Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

‘อดีตทูตนริศโรจน์’ ภูมิใจ!! ได้ใช้ภาษาสเปนที่เรียนจากสถาบันการทูตสเปน ทำเพื่อประเทศชาติ ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ อาร์เจนตินา ก่อนเกษียณ

(14 ก.ย. 66) นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ‘Fuangrabil Narisroj’ ว่า...

ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ชีวิตของผมเริ่มเมื่อหลังเกษียณ เพราะเป็นชีวิตที่เป็นอิสระ ได้ทำงานที่ชอบ ได้แสดงออกถึงตัวตนที่ผมเป็นโดยไม่ต้องกังวลถึงหัวโขนใด ๆ อีกต่อไป

ผมดีใจที่ชีวิตหลังเกษียณผมได้มีโอกาสมานั่งเป็นประธานคณะกก.Film Board (คณะที่ 2) สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน กันยายน 2566

ผมภูมิใจที่เป็นส่วนนึงที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศจากอุตสาหกรรมถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยเป็นจำนวนรวมแล้วมากกว่าหมื่นล้านบาท!

ตอนรับราชการชีวิตของผมค่อนข้างอืดหรือช้า กว่าจะได้ขึ้นมาระดับสูงสุดก็โดนเด็กรุ่นหลังลอยข้ามหน้าข้ามตาไปหลายครั้ง แต่ผมก็เจียมตัวไม่ได้ไปโวยวายเรียกร้องอะไร

เจียมเนื้อเจียมตัวเป็นข้าราชการเชื่อง ๆ ที่ทำตามกฏระเบียบทุกอย่าง

ตอนแรกผมก็นึกว่าผมคงเกษียณในตำแหน่งระดับ 9 ที่สถานทูตไทยที่ลาวเสียแล้ว ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร ดีเสียอีกได้อยู่ใกล้เมืองไทย สามารถกลับมาดูแลแม่ที่ไทยได้สะดวกเมื่อมีโอกาส

แต่สุดท้ายผมก็ได้ท่านดอน ปรมัตถ์วินัย อดีตรองนรม.และรมว.กต. ได้เลือกให้ผมไปดำรงตำแหน่งเป็น ออท.ที่อาร์เจนตินา ในระยะเวลา 1 ปี กับ 10 เดือนก่อนเกษียณ ซึ่งถือว่าหวุดหวิด

ซึ่งตรงนี้ผมถือว่าท่านดอนฯ พ้นหน้าที่จาก ครม.แล้ว จึงขอใช้โอกาสนี้เขียนขอบคุณที่ท่านมอบความไว้วางใจมอบหมายให้ผมดำรงตำแหน่งที่ทรงเกียรตินี้

ถึงแม้จะเป็นเวลาเพียงปีกว่า ๆ ก่อนเกษียณ แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ขรก.กต.ทุกคนได้บรรลุเป้าหมายขั้นสูงสุดในชีวิต

สาเหตุที่ท่านเลือกผมมาทราบทีหลังคือ ผมอาวุโสมากกว่าขรก.หลายคนที่เข้า กต. หลังผมหลายปี ท่านเห็นว่าผมช้าเลยต้องการสนับสนุนให้ผมได้เป็นทูตก่อนเกษียณ

สาเหตุที่สำคัญอีกประการ ซึ่งท่านดอนคงมองว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเป็นทูตประจำย่านลาตินอเมริกาใต้คือ

ผมพูดภาษาสเปนได้ เนื่องจากผมได้รับทุนจากรัฐบาลสเปนจนเรียนจบระดับปริญญาโทจากสถาบันการทูตสเปน (La Escuela Diplomatica, España)

ซึ่งเป็นสถาบันทางการทูตที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของยุโรป รองจากสถาบันการทูตที่เวียนนา ออสเตรีย

และผมถือเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่จบระดับปริญญาโทจากสถาบันนี้ (ท่านที่จบคนแรกคือ ท่านทูตกุลกุมุท สิงหรา ณ อยุธยา)

แต่กระนั้นชีวิตการเป็นข้าราชการก็ไม่พ้นเรื่องการนินทา อิจฉาริษยา

มีคนมาเล่าให้ผมฟังว่า ผมวิ่งเพื่อให้ได้มาที่อาร์เจนตินา ซึ่งไม่มีมูลความจริงเลย

ตอนอยู่ที่ลาวผมใจจดจ่อกับการได้อยู่ใกล้แม่มากกว่า เพราะผมเพิ่งเสียพ่อไป และผมห่วงแม่มาก

ผมถึงกับเปรยกับท่านทูตไทยที่ลาวว่าให้ผมเกษียณที่ลาวผมก็โอเค ถึงแม้จะไม่ได้เป็นระดับ 10 ก็ไม่เป็นไร เพราะผมปลงแล้ว อีกประการคือเงินเดือน พขต.ที่ลาวระดับ 9 ยังได้มากกว่า ระดับ 10 ที่อาร์เจนตินา! (เงินเดือน พขต.ที่อาร์เจนตินาได้รับต่ำสุดท้ายตารางน้อยกว่าประเทศอื่น!!)

ตอนช่วงที่ใกล้จะเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผมได้รับการติดต่อทาบทามจากทางสำนักบริหารบุคคลบอกว่า ท่านรมว.กต.อยากให้ผมไปที่อาร์เจนตินา (ตอนนั้นคงมีคนไปบอกท่านว่าผมอยากเกษียณที่ลาว)

ท่านดอนบอกว่าผมเหมาะสมที่สุด เพราะพูดสเปนได้ไปถึงก็ทำงานได้เลย ไม่ต้องไปฝึกเรียนภาษา และเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานมาก

เรื่องแม่ก็ต้องขอฝากให้พี่ชายดูแลแทนไปก่อน ผมก็จ้างคนดูแลแม่เป็นพิเศษอีกต่างหากด้วย ผมก็เลยบอกแม่ แม่ก็บอกว่าให้ไปเถอะไม่ต้องห่วง แม่อยากเห็นผมเป็นทูต ผมก็เลยตกลง

ตรงนี้ขอคุยนิดนึงว่าผมและเพื่อน ๆ ที่ออกเป็นทูตในครั้งนั้น ถือเป็นคณะทูตไทยคณะแรกในแผ่นดินรัชกาลที่ 10 ที่ต้องออกไปเจริญสัมพันธไมตรีในต่างประเทศ ต้องเข้าเฝ้ารับพระราชทานพระราชสาสน์ตราตั้ง รับพระราชทานน้ำมหาสังข์จากพระหัตถ์รดที่กลางกระหม่อม

ได้รับพระราชทานการเจิมที่หน้าผากผมด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ได้รับพระราชทานใบมะตูมเพื่อทัดหู นับเป็นสิริมงคลสูงยิ่งในชีวิตนี้แล้ว ซึ่งผมต้องตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินและสถาบันจนกว่าชีวิตจะหาไม่

และจากการที่ผมเป็นผลิตผลทางการศึกษาจบจากสถาบันการทูตที่สเปน ผมจึงมีเพื่อนร่วมสถาบันที่เป็นนักการทูตจากประเทศลาตินอเมริกาใต้หลายประเทศ รวมทั้งที่อาร์เจนตินาด้วย

ซึ่งปรากฏว่าเมื่อผมเดินทางถึงกรุงบัวโนสไอเรสได้เพียง 3 วัน ผมก็ได้รับแจ้งจากเพื่อนที่ทำงานกรมพิธีอาร์เจนตินาให้ผมได้มีโอกาสเข้ายื่นพระราชสาสน์ตราตั้งต่อประธานาธิบดี Macri แห่งอาร์เจนตินาในสัปดาห์นั้นเอง นับว่าผมเป็นทูตไทยคนแรกที่ออกไปต่างประเทศแล้วได้ยื่นพระราชสาสน์ตราตั้งได้ในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

หมายเหตุ กระบวนการเรื่องยื่นพระราชสาสน์ฯ นี้ บางประเทศทูตต้องรอหลายเดือน บางคนรอเกือบปีถึงจะได้มีโอกาสยื่นพระราชสาสน์ฯ

ขอย้อนกลับไปตอนที่ผมบอกว่ามีคนนินทาว่าผมวิ่ง ซึ่งคนที่พูดนั้นผมรู้ว่าเป็นใคร เป็นเพื่อนร่วมอาชีพที่อายุน้อยกว่าผมหลายปี เข้า กต.หลังผลหลายปี อาวุโสน้อยกว่าผม จำนวนปีในการทำงานน้อยกว่าผม และที่สำคัญคือเขาพูดภาษาสเปนไม่ได้เลย รู้แต่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว

แต่ผมก็ไม่สนใจเพราะถือว่าผู้ใหญ่ท่านไว้วางใจและเลือกผมให้ทำงานที่ผมถนัดที่สุดแล้ว

ซึ่งก็จริงเพราะในบรรดาทูตประเทศ ASEAN ทั้งหมดมีผมคนเดียวที่พูดภาษาสเปนได้ นอกจากนี้ในบรรดาทูตจากเอเชีย ก็มีทูตจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ที่พูดภาษาสเปนได้คล่อง เพราะประเทศเหล่านี้ถือเป็นนโยบายเชิงบังคับเลยว่าคณะทูตที่ไปประจำการในภูมิภาคใดต้องพูดสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้นได้ พวกเขาพอไปถึงก็ทำงานได้เลยไม่ต้องรอไปเรียนภาษา

วันนี้ถือโอกาสเขียนยาวหน่อยเพื่อระบายความในใจที่เก็บมานาน เพราะเห็นว่าเปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนครม.แล้ว เลยอยากเล่าเพื่อเคลียร์สิ่งต่าง ๆ ในใจ และเพื่อขอบคุณท่านดอน ปรมัตถ์วินัย อดีตรองนรม.และรมว.กต.ที่ได้เลือกให้ผมไปเป็นทูตที่อาร์เจนตินาครับ

ผมเองผ่านร้อนหนาวมาเยอะ ผ่านการถูกบุลลี่จากบุคคลต่าง ๆ แม้กระทั่งจากเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็นแค่ ‘ทูตปลายแถว’ เป็นพวกแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน !!! ผมรับทราบรับรู้ทั้งหมด เพราะโลกนี้ไม่มีความลับ

ก็ขออวยพรให้เขาเหล่านั้นโชคดี ผมไม่ถือโกรธใดๆ อโหสิให้ แต่แค่ผมไม่เคยลืมเท่านั้นเอง

'กองทุนดี' จัดอบรมเติมความรู้บุคลากรต่อเนื่อง เตรียมพร้อมประเมินผลงานทุนหมุนเวียน ปี 67

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เติมความรู้ให้กับบุคลากรของกองทุน จัดฝึกอบรมในหัวข้อ ‘การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนและแนวทางการปรับปรุง และพัฒนาดำเนินงาน’ ภายใต้โครงการกำกับ ติดตาม บริหารจัดการแผนงานและตัวชี้วัดของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีคณะที่ปรึกษาจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการอบรม

นางสุรีพร พรโสภณวิชญ์ ผู้อำนวยการกองบริหาร กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงการฝึกอบรมในครั้งนี้ว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 มาตรา 31 กำหนดให้กรมบัญชีกลางมีหน้าที่ประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนที่ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลเป็นประจำทุกปี ซึ่งกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะต้องดำเนินการตามตัวชี้วัด พร้อมทั้งรายงานผลการประเมินผลการดำเนินงานของทุนหมุนเวียน เป็นรายไตรมาส และรายงานผลประจำปีงบประมาณ ซึ่งผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปีบัญชี 2565 ของกองทุนฯ ในภาพรวมมีผลการประเมินเฉลี่ยเท่ากับ 3.6595 คะแนน 

ทั้งนี้ สำหรับปีบัญชี 2566 กองทุนฯ อยู่ระหว่างการรวบรวมและจัดทำรายงานผลการดำเนินงานตัวชี้วัดภายในสิ้นปีบัญชี พร้อมทั้ง กองทุนฯ ได้มีการกำหนดตัวชี้วัดร่วมกับกรมบัญชีกลาง และบริษัทที่ปรึกษา (บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด) เพื่อเป็นกรอบการประเมินผลการดำเนินงาน ประจำปีบัญชี 2567 ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมิน ในปีถัดไป ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้กำหนดจัดอบรมการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน และแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานของกองทุนฯ ในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ให้กับบุคลากรของกองทุน นำไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งประกอบไปด้วยหัวข้อ ‘แนวทางการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานเพื่อยกระดับการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนของกองทุนฯ’, ‘การบริหารจัดการความเสี่ยงและการควบคุมภายใน’ และ ‘หลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปี 2567’   

นางสุรีพร พรโสภณวิชญ์ ผู้อำนวยการกองบริหาร กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวต่อไปว่า กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับบุคลากรของกองทุน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมตามหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่กำหนด นำไปสู่การปฏิบัติ ได้อย่างเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในปีถัดไป

ไทยเฮ!! นานาชาติประชุมมรดกโลก หนุนปรับเขต ‘อช.ทับลาน’ เพื่ออนุรักษ์ ‘ดงพญาเย็น-เขาใหญ่’ ไม่ให้อยู่ในภาวะอันตราย

(14 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงาน การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ในวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมในวันที่ 3 โดยมีนายพืชภพ มงคลนาวิน รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นางรุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ รองอธิบดีกรมอุทยานเเห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำคณะผู้เเทนไทย จากกระทรวงการต่างประเทศ กรมอุทยานเเห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักงานนโยบายและเเผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เข้าร่วมการประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วาระการพิจารณาที่สำคัญ ในวันนี้คือ การพิจารณารายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกภาวะอันตราย ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ก.ย. และการพิจารณารายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก

โดยคณะผู้แทนไทยได้ให้การสนับสนุนการขอปรับแก้ไข ร่างข้อมติ ของประเทศต่าง ๆ และเห็นชอบต่อการเลื่อนการพิจารณารายงานฯ ‘Medieval Monuments in Kosovo’ แหล่งของเซอร์เบีย

ทั้งนี้ ได้มีการพิจารณารายงานฯ พื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ ของไทย ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบต่อข้อเสนอของไทยในการปรับแก้ไข (ร่าง) ข้อมติ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การปรับขอบเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานจะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณค่าของพื้นที่ และสถานภาพของแหล่งมรดกโลกแห่งนี้

โดยคณะกรรมการมรดกโลกมีข้อห่วงกังวล และเน้นย้ำให้ไทยดำเนินการตามแนวทาง การดำเนินงานของอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ซึ่งหากเพิกเฉยอาจนำไปสู่การขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในภาวะอันตรายได้

โดยอินเดียได้เป็นผู้ยื่นคำขอปรับแก้ไขร่างวาระดังกล่าวตามที่ไทยได้ชี้แจง และมีสมาชิกกรรมการมรดกโลกให้การสนับสนุน ได้แก่ ญี่ปุ่น, โอมาน, บัลแกเรีย, อียิปต์, เอธิโอเปีย, กาตาร์, มารี, แอฟริกาใต้, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์, รวันดา, แซมเบีย, ไนจีเรีย และซาอุดีอาระเบีย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าสร้างวัคซีนไซเบอร์ให้ประชาชน ลงนาม MOU  สร้างหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ป้องกันภัยไซเบอร์

วานนี้ (13 ก.ย.66) เวลา 16.00 น. พลตำรวจเอกดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ ศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เรื่อง การพัฒนากิจกรรม/หลักสูตร/รายวิชาศึกษาทั่วไปเกี่ยวกับความรู้ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ณ ห้องประชุม 202 อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี พลตำรวจโท ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, รองศาสตราจารย์ ดร. สุวิธิดา  จรุงเกียรติกุล  ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาทั่วไปจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  พร้อมคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  จากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนจากภาคเอกชน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ

ทั้งนี้ ตามนโยบาย พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ที่ตระหนักถึงความสำคัญโดยสั่งการบูรณาการความร่วมมือ และผนึกกำลังทุกภาคส่วนเร่งสร้างเสริมภูมิคุ้มกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน นั้น พลตำรวจเอก สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยพลตำรวจโท ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงเร่งดำเนินการประสานงานไปยังทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อผนึกกำลังสร้างเสริมภูมิคุ้มกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสถานบันการศึกษาต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจ ไปยังกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดจัดพิธีลงนามดังกล่าว เพื่อร่วมกันออกแบบกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาหลักสูตรและการจัดอบรมองค์ความรู้ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วนให้มีความรู้ความสามารถรับมือกับความเสี่ยงและภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนทางวิชาการ

ตร.จราจรโครงการพระราชดำริ พา ‘คุณหมอ’ ฝ่าสายฝนข้ามจังหวัด นำส่ง ‘หัวใจ’ ให้คนไข้ผ่าตัด ท่ามกลางการจราจรติดขัด-เวลาจำกัด

เมื่อไม่นานนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองบังคับการตำรวจจราจร อำนวยความสะดวกการจราจรเร่งนำส่งอวัยวะหัวใจส่ง รพ.ศิริราช ได้ทันเวลา

โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 66 เวลาประมาณ 17.35 น. ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริได้รับการประสานงานจากศูนย์บริจาคอวัยวะ รพ.สมุทรสาคร ผ่านศูนย์วิทยุจราจรโครงการพระราชดำริ แจ้งว่าขอสนับสนุนนำอวัยวะหัวใจจาก รพ.สมุทรสาคร ส่งยัง รพ.ศิริราช หลังจากรับแจ้ง ตำรวจโครงการพระราชดำริได้นำกำลังตำรวจไปรอรับที่ รพ.สมุทรสาคร เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจร เร่งนำส่งอวัยวะหัวใจไปยัง รพ.ศิริราช แต่การนำส่งหัวใจในครั้งนี้เหลือเวลาที่จำกัด และเป็นเวลาช่วงเย็นที่มีฝนตก สภาพการจราจรค่อนข้างหนาแน่น คุณหมอจึงตัดสินใจนำอวัยวะหัวใจขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ

โดยมี ร.ต.ต.ศักดิ์ชาย กระแสร์ญาณ เป็นผู้ขับขี่มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเป้าหมายทันที ระหว่างทางมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ทั้งหมอ และตำรวจทุกนายก็มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาหัวใจดวงนี้ไปยัง รพ.ที่หมาย รวมถึงได้รับความร่วมมือจากตำรวจจราจร สน.ท้องที่ ในเส้นทางทุกพื้นที่ และผู้ใช้เส้นทางที่ช่วยเปิดทางให้จนภารกิจชีวิตในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

พล.ต.ท.นิธิธรกล่าวว่า ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริได้เปิดเส้นทางนำส่งอวัยวะหัวใจ ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่ผ่าตัดหัวใจของผู้บริจาค จนกระทั่งปลูกถ่ายให้ผู้รับ มีเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น (อวัยวะหัวใจหากทำการผ่าตัดออกมาจากร่างกายของผู้บริจาคแล้วจะอยู่ได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง นับจากเวลาที่ปิดทางเดินเลือดในการผ่าตัดหัวใจของผู้บริจาค จนกระทั่งเปิดให้เลือดผ่านหัวใจใหม่ในร่างกายของผู้รับการปลูกถ่าย) จึงเป็นภารกิจที่ต้องแข่งกับเวลา

กรณีนำส่งอวัยวะหัวใจในครั้งนี้ นับเป็นรายที่ 73 แล้ว ที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำรินำส่งอวัยวะลุล่วงจนแพทย์สามารถปลูกถ่ายหัวใจ ต่อชีวิตใหม่ให้กับผู้รับบริจาคได้

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศจร.ตร. ได้ชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ของทีมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ มีทักษะคล่องแคล่ว สามารถให้ความช่วยเหลือ เป็นที่พึ่งของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งตัวอย่างของตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตอาสาบริการ มีมาตรฐานสากล ตามแนวทางการสร้าง ‘สุภาพบุรุษจราจร’ ที่ ศจร.ตร.กำลังขับเคลื่อนสร้างมาตรฐานตำรวจจราจรทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการบริการประชาชน สร้างความเชื่อถือศรัทธา และนำไปสู่การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในที่สุด

นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิธิธรกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังมีผู้รอรับการบริจาคอวัยวะอยู่มากกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย เพราะการบริจาคอวัยวะแก่เพื่อนมนุษย์ คือที่สุดแห่งการให้ โดยตำรวจจราจรพร้อมสานต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาค และเติมเต็มความหวังของผู้รับบริจาค เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชีวิตใหม่ อำนวยความสะดวกนำทางส่งต่ออวัยวะสำคัญ

'มือเศรษฐกิจจุลภาค' ชี้!! จ่ายเงินสองรอบ ผลดีผู้กู้ ช่วยให้ลดเงินต้นและดอกเบี้ยได้อย่างรวดเร็ว

(14 ก.ย. 66) นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ มือเศรษฐกิจจุลภาค อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Ta Plus Sirikulpisut' ระบุว่า...

ความเห็นของคุณ ศิริกัญญา แสดงให้เห็นว่าท่านไม่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจการเงินจริง ๆ

การจ่ายเงินเดือน สองรอบในหนึ่งเดือน ถ้าหากทำได้จะเพิ่มสภาพคล่องให้ ผู้รับเงินเดือน และหากผู้มีเงินกู้ ให้ตัดส่งยอดเพิ่มในกลางเดือน โดยหารสองจากที่เคยส่งเดือนละครั้งเป็นเดือนละสองครั้ง จะส่งผลให้ลดเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว

ขอให้กระทรวงการคลังทำให้ครบวงจร จะช่วยลดภาระได้มากครับ

เทียบมุมมอง 'หมอชลน่าน - ปกรณ์วุฒิ' กรณีอนาคตประชากรไทย ภายใต้สังคมผู้สูงอายุพุ่ง อัตราการเกิดต่ำ สั่นคลอนความสมดุล

(13 ก.ย.66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'ถือแถน ประสพโชค' ได้โพสต์คำพูดความคิดเห็นของ 2 คนจาก 2 พรรค (นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข และ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล) ที่สะท้อนถึงการมองปัญหาของสังคมและปัญหาของประเทศที่แตกต่าง ไว้ว่า...

สภาพสังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดต่ำ คนวัยทำงานมีน้อยลง ภาระพึ่งพิงมากขึ้น เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ

สภาวะทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนวัยเจริญพันธุ์ไม่อยากมีลูก จนกลายมาเป็นฐานคิดว่าลูกมากจะยากจนอย่างที่หมอชลน่านพูด

ซึ่งมันเป็นปัญหาที่รัฐจะทำอย่างไร จึงจะสามารถแก้ปัญหาไม่ให้เกิดภาวะการมีลูกแล้วกลายเป็นภาระ โดยรัฐจะต้องมีมาตรการออกมาช่วยเหลือ มาช่วยให้โครงสร้างประชากรเป็นโครงสร้างที่สมดุล ซึ่งจะส่งผลต่อประเทศในอนาคต

แต่อีกคนจากอีกพรรคไปมองว่า การแต่งงานการมีลูกจะไปบังคับกันไม่ได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นไปเลย

เพราะการสร้างครอบครัว การจะเป็นครอบครัวขยาย ไม่มีรัฐที่ไหนจะไปบังคับให้ใครมีลูก

รัฐทำได้เพียงทำมาตรการส่งเสริม สร้างสวัสดิการที่ดีไว้สำหรับเด็กที่เกิดขึ้นมา สร้างการศึกษาที่ดี สร้างการเรียนฟรีที่ฟรีจริงๆ สร้างสภาวะสังคมที่ดีปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อให้คู่ชีวิตวัยหนุ่มสาวอยากมีครอบครัวอยากมีลูก และมีลูกมากก็ยังไม่ยากจน

สังคมบ้านเราปัจจุบันเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว และอัตราการเกิดต่ำมีเด็กน้อย โรงเรียนร้างไม่มีเด็กๆ มีอยู่ทั่วไปเต็มไปหมด แถวบ้านผม โรงเรียนประถมตามบ้านนอก เด็กที่เรียนอยู่เกินครึ่งเป็นลูกหลานของแรงงานต่างชาติ ส่วนโรงเรียนเอกชนนานาชาติในเมืองเกินครึ่งเป็นลูกหลานคนจีนที่มาเรียนในไทย

ถ้าเราปล่อยให้โครงสร้างประชากรในประเทศอยู่ในสภาพนี้ อนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร

พรรคที่หาเสียงจะแก้โครงสร้าง แต่ดูทัศนะแล้วเหมือนยังไม่เข้าใจโครงสร้างเลย จะเอาแต่สิทธิ์แต่เหมือนไม่รู้หน้าที่

'ทร.' แจง 'ก้าวไกล' เหตุยกเลิก 'จ้างกู้-ลำเลียง' รล.สุโขทัย เพราะไม่มีรายใด ยื่นเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามเงื่อนไข

(13 ก.ย.66) พล.ร.อ. ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่าตามที่ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหล่าทัพ โดยช่วงหนึ่งของการอภิปราย กล่าวถึงการกู้เรือหลวงสุโขทัย ว่า...

"กองทัพเรือได้เปิดประมูลกู้ เรือหลวงสุโขทัย ภายหลังได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 200 ล้านบาท โดยมีผู้ยื่นซองประมูลจำนวน 16 ราย ซึ่งได้มีการนัดยื่นซอง ประกวดราคาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 66  แต่ต่อมา ในวันที่ 8 ก.ย. 66 มีประกาศจากกองเรือยุทธการ ยกเลิกประมูล โดยไม่แจ้งเหตุผล ไม่ทำ TOR ไม่เปิดเชิญชวนใหม่ แต่ให้คนเคยยื่นซองยื่นไปใหม่ราคาเดิม ทำให้เกิดข้อสงสัย ว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส"

พล.ร.อ.ปกครอง กล่าวว่า การกู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัยนั้น กองทัพเรือ ได้อนุมัติหลักการและงบประมาณในการจ้างกู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัย โดยให้กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยถืองบประมาณ 

ในการนี้กองเรือยุทธการได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางคณะกรรมการกำหนดร่างขอบเขตของงานหรือ TOR และกำหนดคุณลักษณะรวมถึงรายละเอียดการจ้างกู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัย เพื่อดำเนินการจัดทำราคากลางและ TOR งานจ้างกู้และลำเลียง ซึ่งคณะกรรมการจ้างโดยวิธีคัดเลือกได้มีหนังสือเชิญชวนเสนอราคาถึงผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดจำนวน 14 ราย โดยได้กำหนดยื่นวิจารณ์ขอบเขตของงานภายในวันที่ 15 ส.ค.66 รับฟังคำชี้แจงจากการวิจารณ์ขอบเขตของงานในวันที่ 18 ส.ค.66 และยื่นข้อเสนอในวันที่ 25 ส.ค. 66 โดยเมื่อถึงกำหนดวันเวลายื่นซองข้อเสนอปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย 

จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการยื่นข้อเสนอของทั้ง 6 ราย พบว่าไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอรายใดยื่นเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนด จึงไม่มีการพิจารณาข้อเสนอทางด้านเทคนิคและข้อเสนอทางด้านราคา คณะกรรมการฯ จึงได้ยกเลิกการจ้างและลำเลียงเรือหลวงสุโขทัยในครั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และจะมีการประกาศเพื่อคัดเลือกใหม่ในโอกาสต่อไป โดยทางคณะกรรมการจัดจ้าง จะให้ทุกบริษัทที่สนใจ ยื่นซองใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยไม่มีการปิดกั้นบริษัทใดๆ ทั้งสิ้น

"การกู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัยรวมถึงการจัดหายุทโธปกรณ์ต่างๆ นั้น กองทัพเรือมีนโยบายในการจัดหาด้วยความโปร่งใส มีเอกสารหลักฐานการดำเนินงานอย่างชัดเจน มีขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งในส่วนของการ จ้าง กู้และลำเลียงเรือหลวงสุโขทัย หากมีความคืบหน้าจะได้มีการชี้แจงให้สื่อมวลชนได้ทราบในโอกาสต่อไป" พล.ร.อ.ปกครอง กล่าว

‘หมอประชา’ ยกเคสหญิงโสดวัย 57 ‘พูดจาสับสน-สมองตายหลายจุด’ ตรวจพบมะเร็งรังไข่-ลิ่มเลือดอุดตัน เหตุ ‘ไม่มีลูก-ไม่มีเซ็กซ์’

(13 ก.ย. 66) ผนพ.ประชา กัญญาประสิทธิ์ ประสาทศัลยแพทย์ แพทย์ชำนาญเฉพาะทางศัลยกรรมโรคหลอดเลือดสมอง รพ.เชียงใหม่ ได้โพสต์คลิป เตือนภัยสาวโสดผ่าน Tiktok @doctor.pracha_neuro_surg โดยระบุว่า “สาวโสดโปรดระวัง โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้ใช้รังไข่”

โดย นพ.ประชา ได้ยกกรณีศึกษาเป็นผู้ป่วยหญิงอายุ 57 ปี อยู่ในอาการพูดจาสับสน คนไข้อยู่คนเดียว มีสถานะเป็นโสด สแกน MRI พบว่ามีสมองตายหลายจุด ในบางตำแหน่งทำให้ตามัว เนื่องจากสมองซีกซ้ายนั้นควบคุมภาษา ทำให้คนไข้พูดจาเปลี่ยนไป ผลเลือดมีโซเดียมต่ำ ไตเริ่มเสื่อมเพราะกินน้ำน้อย เม็ดเลือดแดงต่ำเพราะเริ่มซีดนิดหน่อย มีแคลเซียมในเลือดสูงมา

เคสนี้บินมาเพราะญาติร้อนใจหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมสมองตายมากขนาดนี้ อัลตราซาวนด์พบว่าผู้ป่วยมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ในอุ้งเชิงกราน อายุ 57 ปีคงไม่ใช่ตั้งท้อง ผลการตรวจชิ้นเนื้อพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดไปอุดตันอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย แคลเซียมก็สูงมากและอุดตันที่ขาทั้งสองข้างทำให้ขาบวม รวมถึงที่สมอง

คุณหมอได้ทิ้งท้ายไว้ว่า โรคมะเร็งรังไข่มักเป็นในผู้หญิงที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ดังนั้นหญิงไม่มีบุตรและสาวโสดมีความเสี่ยง จึงต้องพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำ”

ก.แรงงาน คว้ารางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา – นาวาทอง” ปี 2566 

วันที่ 13 กันยายน 2566 เวลา 10.00 น. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน รับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐระดับกระทรวง ด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ  รางวัล “สำเภา – นาวาทอง”ประจำปี 2566 พร้อมด้วยนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน ร่วมรับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐระดับกรม โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิชัยพัฒนา เป็นประธานการมอบรางวัล ณ หอประชุม ชั้น 7 อาคาร 23 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถนนวิภาวดี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

สำหรับการมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา – นาวาทอง”ประจำปี 2566 ในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อคัดเลือกส่วนราชการที่ปรับปรุงกระบวนงานและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผลเพื่อรับรางวัล เชิดชูเกียรติและประชาสัมพันธ์หน่วยงานที่ได้รับรางวัล และสร้างความร่วมมือและกระบวนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยโล่รางวัลแบ่งเป็นรางวัลหน่วยงานระดับกระทรวง รางวัลหน่วยงานระดับกรม รางวัลหน่วยงานเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนงาน(สำนัก/กอง) และรางวัลระดับภูมิภาค

ทั้งนี้กระทรวงแรงงานมีหน่วยงานในสังกัด 2 หน่วยงาน ร่วมรับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐระดับภูมิภาคได้แก่ กรมการจัดหางาน และสำนักงานประกันสังคม รายชื่อผู้รับมอบดังนี้ นางธนพร สุวรรณโณ จัดหางานจังหวัดนครนายก และนางสาวนฤมล บุญมี ประกันสังคมจังหวัดนครปฐม ร่วมรับมอบ

ในส่วนของกระทรวงแรงงานคณะกรรมการตัดสินรางวัลฯ มีมติมอบรางวัลหน่วยงานระดับกระทรวงให้กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ได้ดำเนินการปลดล็อคกฎหมาย ระเบียบ ช่วยลดปัญหาอุปสรรคและอำนวยความสะดวกการดำเนินภาคธุรกิจจนเห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งรางวัลดังกล่าวถือเป็นการให้กำลังใจและเชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่ช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top