Wednesday, 15 July 2026
NEWS

ทหารผู้กล้า สละชีพเพื่อแผ่นดิน

ขอแสดงความเสียใจ และร่วมสดุดีวีรกรรมเหล่าทหารกล้าที่พลีชีพรักษาอธิปไตยไทย ความเสียสละของทุกท่านจะอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป

แบดมินตันสาวไทยรวมพลังพลิกเกม คว้าทองทีมซีเกมส์สมัยที่ 10 ผงาดครองแชมป์ 7 สมัยติด ย้ำภาพ ‘เจ้าแม่ซีเกมส์’ ตัวจริง

(11 ธ.ค. 68) การแข่งขันแบดมินตันซีเกมส์ 2025 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ทีมแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย พลิกสถานการณ์จากที่ตามหลังอินโดนีเซีย 0-1 คู่ เอาชนะไป 3-1 คู่ คว้าเหรียญทองประเภททีมเป็นสมัยที่ 10 และครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 7

การแข่งขันเริ่มด้วยประเภทหญิงเดี่ยวมือหนึ่ง "หมิว" พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ พ่ายให้กับมืออันดับ 7 ของโลกชาวอินโดนีเซีย ทำให้ทีมไทยตามหลัง 0-1 คู่ ทว่าหญิงคู่มือหนึ่ง "มูนา" เบญญาภา เอี่ยมสอาด และ "เฟม" ศุภิสรา เพียวสามพราน พลิกเกมชนะ 2-1 เกม ช่วยทีมไทยตีเสมอ 1-1 คู่

ในประเภทหญิงเดี่ยวมือสอง "เมย์" รัชนก อินทนนท์ แสดงความมุ่งมั่นและนิ่งยืน ควบคุมเกมได้เหนือกว่าเอาชนะไป 2-0 เกม นำทีมแซงนำอินโดนีเซีย 2-1 คู่ ก่อนที่คู่หญิงคู่ "มุก" อรณิชา จงสถาพรพันธุ์ และ "เจน" เฌอย์ณิชา สุดใจประภารัตน์ ปิดเกมชนะในสองเกมรวด ทำให้ทีมไทยชนะรวม 3-1 คู่ คว้าเหรียญทองอย่างสง่างาม

ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการได้ทองเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำความแข็งแกร่ง และความลึกของขุมกำลังทีมชาติไทย ที่ผสมผสานประสบการณ์และดาวรุ่งได้ลงตัว โดยเฉพาะผู้นำทีม "เมย์ รัชนก" ที่ช่วยให้ทีมพลิกเกมกลับมาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมชาติไทยแบดมินตันหญิงกลายเป็นตัวเต็งระดับอาเซียนและนานาชาติ ด้วยการเล่นที่มั่นใจ การรับมือแรงกดดัน และทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง ซึ่งชัยชนะครั้งนี้สะท้อนถึงหัวใจแห่งมาตรฐานสูงที่มากกว่าผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง

จากนายอำเภอ สู่รองผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ด้วยประสบการณ์ดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มุ่งขับเคลื่อนหมู่เกาะและพื้นที่ทั้งจังหวัด สู่เมืองท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน

การโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ปลายปี 2568 ของกระทรวงมหาดไทย เป็นอีกครั้งที่โครงสร้างทีมบริหารจังหวัดทั่วประเทศถูกปรับใหม่ คำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 3512/2568 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ระบุให้ “นายกล้าณรงค์ ยุติธรรม” หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขึ้นดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี” มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ต่อเนื่องจากนั้น หน่วยงานในจังหวัด อาทิ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ได้เผยแพร่ข่าวแสดงความยินดีในโอกาสที่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ ขณะที่เว็บไซต์จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ปรับปรุงทำเนียบผู้บริหาร ระบุชัดเจนให้ชื่อนายกล้าณรงค์ เป็นหนึ่งในรองผู้ว่าราชการจังหวัดชุดปัจจุบันเคียงข้างผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ อีกหลายท่าน

ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าฯ นายกล้าณรงค์สะสมประสบการณ์ยาวนานในฐานะ “คนทำงานแนวหลังของจังหวัด” โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่สนับสนุนงานผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ ในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาจังหวัด การประสานงานระหว่างส่วนราชการ และงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและพระราชพิธี หลายปีที่ผ่านมา เรามักเห็นชื่อของเขาในข่าวประชุมเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและการถวายความปลอดภัยในวาระสำคัญ รวมถึงการประชุมกับหน่วยงานทหาร-ตำรวจ-สาธารณสุข เพื่อรองรับภารกิจระดับประเทศที่จัดขึ้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มีบทบาทด้านการวางยุทธศาสตร์และประสานการทำงานร่วมกันของหลายจังหวัดในกลุ่ม ทำให้คุ้นเคยกับโจทย์พัฒนาระดับ “กลุ่มจังหวัด” ไม่ใช่เพียงจังหวัดเดียว

ในมุมประสบการณ์ภาคสนาม นายกล้าณรงค์ไม่ใช่เพียงข้าราชการที่อยู่กับโต๊ะประชุมในศาลากลาง แต่เคยทำงานใกล้ชิดประชาชนในฐานะ “นายอำเภอ” ทั้งในพื้นที่ภูเขา-เขื่อน-ป่า และเมืองท่องเที่ยวริมทะเล เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอบ้านตาขุน ซึ่งเป็นอำเภอที่มีเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) และอุทยานแห่งชาติเขาสกอยู่ในพื้นที่ มีบทบาทเป็นประธานการประชุม “กลุ่ม Line ท้ายเขื่อนเชี่ยวหลาน” เพื่อประสานความร่วมมือในการบริหารจัดการลำน้ำตาปีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและสาธารณสุขอำเภอในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อชุมชน เช่น โครงการ “1 ตำบล 1 ถนนกินได้ปลอดภัยไร้สารพิษ” ที่ส่งเสริมให้ชุมชนปลูกผักปลอดภัยริมถนน ตามแนวคิดพึ่งพาตนเองและรักษาสิ่งแวดล้อม

อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือการทำงานในพื้นที่ “เมืองท่องเที่ยว-เกาะยอดฮิต” อย่างเกาะสมุย ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเกาะสมุย เขาเป็นผู้แทนอำเภอนำจัดพิธีลอยอังคารเถ้าดอกไม้จันทน์กลางทะเลอ่าวไทย ภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องประสานงานทั้งหน่วยงานราชการ กองทัพเรือ ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในด้านการบังคับใช้กฎหมายและดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองท่องเที่ยว ทั้งการรณรงค์กิจกรรมจิตอาสา ดูแลชายหาด และการทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญของประเทศ

แม้ข้อมูลรายละเอียดด้านการศึกษาที่เผยแพร่ต่อสาธารณะของนายกล้าณรงค์จะมีไม่มาก แต่จากเส้นทางราชการสะท้อนภาพข้าราชการสายการปกครองที่เติบโตในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในบทบาทนายอำเภอ พื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ-เขื่อน-อุทยาน เมืองท่องเที่ยวทางทะเล และงานยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด-กลุ่มจังหวัด ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เมื่อเขาขยับมารับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี บทบาท “จากคนทำงานแบ็กออฟฟิศจังหวัด สู่ผู้บริหารเมืองท่องเที่ยว-เกาะยอดฮิต (สมุย-พะงันฯ)” จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยเชื่อมให้ “ข้อมูลและประสบการณ์จากหลังบ้าน” แปลออกมาเป็นการบริหารหน้าเมืองที่สมดุลระหว่างการท่องเที่ยว คุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หากเขาใช้ความเข้าใจทั้งระบบราชการ งบประมาณ และพื้นที่จริง มาบูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนท่องเที่ยว และชุมชนฐานราก สุราษฎร์ธานีย่อมมีโอกาสยกระดับบทบาทเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืนยิ่งขึ้น

มูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จัดพิธีเททองรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” ศิลปินแห่งชาติ และตำนานนักแสดงผู้ล่วงลับ ณ บ้านโนนกุ่ม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.49 น. ณ บริเวณพลับพลาภายในมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี บ้านโนนกุ่ม ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ในหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและเททองหล่อรูปเหมือนพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)เมตตาบารมี

โดยนางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และนายพิศรุตม์ และนายพัทธกฤต เทียมเศวต สองพี่น้องบุตรชายสรพงศ์ฯ นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ฤทธิ์ ลือชา, นางปิยะมาศ โมนยะกุล, นางนัยนา ชีวานันท์ ดารานักแสดงชื่อดังในอดีต คณะกรรมการมูลนิธิฯ ตลอดจนประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ผู้ที่เคารพนับถือและแฟนคลับของสรพงศ์ ชาตรี พระเอกตลอดกาล ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

นางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประธานมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี เปิดเผยว่า “พิธีเททองหล่อรูปเหมือนของพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง เป็นดำริของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย ที่อยากจะสร้างพิพิธภัณฑ์ของพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมนิทรรศการชีวประวัติและผลงานการแสดงของพี่เอกที่มีกว่า 600 เรื่อง รวมถึงรางวัลพระราชทานและรางวัลต่างๆ ที่เคยได้รับตลอดจนจะเป็นสถานที่บอกเล่าถึงคุณประโยชน์ที่พี่เอกบำเพ็ญต่อสังคมเพื่อให้แฟนคลับและประชาชนทั่วไปเชิดชูและรำลึกถึง”

“สำหรับรูปหล่อเหมือนสรพงศ์ ชาตรี เป็นการออกแบบของนายศิระ เลิศภูมิปัญญา โรงหล่อพระปติมากรรมประทานพรของอาจารย์สุรินทร์ ขนาดความสูงเท่ากับตัวจริง โดยรูปหล่อใช้ทองเหลืองหล่อทั้งตัว หลังเททองหล่อเสร็จสิ้นแล้ว จะนำไปติดตั้งไว้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์ ‘สรพงศ์ ชาตรี’ ภายในมูลนิธิฯ เมื่อทุกอย่างมีความพร้อมสมบูรณ์ก็จะทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมต่อไป” นางสาวดวงเดือน กล่าว

ด้านนายพัทธกฤต เทียมเศวต บุตรชายของสรพงศ์ ชาตรี กล่าวว่า “ขอบคุณประชาชนและแฟนภาพยนตร์ ละครของพ่อ พ่อถือเป็นแบบอย่างที่ดีด้านการแสดงและการประกอบคุณงามความดีให้กับสังคมและประเทศชาติ ตนเองภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อ และตนก็เชื่อว่าพิพิธภัณฑ์สรพงศ์ ชาตรี จะเป็นประโยชน์แก่รุ่นแฟนภาพยนตร์และลูกหลานจะได้รำลึกถึงคุณพ่อ ซึ่งตนก็ขอเชิญชวนทุกคนมาเยี่ยมชมได้ที่มูลนิธิสมเด็ตพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา” นายพัทธกฤต กล่าว

“กีฬาแหลมทอง” เมื่อปี 1959 ถึง SEA Games 2025 เดินหน้าสู่เวทียุทธศาสตร์กีฬา ภายใต้สโลแกน “Ever Forward”

(10 ธ.ค. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯและชลบุรี โดยถือเป็นครั้งที่ 7 ที่ไทยรับบทเจ้าภาพมากที่สุดในอาเซียน สะท้อนบทบาทสำคัญในวงการกีฬาระดับภูมิภาค

ประเทศไทยเดินหน้ารับบทเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งแรกเมื่อปี 1959 ในชื่อ "กีฬาแหลมทอง" ที่สนามกีฬาแห่งชาติ แม้เป็นครั้งแรกแต่ไทยคว้าเหรียญทองรวมอันดับ 1 ของตารางและได้รับคำชื่นชมว่าการจัดงานสำเร็จ รูปแบบนี้เป็นต้นแบบที่เติบโตมาเป็น SEA Games ปัจจุบัน

ยุคสงครามเย็น ไทยเป็นเจ้าภาพปี 1967 และ 1975 ในฐานะเวทีเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศแม้เผชิญความท้าทายด้านการเมือง ในปี 1985 ไทยรับไม้เจ้าภาพ SEA Games ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพฯ โดยเพิ่มชนิดกีฬาและจำนวนประเทศสมาชิกมากขึ้น

ไม่เพียงแค่กรุงเทพฯ ไทยยังส่งเสริมกีฬาโดยจัดครั้งแรกในเมืองเชียงใหม่ปี 1995 แล้วขยับไปที่นครราชสีมาในปี 2007 ซึ่งสร้างมิติใหม่ของกีฬา เริ่มมาตรฐานโมเดิร์น และกีฬาผูกกับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น

สำหรับ SEA Games 2025 พบว่ามี 11 ชาติร่วมมากกว่า 9,000 คนแข่ง 574 เหรียญใน 50 ชนิดกีฬา รัฐบาลไทยต้องการยกระดับมาตรฐานให้ใกล้เคียงเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก โดยใช้สโลแกน "Ever Forward" สื่อถึงการเดินหน้าของกีฬาไทยและอาเซียนอย่างยั่งยืน
 

‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ กับบทบาทผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ปักหมุด กฟผ. เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย เน้นบริหารสมดุล โรงไฟฟ้า-เชื้อเพลิง-พลังงานยุคใหม่ พาไทยก้าวทันยุค Energy Transition อย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าวันนี้เราเปิดไฟ เปิดแอร์ ชาร์จมือถือ หรือเดินห้างสรรพสินค้าแล้วทุกอย่างทำงานได้ตามปกติ เบื้องหลังความ “ปกติ” นี้ คือการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักภายใต้กระทรวงพลังงาน กฟผ. มีหน้าที่ผลิตและจัดหาไฟฟ้าให้ทั้งประเทศ ดูแลระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่เชื่อมโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง และในต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมทั้งบริหารจัดการการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ในยุคที่โลกหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด บทบาทของ กฟผ. ยิ่งชัดเจนขึ้น กฟผ. ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) ที่ใช้พื้นที่ผิวน้ำเขื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังต่อยอดสู่โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ช่วยปูทางระบบคมนาคมพลังงานสะอาดในอนาคต

ควบคู่กับการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ยังเดินหน้าด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงการที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ที่ดำเนินงานมายาวนานกว่า 30 ปี ช่วยให้ครัวเรือนและธุรกิจเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าสะสมไปแล้วหลายหมื่นล้านหน่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งยังทำงานในมิติ “พลังงานเพื่อสังคม” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ห้องเรียนสีเขียว การรณรงค์ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และการทำงานเคียงข้างชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน เพื่อให้การพัฒนาด้านพลังงานเดินหน้าไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้คนและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล 

จะเห็นได้ว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานด้านไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตพลังงานสะอาด ลดคาร์บอน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศไปพร้อมกัน

ผู้นำยุค Energy Transition ที่เติบโตจาก “หน้างานจริง”

ในบริบทที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุค Energy Transition อย่างจริงจัง การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งเทคนิคของระบบไฟฟ้า นโยบายพลังงาน และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในคนที่เติบโตมากับภารกิจนี้ คือ “นายนรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2568 

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ถือเป็น ผู้ว่าการฯ ที่ผ่านงานทั้งด้านวิศวกรรมโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารเชื้อเพลิง ทำให้เข้าใจทั้งมิติหน้างานและมิติยุทธศาสตร์ ทำให้มีพื้นฐานความรู้ที่รอบด้านก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารขององค์กร 

จาก “ผู้ผลิตไฟฟ้า” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ”

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ไม่ได้มองบทบาทของ กฟผ. ว่าเป็นเพียง “ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง” อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับขึ้นไปเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ” ที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำด้านเชื้อเพลิง ระบบผลิต ระบบส่ง ไปจนถึงโซลูชันด้านพลังงานที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายคือระบบพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในระยะยาว

ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ได้ฉายภาพ “บริบทโลกใหม่” ที่ภาคพลังงานต้องเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้ภัยพิบัติถี่และรุนแรงขึ้น กระทบทั้งที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพ และห่วงโซ่อุปทานอาหาร ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูง สะท้อนออกมาในรูปค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคม ที่ผู้คนมีส่วนร่วมและคาดหวังต่อรัฐวิสาหกิจมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยียุคใหม่อย่าง AI ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือ” มากกว่าคู่แข่ง โดยเชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยให้การทำงานแม่นยำขึ้น 

SENSE: เข็มทิศใหม่ของ กฟผ. 

นายนรินทร์ เล่าถึงกรอบบริหาร กฟผ. ภายใต้คำว่า “SENSE” ซึ่งรวบรวมทั้งเรื่องความปลอดภัย ระบบไฟฟ้ามั่นคง พลังงานสะอาด ความรับผิดชอบต่อสังคม และราคาค่าไฟที่เข้าถึงได้ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

เริ่มด้วย
S-Safety Operation กฟผ. ยึดหลัก “งานปลอดภัย-คนปลอดภัย” เป็นอันดับแรก ยกระดับมาตรฐานการทำงาน การซ่อมบำรุง และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุและเหตุขัดข้องในระบบไฟฟ้า เป้าหมายคือให้ทั้งพนักงานและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อมีเหตุไม่คาดคิด

E-Energy Security ภารกิจหลักของ กฟผ. คือการทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ตั้งแต่การวางแผนกำลังผลิต การผสานโรงไฟฟ้าหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) การจัดหาเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ LNG ในราคาที่เหมาะสม การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ฯลฯ 

N-Naturality (พลังงานคาร์บอนต่ำ) กฟผ. ศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงการศึกษา SMR ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ใช้ไฟก็ได้รับการขับเคลื่อนผ่านมาตรการอย่างฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 และแนวคิด “3 อ.” ได้แก่ อาคาร อุปกรณ์ และอุปนิสัย เพื่อให้ทั้งฝั่งผลิตและฝั่งใช้ไฟร่วมกันลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

S-Social Responsibility กฟผ. ให้ความสำคัญในมิติด้านสังคมและชุมชน ผ่านการขับเคลื่อนและการต่อยอดโครงการเพื่อชุมชน เช่น การพัฒนาอาชีพ พื้นที่สีเขียว และแหล่งเรียนรู้รอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน ตลอดจนโครงการสร้างการเรียนรู้ด้านพลังงานให้เยาวชนและประชาชน เป้าหมายคือการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนรอบข้าง ไม่ใช่เติบโตเพียงลำพัง

E-Economic Energy ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน กฟผ. ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนพลังงานอย่างรอบคอบ ทั้งจัดหา LNG ทั้งสัญญาระยะสั้น-ระยะยาว การใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำ และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายคือ “ค่าไฟที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้” ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ที่ขยับเร็วขึ้นจากปี ค.ศ.2065 เป็นปี ค.ศ.2050 

ก้าวต่อไปของ กฟผ. ภายใต้ผู้ว่าการฯ คนที่ 17

จะเห็นได้ว่า นายนรินทร์ เผ่าวณิช มองการบริหาร กฟผ. ในบทบาทของการดูแลความสมดุลของระบบไฟฟ้าไทย ทั้งด้านความมั่นคง ความยั่งยืนและพลังงานที่เป็นธรรม และพร้อมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเดินหน้าด้านพลังงานสะอาดและสอดรับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เช่น การเดินหน้าโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั้ง 3 แห่งที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ฯลฯ

“กฟผ. จะไม่เป็นเพียง “ผู้ผลิตฟ้าเพื่อความมั่นคง” เท่านั้น แต่จะเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ” เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน”

‘อ.อุ๋ย’ กระตุก ‘นายกหนู’ ยกเลิก MOU 43-44 ตอนนี้ เชื่อพลิกเกมโลก!! สร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชา

(9 ธ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ในสถานการณ์ที่ไฟสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้น เช่นนี้ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศผมถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบสูงสุดให้กับไทย

เมื่อวิเคราะห์เชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์แล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU ปี 2544 ว่าด้วยความร่วมมือในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ต่างก็เป็น “พันธกรณีที่เกิดจากความร่วมมือยามปกติ” 

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาเข้าสู่สถานะ คู่สงคราม (Belligerent) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์พื้นฐานอย่างรุนแรง (Fundamental Change of Circumstances - Rebus Sic Stantibus) ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และได้รับกระบวนการประมวล (codified) อยู่ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties - VCLT) มาตรา 62 ซึ่งให้อํานาจคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว 

ซึ่งเมื่อไทยยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับแล้ว จะทําให้ไทยมีความได้เปรียบ ดังนี้

1. ปลดภาระทางกฎหมาย: การยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในช่วงสงคราม จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากพันธกรณีในการเจรจาหรือความร่วมมือใดๆตามที่ระบุไว้ MOU 43 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะปลดล็อกไทยจากกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนทางบก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือการทหารโดยฝ่ายกัมพูชา

2. กุมอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรทางทะเล โดยการ ยกเลิก MOU 44 ที่เป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะทำให้ไทยสามารถอ้างสิทธิในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรเหล่านั้นได้โดยไม่ติดกรอบของการที่ต้องแบ่งปันหรือร่วมมือกับคู่สงคราม ซึ่งถือเป็นการ แสดงอำนาจอธิปไตยของไทยอย่าง ชัดเจนในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ

3. สร้างแรงกดดันระหว่างประเทศ: การใช้สิทธิยกเลิกสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองไว้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นว่าไทยจริงจังในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และทำให้กัมพูชาเสียเปรียบทันทีที่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายที่สั่นคลอนของความตกลงเหล่านั้นต่อหน้าประชาคมโลก 

สรุปแล้ว หากรัฐบาลไทยกล้าใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตัดสินใจยกเลิก MOU 43 และ 44 ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่การถอนตัวธรรมดา แต่คือการปรับกระบวนทัพทางกฎหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์เหนือคู่สงครามในเวทีโลกอย่างเด็ดขาด! ด้วยความปรารถนาดี
 

แสดงให้เห็น "กัมพูชา" สร้างภาพเป็นเหยื่อ-ถูกรุกราน ย้ำชัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ชี้แจงกับคณะทูตตานุทูต สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้ไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อ และมีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยไทย และทำทุกทางที่จะยุติภัยคุกคามจากกัมพูชา และพยายามให้เห็นว่าวิธีการของกัมพูชาตลอดมาคือปฏิเสธ เบี่ยงเบน พยายามสร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาโดยไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ทุ่นระเบิด รวมทั้งเรื่องก่อนหน้านั้น ซึ่งคิดว่าประชาคมโลกคงเห็นแล้วว่าวิธีการของกัมพูชา โดยเฉพาะที่ตนไปประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ที่เจนีวา เกี่ยวกับการห้ามใช้ทุ่นระเบิด ไทยนำหลักฐานไปแสดงรวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่มีทหารไทยทั้งเสียชีวิตและรับบาดเจ็บก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งไม่ใช่หลักฐานของไทยเพียงฝ่ายเดียว มีการยืนยันจากคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนด้วย เมื่อเรานำคลิปไปแสดง กัมพูชาคงเดือดร้อน เพราะสิ่งที่ฝ่ายไทยพูดมีหลักฐาน

"ผมคิดว่าที่เราชี้แจงมา ก็มาถูกทาง เพราะเหตุการณ์นี้ต้องให้ประชาคมโลกเข้าใจ เพราะบางครั้งสิ่งที่เขาต้องการสร้างสถานการณ์ สร้างภาพว่าเป็นฝ่ายถูกรุกราน เป็นเหยื่อ จากประเทศเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ความจริงไม่ใช่ เพราะประเทศเล็กก็สามารถยั่วยุ รุกรานได้ จากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ของเขา" รมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้สื่อสารให้ประชาคมโลกรับทราบแล้ว อีกส่วนหนึ่งฝ่ายไทยต้องทำหนังสือออกไป เชื่อว่าต่างชาติน่าจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ แต่ถึงอย่างไรต่างชาติคงอยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน แต่สำหรับประเทศไทยประตูเจรจายังไม่พร้อม เพราะไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายรู้สึกว่าอยากเป็นฝ่ายเจรจา

เมื่อถามว่า ล่าสุดทางสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้สองประเทศเจรจาให้ชัดเจน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาคือจะเจรจาเรื่องอะไร ถ้ากัมพูชายังไม่พร้อมที่จะเจรจา ก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิมอีก คือตกลงกันแล้วก็ไม่ปฏิบัติตามที่ตกลง ดังนั้น ก็ขอให้ฝ่ายกัมพูชาพร้อมจริงๆ ขณะนี้เราก็ต้องดำเนินการทางการทหารไปก่อนจนถึงจุดที่เขาพร้อมจริงๆ

“บิ๊กต้อม” รับ “ซีเกมส์ 2025” เจอ 5 ปัญหารุมเร้า สั่งเร่งแก้ไขด่วน ย้ำหลังพิธีเปิด ทุกอย่างต้องเข้าที่ เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

(9 ธ.ค. 68) ซีเกมส์สรุปยอดนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ร่วม 10,000 คน แต่เจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย หัวหน้านักกีฬาถึงกับอึ้ง สั่งประสานงานเร่งแก้ไขอย่างพัลวัน ทั้งเรื่องที่พัก , การขนส่ง และ อาหาร  ย้ำหลังพิธีเปิดการแข่งขันทุกอย่างต้องเข้าสู่ระบบเพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หลังจากที่ได้มีการเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาครบทั้ง 11 ชาติ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 9 ธันวาคม “บิ๊กต้อม” นายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาชุดซีเกมส์ พร้อมด้วย ดร.สุพิตร สมาหิโต และ นายวิสุทธิ์ ตั้งวาริธร รองหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย ได้ร่วมกันประชุมหัวหน้านักกีฬาทั้ง 11 ชาติ ขาดเพียงผู้แทนจาก ติมอร์เลสเต้ เพียงชาติเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมมีการกำหนดแบบวันเว้นวัน เพื่อเป็นการรับทราบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

โดยนายธนา ไชยประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ยอดนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 มีจำนวนร่วม 10,000 คน แต่สิ่งที่ได้รับทราบคือหลายชาติได้แจ้งถึงปัญหาจำนวนมาก

ปัญหาแรก การเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณถภูมิ ต้องรอรถที่ไปรับนักกีฬานาน 5-6 ชั่วโมง ทำให้เสียเวลาในการเข้าร่วมพิธีเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา

ปัญหาที่สอง เรื่องอาหารกลางวัน ทางเจ้าภาพได้จัดเป็น ลั้นช์ บ๊อก (อาหารกล่อง) แต่ได้สั่งแก้ไขเป็น บุฟเฟ่ต์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาที่สาม ปัญหาเรื่องรถรับ-ส่ง นักกีฬาไปซ้อมที่สนามยังไม่เพียงพอ ทำให้เสียเวลาในการฝึกซ้อมและวางแผนในแต่ละวัน

ปัญหาที่สี่ เรื่องอาหาร ฮาลาล ฟู๊ด (สำหรับนักกีฬาจากประเทศอิสลาม) บรูไน, มาเลเซีย,ติมอร์ฯ , อินโดฯ ขอความร่วมมือให้ทางโรงแรมจัดอาหาร ฮาลาล อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบางมื้อเป็นอาหารรวมทำให้ลำบากต่อการรับประทาน 

ปัญหาสุดท้าย เรื่องที่พักของนักกีฬาแต่ละชาติ ได้มีการสื่อสารกันอย่างผิดพลาด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธนา ไชยประสิทธิ์ ได้รับปัญหาทั้งหมดมาดำเนินการ และ รายงานตรงไปยัง นายปรีชา ลาลุน กับ นายแพทย์ มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้รับทราบ พร้อมเร่งแก้ไขให้อย่างเร่งด่วน 

นอกจากนี้ยังได้รับปากอีกด้วยว่า หลังจากพิธีเปิดการแข่งขันวันที่ 9 ธันวาคม จบสิ้นลง เริ่มแข่งขันชิงเหรียญทองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 10 ธันวาคม จะส่งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละส่วนเดินทางไปดูแลนักกีฬาอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเร่งด่วน

รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่คนใหม่ นักปกครองที่ทำงานใกล้ชิดวิถีชีวิตคนกระบี่ ผสานงานความมั่นคง การศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนกระบี่สู่เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย เป็นมิตรกับชุมชน

ช่วงปลายปี 2568 กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้ง-โยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดรวม 40 ตำแหน่ง เพื่อ “จัดทัพใหม่” ให้การบริหารงานจังหวัดสอดรับโจทย์พัฒนาเชิงรุกมากขึ้น หนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามอง คือ นายนิรันดร์ ปราบอักษร ปลัดจังหวัดกระบี่ ที่ได้รับโอนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ถือเป็นการขยับขึ้นสู่บทบาทบริหารระดับจังหวัดของข้าราชการสายปกครองที่เติบโตบนเส้นทางราชการในจังหวัดกระบี่ต่อเนื่องหลายปี

เส้นทางราชการของนายนิรันดร์สะท้อนภาพ “นักปกครองสายพื้นที่” ชัดเจน เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่ปี 2561 ก่อนจะเลื่อนมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองกระบี่ ดูแลงานความมั่นคงและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลักของจังหวัด จากนั้นจึงขยับขึ้นเป็นปลัดจังหวัดกระบี่ ทำหน้าที่ประสานและขับเคลื่อนงานร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับจังหวัด ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน

ในด้านผลงาน นายนิรันดร์ผ่านการทำงานที่สัมผัสประชาชนหลากหลายมิติ ตั้งแต่สมัยเป็นนายอำเภอเขาพนม เขามีบทบาทร่วมผลักดัน “โครงการธนาคารแห่งความสุข (The Happiness Bank)” ของเทศบาลตำบลเขาพนม ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและเปิดโอกาสให้คนในชุมชน “ฝากความดี-ส่งต่อความสุข” สู่กันและกัน

ต่อมาช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองกระบี่และปลัดจังหวัด เขามักได้รับมอบหมายให้กำกับแผนปฏิบัติการด้านความปลอดภัย เช่น การปล่อยแถวจัดระเบียบสังคมช่วงเทศกาลลอยกระทง การปราบปรามยาเสพติด และการบังคับใช้กฎหมายกับสถานบริการและกิจกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลกอย่างกระบี่
.
ในช่วงดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัด นายนิรันดร์ยังทำหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดในภารกิจสำคัญหลายด้าน ทั้งการเป็นประธานจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับจังหวัด สนับสนุนเวทีแสดงศักยภาพเยาวชนและ Soft Power ด้านการศึกษาในพื้นที่
.
การกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรำลึกครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์สึนามิ ที่ตอกย้ำบทเรียนเรื่องการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและการดูแลจิตใจผู้สูญเสียในพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน ตลอดจนการเข้ารับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายภาคประชาชนที่คัดค้านการระเบิดภูเขาทำเหมืองแร่ในจังหวัดกระบี่ สะท้อนบทบาท “ตัวกลาง” ที่ต้องฟังเสียงชุมชน ควบคู่กับการเดินหน้านโยบายของรัฐอย่างระมัดระวังและรอบด้าน

การได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ของนายนิรันดร์ จึงถูกคาดหวังว่า จะช่วยต่อยอดยุทธศาสตร์ “เมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลก” สู่การพัฒนาที่สมดุลมากขึ้น เส้นทางราชการที่เติบโตในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เขารู้จักภูมิประเทศ เครือข่ายผู้นำท้องถิ่น และข้อจำกัดของชุมชนทั้งฝั่งเมืองและชนบทอย่างลึกซึ้ง เมื่อผนวกกับประสบการณ์ดูแลงานความมั่นคง ความปลอดภัย การจัดการภัยพิบัติ และการสื่อสารกับภาคประชาสังคม ย่อมเป็นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนกระบี่ให้เติบโตบนฐานการท่องเที่ยวคุณภาพ มีความปลอดภัย เคารพสิ่งแวดล้อม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัด

 

เจรจา ‘ไดกิ้น’ สำเร็จ โบนัส 7 เดือน เงิน 15,000 บาท เปลี่ยนทองเป็นเงิน 50,000 บาท พนักงานกลับเข้างานตามปกติ

(9 ธ.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเจรจาร่วมกันระหว่างบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ สหภาพแรงงานไดกิ้น อมตะ รักษ์เสรี ว่า หลังการเจรจานานกว่า 12ชม.โดยมีการเจรจาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. - วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 00.30 น.ในที่สุดก็ได้ข้อยุติเป็นทางออกร่วมกัน 

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มอบหมายให้นายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหัวหน้าคณะเจรจาไกล่เกลี่ย พร้อมด้วยนายเชิดศักดิ์ อุ่นคำ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี นายดุสิต สุขไสย ผอ.กลุ่มงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและข้อขัดแย้ง นายชุมพล ไพโรจน์สมบัติ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ สำนักแรงงานสัมพันธ์ และทีมงาน ร่วมเจรจา ณ ห้องลานนา โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ จากการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้

1. บริษัทฯ ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2568 ในอัตรา 7 เดือน + 12,000 + 3,000 บาท
2. บริษัทฯ ตกลงปรับขึ้นค่าจ้างประจำปี 2569 ที่ค่ากลางเกรด C ในอัตรา 3.0%
3. สวัสดิการรางวัลสถิติการทำงานต่อเนื่อง เปลี่ยนระบบการจ่ายจากทองคำเป็นการจ่ายด้วยเงิน 10 ปีขึ้นไป 50,000 บาท
4. บริษัทตกลงปรับเพิ่มสวัสดิการค่ากะจากเดิม 150 บาท/วัน เปลี่ยนเป็น 160 บาท/วัน
5. บริษัทตกลงพิจารณากำหนดวันหยุดเพิ่มเติมในปฏิทินปี 2569 วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 9 วัน และวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 9 วัน
.
นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ข้อตกลงมีอายุ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2569 ทั้งนี้ พนักงานซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ จะกลับเข้าทำงานตามปกติในวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่ายที่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีร่วมกันในครั้งนี้ กระทรวงแรงงานพร้อมที่จะดูแลสิทธิประโยชน์และคุ้มครองแรงงานทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างดีที่สุด
 

ไม่มีเดือนปกติ รวมคำทำนายหมอดูไทย ในอีก 12 เดือน ข้างหน้า ประเทศไทยเข้าโหมดวิกฤตสลับโอกาส

ปีม้าไฟ 2569 “ไม่มีเดือนปกติ” – รวมคำทำนายหมอดูไทย 12 เดือน ประเทศไทยเข้าโหมดวิกฤตสลับโอกาส

ปี 2569 กำลังถูกพูดถึงว่าเป็น “ปีม้าไฟ” ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน และการพลิกชะตาแบบแรง ๆ

หมอดูและโหราศาสตร์หลายสำนักในไทย ทั้งสายดวงเมืองและดวงส่วนตัว ต่างออกมาให้คำทำนายล่วงหน้า

ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ไปจนถึงภัยธรรมชาติและดวงชีวิตรายบุคคล

เมื่อรวบรวมคำทำนายจากทั้ง อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม ผู้เปิดไพ่ยิปซีดวงเมืองปีม้าไฟ,

หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา ที่ผูกดวง 12 ราศีแบบละเอียดตลอดปี,

หมอปลาย พรายกระซิบ และซินแสภาณุวัฒน์ ที่เตือนแรงเรื่องภัยธรรมชาติ–โรคใหม่,

รวมถึงโหรฟองสนาน จามรจันทร์ ที่อ่านดวงเมืองและดวงบุคคลสำคัญทางการเมือง

จะเห็น “ธีมร่วม” ว่า ปี 2569 ไม่ใช่ปีเบา ๆ แต่เป็นปีที่มีทั้งโอกาสและแรงสั่นสะเทือนสลับกันไปตลอด 12 เดือน

【ดวงเมืองปีม้าไฟเด็กครองเมือง – อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม, ไทยรัฐออนไลน์】

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – ซินแสภาณุวัฒน์, หมอปลาย พรายกระซิบ (สัมภาษณ์ในรายการออนไลน์)】

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ฟองสนาน จามรจันทร์, ไทยโพสต์】

บทความนี้ไม่ใช่การฟันธงว่า “ต้องเกิดจริง” แต่ชวนผู้อ่าน The States Times มาดู “ปฏิทินคำทำนาย” ปี 2569

แบบไล่เดือน ตั้งแต่มกราคมถึงธันวาคม ว่าตามสายตาหมอดูไทยแล้ว ปีม้าไฟนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

พร้อมทั้งชวนคิดต่อว่า ถ้าคำทำนายเป็นเพียง “สัญญาณ” เราจะเตรียมตัวอย่างไรให้รอด ไม่ว่าจะเชื่อมากหรือน้อยก็ตาม

---------------------------------

มกราคม: เริ่มปีด้วยแผลเก่าของดวงเมือง – แต่บางราศีกลับเป็น “นาทีทอง”

---------------------------------

ดวงเมืองจากอาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม ระบุว่าเดือนมกราคมของปี 2569 อยู่ในอิทธิพลของ “ไพ่ 3 ดาบ”

เป็นสัญลักษณ์ของบาดแผล ความผิดหวัง และเรื่องที่ยังคาใจจากปีเก่า

จึงถูกเตือนให้ “อดทน” และระวังทั้งเรื่องฟืนไฟ แผ่นดินไหว และปัญหาน้ำฝน–น้ำท่วมที่ยังไม่คลี่คลายหมดไปในทันที

พร้อมทั้งชี้ว่าประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการจัดการน้ำและที่อยู่อาศัย เพราะ “แก้ฟ้าไม่ได้ ต้องแก้ที่คน”

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ในอีกมุมหนึ่ง หมอช้าง ทศพร กลับมองว่า เดือนมกราคมคือ “จุดเริ่มต้นที่ปังมาก” ของหลายราศี เช่น

– ราศีเมษ: การงานเปลี่ยนแล้วดีขึ้น มีโอกาสเริ่มเส้นทางใหม่ ถ้าลงมือช่วงต้นปีจะเห็นผลชัดเจน

– ราศีธนู: ม.ค.–มิ.ย. คือครึ่งปีทอง โดยเฉพาะเดือนมกราคมที่ถูกย้ำว่าควรลุยงาน–ดีลใหญ่ให้เต็มที่

เพราะทั้งงานและเงินมีพลังสนับสนุนสูงเป็นพิเศษ

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ภาพรวมเดือนแรกของปีจึงออกมาแบบ “สองหน้า” ดวงเมืองยังแบกแผลเก่า แต่ดวงส่วนบุคคลของบางกลุ่ม

กลับได้จังหวะเริ่มต้นใหม่ ถ้ามองเชิงสัญลักษณ์ ก็คือปีที่เริ่มต้นท่ามกลางความไม่แน่นอน

แต่โอกาสก็มีให้กับคนที่เตรียมตัวพร้อมและกล้าลงมือก่อน

---------------------------------

กุมภาพันธ์: เศรษฐกิจ–อสังหาฯ เริ่มขยับ และจังหวะดีของการเจรจา

---------------------------------

จากการเปิดไพ่ของอาจารย์มงคล ไพ่ “7 เหรียญ” ถูกตีความว่าเป็นจุดเริ่มของการเก็บเกี่ยวผล

โดยเฉพาะตั้งแต่ “เดือนกุมภาพันธ์ขึ้นไป” ค้าขาย การซื้อขายที่ดิน บ้าน คอนโด

รวมถึงตลาดมือสองและการซ่อมแซม–รีโนเวต มีแนวโน้มคึกคักขึ้น

คนไทยถูกมองว่าจะ “ขยันมากขึ้น” และเริ่มใช้บทเรียนจากปีแย่ ๆ มาปรับวิธีหาเงิน

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ฝั่งดวงส่วนตัว หมอช้างระบุว่า

– ราศีเมษ: ยังอยู่ในช่วง “นาทีทอง” ยาวจากมกราคมถึงกุมภาพันธ์ งาน–โชคลาภเด่น

– ราศีพฤษภ: เดือนมีนาคมคือจุดพีค แต่จังหวะดีเริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้การพูด การเจรจา

– ราศีมิถุน: ช่วงม.ค.–พ.ค. ถือว่าดีทั้งหมด แต่กุมภาพันธ์ถูกระบุว่าเป็นเดือนที่ “พีคสุด”

ทั้งการเริ่มงานใหม่และโอกาสสำคัญในชีวิต

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ขณะเดียวกัน โหรฟองสนาน จามรจันทร์ ยังระบุว่า ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

คือจุดเริ่มเกณฑ์สำคัญในชีวิตของบุคคลการเมืองหลายคน

ทั้งในแง่ “เสียไปแล้วได้กลับ” หรือ “ได้แล้วรักษาไว้ไม่ง่าย”

สะท้อนภาพว่าโหรสายการเมืองมองกลางไตรมาสแรกของปี 69

เป็นจุดเริ่มเกมใหม่บนเวทีอำนาจ

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

---------------------------------

มีนาคม: พลังมวลชน–คลื่นคนรุ่นใหม่เริ่มชัด และจังหวะเด่นของพฤษภ–มิถุน

---------------------------------

อาจารย์มงคลตีความไพ่ “10 ถ้วย” ว่าเป็นพลังของกลุ่มคน การรวมตัวของมวลชน และพลังใหม่ ๆ

ที่จะปรากฏชัดขึ้นในช่วง “มีนาคมถึงมิถุนายน” โดยเชื่อมโยงกับภาพ “เด็กครองเมือง”

และการสิ้นสุดวาสนาของผู้ใหญ่บางกลุ่ม

เป็นช่วงที่พลังของคนรุ่นใหม่ กลุ่มอาชีพใหม่ หรือขบวนการบางอย่างจะชัดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ด้านดวงส่วนบุคคล

– ราศีพฤษภ: หมอช้างระบุชัดว่า “เดือนมีนาคม” คือจังหวะดวงดีมากเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะงานขาย เจรจา นายหน้า หรือการสอบสัมภาษณ์

– ราศีกุมภ์: ถูกเตือนให้ระวังการเดินทางและอุบัติเหตุในเดือนมีนาคม แม้ดวงภาพรวมจะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ก็ตาม

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

เดือนมีนาคมจึงเป็นเดือนที่ดวงเมืองพูดถึง “พลังมวลชน”

ขณะที่ดวงส่วนบุคคล บางราศีได้ใช้ “ปาก–การสื่อสาร” เป็นอาวุธสำคัญ

ใครที่อยู่ในอาชีพที่ต้องเจรจาต่อรอง ช่วงนี้คือเดือนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

---------------------------------

เมษายน: เดือนดาวแรงเรื่องสุขภาพ–อุบัติเหตุของหลายราศี

---------------------------------

หมอช้างเตือนชัดเจนว่า “เดือนเมษายน” เป็นเดือนที่ต้องระวังสุขภาพและอุบัติเหตุเป็นพิเศษสำหรับบางราศี เช่น

– ราศีกันย์: มีเกณฑ์เจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดในเดือนเมษายน แม้ภาพรวมทั้งปีจะเป็นปีที่งาน–ธุรกิจคึกคัก

– ราศีมีน: ถูกเตือนเรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุในเมษายนเช่นกัน

แม้จะมีจังหวะการเงินดีมากในเดือนพฤษภาคมต่อเนื่อง

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในฝั่งโหรสายดวงเมือง ฟองสนานยังเขียนถึงเกณฑ์ “เสียแล้วไม่ได้คืน”

ของนักการเมืองบางคนในช่วง 2 เมษายน–12 พฤษภาคม 2569

สะท้อนว่าเมษายนไม่ใช่เดือนสบาย ๆ บนเวทีอำนาจ

แต่เป็นช่วงที่หลายคนอาจต้องแลกอะไรบางอย่างอย่างถาวร

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

เมษายนจึงเป็นเดือนที่ควร “เพลาเกมเสี่ยง” ลงบ้าง

ใครคิดจะลงทุนหรือเดินทางแบบลุยสุดตัวอาจต้องถามตัวเองอีกครั้ง

ว่าเวลานี้เหมาะกับการเร่งเครื่อง หรือเหมาะกับการเช็กสภาพรถ–สภาพร่างกายก่อนจะลุยต่อกันแน่

---------------------------------

พฤษภาคม: การเงินเริ่มขยับ – ทั้งดวงเมืองและดวงส่วนบุคคล

---------------------------------

จากคำทำนายดวงเมืองของอาจารย์มงคล การค้าขายและอสังหาฯที่เริ่มฟื้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

จะทยอยส่งผลชัดขึ้นในไตรมาสสองของปี

คนไทยถูกมองว่าจะ “กลับมาขยัน” มองหาโอกาสต่อยอดรายได้จากสิ่งที่มี

และหันมาใส่ใจความมั่นคงระยะยาวมากขึ้น

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ด้านหมอช้าง

– ราศีเมษ: ดาวการเงินส่งผลจริง ๆ ตั้งแต่ช่วง “ประมาณเดือนพฤษภาคม” เป็นต้นไป

ต้นปีต้องวางแผนดี ๆ แล้วจะได้ใช้ผลในช่วงนี้

– ราศีมีน: เดือนพฤษภาคมถูกระบุว่าเป็นจังหวะการเงินแข็งแรง มีโอกาสทั้งรายได้ประจำและรายได้พิเศษ

รวมถึงลุ้นโชคลาภเล็ก ๆ เข้ามาพร้อมกัน

– หลายราศีถูกย้ำว่ากลางปีคือช่วง “เงินเริ่มฟื้น” จากการลุยงานมาตั้งแต่ต้นปี

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในเวทีการเมือง โหรฟองสนานยังชี้จังหวะ 31 พฤษภาคม–กลางมิถุนายน

เป็นช่วง “ลุ้นตำแหน่งสำคัญ” ของนักการเมืองบางคน

สะท้อนว่าเกมอำนาจมีโอกาสขยับแรงในช่วงนี้

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

---------------------------------

มิถุนายน: เดือนจุดเปลี่ยน – ทั้งงาน การเงิน และตำแหน่ง

---------------------------------

มิถุนายนถูกย้ำหลายครั้งในคำทำนาย

– ราศีตุลย์: หมอช้างบอกว่า “เดือนมิถุนายน” คือจุดเปลี่ยนสำคัญของปี

เหมาะกับการเริ่มโปรเจกต์ใหญ่ หรือการขยับงานสำคัญที่รอจังหวะอยู่

– ราศีพิจิก: ถูกเตือนว่ามิถุนายนเป็น “เดือนแรง” เรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุ ต้องระวังเป็นพิเศษ

แม้ภาพรวมจะเป็นปีแห่งการก้าวหน้าทางการงานและการเงินก็ตาม

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในฝั่งดวงการเมือง ฟองสนานก็ชี้ว่าช่วงปลายพฤษภาคมถึงกลางมิถุนายน

คือหน้าต่างเวลาที่หลายคนอาจ “ได้ตำแหน่ง–ได้โอกาส”

หรืออย่างน้อยก็มีข่าวความเคลื่อนไหวใหญ่ในชีวิต

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

มิถุนายนจึงถูกมองว่าเป็นเดือน “เปลี่ยนเฟส” ของปี 2569

ทั้งในระดับบุคคลและระดับโครงสร้างอำนาจ

---------------------------------

กรกฎาคม: เดือนพีกของงาน–ธุรกิจหลายราศี

---------------------------------

หมอช้างให้ความสำคัญกับ “เดือนกรกฎาคม” ในฐานะเดือนพีกของบางราศี เช่น

– ราศีกรกฎ: ปีที่ “พลิกจากร้ายเป็นดี” อย่างชัดเจน และกรกฎาคมถูกย้ำว่าเป็นช่วงที่ไม่มีดาวร้าย

งานก้าวหน้า การเงินฟื้น ครอบครัวคลี่คลาย

– ราศีกันย์: แม้ทั้งปีต้องเจองานหนักและบททดสอบจากดาวเสาร์

แต่กรกฎาคมคือช่วงที่มีตัวช่วย–ผู้สนับสนุนชัดเจน ธุรกิจคึกคัก

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

สำหรับดวงเมือง แม้จะไม่ได้มีการล็อกเดือนกรกฎาคมแบบเฉพาะเจาะจง

แต่หากมองจากจังหวะที่พลังมวลชนเริ่มชัดขึ้นตั้งแต่มีนาคม–มิถุนายน

กรกฎาคมอาจกลายเป็นเดือนที่เราเริ่มเห็น “ผลจากแรงสั่นสะเทือน”

ทั้งฝั่งเศรษฐกิจและการเมืองเริ่มหาจุดทรงตัวชั่วคราว

---------------------------------

สิงหาคม: เดือนอันตรายของสิงห์ – เดือนเงินก้อนของบางราศี

---------------------------------

สิงหาคมคือเดือนที่หมอช้างเตือนแรงที่สุดเดือนหนึ่ง

– ราศีสิงห์: ถูกระบุให้ “รีบเริ่ม–รีบจบ” สิ่งสำคัญให้ทันก่อนเดือนมิถุนายน

เพราะ “เดือนสิงหาคม” คือเดือนอันตราย มีหลายปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

ทั้งสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ทำให้ดวงดาวแรงเป็นพิเศษ

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในอีกด้านหนึ่ง

– ราศีพิจิก: สิงหาคมคือเดือนที่ “เส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ” โดยเฉพาะด้านการเงิน เห็นเงินก้อน ชัดเจน

– ราศีมังกร: สิงหาคมก็ถูกมองว่าเป็นเดือนลงตัวทั้งงาน เงิน และความรัก

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ด้านคำทำนายดวงเมือง สายหมอปลาย–ยมทูตคำทำนาย เตือนภาพใหญ่ของปี 2569

ทั้งเรื่อง “มวลน้ำยักษ์ใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว และโรคใหม่ที่เกี่ยวข้องกับห้องทดลอง”

แม้จะไม่ระบุเดือนชัดเจน แต่เมื่อเชื่อมกับฤดูฝนและช่วงดวงดาวแรงในครึ่งปีหลัง

สิงหาคมจึงกลายเป็นเดือนที่หลายคนจับตาเป็นพิเศษ

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – หมอปลาย, ยมทูตคำทำนาย (สัมภาษณ์ออนไลน์)】

---------------------------------

กันยายน: เดือนพักหายใจ – ทบทวนสิ่งที่เกิดใน 8 เดือนแรก

---------------------------------

คำทำนายที่พูดถึง “กันยายน 2569” โดยตรงมีไม่มากเมื่อเทียบกับเดือนอื่น

ส่วนใหญ่เป็นการลากยาวจากจังหวะครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม หากดูจากรูปแบบทั้งปีที่ต้นปี–กลางปีเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง

และครึ่งปีหลังกดดันเรื่องภัยธรรมชาติ–การเมือง–เศรษฐกิจ

กันยายนอาจถูกมองว่าเป็นเดือน “พักหายใจเชิงยุทธศาสตร์”

– คนทำธุรกิจอาจใช้เวลานี้สำรวจว่า สิ่งที่ลงทุนตั้งแต่ต้นปีเริ่มให้ผลอย่างไร

– คนทำงานประจำหลายราศี เพิ่งผ่านทั้งเดือนดีและเดือนอันตรายอย่างเมษายน–สิงหาคมมา

กันยายนจึงเหมาะกับการจัดระบบชีวิตมากกว่าลุยอะไรใหม่สุดตัว

ในแง่ดวงชะตา เราแทบไม่เห็นหมอดูคนไหน “ฟันธงหายนะ” ในเดือนนี้

ซึ่งก็อาจเป็นข่าวดีเล็ก ๆ ของปีม้าไฟ

---------------------------------

ตุลาคม: โอกาสใหม่–เกณฑ์ช่วยของบางคน

---------------------------------

โหรฟองสนาน ระบุว่า สำหรับบางบุคคลสำคัญทางการเมือง

“20 ตุลาคม–สิ้นปี 2569” เป็นช่วงที่หัวหน้าเทวดาประจำตัว “อำนวยโชคชัย”

ช่วยคานเกณฑ์ลบ โดยเฉพาะผู้ที่เจอแรงปะทะหนักมากมาตั้งแต่ปีก่อน

สะท้อนภาพว่าไตรมาสสุดท้ายของปี มีพื้นที่ให้ “ตั้งหลักใหม่” อยู่บ้างสำหรับบางคน

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

ในเชิงดวงส่วนบุคคล ช่วงปลายปีมักถูกพูดถึงในเชิง “เก็บเกี่ยว”

มากกว่าการเริ่มต้นใหม่ ใครที่ลุยงานมาตลอดปี

ตุลาคมจึงอาจกลายเป็นเดือนที่เห็นภาพชัดขึ้นว่า ปีม้าไฟให้บทเรียนอะไรกับเราไปแล้วบ้าง

---------------------------------

พฤศจิกายน: เกณฑ์ดวงแรง–คดีความ–ความขัดแย้ง และภัยธรรมชาติ

---------------------------------

ในคำทำนายของฟองสนาน หลายคนถูกชี้ว่า

“ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป”

จะเข้าสู่เกณฑ์ดวงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องคดีความ การเสียของรัก หรือแรงปะทะทางการเมือง

บางคนถูกระบุว่าเกณฑ์ลบจะลากยาวออกไปถึงปีถัดไปด้วย

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

เมื่อเชื่อมกับคำเตือนของหมอปลายและซินแสภาณุวัฒน์เรื่อง

“น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว และโรคใหม่” ในปีม้าไฟ

แม้จะไม่ระบุเดือนชัด แต่หลายสำนักก็เห็นตรงกันว่า

“ปลายปี” คือช่วงที่ทั้งดวงดาวและสถานการณ์โลกมีความผันผวนสูง

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – หมอปลาย, ซินแสภาณุวัฒน์ (สัมภาษณ์ออนไลน์)】

พฤศจิกายนจึงเป็นเดือนที่ควรระวังทั้งระดับ “บน–ล่าง”

ตั้งแต่เกมการเมือง ไปจนถึงชีวิตประจำวันของคนตัวเล็ก ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม

---------------------------------

ธันวาคม: สรุปบทเรียนปีม้าไฟ – คลื่นลูกใหม่กับการรีเซ็ตอนาคต

---------------------------------

แม้หลายคำทำนายจะชี้ว่า ปี 2569 เต็มไปด้วยเกณฑ์แรง

แต่ดวงเมืองของอาจารย์มงคลก็ยังทิ้งภาพในเชิงบวกไว้ว่า

นี่คือปีที่ “เด็กครองเมือง” คนรุ่นใหม่–คนอายุน้อย

และคนที่พร้อมปรับตัวจะได้ขึ้นมาเป็นกำลังหลัก

เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวจากความขยันและการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ทางฝั่งดวงส่วนบุคคล หมอช้างเองก็มีมุมว่า ปี 2569 เป็นปีที่ “ดาวใหญ่มีพลังมากที่สุดในรอบ 12 ปี”

ซึ่งแปลว่าหลายราศีจะมีโอกาสสำคัญในชีวิต ถ้าใช้จังหวะให้ถูก

และถึงแม้บางช่วงจะเจอดาวแรง–เดือนอันตราย แต่ถ้าผ่านไปได้

ท้ายที่สุดก็อาจได้เซอร์ไพรส์ดี ๆ ส่งท้ายปี

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

---------------------------------

สรุป: อ่านดวงไม่ใช่เพื่อกลัว แต่เพื่อเตรียมตัว

---------------------------------

เมื่อเอาคำทำนายจากหมอดูไทยหลายสำนักมาวางเรียงกันเป็น “ปฏิทินปี 2569”

สิ่งที่เห็นชัดคือ ปีม้าไฟไม่ได้มีแค่ภาพมืดมิดหรือดีสุดขั้วด้านเดียว

แต่เต็มไปด้วย “จังหวะ” ที่สลับกันระหว่างโอกาสและความเสี่ยง

– ต้นปี: แบกแผลเก่าจากปี 2568 แต่เปิดพื้นที่ให้เริ่มต้นใหม่

– กลางปี: คือจุดเปลี่ยนทั้งด้านเศรษฐกิจ งาน และอำนาจ

– ปลายปี: เต็มไปด้วยเกณฑ์แรง ทั้งคดีความ ความขัดแย้ง และภัยธรรมชาติ

แต่ก็มี “หน้าต่างแห่งโอกาส” ให้คนที่พร้อมจะรีเซ็ตตัวเอง

ในฐานะสื่อ เราไม่อาจยืนยันว่าคำทำนายเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงตามตัวอักษรหรือไม่

แต่ในฐานะ “สัญญาณ” มันสะท้อนอย่างน้อย 3 อย่างของสังคมไทยวันนี้คือ

1) คนไทยรู้สึกว่ากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านใหญ่

2) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิอากาศ กลายเป็นเรื่องที่คนธรรมดาพูดถึงในชีวิตประจำวัน

3) คนจำนวนไม่น้อยยังมองหา “ที่พึ่งทางใจ” เพื่อจะไม่รู้สึกว่าตัวเองเผชิญอนาคตอย่างลำพัง

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะเชื่อหมอดูมากน้อยแค่ไหน

การอ่านดวงปี 2569 อาจไม่ใช่เรื่องของ “ถูก–ผิด”

แต่น่าจะเป็นเรื่องของการตั้งคำถามกับตัวเองว่า

ถ้าปีหน้าเป็นปีม้าไฟจริง ๆ เราจะเลือก “ขี่ม้า” ไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง

หรือยอมปล่อยให้ไฟเผาเราทั้งที่ยังไม่ทันได้เตรียมตัวเลยด้วยซ้ำ

*หมายเหตุ: เนื้อหาในบทความนี้เป็นการรวบรวม–สังเคราะห์คำทำนายจากหมอดูและโหราศาสตร์หลายสำนัก

ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณ และไม่ควรนำไปใช้แทนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ การแพทย์ หรือการตัดสินใจเชิงนโยบาย*

สินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผสมผสานระหว่างขนแกะ-เส้นฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ทอขึ้นรูปประณีตสวยงาม ด้วยวิธีโบราณ “กี่เอว” เป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แนะนำและพาไปชมผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม คือ “ผ้าทอขนแกะ” ผ้าทอจากการผสมผสานระหว่างขนแกะกับเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน 

นางสายันห์ เสือจันทร์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พาไปชมหนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม ซึ่งเป็นสินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นก็คือ “ผ้าทอขนแกะ “

ผ้าทอขนแกะ บ้านห้วยห้อม เป็นผ้าทอที่มีความงดงาม จากการผสมผสานระหว่างขนแกะและเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว และยังสามารถใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้อีกหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ผ้าทอขนแกะถือเป็นผ้าทอที่มีการประยุกต์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวปกากะญอ

ซึ่งนางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม ในนฐานะเป็นผู้ริเริ่มนำสตรีของหมู่บ้านมาช่วยกันทอผ้าจากขนแกะเพื่อจำหน่าย ซึ่งแม้จะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่กลับสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างดี และความต้องการของตลาดยังสูง เนื่องจากเป็นงานที่ประณีตสวยงามและใช้การทำมือในทุกขั้นตอน

การทอผ้าขนแกะ ที่บ้านห้วยห้อม เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยกลุ่มมิชชันนารีที่มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ได้นำความรู้เกี่ยวกับการใช้ขนแกะมาทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า สอนให้กับชาวบ้าน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินที่บ้านห้วยห้อม และได้พระราชทานแกะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้กับชาวบ้านได้เลี้ยง เพื่อใช้ขนแกะนำมาเป็นผ้าทอ หลังจากนั้นชาวบ้านจึงขยายพันธุ์แกะเพื่อเลี้ยงในชุมชน พร้อมทั้งจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขนแกะขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีการตัดขนแกะ โดยแกะ 1 ตัว ตัดขนได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ส่วนขนแกะอีกส่วนหนึ่งจะซื้อจากที่โครงการหลวง ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

หลังจากที่ได้ขนแกะมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำขนแกะไปแช่กับผงซักฟอก แล้วล้างทำความสะอาด แล้วนำไปต้มกับน้ำเดือดเพื่อให้ไขมันที่ติดขนแกะออก จากนั้นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำขนแกะที่แห้งมาสางยีด้วยหวีที่นำเข้ามาจากนิวซีแลนด์ ให้เป็นขนปุยนุ่มเหมือนสำลี ต่อจากนั้นนำไปทำเป็นเส้นด้ายขนแกะ พร้อมที่จะเอาเส้นด้ายไปทอ ซึ่งคุณสมบัติของขนแกะที่ได้มีคุณภาพดี 100% นอกจากการทอด้ายขนแกะแล้ว ยังมีการนำด้ายขนแกะมาทอผสมผสานกับฝ้ายท้องถิ่นที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทอแบบโบราณ ด้วยการใช้ด้ายผูกกับไม้และผูกกับเอว หรือที่เรียกว่า กี่เอว จึงทำให้ผ้าทอที่ได้มีความนุ่ม มีลวดลายสวยงาม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผ้าทอ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง พรม เสื้อ และถุงย่าม ราคาของผลิตภัณฑ์ที่ทอออกมาเป็นชิ้นงานแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ 450 บาท ไปจนถึง 7,500 บาท โดยเฉพาะผ้าคลุมเตียงและผ้าคลุมไหล่ที่ต้องสั่งเป็นพิเศษตามขนาดและสีที่ลูกค้าต้องการ

สนใจผ้าทอขนแกะ ติดต่อสอบถามได้ที่นางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะ โทร.089 555 3900 หรือ โทร.095 448 2350 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อมโทร. 08-6420-4897 facebook : อบต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
 

ผ้าทอขนแกะ สินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผสมผสานระหว่างขนแกะ-เส้นฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ทอขึ้นรูปประณีตสวยงามเป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แนะนำและพาไปชมผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม คือ “ผ้าทอขนแกะ” ผ้าทอจากการผสมผสานระหว่างขนแกะกับเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน 

นางสายันห์ เสือจันทร์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พาไปชมหนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม ซึ่งเป็นสินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นก็คือ “ผ้าทอขนแกะ"

ผ้าทอขนแกะ บ้านห้วยห้อม เป็นผ้าทอที่มีความงดงาม จากการผสมผสานระหว่างขนแกะและเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว และยังสามารถใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้อีกหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ผ้าทอขนแกะถือเป็นผ้าทอที่มีการประยุกต์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวปกากะญอ

ซึ่งนางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม ในนฐานะเป็นผู้ริเริ่มนำสตรีของหมู่บ้านมาช่วยกันทอผ้าจากขนแกะเพื่อจำหน่าย ซึ่งแม้จะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่กลับสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างดี และความต้องการของตลาดยังสูง เนื่องจากเป็นงานที่ประณีตสวยงามและใช้การทำมือในทุกขั้นตอน

การทอผ้าขนแกะ ที่บ้านห้วยห้อม เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยกลุ่มมิชชันนารีที่มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ได้นำความรู้เกี่ยวกับการใช้ขนแกะมาทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า สอนให้กับชาวบ้าน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินที่บ้านห้วยห้อม และได้พระราชทานแกะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้กับชาวบ้านได้เลี้ยง เพื่อใช้ขนแกะนำมาเป็นผ้าทอ หลังจากนั้นชาวบ้านจึงขยายพันธุ์แกะเพื่อเลี้ยงในชุมชน พร้อมทั้งจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขนแกะขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีการตัดขนแกะ โดยแกะ 1 ตัว ตัดขนได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ส่วนขนแกะอีกส่วนหนึ่งจะซื้อจากที่โครงการหลวง ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

หลังจากที่ได้ขนแกะมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำขนแกะไปแช่กับผงซักฟอก แล้วล้างทำความสะอาด แล้วนำไปต้มกับน้ำเดือดเพื่อให้ไขมันที่ติดขนแกะออก จากนั้นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำขนแกะที่แห้งมาสางยีด้วยหวีที่นำเข้ามาจากนิวซีแลนด์ ให้เป็นขนปุยนุ่มเหมือนสำลี ต่อจากนั้นนำไปทำเป็นเส้นด้ายขนแกะ พร้อมที่จะเอาเส้นด้ายไปทอ ซึ่งคุณสมบัติของขนแกะที่ได้มีคุณภาพดี 100% นอกจากการทอด้ายขนแกะแล้ว ยังมีการนำด้ายขนแกะมาทอผสมผสานกับฝ้ายท้องถิ่นที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทอแบบโบราณ ด้วยการใช้ด้ายผูกกับไม้และผูกกับเอว หรือที่เรียกว่า กี่เอว จึงทำให้ผ้าทอที่ได้มีความนุ่ม มีลวดลายสวยงาม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผ้าทอ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง พรม เสื้อ และถุงย่าม ราคาของผลิตภัณฑ์ที่ทอออกมาเป็นชิ้นงานแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ 450 บาท ไปจนถึง 7,500 บาท โดยเฉพาะผ้าคลุมเตียงและผ้าคลุมไหล่ที่ต้องสั่งเป็นพิเศษตามขนาดและสีที่ลูกค้าต้องการ

สนใจผ้าทอขนแกะ ติดต่อสอบถามได้ที่นางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะ โทร.089 555 3900 หรือ โทร.095 448 2350 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อมโทร. 08-6420-4897 facebook : อบต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
 

‘รศ.ดร.อักษรศรี’ จี้รัฐบาลไทยถ้า ‘ทรัมป์’ โทรมาอย่ารีบยอม แนะเดินเกมยื้อเวลาเตือนอย่าซ้ำรอยรัฐบาลชุดก่อน

(8 ธ.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ร้อนแรงขึ้น โดยระบุว่า หาก “ทรัมป์” โทรมาจุ้นให้เร่งคลี่คลายปัญหา รัฐบาลไทยควร “เดินเกมดึงเรื่อง ยื้อเวลาให้นานที่สุด อย่าหมอบเร็วอย่างไร้กระบวนท่าเหมือนรัฐบาลชุดก่อน” 

ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองทัพอากาศไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อเช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2568 เพื่อตอบโต้การยิงจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ความเชื่อมั่นต่อ “ข้อตกลงสันติภาพทรัมป์” ที่เพิ่งลงนามไม่กี่สัปดาห์ก่อน ถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

รายงานจาก CNN ระบุว่า การปะทะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝั่งเป็นผู้เปิดฉากก่อน ฝ่ายไทยชี้แจงว่าตรวจพบการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและมาร์กจุดยิงภายในดินแดนกัมพูชาที่มีแนวโน้มยิงเข้าเขตไทย จึงใช้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีคลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางลำเลียงที่มองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง 

ด้านโฆษกกองทัพไทยย้ำว่าปฏิบัติการมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหารเพื่อป้องกันอธิปไตยและลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ขณะที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ทันที ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่ากัมพูชายึดแนวทางสันติและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top