Tuesday, 30 June 2026
NEWS FEED

'บิ๊กป้อม' ถก 'กก.กกท.' เคาะเปลี่ยนชื่อกีฬาว่ายน้ำให้เข้ากับสากล พร้อมกำชับความพร้อมขั้นสุด หลังไทยเจ้าภาพ 2 กีฬาใหญ่ปี 67

(26 ก.ค. 66) ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7/66

ที่ประชุมเห็นชอบ เปลี่ยนชื่อชนิดกีฬา จากว่ายน้ำ (Swimming) เป็นกีฬาทางน้ำ (Aquatics) ตามที่สหพันธ์กีฬาทางน้ำนานาชาติ ได้เปลี่ยนชื่อให้ครอบคลุม 6 ประเภทกีฬา คือ ว่ายน้ำ, โปโลน้ำ, กระโดดน้ำ, ระบำใต้น้ำ, ว่ายน้ำมาราธอน และกระโดดหน้าผา และเห็นชอบการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 66 งบกลาง อุดหนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวน 88 สมาคม เป็นเงิน 60 ล้านบาท และ สมาคมกีฬาจังหวัด ปี 66 จำนวน 77 สมาคม เป็นเงิน 40 ล้านบาท

นอกจากนั้นรับทราบ มติที่ประชุมสมัชชาสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เห็นชอบให้ประเทศไทย เลื่อนการแข่งขันกีฬาเอเชียอินดอร์และมาเชี่ยนอาร์ทเกมส์ ครั้งที่ 6 ปี 64 จากเดิม 17-26 พ.ย.66 เป็น 24 ก.พ. - 6 มี.ค.67

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขอให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) วางแผนการดำเนินงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬา เอเชียนอินดอร์เกมส์ และมาเชี่ยล อาร์ทเกมส์ ครั้งที่ 6 โดยเก็บบทเรียนการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ที่ผ่านมา เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพการแข่งขันดังกล่าว มีความสมบูรณ์และได้รับการยอมรับจากนานาชาติด้วยดี

‘เสธ.ต๊อด-เสธ.เบิร์ด’ ร่วมถกปม ‘ม.112-ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’ ชี้!! ต้องคุยกันด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่หยิบยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาตี

‘เสธ.ต๊อด-เสธ.เบิร์ด’ ร่วมถกประเด็นร้อน ม.112 ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และพระราชจริยวัตร ‘ในหลวง’  ในโครงการสัมนาครูเพชรในตม ความร่วมมือกอ.รมน.-สพฐ.-อาชีวะศึกษา

(26 ก.ค.66) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมด้วย พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกระทรวงกลาโหม ร่วมโครงการสัมนาครูเพชรในตม ที่จันทบุรี ระหว่างวันที่ 25-26 ก.ค. 66 เป็นผลจากความร่วมมือด้านประวัติศาสตร์ ระหว่าง กอรมน. สพฐ. และอาชีวะศึกษา

พร้อมร่วมพบปะพูดคุย ความจริงทางประวัติศาสตร์ และความจริงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกบิดเบือน รู้เท่าทันความวุ่นวายในสังคมเกิดจากการปั่นสังคมให้วุ่นวายด้วยการสร้างหรืออุปโลกตัวละครขึ้นมาให้น่ากลัวให้เป็นจำเลยในสังคม พร้อมชี้นำว่าอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายต่างๆ 

หลักการเหล่านี้ใช้มาตั้งแต่อดีตไม่เคยเปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนคือเครื่องมือที่ใช้สนับสนุน และสถาบันก็ตกเป็นจำเลยในสังคมอยู่เสมอ สิ่งสำคัญในวันนี้ที่แม่พิมพ์ของชาติต้องสร้างเยาวชน คือ การให้ความรู้ที่ถูกต้องเพื่อสร้างนักเรียนให้มีทัศนะคติที่ดีต่อสังคมและประเทศชาติ ตามคุณลักษณะของเด็กที่มีความพร้อมในศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้การพูดคุยพบปะ ยังมีการตอบคำถามที่ค้างคาใจ เช่น กฏหมายมาตรา112 เรื่องทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เรื่องพระราชจริยวัตรของในหลวง

โดยสรุปช่วงท้ายว่า เราจะเข้าในสถานะและความแตกต่างของคนได้ด้วยความเข้าใจ ความเท่าเทียมและความเสมอภาคควบคู่กัน ไม่ใช่หยิบยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น

สำหรับโครงการนี้จัดขึ้น 5 ครั้งในทั่วประเทศ คือ กาญจนบุรี, จันทบุรี, ขอนแก่น, สงขลา, พิษณุโลก ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 2จังหวัด

ผบ.ตร. นำชาวชัยภูมิ กว่า 1 พันคน พร้อมกำลังพลจิตอาสาร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันนี้ (26 กรกฎาคม 2566) เวลา 09.00 น. ที่สวนป่าสาธารณะ บ้านตาดพัฒนา หมู่ที่ 13 ตำบลตลาดแร้ง อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. , นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.3 พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.สยศ.ตร. , ศูนย์จิตอาสาพระราชทานจังหวัดชัยภูมิ , ตำรวจภูธรภาค 3 , จังหวัดชัยภูมิ , ฝ่ายปกครอง , ตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ นักเรียน นักศึกษา สถาบันการศึกษา โรงเรียนในจังหวัดชัยภูมิ และประชาชนจิตอาสา กว่า 1,000 คน

โดยทั้งหมด ร่วมกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 71 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2566 ซึ่งพันธุ์กล้าไม้จำนวน 6,000 ต้น ได้รับการสนับสนุนจาก ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซากินได้ ประเภท เห็ดเผาะ เห็ดระโงก ที่โคนต้นไม้ทุกต้นด้วย 

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย จึงจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น ด้วยการนำกำลังพลจิตอาสาจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น สถานศึกษา ประชาชน  เป็นความร่วมมือร่วมใจกันของชาวจังหวัดชัยภูมิ ด้วยแนวคิดคำว่า “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน 

โดยการปลูกป่าชัยภูมิ เพื่อหวงแหนรักษาป่า ทำให้ผืนป่าเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ เป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ สร้างความชุ่มชื้น สร้างระบบนิเวศน์ ให้ชุมชนอยู่กับป่าได้อย่างเกื้อกูล และมีรายได้งอกเงยเลี้ยงครอบครอบครัว ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้มีค่า เพื่อสร้างแหล่งอาหาร สร้างรายได้ให้ชุมชน และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน อย่างยั่งยืนต่อไป

ห้ามพลาด!! ‘สวนนงนุชพัทยา’ จัดประกวด ‘ถ่ายภาพสวนสวย’ ชิงเงินรางวัลเกือบ 1 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. - 10 ต.ค.นี้

(26 ก.ค. 66) สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี จัดแถลงข่าวการจัดกิจกรรมการประกวดภาพถ่ายสวนสวย ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “ว้าวสวนนงนุชพัทยา” บันทึกภาพมุมสวย ๆ ร่วมประกวดชิงเงินรางวัลเกือบ 1 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม ถึง 10 ตุลาคม 2566

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า การกลับมาอีกครั้งกับกิจกรรมประกวดถ่ายภาพ ณ สวนนงนุชพัทยา สวนสวยที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สวนสวยที่สุดในโลก สำหรับกิจกรรมประกวดภาพถ่ายประจำปี 2566 นี้ ภายใต้หัวข้อ "ว้าว สวนนงนุชพัทยา 1 ใน 10 สวนสวยที่สุดในโลก" โดยได้แบ่งหัวข้อออกเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่

1.ภาพถ่ายจากกล้องถ่ายภาพทั่วไปรวมถึงอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ
2.ภาพถ่ายทางอากาศด้วยอุปกรณ์โดรน
3.Nongnooch’s AI-Based Image โดยมีการจัดประกวดครั้งแรกอย่างเป็นทางการ และให้มีการใช้ภาพถ่ายจริงที่เกิดขึ้นที่สวนนงนุชพัทยา ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี AI ที่ป้อนคำสั่งทั้งจาก Keywords ต่าง ๆ

การแถลงข่าวในครั้งนี้ได้จัดขึ้น ณ ห้องแคลทรียา ซึ่งเป็นห้องสำหรับจัดเลี้ยงใหม่ล่าสุดของสวนนงนุชพัทยาเลยถือฤกษ์เปิดใช้บริการเป็นครั้งแรก ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เวทีขนาดใหญ่สำหรับการแสดงจอ LED ระบบแสง สี เสียงที่ทันสมัย และประดับตกแต่งด้วยโคมไฟแชนเดอเลียร์สุดอลังการ สำหรับงานจัดเลี้ยงมีการสร้างห้องครัวพร้อมอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด รองรับลูกค้าได้มากกว่า 650 คน

สำหรับกิจกรรมนี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากช่างภาพมืออาชีพ มือสมัครเล่น นักศึกษา และนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ได้เดินทางเข้ามาเยือนสวนนงนุชพัทยาแห่งนี้ และสร้างผลงานภาพถ่ายอันสวยงามเอาไว้เมื่อ พ.ศ. 2563 ระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สวนนงนุชพัทยาได้พัฒนาสร้างสรรค์สวนสวยมากกว่า 50 สวนรอผู้ที่สนใจส่งผลงานเข้าประกวด ดูรายละเอียดและวิธีสมัครได้ที่ www.nongnoochpattaya.com/th

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมโทรคมนาคมฯ ชี้แจงการสวมซิม (SIM SWAP)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.  พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร./หัวหน้าคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนกรณีมีการแชร์ในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการสวมซิม (SIM SWAP) เพื่อควบคุมเครื่องโทรศัพท์และโอนเงินออกจากบัญชีไป จึงได้ร่วมกับสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แถลงข่าว เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2566 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามที่มีการแชร์ในโซเชียล  ว่าขณะนี้มีการหลอกลวงทางเทคโนโลยีขั้นสูงที่เรียกว่า SIM SWAP FRAUD เริ่มจากขณะใช้งานโทรศัพท์อยู่ตามปกติ เครือข่ายโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ (Zero Bar) เป็นระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน มีโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแจ้งว่ามีปัญหาเครือข่ายสัญญาณมือถือ จากนั้นแนะนำให้กด 1 เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายอีกครั้ง เมื่อกด 1 เครือข่ายจะปรากฏขึ้นทันทีชั่วคราวและจะไม่มีสัญญาณอีกครั้ง (Zero Bar) ช่วงนี้คนร้ายได้ควบคุมเครื่องโทรศัพท์และโอนเงินออกจากบัญชีไป ขณะที่เจ้าของโทรศัพท์จะไม่ได้รับการแจ้งเตือนใด ๆ เนื่องจากซิมถูกเปลี่ยนขณะที่มือถือถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์

พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา  กิตติถิระพงษ์ รองผบก.ตอท.และ คุณเลิศรัตน์ รตะนานุกูล กรรมการบริหารและประชาสัมพันธ์  สมาคมโทรคมนาคมฯ ได้ชี้แจงว่า กรณีที่อาจโดนมิจฉาชีพสวมรอยหรือลักลอบการใช้ SIM นั้น ปัจจุบันผู้ให้บริการ และ กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลได้มีมาตรการป้องกันกรณีการสวมสิทธิ์ออก SIM ทดแทน การแอบอ้าง รวมถึงในแง่เทคนิคซึ่งกรณีดังกล่าวจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้หรือมีความเป็นไปได้น้อยมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการตื่นตระหนก จึงขอชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกันว่า ข้อความที่ส่งต่อกันทางออนไลน์คือ Fake News หากมีผู้ใดได้รับความเสียหายจากการสวมซิม         (SIM SWAP SCAM) ดังกล่าว กรุณาแจ้งได้ที่เว็บไซต์สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ http://tct.or.th , http://www.facebook.com/tct.or.th  หรือโทร. 02-0033781-2 หรือมีข้อสงสัย ให้โทรแจ้งสายด่วน 1441 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีถูกคนร้ายหลอกลวงแจ้งความตำรวจผ่านระบบ www.thaipoliceonline.com

ทั้งนี้ประชาชน สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้จาก เว็บไซต์ www.เตือนภัยออนไลน์.com หรือโทรสายด่วน 1441

ตำรวจ ปส.(NSB) ปฏิบัติการสกัดขบวนการค้ายา และปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่กว่า 67 จุดทั่วประเทศ ได้ของกลางเป็นยาบ้ากว่า 6.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 310 กก. ยึดทรัพย์กว่า 135 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.66 เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส.,พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.สกส., พล.ต.ต.สมกิตพุ่มวารี ผบก.ขส.พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ ผบก.ปส.1,พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3 พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และ กอ.รมน. ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้กวาดล้างจับกุมเครือข่ายยาเสพติด รายใหญ่และรายย่อยให้หมดสิ้นโดยเร็ว ล่าสุดตำรวจ ปส.(NSB) สามารถจับกุมผู้ต้องหา 20 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 6.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 310 กก. และมีการเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น กว่า 67 จุด ยึดอายัดทรัพย์สินทั้งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่ารวมกว่า 135 ล้านบาท และเร่งขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลือต่อไป

รายแรก จากการขยายผลของตำรวจ บก.สกส. ในจับกุมเครือข่ายยาเสพติดพื้นที่ จ.ลพบุรี  พบว่ายังมีกลุ่มผู้ร่วมขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเป็นชาติพันธุ์ (เผ่าม้ง) ซึ่งมีพฤติการณ์การรับจ้างลำเลียงยาเสพติด ให้กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ทราบชื่อว่านายจำรัส กับพวก โดยจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ทาง จ.เชียงราย นำไปส่งมอบให้กับลูกค้าทางพื้นที่ภาคกลาง จึงวางแผนจับกุม จนกระทั่งวันที่ 9 ก.ค.66 เวลาประมาณ 12.30 น. พบรถยนต์ยี่ห้อ FORD RANGER  สีฟ้า ทะเบียน บพ 94XX พะเยา ใช้ในการซุกซ่อนและลำเลียงยาเสพติด โดยมีนายจำรัส เป็นผู้ขับขี่ และ รถยนต์ ยี่ห้อ HONDA MOBILIO  สีขาว ทะเบียน 4 กพ 574 กทม. ใช้ในการคุ้มกัน/สำรวจด่าน โดยมี น.ส.ณกัญญาชนาภัทร และนางสุภาพ เป็นผู้ขับขี่ ตำรวจ ปส.ได้ติดตามรถทั้ง 2 คัน และสามารถจับกุม   ได้ที่บริเวณรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ม.6 ต.ป่าแฝก อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย จากการตรวจค้นพบ ยาบ้า จำนวนประมาณ 3.9 ล้านเม็ด ได้ที่รถคันที่นายจำรัส ขับขี่ โดย น.ส.ณกัญชนาภัทร และนางสุภาพ รับว่าเป็นผู้ขับขี่รถนำสำรวจเส้นทาง จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลออกหมายจับผู้บุคคลในเครือข่ายและยึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อไป

รายที่ 2 ตำรวจ ปส.3 ได้สืบสวนทราบว่าเครือข่ายของ น.ส.อัญชนิสา มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือไปส่งให้ลูกค้า โดยผ่าน จ.นครสวรรค์ จึงทำการสืบสวนจับกุม ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.66 ตำรวจ ปส.3 ได้ร่วมกันตั้งด่านตรวจค้น บริเวณถนนพหลโยธินขาเข้า ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ จนกระทั่งเวลาประมาณ 09.10 น. ได้พบรถยนต์กระบะบรรทุกข้าวโพด ยี่ห้อ โตโยต้า รีโว่ สีขาว ทะเบียน 3 ฒต 9xx กทม. ขับขี่เข้ามาบริเวณหน้าด่านตรวจ โดยมี น.ส.อัญชนิสา เป็นผู้ขับขี่ และ น.ส.บุญญิสา นั่งไปด้วย และแสดงอาการพิรุธ จึงได้เรียกตรวจค้น จากการสอบถามผู้ขับขี่แจ้งว่ารับข้าวโพดมาจาก จ.เชียงราย จะนำไปส่งที่ตลาดไทตำรวจชุดจับกุมสังเกตเห็นว่า ข้าวโพดไม่ได้เรียงทับถม และส่งกลิ่นเหม็น จึงได้นำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าทำการเอ็กซ์เรย์ยาเสพติด ที่ตั้งอยู่ในด่านตรวจพยุหะคีรี ผลการเอ็กซ์เรย์และการตรวจค้นพบวัตถุสิ่งแปลกปลอมลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยม มากับข้าวโพดจึงได้นำรถรถยนต์คันดังกล่าวมาตรวจค้น ผลปรากฏว่าพบยาบ้า 1.5 ล้านเม็ด โดยมีข้าวโพดปิดทับอำพรางไว้แล้วปิดคลุมด้วยผ้าใบสีเข้ม จากนั้นจึงจับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน ปส.3 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

รายที่ 3 สืบเนื่องจาก ตำรวจ ปส.2 ร่วมกับ บก.ขส. ได้จับกุมเครือข่ายยาเสพติด ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา จากนั้นได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่านายตะวันหรือเปียว กับพวก มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดนภาคอีสานเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยใช้รถตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคอมมิวเตอร์ สีขาว ทะเบียน ฮง-77XX กทม. เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ จึงได้ร่วมกันวางแผนการจับกุม วางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่ากลุ่มนายตะวัน จะใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ จนกระทั่งวันที่ 18 ก.ค.66 เวลากลางคืน ต่อเนื่องวันที่ 19 ก.ค.66 พบรถคันเป้าหมายในเขตพื้นที่ จ.มหาสารคาม ขับมุ่งหน้ามุ่งหน้าไป จ.บุรีรัมย์ จนเข้าเขต จ.นครราชสีมา จึงได้สกัดจับกุมได้ที่บริเวณสถานีน้ำมันในพื้นที่ ต.หนองหัวแรต อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา โดยมีนายตะวันหรือเปียว (เป็นผู้ขับขี่)  นางสาวพัณณิตา หรือแป้ง (นั่งคู่คนขับ) และมีนายมาโนช หรือดิว    (นอนอยู่ด้านหลัง)  พร้อมของกลางเป็นยาเสพติด ไอซ์ 300 กก. บรรจุในกระสอบ จำนวน 8 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ และอาวุธปืนไรเฟิล 1 กระบอก และปืนสั้น 1 กระบอก จากนั้นจึงจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่ง พงส.ปส.2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 4   ตำรวจ ปส.4 (นปส.ภูเก็ต) ได้สืบสวนขยายผลจากการตรวจยึดยาเสพติด ที่ส่งทางไปรษณีย์พัสดุภัณฑ์ ในภาคใต้ จนทราบว่านายเนติกร และ น.ส.พรนำภา มีพฤติการณ์ลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านทางไปรษณีย์พัสดุภัณฑ์ โดยใช้รถยนต์ ทะเบียน กอ 1XXX ภูเก็ต เป็นพาหนะ จึงได้ติดตามเฝ้าระวังบุคคลและรถยนต์คันดังกล่าว จนกระทั่งทราบว่า นายเนติกร และ น.ส.พรนำภา ได้ขับรถยนต์ ทะเบียน กอ 1XXX ภูเก็ต จะไปรับยาเสพติดที่   จ.สมุทรสาคร จึงประสานให้ตำรวจ ปส.4 ประจำด่านยานพาหนะชุมพร สกัดจับรถคันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 7 ก.ค.66 ตำรวจ ปส.4 ประจำด่านยานพาหนะชุมพร สามารถสกัดจับกุมรถคันดังกล่าวได้ จากการตรวจค้น  พบยาบ้าประมาณ 200 เม็ด และไอซ์ประมาณ 38 กรัม และพบสลิปการส่งพัสดุ จากการสอบถามนายเนติกร และ น.ส.พรนำภา รับว่าไปรับยาเสพติดที่ จ.สมุทรสาคร โดยพัสดุได้ถูกส่งให้กับลูกค้าพื้นที่ จ.ระนอง,จ.สุราษฎร์ธานี ,จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต ตำรวจ ปส.4 จึงขยายผลไปตรวจยึดพัสดุที่ศูนย์กระจายสินค้า บริษัท Flash Express จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 5 กล่อง ของกลางยาบ้า ประมาณ 160,000 เม็ด และ ไอซ์ 10 กก. จึงจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.ปส.4 เพื่อดำเนินการขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

รายที่ 5   ตำรวจ ปส.4 ได้ทำการสืบสวนพบว่า มีกลุ่มผู้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคใต้ได้เดินทางไปรับยาเสพติดจากพื้นที่ภาคกลางและจะนำส่งผู้รับในพื้นที่จังหวัดภาคใต้โดยใช้รถยนต์ ทะเบียน 3ขบ 4xxx กทม. เป็นพาหนะ และได้ทำการเปลี่ยนทะเบียนรถคันเดียวกัน เป็น กท 8xxx ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาพบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กท 8xxx ประจวบคีรีขันธ์ บริเวณทางหลวงสาย 41 อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช จึงตั้งจุดสกัดบริเวณแยกหนองดี ต.ทุ่งสง อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช จนกระทั่งวันที่ 15 ก.ค.66 รถยนต์เป้าหมาย ยังไม่เข้าจุดสกัด จากการสืบสวนติดตาม ทราบว่า รถคันดังกล่าวได้เปลี่ยนป้ายทะเบียน เป็นทะเบียน 3ขบ 4xxx กทม. และขับหลบหนีมุ่งหน้า อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจ ปส.4 จึงติดตามไปจนถึงพื้นที่ ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช และพบรถคันดังกล่าว จึงเรียกให้หยุดรถเพื่อทำการตรวจค้น จากการตรวจค้นพบยาบ้า 1,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณเบาะหลัง ทราบชื่อนายจนุมาศ เป็นผู้ขับขี่ และ น.ส.เบญจวรรณ นั่งข้างคนขับ จากการสอบถาม ผู้ต้องหาทั้งสองรับว่าได้รับยาเสพติดมาจาก จ.สิงห์บุรี เพื่อนำส่งผู้รับที่ จ.สงขลา จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่ง พงส.ปส.4 ดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

ส่วนรายที่ 6   ก่อนการจับกุม ตำรวจ ปส.4 ทำการสืบสวนทราบว่า จะมีพัสดุบรรจุยาเสพติด ส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชน(Kerry Express) จาก จ.เชียงราย ส่งไปยังผู้รับพื้นที่จังหวัดสงขลา จำนวน 1 กล่อง ตำรวจ ปส.4    จึงติดตามพัสดุ โดยประสานกับบริษัท Kerry Express สาขาเกาะยอ ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา จากการตรวจสอบพัสดุ พบว่าหน้ากล่องระบุ ผู้ส่ง “ณัฐนันท์ ผู้รับ คุณเอกชัย ที่อยู่ ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ระบุน้ำหนัก 16.350 กก. กำหนดส่งวันที่  20 ก.ค.66” จากการตรวจสอบชื่อผู้ส่งและผู้รับในระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ไม่พบข้อมูลดังกล่าว ประกอบกับข้อมูลที่น่าเชื่อว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องพัสดุจริง จึงได้ขอความร่วมมือให้เจ้าพนักงานบริษัท Kerry Express ตรวจสอบพัสดุดังกล่าว  ผลการตรวจสอบ พบยาบ้าประมาณ 100,000 เม็ด จึงทำการบันทึกตรวจยึดของกลาง นำส่ง พงส.ปส.4 เพื่อดำเนินคดีและจะขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

นอกจากนี้ ในห้วงเดือน ก.ค.66 ตำรวจ ปส. ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น รวม 67 จุด ทั่วประเทศ ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี อุดรธานี ชลบุรี นครพนม เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ สงขลา ฯลฯ โดย บก.ปส. 3 ปิดล้อมตรวจค้น 31 เป้าหมาย จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติด 4 ราย ยึดอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบ เช่น รถยนต์ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่ากว่า 19 ล้านบาท และ บก.ปส.2 ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น 36 จุด  สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย ยึดอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบ ได้แก่ รถยนต์ 7 คัน จยย. 2 คัน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 5 แปลง ที่ดินพร้อมสวนยางพารา 1 แปลง โฉนดที่ดิน 9 ฉบับ บัญชีธนาคารยอดเงิน 1.1 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 116 ล้านบาท   

สรุปผลการจับกุม 6 ราย และปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น มีการจับกุมผู้ต้องหา 20 คน ยึดของกลาง ยาบ้า 6.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 310 กก. ปิดล้อมตรวจค้นกว่า 67 จุด ยึดอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 135 ล้านบาท 

ทั้งนี้ตำรวจ ปส.(NSB) จะสอบสวนเพื่อขย¬ายผลหาผู้สั่งการขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป ขณะที่ยาเสพติดของกลางที่ตรวจยึดมาได้นั้นพนักงานสอบสวนจะส่งไปตรวจพิสูจน์ยังหน่วยที่กำหนดไว้ อาทิ สำนักงาน ป.ป.ส.,กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นยาเสพติดของกลางจะถูกเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อการทำลายต่อไป

4 เด็กไทยสร้างชื่อ!! แข่งขันเคมีโอลิมปิก 2023 ที่ซูริก คว้า 1 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง มีเหรียญกลับประเทศทุกคน

เมื่อวานนี้ (26 ก.ค. 66) เพจ ‘IPST Thailand’ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โพสต์ข้อความแสดงความยินดีกับ 4 เยาวชนตัวแทนของประเทศไทยที่ได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ณ เมืองซูริก สมาพันธรัฐสวิส ระบุว่า…

จากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2566 (55th IChO 2023) ระหว่างวันที่ 16 - 25 กรกฎาคม 2566 ณ เมืองซูริก สมาพันธรัฐสวิส โดยมีผู้เข้าแข่งขันจากประเทศไทย จำนวน 4 คน ผลปรากฎว่าเด็กไทยทั้ง 4 คนสามารถคว้าผลการแข่งขันกลับประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม ดังนี้...

1. นายจิรโรจน์ ชวนะสุนทรพจน์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ได้รับรางวัล เหรียญทอง 🥇
2. นายคณิศร กิรติพงษ์วุฒิ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้รับรางวัล เหรียญเงิน 🥈
3. นายพีรดนย์ แซ่จึง โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  ได้รับรางวัล เหรียญเงิน 🥈
4. นางสาวอมาษญา เลี้ยงบำรุง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้รับรางวัล เหรียญทองแดง 🥉

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ มีคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย...

1. ผศ. ดร.ณัฐพงศ์ ไพบูลย์วรชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีม
2. รศ. ดร.ไพบูลย์ เงินมีศรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองหัวหน้าทีม
3. ผศ. ดร.ไชยา ประสิทธิชัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
4. ผศ. ดร.ศรัญพงศ์ ยิ้มกลั่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้แทนศูนย์ สอวน.
5. นายกฤชพล นิตินัยวินิจ สสวท. ผู้จัดการทีม

ศรชล.สตูล จัดกิจกรรมโครงการ “รักษ์ทะเลบ้านเรา” เพื่อสร้างความรับรู้การอนุรักษ์ทรัพยากรของชาติ และการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลให้กับเยาวชนในพื้นที่จังหวัดสตูล

อาคารเย็นศิระ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล ตำบลคลองขุด อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล พลเรือโท อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3  เป็นประธานกิจกรรมโครงการ “รักษ์ทะเลบ้านเรา” ปลูกฝังสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนรู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลในพื้นที่จังหวัดสตูล โดยมี นาวาเอกแสนย์ไท บัวเนียม รองผู้อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นักเรียนและกำลังพลจากหน่วยต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ร่วมกับ ทัพเรือภาคที่ 3ได้กำหนดจัดกิจกรรม โครงการ“รักษ์ทะเลบ้านเรา” ให้กับเยาวชนนักเรียนในพื้นที่จังหวัดสตูล สร้างความรับรู้ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและปลูกฝังสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชน ได้รู้จักและเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลรวมทั้งช่วยกันดูแลและรักษาไว้ให้ยั่งยืนต่อไป ซึ่งมีเยาวชนนักเรียนในพื้นที่จังหวัดสตูลเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 50 คน มีกิจกรรมประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ ความสำคัญของทรัพยำกรธรรมชาติทางทะเลในท้องถิ่น เช่น ป่าชายเลนแหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์ทะเล เป็นต้น มีการเยี่ยมชมสถานเรียนรู้ต่างๆ  เช่น ศูนย์เรียนรู้ศึกษาธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ล่องเรือชมนกอินทรีย์ทะเลบริเวณคลองตำมะลัง กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกุ้งกุลาดำ จำนวน 90,000 ตัว ศึกษาเรียนรู้ทรัพยากรป่าชายเลนตำมะลังและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน และกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ณ ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 24 อีกด้วย

"เชียงราย" หมายจับชายแดน ตม.เชียงรายรับตัวผู้ต้องหากลับไทย"

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2566ที่ผ่านมา พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผู้กำกับด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงรายได้สั่งการให้ชุดสืบสวน ตม.จว.เชียงรายและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายหลังได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดท่าขี้เหล็กสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าจะมีการส่งตัวผู้ต้องหาจุด

ผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่1โดยถูกดำเนินคดีในประเทศเมียนมาและคดีได้สิ้นสุดแล้วจึงได้ประสานกับทางเจ้าหน้าที่ ตม.จว.เชียงรายเพื่อส่งตัวกลับไทยจากการตรวจสอบในระบบสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติและระบบศูนย์ข้อมูลอาชญากรรมพบว่าเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงรายได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็กประเทศเมียนมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงหมายจับศาลจังหวัดเชียงรายที่จ348/2565ลงวันที่27พฤศจิกายน2565ในความผิดฐาน"วิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อ

ให้พ้นการจับกุมให้นายเสรี มะแสง ดูและรับว่าตนเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับนี้จริงและยังไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับนี้มาก่อนแต่อย่างใดและได้ลักลอบหลบหนีไปยังประเทศเมียนมาตามช่องทางธรรมชาติเขตอำเภอแม่สายโดยไม่ผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใดเจ้าหน้าที่ชุดจับจุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า"ไม่เดินทางเข้ามาหรือออกไปตามช่อทางด่านตรวจคนเข้าเมืองเขตท่าสถานีหรือท้องที่และตามกำหนดเวลาจึงได้เปรียบเทียบปรับ.ณ.ที่ทำการ ตม.จว.เชียงรายและได้ควบคุมตัวนำส่งสถานีตำรวจภูธรแม่สายดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ ๕ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๖

วันอังคารที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๑๕ นาฬิกา กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ ๕ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๖ โดยมี พลเอก เฉลิมพล  ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น ๒ อาคาร ๑ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบนโยบายให้เหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ อย่างเต็มขีดความสามารถและสมพระเกียรติ พร้อมทั้งปลูกฝังกำลังพลทุกนาย ให้มีความจงรักภักดี ปกป้อง พิทักษ์รักษา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนให้ทุกหน่วยบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ในการเสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบสุขให้กับประชาชนในประเทศ 

ในวันนี้ ที่ประชุมฯ ได้รับทราบผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ และแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 

กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ชี้แจงแนวทางดำเนินการด้านการพัฒนาประเทศเพื่อความมั่นคงและช่วยเหลือประชาชนของกองทัพไทย โดยด้านการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน ยึดถือตามนโยบายและแผนความมั่นคงที่ ๑๗ การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ของนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๖-๒๕๗๐ รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ พ.ศ.๒๕๖๖-๒๕๗๐ ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งกองบัญชาการกองทัพไทย มีกลไกการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ กรมกิจการชายแดนทหาร รับผิดชอบงานด้านการจัดระบบป้องกันและการสื่อสาร เพื่อจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน รวมถึงการรักษาความมั่นคงชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา รับผิดชอบงานด้านการพัฒนาประเทศร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน สำหรับการช่วยเหลือประชาชน เมื่อเกิดภัยพิบัติ มีศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับทุกภาคส่วน โดยกองทัพไทย มีศูนย์บัญชาการทางทหาร ทำหน้าที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทย รับผิดชอบด้านการอำนวยการ ประสานงาน สั่งการ และกำกับดูแลการปฏิบัติของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเหล่าทัพ เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่รับผิดชอบ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อสถานการณ์ 

กองทัพบก ได้ชี้แจงแนวทางการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยได้เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างและแผนปฏิบัติการ ด้วยการปรับปรุงแผนบรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๔-๒๕๗๐ รวมถึงแผนบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๖๔ ตลอดจนเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล โดยการให้ความรู้ พัฒนาขีดความสามารถกำลังพล รวมถึงสนับสนุนกำลังพลในการเข้ารับการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในทุกระดับการเกิดภัย อาทิ การเตรียมความพร้อมชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็วและการฝึกแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านการดับไฟป่า (Bush Fire SMEE 2023) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ โดยการจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของกำลังพลในการปฏิบัติงาน รวมถึงการจัดทำโครงการเสริมสร้างชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว ให้มีขีดความสามารถในการค้นหาและกู้ภัยเบื้องต้น เป็นมาตรฐานสากลสามารถปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายพลเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

กองทัพเรือ ได้นำเสนอขีดความสามารถของเรือหลวงช้างในการบรรเทาภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชนซึ่งถือเป็นเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การขนส่งลำเลียง การเป็นเรือบัญชาการ การค้นหาและกู้ภัยทางทะเล รวมทั้งสนับสนุนการช่วยเหลือกู้ภัยเรือดำน้ำ มีความสามารถในการช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัย การอพยพประชาชน สนับสนุนการป้องกันและต่อต้านการก่อการร้ายในทะเลและท่าเรือ โดยมีกำลังพลประจำเรือทั้งสิ้น ๑๙๖ นาย มีคุณลักษณะความยาวตลอดลำ ๒๑๓ เมตร ความกว้าง ๒๘ เมตร กินน้ำลึก ๗ เมตร ระวางขับน้ำสูงสุด ๒๐,๐๐๓ ตัน ทำความเร็ว ๒๓ นอต ทนแรงคลื่นสูงกว่า ๑๔ เมตร มีความเหมาะสมในภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ อาทิ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางอากาศ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ การพักอาศัย การประกอบอาหาร และการช่วยเหลือทางการแพทย์ โดยมีห้องปฏิบัติการแพทย์ จำนวน ๑๑ ห้อง ห้องผู้ป่วย ๓ ห้อง ส่วนรักษา ๘ ห้อง แบ่งเป็นห้อง X-ray ห้องทันตกรรม ห้องศัลยกรรม ห้องตรวจโรค ห้องยา ห้อง LAB ห้องฆ่าเชื้อ และห้องผ่าตัด ซึ่งสามารถรองรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามระดับ ๒ บนเรือได้ เรือหลวงช้างจึงเป็นกำลังสำคัญของกองทัพเรือในการป้องกันประเทศในยามสงครามและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาประเทศ และช่วยเหลือประชาชนในยามสงบได้อย่างสมบูรณ์ 

กองทัพอากาศ ได้ชี้แจงเรื่องการช่วยเหลือประชาชนของกองทัพอากาศ ซึ่งปัจจุบันกองทัพอากาศกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมผ่านแผนปฏิบัติราชการซึ่งมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.๒๕๖๑ ถึง พ.ศ.๒๕๘๐ ด้านการช่วยเหลือประชาชน และบรรเทาสาธารณภัย โดยบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถของกำลังพล เครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้การสนับสนุน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศและองค์การระหว่างประเทศในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาภัยพิบัติทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ได้แก่ การสนับสนุน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศและองค์การระหว่างประเทศในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาภัยพิบัติทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ได้แก่ การสนับสนุนอากาศยานปฏิบัติภารกิจฝนหลวง การสนับสนุนอากาศยานเพื่อปฏิบัติการควบคุมไฟป่า การสนับสนุนอากาศยานในการค้นหาอากาศยานและเรือที่ประสบภัย และการสนับสนุนอากาศยานในการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานผลการปฏิบัติของ ตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริ ในการช่วยเหลือประชาชนในด้านต่าง ๆ อาทิ การให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ ผู้ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนการนำส่งผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ หญิงใกล้คลอดส่งโรงพยาบาล ช่วยคลอดฉุกเฉิน แก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมถึงการเป็นวิทยากรให้ความรู้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การกู้ชีพขั้นพื้นฐาน ความรู้จราจรเบื้องต้น ความปลอดภัยบนท้องถนน ให้แก่เยาวชนและประชาชน ตลอดจนการจัดชุดเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในสถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุภัยพิบัติ และน้ำท่วมขังบนพื้นผิวจราจร โดยตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริได้ทุ่มเทกำลง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top