Saturday, 25 July 2026
NEWS

'เผ่าภูมิ' บินเปรู ถกเวทีรัฐมนตรีคลัง APEC โชว์วิชั่น 4 นวัตกรรมการเงินไทย สร้างภูมิทัศน์ใหม่ ให้แรงงานนอกระบบ

(22 ต.ค. 67) ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ บนเวทีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปคครั้งที่ 31 ณ กรุงลิมา เปรู โดยส่วนหนึ่งของคำกล่าวได้พูดถึงการยกระดับภาคการเงินไทย สร้างภูมิทัศน์ใหม่การเงินใหม่ ให้แรงงานนอกระบบ โดยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดังนี้

1.นวัตกรรมด้านธนาคาร ผ่านการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual bank) โดยใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data)  ในการวิเคราะห์การปล่อยสินเชื่อ อาทิ พฤติกรรมการบริโภค การชำระหนี้ การใช้จ่าย ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อวิเคราะห์สถานะทางการเงินประมวลผลเป็นค่าความเสี่ยงในการให้สินเชื่อ ตอบโจทย์ความต้องการแรงงานนอกระบบได้ดีขึ้น โดยเฉพาะรายย่อย และ SMEs กลุ่มที่ยังไม่ได้รับบริการทางการเงิน (Unserved) และกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการบริการทางการเงินอย่างเหมาะสม (Underserved)

2.นวัตกรรมการค้ำประกัน ผ่านการจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ หรือ (NaCGA) ซึ่งจะช่วยติดอาวุธแก่ผูัประกอบการ SME และ MSME โดยจะทำหน้าที่เป็นกลไกที่ประชาชนสามารถซื้อประกันความเสี่ยงด้านเครดิตของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงของตนเอง ก่อนติดต่อสถาบันการเงินและ Non bank โดยค่าธรรมเนียมจะอิงตามระดับความเสี่ยงของลูกหนี้ (Risk-Based pricing) ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มอำนาจต่อรองแก่ผู้ประกอบการ

3.นวัตกรรมการแก้ไขหนี้ประชาชน ผ่านการจัดทำอารีย์ สกอร์ (Ari Score) เพื่อช่วย SME เข้าถึงสินเชื่อ โดยอารีย์ สกอร์จะเป็นการจัดทำเครดิตสกอริ่งใหม่ จากข้อมูลที่กระทรวงการคลังมีอยู่ ประกอบกับการใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์ ชึ่งผู้ที่มีคะแนนที่ผ่านเกณฑ์ จะสามารถไปยื่นขอสินเชื่อได้เลยจากธนาคารรัฐ 4 แห่ง อันจะช่วยลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และให้โอกาสใหม่แก่ผู้ที่ไม่สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ เพราะไม่ผ่านเครดิตบูโร

4.นวัตกรรมการออมแบบมีแรงจูงใจ ผ่านโครงการสลากเกษียณ (retirement lottery) ซึ่งเป็นโครงการของรัฐที่สร้างแรงจูงใจให้คนไทยออม และถูกจริตกับวิถีชีวิตคนไทยที่นิยมการซื้อสลาก เงินที่ผู้ซื้อได้ซื้อสลากทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นเงินออมและคืนเป็นเงินออมเมื่อผู้ซื้อมีอายุ 60 ปี สลากเกษียณจะช่วยให้ผู้ซื้อใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบมีคุณภาพ (Greater Quality of Life) และดำรงชีวติก่อนเกษียณแบบมีหลักประกันทางการเงิน (Financial security)

‘ดีอี’ เปิดผลงานปราบมิจฉาชีพออนไลน์ ลุย ‘ปิดบัญชีม้า’ แล้วกว่า 1.1 ล้านบัญชี -  กวาดล้าง ‘ซิมผี’ กว่า 2.7 ล้านหมายเลข เผยเดือน ‘ก.ย.67’ ความเสียหายลดลงแล้วกว่า 1,500 ล้านบาท 

เมื่อวานนี้ (21 ต.ค.67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมาซึ่งมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ , นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ และผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) , สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) , ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) , สมาคมธนาคารไทย , 

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) , กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) , สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อหารือการดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  9 เรื่องที่สำคัญ โดยสรุปได้ดังนี้ 1. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ ในเดือนกันยายน 2567 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) 

ประกอบด้วย การจับกุมคดีออนไลน์รวมทุกประเภท กันยายน 2567 มีจำนวน 2,860 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือน สิงหาคม 2567 ที่มีจำนวน 1,945 ราย ,  การจับกุมคดีเว็บพนันออนไลน์ กันยายน 2567 มีจำนวน 972 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือน สิงหาคม 2567 ที่มีจำนวน 732 ราย และการจับกุมคดีซิมม้า บัญชีม้า กันยายน 2567 มีจำนวน 497 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือน สิงหาคม 2567 ที่มีจำนวน 122 ราย 

2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน โดยกระทรวงดีอี ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ที่ไม่เหมาะสม ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567  (ระยะเวลา 12 เดือน ประกอบด้วย 1) ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ผิดกฎหมายโดยรวมทุกประเภท จำนวน 150,425 รายการ เพิ่มขึ้น 8.51 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบ 2566 ,  2) ปิดกั้นเพจ/URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ จำนวน 62,213 รายการ เพิ่มขึ้น 30.22 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบ 2566 และ 3) ปิดกั้น Line ID ที่เกี่ยวข้องกับการพนันแล้ว จำนวน 2,898 รายการ

3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน ซึ่งผลการดำเนินงานถึง 17 ตุลาคม 2567 มีการระงับบัญชีม้ารวมกว่า 1,100,000 บัญชี แบ่งเป็น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ปิด 559,843 บัญชี ธนาคาร 300,000 บัญชี และศูนย์ AOC 1441 ระงับ 324,192 บัญชี

4. การแก้ปัญหาบัญชีม้านิติบุคคล ซึ่งจากการเร่งปิดบัญชี และจับกุมบัญชีม้าอย่างเข้มข้น คนร้ายจึงใช้วิธีจดทะเบียนนิติบุคคลและทำการเปิดบัญชีเพื่อใช้ทำผิดกฎหมาย โดยคณะกรรมการฯ ได้ขอให้ กระทรวงพาณิชย์ ช่วยเร่งเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบกรรมการที่มีชื่อในนิติบุคคลว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหรือไม่ 

5.การแก้ไขปัญหาซิมม้า และ ซิมม้าที่ผูกกับ mobile banking  มีผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 15 ตุลาคม 2567 มีดังนี้ การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคมได้ระงับซิมม้าแล้ว จำนวนกว่า 2.7 ล้านเลขหมาย ,  การระงับหมายเลขโทรออกเกิน 100 ครั้ง/วัน แล้ว 101,117 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตน 418 เลขหมาย ไม่มายืนยันตัวตน 100,699 เลขหมาย , มาตรการคัดกรองผู้ใช้งาน Mobile Banking โดยดำเนินการตรวจสอบข้อมูล Cleansing Mobile Banking จำนวน 120.3 ล้านบัญชี มีรายละเอียด ดังนี้ กลุ่มหมายเลขบัตรประชาชน ตรงกันกับเบอร์มือถือและบัญชี Mobile Banking มีจำนวน 70.0 ล้านบัญชี คิดเป็นร้อยละ 58 , กลุ่มหมายเลขบัตรประชาชน ไม่ตรงกันกับเบอร์มือถือและบัญชี Mobile Banking มีจำนวน 28.6 ล้านบัญชี คิดเป็นร้อยละ 24 , กลุ่มที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากไม่พบฐานข้อมูล มีจำนวน 21.7 ล้านบัญชี คิดเป็นร้อยละ18  

6. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยสำนักงาน กสทช. แจ้งดำเนินการรื้อถอนเสาสัญญาณ (สถานี) ในพื้นที่ 7 จังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ตาก สระแก้ว จันทบุรี ระนอง บุรีรัมย์ สุรินทร์ รวม 393 สถานี คิดเป็น 100 % นอกจากนี้ยังมีการกำหนดมาตรการความปลอดภัยสำหรับการส่ง SMS แนบลิงก์ โดยใช้แนวทางการ Cleansing Sender Name โดย Sender Name ที่ประสงค์ SMS แนบลิงก์ จะต้องลงทะเบียนกับผู้ให้บริการทุกครั้ง โดยต้องระบุรายละเอียดของข้อความและลิงก์ก่อนส่ง SMS และผู้ให้บริการต้องตรวจสอบข้อความและลิงก์ทุกครั้ง ก่อนส่ง SMS ให้กับผู้รับ

7. มาตรการการป้องกันการโทรหลอกลวง ภายใต้โครงการ DE-fence platform 
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากสายเรียกเข้า และ SMS ที่มีลักษณะก่อกวน หรือหลอกลวงของมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในมูลค่าที่สูงมาก พร้อมทั้งการที่คนร้ายใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปอย่างรวดเร็ว กระทรวง ดีอี จึงได้มีการประชุมหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง เพื่อเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการแจ้งเตือนประชาชนก่อนจะรับสาย ช่วยในการคัดกรองสายเรียกเข้าและข้อความสั้น ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง “DE-fence platform” ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลว่า สายเรียกเข้าเป็นเบอร์คนร้ายโทร หรือ เบอร์ต้องสงสัย เป็นต้น เพื่อป้องกันปัญหาการโทรหลอกลวง

8.การแก้ปัญหาหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งตามที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ดำเนินการออก ‘ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการบริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ.2567 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 นั้น พบว่าได้รับความร่วมมือและการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการขนส่งสินค้า และประชาชนผู้บริโภค โดยสามารถป้องกันปัญหาการได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามที่สั่ง หรือสินค้าที่ไม่มีคุณภาพได้ และพบว่ามีสถิติการร้องเรียนเรื่องได้รับสินค้าไม่ตรงตามที่สั่งลดลงร้อยละ 10 จากก่อนหน้านี้ 

9. การบูรณาการข้อมูล โดยศูนย์ AOC 1441นั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ศูนย์ AOC 1441 เป็นแพลตฟอร์มรับและแลกเปลี่ยนข้อมูลบูรณาการข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการจัดการบัญชีม้า ซิมม้า และคนร้ายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยการแต่งตั้งคณะอนุกรรมด้านข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) เพื่อทำหน้าที่ประสานงานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์ AOC 1441 และการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมกับการบูรณาการ วิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ จัดทำสถิติ และประมวลผลข้อมูลการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้เห็นแนวโน้มสถานการณ์ ผลสำเร็จการดำเนินการมาตรการ ปัญหา อุปสรรค และนำไปสู่การกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพเป็นไปตามคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์มอบหมาย 

“ในภาพรวม กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้าและซิมม้า และเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้แก่ประชาชน ซึ่งส่งผลให้มูลค่าความเสียหายในเดือนกันยายน 2567 จากคดีออนไลน์ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเหลือจำนวน 1,974 ล้านบาท โดยแม้ตัวเลขจะยังสูงอยู่ แต่ก็ลดลงกว่า 1,500 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. – มิ.ย.67) ที่มีความเสียหายเฉลี่ย 3,514 ล้านบาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม คกก. ได้หารือถึงการเร่งรัดการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาสำหรับประชาชนให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายรัฐบาลของรัฐบาลต่อไป” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีกล่าว

‘สุริยะ’ เผย 23 ต.ค. นี้ ฟรี!! ค่าทางด่วน 61 ด่าน ลดค่าครองชีพ-อำนวยความสะดวกให้ประชาชน

(22 ต.ค. 67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกความปลอดภัยในการเดินทางและเพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้พี่น้องประชาชน 

ตนได้มอบให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษในวันพุธที่ 23 ตุลาคม 2567 เนื่องในโอกาสวันปิยมหาราช จำนวน 1 วัน 3 สายทาง รวม 61 ด่าน ดังนี้ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) 20 ด่าน ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) 31 ด่าน และทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน - ปากเกร็ด) 10 ด่าน

สำหรับยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ปรากฏในสัญญาสัมปทานฉบับแก้ไขใหม่ระหว่าง กทพ. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนในวันหยุดและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน รวมทั้งช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษอีกด้วย

ทั้งนี้ กทพ. ขอเชิญชวนผู้ใช้บริการบัตร Easy Pass ลงทะเบียนเข้าระบบสะสมแต้ม EXAT Reward ผ่านทาง EXAT Portal Application หรือ www.thaieasypass.com เพื่อรับสิทธิพิเศษมากมาย รวมถึงแลกเงินคืนเข้าบัตร Easy Pass และลงทะเบียนปรับปรุงข้อมูลด้วยตนเองผ่านทางแอปฯ และเว็บไซต์ดังกล่าวเพื่อยกระดับบัตร Easy Pass เป็น Easy Pass Plus สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ (EXAT Call Center) โทร. 1543 ตลอด 24 ชั่วโมง

จับจองที่นั่งริมฝั่งเจ้าพระยากว่า 7.5 พันที่นั่ง รับชมความวิจิตรขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

(22 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘กรุงเทพมหานคร’ ได้เผยแพร่ประกาศเชิญชวนประชาชนรับชมการซ้อมใหญ่ ‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’ ความว่า

กรุงเทพมหานครขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมการซ้อมใหญ่ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันที่ 22 ตุลาคม 2567 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ตามจุดที่กำหนด ดังนี้

- ใต้สะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี จำนวน 4,000 ที่นั่ง
- สวนสันติชัยปราการ จำนวน 1,500 ที่นั่ง
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จำนวน 1,130 ที่นั่ง
- สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา จำนวน 1,100 ที่นั่ง
- โรงพยาบาลศิริราช (อุทยานสถานภิมุข) จำนวน 100 ที่นั่ง
- ตลอดแนวทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

‘พีระพันธุ์’ เปิดอาคาร 100 ปีให้นักเรียน เตรียมปั้น ‘ยุวทูตพลังงาน’ ส่อง ตำนาน ‘บ้านพิบูลธรรม’ ศูนย์บัญชาการ รื้อ ลด ปลด สร้าง พลังงานไทย

(21 ต.ค. 67) เมื่อวันเสาร์ 19 ต.ค. 67 ที่ผ่านมา ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เปิด ‘บ้านพิบูลธรรม’ ศูนย์บัญชาการของกระทรวงพลังงาน เพื่อให้คณะนักเรียนและเยาวชน จากสภานักเรียนไทยได้เยี่ยมชม 

การศึกษาดูงานบนพื้นที่ที่ใช้ทำงานจริงในครั้งนี้คงสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ไม่มากก็น้อย ไม่แน่ว่าหลาย ๆ ในวันหน้าคนที่เข้ามาศึกษาดูงานคงจะได้มีโอกาสใช้ ‘บ้านพิบูลธรรม’ แห่งนี้เป็นที่ทำงานในอนาคตก็ได้ 

แล้ว ‘บ้านพิบูลธรรม’ มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงถูกเลือกให้เป็นออฟฟิศหลักของกระทรวงพลังงานในยุคที่มีเจ้ากระทรวงที่ชื่อว่า ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ครั้งนี้ The States Times จะพาทุกคนหาคำตอบ 

จากคำบอกเล่าของหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ระบุว่า บ้านแห่งนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2440 ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เดิมมีเพียงอาคารหลังเดียว โดยบ้านแห่งนี้ ‘พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้ ‘เจ้าพระยาธรรมธิกรณาธิบดี’ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ‘พระยาอนรักษราชมณเฑียร’ ก่อนในสมัยรัชการที่ 6 เจ้าพระยาธรรมาธิกรธิบดี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่ง ‘เสนาบดีกระทรวงวัง’ และหลังจากนั้นอีกไม่นานนัก รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานเงินให้สร้างตึกอีกหลังหนึ่งอันเป็นตึกหลักในปัจจุบัน พร้อมทั้งมีชื่อของบ้านในขณะนั้นว่า ‘บ้านนที’

ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยระยะห่างจากสถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่เรียกติดปากว่าสถานีรถไฟหัวลำโพงอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในช่วงสงคราม จึงมีระเบิดหลายลูกถูกทิ้งพลาดเป้ามาลงที่ ‘บ้านนที’ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก 

ต่อมาในปี 2498 รัฐบาลในสมัยที่นายกรัฐมนตรีมีชื่อว่า ‘จอมพล ป. พิบูลสงคราม’ ได้ซื้อบ้านหลังนี้พร้อม ๆ กับบ้านอีกหลายหลัง อาทิ บ้านพิษณุโลก บ้านนรสิงห์  โดยบ้านหลังนี้ใช้เป็นที่รับรองแขกบ้าน-แขกเมือง พร้อม ๆ กับเปลี่ยนชื่อจากบ้านนที สู่ บ้านพิบูลธรรม 

โดยบ้านหลังนี้ได้รับรองแขกบ้านแขกเมืองที่มีความสำคัญหลายท่าน อาทิ พระยากัลยาณไมตรี (Dr. Francis Bowes Sayre), ริชาร์ด นิกสัน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และเจ้าสุวรรณภูมา แห่งราชอาณาจักรลาว 

ต่อมาบ้านพิบูลธรรม ได้ทำหน้าที่เป็นสถานที่ทำงานของกรมพลังงานแห่งชาติ หรือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานในปัจจุบัน มาตั้งเเต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2502

บ้านพิบูลธรรม มีอาคารเก่าแต่แรกสร้างซึ่งมีความงดงามทั้งด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอยู่ 2 หลัง และศาลาไม้อีกหลังหนึ่ง คือ อาคารสํานักงานเลขานุการกรมซึ่งอยู่หลังหน้า และ อาคาร กองควบคุมและส่งเสริมพลังงานตั้งเยื้องไปด้านหลัง ส่วนศาลาไม้อยู่ด้านขวาของอาคารสํานักเลขานุการกรมและด้านหน้าของอาคารกองควบคุมและส่งเสริมพลังงาน อาคารทั้งสองหลังสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมยุโรป ที่นิยมในยุคนั้น ลักษณะเหมือนปราสาท เป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงตามปีกอาคารสองข้าง และมีส่วนโค้งส่วนหักมุมและเฉลียง ต่างกันแต่ได้สัดส่วนกลมกลืน ประดับลายปูนปั้นตามผนังตอนบน หัวเสา ขอบหน้าต่าง และลูกกรงระเบียง ประตูหน้าต่างไม้สลักลาย มีรูปประติมากรรมหน้าวัวหรือพระโคนนที ติดอยู่ที่เหนือประตู เฉลียงที่มุมขวาของตึกหน้า และที่ผนังข้างประตูหน้าและเหนือประตู เฉลียงข้างของตึกหลังมีสะพานคอนกรีต เชื่อมชั้น ๒ ของอาคารทั้ง 2 หลัง

อาคารทั้งสองหลังตกแต่งภายใน อย่างวิจิตรด้วยลายไม้แกะสลักตามเพดานและผนังห้อง ประตู และหน้าต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารในซึ่งตอนหน้าส่วนกลางก่อเป็นห้องชั้นที่ 3 อีกห้องหนึ่งนั้น ด้านหลังเป็นอาคารชั้นเดียว จัดเป็นห้องโถงเอกของบ้าน โดยโถงหน้า เป็นทางเชื่อมจากส่วนหน้าของอาคารสู่โถงในซึ่งมีปีกเป็นรูปโค้งมน รูปทรงของห้องโถงนี้ จึงเหมือนตัว T แต่มุมหักมน นับเป็นความงามเยี่ยมทางสถาปัตยกรรม ภายในห้องโถงนี้ กึ่งกลางเพดานประดับภาพจิตรกรรมแบบตะวันตกเรื่องรามเกียรติ์ โถงนอกรูปรามสูร เมขลา โถงในรูปทศกัณฐ์ลักนางสีดากําลังต่อสู้กับนกสดายุ เพดานรอบๆ ภาพเขียนประดับ ด้วยหูช้างไม้สลักเรียงรายตลอด ถัดลงมาเป็นภาพจิตรกรรมเถาไม้ดอกสีสดสวย ผนังจาก ระดับขอบประตูบนลงมาประดับไม้สลักลาย ตามขอบสลักลายเถาผลไม้ เสาไม้กลมตั้งบน ฐานสี่เหลี่ยมสลักลาย พื้นปูหินอ่อน ห้องโถงนี้ปัจจุบันใช้เป็นห้องเลี้ยงรับรอง ห้องด้าน หน้าทางปีกซ้ายของอาคารหลังนี้ ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นห้องทํางาน มีภาพจิตรกรรมแบบเดียว กันประดับที่ฝาผนังด้านขวา จับภาพตอนพระรามตามกวาง ส่วนเพดานห้องเขียนรูปหมู่กามเทพเด็กแบบฝรั่ง แต่มีลักษณะเป็นคนไทย 

และจากการตัดสินใจใช้ ‘บ้านพิบูลธรรม’ เป็นศูนย์บัญชาการหลักของกระทรวงพลังงานในยุคที่มี ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ดำรงตำแหน่งเจ้ากระทรวง ทำให้ต้องมีการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องใช้สำนักงานมาใช้ I อาคารดังกล่าว โดยมีหลายชิ้นต้องค้นหาจากห้องเก็บของของกระทรวงพลังงาน

และจำนวนไม่น้อยมาจากของสะสมส่วนตัวของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ที่ชื่นชอบเฟอร์นิเจอร์ช่วงจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นพิเศษ ด้วยลักษณะเด่นที่การผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกและศิลปะไทยอย่างลงตัว จึงมีหลายชิ้นใน ‘บ้านพิบูลธรรม’ ที่มีเจ้าของชื่อว่า ‘พีระพันธุ์’ ตามคำบอกเล่าของเจ้าตัวในรายการกฤษณะทัวร์ติดล้อ

และทั้งหมดนี้คือที่มาของ ‘บ้านพิบูลธรรม’ ศูนย์บัญชาการ ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง’ พลังงานไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเสถียรภาพของพลังงานไทย

ปิดสะพานกรุงเทพ 30 นาทีเพื่อเปิดสะพานให้เรือผ่าน แนะ ประชาชนโปรดวางแผนการเดินทาง

กรมทางหลวงชนบท แจ้งประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางบนสะพานกรุงเทพ เพื่อทำการเปิดสะพานให้เรือสัญจรผ่าน ในวันที่ 22 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 - 10.30 น.

(21 ต.ค. 67) นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) จะเปิดสะพานกรุงเทพเพื่อให้เรือ M/y Nooni 2 ผ่าน ในวันที่ 22 ตุลาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00 - 10.30 น. ซึ่งมีความจำเป็นต้องปิดการจราจรชั่วคราว จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนผู้สัญจรผ่าน สะพานกรุงเทพ โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางในวันและเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทช. ต้องขออภัยในความไม่สะดวก มา ณ โอกาสนี้ หากเรือ M/y Nooni 2 เดินเรือผ่านเรียบร้อย ทช. จะเร่งยกพื้นสะพานกลับทันที เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้เส้นทางได้ตามปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้เส้นทางเลี่ยงสะพานพระราม 3 และสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทดแทนได้ และโปรดปฏิบัติตามป้ายเตือน คำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความสะดวก และปลอดภัยในการเดินทาง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ นายวินธ์ธร อูปคำ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการหมวดบำรุงทางหลวงชนบทกัลปพฤกษ์ โทร. 08 4448 5458 หรือสายด่วน ทช. โทร. 1146

รัฐบาลเฝ้าระวัง 31 จังหวัดเสี่ยงจากอากาศแปรปรวน ยัน พายุโซนร้อนลงทะเลจีนใต้ ไร้ผลกระทบกับไทย

(21 ต.ค. 67) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์  ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (21 ต.ค.) กรมอุตุนิยมวิทยา ยังแจ้งเตือนหลายพื้นที่ ระวังผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน  อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ และมีพื้นที่อ่อนไหวต้องติดตามเฝ้าระวังแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ช่วงวันที่ 21-23 ตุลาคมนี้ ใน 31 จังหวัด ประกอบด้วย  

ภาคเหนือ จังหวัดตาก (พบพระ) จังหวัดเชียงราย (เวียงป่าเป้า) จังหวัด ลำปาง (วังเหนือ) จังหวัดอุทัยธานี (บ้านไร่ ห้วยคต ลานสัก)

ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี (ศรีราชา บ่อทอง บางละมุง สัตหีบ บ้านบึง) จังหวัดระยอง (บ้านค่าย เขาชะเมา) จังหวัดฉะเชิงเทรา (ท่าตะเกียบ สนามชัยเขต) จังหวัดปราจีนบุรี (นาดี ประจันตคาม) จังหวัดจันทบุรี (เมืองจันทบุรี ขลุง เขาคิชฌกูฎ โป่งน้ำร้อน)  จังหวัดตราด (เกาะช้าง  เขาสมิง บ่อไร่) 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา (ปากช่อง) 

ภาคกลาง จังหวัดกาญจนบุรี (สังขละบุรี ทองผาภูมิ ไทรโยค) จังหวัดนครนายก (เมือง บ้านนา) จังหวัดสระบุรี (มวกเหล็ก) จังหวัดราชบุรี (บ้านคา ปากท่อ สวนผึ้ง) จังหวัดเพชรบุรี (แก่งกระจาน หนองหญ้าปล้อง ท่ายาง) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน ปราณบุรี สามร้อยยอด กุยบุรี ทับสะแก บางสะพาน บางสะพานน้อย) 

ภาคใต้ จังหวัดชุมพร (เมืองชุมพร สวี พะโต๊ะ ท่าแซะ หลังสวน ละแม ทุ่งตะโก) จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ท่าชนะ ไชยา กาญจนดิษฐ์ ดอนสัก พนม) จังหวัดนครศรีธรรมราช (สิชล  ท่าศาลา ขนอม นบพิตำ) จังหวัดระนอง (กะเปอร์ สุขสำราญ ละอุ่น กระบุรี) จังหวัดพังงา (กะปง ตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า ท้ายเหมือง คุระบุรี) จังหวัดภูเก็ต (ถลาง กะทู้ เมืองภูเก็ต) จังหวัดกระบี่ (เขาพนม เมืองกระบี่  อ่าวลึก ปลายพระยา เกาะลันตา) จังหวัดตรัง (เขาพนม เมืองกระบี่ อ่าวลึก  ปลายพระยา  เกาะลันตา) จังหวัดสตูล (ละงู ทุ่งหว้า มะนัง ควนกาหลง) จังหวัดพัทลุง (กงหรา ศรีนครินทร์ ศรีบรรพต) จังหวัดสงขลา (สะบ้าย้อย หาดใหญ่ รัตภูมิ) จังหวัดยะลา (เบตง ธารโต ยะหา) จังหวัด ปัตตานี (โคกโพธิ์ มายอ ทุ่งยางแดง ยะรัง)  จังหวัดนราธิวาส (บาเจาะ ระแงะ ยี่งอ  รือเสาะ สุคิริน)

“อากาศแปรปรวนทำให้ กรมทรัพยากรธรณี เตือนประชาชน พร้อมประสานเครือข่ายในพื้นที่เฝ้าระวัง ในหลายจุดเสี่ยงของ 31 จังหวัด เพื่อเป็นการป้องกัน และเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีประชาชนได้ทันทีหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น” นายจิรายุ กล่าว

นายจิรายุ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์พายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก  นายจิรายุ กล่าวว่า  จากการติดตามของกรมอุตุนิยมวิทยา  ยืนยันว่า  พายุนี้ยังอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยมาก  โดยในวันนี้ (21/10/67)  เป็นพายุดีเปรสชัน มีแนวเคลื่อนตัวทางตะวันตก มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงเป็นพายุโซนร้อนได้  และจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะลูซอล ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงวันที่ 24- 25 ตุลาคมนี้  ก่อนที่จะเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ลงสู่ทะเลจีนใต้  เบื้องต้นไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย แต่ยังคงเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง

นายจิรายุ กล่าวด้วยว่า  กรณีน้ำป่าไหลหลาก ที่ อ.บ้านไร่ จ.จังหวัดอุทัยธานี ภาพรวมกลับสู่ภาวะปกติแล้ว มวลน้ำทั้งหมดไหลลงสู่เขื่อนกระเสียว ช่วยเติมน้ำลงอ่างไว้ใช้ประโยชน์ช่วงหน้าแล้ง  ไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำแต่อย่างใด ขณะที่ภาคใต้ตอนล่างซึ่งยังมีแนวโน้มฝนตกหนักต่อเนื่อง ได้พร่องน้ำในเขื่อนบางลาง เพื่อเพิ่มพื้นที่ไว้รองรับน้ำที่จะไหลเข้ามาเพิ่มเติมช่วง 7 วันข้างหน้า อีก ประมาณ 86 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงวางแผนไว้รับน้ำช่วงฤดูฝนของภาคใต้หลังจากนี้ด้วย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยผู้ประสบอุทกภัยชาวเชียงใหม่ ลำปาง และสุโขทัย จัดงบฯ กว่า 1.9 ล้านบาท ลงพื้นที่ฟื้นฟูหลังน้ำลด แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต

(21 ต.ค. 67) ระหว่างวันที่ 16-20 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ห่วงใยผู้ประสบอุทัยภัย มอบหมายให้ นายวันชิด ศิรสีห์ รองผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมสาธารณภัยลงพื้นที่แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช และน้ำปลา แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และลำปาง รวมจำนวน 4,000 ชุด มอบเงินสงเคราะห์จำนวน 12,000 บาท กรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลัง จำนวน 1 หลัง และ มอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท รวมจำนวน 5 ราย รวมงบประมาณการช่วยเหลือทั้งสิ้น 1,912,000 บาท (หนึ่งล้านเก้าแสนหนึ่งหมื่นสองพันบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้ง คณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล จังหวัดเชียงใหม่ และมูลนิธิลำปางสงเคราะห์ จังหวัดลำปาง เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ 

นอกจากนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดสุโขทัย โดยมอบเงินสงเคราะห์จำนวน 12,000 บาท กรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลัง จำนวน 4 หลัง และ มอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท รวมจำนวน 2 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 88,000 บาท โดยมี มูลนิธิร่วมมิตรสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เป็นผู้แทนมอบและร่วมให้ความช่วยเหลือ โดยมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยบ้านพังเสียหาย จำนวน 4 หลัง หลังละ 3,000 บาท เป็นเงิน 12,000 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 4 ชุด ชุดละ 1,320 บาท เป็นเงิน 5,280 บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือทั้ง 2 องค์กร เป็นเงินทั้งสิ้น 105,280 บาท (หนึ่งแสนห้าพันสองร้อยแปดสิบบาทถ้วน) 

นับตั้งแต่เกิดอุทกภัยใหญ่ในช่วงเดือนกรกฎาคม2567 เป็นต้นมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคเหนือ - อีสาน ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแล้วทั้งสิ้น 11 จังหวัด รวมงบประมาณการช่วยเหลือไม่ต่ำกว่า 11.5 ล้านบาท

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น หลังจากนั้น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะดำเนินการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท ทั้งนี้ หากมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพ จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการภารกิจในพื้นที่ และเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง www.facebook.com/pohtecktungofficial

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ประชุมคณะกรรมการกำกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการของ ศรชล. ประจำปี งป.68

(21 ต.ค. 67) พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) มอบหมายให้ พลเรือเอกประกอบ สุขสมัย รองเลขาธิการ ศรชล. เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการกำกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการของ ศรชล. เพื่อร่วมพิจารณากำหนดตัวชี้วัดและติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของ ศรชล. ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีคณะกรรมการฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุม ชั้น 29 อาคารโทรคมนาคม บางรัก กรุงเทพฯ ในการนี้ ศรชล.ภาค 1 ได้เข้าฟังแนวทางการปฏิบัติงานให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน ศรชล. ประจำปี งป.68 โดยมี พลเรือตรี ไชยนันท์ ชูใหม่ รอง ผอ.ศรชล.ภาค 1 พร้อมฝ่ายอำนวยการฯ เข้าร่วมฟังฯ ณ ห้องประชุม 50 ที่นั่ง บก.ศรชล.ภาค 1 ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ ศรชล.เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศชาติ และประชาชน”

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

ผอ.สวนสัตว์เปิดเขาเขียว แจ้งความดำเนินคดีแล้ว หลังปรากฏภาพนักท่องเที่ยวจีนยิงหนังสติ๊กในสวนสัตว์

(21 ต.ค. 67) ผอ.สวนสัตว์เปิดเขาเขียว มอบหมายให้หัวหน้างานรักษาความปลอดภัยสวนสัตว์เปิดเขาเขียวไปแจ้งความดำเนินคดีที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มหนึ่งใช้หนังสติ๊กยิงภายในสวนสัตว์แล้ว

จากกรณีมีผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะไปเที่ยวสวนสัตว์เปิดเขาเขียว แต่พบนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มหนึ่งใช้หนังสติ๊กยิงภายในสวนสัตว์ พร้อมระบุข้อความว่า "ไม่น่ารักเลยนะคะ" จนกลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์กันอย่างมาก

ล่าสุด บ่ายวันนี้ (21 ต.ค.) นายกฤตพัส อินทิปัญญา หัวหน้างานรักษาความปลอดภัยสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียวให้มาแจ้งความดำเนินคดี กรณีที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มหนึ่งใช้หนังสติ๊กยิงภายในสวนสัตว์ ที่สถานีตำรวจภูธรศรีราชา ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี โดยมี พ.ต.ท.เฉลิมเกียรติ ปิ่นประเสริฐ สว.(สอบสวน) สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี รับแจ้งความ

นายกฤตพัส เผยว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ได้ถ่ายคลิปวิดีโอปรากฏภาพของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน และผู้นำทัวร์ บริเวณหุบเสือป่า ถือหนังสติ๊ก และยิงออกไปโดยไม่ทราบเจตนาในการยิงอย่างแน่ชัด แต่ทั่วทั้งบริเวณของสวนสัตว์ ลิงอาศัยอยู่อย่างอิสระ ซึ่งโดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์จะพกพาหนังสติ๊กไว้เพื่อป้องปรามไม่ให้ลิงมาทำอันตรายนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว

ซึ่งผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เกรงว่าอาจมีนักท่องเที่ยวกระทำการอันเป็นความผิดต่อสัตว์ป่าในสวนสัตว์ จึงมอบหมายให้มาแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สภ.ศรีราชา เพื่อให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน หากเกิดความเสียหาย หรือการกระทำความผิดต่อสัตว์ในสวนสัตว์ในภายหลังอีก จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากสวนสัตว์แจ้งความแล้ว ยังทำหนังสือถึงบริษัททัวร์ต่างๆ ที่นำลูกทัวร์มาให้เตือนนักทักท่องเที่ยวของตนเองไม่ให้นำหนังสติ๊กเข้ามาภายในสวน พร้อมทั้งห้ามทำร้ายหรือรังแกสัตว์ ซึ่งทางสวนสัตว์ได้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวอยู่แล้ว

รมว. กต. ส่งที่ปรึกษาเยือนกัมพูชา นำร่องเชื่อมโยงท่องเที่ยวไร้รอยต่อ "6 ประเทศ 1 เป้าหมาย" - ด้าน รมต.ท่องเที่ยวกัมพูชา เห็นพ้องสนับสนุนคิกออฟก่อน "แพทองธาร" เยือนกัมพูชา

(21 ต.ค. 67) นายดุสิต เมนะพันธุ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะฯ เข้าพบหารือทวิภาคีร่วมกับนายฮวด ฮะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ราชอาณาจักรกัมพูชา ในโอกาสการเดินทางเยือนราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อหารือถึงการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ทั้งการข้ามแดน และการท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อ หลังรัฐบาลไทยได้เห็นชอบนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจผ่านนโยบาย "6 ประเทศ, 1 เป้าหมาย" หรือ "6 Countries, 1 Destination" ประกอบด้วย บรูไนฯ, กัมพูชา, สปป.ลาว, มาเลเซีย, เวียดนาม และไทย โดยจะนำร่องการเจรจานโยบายกับกัมพูชาก่อน ก่อนที่จะขยายความร่วมมือไปสู่ประเทศอื่นๆ ต่อไป ซึ่งในการหารือกับกัมพูชาครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้นำรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศได้เห็นความสำคัญถึงการเดินหน้านโยบาย ทีมที่ปรึกษาจึงเร่งดำเนินการเสนอแผน และกำหนดการต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแสดงความพร้อมในการรับ และนักท่องเที่ยว เชื่อมโยงไทย-กัมพูชาระหว่างกัน รวมถึงขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองต่าง ๆ โดยได้เสนอให้มีการจัดทำประเทศ และดินแดนเป้าหมาย ที่ทั้งไทยและกัมพูชา เห็นว่ามีศักยภาพ และจะได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา และใช้สิทธิ์ Visa on Arrival (VOA) ของทั้ง 2 ประเทศ รวมถึง Fast Lanes และความเป็นไปได้ ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่าง ๆ ผ่านนโยบายดังกล่าว

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กัมพูชา ถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อสร้างอัตลักษณ์จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเดียวกัน (Single Tourism Destination) ระหว่าง 6 ประเทศ และร่วมกันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน ผ่านการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยว ที่เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก, การจัดทำปฏิทินท่องเที่ยวในภูมิภาคเพื่อเชื่อมโยงเทศกาลสำคัญระหว่างกัน อาทิ ปีใหม่ไทย-ลาว-ขแมร์ ตรุษจีน, การจัดกิจกรรมเพื่อนำเสนอสิทธิประโยชน์ อาทิ ส่วนลดค่าโรงแรม และช่องทางพิเศษในการเข้าเมือง เป็นต้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจการท่องเที่ยวในภูมิภาค 

ขณะเดียวกัน ยังหารือถึงการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการคมนาคม เพื่อขยายความเชื่อมโยงด้านคมนาคม และการเพิ่มตัวเลือกในการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยว ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ อาทิ การเพิ่มเที่ยวบินระหว่าง 6 ประเทศ โดยขยายเส้นทางสู่เมืองที่น่าสนใจ ซึ่งเบื้องต้นการบินไทย มีโครงการเพิ่มเที่ยวบิน มายังกัมพูชา ที่จังหวัดเสียมราฐแล้ว รวมถึงการเสนอเส้นทางศักยภาพเชื่อมต่อการท่องเที่ยวทางน้ำ และทางราง อาทิ เส้นทางชลบุรี-ระยอง-จันทบุรี-ตราด-เกาะกง-สีหนุวิลล์-กัมปอต-แกบ โดยสามารถผลักดันการท่องเที่ยวทางน้ำจากตราด-สีหนุวิวล์-กัมปอต ให้มาทดแทนการท่องเที่ยวทางบกได้ 

ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ราชอาณาจักรกัมพูชา ได้เห็นพ้อง นโยบาย "6 ประเทศ, 1 เป้าหมาย" ของไทยในครั้งนี้ และได้รับแผนนโยบาย และกำหนดการต่าง ๆ ของฝ่ายไทย ไปหารือและพิจารณาดำเนินการ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกัมพูชา อาทิ กระทรวงมหาดไทย กรมศุลกากรของกัมพูชา ก่อนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีกัมพูชา พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป โดยสนับสนุนนให้นโยบายนี้ ประสบความสำเร็จ และสามารถเริ่มดำเนินการได้ก่อนที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

'พิชัย' หารือ รัฐมนตรีเศรษฐกิจรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค เยอรมนี ชวนลงทุน Data Center - พลังงาน - อาหาร ในไทย พร้อมเร่งเครื่องเจรจา FTA ไทย – อียู ให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว

(21 ต.ค. 67) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ ดร.นิโคล ฮอฟไมสเตอร์-เคราท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ แรงงาน และการท่องเที่ยวแห่งรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค เป็นรัฐสำคัญที่มีจำนวนประชากร และขนาด GDP ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเยอรมนี และมีมูลค่าการค้ากับไทย คิดเป็น 1 ใน 5 ของมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย–เยอรมนี โดยมีสินค้าศักยภาพ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิศวกรรมขั้นสูง ซึ่งเยอรมนีมีความเชี่ยวชาญและมีความสนใจที่จะขยายฐานการผลิต รวมทั้ง กลุ่มอุตสาหกรรมหรือบริการเป้าหมายที่สองฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน เช่น ยานยนต์ วิศวกรรมเครื่องจักรกล แผงวงจรไฟฟ้า ระบบจัดเก็บข้อมูล (Data Center) พลังงานทางเลือก และ Soft power โดยเฉพาะในสาขาอาหารและการท่องเที่ยว

โดยรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์คเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกซึ่งได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่น Daimler (Mercedes-Benz) (ยานยนต์และชิ้นส่วน) Bosch (เทคโนโลยีการขับเคลื่อน ระบบขนส่งอัจฉริยะ อุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ในครัวเรือน) Festo (ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์ยานยนต์และเซมิคอนดักเตอร์) SAP SE (บริการซอฟต์แวร์) และCarl Zeiss (เลนส์ อุปกรณ์ทัศนศาสตร์ และ MedTech) และมีมูลค่าการค้ากับไทยคิดเป็นร้อยละ 20 ของมูลค่าการค้ารวมไทย-เยอรมนี

นายพิชัย กล่าวเสริมว่า ได้ขอให้เยอรมนีช่วยสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย - อียู ให้สามารถสรุปผลได้โดยเร็ว โดยสองฝ่ายเห็นพ้องว่า FTA ไทย - อียู จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุนระหว่างไทย – เยอรมนี รวมถึงรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์คด้วย ซึ่ง FTA ฉบับนี้ จะช่วยขยายโอกาสและยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ สองฝ่ายมีแผนที่จะส่งคณะนักธุรกิจและผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างกัน โอกาสนี้ นายพิชัยยังได้เชิญชวนให้นักธุรกิจรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์คเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมย้ำว่า ไทยยินดีให้การอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนจากรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค ที่ต้องการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย

โดยในปี 2566 เยอรมนีถือเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในสหภาพยุโรป การค้าระหว่างไทย – เยอรมนี มีมูลค่า 10,737.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปเยอรมนี 4,555.82ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขณะที่ไทยนำเข้าจากเยอรมนี 6,182.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์

'เผ่าภูมิ' หารือทวิภาคีรัฐมนตรีคลังฮ่องกง เชื่อมศูนย์กลางการเงิน 2 เขต ศก. ชูจุดเด่น ไทยคือประตู CLMV

(21 ต.ค. 67) นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายพอล ชาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ของฮ่องกงได้ประชุมทวิภาคีที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค โดยรัฐมนตรีทั้งสองได้มุ่งสร้างความร่วมมือในภาคการเงินของสองเขตเศรฐกิจ

นายเผ่าภูมิได้แสดงท่าทีของไทยในการเป็นผู้เล่นที่บทบาทสำคัญในเวทีการเงินโลก พร้อมทั้งเชิญชวนฮ่องกงเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศูนย์กลางทางการเงิน เนื่องจากไทยมีความโดดเด่นในฐานะประตูสู่ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือ CLMV ความร่วมมือทางการเงินของไทยและฮ่องกงจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างยิ่งเนื่องจากอาเซียนและฮ่องกง รวมทั้งจีนมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งการค้าและการลงทุน

ในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน กระทรวงการคลังมีนโยบายที่จะ 1) ปฏิรูปการกำกับดูแล การประกอบธุรกิจทางการเงินให้มีที่มีความยืดหยุ่น โปร่งใส และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ 2) ให้สิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี และ 3) พัฒนาระบบนิเวศน์และโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนธุรกิจและนวัตกรรมทางการเงิน

ทั้งสองฝ่ายยังได้ชื่นชมความสำเร็จของความร่วมมือในการพัฒนาระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-border Payment) ผ่านการเชื่อมโยงระบบพร้อมเพย์ของไทยกับระบบชำระเงินของฮ่องกง (FPS) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการชำระเงินที่สะดวกและรวดเร็วระหว่างสองเขตเศรษฐกิจ ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป 

ภายหลังการหารือ ทั้งสองรัฐมนตรีได้แสดงความเชื่อมั่นในความสัมพันธ์และความร่วมมือทางการเงินระหว่างไทย และฮ่องกง และแลกเปลี่ยนโอกาสในการขยายความร่วมมือทางด้านการเงินเพื่อเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมทางการเงินร่วมกัน สร้างความเชื่อมโยงและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพในภูมิภาคอาเซียนและเอเปคต่อไป

ส่องความเห็น 2 ทนายดัง จากกรณี ว.วชิรเมธี เทศน์ The iCon

(21 ต.ค. 67) เรื่องราวข่าว The iCon Group ที่โยงไปในหลาย ๆ วงการ รวมถึงวงการสงฆ์จากกรณีที่พระเมธีวชิโรดม หรือ ว.วชิระเมธี พระนักเทศน์นักเขียนชื่อดัง ที่ได้รับเชิญให้ไปบรรยายไปเทศนาที่ The iCon Group นั้น 

ล่าสุดจากกรณีดังกล่าวได้ทำให้เกิดวิวาทะระหว่างทนายที่มีชื่อเสียง 2 คน ได้แก่ ทนายวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ เจ้าของเพจทนายคลายทุกข์ 

โดยวันที่ 20 ต.ค. 67 ทางทนายวันชัย สอนศิริ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า 

ท่าน ว. ...ธรรมะย่อมชนะอธรรม

ใครจะเล่นกับเทวดาตนใดอย่างไรก็ว่ากันไป... แต่สำหรับท่าน ว. เท่าที่ผมเห็นวัตรปฏิบัติของท่านตลอดมาเป็นพระนักเทศน์สอนตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขายธรรมะอย่างเดียวเพียวๆ เฉกเช่น หลวงพ่อปัญญา หลวงพ่อพุทธทาส ไม่ใช่พระอมน้ำมนต์พ่นน้ำหมากปลุกเสกเลขยันต์ ถือว่าเป็นพระน้ำดีในยุคสมัย อาจจะผิดพลาดบกพร่องก็เป็นวิสัยของมนุษย์โดยทั่วไป ด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายผมเชื่อว่าท่าน ว. ไม่ได้ผิดอะไร คนที่เป็นพระมาถึงระดับนี้ ถ้ารู้ว่าขบวนการของดิไอคอนเป็นขบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงฉ้อโกง หรือเป็นแก๊งค์ทุจริตผิดกฎหมาย ท่านคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแน่ และคงไม่เข้าไปซ่องเสพกับทุรชน แต่ที่รับนิมนต์ไปเทศน์ไปบรรยายก็ตามวิสัยของพระโดยทั่วไป ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการต้มตุ๋นของเขาหรอก ไปเทศน์แล้วก็อาจจะอวยบ้าง พาดพิงถึงเขาบ้าง แตะโน่นแตะนี่ถึงบริษัทเขาบ้าง ก็เป็นธรรมดาของนักเทศน์นักบรรยาย หาได้มีจิตใจที่ไปสนับสนุนขบวนการของเขา และการถวายเงินเพื่อกิจกรรมของท่าน ก็เป็นเรื่องปกติเหมือนเศรษฐีคนมีเงินมีทองทั่วไป

ใครจะล่อดิไอคอน ล่อบอสคนไหนก็ว่ากันไป ไม่ได้หมายความว่าคนไปเกี่ยวข้อง จะต้องผิดและเลวทรามต่ำช้าไปทุกคน ทนายความของบอสก็ออกมาชี้แจงตอบโต้กันโครมๆ เขาต้องผิดด้วยหรือเปล่า..ก็ไม่ใช่ ใครจะกร่าง จะหาเรื่อง จะหิว...ก็ดูหน่อยว่าแสงมันมืดหรือบอด หรือจะเอามันส์ตามกระแส เล่นเทวดาไม่พอ ล่อพระสงฆ์องค์เจ้าด้วย จะได้ดังระเบิดระเบ้อ คับบ้านคับเมือง ชี้เป็นชี้ตาย ว่าไอ้โน่นก็ผิด ไอ้นี่ก็ผิด..ยิ่งกว่าศาลเสียอีก โอ้ย..ใหญ่โตกันเหลือเกิน..กัมมุนา วัตตติ โลโก..

ในวันเดียวกันนี้เองทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้โพสต์ผ่านเพจทนายคลายทุกข์ ว่า

#ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส

ช่วยให้คะแนนหน่อยครับว่าเป็นพระดีเด่นหรือไม่อย่างไรแต่สำหรับผมไม่เห็นด้วย
และผมไม่ไหว้พระรูปนี้ เป็นเสรีภาพในการที่ผมจะไหว้ใครพระนั้นจะต้องเป็นพระที่ดีจริงๆ

พระที่ชวนลงทุนแล้วบอกว่าพรุ่งนี้รวยมหาศาลให้รีบไปเปิดบิลพระแบบนี้ผมไม่ยกมือไหว้จริงไหมครับพี่น้อง

สงสารชาวบ้านตาดำๆถูกหลอกลวงเงินไปเป็นจำนวนมากให้เปิดบิล

นอกจากนี้ทนายเดชายังได้โพสต์ต่ออีกว่า 

#การกล่าวโทษ ว.วชิรเมธี เป็นสิทธิตามกฎหมาย

หากมีพยานหลักฐานพอสมควรก็ทำได้ตามกฏหมายไม่มีกฎหมายยกเว้นว่าพระทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ ผู้ติดตามพระ 6 ล้านกว่าคนก็ช่วยอะไรไม่ได้ถ้ามีพยานหลักฐานว่าทำผิด

ลูกศิษย์ใหญ่โตแค่ไหนก็ไม่มีผลต่อรูปคดีเพราะพนักงานสอบสวนทำงานตามพยานหลักฐาน
ส่วนพี่เดก็กล่าวโทษตามพยานหลักฐานที่ปรากฏผิดหรือถูกศาลจะเป็นคนตัดสิน( การกล่าวโทษไม่ใช่การทำตัวเป็นผู้พิพากษานะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย)

#ใหญ่กว่านี้ผมก็เคยดำเนินคดีมาแล้ว

พี่เลี้ยง หมูเด้ง โพสต์ป้อง!! ลูกฮิปโป ที่ศรีสะเกษ หลังโดนชาวเน็ตรุมบูลลี่!! ไม่น่ารัก ไม่ออร่า

(20 ต.ค. 67) สวนสัตว์ภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ ได้โพสต์ต้อนรับ ลูกฮิปโปโปเตมัสเกิดใหม่ ลูกตัวแรกของแม่เกดสิริน กับพ่อสมศรี ยังไม่ทราบเพศ เพราะจะต้องรอการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ก่อน

อีกทั้งทางสวนสัตว์ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้กับน้อง เพราะอยากจะเชิญชวนให้ประชาชน นักท่องเที่ยว มาร่วมกันตั้งชื่อให้

โพสต์ของลูกฮิปโปเกิดใหม่นี้กลายเป็นไวรัล มียอดไลก์ ยอดแชร์ พุ่งกระฉูด แต่ก็มาพร้อมคอมเมนต์ที่ไม่น่ารัก บางรายบอกว่า ลูกฮิปโปตัวนี้ดูธรรมดา ไม่มีออร่าเหมือนหมูเด้ง บ้างก็บอกว่าน่าเกลียดทำเอาหลายคนงงใจ ว่าทำไมคนเราถึงไปบูลลี่ลูกฮิปโปที่เพิ่งเกิดได้ไม่กี่วัน

บ้างก็ว่ารอให้น้องโตกว่านี้หน่อย เดี๋ยวก็กลม เด้ง น่ารักมากขึ้น บ้างก็ชี้ว่าน้องเป็นคนละสายพันธุ์กับหมูเด้ง ไม่น่าเอามาเทียบกันแบบนี้

ก่อนที่ล่าสุด (18 ต.ค. 67) ผู้ดูแล หมูเด้ง จะแชร์โพสต์เรื่องที่ชาวเน็ตปกป้องลูกฮิปโปศรีสะเกษที่โดนบูลลี่ลงในเพจ ขาหมู แอนด์เดอะแก๊ง พร้อมข้อความว่า “โอ้ยย น้องพึ่งเกิด เดี๋ยวกินนมตัวบวมก็น่ารักเหมือนกัน หมูเด้งเกิดมาวันเเรกน่ากลัวกว่านี้อีก 555 เเล้วคือเป็นฮิปโปคนละสายพันธุ์กันด้วย”

อีกทั้งยังบอกด้วยว่า “สำหรับผม ลูกฮิปโปใหญ่น่าฟัดกว่าฮิปโปแคระ โตช้าด้วยเล่นกันสนุกมาก 555” และ “อีกหน่อยน้องจะเป็นแบบพี่ขาหมู แล้วจะหลงไม่ไหวน้า”

ชาวเน็ตยังจับสังเกตได้ว่า หลังจากที่มีดราม่าลูกฮิปโปศรีสะเกษโดนบูลลี่ พี่เบนซ์ ผู้ดูแล หมูเด้ง และเป็นคนทำเพจ ขาหมู แอนด์เดอะแก๊ง ก็กลับมาลงคลิปวิดีโอ ขาหมู ถี่ขึ้น โดยชาวเน็ตมองว่า พี่เบนซ์ พยายามให้คนเห็นว่า ฮิปโปโปเตมัส สายพันธุ์นี้น่ารักอย่างไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top