Sunday, 26 July 2026
NEWS

‘ดร.เจษฎา’ เฉลย!! ปมผวา ‘ปลานิลคางดำ’ ไม่มีจริง ชี้!! แค่ ‘ปลาหมอคางดำ’ ที่กินเยอะจนตัวใหญ่

(31 ก.ค. 67) รายงานข่าวระบุว่า รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ถึงประเด็นปลานิลกลายพันธุ์ หรือเป็นลูกผสมระหว่างปลานิลกับปลาหมอคางดำ เป็นปลานิลคางดำ โดยระบุว่า…

มันคือ ‘ปลาหมอคางดำที่อ้วน’ แค่นั้นแหละครับ…ไม่ใช่ปลานิลที่กลายพันธุ์

เช้าวันนี้มีพาดหัวข่าว กันหลายสำนักข่าวเลย ว่าเจอ ‘ปลานิลคางดำ’ ปลานิลกลายพันธุ์มาจากปลาหมอคางดำ หรือเป็นลูกผสมระหว่างปลานิลกับปลาหมอคางดำ!? 

ซึ่งผมว่า มันไม่ใช่ปลากลายพันธุ์หรือปลาลูกผสมอะไรหรอกครับ เพราะดูตามในรูป ในคลิปข่าวแล้ว ก็ปลาหมอคางดำนั่นแหละครับ... แค่มันกินจนอ้วนใหญ่ จนคนไม่คุ้นตากัน เพราะคิดว่ามันจะต้องผอมเรียวยาวเท่านั้น

จากข้อมูลของที่แอฟริกา ปลาหมอคางดำนั้น ถ้าเติบโตดี อาหารดี จะยาวเฉลี่ย 8 นิ้วนะครับ และสถิติตัวยาวสุดนี่ ถึงขนาด11 นิ้วเลยครับ (และเป็นปลาอาหารชนิดหนึ่ง ของคนในท้องถิ่นครับ)

การจำแนกความแตกต่างระหว่าง ‘ปลาหมอคางดำ’ ออกจาก ‘ปลาหมอเทศ’ และ ‘ปลานิล’ ให้ดูที่ลักษณะจำเพาะของมัน อย่าดูแต่ความอ้วนผอมครับ 

โดย ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระ ด้านความหลากหลายของสัตว์น้ำ เคยโพสต์ข้อมูลไว้ว่า ปลาหมอคางดำ หรือ blackchin tilapia (หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron) จะมีลักษณะเด่นคือ ใต้คาง มักมีแต้มดำ หางเว้าเล็กน้อย และไม่มีลายใด ๆ 

ในขณะที่ ปลาหมอเทศ หรือ  Mozambique tilapia (ชื่อวิทยาศาสตร์ Oreochromis mossambicus) จะมีแก้ม ในตัวผู้มักมีแต้มขาว หางมน มีขอบแดงเสมอ 

ส่วนปลานิล หรือ Nile tilapia (ชื่อวิทยาศาสตร์ O. niloticus) จะมีแก้มและตัวสีคล้าย ๆ กัน หางมน และมีลายเส้นคล้ำขวางเสมอ

ซึ่งถ้าพิจารณาดูจากปลาต้องสงสัยในคลิปข่าวแล้ว ก็จะเห็นว่า ไม่ได้มีลักษณะ ‘ลายเส้นคล้ำขวาง (ตามลำตัว และหาง)’ แบบปลานิล ที่จะให้คิดว่าเป็นปลานิลกลายพันธุ์มาคล้ายปลาหมอคางดำ หรือเกิดลูกผสมกัน แต่มีรูปร่างหน้าตาสีสันไปทางเดียวกับปลาหมอคางดำตามปกติ เพียงแต่ตัวอ้วนกว่าเท่านั้นครับ!

ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ปลานิลและปลาหมอเทศนั้น (สกุล Oreochromis) เป็นปลาคนละสกุล กับปลาหมอคางดำ (สกุล Sarotherodon) เลยครับ การที่อยู่ ๆ ในเวลาไม่กี่ปีนี้ มันจะกลายพันธุ์มาคล้ายกันได้นั้น ก็เป็นไปไม่ได้เลย 

ส่วนการเกิดลูกผสมข้ามสกุล ระหว่างปลานิลกับปลาหมอคางดำนั้น เคยโพสต์อธิบายอย่างละเอียดแล้ว ว่ามีการทดลองทำได้จริงในระดับงานวิจัย แต่ทำลูกผสม F1 สำเร็จได้ในปริมาณที่น้อยมาก ๆ และไม่มีรายงานว่าเกิดขึ้นในธรรมชาติครับ 

'มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง' รุดเพิ่มโครงการบรรเทาทุกข์สภาวะอากาศร้อน ภายในสถานศึกษา ในถิ่นทุรกันดาร จัดงบกว่า 5 แสนบาท มอบชุดพัดลมเพดาน แขวนผนัง และตั้งพื้น นำร่อง 5 จังหวัด 25 โรงเรียน

ระหว่างวันที่ 24-31 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษาถิ่นทุรกันดารที่ขาดแคลนพัดลม จึงมอบหมายคณะกรรมการมูลนิธิฯ นำโดย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก และ นายชูเดช เตชะไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการฯ ดำเนินการโครงการ พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดาร (นำร่อง) จัดทีมฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่มอบชุดพัดลมเพดาน แขวนผนัง และตั้งพื้น ให้แก่สถานศึกษาในถิ่นทุรกันดารจังหวัดสระบุรี ลพบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี รวม 5 จังหวัด  25 โรงเรียน พร้อมมอบค่าพาหนะให้แก่โรงเรียนๆ ละ 2,000 บาท และค่าติดตั้งพัดลมแก่โรงเรียนๆ ละ 3,000 บาท รวมงบประมาณการดำเนินการทั้งสิ้น 596,000 บาท (ห้าแสนเก้าหมื่นหกพันบาทถ้วน) เพื่อลดสภาวะอากาศร้อนภายในโรงเรียน ให้นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน ได้คลายร้อน โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย มูลนิธิฯ / สมาคมจีนประจำจังหวัดต่างๆ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี

ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ศาลอาญายกคำร้อง ไม่อนุญาตให้ ’ทักษิณ’ เดินทางไปดูไบ หลังขอไปรักษาตัว ชี้มีแพทย์ในประเทศ ตรวจรักษาอยู่แล้ว

(31 ก.ค. 67) เมื่อไม่นานมานี้ ณ ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ศาลจึงมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 30 ก.ค. 2567 ที่ผ่านมาและมีคำสั่งในวันเดียวกัน

วันนัดฟังคำสั่งโจทก์ นายทักษิณ ผู้เป็นจำเลย และทนายได้เดินทางมาที่ศาล ภายหลังศาลได้ไต่สวนพยานแล้วมีคำสั่งในทางไต่สวนสรุปว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาและห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 

แต่จำเลยมีความประสงค์เดินทางออกนอกราชอาณาจักร ไปพำนักอยู่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) ระหว่างวันที่ 1-16 ส.ค.2567 เพื่อพบแพทย์ซึ่งเคยตรวจรักษาอาการป่วยของจำเลยเกี่ยวกับปอดอักเสบเรื้อรัง ระบบหายใจและหลอดเลือดหัวใจ เอ็นไหล่ขวาฉีกขาด และหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน ในสถานพยาบาล ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 2 และ 8 ส.ค.2567 

โดยช่วงเวลาที่จำเลยพำนักอยู่ ณ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำเลยยังมีนัดหมายกับบุคคลสำคัญหลายคน เกี่ยวด้วยภารกิจส่วนตัวของจำเลยหลายเรื่อง จำเลยจะเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐานซึ่งศาลนัดไว้ในวันที่ 19 ส.ค.2567

ศาลเห็นว่า แม้จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยมีเอกสารหลักฐานจากแพทย์สนับสนุน และนัดพบบุคคลสำคัญหลายคน โดยช่วงเวลาที่จำเลยพำนักอยู่ ณ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นช่วงเวลาก่อนกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานก็ตาม 

แต่อาการป่วยของจำเลยเป็นโรคที่เกิดแก่บุคคลทั่วไป และแพทย์ในประเทศไทยตรวจรักษาเป็นประจำอยู่แล้ว การเดินทางไปพบบุคคลสำคัญของจำเลยเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยทั้งไม่มีพยานหลักฐานยืนยันชัดแจ้งถึงความจำเป็นดังกล่าว ประกอบกับช่วงระยะเวลาที่เดินทางใกล้กับวันนัดตรวจพยานหลักฐานในชั้นนี้ไม่สมควรอนุญาตให้จำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ให้ยกคำร้อง

‘กรมการขนส่งทางบก’ ลุยล่าตัวแท็กซี่เปิดหนังสยิวดูกลางถนน จ่อฟันโทษ!! ปรับไม่เกิน 5,000 บ. - พักใบขับขี่ไม่เกิน 6 เดือน

(31 ก.ค.67) จากกรณีนักร้องดัง 'บิ๊ก ดี เจอร์ราร์ด’ หรือ บิ๊ก ไบรอัน เจอร์ราร์ด อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบียล โพสต์คลิปใน TikTok เตือนภัยเหตุการณ์แท็กซี่เปิดหนังสยิวดูกลางถนน ขณะจอดติดไฟแดง โดยในคลิปมีข้อความว่า เตือนภัย TAXI ถ้าคุณมีลูกสาวแล้วต้องขึ้นTAXI คันนี้ คุณจะต้องรู้สึกยังไง?" ซึ่งต่อมา มีการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย และคลิปได้ถูกลบออกไป

ล่าสุด บิ๊ก ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า "ผมไม่ได้ลบนะครับ ติ๊กต็อกเป็นคนลบ" ทั้งนี้มีแฟนคลับ ต่างเข้าไปขอบคุณที่ช่วยนำเสนอเรื่องนี้ เพราะสะท้อนเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และต้องการให้หน่วยงานเข้ามาดูแลคนขับรถสาธารณะอย่างจริงจัง

ซึ่งจากกรณีดังกล่าว กรมการขนส่งทางบกพิจารณาแล้ว เห็นว่า พฤติกรรมของผู้ขับรถดังกล่าวอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดความปลอดภัยในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร พ.ศ. 2555 ดังนี้

1. ข้อหากระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลหรือลามกอย่างอื่น ไม่ว่าจะกระทำด้วยตนเอง หรือกระทำด้วยสื่อหรือวัสดุใด ๆ อันทำให้ปรากฏความหมายในทำนองเดียวกัน ตามมาตรา 5(15/1) ประกอบมาตรา 58/1 ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
2. สามารถดำเนินการพักใช้ใบอนุญาตขับรถได้ตามมาตรา 53/1 ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน

ขณะนี้อยู่ระหว่างตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการลงโทษตามกฎหมายต่อไป

'ดร.นิว' เผย!! เหตุผลที่ 'รักในหลวง ร.10' หลังเคยจมคลื่นข่าวปลอม-ใส่ร้าย โชคดีที่ตาสว่าง ไม่เช่นนั้นอาจติดคุกหรือไม่ก็ได้ดีในพรรคการเมืองหนึ่ง

(30 ก.ค. 67) ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ 'ดร.นิว' นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'ทำไมผมถึงรักในหลวง ร.10 สุดหัวใจ?'

ผมเป็นคนหนึ่งที่เรียน มธ. รหัส 53 และเคยได้รับข้อมูลผิด ๆ จนไม่ชอบในหลวง ร.10 มาก ๆ ถึงขั้นไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาทั้ง ๆ ที่ผมจบเกียรตินิยม ผมไม่ได้เข้ารับของจริง ถ้าไม่เชื่อก็ไปเช็กได้เลยครับ ผมจึงยังคงเสียใจและเสียดายมาจนถึงทุกวันนี้ แต่พอได้ศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องด้วยตนเองในช่วงเรียนปริญญาเอกที่สิงคโปร์ จากที่ไม่ชอบก็กลายเป็นรักและเห็นใจพระองค์ท่านมาก ๆ 

พบว่าสิ่งที่เคยได้ยินจากสามนิ้วล้มเจ้าในยุคนั้นล้วนเป็นความเท็จและไม่มีประโยชน์ เห็นได้ชัดเจนมาก ๆ ว่าการบิดเบือนให้ร้ายในหลวง ร.10 เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน เพื่อเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจ โดยมักบิดเบือนให้ร้ายสร้างมโนภาพต่าง ๆ ให้ในหลวง ร.10 กลายเป็นคนไม่ดี เป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นจอมวายร้าย

แต่ทว่าในความเป็นจริง แม้ในหลวง ร.10 จะเป็นคนเคร่งครัดมากในระเบียบวินัยแบบทหาร แต่พระองค์ท่านก็เป็นคนที่มีเมตตาสูงมาก ขนาดชีวิตสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ท่านยังให้ความเมตตาแบบสุด ๆ ผมเคยได้ยินเรื่องหนึ่งที่เชื่อถือได้อย่างแน่ชัด เวลามีสัตว์หลงเข้ามาในลานฝึก ทหารที่ฝึกกับพระองค์ท่านจะต้องหยิบมันไปปล่อยอย่างเหมาะสม ใครจะไปนึกว่าในหลวง ร.10 จะทรงน่ารักขนาดนี้

ผมยังจำได้ดี ตอนผมจบปริญญาเอกปี 2561 ในวัย 26 ปี ในปีนั้นเพื่อนชาวสิงคโปร์ของผมชื่อ ‘ยองเจีย’ วัย 25 ปี เคยแสดงความคิดเห็นให้ผมฟังว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์คือจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษอันหาได้ยากยิ่ง ลองคิดดูนะ กว่าประเทศอื่นจะรวมผู้คนให้สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่ประเทศไทยสามารถทำได้แค่ในชั่วพริบตา เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คน ดังนั้นถ้าหากมีใครต้องการทำลายประเทศไทย หรือแทรกแซงประเทศไทยเพื่อผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงไม่แปลกที่เขาต้องทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์"

ผมโชคดีที่ตาสว่างกว่า ไม่เช่นนั้นตอนนี้ผมอาจติดคุกหรือไม่ก็ได้ดิบได้ดีในพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคที่มีรากเหง้ามาจากสามนิ้วล้มเจ้าใน มธ. ชอบอ้างอย่างปลอมเปลือกว่าอยากให้สถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงสถาพร แต่ในความเป็นจริงแม้แต่ถวายพระพรก็ยังไม่มีเลย สุดท้ายเมื่อผมออกจาก Echo Chamber ของการลือตาม ๆ กันอย่างเสียสติ ไม่ต่างจากนกแก้วนกขุนทอง ไม่หลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนให้ร้ายพระองค์ท่านอีกต่อไป ผมจึงตาสว่างยิ่งกว่าตาสว่างและรักพระองค์ท่านสุดหัวใจ

'ทร.' รับโล่เกียรติยศ ITA ตอกย้ำการทำงานอย่างมีคุณธรรม-โปร่งใส ปลื้ม!! ได้คะแนนประเมินลำดับที่ 2 จาก 160 หน่วยงานภาครัฐ

(31 ก.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนสนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี พล.ร.อ.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ เข้ารับโล่เกียรติยศในพิธีมอบรางวัลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

ทั้งนี้ทางกองทัพเรือได้รับคะแนนการประเมินผลคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในภาพรวม 99.21 คะแนน ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 2 ของกลุ่มส่วนราชการระดับกรมทั่วประเทศ รวม จำนวน 160 หน่วยงาน

โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้มอบรางวัลดังกล่าว

ทำไม 'หมอคางดำ' ไม่รุกราน 'ระบบนิเวศแอฟริกา' ทั้งที่เป็นถิ่นกำเนิด เพราะยากที่จะรอดจากดงนักล่าเจ้าถิ่น-ภูมิประเทศไม่เอื้อแพร่พันธุ์

(30 ก.ค.67) สำนักข่าว Thaipost ได้นำเสนอเนื้อหาในหัวข้อ เหตุใดปลาหมอคางดำถึงไม่รุกรานระบบนิเวศของทวีปแอฟริกา ที่เป็นถิ่นกำเนิดของมัน แต่กลับเป็นปัญหากับระบบนิเวศประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศไทย ระบุว่า...

คำตอบอย่างแรกก็คือ เป็นเพราะความแตกต่างระหว่างสภาพทางภูมิศาสตร์และระบบนิเวศของไทยกับทวีปแอฟริกา ที่ไม่เหมือนกัน โดยปลาหมอคางดำ วิวัฒนาการมาพร้อมกับระบบนิเวศขอแอฟริกา โดยมันเป็นส่วนหนึ่งของ Food web ของทวีปแห่งนี้ที่มีทั้ง ผู้ล่า, คู่แข่งในการล่า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ เป็นการจัดการตามธรรมชาติ และมีผลทำให้ควบคุมประชากรของปลาหมอคางดำไม่ให้มีมากเกินไป จนส่งผลเสียต่อระบบนิเวศโดยรวม

ผู้ล่าหลัก ๆ ในถิ่นเดิมของแอฟริกา ก็คือ ปลาในแอฟริกานั่นเอง เช่น ปลาดุกแอฟริกา, ปลากะพงขาวแอฟริกา, ปลาแอฟริกันไพด์, ปลาเสือแอฟริกัน ปลาหมอสี 5 แถบ 

สัตว์นักล่าเจ้าถิ่นเหล่านี้ จัดว่าเป็น Predator หรือเป็นปลานักล่าที่โหด และมีขนาดใหญ่กว่าปลาหมอคางดำหลายเท่ามาก เช่น ปลากะพงแม่น้ำไนล์ ที่ตัวใหญ่หนักเป็น 100 กิโลกรัม ใหญ่กว่ากะพงขาวไทยหลายเท่า อีกทั้งยังมีความดุร้ายและกินจุกว่ากะพงไทยมาก ขนาดที่มันสามารถอ้าปากแต่ละครั้งก็กลืนปลาหมอคางดำได้หมดทั้งฝูง แถมยังมีปลาไทเกอร์โกไลแอต ปลาตะเพียนกินเนื้อที่มีทั้งความเร็วขนาดที่ใหญ่มหึมาและฟันที่คมกริบ คอยล่าปลาหมอคางดำ

แม้ปลาหมอคางดำจะเป็นนักล่าด้วยเช่นกัน แต่มันก็ไม่สามารถลงทะเลได้เพราะภูมิประเทศของแอฟริกาเป็นน้ำลึก ชัน ไม่เหมาะกับการแพร่พันธุ์ และหากลงทะเลยังต้องเจอกับนักล่าทะเลลึกที่โหดขึ้นไปอีกระดับ ด้วยเหตุนี้ปลาหมอคางดำเมื่ออยู่ในแอฟริกา จึงมีสภาพเป็นเหยื่อ หรือหากมันจะว่ายมาริมฝั่งทะเล ก็จะต้องเจอพวกแรคคูน และอาจปะหน้า พวกนกตระกูล Heron, Kingfisher ที่เป็นนักล่า อีกทั้ง บางแหล่งยังเป็นดงจระเข้

ด้วยเหตุนี้ พอมาอยู่ไทยปลาหมอคางดำจึงกลายเป็นนักล่า เพราะที่ไทยไม่มีนักล่าเจ้าถิ่นที่โหดกว่ามัน อีกทั้งสภาพแวดล้อมยังเหมาะกับการแพร่พันธุ์ แตกต่างจากสภาพแวดล้อมภูมิศาสตร์ของแอฟริกา ที่ปากแม่น้ำเป็นทั้งน้ำลึกมีความเค็มในระดับที่ปลาหมอคางดำไม่สามารถปรับตัวขยายพันธุ์ได้

'อัษฎางค์' เผย!! ห้าวิบากจากความลำบากทุกข์ยาก บนราชบัลลังก์ของ 3 รัชกาล ราชสกุลมหิดล

(30 ก.ค. 67) อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ ‘ห้าวิบากจากความลำบากทุกข์ยากบนราชบัลลังก์ของพระมหากษัตริย์ 3 รัชกาลจากราชสกุลมหิดล’ โดยระบุว่า…

วิบากของราชสกุลมหิดล

ต้นราชสกุลมหิดลคือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช) ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

วิบากที่หนึ่ง

พระราชโอรสพระองค์โตคือ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ (พระเชษฐาของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช) ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกของสยาม ซึ่งจะเป็นผู้มีสิทธิในการสืบสันตติวงศ์ แต่ทรงสวรรคตตั้งแต่ทรงพระเยาว์

วิบากที่สอง

หลังจากนั้นพระราชโอรสและพระราชธิดาในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ก็สิ้นพระชนม์จนหมดสิ้นตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เหลือแต่เพียง 2 พระองค์คือ สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร และ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

วิบากที่สาม

เกิดคดีฆาตกรรมในหลวงรัชกาลที่ 8 จากสาเหตุทางการเมือง

สมเด็จพระราชชนนีได้ทรงเขียนจดหมาย แจ้งความเป็นอยู่ของลูกทั้งสามถึงสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จย่าของรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9) อยู่เสมอมิได้ขาด รวมถึงเรื่องที่รัฐบาลพยายามโน้มน้าวให้ในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จกลับประเทศไทยเรื่อยมาตั้งแต่รับขึ้นครองราชย์ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาล

โดยสมเด็จพระราชชนนียังได้ย้ำอีกว่า สกุลมหิดลไม่ต้องการลาภยศใด ๆ หากแต่สิ่งที่มุ่งหวังคือ พระพลานามัย การศึกษา ตลอดจนการเรียนรู้ในช่วงเยาว์วัยของในหลวงรัชกาลที่ 8 คือสิ่งสำคัญที่สุด โดยได้ทรงย้ำกับเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศว่า…“การที่นันทต้องรับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็เพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ต่อบ้านเมือง”

เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า สมเด็จย่า มิได้มีความปรารถนาให้พระราชโอรส เป็นพระมหากษัตริย์ ราชสกุลมหิดลปรารถนาเพียงการอยู่อย่างสงบสุข แต่ที่ต้องยอมรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์เนื่องจากเป็นภาระและหน้าที่ต่อบ้านเมืองเท่านั้น

ช่วงเช้าของวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งมีพระชนมายุ 20 พรรษา ได้ถูกฆาตกรรมและเสด็จสวรรคตอยู่ในห้องบรรทมของพระองค์ในพระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง

มีบันทึกว่าเมื่อในหลวงรัชกาลที่ 8 ซึ่งกำลังศึกษาวิชากฎหมายและนิวัติกลับมาประเทศไทย เคยมีการโต้ตอบกับนักการเมืองผู้กุมอำนาจอยู่หลายครั้ง เนื่องจากพบว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนจะเกิดคดีสะเทือนขวัญในที่สุด

แต่มีความพยายามของฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยมหรือฝ่ายล้มเจ้า บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้ร้ายว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ถูกสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชลอบปลงพระชนม์ เพราะหวังครองราชสมบัติ

ตำแหน่งพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีอำนาจทางการเมือง แต่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทั้งชาติ ไม่เหมือนพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ทรงมีอำนาจทางการเมืองเพียงผู้เดียว ดังนั้นน้องจะฆ่าพี่ทำไม

ยิ่งไปกว่านั้น จากบันทึกประวัติศาสตร์ที่ยกให้ดูข้างต้น รวมทั้งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอย่างกว้างขวางตลอดมาว่า ราชสกุลมหิดลไม่มีความมุ่งหวังใด ๆ ในเรื่องการเมืองและราชบัลลังก์ นอกจากนี้ครอบครัวมหิดลยังรักใคร่กลมเกลียว โดยเฉพาะรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ผูกพันรักใคร่กันตลอดมา ไม่มีเหตุผลจูงใจใด ๆ บ่งชี้เลยว่า น้องจะฆ่าพี่เพื่อราชบัลลังก์ที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองใด ๆ

วิบากที่สี่

ใจความบางส่วนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้แทนนิตยสาร NATIONAL GEOGRAPHIC เมื่อปี พ.ศ. 2525

“เมื่อข้าพเจ้าจะมารับหน้าที่นี้เมื่อ 36 ปีที่แล้วนั้น ข้าพเจ้าอายุเพียงแค่ 18 ปี ในเวลานั้นทุกอย่างดูทรุดโทรมไปหมด ในวันนั้นเก้าอี้และพรมก็ขาดเป็นรู พื้นแตกคร่ำคร่า วังทั้งวังก็เกือบจะพังลงมา เวลานั้นสงครามโลกเพิ่งสิ้นสุดลง ไม่มีใครสนใจกับอะไรทั้งสิ้น ข้าพเจ้าต้องค่อยๆก่อสร้างทุก ๆ อย่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ใช้วิธีทุบทิ้ง

ข้าพเจ้าต้องค่อยๆทำไปทีละเล็กทีละน้อย เป็นเวลา 36 ปีเข้าไปแล้ว ดังนั้น เราอาจเรียกรัชกาลนี้กระมังว่า เป็นรัชกาลแห่งการปฏิรูป ขนบธรรมเนียมเก่าแก่ ถูกรักษาไว้และเปลี่ยนแปรมาโดยลำดับ”

จากบทพระราชทานสัมภาษณ์ข้างต้นจะเห็นถึงความยากลำบากในช่วงต้นรัชกาลในแผ่นดินของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ใช้เวลาถึง 36 ปี กว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอย

วิบากที่ห้า

ในประวัติศาสตร์ชาติไทยหรือของชาติใดๆ ในโลกมีลักษณะคล้ายกันอยู่อย่าง คือเมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาลหรือผลัดแผ่นดิน มักเกิดการลองของ หรือความพยายามในการล้มล้างราชบัลลังก์

ดังนั้น นับตั้งวินาทีแรกที่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นสืบราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา ก็คือวินาทีแห่งวิบากกรรมของพระองค์

คงไม่ต้องอธิบายความใด ๆ ว่าเกิดเหตุการณ์ใดในความพยายามบั่นทอนพระราชบัลลังก์

และคงไม่ต้องอธิบายว่าพระองค์ได้ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์ใดต่อชาติและประชาชนมากมายเพียงใด

แต่ต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใด ในการรับมือกับการเมือง ยังไม่มีใครบอกได้

สิ่งที่พวกเราประชาชนผู้จงรักภักดีต้องทำคือ สามัคคี ร่วมกันค้ำบัลลังก์และถวายกำลังใจ ให้พระองค์ ร่วมกันถวายกำลังใจ ถวายชัยมงคล และร่วมกันสรรเสริญพระบารมีราชวงศ์จักรีและราชสกุลมหิดล ให้คงอยู่สถาพรตลอดไป

อ่านทั้งหมดได้ที่ ‘อัษฎางค์ดอทคอม’

วิทยุการบินฯ เดินหน้าจัดฝึกอบรมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากร รองรับเทคโนโลยีการบินขั้นสูง

บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด จัดฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีระดับสูง ด้านการจัดการจราจรทางอากาศ ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2567 ณ อาคาร EECi วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยองเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการบิน ตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือของ 7 หน่วยงาน เรื่อง การพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน (NGAP - Digital transformation) โดยมีผู้เข้ารับการอบรมกว่า 60คน จาก 7 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ดร. ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า “จากนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค วิทยุการบินฯ ได้ดำเนินการเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินของสนามบิน การเชื่อมโยงสนามบินกับโครงข่ายการเดินทางทั่วประเทศและเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการสร้าง 3 สนามบินใหม่ ได้แก่ สนามบินอู่ตะเภา อันดามัน และล้านนา ซึ่งคาดการณ์ว่า จะมีความต้องการบุคลากรด้านการบินเพิ่มขึ้นประมาณ 30,000 คน วิทยุการบินฯ ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็น ในการพัฒนาบุคลากรด้านการบิน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต 

จึงจะจัดฝึกอบรมหลักสูตร Performance-based CNS เป็นโครงการนำร่อง พร้อมทั้งดำเนินการจัดทำโครงการ “การพัฒนาศักยภาพมืออาชีพอุตสาหกรรมการบินไทยยุคใหม่ สู่มาตรฐานสากล ICAO” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกำหนดกรอบโครงการ กับหน่วยงานความร่วมมือ 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)ภายใต้ทุนสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพของบุคลากรด้านการบิน ทั้งในระดับประเทศ และระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้สามารถนำความรู้มาพัฒนาบริการการเดินอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือด้านการบินในอนาคต อีกทั้งเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ เพื่อนำไปสู่การจัดการจราจรทางอากาศในภูมิภาคร่วมกันได้อย่างยั่งยืน”

ดร. ณพศิษฏ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดฝึกอบรมครั้งนี้ จะเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีระดับสูง ด้านการจัดการจราจรทางอากาศ (หลักสูตร Performance-based CNS) มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 60 คน ประกอบด้วย ตัวแทนจาก 7 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เนปาล และภูฏาน และตัวแทนจากหน่วยงานในประเทศ ได้แก่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด สถาบันการบินพลเรือน ผู้แทนจากสายการบิน และมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศ เป็นต้น ซึ่งผู้เข้ารับการอบรม จะได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับผู้บรรยายที่ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการบิน รวมทั้งนำเสนอเกี่ยวกับเทคโนโลยีการบินในปัจจุบัน และการพัฒนาเทคโนโลยีการบินขั้นสูงในอนาคต เพื่อสนับสนุนให้บริการจราจรทางอากาศมีประสิทธิภาพ คล่องตัว และเกิดความปลอดภัยสูงสุด อีกทั้งมีการศึกษาดูงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย”

เชียงใหม่-สวนสัตว์เชียงใหม่ สร้างความสุข สนุกกับกิจกรรม 'สิงหาพาเหรด สัตว์น่ารัก'

สวนสัตว์เชียงใหม่ จัดกิจกรรม 'สิงหาพาเหรด สัตว์น่ารัก' เฉพาะวันเสาร์-วันอาทิตย์ เพียงวันละ 1 รอบ เวลา 11.00 น. ตลอดเดือนสิงหาคม เริ่มวันเสาร์แรก 3 สิงหาคม 2567 นี้  

นายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ เผยว่า สวนสัตว์เชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย การจัดขบวน 'สิงหาพาเหรด สัตว์น่ารัก' ขบวนมาสคอตสัตว์ที่มาสร้างสีสันและรอยยิ้ม และสัตว์น่ารักนานาชนิด มาร่วมในขบวน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมและบันทึกภาพสัตว์แต่ละตัวได้อย่างใกล้ชิด เช่น นกมาคอร์ฟ้าอกเหลืองสีสันสดใส, นก   ค๊อกคาเทลหลากสี, แพะแคระจอมซน, ม้าแคระเชทแลนท์ขนสวย, กระต่ายน้อยซุกชน, ไก่ป่าสวยงาม, เจ้าอ้นผู้น่ารัก, ลูกหมีขอ(น้องลาบูบู้), นกเพนกวินเริงร่า และ เหล่าสัตว์น่ารักอีกมากมาย กว่า 50 ตัว ที่จะออกมาให้นักท่องเที่ยวได้รับชมอย่างใกล้ชิด ณ บริเวณมินิซู สวนสัตว์เชียงใหม่ เฉพาะวันเสาร์ และ วันอาทิตย์ วันละ 1 รอบ เวลา 11.00 น. ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ 

ทั้งนี้ สวนสัตว์เชียงใหม่ ยังเพิ่มความสุข สนุกไปกับกิจกรรม ต่าง ๆ อีกมากมาย เพลิดเพลินกับเหล่าบรรดาสัตว์ขนาดเล็ก ชิมอาหารบนรถฟู้ดทรัค  คลายร้อนที่สโนว์บัดดี้วินเทอร์แลนด์ สัมผัสอุณหภูมิ -10 องศาเซลเซียส พบกับความหลากหลายของสายพันธุ์ปลานานาชนิด ตื่นตาตื่นใจ กับความงดงามของสัตว์น้ำต่างๆ  ที่เชียงใหม่ ซู อควาเรียม ทะเลบนดอย และชมการแหวกว่ายของฝูงเพนกวินที่น่ารัก ชมการแสดงพฤติกรรมสัตว์ multi animal behavior ของสัตว์หลากหลายชนิด แวะสักการะพระนวพุทธมหาบารมี พระศรีสากยมุนีสัตตะบุรีลวบูชา ที่โบราณสถานวัดกู่ดินขาว อายุมากกว่า 1,000 ปี ถ่ายรูปสถานที่ต่างๆ ภายใต้การจัดภูมิทัศน์ให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ มีบริการขนส่งมวลชนแบบครอบครัวโดยใช้รถกอล์ฟ หรือรถรางบริการขึ้นลงตามสถานีต่างๆ โดยรอบสวนสัตว์เชียงใหม่ อีกด้วย

‘เพจดัง’ ประกาศตามหา ‘แก๊งวัยรุ่น’ ลืมจ่ายเงินค่าบิงซู หลอกกินฟรีเกือบ 3,000 บาท ก่อนตีเนียนหายไปทีละคน

เมื่อวานนี้ (29 ก.ค.67) เพจ ‘อีซ้อขยี้ข่าว3’ ได้โพสต์ตามหาผู้ก่อเหตุกินบิงซูเกือบ 3,000 บาท ไม่จ่ายเงิน โดยระบุข้อความว่า “กินบิงซูเกือบ 3,000 แล้วลืมจ่ายเงิน เห็นทางร้านบอกว่าค่อย ๆ ทยอยเดินออกไปเข้าห้องน้ำและหายไปทีละคน

ประกาศตามหาน้องกลุ่มนี้ค่ะ มากินอาหารที่ร้านบิงซูนมหกสาขาคู้ขวา เวลาประมาณ 18.00 น.แล้วไม่ได้จ่ายเงิน (หรือลืมจ่ายเงินให้ติดต่อมาจ่ายด่วนเลยค่ะ) ใครรู้จักรบกวนติดต่อน้องกลุ่มนี้หน่อยค่ะ ยอดที่ต้องชำระ 2,655 บาท

ไม่ได้มีเจตนาประจานนะคะ ขอแค่มาจ่ายแล้วจะลบโพสต์ค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ”

‘นายก’ เศร้าสูญเสียคุณแม่ ‘ชดช้อย ทวีสิน’ ถึงแก่กรรมอย่างสงบ สิริอายุรวม 96 ปี

(30 ก.ค.67) นางชดช้อย ทวีสิน มารดาของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ สิริอายุ 96 ปี หลังจากพักรักษาตัวมาระยะหนึ่ง ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ที่ศาลากวีนิรมิต วัดเทพศิรินทราวาส กทม. โดยทรงพระกรุณาพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พระราชทานหรีด ในเย็นวันที่ 30 ก.ค.และจะมีการสวดพระอภิธรรมต่อไป

ประวัติ นางชดช้อย สกุลเดิม จูตระกูล เกิดวันที่ 1 ตุลาคม 2471 สมรสกับ ร.อ.อำนวย ทวีสิน มีบุตร 1 คน คือนายเศรษฐา ต่อมา ร.อ.อำนวย ถึงแก่กรรม ขณะที่นางชดช้อยอายุ 38 ปี นายเศรษฐา อายุเพียง 3 ขวบ โดยนางชดช้อยได้เลี้ยงดูบุตรชายคนเดียว จนสำเร็จการศึกษาสูงสุดจากสหรัฐอเมริกา และทำธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อนเข้าสู่การเมืองในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566

นางชดช้อยได้ล้มป่วย โดยมีบุตรชาย คือนายเศรษฐา ดูแลใกล้ชิดโดยตลอดกระทั่งวาระสุดท้าย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับคนใกล้ชิดว่า “เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต”

>> สำหรับหมายกำหนดการ

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพิธีสวดพระอภิธรรมศพ
นางชดช้อย ทวีสิน มารดานายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
ณ ศาลากวีนิรมิต วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

วันอาคารที่ 30 กรกฎาคม 2567
16.00 - 17.30 พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ
อัญเชิญพวงมาลาพระราชทานและประทาน วางที่หน้าหีบศพ
18.30 พิธีสวดพระอภิธรรม

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม - วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2567
เวลา 18.30 น. พิธีสวดพระอภิธรรม

กระตุกต่อมคิดคนไทย!! พอกันที!! วาทกรรมแบ่งแยกคนรุ่นเก่า-ใหม่ หยุดให้ค่า!! หากออกจากปลายจมูก 'นักฉวยโอกาส-สาดความรวยใส่ตัว'

(29 ก.ค. 67) ผู้ใช้ Instagram ที่ชื่อว่า ‘tthegreatboy1’ ได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับ ‘โน๊ส อุดม’ และวาทกรรม ‘คนรุ่นเก่า-คนรุ่นใหม่’ โดยได้ระบุว่า ...

‘โน๊ส อุดม แต้พานิช’ ในทัศนะของผม แกเป็นตลกฝืดๆ คนหนึ่ง ที่ผมรู้สึกว่าทำไมเราต้องไปเสียตังค์จ่าย เพื่อจะไปดูอะไรแบบนี้ คืออันนี้เป็นทัศนคติส่วนตัว ส่วนใครจะชื่นชอบจะจ่ายเงินเพื่อไปดูก็เป็นสิทธิส่วนตัวของเขา

งานของโน๊ส อุดม เป็นงานที่ไปหยิบจับ เอาประเด็นในสังคมประเด็นทางการเมือง นำมาล้อเลียนนำมาพูดให้ขำๆ แล้วยังไงใน TikTok ก็มีถ้าจะมาพูดขำๆล้อเลียนแบบนี้ มันไม่ได้มีอะไรที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ เลย

เมื่อก่อนนี้โน๊ส อุดม เป็นคนที่พูดถึงปัญหาในสังคมปัญหาการเมือง พูดแซวในฐานะที่ตัวเองนั้นอยู่เหนือปัญหา ตัวเราเองนั้นเยี่ยมตัวเราดีคนอื่นคือปัญหา ทำตัวเทศนาอะไรประมาณนั้น ก็เข้าใจว่าเขาเป็นอย่างนั้น ก็ต้องปล่อยเขาไป

แต่ในปัจจุบัน มันมีข้อมูลหลักฐานในโลกโซเชียล ว่าโน๊ส อุดมนั้น ชื่นชอบใน ‘พรรคก้าวไกล’ 

ฉะนั้นเวลาที่ ‘โน๊ส อุดม’ จะพูดจะแซวพรรคการเมืองมองปัญหาการเมืองโน๊ส อุดม ก็จะพูดในฐานะที่เป็นคนที่ ฝักใฝ่ไปในทาง พรรคก้าวไกล ไม่ได้เป็นคน ที่อยู่ตรงกลางอีกแล้ว เป็นคนที่พูดด้วยฐานะ ที่ได้เลือกข้างแล้ว ตรงนี้ก็ต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจก็ต้องปล่อยเขาไป

ส่วนประเด็นที่มันเป็นดรามานั้นก็คือ วาทกรรมของคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ พี่โน๊ตอุดมได้หยิบขึ้นมาพูดในงานครั้งล่าสุด ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเขาชื่นชอบในภาคก้าวไกล เขาก็จะต้องนำวาทกรรมของ พรรคก้าวไกล นำขึ้นมาผลิตซ้ำ

แต่โดยความคิดส่วนตัวของผมแล้ว ผมมองว่า วาทกรรมนี้เป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ต่อคนทุกฝ่าย คุณไปพูดเหมารวมว่าคนรุ่นเก่าทำตัวไม่น่านับถือ เข้าใจว่ามีคนรุ่นเก่าแบบที่คุณโน๊ส อุดมไม่ชอบ คนรุ่นเก่าที่ก่อปัญหาแบบที่คุณโน๊ส พูดมีอยู่จริง แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องของปัจเจกชน เป็นพฤติกรรมของแต่ละบุคคลไป แต่คุณโน๊ส อุดมใช้วาทกรรมที่เหมารวม คนรุ่นเก่าก็มีอีกมากมายที่เป็นคนดี เป็นคนดีของสังคม เป็นพ่อที่เยี่ยม เป็นแม่ที่เยี่ยม เป็นคนที่ดีต่อเพื่อน เป็นคนที่ดีต่อสังคม อีกเยอะแยะมากมาย

แต่ปัจจุบัน เมื่อเขาเดินออกไปเจอคนรุ่นใหม่ เขาต้องกลายเป็นคนที่ไม่น่าเคารพไม่น่านับถือ เพราะวาทกรรมคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ที่คุณโน๊ส อุดม พยายามจะสร้างมันขึ้น เป็นความมักง่าย ของคนที่ใช้วาทกรรมนี้ มันก็เลย กลายมาเป็นปัญหาในปัจจุบัน

ตรรกะคนรุ่นเก่าคนรุ่นใหม่ ที่พยายามจะโทษคนรุ่นเก่าว่า เป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วถ้าผมเอาตรรกะแบบนี้ไปใช้กับคนรุ่นใหม่บ้าง มันจะได้ไหม คนรุ่นใหม่เป็น พวกกราดยิงห้างสยามพารากอน เป็นพวกรุมโทรมหญิง คนรุ่นใหม่เป็นพวกแก๊งลูกตำรวจ คนรุ่นใหม่เป็น เด็กช่างกลตีกัน มันก็สามารถที่จะพูดได้เยอะแยะ ในข้อเท็จจริงนั้นมันก็มีคนรุ่นใหม่ ที่เป็นคนนิสัยไม่ดีแบบนี้จริงๆ

แต่ว่ามันเป็นพฤติกรรมของปัจเจกชน มันเป็นเรื่องของเฉพาะคนเฉพาะกลุ่ม มันไม่สามารถจะนำมาเหมารวมได้ว่า คนรุ่นใหม่ทั้งหมดเป็นคนที่ไม่ดี ถูกต้องไหมครับ

ในเมื่อเราเข้าใจตรรกะตรงกันแล้ว ทำไมคุณ ‘โน๊ส อุดม’ หรือ ‘พรรคก้าวไกล’ หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ฝักใฝ่ ทำไมไม่เข้าใจว่า คนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ก็มีทั้งคนดีและคนที่ไม่ดีอยู่ในทุกกลุ่ม

เพราะฉะนั้นวาทกรรมของคุณโน๊ส อุดมจึงเป็นวาทกรรมที่สร้างความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ต้องการที่จะหาผลประโยชน์ทางการเมือง

วาทกรรมคนรุ่นเก่าคนรุ่นใหม่ ถ้าเราลองคิดวิเคราะห์แล้ว เราก็จะเห็นว่ามันเป็นวาทกรรมที่มี ช่องโหว่เยอะ ไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้จริง มันบิดเบี้ยว 

และเมื่อเรารู้แล้วว่าวาทกรรมนี้มันไม่จริง เราก็ยังจงใจ ใช้วาทกรรมแบบนี้ สาดใส่คนอื่น ก็ต้องบอกว่า ไม่น่ารักเลย

'สถานีศิริราช' สถานีขนส่งมวลชนเพื่อสุขภาพแห่งแรกของประเทศไทย โมเดลต้นแบบการพัฒนาพื้นที่สถานีขนส่งแก่โครงการอื่นๆ ในอนาคต

(29 ก.ค. 67) เพจ 'Thailand Update' โพสต์ข้อความเผยความคืบหน้าการก่อสร้าง 'สถานีศิริราช' ว่า...

ได้เวลาสร้างแล้ว!! 'สถานีศิริราช' ที่มีทั้งอาคารรักษาพยาบาลและสถานีรถไฟฟ้าแห่งแรกของไทย โดยจะมีรถไฟฟ้า MRT สายสีส้ม (OR02) อยู่ใต้ดินที่เริ่มก่อสร้างแล้ว กับรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (RWS03) อยู่ชั้น 1 และ 2 ที่คาดว่าจะเริ่มภายในปีนี้ (ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากการรถไฟแห่งประเทศไทย)

สำหรับ อาคารรักษาพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นการก่อสร้างอาคารสูง 15 ชั้น ชั้นใต้ดิน 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 55,057 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่โรงพยาบาล 50,741 ตารางเมตร พื้นที่รถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน 3,410 ตารางเมตร และพื้นที่รถไฟฟ้าสายสีส้ม 906 ตารางเมตร คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2567 พร้อมเปิดให้บริการในปี 2570

เมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถให้บริการผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน การบริการ Ambulatory Unit/ One Day Surgical โดยผู้ป่วยสามารถเดินทางมารับบริการแล้วกลับบ้านได้ ไม่จำเป็นต้องพักค้าง รวมถึงบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์และความสะดวกสบายจากการเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะและการบริการสาธารณสุขมากยิ่งขึ้นด้วย

ดังนั้น สถานีศิริราช จึงนับเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางด้วยระบบรางที่สำคัญ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทั่วไป ผู้เข้ารับบริการรักษา และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช รวมถึงเป็นการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ภายในและโดยรอบโรงพยาบาลศิริราชอย่างยั่งยืน

‘ศรีสุวรรณ จรรยา’ เดินหน้าฟ้อง ‘กรมประมง-บิ๊กเอกชน’ ที่ศาลปกครองกลาง ชี้!! เป็น ‘อาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อม’ ทำชาวประมงเสียหาย หลายหมื่นล้าน

(29 ก.ค. 67) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฎเป็นการทั่วไปว่ากรมประมง โดยคณะกรรมการ IBC อนุญาตให้บิ๊กเอกชนเพียงรายเดียวนำเข้าปลาหมอคางดำจากประเทศกานาเมื่อปี 53 แม้จะมีการอ้างว่าได้ทำลายหมดไปแล้ว แต่ทว่าปลาชนิดดังกล่าวกลับมาแพร่ระบาดทำลายสัตว์น้ำอย่างล้างผลาญไปทั่วกว่า 25 จังหวัด ชาวประมงเพาะเเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหายรวมนับหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในพื้นที่อ่าวไทย-อันดามันในขณะนี้ ถือได้ว่าเป็น ‘อาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อม’ ที่ร้ายแรงที่สุดของชาติ กรมประมงรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นแต่กลับไม่ดำเนินการเอาผิดบิ๊กนายทุนที่นำเข้าแต่อย่างใด แต่กลับนำเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศมาแก้ไขปัญหาตลอดมาหลายพันล้านบาทและจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ละอาย

องค์การรักชาติ รักแผ่นดิน และชาวประมงที่เดือดร้อนและเสียหาย จึงไม่อาจปล่อยให้กรมประมงและบิ๊กนายทุนลอยนวลไปได้ จึงจะนำความไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลออกคำบังคับใช้กฎหมายให้เอาผิดบิ๊กเอกชนต้นเหตุของปัญหาและให้รับผิดชอบต่อความเสียหายของชาวประมงทั้ง 25 จังหวัด และสั่งให้ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำที่สูญหายไปให้กลับมาดังเดิมต่อไป โดยจะไปยื่นฟ้องในวันอังคารที่ 30 ก.ค.67 เวลา 10.00 น. ณ ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top