Sunday, 26 July 2026
NEWS

สตม.จับกุมนายหน้าผู้ประสานงานขบวนการขนคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ตม.จว.ชุมพร ร่วมกับ กก.ปอพ.บก.สส.สตม. จับกุมนายฮาวาย (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลจังหวัดชุมพร ที่ จ.247/2567 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ แก่คนต่างด้าวซึ่งรู้ว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุม" นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สลุย จว.ชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม ริมถนนเทศบาล 4 ต.ระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จว.ปทุมธานี

ตามที่เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2566 เวลาประมาณ 06.30 น. ได้เกิดอุบัติเหตุรถกระบะ (ตู้ทึบ) ขนคนต่างด้าวชาวเมียนมาพลิกคว่ำบริเวณ ต.สลุย อ.ท่าแซะ จว.ชุมพร ที่เกิดเหตุพบคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจำนวน 18 คน (ได้รับบาดเจ็บ) ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน คือ นายสิทธิศักดิ์ หรือบาส (สงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ส่ง สภ.สลุย จ.ชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมาย นั้น
ต่อมา ตม.จว.ชุมพร ร่วมกับ กก.สส.บก.ตม.6 และ บก.สส.สตม. ได้ทำการสืบสวนขยายผลพบว่า ผู้ต้องหาได้รับการว่าจ้างให้ไปรับคนต่างด้าวชาวเมียนมา ที่ ต.ปากแพรก อ.เมือง จว.กาญจนบุรี เพื่อไปส่งยัง อ.หาดใหญ่ จว.สงขลา โดยในครั้งนี้มีรถที่ไปรับคนต่างด้าวด้วยกันอีก 1 คัน คือ นายธีรพงษ์ (ได้ออกหมายจับดำเนินคดีไปแล้ว) จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า นายธีรพงษ์ ได้รับโอนเงินค่าน้ำมันมาจากนายฮาวาย จึงได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับนายฮาวาย และจับกุมตัวนายฮาวายได้ในพื้นที่ จว.ปทุมธานี จากการขยายผล พบว่า นายฮาวาย ได้รับการประสานจากนายหน้าในพื้นที่ จว.กาญจนบุรี โดยนายฮาวาย ทำหน้าที่เป็นนายหน้าจัดหา  รถขนคนต่างด้าว จากพื้นที่ภาคกลางไปยังพื้นที่ภาคใต้ ร่วมกับนายอนุรักษ์ หรือบอย โดยจะได้ส่วนต่างจากการติดต่อจัดหารถหัวละ 1,000 บาท ซึ่งมีคดีที่พบความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับนายฮาวาย และนายอนุรักษ์ อีก 3 คดี ดังนี้

1. เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง, ตม.จว.พัทลุง และ สภ.นาขยาด ร่วมกันจับกุมนายอนุรักษ์ และ น.ส.เพ็ญ (ภรรยา) พร้อมพวกรวม 6 คน พร้อมชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง 58 คน ตรวจยึดรถกระบะ (รั้วคอก 3 คัน) จากการขยายผลพบว่านายอนุรักษ์ได้รับการติดต่อว่าจ้างมาจากนายหน้า ในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร ให้รับคนต่างด้าวในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร ไปยัง จว.สงขลา โดยนายอนุรักษ์ได้รับงานขนคนต่างด้าว จากนายหน้ารายนี้มาแล้วหลายครั้ง (ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล)
2. เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง, ตม.จว.สุราษฎร์ธานี, สภ.ท่าฉาง ร่วมกันจับกุม นายวีระพล พร้อมชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง 15 คน และรถกระบะรั้วคอก 1 คัน เมื่อสืบสวนขยายผลพบว่านายวีระพล/ผู้ต้องหา ได้รับการติดต่อว่าจ้างมาจากนายอนุรักษ์ ให้รับคนต่างด้าวในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร ไปยัง จว.สงขลา ในราคา 15,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาเคยติดต่อรับงานเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง เมื่องานสำเร็จจะได้รับเงินโอนค่าจ้างจากนายอนุรักษ์ โดยพบพยานหลักฐานต่าง ๆ ระหว่างผู้ต้องหากับนายอนุรักษ์ และนายหน้าในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร ต่อมาศาลจังหวัด   ไชยา อนุมัติหมายจับนายอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2567 ในความผิดฐาน “ช่วยเหลือซ่อนเร้นฯ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้พ้นการจับกุม”
3. เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2567 (วันเดียวกับคดีที่ สภ.ท่าฉาง) เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง, ตม.จว.นครศรีธรรมราช, สภ.ทุ่งสง ร่วมกันจับกุมนายอัสดา และภรรยา พร้อมชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง 11 คน ตรวจยึดระกระบะตู้ทึบ 1 คัน เมื่อสืบสวนขยายผลพบว่านายอัสดา/ผู้ต้องหา ได้รับการติดต่อว่าจ้างมาจากนายอนุรักษ์ ให้รับคนต่างด้าวในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร ไปยัง จว.สงขลา ในราคา 15,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาเคยติดต่อรับงานเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง เมื่องานสำเร็จจะได้รับเงินค่าจ้าง นอกจากนี้ยังพบพยานหลักฐานต่าง ๆ ระหว่างผู้ต้องหากับนายอนุรักษ์ และนายวีระพล ผู้ต้องหาในคดีที่ 3 ขณะนี้อยู่ในระหว่างพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำความผิดเพิ่มเติมในคดีนี้

จากการวิเคราะห์แผนประทุษกรรมในกลุ่มเครือข่ายนายอนุรักษ์ พบว่า กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวมีความเคลื่อนไหว มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน โดยนายอนุรักษ์ และนางเพ็ญ (ภรรยา) เป็นผู้ประสานงานกับนายหน้าชาวเมียนในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร และ นายฮาวาย ผู้ทำหน้าที่ประสานงานในพื้นที่ภาคกลาง โดยจะเป็นตัวกลางในการประสานงานทีมขนจาก จว.กาญจนบุรี หรือ จว.สมุทรสาคร มายังพื้นที่ จว.สงขลา ซึ่งนายอนุรักษ์จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมขน และจะได้รับค่าตอบแทนหัวละ 3,500 บาท ซึ่งจะประสานงานกับกลุ่มรถขนจาก จว.สงขลา ไปยัง จว.นราธิวาส เพื่อลักลอบข้ามไปยังประเทศมาเลเซีย โดยพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของนายซัฟยัน และกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สรุปผลการปฏิบัติ พบการกระทำความผิดในเครือข่ายของนายอนุรักษ์ทั้งสิ้น 4 คดี จับกุมผู้ต้องหา 12 คนขยายผลออกหมายจับ 3 คน (จับกุมทั้งหมด) จำนวนคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 102 คน ยึดยานพาหนะ 6 คัน จากการสืบสวนขยายผลยังพบว่าเครือข่ายนายอนุรักษ์ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ สตม. ร่วมกับ บก.ทล., บก.ปคม. ภ.7, 8, 9 และหน่วยงานความมั่นคง ร่วมกันสืบสวนขยายผลการลักลอบขนคนต่างด้าวที่ใช้เส้นทางด้าน อ.สังขละบุรี จว.กาญจนบุรี ได้แก่ เครือข่ายนายวิทยา จับกุมเมื่อวันที่ 5 เม.ย.2566 พื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี, เครือข่ายซูก้า-นิตาเว จับกุมเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2566 พื้นที่ สภ.ทุ่งตะโก จว.ชุมพร และเมื่อวันที่ 30 เม.ย.2566 พื้นที่ สภ.ทองผาภูมิ จว.กาญจนบุรี, เครือข่ายวุธ แม่กลอง จับกุมเมื่อวันที่ 7, 25 มิ.ย.2566 พื้นที่ สภ.รัตภูมิ จ.สงขลา และเครือข่ายลักลอบขนคนต่างด้าวที่ใช้เส้นทางผ่าน จว.ตาก ได้แก่ เครือข่ายซูซูมา จับกุมเมื่อวันที่ 15 มี.ค.2566 พื้นที่  สภ.บางกล่ำ จ.สงขลา

โดยความเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ มีการกระทำความผิดในลักษณะขบวนการ ที่มีการแบ่งหน้าที่กันทำ (นายหน้าประสานงานแนวชายแดน/นายหน้าประสานงานพื้นที่ชั้นใน จว.กาญจนบุรี-ปทุมธานี-สมุทรสาคร-สงขลา-จชต. (จัดหารถ)/ผู้ดูแลจุดพักคอย/หัวหน้าทีมขน-ทีมขน (ตอนบน/ตอนล่าง) ซึ่ง สตม. ได้ร่วมกับ ภ.7,8,9, บช.ก. เฝ้าระวังกลุ่มขบวนการดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จนนำมาสู่การจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาของในเครือข่ายนายอนุรักษ์ ซึ่งชุดสืบสวน สตม. จะได้ดำเนินการขยายผลเพื่อนำผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สตม.ตามรวบบังหยันหัวโจกขนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองข้ามชาติ

ตม.จว.สงขลา ร่วมกับ ตม.จว.ปัตตานี จับกุมนายซัฟยัน หรือบังหยัน (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.455/2567 ลงวันที่ 5 ก.ค.2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ช่วยเหลือซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ พ้นจากการจับกุม" นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตภูมิ จว.สงขลา ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บริเวณหมู่บ้านปาแดลางา ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จว.ปัตตานี

สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สงขลา จับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติบังกลาเทศหลบหนีเข้าเมือง 19 คน พร้อมผู้ให้การช่วยเหลือ 2 คน เหตุเกิดที่ถนนสายเอเชียหมายเลข 2 ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จว.สงขลา หลังจากนั้นได้ขยายผลการจับกุมพบว่านายซัฟยันหรือบังหยันผู้อยู่เบื้องหลังในการกระทำความผิดครั้งนี้ จึงรวบรวมพยานหลักฐานจนกระทั่งศาลจังหวัดสงขลาออกหมายจับในความผิดฐาน ร่วมกันให้ที่พักพิง ให้การช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาสืบทราบว่านายซัฟยันฯ มาหลบอยู่ที่บ้านพักในเขต อ.หนองจิก จว.ปัตตานี จึงประสาน ตม.จว.ปัตตานี บูรณาการกำลังร่วมกับ ชุดสืบสวน บก.สส.จชต. และ สภ.หนองจิก ไปร่วมตรวจสอบและจับกุมได้ที่บ้านหลังดังกล่าว
สำหรับนายซัฟยันฯ หรือบังหยัน ถือเป็นกลไกสำคัญระดับสั่งการในการลำเลียงแรงงานต่างด้าวสัญชาติบังกลาเทศจากประเทศกัมพูชาผิดกฎหมายผ่านประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซียทางช่องทางธรรมชาติ มีหมายจับจากการกระทำความผิดข้างต้นติดตัวจำนวน 2 หมายจับ จะทำหน้าที่สั่งการประสานงานกับนายหน้าประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดหารถขนแรงงานต่างด้าวครั้งละ 15-20 คน จากพื้นที่ตอนบนมายังภาคใต้ตลอดเส้นทางจนถึงมือนายจ้างที่ต้องการใช้แรงงานผิดกฎหมายในประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานหลายเดือนถึงจะพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเครือข่ายนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเคยจับกุมมาแล้ว 3 คดี ในการทลายเครือข่ายครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรสำคัญในการขนแรงงานผ่านประเทศไทย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางได้ถึง 62 คน เป็นคนไทย 10 คน คนต่างด้าว 52 คน ตรวจยึดยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดได้ 8 คัน หลังจากนี้จะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรรัตภูมิเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

2. สตม.ตามรวบบังหยันหัวโจกขนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองข้ามชาติ
ตม.จว.สงขลา ร่วมกับ ตม.จว.ปัตตานี จับกุมนายซัฟยัน หรือบังหยัน (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.455/2567 ลงวันที่ 5 ก.ค.2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ช่วยเหลือซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ พ้นจากการจับกุม" นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตภูมิ จว.สงขลา ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บริเวณหมู่บ้านปาแดลางา ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จว.ปัตตานี สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สงขลา จับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติบังกลาเทศหลบหนีเข้าเมือง 19 คน พร้อมผู้ให้การช่วยเหลือ 2 คน เหตุเกิดที่ถนนสายเอเชียหมายเลข 2 ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จว.สงขลา หลังจากนั้นได้ขยายผลการจับกุมพบว่านายซัฟยันหรือบังหยันผู้อยู่เบื้องหลังในการกระทำความผิดครั้งนี้ จึงรวบรวมพยานหลักฐานจนกระทั่งศาลจังหวัดสงขลาออกหมายจับในความผิดฐาน ร่วมกันให้ที่พักพิง ให้การช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาสืบทราบว่า นายซัฟยันฯ มาหลบอยู่ที่บ้านพักในเขต อ.หนองจิก จว.ปัตตานี จึงประสาน ตม.จว.ปัตตานี บูรณาการกำลังร่วมกับ ชุดสืบสวน บก.สส.จชต. และ สภ.หนองจิก ไปร่วมตรวจสอบและจับกุมได้ที่บ้านหลังดังกล่าว

สำหรับนายซัฟยันฯ หรือบังหยัน ถือเป็นกลไกสำคัญระดับสั่งการในการลำเลียงแรงงานต่างด้าวสัญชาติบังกลาเทศจากประเทศกัมพูชาผิดกฎหมายผ่านประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซียทางช่องทางธรรมชาติ มีหมายจับจากการกระทำความผิดข้างต้นติดตัวจำนวน 2 หมายจับ จะทำหน้าที่สั่งการประสานงานกับนายหน้าประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดหารถขนแรงงานต่างด้าวครั้งละ 15-20 คน จากพื้นที่ตอนบนมายังภาคใต้ตลอดเส้นทางจนถึงมือนายจ้าง ที่ต้องการใช้แรงงานผิดกฎหมายในประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานหลายเดือนถึงจะพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเครือข่ายนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเคยจับกุมมาแล้ว 3 คดี  ในการทลายเครือข่ายครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรสำคัญในการขนแรงงานผ่านประเทศไทย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางได้ถึง 62 คน เป็นคนไทย 10 คน คนต่างด้าว 52 คน ตรวจยึดยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดได้ 8 คัน หลังจากนี้จะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรรัตภูมิเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึก CEO คิงส์ แพ็ค อินดัสเตรียล มอบทุนการศึกษา แก่เยาวชนพิจิตร

เมื่อวานนี้ (5 ส.ค.67) เวลา 13.00 น. นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมตามโครงการ เพิ่มทักษะด้านอาชีพ แก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดยเป็นโครงการที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนโครงการ ฯ เพื่อเป็นการฝึกทักษะด้านอาชีพให้เป็นแรงงานมีฝีมือเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน  โดยมีนางสาวน้อยหน่า บางสีองค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพิจิตร ให้การต้อนรับและได้รับเกียรติจากนายสิงหราช วงษ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ร่วมในพิธีในครั้งนี้

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ รู้สึกยินดีและขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่นายทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติกชนิดอ่อนแบรนด์ “ฮีโร่” ได้เห็นความสำคัญของการฝึกอาชีพของเยาวชนไทย โดยได้มอบทุนการศึกษา ทุนละ 6,000 บาท จำนวน 5 ทุน รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ให้กับเยาวชนที่ผ่านการฝึกอบรมตามโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพ แก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวน 5 คนประกอบด้วย ผู้ที่ได้รับทุนสาขาช่างเชื่อมอารค์โลหะด้วยมือ 3 คน คือ นายวุฒิชัย ใจเอื้อ อายุ 21ปี นายพิพัฒน์ โก่งสอน อายุ 19ปี  นายวุฒิพงศ์ เพ็ชรอำไพ อายุ 19 ปี และผู้ที่ได้รับทุนสาขาช่างตรวจเช็คระยะรถยนต์ 2 คน คือ นายวุฒิคุณ อุกา อายุ 22ปี นายพีรพัฒน์ เมินไธสง อายุ 17 ปี

นางเธียรรัตน์ กล่าวต่อว่า เยาวชนทั้ง 5 คน มีฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน แต่มีความตั้งใจที่จะฝึกทักษะฝีมือ เพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ เลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยกิจกรรมในวันนี้ได้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน  ซึ่งเยาวชนเหล่านี้จะเติบโตและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

FDI 101 เปิดอีกด้าน!! เงินลงทุนจากต่างประเทศใน 'จีน-อาเซียน' ตัวเลขสะสมจีนยังใหญ่กว่าอาเซียน 20 เท่า ส่วน ศก.ใหญ่กว่า 5 เท่า

(5 ส.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'Sompob Pordi' ของ นายสมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'FDI 101' ระบุว่า...

FDI ย่อมาจาก Foreign Direct Investment ซึ่งคือ เงินลงทุนจากต่างประเทศในภาคเศรษฐกิจจริง เช่น สร้างโรงกลั่นนํ้ามัน โรงไฟฟ้า โรงงานอาหารกระป๋อง ฯลฯ

ถ้าบังเอิญไปเห็นข้อความในภาพปลากรอบ (https://www.facebook.com/share/p/Kb79wYUJj1FeA7AT/?mibextid=oFDknk) ที่ปั่นให้คนอ่านเข้าใจผิดว่า 'เศรษฐกิจจีนแย่แล้ว' ไม่มีใครสนใจหอบเงินไปลงทุนแล้ว จากตรงนี้ไปคือข้อเท็จจริงครับ

เป็นความจริงที่ ในปี 2022 กับ 2023 FDI ของอาเซียนพุ่งกระฉูดเป็น $229 bn ในขณะที่ของจีนลดลงจากที่พีคในปี 2021 ที่ $344 bn เหลือ $100+ ใน 2022 กะ 2023

แต่ถ้าเราเอาตัวเลข FDI สะสมของจีน กะ อาเซียน มาวางเทียบกัน จะตื่นตาตื่นใจเพราะ ตัวเลขของจีนใหญ่กว่าอาเซียนกว่า 20 เท่า 

ส่วนที่ว่าจะเติบโตนำจีนใน 10 ปี ผมไม่รู้จริงว่าเขาหมายถึงอะไร เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจจีนใหญ่กว่าอาเซียนเกือบ 5 เท่า คาดว่าเขาฝันไปมากกว่า

สิ่งที่ภาพปลากรอบบอกเรา ไม่ได้แปลกอะไรเพราะ...

1. ตอนนี้จีนมีทุนของตัวเองมากมหาศาลแล้ว ไม่ได้พยายามดึงเอา FDI เข้าประเทศ แถมตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเรียบ ไม่เหลืออะไรแล้ว

2. จีนถูกฝรั่งควํ่าบาตร/กีดกันทางการค้าสารพัด แล้วทุนข้ามชาติที่ไหนจะขนเงินเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานโน่นนี่อย่างในอดีต

ถ้าผมเป็นสื่อเพื่อแสวงหากำไร ผมคงหากินกับคนโง่เหมือนกันเพราะง่ายดี 

แต่คงไม่สนุกเพราะจะทำให้ผมโง่ลง ๆ ทุกวัน 5555

‘อนุทิน’ แจง เหตุปล่อยน้ำ ‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’ กะทันหัน ยัน!! ไม่ถึงขั้นภัยพิบัติ ส่วนผู้ว่าทุกจังหวัดมีแผนรองรับอุทกภัยอยู่แล้ว

(5 ส.ค. 67) ที่กรมชลประทานนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปล่อยน้ำในเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก อย่างกะทันหัน ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างกำลังดำเนินการ โดยสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ถือเป็นภัยพิบัติ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็ลดลง

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการกำชับอย่างไรเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน โดยเฉพาะเรื่องการเตือนภัยประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนก็ต้องตื่นตัวตลอดเวลา ซึ่งสถานการณ์ที่จังหวัดนครนายก เมื่อคืนวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมาน้ำมาตอนกลางคืน และมีฝนตกฉับพลัน ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ขอให้ไปฟังรายงานที่กระทรวงก่อน

เมื่อถามต่อว่าจะต้องกำชับไปในพื้นที่เสี่ยงภัยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จริง ๆ แล้วไม่ต้องกำชับ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติในช่วงเวลานี้อยู่แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่เกิดขึ้นเป็นการปล่อยน้ำแบบฉุกเฉิน โดยไม่แจ้งคนที่อยู่ท้ายเขื่อนจะต้องกำชับอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยัง ไม่ได้เป็นแบบที่ผู้สื่อข่าวถาม ซึ่งหลังจากนี้จะนำไปประเมิน ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ก็ต้องดำเนินการตามแผน อาจมีอะไรที่นอกเหนือแผนบ้าง ซึ่งตรงนี้อาจต้องตัดสินใจแบบเร่งด่วน ดังนั้นต้องไปดูว่าอะไรที่ตัดสินใจกะทันหันแล้วมันดีหรือไม่ดี แต่ตนเองขอความเห็นใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนต้องมีแผนรองรับอุทกภัยอยู่แล้ว ไม่ต้องไปบอกหรือกำชับ เขาต้องเตรียมแผนอยู่แล้ว

‘ผู้พัฒนาแอปฯ ทางรัฐ’ ชี้!! แอปฯ ปลอดภัย-รักษาข้อมูลส่วนบุคคล ยืนยัน!! ใช้มาตรฐานระดับโลก-ตรวจเฝ้าระบบตลอด 24 ชั่วโมง

(5 ส.ค. 67) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA แจ้งว่า แอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ เป็นแอปพลิเคชันของภาครัฐที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางบริการภาครัฐสำหรับประชาชนที่มีการเชื่อมข้อมูล และบริการจากส่วนราชการต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้ประชาชนในทุกช่วงวัยสามารถใช้บริการออนไลน์ของภาครัฐได้ในแอปฯ เดียวอย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้ รวมถึงเป็นช่องทางในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet

ดังนั้น การที่ประชาชนจะเข้าใช้งานแอปฯ ทางรัฐ จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ว่าผู้ที่กำลังจะเข้าใช้งานแอปฯ ทางรัฐ เป็นประชาชนตัวจริงหรือไม่ โดยการให้ประชาชนผู้นั้นถ่ายภาพใบหน้า และภาพบัตรประจำตัวประชาชนของตนเอง เพื่อเอาไปเปรียบเทียบกับภาพใบหน้าและข้อมูลบัตรประชาชนของประชาชนผู้นั้นที่มีอยู่ในระบบของภาครัฐว่าตรงกันหรือไม่ หรือที่เรียกว่าการทำ KYC (Know Your Customer) เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลของประชาชนผู้นั้น หรือสวมสิทธิ์ ซึ่งเป็นมาตรการการป้องกันและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือแบบเดียวกับที่ธนาคารในประเทศไทยใช้ (IAL 2.3) ตามประกาศของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

ในปัจจุบัน แอปฯ ทางรัฐเป็นเพียงช่องทางในการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการจากหน่วยงานต้นทางโดยไม่ได้เก็บข้อมูลประชาชนจากหน่วยงานต้นทางมาไว้ที่แอปฯ ทางรัฐแต่อย่างใด และข้อมูลส่วนบุคคลที่แสดงในแอปฯ ทางรัฐสามารถเข้าถึงได้เฉพาะเจ้าของข้อมูล และผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น

นอกจากนี้ แอปฯ ทางรัฐมีมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบและข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ และพัฒนาระบบที่มีการเข้ารหัสข้อมูลและใช้เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนที่ทันสมัยโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ร่วมกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก โดยเน้นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและระบบเป็นหลัก มีการตรวจสอบและทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทดสอบเจาะระบบและแก้ไขช่องโหว่ต่าง ๆ ทั้งก่อนให้บริการและระหว่างการให้บริการเพื่อป้องกันการแฮกและการเข้าถึงข้อมูลและบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรฐานสากล อีกทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยีป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ในระดับสูง (State-of-the-Art Cybersecurity Protection)

ตลอดจนการบริหารจัดการและจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้แนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กำหนด และเป็นไปตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 รวมถึงตามมาตรฐานที่ DGA ได้รับการรับรอง เช่น ISO 27001 (Security Management) เป็นต้น

นอกจากนี้แอปฯ ทางรัฐยังให้บริการอยู่ในระบบที่มีความน่าเชื่อถือ มีเสถียรภาพ อีกทั้งยังมีการตั้ง war room เฝ้าระวังระบบและภัยคุกคามทางไซเบอร์ด้วยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ DGA ร่วมกับ สกมช. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตลอด 24 ชั่วโมง

โดยสามารถพิสูจน์ได้จากวันแรกที่เปิดรับลงทะเบียนโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet ซึ่งมีผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามโจมตีระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างหนัก ตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เปิดรับลงทะเบียน โดยเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนกดเข้าใช้งานแอปฯ ทางรัฐเป็นจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน แต่แอปฯ ทางรัฐก็ยังสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถรองรับการลงทะเบียนฯ ได้ถึง 18.8 ล้านคนภายใน 24 ชั่วโมงโดยระบบไม่ล่มและไม่มีปัญหาเรื่องข้อมูลรั่วไหล

สำหรับประเด็นข้อสงสัยที่ว่า แอปทางรัฐเป็นระบบเปิดที่เชื่อมต่อไปถึงบัญชีธนาคารของทุกคนหรือไม่นั้น ในปัจจุบัน แอปทางรัฐ ยังไม่มีการเชื่อมกับบัญชีธนาคารและไม่มีการเก็บข้อมูลบัญชีธนาคารของประชาชนแต่อย่างใด

ทั้งนี้แอปฯ ทางรัฐ อนุญาตให้หน่วยงานของรัฐเชื่อมโยงข้อมูลและบริการของตนเข้าสู่แอปพลิเคชันทางรัฐเท่านั้น ภายใต้วิธีการเชื่อมต่อที่มีการควบคุมกำกับดูแล และมีความมั่นคงปลอดภัยสูง โดยไม่ได้เปิดให้บุคคลทั่วไป หรือภาคเอกชน หรือธนาคารเชื่อมโยงข้อมูลบัญชีและระบบบริการกับแอปฯ ทางรัฐแต่อย่างใด ซึ่งแอปฯ ของธนาคาร และผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet ต้องเชื่อมโยงและรับส่งข้อมูลกับแพลตฟอร์มการชําระเงินกลาง (Payment Platform) ของภาครัฐเพื่อรองรับการชำระเงินซึ่งเป็นคนละระบบกับแอปฯ ทางรัฐ

'สุชาติ-รวมไทยสร้างชาติ' ชวน ชาวไทยทั่วโลก รอชมแมตช์หยุดโลก เชียร์ 'น้องวิว' คว้าทองโอลิมปิก

(5 ส.ค. 67) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์ข้อตวามผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ชวนคนไทย เชียร์น้องวิว 

คนทั่วโลก รอชม แมตช์หยุดโลก ไปพร้อมๆ กัน

คงต้องนั่งหน้าจอลุ้นกันทุกวินาที พร้อมส่งพลังใจไปถึง 'น้องวิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์' ที่กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ ชิงเหรียญทองแบดมินตันโอลิมปิก 2024 กับ วิคเตอร์ อเซลเซ่น มือ 2 โลก แชมป์เก่า จากเดนมาร์ก เวลา 20.40 น. โดย T SPORT 7 ยิงสดเกมนี้ 

ส่วนตัวไม่เคยเจอกับ 'น้องวิว' แต่ติดตามผลงานมาตลอด โดยเฉพาะการพาตัวเองไปแข่งขันแบดมินตันโอลิมปิกครั้งนี้  ผมเองชื่นชมในความสามารถของเยาวชนคนเก่งทั่วประเทศ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนจังหวัดไหน หรือทำอะไรที่เป็นหน้าเป็นตาเพื่อชาติบ้านเมืองเรา ผมก็พร้อมจะสนับสนุนทุกคน 

แต่สำหรับวันนี้ เรามาส่งกำลังใจไปให้น้องวิว กันนะครับ

“พล.ต.ท.ประจวบ”พร้อมกัลยาณมิตรร่วมกันอนุโมทนาบุญทอดผ้าป่ามหากุศล วัดป่าดาราภิรมย์ ได้เงินเกือบ 10 ล้านบาท นำมอบสมทบทุนศูนย์ผู้สูงอายุ รพ.พยาบาลดารารัศมี

วันที่ 5 สิงหาคม 2567 พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้่ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่วัดป่าดาราภิรมย์ พระอารามหลวง จังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป้ามหากุศล โดยมีพระเทพวชิราธิบดี เจ้าอาวาสวัดป่าดาราภิรมย์ พระอารามหลวง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีตนและผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรพิมล วงศ์สุข ประธานฝ่ายฆราวาส  มี พล.ต.ต.หญิง พิมพรรณ ทรัพย์ขำ นายแพทย์(สบ 7) โรงพยาบาลตำรวจ เป็นประธานดำเนินการ

การร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป้ามหากุศล ในครั้งนี้เพื่อหารายได้สมทบทุนศูนย์ผู้สูงอายุโรงพยาบาลดารารัศมี สังกัดโรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อตั้งและให้บริการมากกว่า
44 ปี เนื่องมาจากพระราชประสงค์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่จะดูแลข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยขอบเขตการให้บริการในครั้งแรก มุ่งเน้นบริการในลักษณะศูนย์ส่งกลับ โรงพยาบาลได้พัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และในปี พ.ศ.2563 โรงพยาบาลได้รับงบประมาณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

ดังนั้นเพื่อสนับสนุนการก่อสร้าง อาคาร ขนาด 6 ชั้น เพื่อยกระดับบริการจากโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง สู่ศูนย์ผู้สูงอายุโรงพยาบาลดารารัศมี บัดนี้ อาคารศูนย์ผู้สูงอายุโรงพยาบาลดารารัศมีได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ในปี พ.ศ.2568 แต่ยังขาดครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นจำนวนมาก มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลดารารัศมีร่วมกับวัดปาดาราภิรมย์ จึงดำเนินการจัดกิจกรรมทอดผ้าป้ามหากุศล เพื่อนำรายได้จัดซื้อครุภัณฑ์และอุปกรณ์ ทางการแพทย์ เพื่อให้บริการแก่ข้าราชการตำรวจ ครอบครัวและประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สมดังเจตนาที่ตั้งไว้

ขอเชิญร่วมสร้างมหากุศลอันยิ่งใหญ่ ซึ่งการร่วมบุญทอดผ้าป่าในครั้งนี้ ขออนุโมทนาบุญกับกัลยาณมิตรทุกท่านที่ร่วมกันทำบุญทอดผ้าป่ามหากุศล ณ วัดป่าดาราภิรมย์ อ.แม่ริม จว.เชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ให้กับผู้สูงวัยของโรงพยาบาลดารารัศมี ยอดรวม 9,792,564 บาท ขอขอบพระคุณทุกท่าน และขออนุโมทนาบุญให้ทุกท่านมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ปรารถนาสิ่งใดสมใจทุกประการครับ ”รรท.รอง ผบ.ตร.กล่าว“

“เผ่าภูมิ” ขึ้นแม่สาย มอบสัญญาเช่าที่ดิน “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” พลิกชีวิตประชาชน อีก 500 สัญญา กว่า 72 ไร่

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวในโครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” สัญญาเช่าที่ดิน พลิกชีวิตประชาชน ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ว่า

โครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ “สัญญาเช่าที่ดิน พลิกชีวิตประชาชน” ของกระทรวงการคลัง โดยการมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้ประชาชนในวันนี้ (4 สิงหาคม 2567) เป็นการมอบสัญญาเช่าเพื่ออยู่อาศัยทั้งสิ้น รวม 500 ราย 500 สัญญา เนื้อที่รวม 72 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา บนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชร.1154 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในอัตราค่าเช่าต่ำ เพื่อประชาชน

กระทรวงการคลังมุ่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย ช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย มีความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภค และระบบสาธารณูปการ รวมถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานของรัฐ สินเชื่อจากสถาบันการเงิน สร้างความเข้มแข็งด้านสังคม ลดความเลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน 

การมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุครั้งนี้ เป็นการดำเนินงานมอบสัญญาจังหวัดที่ 4 และจะดำเนินไปจนครบทั้ง 9 จังหวัดในปีนี้ โดยจะเดินหน้ามอบสัญญาในจังหวัดที่เหลือ ได้แก่ นครสวรรค์ กาฬสินธุ์ ปัตตานี ราชบุรี และสุราษฎร์ธานี ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน

‘บิ๊กป้อม’ จัดเลี้ยงอาหารค่ำแก่ ‘นักกีฬาไทย’ ศึกโอลิมปิก 2024 พร้อมขอบคุณ-ให้กำลังใจ หลังทำหน้าที่เพื่อชื่อเสียงประเทศชาติ

(5 ส.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานจากประเทศฝรั่งเศส วันที่ 4 สิงหาคม เวลา 18.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ ได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำให้แก่นักกีฬาทีมชาติไทย พร้อมเจ้าหน้าที่ สต๊าฟ โค้ช และสมาคมกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปารีสเกมส์ 2024 ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมี เอกอัครราชทูต ศรัณย์ เจริญสุวรรณ และภริยาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ทั้งนี้ มีนักกีฬาทีมชาติไทย ที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2024 จำนวนทั้งสิ้น 51 คน 17 ชนิดกีฬา ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ที่มีนักกีฬาไทย ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

สำหรับงานเลี้ยง ได้จัดอาหารบุฟเฟต์ บรรยากาศสบาย ๆ ชิล ๆ สไตล์คนไทย มีอาหารไทย เช่น ผัดกะเพราไก่, แกงเขียวหวานทะเล, ส้มตำไทย, ลาบหมู, ไก่ทอด และทอดมันกุ้ง เป็นต้น

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ถ่ายรูปร่วมกับคณะนักกีฬา และได้กล่าวแสดงความชื่นชม ขอบคุณ และให้กำลังใจนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่มาร่วมงานในวันนี้ พร้อมขอให้ทุกคนได้มุ่งมั่นพยายามพัฒนาความสามารถของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ที่ผ่านมานักกีฬาได้มีการเตรียมความพร้อมในการฝึกซ้อม และสามารถได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในมหกรรมกีฬาระดับโลก คือ กีฬาโอลิมปิกปารีสเกมส์ 2024 ในครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญที่มีนักกีฬาทีมชาติของไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวนมาก และได้ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมหลายรายการ

“กีฬาย่อมมีแพ้ มีชนะเป็นเรื่องธรรมดา การรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง การเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ผ่านการแข่งขันกีฬานั้นเป็นเรื่องที่น่ายกย่องสำหรับคนไทย จึงขอขอบคุณแทนคนไทย ที่นักกีฬาทุกคน ทุกสมาคม ได้ทุ่มเท ตั้งใจแข่งขันและทำหน้าที่ของตนด้วยดีและเรายังมีรายการแข่งขันอีก ซึ่งยังมีความหวังที่จะได้รับเหรียญ จึงขอให้นักกีฬาได้ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อชื่อเสียงประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ที่ตั้งตารอคอยความสำเร็จของนักกีฬาทีมชาติไทยในครั้งนี้ พร้อมทั้งขอขอบคุณท่านเอกอัครราชทูตและภริยาที่ให้การต้อนรับ และสนับสนุนทีมนักกีฬาทีมชาติไทยและเจ้าหน้าที่ทุกคนในโอกาสนี้ด้วย” พล.อ.ประวิตรกล่าว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพร้อมข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ส่งกำลังใจร่วมเชียร์ "วิว กุลวุฒิ" ชิงชนะเลิศแบดมินตันชายเดี่ยว โอลิมปิก 2024 คืนนี้

วันนี้ (5 สิงหาคม 2567) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ร่วมส่งกำลังใจให้กับ ส.ต.ท.กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ผบ.หมู่ ฝอ.บก.ป. หรือ วิว นักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย ที่ร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2024 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะลงแข่งขันแบดมินตัน ประเภทชายเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ ลุ้นเหรียญทองให้ประเทศไทยในค่ำวันนึ้

กีฬาโอลิมปิก 2024 วันนี้ มีไฮไลต์ที่การแข่งขันแบดมินตัน ประเภทชายเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ ในเวลา 20.50 น. ตามเวลาประเทศไทย โดย "วิว" ส.ต.ท.กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักตบลูกขนไก่มือ 8 ของโลก จะพบกับ วิกเตอร์ อักเซลเซ่น มือ 2 ของโลกจากเดนมาร์ก หาก "วิว" ชนะจะเป็นเหรียญทองจากโอลิมปิกเกมส์เหรียญแรกของประเทศไทยในกีฬาแบดมินตัน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายสำนักงานกำลังพล ตรวจสอบการดูแลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับ ส.ต.ท.กุลวุฒิฯ และนักกีฬาตำรวจทุกคนที่เป็นตัวแทนทีมชาติไทยเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และสร้างความสุขให้กับคนไทยทุกคน

‘ลูกบ้านดอนเมือง’ ทำบุญล้างซวย นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 9 รูป หลัง ‘เอก สายเต๊าะ’ ถูกจับ หลายคนบอก!! หลับสนิทไร้กังวล

เมื่อวานนี้ (4 ส.ค. 67) ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ) ซอยเทิดราชัน 17 ถนนเทิดราชัน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ชาวบ้านดังกล่าวที่ประกอบด้วยนิติบุคคลและลูกบ้านได้จัดพิธีทำบุญใหญ่หมู่บ้าน หลังจากที่นายเอกรัฐ ขุนพรม หรือเอก สายเต๊าะ อายุ 42 ปี ถูกตำรวจสืบสวนนครบาล และ สน.ดอนเมือง จับกุมไปเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา และยังไม่ได้รับการประกันตัว โดยมีนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง และ พ.ต.ท.อำนาจ ฉ่ำชะเอม รอง ผกก.สืบสวน สน.ดอนเมือง เป็นประธานในพิธี โดยมีการนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 9 รูปมาทำพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนถวายชุดสังฆทานให้พระสงฆ์ บรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น ลูกบ้านมีความสุข หลายคนบอกว่าหลับได้สนิทไร้ความกังวล

ด้าน กัน จอมพลัง เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้รับเชิญมาเป็นเกียรติในงาน เป็นการทำบุญปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกจากหมู่บ้าน และรับสิ่งดี ๆ เข้ามา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนในหมู่บ้านรักกัน พร้อมใจกันจริง ๆ ตอนนี้สามารถกลับมามีชีวิตกันอย่างปกติ ถือเป็นการประกาศว่าหลังจากนี้จะมีเเต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในหมู่บ้าน ส่วนความคืบหน้าทางคดี เท่าที่ทราบตอนนี้นายเอกยังอยู่ในคุก ยังไม่ได้ประกันตัวออกมา และจากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า ครอบครัวของนายเอกมีการคุยกันว่าวันที่ 1 ส.ค. ครอบครัวเขาจะกลับมาเป็นครอบครัวด้วยกัน แต่ผ่านมาก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงคาดว่ายังไม่มีการประกันตัวออกมา

ก่อนหน้านี้ชาวบ้านดังกล่าวได้ร้องเรียนว่า เอก สายเต๊าะ มีพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ก่อกวนคนในหมู่บ้าน จอดรถยนต์กีดขวางทางเข้าออกหมู่บ้าน และไลฟ์สดก่อกวนผู้อื่น โชว์อาวุธปืนและมีดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งมีการพิมพ์ก่อกวนสมาชิกในกลุ่มไลน์ และใช้ถ้อยคำหยาบคาย ทำให้ลูกบ้านเกิดความหวาดกลัว ลูกบ้านบางคนถึงกับประกาศขายบ้านด่วนเพราะทนกับพฤติกรรมของนายเอกไม่ไหว จากการตรวจค้นพบอาวุธปืนยาวบีบีกัน มีดยาวหัวตัด และกระเป๋าของ รปภ.หมู่บ้าน ที่นายเอกได้หยิบไป ภายในมีกระเป๋าสตางค์ บัตรประชาชน สมุดธนาคาร เล่มรถจักรยานยนต์ ก่อนนำส่ง สน.ดอนเมือง

ตำรวจตั้งข้อหาฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ เอาไปเสียซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ทำให้เสียทรัพย์ พาอาวุธ (มีด) ไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ และเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ศาลอาญา รัชดาภิเษก ไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายเอกรัฐ ตามที่พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ขอคัดค้านการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าจะออกมายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานประกอบกับมีผู้เสียหายเข้ายื่นคัดค้านการประกันตัว ขณะนี้ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

นราธิวาส-นายกฯ เศรษฐา บินลงใต้ พบนายกฯ มาเลเซีย ร่วมหารือแนวทางเพิ่มปริมาณการค้า และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน มุ่งส่งเสริมความเชื่อมโยง พัฒนาเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว

วันนี้ (3 สิงหาคม 2567) เวลา 10.30 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส หารือ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยในเวลา 11.25 น. นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกันที่ ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก โดยนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยสาระสำคัญจากการหารือ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การลงพื้นที่ร่วมกันครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Common Peace and Prosperity) และแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพ ความจริงจังและเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำทั้งสองประเทศในการร่วมมือกันเพื่อรักษาความสงบในบริเวณชายแดน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณมาเลเซียสำหรับการขับเคลื่อนความร่วมมือ ผ่านการจัดประชุมคณะทำงานด้านการค้าชายแดน และการค้าการลงทุน และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะได้ร่วมกันจัดประชุมคณะทำงาน working group ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศจะหารือกันในกรอบความร่วมมือ JC และ JDS พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันในความร่วมมือเกี่ยวกับสินค้าและมาตรฐานฮาลาลระหว่างทั้งสองประเทศเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อความร่วมมือในการขุดลอกแม่น้ำโก-ลก ที่ตื้นเขิน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม โดยฝ่ายมาเลเซียขอความช่วยเหลือ ในการหารือนายกรัฐมนตรีได้แจ้งว่าจะสั่งการกระทรวงการต่างประเทศจัดการประชุมร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาความร่วมมือต่อไป

ในช่วงท้ายของการหารือนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสะพานคู่ขนานสุไหงโก-ลก ก่อนจะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพในการเลี้ยงอาหารกลางวัน และนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นถือเป็นเครื่องสะท้อนว่าทั้งสองประเทศมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้น สะพานคู่ขนานสุไหงโก-ลกจะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี เป็นโอกาสที่ได้หารือกันเรื่องเขตการค้าพิเศษระหว่างกัน นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการหารือในครั้งนี้จะเป็นโอกาสด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับมายังพื้นที่นี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อชื่นชมพัฒนาการที่เกิดขึ้น

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อเครื่องผลิตออกซิเจน รักษาผู้ป่วย รพ.สมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จ.พิจิตร

5 สิงหาคม เวลา 10.00 น. นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบเครื่องผลิตออกซิเจน ขนาด 5 ลิตร จำนวน 9 เครื่อง มูลค่าเครื่องละ 27,900 บาท เป็นเงิน 251,100 บาท ให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ตะพานหิน จ.พิจิตรเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยมี นายแพทย์สุธน  ชินวุฒิ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลและคณะ เป็นผู้รับมอบ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จ.พิจิตร

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า สำหรับเครื่องผลิตออกซิเจนที่นำมามอบให้กับโรงพยาบาลในวันนี้ เป็นเครื่องมือบริการทางการแพทย์ ที่ทางมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับคณะกรรมการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำไปมอบให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อไว้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ  ทั้งนี้ การมอบเครื่องผลิตออกซิเจน จำนวน 9 เครื่อง ให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน  ถือว่าเป็นกิจกรรมตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์  ที่สนับสนุนงานด้านสาธารณสุขของประเทศ

ด้าน นายแพทย์สุธน  ชินวุฒิ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน กล่าวว่า ในนามโรงพยาบาล ขอขอบคุณ คุณเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์เป็นอย่างสูงที่ได้มอบเครื่องผลิตออกซิเจนให้ในวันนี้  โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสะพานหิน จังหวัดพิจิตร  เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 90 เตียง ให้บริการผู้ป่วยในอำเภอตะพานหินและอำเภอใกล้เคียง ในปี 2566 มีผู้รับบริการรวมเกือบ 200,000 คน โดยการได้รับเครื่องผลิตออกซิเจน ในครั้งนี้ ทางโรงพยาบาลจะนำไปให้บริการ สำหรับผู้ป่วยที่มารับบริการต่อไป

“ตำรวจ ปส. รวบ 2 ผู้ต้องหาขาโหดหลบหนีคดีฆ่าเผานั่งยางมาขนยา พร้อมอาวุธปืนและระเบิดมือเพียบ หวิดปะทะ! ”

วันนี้ (3 ส.ค. 67) เวลา 09.00 น.  พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส. พร้อม พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2 ได้เดินทางไปที่ศูนย์ปฏิบัติการยาเสพติดนครราชสีมา  อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อไปติดตามการปฏิบัติหน้าที่และสอบสวนผู้ต้องหารายสำคัญจำนวน 2 คน ที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปส.2 ได้ร่วมกันจับกุมได้พร้อมยาเสพติดของกลาง พร้อมอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและลูกระเบิดจำนวนมาก

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.67 เวลา 01.45 น. ตำรวจ ได้จับกุม น.ส.ทิวาพร กับพวกรวม 3 คน พร้อมยาบ้า  1,200,000 เม็ด  บริเวณหน้าห้องน้ำ ปั๊มน้ำมัน ปตท. แยกพัฒนานิคมขาเข้า ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จว.ลพบุรี  ก่อนจะสืบสวนขยายผลจากกลุ่มลำเลียงยาเสพติดดังกล่าว จนพบรถยนต์ต้องสงสัยของกลุ่มเครือข่ายที่อาจใช้ลักลอบลำเลียงยาเสพติด จึงได้ติดตามสืบสวนและเฝ้าระวังเรื่อยมา กระทั่ง วันที่ 2 ส.ค.67 ตำรวจ บก.ปส.2 ตรวจพบรถยนต์ทั้งสองคันมีความเคลื่อนไหวเข้าไปในพื้นที่ จว.เลย พื้นที่ขึ้นยาเสพติดจากฝั่งลาว  จึงได้จัดกำลังติดตาม และพบรถวิ่งอยู่บน ถนนสายสระบุรี-หล่มศักดิ์ (ถนนสาย 21) ในพื้นที่ อ.วิเชียรบุรี จว.เพชรบูรณ์ มาถึง อ.ศรีเทพ จว.เพชรบูรณ์ โดยรถกระบะ หมายเลขทะเบียน 3ฒฬ 86xx กรุงเทพฯ ได้เลี้ยวเข้าไปในใบทองธารารีสอร์ท และจอดบริเวณหน้าห้อง B1 โดยมีรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1กษ 90xx กรุงเทพฯ จอดอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่คนขับรถกระบะจะลงจากรถ และเดินเข้าไปในห้องพัก ตำรวจจึงวางกำลังรอบห้องพัก B1 และแสดงตัวขอตรวจค้น แต่สงสัยทั้งสองไม่ยอมเปิดประตู  จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและใช้ยุทธวิธีเพื่อเข้าตรวจค้น จนสามารถควบคุมผู้ต้องหาได้ คือ 1.นายอนุชิต ทำหน้าที่ขับรถนำ
2.นายศักดิ์สิทธิ์ฯ ทำหน้าที่ขับรถกระะบะขนยาเสพติด ตรวจค้นในห้องพัก พบของกลางอาวุธปืนขนาด .45 ในลักษณะพร้อมใช้งาน 2 กระบอก และระเบิดลูกเกลี้ยง M 26 พร้อมใช้งาน  7 ลูก  และกระสุน 95 นัด ก่อนจะควบคุมตัวไปตรวจค้นที่รถกระบะ เบื้องต้นพบยาเสพติด เป็นยาบ้า 6,702,400 เม็ด, ยาอี 1,000 เม็ด, Erimin 5 จำนวน 1,400 เม็ด,  MDMA  (หัวเชื้อยาอี) 10 ก้อน น้ำหนักรวม 1,080 เม็ด

เบื้องต้นแจ้งข้อหาว่า  “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า, ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

จากการซักถามผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพ ว่าได้ร่วมกับลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เลย ไปส่ง จ.สระบุรี จริง  โดยนายอนุชิตฯทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการลำเลียงและขับรถนำทางคอยเฝ้าระวัง และประสานงานกับผู้สั่งการฝั่งลาว  ส่วนนายศักดิ์สิทธิ์ฯ มีหน้าที่ขับรถกะบะบรรทุกยาเสพติด ด้าน นายศักดิ์สิทธิ์ฯ รับว่ารู้จักกับนายอนุชิตฯ จากเพื่อนที่ติดคุกด้วยกันในเรือนจำ  และนายอนุชิตฯ ชักชวนมาขนยาเสพติด โดยจะได้รับเงินค่าจ้างจากนายอนุชิตฯ 30,000  บาท   ส่วนนายอนุชิตฯ พบว่ามีประวัติโชกโชนทั้งคดียาเสพติดและคดีลักทรัพย์ในพื้นที่ จ.ลพบุรี และเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีฆ่าและเผาอำพรางศพ ของ สภ.ชัยบาดาล เหตุเกิดเมื่อ 12 ก.ย.66 จากการซักถามนายอนุชิต ฯรับว่าตนได้ก่อเหตุฆ่าจริง ซึ่งมีสาเหตุจากการไปทวงหนี้ค่ายาเสพติดจากผู้ตายให้ผู้ค้าชาวลาว  และได้ลงมือฆ่าแล้วเผาด้วยยางรถยนต์  แล้วหลบหนีไปประเทศลาว จนไปรู้จักท้าวเสือ คนลาวซึ่งเป็นผู้สั่งการให้จัดหาทีมงานลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้  โดยจะได้ค่าจ้างกระสอบละ 40,000 บาท ครั้งนี้ถ้างานสำเร็จจะได้เงิน 520,000 บาท โดยตนเคยลักลอบลำเลียงให้ท้าวเสือมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ละครั้งจะแอบข้ามกลับมาประเทศไทยโดยนั่งเรือข้ามมา และนัดหมายพรรคพวกพร้อมรถยนต์มาร่วมกันลำเลียงยาเสพติด ส่วนลูกระเบิดและอาวุธปืนของกลางที่ตรวจพบ นายอนุชิตฯ อ้างว่าซื้อจากฝั่งลาวเพื่อไปขายให้พรรคพวกเป็นรายได้เสริม ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมตนได้ยินนายศักดิ์สิทธิ์ฯร้องไห้ตกใจ และเจ้าหน้าที่เข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว จึงยังไม่ได้ใช้อาวุธต่อสู้แต่อย่างใด
พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส.เผยว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นความพยายามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปส.ในการสืบสวนและเฝ้าติดตามกลุ่มเครือข่ายนี้มาอย่างต่อเนื่องกว่าสองเดือน  จนนำมาสู่การจับกุมในครั้งนี้  ในครั้งนี้ผู้ต้องหามีอาวุธและวัตถุระเบิดจำนวนมากมาด้วย แต่เจ้าหน้าที่ของเราไม่ประมาทและได้ใช้ยุทธวิธีในการเข้าจับกุม จึงสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้โดยไม่เกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิต  และยาเสพติดของกลางที่พบเป็นยาบ้าจำนวนมากเช่นก่อนหน้า และพบ Erimin 5 จำนวน 1,400 เม็ด ,ยาอี 1,000 เม็ด และก้อนสารMDMA จำนวน 10 ก้อนซึ่งแทบไม่เคยพบเห็นมาก่อน ที่คาดว่าอาจใช้เป็นหัวเชื้อในการผลิตยาอีหรือสารเสพติดรูปแบบใหม่อื่นๆ ซึ่งจะต้องมีการสืบสวนขยายผลถึงวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ต่อไป ตำรวจ ปส.จะยังคงทำงานอย่างเข้มข้นในการสกัดกั้นและทำลายเครือข่ายยาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top