Friday, 17 July 2026
NEWS

วิทยาลัยเกษตรบุรีรัมย์ จับมือ “ ม.เชียงใหม่และ เจริญชัย ” นำนวัตกรรม AI ( NiA ) “ ด้านลดค่าไฟ สู่ลดโลกร้อน ” ยกระดับเกษตรบุรีรัมย์ สู่ AI ต้นแบบนวัตกรรมพลังงาน สะอาด 

(10 มิ.ย. 68) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับและพัฒนาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ ให้เป็นต้นแบบด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน โดยนายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ ในการขับเคลื่อนและพัฒนาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้งประเทศ ให้พลิกโฉมและพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ได้ประสานงานร่วมกับ “ ERDI-CMU  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ บริษัทเจริญชัย หม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ” ซึ่งได้นำ นวัตกรรม NiA 🇹🇭 AI Transformer Green Management Platform พร้อมร่วมส่งเสริม ต้นแบบ ศูนย์นวัตกรรมเกษตรและพลังงานสะอาด ล้ำสมัย ด้าน AI ประหยัด พลังงาน และ Data Analytics เพื่อการเรียนการสอน พร้อมสู่ ประชาชน แบบ AI Real Time

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์โชว์กึ๋น สร้างเกษตรนวัตกรรมดิจิตอลยุคใหม่  วันที่ 5 มิถุนายน 2568 บริหารงานโดย #นายสิทธิชนม์_คำแปล ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ พร้อมคณะผู้บริหาร ครู ร่วมกับ #บริษัทเจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้าจำกัด โดย #นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ ตำแหน่งกรรมการบริหารด้านนวัตกรรม ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย #ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี ผู้แทนพิเศษด้านพลังงานสะอาด ร่วมจัดทำแผนพัฒนาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี จะเป็นศูนย์นวัตกรรมเกษตรและพลังงานสะอาดมุ่งสู่ผู้เรียน และประชาชน #ให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ เช่น AI, IOT, Drone และ Bigdata อย่างยั่งยืน ณ ห้องบรรยายสรุป วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์
คลิกอ่าน https://www.facebook.com/share/v/18wiFVQa3p/

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา และเยี่ยมกำลังพลของกองกำลังสุรนารี  พร้อมทั้งมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ณ จังหวัดสุรินทร์

เมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.68) เวลา 09.30 น. ถึง 12.00 น. คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยกรรมาธิการ ได้แก่ นายสมบูรณ์ หนูนวล ร้อยตำรวจเอกฉลอง ทองนะ ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ พร้อมด้วยนักวิชาการ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา และเยี่ยมกำลังพล ของกองกำลังสุรนารี โดยมี พลตรี วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 และพลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้การต้อนรับ โดยคณะกรรมาธิการได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับผลการปฏิบัติของกองกำลังสุรนารี ณ ห้องประชุมเหมะบุตร นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้มีการเยี่ยมเยือนกำลังพล เพื่อให้กำลังใจ และยกย่องเชิดชูในความเสียสละ และอดทนในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ความมั่นคง ชายแดนไทย - กัมพูชาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ 

และในช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. ถึง 16.30 น .คณะกรรมาธิการได้เดินทางไปติดตาม สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย พร้อมเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน ไทย - กัมพูชา รวมทั้งมอบสิ่งของจำเป็น และพระเครื่อง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้รับทราบปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะในเรื่องของ ระบบการสื่อสาร การขาดอุปกรณ์ที่ทันสมัย ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และรักษาความมั่นคง ปัญหาการขาดยุทธศาสตร์ระดับชาติในการผลักดันส่งกลับชาวกัมพูชาในพื้นที่ที่รุกล้ำแผ่นดินไทย ปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคที่สำคัญ เช่นไฟฟ้าและประปา เป็นต้น ปัญหาการทักท้วงเพื่อรักษาสิทธิในดินแดนของประเทศไทย ยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และประการสุดท้าย คือ การสร้างถนนยุทธศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญ ต่อความมั่นคงตามแนวชายแดนยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยคณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูลที่ได้เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาลตามบทบาท ภารกิจ อำนาจและหน้าที่ต่อไป

พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ในวัย 91 ปี

(10 มิ.ย.68) พลเอก สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 19 ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 01:57 น. ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รวมอายุได้ 91 ปี 10 เดือน 4 วัน

พลเอก สุจินดา เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2476 เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางทหาร อาทิ ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งทำรัฐประหารในปี พ.ศ. 2534 ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

แม้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำรัฐบาลในนาม 'นายกฯ คนนอก' แต่เส้นทางการเมืองของเขาก็สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2535 ภายหลัง เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งนำไปสู่การลาออกท่ามกลางแรงกดดันจากประชาชน

ชีวิตส่วนตัวของพลเอก สุจินดายังเป็นที่จดจำควบคู่ไปกับภริยา คุณหญิงวรรณี คราประยูร (นามสกุลเดิม หนุนภักดี) ซึ่ง ถึงแก่กรรมด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ขณะมีอายุ 84 ปี ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ เช่นกัน

ขอนแก่น - มข. ส่งมอบแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสนับสนุนกองทัพ เสริมความมั่นคงชายแดน

(11 มิ.ย. 68) ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนที่ต้องการการเตรียมพร้อมด้านความมั่นคง มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้แสดงจิตวิญญาณความเป็นไทยด้วยการส่งมอบเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนล้ำสมัย เพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพในพื้นที่ปฏิบัติการ

พิธีส่งมอบ จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2568 เวลา 12.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าอาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี เป็นประธานในการส่งมอบ  พร้อมด้วยศาสตราจารย์ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน, รศ.นงลักษณ์ มีทอง ผู้อำนวยการโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ และพลตรี กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการ มณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร จ.ขอนแก่น เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยคณะทหารมณฑลทหารบกที่ 23

การสนับสนุนแบตเตอรี่ เพื่อการปฏิบัติการทางทหารนั้น เป็นรูปแบบการให้ยืมเป็นระยะเวลาชั่วคราว ประกอบด้วย
1. แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน 24V100Ah ซึ่งสามารถนำไปใช้งานสำหรับจั๊ม สตาร์ทเครื่องยนต์รถบรรทุก จำนวน 3 แพ็ก
2. แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน 24V50Ah ซึ่งสามารถนำไปใช้งานสำหรับจั๊ม สตาร์ทเครื่อยนต์ตระกูลนาโต้ จำนวน 3 แพ็ก

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีความร่วมมือยาวนานกับกองทัพ และมณฑลทหารบกที่ 23 โดยมีความร่วมมือทั้งในลักษณะกึ่งทางการและเป็นทางการ ผ่านบันทึกความเข้าใจ ซึ่งโรงงานแบตเตอรี่ มข. ไม่เพียงเป็นแหล่งพลังงานสำรองสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น แต่ยังผลิตแบตเตอรี่เฉพาะทางสนับสนุนกองทัพ ทั้งสำหรับรถถัง ป้อมปืน และอุปกรณ์ Power Supply ต่างๆ” เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ

นอกจากสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กองทัพในภูมิภาคแล้ว โครงการนี้ยังเป็นตัวอย่างสำคัญ ของการแปลงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องการความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้า “เป็นการร่วมสนับสนุนในฐานะประชาชน ทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งเพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพ” อธิการบดีเน้นย้ำ

พลตรี กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 กล่าวขอบคุณ มข. ที่สนับสนุนภารกิจหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์อ่อนไหวตามแนวชายแดน “แหล่งพลังงานสำรองนี้ช่วยให้กองทัพและหน่วยยานเกราะไม่ต้องกังวลเรื่องการส่งกำลังบำรุงหากเกิดการชะงักงัน”

พลตรี กิตติพงษ์ กล่าวย้ำว่า “การดำเนินการครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย กับภาคความมั่นคงเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้  โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีการทดสอบการใช้งานแบตเตอรี่ร่วมกับระบบดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และมีความพร้อมในการใช้เพื่อสนับสนุนภารกิจดังกล่าว

ที่สำคัญ การดำเนินการของมหาวิทยาลัยครั้งนี้เป็นการร่วมสนับสนุนภารกิจสำคัญของกองทัพ ในฐานะประชาชน “ทุกคนรวมใจเป็นหนึ่ง” เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันประเทศ ได้อย่างมั่นใจและต่อเนื่อง.

ข่าว : เบญจมาภรณ์ มามุข
ภาพ : ณัฐวุฒิ จารุวงศ์

‘ฮุน มาเนต’ ยืนยัน กัมพูชายังไม่ถอนกำลัง ย้ำกองทัพพร้อมเจรจา แต่ไม่ถอยจากอธิปไตย

(9 มิ.ย. 68) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กจากเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส ยืนยันว่า ทางการกัมพูชายังไม่ได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่อธิปไตยของตน บริเวณช่องบก หุบเขาที่ตั้งอยู่ในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การครอบครองของกัมพูชามาเป็นเวลานาน และการวางกำลังเป็นไปเพื่อปกป้องแผ่นดิน

ฮุน มาเนต ย้ำว่าการเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชา รวมถึงการวางกำลัง การปรับกำลัง และการระดมพล ล้วนกระทำภายใต้กรอบอธิปไตยของกัมพูชา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และรักษาดินแดนจากการรุกราน

แม้กัมพูชาจะสนับสนุนแนวทางสันติภาพและกลไกการเจรจา แต่กองทัพก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาลเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยยืนยันการใช้คณะกรรมาธิการร่วมเขตแดน (JBC) กัมพูชา-ไทย และ MOU ปี 2543 เป็นกรอบในการแก้ไขปัญหาเขตแดน

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชายืนยันเดินหน้ารักษาความสัมพันธ์กับไทยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อผลประโยชน์ร่วมของประชาชนทั้งสองประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลบิดเบือนที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งระหว่างสองชาติ

‘หมอก้อย’ ภรรยาหมอชลน่าน แจงดรามาทำบุญบ้าน ชี้ ‘บ้านสยามธามันโญ’ เป็นทรัพย์สินที่พ่อให้มา

เพจหมอชลน่านFcไม่มีดราม่า ของ ‘หมอก้อย’ ภรรยาหมอชลน่าน โพสต์ปมทำบุญบ้านหลังใหญ่ พร้อมแจงที่มาทรัพย์สินเป็นทรัพย์สินมรดกจากพ่อภรรยา

จากกรณี เพจ 'หมอชลน่านFcไม่มีดราม่า' โพสต์รูป นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีต รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยภรรยา คือ พญ.นวลสกุล บำรุงพงษ์ ได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระในบ้านสยามธามันโญ ทวีวัฒนา ซึ่งเป็นบ้านสไตล์นีโอเรเนอซองส์ สถาปัตยกรรมซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 และที่ดินมีเอกสารสิทธิตราแดง รศ.114 เดิมบ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่า หลังจากใช้เวลารีโนเวตจนเข้าอยู่ได้ จึงจัดงานทำบุญเลี้ยงพระเพื่อเป็นสิริมงคล เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.68 ที่ผ่านมา 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.68 เพจเฟซบุ๊ก 'หมอชลน่านFcไม่มีดราม่า' โพสต์ข้อความระบุว่า  #งานบุญเล็กๆแต่ทัวร์มาลง #มรดกภรรยาติดตัวมาสามีผิด งานทำบุญเล็กๆ เงียบๆ แขกไม่ถึงร้อยแต่ #บ้านใหญ่กลายเป็นประเด็นใหญ่ สื่อก็ลงถึงความเคลื่อนไหวของหมอชลน่านตามปกติ แต่ผู้คนเข้ามาถล่ม (อีกแล้ว) ด้วยถ้อยคำไม่สุภาพและผิดกฎหมาย #สยามธามันโญ บ้านที่มาจากการ #บริหารทรัพย์มรดก 550 กว่าล้านที่ติดตัวหมอก้อยมา #พ่อให้มา!!! ทรัพย์เหล่านี้แจ้ง ปปช.ไปแล้วหลายรอบ เราแปลงทรัพย์มรดกเป็นอาคารเก่าที่ควรอนุรักษ์ตามสิทธิของเรา บ้านกลางป่าที่งดงามด้วยงานสถาปัตยกรรมใช้เวลาสรรพกำลังรีโนเวทจนเข้าพักอาศัยได้ บ้านเก่าเข้าอยู่ก็ต้องทำบุญ

#บ้านในปัจจุบันอาจได้เป็นพิพิธภัณฑ์ในอนาคต #มรดกภรรยาติดตัวมาสามีผิดตรงไหน 

ขอบพระคุณคุณพ่อที่ส่งต่อสิ่งดีๆให้ลูกเสมอ มรดกของพ่อถวายวัดไปก็เยอะ ตัดถนนแจกก็หลายสาย 

เรื่องแบบนี้ไม่มีประเด็น #ทำดีไม่มีประเด็น

https://www.facebook.com/share/p/15jEcCbj4A/

ปล.แอดมินหมอก้อยขออนุญาตใช้พื้นที่เพจนี้ชี้แจงเพราะเพจไป๊น่านถูกบล๊อคกิจกรรมค่ะ

สมุทรปราการ-นายกบางเมือง แถลง 7 นโยบาย ขอบคุณทุกคะแนนเสียงพร้อมเดินหน้าพัฒนาบางเมืองให้เจริญก้าวหน้า

(9 มิ.ย. 68) ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลตำบลบางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ  นายพิพัฒน์ อัศวเหม ประธานสภาฯ ได้เปิดประชุมสภาสมัยสามัญ สมัยที่ 1 โดยภายในที่ประชุม ประกอบด้วย คณะผู้บริหารเทศบาล นำโดย นาวาเอกอนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง และคณะผู้บริหารเทศบาล 

นายอิทธิชัย ชูเรณู ปลัดเทศบาล พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้อำนวยการกอง และคณะสมาชิกสภา ทั้ง 2 เขตเลือกตั้ง จำนวน 12 ท่าน เข้าร่วมรับฟังการแถลงนโยบาย สมัยสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2568

โดยในที่ประชุม นาวาเอกอนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง ได้กล่าวแถลงนโยบายทั้ง 7 ด้าน ต่อที่ประชุมสภา ประกอบด้วย 1.นโยบายด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นสนับสนุนก่อสร้างสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน 2.พัฒนาด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  สนับสนุนการเรียนการสอนเพิ่มศักยภาพให้เด็กและเยาชนมีโอกาสเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงขั้นสูงสุด 3.พัฒนาด้านคุณภาพชีวิต พร้อมจัดระเบียบชุมชน โดยส่งเสริมงานด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานและมุ่งเน้นความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน 

4.พัฒนาด้านเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน โดยหนุนให้ความรู้ในการค้าขายสินค้าออนไลน์ ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน 5.ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการขุดลอกคูคลองป้องกันน้ำท่วม จัดสร้างสวนสาธารณะเพื่อเป็นปลอดคนบางเมือง 6.ส่งเสริมการท่องเที่ยว นำชุมชนไหว้พระและชมจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ รัชการที่ 9 ภายในโบสถ์วัดบางปิ้ง   

และ 7.พัฒนาด้านการเมืองและการบริหาร โดยจัดให้มีการทำบัตรประชาชนของเทศบาล และส่งเสริมประชาชนได้มีส่วนร่วมตามหลักการปกครองตามระเบียบประชาธิปไตย ภายใต้สานงานต่อ ก่องานใหม่ให้ควบคุม 20 หมู่บ้าน 3 ตำบล เพื่อให้ชาวตำบลบางเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นตลอด 4 ปีต่อไป 

นอกจากนี้นายกเทศมนตรีตำบลบางเมืองได้ขอบคุณทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนที่มอบให้และไว้วางใจต่อจากนี้จะดูแลและพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

แผนที่โบราณของฝรั่งเศส ยืนยันชัด ‘เกาะกูด’ เป็นของ ‘สยาม’ มานานแล้ว

(9 มิถุนายน 2568) มีรายงานว่า สำนักผู้ช่วยทูตทหารบกไทย ประจำกรุงปารีส ได้ค้นคว้าแผนที่กัมพูชา ที่ทำขึ้นโดยข้าราชการระดับสูงของฝรั่งเศส ที่ไปปกครองกัมพูชา อาณานิคม 'Le Résident Supérieur Baudoin au Cambodge pendant l'époque coloniale française'

ฟร็องซัวส์ มาริอุส โบดวง (1867–1957) เป็นข้าราชการอาณานิคมระดับสูงของฝรั่งเศส เขาดำรงตำแหน่งผู้แทนอาวุโสประจำกัมพูชา (Résident Supérieur) ระหว่างปี ค.ศ. 1914 - 1927 ซึ่งในช่วงเวลานั้น เขามีอิทธิพลอย่างมาก ต่อการบริหารราชการภายใต้ระบบรัฐอารักขา

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า เส้นเขตแดนทางทะเล เกาะกูด เป็นของไทย มายาวนาน ไม่ได้เป็นอย่างที่ ฝ่ายกัมพูชา เคลม แต่อย่างใด

พันเอก ประชา สมิทธ์สมบูรณ์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก ประจำกรุงปารีส ซึ่งจบจาก รร.นายร้อย Saint-Cyr ฝรั่งเศส ค้นคว้า จากหอสมุดแห่งชาติ ฝรั่งเศส

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้าง อนาคตเด็กไทย มอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ประจำปี 2568 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

(9 มิ.ย. 68) เวลา 10.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ และคณะกรรมการฯ ร่วมในพิธีมอบเงินสนับสนุนการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2568 ให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6  จำนวน 1,500 ทุนๆ ละ 2,000 บาท รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,000,000 บาท (สามล้านบาทถ้วน) เพื่อช่วยเหลือให้เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสเท่าเทียม สามารถศึกษาเล่าเรียนต่อโดยไม่ต้องยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ และเติบโตสร้างอนาคตตามความมุ่งหวังของตนเองและครอบครัวต่อไป โดยมีเยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ  ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า  โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย ด้วยการมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่ได้ช่วยเหลือเสริมสร้างชีวิตให้อนาคตแก่เด็กไทยมากว่า 50 ปี โดยในปีพ.ศ. 2568 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดสรรงบประมาณเพื่อมอบ เงินสนับสนุนการศึกษาและทุนส่งเสริมการศึกษา เป็นจำนวนเงินกว่า 20 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับต่างๆ ได้แก่ เงินสนับสนุนทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ทุนการศึกษาต่อเนื่องในทุกระดับชั้น ทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ชนชั้น และศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ภายใต้ปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม ตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต **

อัลคาราซ เผย ‘พรหมลิขิต’ พาเดินตามรอย ‘นาดาล’ คว้าแชมป์แกรนด์สแลมที่ 5 ในวัยเดียวกันเป๊ะ

(9 มิ.ย. 68) คาร์ลอส อัลคาราซ นักเทนนิสมือ 2 ของโลก ชาวสเปน พลิกสถานการณ์จากตามหลัง 0-2 เซต กลับมาเอาชนะ ยานนิก ซินเนอร์ มือ 1 ของโลก ชาวอิตาลี 3-2 เซต 4-6, 6-7(4), 6-4, 7-6(3), 7-6(10-2) คว้าแชมป์ชายเดี่ยว 'เฟร้นช์ โอเพ่น' 2025 ได้สำเร็จ พร้อมสร้างสถิติใหม่ เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์รายการ ด้วยเวลา 5 ชั่วโมง 29 นาที

สำหรับชัยชนะนี้นับเป็นแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 5 ของอัลคาราซ และเป็นเฟร้นช์ โอเพ่น สมัยที่ 2 หลังเคยคว้าแชมป์รายการนี้มาก่อน รวมถึงแชมป์วิมเบิลดัน 2 สมัย และยูเอส โอเพ่นอีก 1 สมัย นอกจากนี้เขายังกลายเป็นผู้เล่นชายคนแรกในรอบหลายปีที่เซฟแมตช์พอยต์ในรอบชิงแล้วกลับมาคว้าแชมป์ได้

อัลคาราซเผยหลังจบแมตช์ว่า เขาไม่เคยหมดหวังแม้ถูกซินเนอร์กดดันจนใกล้พ่ายแพ้ โดยเฉพาะจังหวะที่ต้องเซฟถึง 3 แมตช์พอยต์ในเซต 4 พร้อมย้ำว่าชัยชนะครั้งนี้เกิดจากความเชื่อมั่นล้วน ๆ และเป็นแมตช์ที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตของเขา

นักหวดวัย 22 ปีจากสเปน กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงเวลาที่ยากที่สุดในแมตช์ เขามักนึกถึง 'ราฟาเอล นาดาล' ไอดอลของเขา ซึ่งเคยกลับมาชนะในสถานการณ์ที่ดูจะหมดหวังหลายครั้ง และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ช่วยให้เขาฮึดสู้จนพลิกกลับมาได้

สิ่งที่น่าทึ่งคือ อัลคาราซ ในวัย 22 ปี 1 เดือน 3 วัน เท่ากับตอนที่ ราฟาเอล นาดาล ตำนานเทนนิสชาวสเปน คว้าแกรนด์สแลมที่ 5 ของตัวเอง ด้วยชัยชนะเหนือ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ในรอบชิงวิมเบิลดัน ปี 2008 ซึ่งเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการ “พูดตรงๆ เลยนะครับ การที่ผมคว้าแชมป์แกรนด์สแลมที่ 5 ในอายุเท่ากับนาดาล ผมว่า...นั่นคือพรหมลิขิต” อัลคาราซเผยหลังจบการแข่งขัน

ทั้งนี้ อัลคาราซยังพูดถึงคำสอนจากปู่ของเขาที่ยึดถือมาตลอดอาชีพ คือ 'สาม C' ในภาษาสเปน ได้แก่ Cabeza (ศีรษะ), Corazon (หัวใจ) และ Cojones (ความกล้าหาญ) ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นคุณสมบัติของแชมป์เปียน และเป็นสิ่งที่เขานำมาใช้ในการเอาตัวรอดจากแมตช์สุดโหดในครั้งนี้

(สุรินทร์) บรรยากาศเปิดด่านช่องจอมวันแรก มีชาวกัมพูชาที่ตกค้างฝั่งไทย และรถบรรทุกขนส่งสินค้า ทยอยจ่อคิวเพื่อข้ามฝั่งยาวเป็นกิโล

(9 มิ.ย.68) ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรด่านช่องจอม ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์  ซึ่งในช่วงก่อนเวลา 08.00 น.ได้มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร และเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายไทย ได้อยู่ประจำจุดที่ทำการเพื่อเตรียมรับชาวกัมพูชาที่จ้องกสรเดินทางเข้ามายังฝั่งไทย กระทั่งในเวลา 08.00 น.ตามกฏข้อบังคับ 

โดยทหารฝ่ายไทยได้ทำการไขกุญแจและเปิดประตูด่านทั้ง 2 บาน โดยได้ปล่อยให้ประชาชนชาวกัมพูชาออกเพท่อกลับประเทศ แต่ทางฝ่ายกัมพูชา กลับไม่ยอมเปิดรั้วของทางฝั่งกัมพูชาเอง โดยยังรอท่าทีการเปิดรั้วเหล็ก โดยอ้างว่ารอคำสั่งจากผู้ว่าจังหวัดอุดรมีชัย ในเวลานี้  09.00 น. ถึงจะทำการเปิดกุญแจรั้วได้ ท่ามกลางการเฝ้าสังเกตการณ์ของ เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและฝ่ายปกครองของไทย ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ประชาชนชาวกัมพูชารอทางฝ่ายกัมพูชาเปิดประตูนั้น จะมีเคสนักเรียนของทางกัมพูชาต้องเข้าสอบ และประชาชนบางรายท้องแก่ คนป่วย ต้องนั่งตากแดดรอให้ฝั่งกัมพูชาเปิดประตู 

ทั้งนี้นักเรียนชาวกัมพูชา ที่ต้องการข้ามจากฝั่งไทย เพื่อไปสอบ ต่างโอดครวญกลัวไปสอบไม่ทัน เพราะเจ้าหน้าที่เขมร ที่ไม่ยอมเปิดประตู อ้างยังรอคำสั่งจาก นายเมียน ยาดา ผู้ว่าอุดรมีชัย กระทั่งเมื่อเวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาทำการเปิดประตูรั้วเหล็กในเวลา 09.00 น. ท่ามกลางความอึดอัดของชาวกัมพูชา นักเรียน คนท้องใกล้คลอดที่รอการเปิดรั้วเหล็กซึ่งรอคำสั่งจาก นายเมียน ยาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย และพลโทโปเฮง ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา ก่อนทำการเปิดล็อคกุญแจรั้วและเปิดให้ชาวกัมพูชาเข้าไปได้ 

ผบช.ภ.2 สั่งเข้ม! คุม 3 จังหวัดชายแดน “สระแก้ว-จันทบุรี-ตราด” ตรึงกำลัง คัดกรองทุกจุด ป้องกันเหตุ

(9 มิ.ย.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) สั่งการด่วน! ถึงทุกสถานีตำรวจในพื้นที่ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนตะวันออก ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี และตราด หลังเกิดสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี โดยเน้นย้ำให้ “ตรึงกำลัง-คัดกรองเข้ม-บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด” เพื่อปกป้องอธิปไตย คุ้มครองประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่ชายแดน

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 2 ทุกพื้นที่ เพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นเหตุร้าย โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่ติดกับประเทศกัมพูชา กำหนดให้พื้นที่เหล่านี้เป็น “พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ” พร้อมสั่งระดมกำลังจากหน่วยต่าง ๆ ทั้งตำรวจทางหลวง ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ร่วมตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจสอบยานพาหนะ และบุคคลต้องสงสัยในเส้นทางหลัก เส้นทางรอง รวมถึงจุดพักคอยและที่พักอาศัยต้องสงสัย

“ต้องทำงานเชิงรุก สืบสวนหาข่าวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด วางแผนเผชิญเหตุล่วงหน้า และสนับสนุนภารกิจของทุกหน่วยอย่างเป็นระบบ” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว

นอกจากนี้ ผบช.ภ.2 ยังสั่งให้จัดตั้ง “ชุดสืบสวน-เคลื่อนที่เร็ว-ยุทธวิธีพิเศษ” ปฏิบัติงานลงพื้นที่ทุกจุดสำคัญ อาทิ ตลาดนัด สถานีขนส่ง สถานที่ท่องเที่ยว และจุดที่มีประชาชนหนาแน่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ความมั่นคง และพนักงานรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

โดยกำชับเจ้าหน้าที่สายตรวจและจราจรทุกนายให้ “เปิดสัญญาณไฟวับวาบ” ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแสดงตัวตนชัดเจน พร้อมใช้ยุทธวิธี “Stop-Walk-Talk” พบปะ พูดคุย ทำความเข้าใจ สร้างความร่วมมือกับประชาชนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง  มาตรการครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความปลอดภัยเชิงรุก ป้องกันการลักลอบ กระทำผิด หรือก่อเหตุร้ายในพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในรูปแบบใดอีก โดย ผบช.ภ.2 ย้ำว่า “เจ้าหน้าที่ทุกนายต้องปฏิบัติภารกิจด้วยความตั้งใจสูงสุด เพื่อประชาชนและประเทศชาติ”

📍ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือสายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

‘เขมร’ กับการปลุกกระแสคลั่งชาติเบี่ยงเบนปัญหา ลูกไม้ตื้น ๆ พ่อลูก ‘ตระกูลฮุน’ เมื่อยามไร้ทางออก

เมื่อวันที่ (8 มิ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ดร.โญ มีเรื่องเล่า ของ ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคลได้โพสต์ข้อความว่า ... Like father, like son!!! 
ในภาษาไทยจะตรงกับคำว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

พฤติการณ์และพฤติกรรมของเขมรเยี่ยงนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยเฉพาะในช่วงยุคที่ฮุนผู้พ่อเป็นนายกฯ หนแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2546 เริ่มต้นขึ้นเมื่อบทความในหนังสือพิมพ์เขมรฉบับหนึ่งตีเเผ่บทความกล่าวหาด้วยข้อมูลผิดๆ ว่า นักแสดงหญิงไทยคนหนึ่งได้กล่าวอ้างว่า "นครวัดเป็นของประเทศไทย" ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2546 สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุเขมรอื่น ๆ ได้หยิบยกเอารายงานดังกล่าวและปลุกระดมความรู้สึกชาตินิยมเพิ่มขึ้นไปอีกจนทำให้เกิดการจลาจลในพนมเปญเมื่อวันที่ 29 มกราคม ทำให้สถานทูตไทยถูกเผาและมีการปล้นสะดมทรัพย์สินของธุรกิจไทยในเขมร

หนต่อมาก็คือ กรณีพิพาทพรมแดนไทย–เขมร ระหว่าง 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 – 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554 กินเวลา 3 ปี 5 เดือน 3 สัปดาห์ 2 วัน และสิ้นสุดลงหลังจากการสู้รบในพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศไทยและเขมรโดยฝ่ายเขมรได้ยิงจรวดแบบ BM-21 เข้ามาสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในเขตไทยหลายครั้งหลายหน กองทัพบกไทยจึงได้ทำการยิงปืนใหญ่โต้ตอบสร้างความเสียหายแก่ฝ่ายเขมรอย่างหนัก เครื่องยิงจรวดแบบ BM-21 ถูกทำลายไปหลายระบบ ทหารเขมรตายไปหลายร้อยนาย ซึ่งผบ.ของกองกำลังเขมรในขณะนั้นก็คือ ฮุนมาเนตผู้เป็นนายกรัฐมนตีเขมรคนปัจจุบัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็ไม่ต่างไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยฮุนผู้พ่อเลย เมื่อฮุนผู้ลูกให้ทหารเขมรเข้ามาออกอาการพยายามแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ทั้งที่เป็นดินแดนของไทยและดินแดนที่ยังเป็นข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณปราสาทตาเหมือนธม มีการยั่วยุปลุกปั่นประชาชนคนเขมรตลอดเวลา ทำให้กองทัพไทยโดยกองทัพภาคที่ 2 ไม่ยินยอมมีการเจรจาและประท้วง แต่เขมรไม่ยอมเลิก สิ่งที่รัฐบาลเขมรทำมาตลอดก็คือ ยุยงปลุกปั่นให้ข้อมูลที่บิดเบือนกับประชาชนคนเขมรเพื่อให้สนับสนุนปฏิบัติการของรัฐบาลเขมร ซึ่งชัดเจนว่า เขมรพยายามอย่างหนักเพื่อสร้างกระแสชาตินิยมจนนำไปสู่การคลั่งชาติ

สำหรับการแสดงออกของพี่น้องประชาชนคนไทยที่สนับสนุนทหารไทยในเวลานี้เป็นเรื่องของความรักชาติโดยบริสุทธิ์ใจ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราชและอธิปไตยที่มีมายาวนาน เขมรซึ่งเป็นเมืองขึ้นของไทยในอดีตที่ต้องยอมสละให้กับฝรั่งเศสชาตินักล่าอาณานิคมเพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ เขมรซึ่ง 55 ปีมานี้เปลี่ยนแปลงการปกครองและชื่อประเทศมากมายหลายหนตั้งแต่ราชอาณาจักรเขมรมาเป็นสาธารณรัฐเขมรในปี พ.ศ. 2513 และเขมรประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2518 (มีการฆ่าล้างชาติไปหลายล้านคน) และสาธารณรัฐประชามานิตเขมรในปี พ.ศ. 2522 (ฝ่ายรัฐบาลหุ่นเชิดเวียดนามที่ประชาคมโลกไม่ยอมรับโดยเฮงสัมรินและฮุนผู้พ่อตั้งชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐประชาชนเขมร) จนกระทั่งกลับมาเป็นราชอาณาจักรเขมรอีกครั้งในปี พ.ศ. 2532

ดังนั้น เขมรจึงเหมือนประเทศที่ถูกสาป และคงตกอยู่ภายใต้คำสาปต่อไปเมื่อมีผู้นำเยี่ยงนี้ ผู้นำที่คิดได้แค่ว่า เมื่อรัฐบาลมีปัญหาและหาทางออก ไม่ได้ ก็ต้องสร้างกระแสคลั่งชาติให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนเพื่อเบี่ยงเบนปัญหาที่แก้ไม่ได้ไปสู่เป้าหมายใหม่โดยเฉพาะศัตรูภายนอกประเทศ ตัวอย่าง อาทิ

นายพลเลโอโปลโด กัลติเอริ อดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการแห่งอาร์เจนติน่าส่งกำลังทหารบุกยึดหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2525 หรือ ซัดดัม ฮุสเซน อดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการแห่งอิรักได้ส่งกำลังทหารเข้ายึดคูเวตได้อย่างง่ายดายและปกครองคูเวตอยู่ 7 เดือน กระทั่งสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซง แต่พ่อลูกตระกูลฮุนกลับลืมนึกไปว่า จุดจบของรัฐบาลที่กระทำการเยี่ยงนี้ไม่เคยจบสวยเลย ซ้ำยังเป็นการสร้างความพินาศย่อยยับให้กับประเทศชาติและประชาชน สิ่งซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยต้องเข้าใจเป็นอย่างยิ่งคือ ในขณะสิ่งที่กองทัพไทยกำลังทำหน้าที่ในการรักษาดินแดนของไทยตามกฎหมาย สิทธิ กติกา และระเบียบปฏิบัติอันชอบธรรม เยี่ยงรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยโดยทั่วไป เป็นหลักปฏิบัติปกติธรรมดาเฉกเช่นเดียวกับรัฐที่มีเอกราชทุกรัฐบนโลกใบนี้

ตม.จว.กาญจนบุรี บุกรวบต่างด้าวชาวเมียนมา แอบเปิดร้านเสริมสวย แย่งอาชีพคนไทย

(9 มิ.ย. 68) ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่เพื่อก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

วันนี้ (8 มิ.ย.68 ) เวลา 14.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3 , พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี, ว่าที่ พ.ต.ต.ธนพงษ์ พลายเพชร สว.ตม.จว.กาญจนบุรี สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.กาญจนบุรี ตรวจสอบร้านเสริมสวยบริเวณ ต.อุโลกสี่หมื่น อ.ท่ามะกา จว.กาญจนบุรี ตามที่ได้รับเรื่องร้องเรียนทางโซเชียล พบร้านเสริมสวย ภายในร้านมีบุคคลสัญชาติเมียนมากำลังทำผมให้ลูกค้า จึงได้แสดงตัวจับกุม Mr.HTAT MUANG อายุ 20 ปี สัญชาติเมียนมา ผู้ถูกจับกุมที่ 1 และ Mrs.MA THAN อายุ 29 ปี สัญชาติเมียนมา ผู้ถูกจับกุมที่ 2 จากนั้นได้ไปตรวจสอบร้านเสริมสวยอีกร้านซึ่งอยู่ใกล้กัน มีชื่อร้านเป็นภาษาเมียนมา มีบุคคลสัญชาติเมียนมากำลังสระผมให้ลูกค้า จึงได้แสดงตัวจับกุม Mr.THET PAING อายุ 30 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมของกลางสมุดจดบันทึกรายรับ สถานที่จับกุม ร้านเสริมสวย บริเวณ ม.4 ต.อุโลกสี่หมื่น อ.ท่ามะกา จว.กาญจนบุรี โดยกล่าวหาว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ (งานตัดผม/เสริมสวย)

ในชั้นจับกุม ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวไปยัง ตม.จว.กาญจนบุรี ทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าเรือ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ผบช.ภ.2 สั่งเข้ม! คุม 3 จังหวัดชายแดน “สระแก้ว-จันทบุรี-ตราด” ตรึงกำลัง คัดกรองทุกจุด ป้องกันเหตุ

เมื่อวันที่ (9 มิ.ย. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) สั่งการด่วน! ถึงทุกสถานีตำรวจในพื้นที่ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนตะวันออก ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี และตราด หลังเกิดสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี โดยเน้นย้ำให้ “ตรึงกำลัง-คัดกรองเข้ม-บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด” เพื่อปกป้องอธิปไตย คุ้มครองประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่ชายแดน

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 2 ทุกพื้นที่ เพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นเหตุร้าย โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่ติดกับประเทศกัมพูชา กำหนดให้พื้นที่เหล่านี้เป็น “พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ” พร้อมสั่งระดมกำลังจากหน่วยต่าง ๆ ทั้งตำรวจทางหลวง ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ร่วมตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจสอบยานพาหนะ และบุคคลต้องสงสัยในเส้นทางหลัก เส้นทางรอง รวมถึงจุดพักคอยและที่พักอาศัยต้องสงสัย

“ต้องทำงานเชิงรุก สืบสวนหาข่าวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด วางแผนเผชิญเหตุล่วงหน้า และสนับสนุนภารกิจของทุกหน่วยอย่างเป็นระบบ” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว

นอกจากนี้ ผบช.ภ.2 ยังสั่งให้จัดตั้ง “ชุดสืบสวน-เคลื่อนที่เร็ว-ยุทธวิธีพิเศษ” ปฏิบัติงานลงพื้นที่ทุกจุดสำคัญ อาทิ ตลาดนัด สถานีขนส่ง สถานที่ท่องเที่ยว และจุดที่มีประชาชนหนาแน่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ความมั่นคง และพนักงานรักษาความปลอดภัยในพื้นที่
  โดยกำชับเจ้าหน้าที่สายตรวจและจราจรทุกนายให้ “เปิดสัญญาณไฟวับวาบ” ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแสดงตัวตนชัดเจน พร้อมใช้ยุทธวิธี “Stop-Walk-Talk” พบปะ พูดคุย ทำความเข้าใจ สร้างความร่วมมือกับประชาชนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง  มาตรการครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความปลอดภัยเชิงรุก ป้องกันการลักลอบ กระทำผิด หรือก่อเหตุร้ายในพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในรูปแบบใดอีก โดย ผบช.ภ.2 ย้ำว่า “เจ้าหน้าที่ทุกนายต้องปฏิบัติภารกิจด้วยความตั้งใจสูงสุด เพื่อประชาชนและประเทศชาติ”

📍ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือสายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top