Sunday, 26 July 2026
NEWS

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยจัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนรุ่นที่ 5 ภาคตะวันออก

เมื่อวันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2567 นายกำพล สิริรัตตนนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิต 
และการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รุ่นที่ 5 ภาคตะวันออก พร้อมด้วย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ  นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย / กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กรรมการภาคตะวันออกผู้แทนตำรวจภูธรภาค 2 ผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัดนครนายกผู้แทนจากหน่วยงานสาธารณสุข ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต และผู้มีเกียรติ ร่วมงานระหว่าง วันที่ 5 – 7 สิงหาคม 2567 ณ ห้องประชุมโรงแรมที วินเทจ ต.ท่าทองหลาง อ.บางคล้า  จ.ฉะเชิงเทรา

นายกำพล สิริรัตตนนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่าจากคำกล่าวรายงานของ น.ส.ฐิติพร  พริ้งเพลิด  อุปนายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย คนที่ 2 ทำให้ทราบถึงความเป็นมา และวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนในวันนี้ 

ซึ่งต้องการให้ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ได้รับความรู้ มีความเข้าใจ ในเรื่องสิทธิด้านต่างๆ สำหรับคนพิการ โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง และการฆ่าตัวตาย รวมทั้ง เน้นให้เห็นความสำคัญของครอบครัว เพื่อลดความรุนแรง รวมทั้งเพื่อให้ได้แนวทางและขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

น.ส.ฐิติพร พริ้งเพลิด อุปนายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย คนที่ 2 กล่าว โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รุ่นที่ 5 ภาคตะวันออก จัดขึ้น เพื่อให้เกิดแกนนำเครือข่ายภาคปฏิบัติ ที่มีความรู้ความเข้าใจขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตเมื่ออยู่ในภาวะต่างๆได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และทันเหตุการณ์ เพื่อให้ได้แนวทาง และขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จากการทำแผนงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย  ก่อตั้งเมื่อวันที่  27  มีนาคม  2546 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา  21 ปี

การจัดโครงการฯในวันนี้ จะดำเนินการระหว่างวันที่  5 – 7 สิงหาคม 2567 โดยจะมีการจัดกิจกรรมทั้งหมดจำนวน 5 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นที่ 1 ภาคเหนือ จำนวน 140 คน รุ่นที่ 2 ภาคกลาง จำนวน 139 คน รุ่นที่ 3 ภาคอีสาน จำนวน 154 คน รุ่นที่ 4 ภาคใต้ จำนวน 117 คน  และรุ่นที่ 5 ภาคตะวันออก จำนวน 76 คน รวมกลุ่มเป้าหมายทั้งโครงการจำนวน 626 คน 

โดยกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ 5 ภาคตะวันออก ประกอบด้วยคณะกรรมการภาคตะวันออกหรือผู้แทน คณะกรรมการและกรรมการที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ผู้แทนตำตรวจภูธรภาค 2 และผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก ผู้แทนจากหน่วยงานสาธารณสุขในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ผู้สังเกตการณ์ วิทยากรและคณะทำงาน รวมจำนวน  76 คน  

สมุทรปราการ-เทศบาลตำบลแพรกษา มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่คณะครู นักเรียน ที่เข้าแข่งขันสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน

ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา เป็นประธานมอบเกียรติบัตรให้แก่คณะครู นักเรียน ในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลตำบลแพรกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ระดับภาคตะวันออก วังน้ำเย็นวิชาการ ครั้งที่ 29 และการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย วังน้ำเย็นเกมส์ ครั้งที่ 38

โดยมี นายวรรณวุฒิ มาสุข รองปลัดเทศบาลตำบลแพรกษา รักษาราชการแทนปลัดเทศบาลตำบลแพรกษา เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายในห้องประชุม ชั้น 5 สำนักงานเทศบาลตำบลแพรกษา อ.เมือง สมุทรปราการ โดยมี คณะสมาชิกสภาเทศบาลตำบลแพรกษา หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหาร คณะครูโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา และคณะครูโรงเรียนวัดแพรกษา ร่วมในกิจกรรมครั้งนี้

ด้าน ตร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 25 กล่าวว่า เทศบาลตำบลแพรกษา ได้จัดส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ระดับภาคตะวันออก”วังน้ำเย็นวิชาการ” ครั้งที่ 29 และการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย”วังน้ำเย็นเกมส์” ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 25-27 กรกฎาคม เทศบาลเมืองวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว

โดยสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา ได้ส่งคณะครูและนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 74 รายการ จากทั้งหมด 107 รายการ แบ่งเป็นคณะครูจำนวน 118 คน นักเรียนจำนวน 266 คน รวมทั้งสิ้น 384 คน โดยมีโรงเรียนอนุบาลแพรกษาวิเทศศึกษา ส่งคณะครูและนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 7 รายการ ได้รับรางวัลเหรียญทอง 4 รางวัล เหรียญเงิน 2 รางวัล เหรียญทองแดง 1 รางวัล โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ส่งคณะครูและนักเรียนเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 39 รายการ

ได้เหรียญทอง 20 รางวัล เหรียญเงิน 11 รางวัล เหรียญทองแดง 4 รางวัล -ได้รับรางวัลเข้าร่วม 3 รางวัล โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 28 รายการ
ได้เหรียญทอง 14 รางวัล เหรียญเงิน 9 รางวัล เหรียญทองแดง 4 รางวัล และมี 11 รายการได้ผ่านเข้าแข่งขันในระดับประเทศ ณ เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงรายในวันที่ 2-5 กันยายน 256

นอกจากนี้ เทศบาลตำบลแพรกษา ได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย วังน้ำเย็นเกมส์ ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 20-29 มิถุนายน เทศบาลเมืองวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว โดยสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลตำบลเเพรกษา
ได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมแข่งขัน จำนวนหลายรายการ นอกจากนี้ มีจำนวน 8 รายการ ได้ผ่านเข้าแข่งขันในระดับประเทศ ณ เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ในวันที่ 14-24 สิงหาคม อาทิเช่น หมากรุกไทย รุ่นไม่เกิน 12 ปี ชาย แบดมินตัน รุ่นไม่เกิน 12 ปี ประเภทชายเดี่ยว ประเภทชายคู่ ประเภทหญิงเดี่ยว ประเภทหญิงคู่ และประเภทคู่ผสม กรีฑา วิ่ง 200 เมตร ชาย และเทเบิลเทนนิส  ประเภทหญิงคู่

ทั้งนี้ ทางเทศบาลตำบลแพรกษา จึงได้มอบประกาศเกียรติคุณเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและแสดงความยินดีแก่คณะครูและนักเรียนที่ร่วมกันสร้างชื่อเสียงให้แก่เทศบาลตำบลแพรกษาระดับภาคตะวันออก  รวมถึงส่งกำลังใจให้กับคณะครูและนักเรียนที่จะเดินทางเข้าร่วมการแข้งขันระดับประเทศ ณ เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย รวมถึงคณะครูและนักเรียนที่จะเดินทางเข้าร่วมแข่งขัน
กีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ในระดับประเทศ ที่เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ดต่อไป

ประกอบกับ ในวันนี้ได้นำอาหารต่างๆ หลายรายการนำมาจัดเลี้ยงแจกจ่ายให้แก่นักเรียนที่ทำคุณประโยชน์สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนทานฟรีอีกด้วย

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

เชียงใหม่-กรมสุขภาพจิต พัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เขตสุขภาพที่ 1 และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 7 เชียงใหม่

วันที่ 6 สิงหาคม 2567 เวลา 11.00 น. นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานเปิดโครงการเสริมสร้างพลังใจ คืนเด็กไทยสู่สังคม สำหรับ ผู้ดูแลเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เขตสุขภาพที่ 1, ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 7 เชียงใหม่/ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุขสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด/โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปและหน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิต เขตสุขภาพที่ 1 จำนวน 50 คน โดยมี นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้ช่วยอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง ให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมนพเก้า โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ 

นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สถานการณ์เด็กและเยาวชนกระทำความผิดเป็นสถานการณ์ที่พบได้ทั่วโลก จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ ปี พ.ศ.2564 พบว่าในแต่ละปีมีเด็กและเยาวชนทั่วโลกกระทำความผิดประมาณ 10 ล้านคน สำหรับประเทศไทยพบว่าปี 2561–2565 การกระทำความผิดที่เกิดจากเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 45.91 แต่กลับมีการถูกจับซ้ำในอัตราที่สูงขึ้นโดยเฉพาะ 3 ปีหลัง จากการถูกปล่อยตัวซึ่งสูงถึงร้อยละ 41 โดยคดีที่มีการจับกุมมากที่สุด 3 อับดับแรก ได้แก่ 1) ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ 2) ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ และ 3) ความผิดเกี่ยวกับอาวุธและวัตถุระเบิด การกระทำผิดเหล่านี้ส่งผลกระทบทั้งด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ด้านความมั่นคงของประเทศ และด้านการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกรมสุขภาพจิตและกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างปัจจัยปกป้องให้เด็กและเยาวชนมีภูมิคุ้มกันทางใจป้องกันไม่ให้กลับไปก่อความรุนแรงหรือก่อคดีซ้ำ อันจะนำไปสู่การป้องกันปัญหาความรุนแรงและการมีสุขภาวะที่ดีในวัยผู้ใหญ่ต่อไป

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้ช่วยอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง กล่าวว่า การจัดโครงการเสริมสร้างพลังใจ คืนเด็กไทยสู่สังคม ในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในสถานพินิจและศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนฯ มีความรู้และทักษะในการจัดการกับอารมณ์/พฤติกรรมของเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะสม และสร้างแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนให้ไปในทางที่ถูกต้อง รวมถึงพัฒนาศักยภาพเครือข่ายผู้รับผิดชอบงานด้านสุขภาพจิตในสถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฯ ให้มีทักษะในการคัดกรอง ดูแล และส่งต่อเด็กและเยาวชนในรายที่จำเป็นเข้ารับบริการในหน่วยบริการสาธารณสุขต่อไป

นภาพร/เชียงใหม่ (ภาพ-ข่าว)

เตรียมเชียร์!! 'น้องเทนนิส' ล่าทอง-ป้องกันแชมป์โอลิมปิก จ่อลุ้นพร้อมกัน 7 ส.ค.นี้ นับเป็นการแข่งขันวันเดียวจบ

(6 ส.ค. 67) ‘เทนนิส’ พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักเทควันโดหญิง เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ครั้งที่แล้ว เตรียมลงป้องกันแชมป์ เทควันโดรุ่น 49 กก.หญิงในโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่ กรองด์ ปาเลส์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เริ่มในวันพุธที่ 7 สิงหาคม เป็นต้นไป ซึ่งจะแข่งขันวันเดียวจบ

ล่าสุด ได้มีการแบ่งสายแข่งขันออกมาเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า ในรอบแรก ‘เทนนิส’ ได้บาย โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง ‘อนา เบโล่’ จากติมอร์เลสเต หรือ ‘อูเมมะ เอล บุชชี่’ จากโมร็อกโก ในรอบ 16 คนสุดท้าย แข่งขันในเวลา 15.47 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

จากนั้น หากผ่านเข้าสู่รอบ 8 คน เทนนิส จะต้องลงแข่งขันในเวลา 19.53 น.ซึ่งหากชนะอีกก็จะเข้าสู่รอบรองชนะเลิศจะทำการแข่งขันในเวลา 21.21 น. และถ้าเอาชนะคู่แข่งผ่านเข้าสู่รอบชิงเหรียญทองการแข่งขันจะมีขึ้นในเวลา 02.19 น.หรือเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาประเทศไทย

สำหรับช่องทางการรับชมติดตามได้ทาง ช่อง 7HD , 9 MCOT HD , PPTV HD36 , True , T-Sports7 และ AIS Play

‘ตำรวจสอบสวนกลาง’ เตือนภัย!! มิจฉาชีพ สาวก ‘iPhone’ ห้ามกดอนุญาตหากพบข้อความให้รีเซ็ตรหัสผ่าน Apple ID

(6 ส.ค.67) ‘มิจฉาชีพออนไลน์’ ถือเป็นภัยสังคมที่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนโดยเฉพาะในระยะหลังมานี้ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงให้โอนเงิน หรือหลอกให้คลิกลิงก์เพื่อกระทำการต่าง ๆ บนสมาร์ตโฟนของเรา สร้างความเสียหายมาแล้วมากมาย

ด้วยเหตุนี้ ‘ตำรวจสอบสวนกลาง’ ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับหนึ่งในกลวิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพออนไลน์ สำหรับผู้ใช้งาน ‘iPhone’ พร้อมระบุว่า หากมีการแจ้งเตือนในลักษณะนี้ ห้ามกดอนุญาตเด็ดขาด

โดยตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่า ผู้ใช้ iPhone โปรดระวัง หาก iPhone มีข้อความแจ้งเตือนว่า "รีเซ็ตรหัสผ่าน ใช้ iPhone เครื่องนี้เพื่อรีเซ็ตรหัสผ่าน Apple ID" โดยที่เราไม่ได้ดำเนินการใด ๆ กับโทรศัพท์ หรือ มีข้อความว่า "Apple ID Sign in Requested" มีการแจ้งว่ามีการเข้าระบบของ Apple โดยที่เราไม่ได้เข้าระบบ และมีการแสดงตำแหน่งแปลก ๆ ที่เราไม่เคยไป หรืออยู่ต่างประเทศ

ขอเตือนว่า อย่ากดอนุญาตโดยเด็ดขาด เพราะมีความเป็นไปได้ว่า มิจฉาชีพกำลังพยายามเข้าระบบของเรา

ทั้งนี้ เมื่อกดไม่อนุญาตแล้ว ขอแนะนำให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่าน บังคับให้ทุกเครื่องออกจากระบบ และเปิดการเข้าระบบแบบ 2 ชั้น (2FA) ในทันที

หากพบเจอมิจฉาชีพออนไลน์ ต้องการแจ้งความ หรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับมิจฉาชีพ สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนศูนย์ AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง

‘วราวุธ’ ประสานทุกหน่วยงานเร่งจัดระเบียบ ‘ขอทาน’ พร้อมปรับปรุงกฎหมายเพื่อควบคุม ก่อนจ่อชงเข้าครม.

(6 ส.ค.67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยถึงสถานการณ์และการป้องกันแก้ไขปัญหาการขอทาน ทั้งนี้ จากการรวบรวมสถิติสถานการณ์การขอทานทั่วประเทศ จากระบบฐานข้อมูลจัดระเบียบคนขอทาน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 - 31 กรกฎาคม 2567 พบว่า มีผู้ทำการขอทานทั้งสิ้น 7,635 ราย เป็นคนไทย 5,001 ราย (ร้อยละ 65) เป็นต่างด้าว 2,634 ราย (ร้อยละ 35) และในเฉพาะปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 พบว่ามีผู้ทำการขอทาน ทั้งสิ้น 506 ราย แบ่งเป็นคนไทย 331 ราย และต่างด้าว 175 ราย พื้นที่ที่พบผู้ทำการขอทานส่วนใหญ่มีลักษณะกระจุกตัวในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ และแหล่งท่องเที่ยว ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี นครราชสีมา และเชียงใหม่ และในปีงบประมาณ 2567 ยังพบขอทานมากที่สุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และลพบุรี

นายวราวุธ กล่าวว่า สาเหตุของการทำการขอทานนั้น ประกอบด้วย 1) ข้อจำกัดด้านร่างกาย / จิตใจ เกิดจากความพิการทางร่างกายหรือความบกพร่องทางสติปัญญา 2) ปัจจัยด้านการศึกษา ขาดโอกาสในการศึกษาที่จะไปประกอบอาชีพที่มั่นคง 3) อิทธิพลความเชื่อ การให้เงินขอทานเป็นการทำบุญ และ 4) ค่านิยมของชุมชนและแรงจูงใจว่าทำรายได้ดีโดยไม่ต้องลงทุน

ทั้งนี้กระทรวง พม. ได้ดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมขอทาน โดยการดำเนินการแก้ไขปัญหาการขอทาน กระทรวง พม. มีหน้าที่ในการคัดกรอง คุ้มครอง และส่งต่อ ดังนั้น การดำเนินการจึงเป็นการดำเนินการภายใต้ความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และองค์กร NGOs โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการป้องกัน และการควบคุม โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ ได้แก่ เทศกิจ ตำรวจ ตำรวจ ตม. ตำรวจ ปคม. เทศบาลนคร/เมืองพัทยา 31 แห่ง สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ องค์การเฟรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มูลนิธิเอ - ทเวนตี้วัน (A-21) มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก และสถาบันการศึกษา ซึ่งในการลงพื้นที่จัดระเบียบขอทาน กระทรวง พม. จะประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงพื้นที่จัดระเบียบขอทาน หากพบขอทานผิดกฎหมาย นอกจากนี้ มีแผนอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่จาก พม. เทศกิจ อปท. และการพัฒนาหลักสูตรการอบรมให้กับตำรวจและฝ่ายปกครอง ถอดบทเรียนการดำเนินงานจังหวัดที่ไม่พบผู้ทำการขอทาน ต่อเนื่อง 3 ปี จำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตาก เพชรบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี สตูล ลำปาง นครพนม น่าน และพังงา ซึ่งการจัดประชุมและทำแผนบูรณาการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดที่มีผู้ทำการขอทานเพิ่มขึ้น จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ระยอง ภูเก็ต ลพบุรี กำแพงเพชร และนครปฐม

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับแผนการจัดระเบียบผู้ทำการขอทานนั้น การดำเนินการเชิญตัวผู้ทำการขอทาน ถือเป็น ‘การควบคุมตัว’ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ต้องมีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวขณะเชิญตัวจนถึงการส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวน จึงต้องมีตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงด้วยทุกครั้ง ดังนั้น ในการจัดระเบียบขอทานจึงต้องมีการจัดทำแผนการลงพื้นที่ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เดือนสิงหาคม 2567 มีแผนจัดระเบียบในพื้นที่สำคัญ จำนวน 12 ครั้ง สำหรับในต่างจังหวัดมีแผนบูรณาการลงพื้นที่เดือนละอย่างน้อย 2 ครั้ง และในงานเทศกาลสำคัญ ตลอดจนเมื่อมีการรับแจ้งจากสายด่วน 1300 จะดำเนินการประสานตำรวจเพื่อลงพื้นที่ร่วมกัน  

“นอกจากนี้ กระทรวง พม. ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร จะมีการรณรงค์สร้างความเข้าใจและสื่อสารมวลชน ในวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ณ หอศิลป์ กรุงเทพมหานคร จะมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์กับสังคม ภายใต้ธีม ‘ให้โอกาสเปลี่ยนชีวิต หยุดคิดก่อนให้ทาน’ โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม ภายในงานมีวีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์ สร้างการตระหนักรู้ด้านกฎหมาย เดินรณรงค์ประชาสัมพันธ์ พร้อมแจก พัดโดยมีข้อความ ‘หยุดให้ = หยุดขอทาน’ 5 ภาษา และจัดระเบียบขอทานทั่วประเทศ” นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า กระทรวง พม. มีแนวทางในการพัฒนามาตรการกลไกในการควบคุม คุ้มครอง และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ทำการขอทาน โดยในส่วนของผู้ทำการขอทานไทย จะทบทวนแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ทำการขอทาน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ทำการขอทานรายบุคคลร่วมกับครอบครัวและชุมชน ส่งเสริมธุรกิจและเครือข่าย CSR ให้เข้ามามีส่วนร่วม และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน และในส่วนของผู้ทำการขอทานต่างด้าวนั้น กระทรวง พม. จะบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน พม. และ ตม. เพื่อให้เห็นจำนวนครั้งของการขอทานซ้ำ และเสนอให้ ตม. ทบทวนขั้นตอนการส่งผู้ทำการขอทานต่างด้าวกลับประเทศ หารือกับกระทรวงการต่างประเทศ หรือสถานทูตกัมพูชา ในการสร้างความร่วมมือร่วมกัน นอกจากนี้ การคุ้มครองเด็กที่ติดตามผู้ทำการขอทานนั้น เสนอให้มีการทบทวนระเบียบที่เกี่ยวกับสถานที่พักพิงระหว่างรอผลตรวจสารพันธุกรรม (DNA) และที่สำคัญ คือการพัฒนาพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยให้มีการจัดทำหลักสูตรการอบรมตามกฎหมายเฉพาะให้กับตำรวจและฝ่ายปกครอง และเพิ่มเติมตำแหน่งพนักงานเจ้าหน้าที่ในประกาศกระทรวง

นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ กระทรวง พม. มีแนวทางในการทบทวนและปรับปรุงพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2559 ได้แก่ 1.ประชุมคณะอนุกรรมการและปรับปรุงกฎหมาย เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อพิจารณา วิเคราะห์ และสังเคราะห์ 2.พิจารณาปรับแก้ นิยามผู้ทำการขอทาน การกำหนดอัตราโทษสำหรับผู้ทำการขอทานและผู้แสวงหาประโยชน์จากผู้ทำการขอทาน การคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต การกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ การเพิ่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการควบคุมการขอทาน 3.การแยกผู้แสดงความสามารถออกจากผู้ทำการขอทาน (แยกกฎหมาย/แยกหมวดจากกฎหมายเดิม) กำหนดนิยาม และกำหนดอำนาจหน้าที่ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4.เสนอ (ร่าง) กฎหมายให้คณะกรรมการควบคุมการขอทานพิจารณา คาดว่ายกร่างได้ภายใน 6 เดือน 5.รับฟังความคิดเห็นในการปรับปรุง (ร่าง) พระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน ที่แก้ไข/ฉบับใหม่ 6.การพัฒนาร่างกฎหมาย 7.เสนอ ครม.

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาขอทานและคนไร้บ้าน นับเป็น 1 ในยุทธศาสตร์ 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร ในมาตรการที่ 5 สร้างระบบนิเวศ ที่เอื้อต่อความมั่นคงของครอบครัว นั่นคือการพัฒนาระบบสวัสดิการที่เหมาะสมและทั่วถึงโดยรัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเป็นหลักประกันในยามที่เผชิญกับวิกฤต ชุมชนน่าอยู่สำหรับประชากรทุกกลุ่มทุกวัย ‘ปลอดภัย ปลอดพิษ เป็นมิตรและเอื้ออาทรต่อทุกคน’ ซึ่งคนไทยทุกคนจะต้องมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และปลอดจากผู้ทำการขอทาน

เชียงใหม่-กรมสุขภาพจิต หนุนพัฒนาศักยภาพนักจิตวิทยา ยกระดับบริการสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน

กรมสุขภาพจิต หนุนพัฒนาศักยภาพนักจิตวิทยา ยกระดับบริการสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน จัดโครงการพัฒนาศักยภาพนักจิตวิทยาด้านการใช้แบบทดสอบมาตรฐานวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไทย ครั้งที่ 2

วันที่ 6 สิงหาคม 2567เวลา 10.30 น. นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพนักจิตวิทยาด้านการใช้แบบทดสอบมาตรฐานวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไทย Thai Standardized Achievement Test (TSAT) ครั้งที่ 2 สำหรับนักจิตวิทยาคลินิกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน หนุนการพัฒนาศักยภาพนักจิตวิทยาคลินิกในเขตสุขภาพที่ 1 ในการคัดกรองดูแลเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โดยมี นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้ช่วยอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง ให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน ณ ห้องอิมพีเรียลบอลรูม โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่

นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กไทยมีความน่าเป็นห่วงมากขึ้น จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต เด็กอายุ 5-9 ปี ประมาณ 1 ใน 14 คน พบมีพัฒนาการล่าช้า เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) มีปัญหาทางเชาวน์ปัญญา (IQ) และมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตต่อเนื่องไปจนถึงวัยรุ่นและนำไปสู่การใช้ยาเสพติด สอดคล้องกับการรายงานของโรงพยาบาลสวนปรุง ปี 2566 เด็กอายุ 6-12 ปี เข้ารับการรักษา จำนวน 213 คน ปี 2567 ช่วง 9 เดือน จำนวน 164 คน มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยโรคที่พบมาก 5 อันดับ ได้แก่ สมาธิสั้น ความผิดปกติแบบไม่อยู่นิ่ง ภาวะซึมเศร้า ความบกพร่องทางการเรียนรู้ และภาวะวิตกกังวล  

กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตและยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถและมีนวัตกรรมด้านสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยมีจำนวนนักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบประกอบโรคศิลปะ จำนวน 1,320 คน ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ และน่าน) มีจำนวน 53 คน โครงการพัฒนาศักยภาพนักจิตวิทยาด้านการใช้แบบทดสอบมาตรฐานวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไทยนี้ จึงเป็นโครงการที่ช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและเป็นประโยชน์ต่อหลายภาคส่วน 

โดยนักจิตวิทยามีบทบาทสำคัญนอกจากจะช่วยให้จิตแพทย์วินิจฉัยกลุ่มโรคที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำ นำเด็กเข้าสู่การรักษาได้อย่างรวดเร็วแล้วยังช่วยส่งต่อข้อมูลให้กับครูการศึกษาพิเศษ นักแก้ไขการพูด นักกิจกรรมบำบัดเพื่อวางแผนกิจกรรมการช่วยเหลือให้กับเด็กได้อย่างเหมาะสม เป็นการยกระดับการบริการสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที ดูแลคุ้มครองเด็กกลุ่มป่วยอย่างถูกต้องเท่าเทียม ทั่วถึงและต่อเนื่องจนหายทุเลา

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้ช่วยอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง กล่าวว่า แบบทดสอบมาตรฐานวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับผู้เรียนไทย (Thai Standardized Achievement Test) หรือ TSAT เป็นเครื่องมือมาตรฐานของ นักจิตวิทยาคลินิกที่ใช้ในการตรวจประเมินเชิงคลินิกและค้นหาปัญหาทางการเรียน ทั้งในด้านการอ่าน การเขียน การคำนวณของเด็กไทยอายุ 6-12 ปี เพื่อช่วยเหลือ “จิตแพทย์” ในการวินิจฉัยเด็กกลุ่มโรคที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) โดยทีมวิจัยได้ทดสอบจากกลุ่มตัวอย่างเด็กไทยทั่วทุกภูมิภาค จำนวน 1,680 คน และได้จัดโครงการอบรมฯ นำร่องไปแล้ว จำนวน 75 คน ได้รับการตอบรับที่ดีและยอมรับว่าแบบทดสอบ TSAT แปลผลได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว ทำให้เด็กได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา 

รพ.สวนปรุง จึงได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพนักจิตวิทยาด้านการใช้แบบทดสอบมาตรฐานวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไทย Thai Standardized Achievement Test (TSAT) ครั้งที่ 2 ขึ้น ระหว่างวันที่  6-8 สิงหาคม 2567 สำหรับ นักจิตวิทยาคลินิกในเขตสุขภาพที่ 1 จำนวน 60 คน โดยมี ทีมผู้วิจัย จิตแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิกจากกรมสุขภาพจิต รวมถึงเครือข่ายภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิทยากร 

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน กล่าวเพิ่มเติมว่า หากผู้ปกครอง หรือครู พบว่าเด็กในการดูแลมีปัญหาทางการเรียนสามารถนำมาตรวจประเมินในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกประจำอยู่ หรือขอคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต โทร 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง   

‘วิว กุลวุฒิ’ ขอบคุณทุกแรงสนับสนุน หลังคว้าเหรียญเงิน ชี้!! ประวัติศาสตร์เพิ่งเริ่มเขียน พร้อมลุยต่อโอลิมปิก 2028

(6 ส.ค.67) ‘วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์’ โพสต์เฟซบุ๊ก Kunlavut Vitidsarn - กุลวุฒิ วิทิตศานต์ หลังจบการแข่งขันโอลิมปิก 2024 คว้าเหรียญเงิน แบดมินตันชายเดี่ยว ถือว่าเป็นเหรียญแรกของประเทศไทย และเป็นเหรียญแรกของประวัติศาสตร์แบดมินตันไทยในโอลิมปิกด้วย 

โดยโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  “Never Stop Believin'I'll come back stronger คนตีไม่เคยท้อ คนเชียร์อย่าเพิ่งทิ้ง ประวัติศาสตร์เพิ่งเริ่มเขียนครับ”

ส่วนในอินสตาแกรม ระบุว่า “Silver medalist???? THANK YOU FOR YOUR SUPPORT”

ทั้งนี้ 'วิว กุลวุฒิ' ยังโพสต์พร้อมลุยต่อ สำหรับการแข่งขันครั้งต่อไป โอลิมปิก 2028 ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

ผช.ทูตทหารเรือ ต้อนรับ “น้องคิว” ซุปเปอร์แมนประดู่เหล็ก นักปัญจกีฬาทีมชาติไทย พร้อมโค้ชชาวเยอรมัน เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2024 ณ กรุงปารีส

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2567 นาวาเอก ไกรวุฒิ ภมรบุตร ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือ ณ กรุงปารีส พร้อมด้วย แพทย์หญิง ปณิตตา ภมรบุตร ภริยาฯ เป็นผู้แทนเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ให้การต้อนรับ “น้องคิว” จ่าโท ภูริช โยเฮือง ซุปเปอร์แมน ประดู่เหล็ก นักกีฬาปัญจกีฬาทีมชาติไทย พร้อมด้วยโค้ช เปรโด ชาวเยอรมัน ที่เดินทางมาจากประเทศโปรตุเกส เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก Paris 2024 ณ ท่าอากาศยาน Charles de Gaulle กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมี ข้าราชการจากสำนักงานผู้ช้วยทูตฝ่ายทหารเรือ พร้อมคู่สมรส และข้าราชการประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และผู้แทนชุมชนไทย ในฝรั่งเศสร่วมให้การต้อนรับ อย่างอบอุ่น โดย  “น้องคิว” จะลงแข่งขันในประเภทบุคคลชาย รอบจัดอันดับฟันดาบ รายการแรก ในวันที่ 8 สิงหาคม นี้ เวลา 16.00 น. (เวลาประเทศไทย)

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

(สุรินทร์) ศิษย์เก่า รร.จปร. จัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชทานกำเนิด รร.จปร. ครบรอบปีที่ 137 วันที่ 5 สิงหาคม 2567

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2567 ที่ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูบลย์  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วยศิษย์เก่า รร.จปร. ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และศรีษะเกษ และ คุณอุไรวรรณ เจริญพิบูลย์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมพิธีวันพระราชทานกำเนิด รร.จปร. ซึ่งประกอบไปด้วยพิธีสงฆ์ พิธีทำบุญตักบาตร และพิธีวางพานพุ่มถวายราชสดุดี โดยมี ศิษย์เก่า รร.จปร.จากหน่วยกองบัญชาการต่างๆในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ เข้าร่วม ณ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 จังหวัดสุรินทร์ นำโดย พร้อมด้วย พันเอก จิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พันเอก จิตรกร  จันทร์สว่าง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พันเอก โถมวัฒน์ สว่างวิทย์  รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดศรีสะเกษ(ท) พันเอก เกียรติศักดิ์  พรมตวง ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 สำนักงานพัฒนาภาค 5 นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ จากนั้น คณะศิษย์เก่า รร.จปร. ได้ร่วมทำกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ณ โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดสุรินทร์  โดยการมอบทุนอาหารกลางวัน และมอบอุปกรณ์แปลงเกษตร และอุปกร์การทำความสะอาดแก่ นายชลอ  เมืองทอง  ผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสุรินทร์ เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์พระผู้พระราชทานกำเนิด รร.จปร. โดยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานกำเนิด เมื่อ 5 สิงหาคม 2430 ณ บริเวณพระราชวังสราญรมย์ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่ตั้งมาที่บริเวณเขาชะโงก จังหวัดนครนายก ตลอดระยะเวลาร้อยกว่าปีที่ผ่านมา มุ่งมั่นผลิตนายทหารสัญญาบัตร ที่มีคุณลักษณะตามที่กองทัพบกต้องการ มีความเป็นสุภาพบุรุษ นักรบ นักพัฒนา มุ่งพัฒนากองทัพและประเทศชาติ พร้อมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

เปิดยอดเงินอัดฉีด ‘วิว’ กระฉูดทะลุ 11 ล้าน ด้าน ‘คุณหญิงปัทมา’ ตบรางวัลพิเศษ 1.5 ล้าน

(6 ส.ค.67) คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC), รองประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก และนายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ มอบรางวัลพิเศษ 1.5 ล้านบาทให้กับ ‘วิว’ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ เพื่อเป็นการชื่นชมในความสำเร็จสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการแบดมินตันของไทยในการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ‘ปารีส 2024’

‘วิว-กุลวุฒิ’ จะได้รับเงินรางวัลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) สูงสุด 7.2 ล้านบาท หากเลือกแบบผ่อนจ่าย อีกทั้งนักกีฬาเหรียญโอลิมปิก จะยังได้รับเงินเดือนจากคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยอีกเป็นระยะเวลา 20 ปี เดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี หรือประมาณ 2.4 ล้านบาท และอีก 1.5 ล้านบาท จากเงินส่วนตัวคุณหญิงปัทมา ทำให้ยอดเงินรางวัลสูงสุดพุ่งเกิน 11 ล้าน

คุณหญิงปัทมา เปิดเผยว่า ผลงานของนักแบดมินตันไทยในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้สร้างความประทับใจอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการคว้าโควต้าแข่งขันครบทั้ง 5 ประเภทเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี นอกจากนี้ยังได้เห็นผลงานที่ยอดเยี่ยมจากนักกีฬาทุกคน หญิงเดี่ยว ‘เม’ ศุภนิดา เกตุทอง เข้าถึงรอบ 16 คนสุดท้าย และ ‘เมย์’ รัชนก อินทนนท์ เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้าย , ชายคู่ ‘เอ็ม’ สุภัค จอมเกาะ กับ ‘สกาย’ กิตตินุพงษ์ เกตุเรน เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ , คู่ผสม ‘บาส’ เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ ‘ปอป้อ’ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ , หญิงคู่ ‘กิ๊ฟ’ จงกลพรรณ กิตติธรากุล กับ ‘วิว’ รวินดา ประจงใจ ถึงแม้จะไม่ผ่านรอบแบ่งกลุ่มแต่ก็ต้องยอมรับว่าอยู่ในกลุ่มที่หนักและทำผลงานได้ดีเช่นกัน

“ประเภทชายเดี่ยวน่ายินดีที่สุด ‘วิว’ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ที่ "คว้าเหรียญโอลิมปิกเป็นครั้งแรกสร้างประวัติศาสตร์แบดมินตันไทยหน้าใหม่" และ เป็นนักกีฬาคนแรกของไทยที่ขึ้นโพเดียมรับเหรียญรางวัลบนตารางเหรียญปารีส 2024 โอลิมปิกเกมส์อย่างเป็นทางการ จึงขอมอบรางวัลพิเศษ 1.5 ล้านบาทจากเงินส่วนตัวให้กับ วิว เป็นการแสดงความขอบคุณ"

คุณหญิงปัทมา กล่าวต่อไปว่า วิวได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับกีฬาแบดมินตันไทย และวิวทำให้คนไทยมีความสุขจากความสำเร็จของวิว ผลงานของวิวจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับเยาวชนไทยในการหันมาออกกำลังกายและเล่นกีฬามากขึ้นด้วยการเลือกเล่นแบดมินตัน

“นอกจากนี้ วิวเป็นพลังใจให้พวกเราคนสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ และสโมสรแบดมินตันทั่วประเทศให้ยิ่งอุทิศทุ่มเททำงานหนักร่วมกันต่อไป โดยเฉพาะในการค้นหา สร้าง ต่อยอด พัฒนานักกีฬารุ่นใหม่อย่างเป็นระบบให้เข้าสู่เส้นทางที่มุ่งสู่โอลิมปิกเกมส์ ลอสแอนเจลิส 2028 ต่อไป”

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเปิดการประชุมร่วมตำรวจไทย-มาเลเซีย ระดับบริหาร ครั้งที่ 27 ส่งเสริมความร่วมมือในกิจการตำรวจ และการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน

วันนี้ (6 สิงหาคม 2567) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุมร่วมระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ระดับบริหาร ครั้งที่ 27 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเท็ล แบงค็อก กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.ตัน ศรี ราซารุดิน บิน ฮุสเซน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย และ พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมพิธี การประชุมร่วมระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ระดับบริหาร ครั้งที่ 27 เป็นการประชุมประจำปีที่จัดขึ้นสลับกันระหว่างทั้งสองประเทศ ในปีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่างวันที่ 5 - 8 สิงหาคม 2567 โดยที่ประชุมได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูล 9 หัวข้อ ได้แก่  
1. การลักลอบนำเข้าและการค้าอาวุธ  
2. การลักลอบนำเข้ายานพาหนะที่ถูกโจรกรรมระหว่างสหพันธรัฐมาเลเซียและราชอาณาจักรไทย  
3. การค้ามนุษย์และการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง 
4. อาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมทางไซเบอร์  
5. การลักลอบนำเข้าและการค้ายาเสพติด 
6. การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามแนวชายแดน  
7. อาชญากรรมทางทะเลและการกระทำอันเป็นโจรสลัด 
8. การก่อการร้าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อราชอาณาจักรไทยและสหพันธรัฐมาเลเซียและงานข่าวกรอง 
9. การฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากร 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการส่งเสริมความร่วมมือในกิจการตำรวจ และรักษาคำมั่นของทั้งสองฝ่ายในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ทรัพยากร และความเชี่ยวชาญ ตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้มีร่วมกัน และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อย การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคสังคมของทั้งสองประเทศ ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย มีความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าพัฒนาความร่วมมือระดับทวิภาคี เพื่อนำมาซึ่งความปลอดภัยและความมั่นคงของทั้งสองประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อีอีซี ผนึกกำลัง อบจ.ระยอง สถานศึกษา ภาคเอกชน ส่งเสริมการใช้ระบบสารสนเทศในการขนส่งสาธารณะ ในพื้นที่ อีอีซี

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2567 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การสนับสนุนการใช้ระบบสารสนเทศสำหรับการขนส่งสาธารณะ ร่วมกับ ดร.ปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา รองศาสตราจารย์ ดร.สถาพร เชื้อเพ็ง รองอธิการบดีวิทยาเชตศรีราชามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายอินทัช มาศวงษ์ปกรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านระบบแอปพลิเคชั่นให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ผ่านความร่วมมือจากหน่วยงานดังกล่าว ณ ห้อง Conference 1-2 สำนักงานอีอีซี ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือสำคัญ เพื่อสร้างต้นแบบการใช้ระบบสารสนเทศสำหรับการขนส่งสาธารณะในพื้นที่อีอีซี โดยนำระบบแอปพลิเคชั่น ViaBus ที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชนมาใช้ประโยชน์ในการติดตามรถโดยสารสาธารณะ ในแบบเรียลไทม์ โดยจะนำร่องให้บริการในรถโดยสารสวัสดิการของ มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงรถโดยสารสาธารณะของ อบจ.ระยอง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการ นักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้ระบบฯ ดังกล่าว ซึ่งจะช่วยยกระดับการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ให้มีความทันสมัย ปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้เกิดการบริหารเวลา รองรับการวางแผนเดินทางของประชาชนในพื้นที่อีอีซี

ทั้งนี้ ความร่วมมือตาม MOU จะเป็นการร่วมกันผลักดันให้เกิดการใช้ระบบสารสนเทศ สำหรับระบบขนส่ง สาธารณะในพื้นที่อีอีซี ให้เกิดการใช้อย่างแพร่หลายต่อไป โดยจะประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน และผู้ที่สนใจอื่น ๆ เพื่อยกระดับโครงข่ายการเดินทาง ระบบคมนาคมในพื้นที่อีอีซี ด้วยเทคโนโลยีที่ ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการเดินทางของประชาชนอย่างไร้รอยต่อ ยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนภายในพื้นที่อีอีซีอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ดร.ปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า การมีระบบขนส่งมวลชนที่ดีสำหรับจังหวัดระยอง เป็นความฝันของคนระยอง และของผมที่อยากจะทำให้กับคนระยอง แต่จากการพูดคุยในหลายครั้ง หลายเวที การที่จะปฏิรูประบบขนส่งในจังหวัดระยองอย่างเต็มรูปแบบ มันมีข้อจำกัดในการดำเนินการอยู่หลายประเด็น ทั้งทางด้านภาระทางงบประมาณ ด้านกฎหมาย และด้านผลกระทบต่อระบบเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นประเด็น ละเอียดอ่อนและไม่ได้ขึ้นอยู่กับ อบจ.ระยอง แต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นภาพความฝันที่สมบูรณ์ของผมคงต้องใช้เวลา แต่ผมยังคงเชื่อว่ามันต้องเกิดขึ้นได้แน่นอน การร่วมมือกับ อีอีซี ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเติมความฝันของผมให้มีภาพชัดขึ้น ผมเชื่อว่าการนำแอปพลิเคชั่น ViaBus ไปประยุกต์ใช้ จะส่งประโยชน์ต่อคนระยอง ต่อ อบจ.ระยอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาโครงการ “รถสาธารณะไฟฟ้าวิ่งเลียบชายหาดแหลมเจริญ” ที่ อบจ.ระยอง กำลังดำเนินการอยู่ แอปพลิเคชั่น ViaBus นี้จะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของโครงการ ที่จะสร้างความสะดวกให้แก่กลุ่มผู้ใช้บริการโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ และจะเป็นประโยชน์ในการต่อยอดสำหรับโครงการอื่นๆ ของ อบจ.ระยอง ต่อไปได้อย่างแน่นอน
รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยบูรพา มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในครั้งนี้ ในการร่วมกับ อีอีซี นำแอปพลิเคชั่น ViaBus มาใช้ประโยชน์เป็นระบบเพิ่มเติมจากแอปพลิเคชั่น BBUTransit ที่มหาวิทยาลัยได้พัฒนาและใช้ติดตามรถสวัสดิการของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน เพื่อขยายการอำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มนิสิต บุคลากร ประชาชน และผู้รับบริการภายในมหาวิทยาลัยให้กว้างขวางมากขึ้น ทั้งนี้จากเป้าหมายของมหาวิทยาลัยบูรพาที่ว่า “เราจะทำให้ ม.บูรพา ให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่ง EEC” มหาวิทยาลัยบูรพาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือกับ อีอีซี ผ่านแอปพลิเคชั่น ViaBus ในครั้งนี้ จะสามารถเป็นต้นแบบให้สามารถขยายผลการใช้ประโยชน์ไปยังพื้นที่อื่นๆ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ อีอีซี สามารถผลักดันการเชื่อมต่อโครงข่ายด้านคมนาคมขนส่งและยกระดับการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ได้สำเร็จ ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะมีความทันสมัย ปลอดภัย อำนวยความสะดวก ให้เกิดการบริหารเวลา รองรับการวางแผนการเดินทางของประชาชนในพื้นที่อีอีซีต่อไป
รองศาสตราจารย์ ดร.สถาพร เชื้อเพ็ง รองอธิการบดีวิทยาเชตศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับ อีอีซี นำแอปพลิเคชั่น ViaBus ไปใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถสวัสดิการของวิทยาเขตศรีราชาในปัจจุบัน ให้มีความมีความ ทันสมัยมากขึ้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือกับ อีอีซี ในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อนิสิตบุคลากร รวมถึงประชาชนและผู้มาติดต่อ เพื่อการวางแผนการเดินทางในพื้นที่วิทยาเขตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทาง วิทยาเขตศรีราชาหวังว่า การร่วมมือในครั้งนี้จะสามารถเป็นต้นแบบได้อย่างสมบูรณ์ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ และมีความยินดีให้การสนับสนุนในการขยายผลการใช้ประโยชน์ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั้งในพื้นที่ อีอีซี และในวิทยาเขตอื่นของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป นายอินทัช มาศวงษ์ปกรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทเวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับระบบขนส่งสาธารณะ อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในการวางแผนและบริหารเวลาการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะประจำทางและรถโดยสารให้บริการของหน่วยงาน โดยนวัตกรรม ViaBus นั้นให้บริการด้านการติดตามและนำทางรถโดยสารแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเข้าถึงข้อมูลการเดินทางในระบบรถโดยสารได้ง่ายขึ้น เช่น ตำแหน่งรถ สถานี(ป้าย) เส้นทาง ทำให้ผู้โดยสารสามารถตัดสินใจในการเดินทาง รวมถึงบริหารเวลาและวางแผนการการเดินทางได้ดีขึ้นและไม่ใช่เพียงผู้โดยสารเท่านั้น นวัตกรรม ViaBus นี้ยังนำเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการ มาช่วยเหลือผู้ประกอบการเดินรถให้สามารถบริหารจัดการการเดินรถได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความอัตโนมัติและตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารมากขึ้นทั้งนี้ ความร่วมมือตาม MOU ในครั้งนี้จะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่จะทำให้เกิดการพัฒนาการยกระดับการคมนาคมขนส่งแบบบูรณาการ ทำให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ช่วยให้เสริมสร้างเศรษฐกิจ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนผู้เดินทางได้รับการเดินทางที่ทันสมัยและไร้รอยต่อ และสามารถยกระดับการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกต่อไป

สตม.รวบแล้ว!! ขบวนการขนคนต่างด้าวขึ้นเหนือล่องใต้อ้างโปรไฟล์รับขนส่งทั่วไทย

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

วันนี้ (5 ส.ค. 67) เวลา 11.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ ผบก.ตม.5, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.ศุภโชค หยงสตาร์ รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ ผกก.ตม.จว.สงขลา, พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.อภิเษก ปิศโน ผกก.ตม.จว.น่าน, พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล สวญ.ตม.จว.ชุมพร ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สตม.รวบแล้ว!! ขบวนการขนคนต่างด้าวขึ้นเหนือล่องใต้อ้างโปรไฟล์รับขนส่งทั่วไทย
ตม.จว.น่าน ร่วมกับ ตม.จว.สุรินทร์ จับกุม นายหนูเรียง (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับของศาลจังหวัดน่าน ที่ จ.34/2567 ลงวันที่ 15 มี.ค.2567 ในความผิดฐาน ร่วมกันกระทำความผิดฐาน (ผู้ใช้) รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา จว.น่าน ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมบริเวณถนนสาธารณะคุ้มวัดกลาง หมู่ 9 ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จว.สุรินทร์

จากกรณี เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2567 เวลาประมาณ 20.00 น. ตม.จว.น่าน ร่วมกับ นปพ.กก.สส.ภ.จว.น่าน ประจำจุดตรวจห้วยน้ำอุ่น จับกุมนายจิระวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี พร้อมคนต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา จำนวน 6 คน ในความผิดฐาน รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา จว.น่าน ดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น จากการสอบถาม นายจิระวัฒน์ ให้การรับสารภาพว่าได้รับงาน รับ-ส่ง คนต่างด้าวจากนายหนูเรียง ตกลงค่าจ้างไว้เป็นจำนวน 18,000 บาท ให้ไปส่งคนต่างด้าวจำนวน 6 คน จากต้นทาง อ.เชียงม่วน จว.พะเยา ปลายทางบริเวณชายแดนบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จว.จันทบุรี และจะได้รับค่าจ้างหลังจากส่งตัวคนต่างด้าวที่ปลายทางแล้ว โดยใช้แอพพลิเคชั่น Zello และ Line พูดคุยติดต่อกับนายหนูเรียง เพื่อนัดแนะถึงรายละเอียดในการ รับ-ส่ง คนต่างด้าวรวมถึงค่าตอบแทนจากนายหนูเรียง จึงได้ทำการสืบสวนขยายผลพบว่านายหนูเรียง มีพฤติกรรมในการลักลอบรับ-ส่ง คนต่างด้าวไปทั่วราชอาณาจักร และได้ลักลอบขนส่งคนต่างด้าวไปยังพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้ยังพบว่านายหนูเรียงเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดทุ่งสง ในข้อหา “ให้ที่พัก ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้าเมืองมา โดยผิดกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุม” จำนวน 1 หมาย ตม.จว.น่าน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา จว.น่าน

เพื่อขออนุมัติศาลจังหวัดน่าน ออกหมายจับ นายหนูเรียงฯ ในข้อหา “ร่วมกันกระทำความผิด (ผู้ใช้) รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ช่อนเร้น หรือช่วย ด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม" ต่อมาจากการสืบสวนทราบว่านายหนูเรียง ได้หลบหนีคดีไปพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ หมู่ 9 ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จว.สุรินทร์ จึงได้ไปประสานงานกับ ตม.จว.สุรินทร์ เข้าตรวจสอบและจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา จว.น่าน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘โค้ชเป้’ พูดกับ ‘วิว กุลวุฒิ’ ระหว่างแข่งรอบชิงฯ แบดโอลิมปิก 2024

(6 ส.ค.67) ความเคลื่อนไหวหลังจากที่ ‘วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์’ นักแบดมินตันทีมชาติไทย แพ้ ‘วิคเตอร์ แอ็กเซลเซน’ จากเดนมาร์ก ไป 0-2 เกม 11-21 และ 11-21 ในศึกแบดมินตันโอลิมปิก 2024 ประเภทชายเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ คว้าเหรียญเงินมาครอง

ทั้งนี้ โลกออนไลน์ มีการแชร์คลิป ‘โค้ชเป้’ ภัททพล เงินศรีสุข ผู้ฝึกสอนของ กุลวุฒิ พูดให้กำลังใจกับ เจ้าวิว ระหว่างแข่งขัน โดยที่ไม่ได้กดดันนักกีฬาแม้แต่น้อย ทำให้ได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก

“พี่บอกแล้วไง เอ็งจะหาประสบการณ์อย่างนี้ไม่ได้แล้ว เอ็งจะแพ้ชนะไม่เป็นไร เอ็งเอาความรู้ ความรู้สึก วิธีคิดวิธีเล่นเอาไปใช้ เรียนรู้จากเขา เขาคือสุดยอด”

ทั้งนี้ จากผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้ วิว กุลวุฒิ สร้างประวัติศาสตร์ เป็นนักแบดมินตันไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ได้เหรียญจากโอลิมปิกเกมส์ในระดับเหรียญเงินอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top