอุบัติเหตุ ทุพพลภาพ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพหรือดูแลครอบครัวลดลง  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ได้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ประจำ สร้างขวัญกำลังใจบรรเทาทุกข์ให้ครอบครัวข้าราชการตำรวจและช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้

สมาคมแม่บ้านตำรวจยังได้มีแนวคิดพัฒนาและต่อยอดจากโครงการปันรักษ์ คาเฟ่ ซึ่งมีรูปแบบเป็นร้านค้าขนาดเล็ก  หรือร้านค้าที่เป็นลักษณะเคาน์เตอร์ หรือคีออส (Kiosk) จำหน่ายกาแฟสด พร้อมเครื่องดื่มชง ประเภทต่าง ๆ ราคาย่อมเยา แต่ยังคงคุณภาพและมาตรฐานไว้  สมาคมแม่บ้านตำรวจ จึงได้มีแนวคิด ช่วงแรกจะมีการสนับสนุน ตู้คีออส (Kiosk) ให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว ที่มีความประสงค์จะดำเนินธุรกิจแฟรนไซส์กาแฟแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะพิจารณาจากเหตุผลและความจำเป็นรวมไปถึงทำเลที่ตั้งในการขาย และประชาสัมพันธ์ให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวที่มีความสนใจธุรกิจแฟรนไชส์กาแฟ ในราคาสวัสดิการตามขนาดของตู้คืออส (Kiosk) นอกจากนั้นยังมีการสอนวิธีการชงกาแฟขั้นพื้นฐาน และวิธีการบริหารจัดการร้านกาแฟอีกด้วย

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า " รู้สึกดีใจมาก อย่างนมตรามะลิเข้ามาช่วยดูแลโครงการแฟรนไชส์ อาซ้อคาเฟ่ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่มาต่อยอดจากร้านกาแฟปันรักษ์คาเฟ่ เราอยากให้ครอบครัวตำรวจอยู่แบบช่วยเหลือกันช่วยสร้างอาชีพให้กับกลุ่มแม่บ้านตำรวจเพิ่มเติม โดยที่แน่นอนต้องไม่ต้องเสียเงินค่าแฟรนไชส์ โดยมีเงื่อนไขง่าย ๆ มีเพียงอย่างเดียวคือ ให้ทางครอบครัวตำรวจเข้ามานำเสนอแผนธุรกิจกับสมาคม ทำเลที่ตั้งเป็นอย่างไร ตั้งใจทำมากน้อยแค่ไหน เราก็ยินดีส่งเสริม อยากให้เกิดรายได้ช่วยเหลือครอบครัวตำรวจจริงๆ โดย 10 แฟรนไชส์แรก ต้องขอบคุณทางนมตรามะลิที่สนับสนุนมาให้เพื่อให้แฟรนไซส์เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมภายในสิ้นปี 2566 นี้"

คุณหนึ่ง- สุดถนอม กรรณสูต กรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของ  แบรนด์นมตรามะลิ กล่าวว่า “ทางนมตรามะลิ ดีใจที่ได้เป็นผู้ช่วยขับเคลื่อน แฟรนไชส์  อาซ้อคาเฟ่ กับสมาคมแม่บ้านตำราจได้ ซึ่งภายในสิ้นปี พ.ศ. 2566 เราจะนำร่อง 10 สาขาทั่วประเทศ โดยนมตรามะลิสนับสนุนมอบชุดธุรกิจ อาซ้อคาเฟ่ จำนวน 10 ชุด ผ่านสมาคมแม่บ้านตำรวจ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกับครอบครัวตำรวจกำลังพลที่ประสบอุบัติเหตุในระหว่างปฎิบัติราชการ โดย เริ่มจาก จังหวัดสงขลา  ราชบุรี กรุงเทพมหานคร   โดยชุดธุรกิจแฟรนไชส์อาซ้อคาเฟ่ ราคาเริ่มต้นเพียง 35,000 บาทเท่านั้น ที่มุ่งเป้าการขายกาแฟในราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 45 บาท แต่เต็มไปด้วยคุณภาพจากวัตถุดิบนมตรามะลิ เน้นพัฒนาและต่อยอดสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์นมตรามะลิที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของร้าน ในโอกาสนี้ ทางนมตรามะลิยังร่วมมอบผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์สนับสนุนในทุกๆ ชุดธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืนอีกด้วย”

นอกจากการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างมอบผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ  จากบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด (นมตรามะลิ) ได้ให้เกียรติมาร่วมสนับสนุนโครงการพิเศษของสมาคมแม่บ้านตำรวจแล้ว และยังได้รับเกียรติจาก ครูปาน คุณสมนีก คลังนอก ศิลปินชื่อดัง นักวาดภาพประกอบอิสระ เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ร่วมออกแบบโลโก้ กาแฟอาช้อ เน้นกลุ่มลูกค้าตามตลาดในชุมชนต่างๆ เพื่อสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม เนื่องจากมีราคาย่อมเยา ส่งเสริมให้ตำรวจและครอบครัวได้มีโอกาส มีธุรกิจของตนเองได้ และที่สำคัญเพื่อส่งเสริมสนับสนุนผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและชุมชนในพื้นที่ดอยสามหมื่น ตชด.ที่ 33 อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ที่ทางสมาคมแม่บ้านตำรวจได้มีโครงการสนับสนุน และพัฒนาเมล็ดกาแฟ เพื่อสร้างรายได้อีกทางให้แก่พื้นที่นั้นๆ อีกด้วย
 
ติดต่อรายละเอียด แฟรนไชส์อาซ้อคาเฟ่เพิ่มเติมได้ที่  ส.ต.ท. หญิง  เอื้ออารีย์ ภูชมศรี หมายเลขติดต่อ 09 1862 4521 Email : [email protected]

ตร. สรุป อาชญากรรมออนไลน์ที่ต้องจับตามอง ปี 2567 ยุคที่ AI สามารถเนรมิตได้ทุกอย่าง

วันนี้ (19 ธันวาคม 2566) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านมาพบว่ารูปแบบคดีที่มีจำนวนการแจ้งความมากที่สุดอันดับ 1 ยังคงเป็น “การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์” มีจำนวนกว่า 150,000 คดี ส่วนรูปแบบคดีที่มีความเสียหายรวมสูงที่สุด อันดับ 1 คือ “หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์” มีความเสียหายรวมกว่า 16,000 ล้านบาท สำหรับคดีในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ “การหลอกให้โอนเงิน” “การหลอกให้กู้เงิน” และ “การข่มขู่ทางโทรศัพท์” ก็ยังคงรูปแบบคดีที่มีผู้เสียหายและสร้างความเสียหายในอันดับต้น ๆ เช่นเดียวกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการใช้สื่อออนไลน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท เพราะคนร้ายจะพยายามใช้ทุกช่องทางในการเข้าถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS การโทรศัพท์หาเหยื่อ การลงโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ และในหลายกรณีพบว่าคนร้ายมีข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกของเหยื่อใช้ประกอบการหลอกลวงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย

ส่วนแนวโน้มรูปแบบของอาชญากรรมออนไลน์ในปี พ.ศ. 2567 ที่จะมาถึงนี้ สิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องระมัดระวังนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือการที่คนร้ายนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการสร้างเนื้อหาปลอมขึ้นมาเพื่อใช้ในการฉ้อโกง หรือสร้างความเสียหาย โดยการนำ AI มาใช้สร้างภาพหรือคลิปปลอม เพื่อนำมาแสวงหาประโยชน์ต่าง ๆ เช่น
1. การสร้างภาพหรือคลิปปลอมเป็นบุคคลอื่น (AI Deepfakes) เพื่อใช้ในการฉ้อโกง
2. การเลียนเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือคนรู้จัก (AI Voice Covers) จากตัวอย่างเสียง เพื่อใช้ในการฉ้อโกง
3. การสร้างคลิปลามกปลอม (AI Deepfakes) ทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือแสวงหาประโยชน์
4. การสร้างข่าวปลอม (Fake News) ที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก หรือความเข้าใจผิด
โดยวิธีการที่จะป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคือการอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นหรือได้ยินในโลกออนไลน์ โดยยึดหลัก “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ และหากพบว่าตนเองถูกแอบอ้างหรือปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ ให้รีบดำเนินการ “แจ้งความ รีพอร์ต บอกเพื่อน” เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทต่อไป

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

‘นันทิวัฒน์’ ชี้!! ‘สังคมเมกา’ อาการหนัก!! ใครคิดสะท้อนเสรีภาพตน ต้องมีขอบเขต หลังพบ รร.ดังไล่เด็กนักเรียนออก เพียงเพราะแม่เด็กโพสต์หนุนปาเลสไตน์

เสรีภาพ?

บรรดาด้อมและสื่อที่รับใช้ต่างชาติ ช่วยอ่านข่าวนี้หน่อย

‘อเมริกา’ ประเทศต้นแบบประชาธิปไตย ประเทศที่ด้อมคลั่งไคล้ว่า ‘มีเสรีภาพ’ ทำกับประชากรของตนเองยังไง

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 66 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ‘The Council on American - Islamic Relations’ เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ สืบสวนสาเหตุการไล่ ‘Jad Abuhamda’ นักเรียนของโรงเรียน The Pine Crest School ที่ฟลอริด้า หลังจากที่ ‘Dr. Maha Almasri’ แม่ของเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ของโรงเรียน ได้โพสต์ข้อความสนับสนุนปาเลสไตน์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์

ทางโรงเรียนมองว่า “เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และปลุกปั่นความไม่สงบ”

เรื่องการต่อสู้ในปาเลสไตน์ ใครจะคิดอะไร ใครจะสนับสนุนฝ่ายไหน ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ทุกฝ่ายมีจุดยืนวิธีคิด มีการรับรู้ที่แตกต่างกัน

แต่ตรงกันข้ามกับกรณีนี้ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ มันน่าแปลก ประเทศต้นแบบของการแสดงความคิดเห็น คนกลับมีเสรีภาพลดลง

นั่นหมายความว่า “เสรีภาพต้องมีขอบเขต”

ตร. สรุป อาชญากรรมออนไลน์ที่ต้องจับตามอง ปี 2567 ยุคที่ AI สามารถเนรมิตได้ทุกอย่าง

วันนี้ (19 ธันวาคม 2566) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านมาพบว่ารูปแบบคดีที่มีจำนวนการแจ้งความมากที่สุดอันดับ 1 ยังคงเป็น “การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์” มีจำนวนกว่า 150,000 คดี ส่วนรูปแบบคดีที่มีความเสียหายรวมสูงที่สุด อันดับ 1 คือ “หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์” มีความเสียหายรวมกว่า 16,000 ล้านบาท สำหรับคดีในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ “การหลอกให้โอนเงิน” “การหลอกให้กู้เงิน” และ “การข่มขู่ทางโทรศัพท์” ก็ยังคงรูปแบบคดีที่มีผู้เสียหายและสร้างความเสียหายในอันดับต้น ๆ เช่นเดียวกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการใช้สื่อออนไลน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท เพราะคนร้ายจะพยายามใช้ทุกช่องทางในการเข้าถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS การโทรศัพท์หาเหยื่อ การลงโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ และในหลายกรณีพบว่าคนร้ายมีข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกของเหยื่อใช้ประกอบการหลอกลวงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย

ส่วนแนวโน้มรูปแบบของอาชญากรรมออนไลน์ในปี พ.ศ. 2567 ที่จะมาถึงนี้ สิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องระมัดระวังนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือการที่คนร้ายนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการสร้างเนื้อหาปลอมขึ้นมาเพื่อใช้ในการฉ้อโกง หรือสร้างความเสียหาย โดยการนำ AI มาใช้สร้างภาพหรือคลิปปลอม เพื่อนำมาแสวงหาประโยชน์ต่าง ๆ เช่น
1. การสร้างภาพหรือคลิปปลอมเป็นบุคคลอื่น (AI Deepfakes) เพื่อใช้ในการฉ้อโกง
2. การเลียนเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือคนรู้จัก (AI Voice Covers) จากตัวอย่างเสียง เพื่อใช้ในการฉ้อโกง
3. การสร้างคลิปลามกปลอม (AI Deepfakes) ทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือแสวงหาประโยชน์
4. การสร้างข่าวปลอม (Fake News) ที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก หรือความเข้าใจผิด
โดยวิธีการที่จะป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคือการอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นหรือได้ยินในโลกออนไลน์ โดยยึดหลัก “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ และหากพบว่าตนเองถูกแอบอ้างหรือปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ ให้รีบดำเนินการ “แจ้งความ รีพอร์ต บอกเพื่อน” เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทต่อไป

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หลวงพ่อวัดถ้ำกระบอกตกหลังคาเจ็บสาหัส  ลูกศิษย์ต้องเดินหามเกี้ยวส่ง รพ.ไกล 6 กม.

เมื่อวานนี้ (18 ธ.ค.66) จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Pakaraporn Bunta ได้โพสต์รูปภาพ เป็นภาพหลวงพ่อรูปหนึ่งอยู่ในกระเช้าที่มีรถเครนยกขึ้นไปบนหลังคาวิหารที่กำลังก่อสร้าง แล้วเกิดพลัดตกทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระทั่งลูกศิษย์จำนวนหนึ่งนำหลวงพ่อขึ้นเกี้ยวหามส่งโรงพยาบาล พร้อมกับระบุข้อความไว้ว่า “สัจจะ คือตัวกระทำ ห้ามขึ้นรถลงเรือ” เรื่องคือหลวงพ่อขึ้นไปทำหลังคา แล้วท่านตกลงมาจากข้างบน แต่ประเด็นคือ ท่านไม่ยอมขึ้นรถของ รพ.ที่มารับ แต่จะเดินไป รพ. เอง แต่ด้วยระยะทางเกือบ 6 โลเมตร และเลือดออกไม่หยุด ลูกศิษย์ไม่ให้ท่านเดิน เลยต้องทำเกี้ยวนั่ง

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปวัดถ้ำกระบอก หมู่ 11 ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เพื่อสอบถามสาเหตุและเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นที่ภายในวัดถ้ำกระบอก จึงทราบว่าพระที่ได้รับบาดเจ็บคือ พระอาจารย์บุญส่ง ฐานจาโร ประธานมูลนิธิถ้ำกระบอกและประธานสงฆ์วัดถ้ำกระบอก โดยได้พบกับ พระองอาจ ปภากโร อายุ 67 ปี ผู้ดูแลรักษาบำบัดยาและสุรา วัดถ้ำกระบอก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. เกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อย กู้ภัยสังเกตเห็นหูท่านมีเลือดออก เป็นพระที่นี่เป็นพระที่บวชแล้วเอาตัวกระทำเป็นที่พึ่ง คือการทำงานเป็นที่พึ่ง ไม่ได้ออกไปเรี่ยไร หลวงพ่อท่านอายุจะ 80 แล้ว ท่านยังแข็งแรงอยู่ ท่านขึ้นไปมุงหลังคาเอง

เกิดเหตุการณ์กระเช้าเคนหลุด หลวงพ่อเลยร่วงลงมา ค้างอยู่ประมาณ 6 เมตร ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะมีแผล มีเลือดออกจากหูนิดหน่อย แต่ท่านจะไม่ไปโรงพยาบาล ลูกศิษย์ไม่ยอม เลยพากันหามท่านไป เพราะว่าท่านเชื่อเรื่องสัจจะ ไม่ขึ้นรถลงเรือ เป็นอะไรต้องเดิน เดินไม่ไหวก็หามกันไป ปฏิบัติมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2502 กว่า 60 ปี ตั้งแต่หลวงปู่ใหญ่เป็นผู้ให้กำเนิดวัดถ้ำกระบอก ก็เอาสัจจะเป็นที่พึ่ง ตอนนี้อาการท่านไม่มีปัญหา หมอนัดผลเอกซเรย์วันนี้ช่วงบ่าย มีเย็บ 13 เข็ม มีแผลถลอกนิดหน่อย รอผลเอกซเรย์ศรีษะว่าจะมีกระทบกระเทือนไหม ลูกศิษย์ให้หมอดูแลให้เต็มที่ ถึงท่านจะอายุมากแล้วแต่ท่านยังแข็งแรงอยู่ คนหนุ่มบางคนยังสู้ท่านไม่ได้ ฉันมื้อเดียว ไม่ขึ้นรถลงเรือ ไม่รับกิจนิมนต์ บาดเจ็บสาหัสยังไงก็ไม่ยอมขึ้นรถ

ทางด้านนายอำนวย แก้วศรี อายุ 46 ปี ลูกศิษย์วัดถ้ำกระบอก กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นประมาณ 12.00 น.ได้ยินเสียงดัง จึงเดินออกไปดูมีลูกศิษย์วัดอีกคนวิ่งมาว่าหลวงพ่อร่วงลงมาแต่ค้างอยู่บนหลังคาชั้น 2 เมื่อนำท่านลงมาแล้วทำการปฐมพยาบาล มีบาดแผลที่ศีรษะ ที่ขา และอีกหลายแห่ง

เบื้องต้น กู้ภัยมาแล้วจึงได้ประเมินบาดแผล แต่หลวงพ่อไม่ยอมไปโรงพยาบาล เพราะหลวงพ่อท่านไม่ขึ้นรถ เลยเสนอให้ทำเกี้ยวแบกไป อาจารย์บอกว่าจัดการได้เลย ผมจึงไปนำเกี้ยวมา แล้วจึงนำท่านขึ้นเกี้ยว แล้วแบกกันไป เหตุผลที่ท่านไม่ขึ้นรถเพราะท่านรับสัจจะเอาไว้ ว่าจะไม่ขึ้นรถลงเรือ ท่านบวชมา 50 กว่าปี ท่านไม่เคยขึ้นรถ ท่านเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ท่านไม่เคยขึ้นรถ เพราะหลวงพ่อท่านทำงานทุกวัน อายุ 70 กว่า ช่วงที่แบกเกี้ยวไปส่งประมาณ 6 กิโลเมตร

อาการเบื้องต้นทางโรงพยาบาลเย็บแผลให้ ต้องรอดูอาการท่าน 2 วัน เกรงว่าสมองจะได้รับการกระทบกระเทือน เพราะมีเลือดออกทางหู 

‘เทรซี เอมิน’ ศิลปินดังอังกฤษ ขอบคุณประเทศไทย หลัง ‘โรงพยาบาล-โรงแรม’ ดูแลอย่างดี ขณะล้มป่วย

(18 ธ.ค. 66) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน เทรซี เอมิน ศิลปินชื่อดังของอังกฤษ อยู่ระหว่างพักผ่อนใน จ.ภูเก็ต ของไทย แต่แล้วก็เกิดอาการเจ็บป่วย โดยเจ้าตัวโพสต์ผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันอาทิตย์ (17 ธ.ค.66) ว่า เธอรู้สึกเหมือน ‘ใช้เก้าชีวิตของตนเองไปอีกหนึ่งชีวิต’ เธอไม่สบายอย่างมาก และขอขอบคุณโรงพยาบาล และโรงแรมหรูที่เธอเข้าพักบนเกาะภูเก็ต

“ไม่ใช่มะเร็งแต่เป็นอาการแทรกซ้อนที่ลำไส้เล็กจากการติดเชื้อ และแผลเป็นบนเนื้อเยื่อรวมถึงการเดินทางด้วยเครื่องบินยิ่งทำให้อาการเลวร้ายเป็นล้านเท่า จนลำไส้เล็กฉันเกือบระเบิด โชคดีที่ฉันอยู่ในประเทศไทย ระหว่างทางกลับจากออสเตรเลีย ฉันจึงเข้าโรงพยาบาลที่ดีมากสองสามวัน ตอนนี้กำลังพักฟื้นในที่พักหรู”

เอมิน วัย 60 ปี คนดังจากขบวนการศิลปินอังกฤษรุ่นใหม่ ช่วงปลายทศวรรษ 1980-1990 ต้องต่อสู้กับมะเร็งและได้รับการผ่าตัดใหญ่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ในอดีต ศิลปินผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเทอร์เนอร์ เคยถูกมองว่า เป็นเด็กเลวในทศวรรษ 1990 สร้างผลงานแนวแหกกฎกุลสตรีอังกฤษ 

ผลงานศิลปะจัดวาง My Bed เตียงที่ยังไม่จัดรายล้อมไปด้วยข้าวของรก ๆ ส่วนตัว เช่น ขวดวอดก้าเปล่า ซองบุหรี่ และถุงยางอนามัย เรียกเสียงฮือฮาในอังกฤษทันทีที่เปิดตัวในปี 2542

วิบากกรรมหนุ่ม 2 สัญชาติ ผู้เฝ้ารอวีซ่าลี้ภัยจากดินแดนใหม่ หลังหนึ่งประเทศไฟสงครามไม่เคยดับ ส่วนอีกหนึ่ง ศก.ลาลับ

ไม่นานมานี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘GO GALA แคมป์ปิ้งออสเตรเลีย’ ได้โพสต์เรื่องราวชีวิตของ Oday ชายหนุ่มชาวซีเรีย อยู่ออสเตรเลียมามากกว่า 10 ปี แต่ไม่เคยได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนเลย โดยมีเนื้อหาดังนี้...

แอดแม่อยากให้เรื่องของ Oday เป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนที่อยู่ต่างประเทศ สู้ต่อ 

เมื่อวานระหว่างนั่งรอทำธุระในเมือง แอดแม่สั่งกาแฟกิน และมีเวลานั่งชิว เลยได้มีโอกาสนั่งคุยกับบาริสต้าหนุ่ม ผู้มีเรื่องราวชีวิตที่โคตรเหลือเชื่อ 

บทสนทนาเริ่มต้นจากเรื่องทั่วๆ ไป มาจากไหน ได้กลับบ้านบ่อยรึป่าว เขาบอกว่าไม่ได้กลับบ้านมา 10 ปีแล้ว เพราะต้องใช้เงินเยอะ กลับไม่ได้ ถ้ากลับแล้วไม่รู้ชีวิตจะเป็นยังไง 

นั่นทำให้แอดแม่เริ่มต้นคุยกับ Oday อย่างจริงจัง

แม่ของ Oday เป็นคนเวเนซุเอลา ได้มาพบรักกับพ่อที่ประเทศซีเรีย

Oday เกิดมาแบบมีสองสัญชาติ มีสอง Passport ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ปรากฏว่าสองประเทศที่เป็นตัวเลือกในชีวิตของ Oday หนึ่งประเทศมีสงครามกลางเมือง อีกหนึ่งประเทศประสบความล้มเหลวทางเศรษฐกิจจนหาทางฟื้นขึ้นมาไม่ได้

ย้อนกลับไปเกิน 10 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ปี 2011 ประเทศซีเรียเริ่มเกิดสงครามกลางเมือง ถ้า Oday ไม่ออกนอกประเทศเขาจะต้องไปเป็นทหาร เขาเลือกที่จะไม่เป็น และหาทางออกนอกประเทศ

เขาลองไปอยู่ประเทศเวเนซุเอลากับญาติพี่น้องฝั่งแม่อยู่ 7 เดือน หลังจากนั้นเขาเลือกที่จะมาออสเตรเลียด้วยวีซ่านักเรียน 

เรียนไปเรียนมาได้ห้าหกปี สงครามกลางเมืองซีเรียรุนแรงขึ้น ที่บ้าน Oday ไม่มีเงินจะส่งค่าเรียนแล้วเพราะสงครามไม่ดีขึ้น มีแต่แย่ลงทุกวัน รายได้ที่บ้านก็หดหาย

Oday ตัดสินใจไม่ไปเรียนหนังสือ เพราะเรื่องเงิน เมื่อคุณไม่ไปเรียนตามวีซ่านี่คุณต้องทำ แน่นอนวีซ่านักเรียนของ Oday โดนแคนเซิล 

Oday ต้องยื่นวีซ่า Protection เพราะทนายบอกว่าเป็นวีซ่าเดียวที่เขาจะยื่นได้ เขารอผลวีซ่า Protection ได้ ปีกว่าๆ ผลออกมาว่า Invalid เพราะ Oday มี 2 Passport มีทั้งซีเรียและเวเนซุเอลา เขาปรึกษาทนายว่าทำอะไรได้บ้าง 

ทนายคนแรกบอกว่าทำอะไรไม่ได้หรอก นอกจากต้องกลับซีเรีย...ทนายอีกคนหนึ่ง แนะนำให้เขาไปขอยกเลิก Passport เวเนซุเอลา ให้เหลือว่าเป็นคนซีเรียประเทศเดียว 

Oday ไม่มีทางเลือกอื่น เขา Give Up สัญชาติเวเนซุเอลาที่เขาได้มาจากแม่ เพื่อที่จะได้ยื่น Protection วีซ่าใหม่อีกรอบ

ถ้าออสเตรเลียให้วีซ่านี้กับ Oday พ่อแม่และน้องสาวของเขาก็จะได้ด้วย ครอบครัวจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง Oday คือตัวแทนของบ้านนี้เรื่องวีซ่าลี้ภัย 

ตอนนี้ Oday ทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอ…

แอดบอกเขาว่าขอเขียนเรื่องเขาให้เพื่อนๆ อ่านได้มั้ย เขาบอกยินดี และขอบคุณ

สิ้นปีนี้อาชีพบาริสต้าของเขาก็ไม่รู้จะได้ทำรึป่าว ไม่รู้เจ้าของร้านจะเปิดร้านรึป่าว ไม่รู้เขาจะมีเงินรึป่าว

แอดแม่ชวนเขามากินข้าวที่ร้าน เขาบอกว่าอาจจะไปปีหน้า แอดแม่บอกว่า มาเลย เดี๋ยวเลี้ยงข้าว 

มิตรภาพของคนสองคนที่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น 

มันเกิดจากที่คนคนนึงประทับใจในเรื่องราวชีวิตและการต่อสู้ของคนอีกคนหนึ่ง 

ขอให้เรื่องราวของ Oday เป็นกำลังใจดีๆ ให้หลายๆ คน ค่ะ

ต้น กับ จิ๊บ

‘กทม.’ ผุด ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่น’ ชั้นอนุบาลไปแล้ว 43% พร้อมสั่งเข้มห้ามโรงเรียนให้เด็กเข้าแถวในวันค่าฝุ่นพุ่ง

(18 ธ.ค.66) ที่ห้องนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยความคืบหน้าการทำห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับห้องเรียนอนุบาล ของ กทม. ภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 26/2566 ว่า ห้องเรียนปลอดฝุ่น ต้องทำให้เป็นระบบปิดก่อน โดยมีจำนวนห้องเรียนอนุบาลทั้งหมด 1,743 ห้อง เป็นห้องเรียนที่มีเครื่องปรับอากาศ 162 โรงเรียน 758 ห้อง คิดเป็น 43.5% ไม่มีเครื่องปรับอากาศ 267 โรงเรียน 985 ห้อง คิดเป็น 56.5% ทั้งนี้ให้แต่ละสำนักงานเขตคุยว่ามีใครที่จะเป็นผู้สนับสนุนการทำห้องเรียนปลอดฝุ่นในลักษณะ CSR ได้บ้าง

นายศานนท์ กล่าวว่า รวมถึงให้ความรู้ควบคู่กันไป เพราะยังมีบางโรงเรียนที่ให้เด็กเข้าแถวตอนค่าฝุ่นสีส้ม ซึ่งทำไม่ได้ สำนักงานเขตจะต้องมีการรายงานให้กับผู้บริหารทุกเช้า โดยให้ถ่ายรูปส่งมาว่าแต่ละโรงเรียนมีมาตรการอย่างไร ทั้งนี้ต้องให้กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ เข้าไปอยู่ห้องประชุมที่มีการทำห้องเรียนปลอดฝุ่นแล้ว

นายศานนท์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ผอ.โรงเรียนมีอำนาจในการสั่งหยุดโรงเรียน เมื่อมีค่าฝุ่นระดับสูงติดต่อกันหลายวัน นอกจากนี้จะบรรจุในหลักสูตร เป็นภัยพิบัติศึกษา ที่มีเรื่องน้ำท่วม อุบัติเหตุ ไฟไหม้ ให้เด็กๆมีความตื่นตัวในการใช้ชีวิตในเมือง

ทั้งนี้ สำนักการศึกษาได้รายงานในที่ประชุมฯ ว่าในปีการศึกษา 2567 จะสามารถทำห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับห้องเรียนอนุบาล เพิ่มเติมได้อีก 191 ห้อง ตามงบประมาณ ปี 2567 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดหาเครื่องฟอกตามกระบวนการ e – bidding อย่างไรตามในส่วน 985 ห้องเรียนที่เหลือนั้น สำนักงานเขตจะเร่งรัดมีการปรับปรุงกาพภาพของห้องเรียนให้เป็นระบบปิด จัดหาเครื่องปรับอากาศส่วนที่มีความจำเป็นน้อยมาใช้ในห้องปลอดฝุ่น และประสานภาคเอกชนสนับสนุนเครื่องปรับอากาศต่อไป

‘ถ้ำหลวงฯ’ เตรียมเก็บค่าเข้าคนไทย 950 ต่างชาติ 1,500 โซเชียลรุม!! “ราคาแพงเกิน แถมกิจกรรมก็ไม่เยอะ”

(18 ธ.ค. 66) จากกรณีอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เปิดให้ท่องเที่ยวบริเวณโถงที่ 2 และ 3 หลังจากปิดการท่องเที่ยวบริเวณดังกล่าวจากเหตุการณ์ภารกิจช่วยเหลือทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่า เมื่อปี 2561

สำหรับการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวสายผจญภัย ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ในโถงที่ 2 และ 3 นักท่องเที่ยวสามารถจองคิวผ่านเพจอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน หรือเว็บไซต์กรมอุทยานฯ โดยเปิดให้ท่องเที่ยวแบบกรุ๊ป ไม่เกิน 10 คน ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ คอยดูแลตลอดทาง

ค่าบริการของนักท่องเที่ยวชาวไทย คนละ 950 บาท นักท่องเที่ยวต่างชาติ คนละ 1,500 บาท ยังไม่รวมค่าอุปกรณ์ และค่าประกัน โดยจะเปิดบริการให้เข้าถ้ำในโถง 2 และ 3 วันละ 2 รอบ ใช้เวลารอบละประมาณ 2.30 ชั่วโมง

จากนั้นมีหลายคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลจำนวนมาก ถึงราคาค่าบริการ โดยหลายคนแสดงความคิดเห็นว่า ราคาแพงเกินไป เพราะกิจกรรมไม่ได้เยอะเท่าไหร่ แต่ก็มีบางส่วนบอกว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโอกาส

โดยรายละเอียดกิจกรรมจากทางอุทยานฯ ถ้ำหลวง มีดังนี้ รูปแบบการท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวในเส้นทางของถ้ำหลวง เริ่มต้นตั้งแต่ปากถ้ำ จนถึงโถงที่ 3 ของถ้ำหลวง มีระยะทางรวมประมาณ 700 เมตรจากปากถ้ำ ใช้เวลาในการเดินทางราว 2-3 ชั่วโมง

เส้นทางดังกล่าวนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น เช่น เดินตามพื้นถ้ำที่มีหินถล่ม มุดลอดรู ปีนป่ายก้อนหินขนาดใหญ่ เป็นต้น และ ตลอดเส้นทางจะพบกับประติมากรรมถ้ำ ได้แก่ หินย้อย ม่านหินย้อย หลอดหินย้อย นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะได้รับความประทับใจจากประสบการณ์ย้อนรอย 13 หมูป่า

สำหรับการจองนั้น จะต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์ (7 วันทำการเท่านั้น) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ให้จองในช่องทางเพจในเฟซบุ๊กชื่อ ‘อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน’ และเว็บไซต์สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยในช่วงแรกเปิดให้เที่ยวชมเฉพาะในวันอังคาร พุธ และพฤหัสบดี เท่านั้น และสิ่งที่จะได้คือ กระเป๋า ผ้าบัฟ ถุงมือ สกรีนโลโก้ถ้ำหลวง ประกันอุบัติเหตุ

ภายหลังกระแสวิจารณ์ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ออกมาเปิดเผยว่า เกี่ยวกับการตั้งราคา สำหรับการเข้าไปในพื้นที่ถ้ำหลวงนั้น มีการปรึกษากันหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายจอร์ช แบรชลีย์ นักประดาน้ำชาวอังกฤษผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในภารกิจช่วยทีมนักฟุตบอลหมูป่าจากถ้ำหลวง ที่ให้คำแนะนำว่า พื้นที่ถ้ำหลวง เป็นพื้นที่ที่มีคุณค่า เป็นพื้นที่พิเศษ เสี่ยงอันตรายสำหรับการเข้าไป ต้องมีอุปกรณ์พิเศษ และอาศัยทีมที่เชี่ยวชาญสำหรับการนำทางเข้าไป โดยนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องการจะเดินทางมา ซึ่งราคา 1,500 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 950 บาท สำหรับคนไทยนั้น ถือว่าไม่สูง

“สำหรับ ราคา 950 บาท ที่กำหนดไว้เป็นค่าเข้าไปชมในถ้ำนั้น อุทยานฯ ไม่ได้นำเข้าเป็นรายได้ของอุทยานทั้งหมด แต่แบ่งเป็น 1. ให้บุคคลากรนำเที่ยว 500 บาท ซึ่งแบ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วย 350 บาท เจ้าหน้าที่กู้ภัย 2 คน ๆ 100 บาท และผู้นำเที่ยวท้องถิ่น 50 บาท 

2.นำเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้พิทักษ์ป่า และเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตของกรมอุทยานฯ 150 บาท และ 3.นำเข้ากองทุนสวัสดิการถ้ำหลวง 300 บาท ซึ่ง จะนำไปใช้ เป็นสวัสดิการของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ในถ้ำและบริเวณด้านนอกที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ค่าประกันชีวิตเจ้าหน้าที่และ บุคคลากรนำเที่ยว เป็นต้น” นายอรรถพล กล่าว

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่บริเวณ โถงที่ 1 ซึ่งมีระยะทาง 200 เมตร ของถ้ำหลวงนั้น ประชาชนยังสามารถเข้าเที่ยวชมได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และ โถงที่ 2 และ3 เนื่องจากเป็นพื้นที่พิเศษ ต้องมีคนนำทาง ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปคนเดียวได้

‘นักวิจัย มก.’ พบ ‘กุ้งเต้นปั่นท่อ’ ชนิดใหม่ของโลก  บริเวณแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม

(18 ธ.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘Kasetsart University’ โพสต์ข้อความระบุว่า “ทีมนักวิจัย มก. พบกุ้งเต้นปั่นท่อชนิดใหม่ของโลกบริเวณแม่น้ำแม่กลอง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นรายงานแรกที่พบในอ่าวไทยและในแม่น้ำ

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ ผศ.ดร. กรอร วงษ์กำแหง นางสาวชนิกานต์ เกตุนวม และ ดร.ทศพล แซ่ตั้ง กีฏพิชญกุล ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Assoc. Prof. Dr. Azman Abdul Rahim จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย (Universiti Kebangsaan Malaysia) ร่วมกันพบกุ้งเต้นปั่นท่อชนิดใหม่ของโลกบริเวณแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม

โดยทั่วไปกุ้งเต้นปั่นท่อชนิดอื่น ๆ พบกระจายบริเวณชายฝั่งในเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก การค้นพบครั้งนี้เป็นรายงานแรกของกุ้งเต้นปั่นท่อในอ่าวไทย และเป็นรายงานแรกที่พบกุ้งเต้นปั่นท่อในแม่น้ำ ผศ.พงษ์รัตน์ ดำรงโรจน์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานจึงได้ตั้งชื่อให้ว่า Cerapus rivulus ซึ่งหมายถึงแหล่งอาศัยของกุ้งเต้นปั่นท่อที่พบในแม่น้ำนั่นเอง

แม่น้ำแม่กลอง เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลลงสู่อ่าวไทยโดยมีปลายทางคือจังหวัดสมุทรสงคราม มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ บริเวณที่เป็นน้ำจืดคือในเขตอำเภอบางคนทีมีการทำเกษตรกรรม และอำเภออัมพวาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ส่วนปากแม่น้ำบริเวณดอนหอยหลอดก็เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศ

ในปีที่ผ่านมามีการค้นพบกุ้งเต้นชนิดใหม่ของโลกที่อำเภออัมพวา 2 ชนิดและเมื่อศึกษาต่อเนื่อง ในปีนี้ทีมสำรวจได้สำรวจไกลขึ้นไปในเขตอำเภอบางคนที และได้พบกุ้งเต้นปั่นท่อสร้างท่อติดไว้กับเครื่องมือวิจัยที่ติดไว้ที่ท่าน้ำบริเวณหน้าโรงเรียนดรุณานุเคราะห์ กุ้งเต้นชนิดนี้มีการปรับรยางค์ให้ดำรงชีวิตอยู่ในท่อได้ตลอดชีวิต

ทีมงานวิจัยได้ลองเลี้ยงและบันทึกพฤติกรรมในการสร้างท่อ การสืบพันธุ์และการกินอาหารพบว่ากุ้งเต้นปั่นใยจับตะกอนแขวนลอยในมวลน้ำกินเป็นอาหาร ช่วยให้น้ำในพื้นที่นั้นสะอาดขึ้น

นอกจากนี้ใยที่กุ้งเต้นปั่นท่อสร้างออกมาจากขาเดินคู่ที่ 3 และ 4 ยังมีคุณสมบัติที่เหนียวและสามารถยึดกับวัสดุใต้น้ำได้ มีรายงานการพบกุ้งเต้นปั่นท่อในพื้นที่ที่น้ำไหลค่อนข้างแรงจึงทำให้มีการปรับตัวที่น่าสนใจ

การค้นพบดังกล่าวอาจนำไปต่อยอดในแง่ของชีวลอกเลียน (Biomimic) ในการสร้างกาวที่มีความยืดหยุ่นสูงและยึดติดใต้น้ำได้ โดยได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยค้นพบกุ้งเต้นปั่นท่อเผยแพร่ลงในวารสาร Zoosystematics and Evolution เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2566 ที่ผ่านมา ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://zse.pensoft.net/article/107974/

สุดยอด!! ‘คุณยายวัย 74’ โชว์สกิลแบกเป้ พิชิต ‘ภูกระดึง’ ชาวเน็ตแห่ชื่นชม-ยกให้เป็นแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว

(18 ธ.ค.66) เป็นเครื่องยืนยันว่าหากเราดูแลร่างกายตัวเองดี ๆ อายุเยอะก็เป็นแค่ตัวเลขเท่านั้น เหมือนกับคุณยายท่านนี้ ในวัย 74 แล้ว สามารถท่องโลกกว้าง เดินขึ้นภูกระดึงได้อย่างชิล

โดยผู้ใช้ Tiktok รายหนึ่ง เดินทางไปท่องเที่ยวพิชิตยอดภูกระดึง ได้ถ่ายคลิปบันทึกเหตุการณ์สุดประทับใจเอาไว้ โดยระบุไว้ว่า “ขออนุญาตคุณยายในคลิปครับ อายุเป็นแค่ตัวเลข พิชิตภูกระดึง”

ทว่าในคลิปจะเห็นคุณยายสวมชุดเดินป่าทะมัดทะแมง แบกเป้ และกระเป๋าข้าง สวมหมวกสีขาวปีกกว้าง มีเพียงไม้เล็ก ๆ ช่วยพยุงทรงตัวเท่านั้น ซึ่งเจ้าของคลิปได้ถ่ายวิดีโอนี้ พร้อมให้กำลังใจคุณยายว่า “สู้ ๆ ครับ” ซึ่งคุณยายตอบกลับว่า “จ้า ยายแก่แล้ว ตอนนี้อายุ 74”

หลังจากคลิปดังกล่าวเผยแพร่ไปไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก หลายคนยกให้เป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยว

- “คุณยายไปได้ ป้าก็ต้องไปได้เนาะ”
- “อายุไม่ได้ทำอะไรยายได้ ขึ้นไหวเก่ง ส่วนเรารอกระเช้า ชาตินึ้จะได้เห็นภูกระดึงกับเขาไหมหนอ”
- “เดินสวนกับยาย ยายบอกว่าขึ้นจนจำไม่ได้แล้วว่าขึ้นกี่รอบ ยายเก่งมากก”
- “นี่แหละสิ่งที่ท้าทาย อายุจะเพิ่ม แต่พลังไม่ถอย สู่ยอดเขาผู้พิชิตภูกระดึง”

รมช.ชาดา เปิดศูนย์ให้ยืมซ่อมแซมอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ของ อบจ.นครสวรรค์ พร้อมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

เมื่อเวลา 10.15 น.วันที่ 18 ธันวาคม 2566 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดศูนย์ให้ยืมและซ่อมแซมอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ของอบจ.นครสวรรค์ พร้อมกล่าวมอบโยบาย เรื่อง “รัฐบาลกับการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และร่วมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ แก่กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอ รวมจำนวน 1,100 ชิ้น ณ อาคารอเนกประสงค์สัมมนาและจัดแสดงนิทรรศการ ภายในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด ต.แควใหญ่ อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์

โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นผู้กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยนางวราภรณ์ เสริมภักดีกุล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครสวรรค์  นางสาวชุติมา  เสชัง รอง ผวจ.นครสวรรค์  นายมานพ ศรีผึ้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 4 นครสวรรค์ พรรคภูมิใจไทย นายสัญญา  นิลสุพรรณ  สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดนครสวรรค์ เขต 3 พรรครวมไทยสร้างชาติ นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดนครสวรรค์ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย    นายบัญชา  เดชเจริญศิริกุล  สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคท้องที่ไทย นายจิตตเกษมณ์  นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์  และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมให้การต้อนรับ ซึ่งมีนายแพทย์เอกรินทร์ อุ่นอบ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 3 นครสวรรค์ เป็นผู้กล่าวรายงาน 

ในการนี้ พลตำรวจเอกสมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารอบจ.นครสวรรค์  คณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครสวรรค์ สมาชิกสภาอบจ.นครสวรรค์ ทั้ง 36 เขต  หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งสริมสุขภาพตำบล อสม. ผู้ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน จำนวนกว่า 1,200 คน ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมในพิธี 

กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดนครสวรรค์ โดย อบจ.นครสวรรค์ ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เขตที่ 3 นครสวรรค์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2564
มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพและตอบสนองความต้องการของคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ในเขตจ.นครสวรรค์ ในด้านการจัดหาและซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ เช่น ไม้เท้า รถนั่ง เบาะรองนั่ง สามล้อโยก เตียง ตามความจำเป็นและเหมาะสม พร้อมทั้งมีการสนับสนุนงบประมาณโครงการจัดสภาพแวดล้อมหรือบริการขั้นพื้นฐานสำหรับผู้มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ประกอบด้วย คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งปัจจุบันกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดนครสวรรค์ ได้ดำเนินการจัดสภาพที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มเป้าหมายแล้วทั้งสิ้นจำนวน 97 หลัง 

และเป้าหมายในปี พ.ศ.2567 จะดำเนินการต่ออีกจำนวน 200 หลัง ซึ่งในปีที่ผ่านมากองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดนครสวรรค์ เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินการดีเด่นในระดับเขต สำหรับการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ภายใต้ศูนย์ให้ยืมและซ่อมแซมอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการครั้งนี้ ครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอ จำนวน 1,100 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นมีผู้ที่ต้องการรอรับการช่วยเหลืออยู่ในพื้นที่อำเภอต่างๆ ครบทุกรายแล้ว ในการนี้จึงได้มีสมาชิกสภาอบจ.นครสวรรค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งสริมสุขภาพตำบล อสม.ในพื้นที่ เป็นตัวแทนมารับมอบ และภายหลังจากนี้อบจ.นครสวรรค์ จะนำส่งวัสดุ อุปกรณ์ทุกชิ้น ให้กับกลุ่มเป้าหมายถึงบ้านทุกรายโดยเร็วที่สุด

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นแล้วภายในงานยังมีการเสวนาวิชาการ เรื่อง“นครสวรรค์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สร้างระบบสุขภาพที่เป็นธรรม” ดำเนินการโดย ดร.วิสุทธิ บุญญะโสภิต กรรมการในคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เขต 3 ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย  เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครสวรรค์, ท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ร่วมงานอีกด้วย

ต่อจากนั้นทางคณะรมช.ได้เดินทางไปมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ให้แก่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านเขาล้อ ต.ดอนคา อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ประกอบด้วย หลังที่ 1 บ้านนาง ไฮ้ ยศมาน บ้านเลขที่ 251 มีอุปกรณ์เตียงเฟาว์เลอร์ ชนิดมือหมุน รถนั่งคนพิการชนิดพับไม่ได้ทำด้วยโลหะ แบบปรับไม่ได้ และแผ่นรองตัวสำหรับผู้ป่วยอัมพาต หลังที่ 2 บ้านนางไล้ แป้นเพชร บ้านเลขที่ 227 มีอุปกรณ์แผ่นรองตัวสำหรับผู้ป่วยอัมพาต และที่นอนลมแบบลอน และหลังที่ 3 บ้านนางเทศ ฤทธิ์บำรุง บ้านเลขที่ 258/1 มีอุปกรณ์รถนั่งคนพิการชนิดพับไม่ได้ทำด้วยโลหะ แบบปรับไม่ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top