Sunday, 26 July 2026
NEWS FEED

สตม. จัดพิธีแสดงความอาลัยและลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวานนี้ (3 พ.ย.68) เวลา 11.00 น. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้จัดพิธีแสดงความอาลัยและลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ ตร. (เมืองทองธานี) โดยมี พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประกอบด้วย พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ศ. ช่วยราชการ สตม., ผบก.ตม.1-3, ผบก.อก.สตม., ผบก.สส.สตม., ผบก.ศท.ตม. และ ผบก.ศฝร.ตม., รอง ผบก., ผกก. และข้าราชการตำรวจในสังกัด สตม. เข้าร่วมพิธีดังกล่าว เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมการรับ–ส่งทหารใหม่ มทบ.26 จังหวัดบุรีรัมย์

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการ รับ–ส่งทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/258 ณ มณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุย และให้กำลังใจกับญาติและครอบครัวของน้อง ๆ ทหารกองประจำการ พร้อมกล่าวสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า “กองทัพจะดูแลลูกหลานของทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะเราทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน”

ทั้งนี้ การรับ–ส่งทหารกองเกินในครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ภายใต้ความร่วมมือของทุกส่วน เพื่อเตรียมกำลังพลเข้ารับการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ตามระเบียบของกองทัพบก โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกให้ความสำคัญกับการดูแลน้องทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ     

            

นครพนม -นบ.ยส.24 แถลงข่าวจับกุมขบวนการค้ายา  2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน10 กระสอบ น้ำหนัก 490 กก. 

เมื่อวานนี้ (3 พ.ย. 68) เวลา 1900 กองทัพภาคที่ 2 โดย พลโท วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) โดยมอบหมายให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมแถลงข่าวกรณี กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายา จำนวน  2 ราย พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 10 กระสอบ น้ำหนัก  490 กิโลกรัม ในพื้นที่ จังหวัดนครพนม พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยมี พลตำรวจตรี วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 (ผบก.ตชด.ภาค 2) เป็นประธานการแถลงข่าว ณ กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

โดยทางด้านแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นย้ำการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เชิงรุก พร้อมเฝ้าระวังปราบปรามยาเสพติด ให้น้อยลงหรือหมดไป ตามนโยบายของรัฐบาล 

โดยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการ ในการปราบปรามยาเสพติด กดดันปราบปรามจับกุมผู้ค้า และผู้เสพยาเสพติดอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก การเฝ้าระวัง ป้องกันปราบปราม เพื่อให้ยาเสพติดเหล่านี้ลดให้น้อยลงที่สุด ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ภาคประชาชน ฯลฯ ต่างร่วมมือกันเป็นอย่างดี ทั้งการแจ้งข่าวให้กำลังพล ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในแต่ละครั้งสำเร็จไปได้ด้วยดี

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ จังหวัดนครราชสีมา

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568 ในพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา เพื่อรับฟังการรายงานความก้าวหน้าการฝึกฯ และให้โอวาทแก่ทหารใหม่

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุยและให้กำลังใจทหารใหม่ พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยฝึกดำเนินการฝึกตามระเบียบแบบธรรมเนียมทหาร และปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพบกอย่างเคร่งครัด 

อีกทั้ง ให้ความสำคัญกับการดูแลทหารใหม่ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต 93 ยูนิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ บริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2535 และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามของโรงพยาบาลว่า “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” 

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ท่านทรงงานเพื่อยกระดับสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีส่วนสำคัญต่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข พวกเราเหล่าข้าราชการใน รพฯ ได้ยึดถือแนวทางของพระองค์ท่านในการปฏิบัติงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

กิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยมีข้าราชการ และลูกจ้าง รพ.ฯ ร่วมบริจาคโลหิต จำนวน 93 ยูนิท เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลฯ  ณ ห้องรับบริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

ท่ามกลางข้อถกเถียงและกังวล “กระทบคนรุ่นใหม่–ภาระงบประมาณรัฐ” สุดท้ายอาจเคาะแนวทาง ‘สมัครใจ’

เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้หยิบยกแนวคิด “ขยายอายุเกษียณราชการพลเรือนจาก 60 ปีเป็น 65 ปี” ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเพื่อใช้ศักยภาพของบุคลากรที่ยังมีความสามารถในการทำงานต่อไปได้อย่างเต็มที่

แม้แนวคิดนี้จะยังไม่ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้จุดประกายการถกเถียงในวงกว้าง ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน งบประมาณรัฐ และโอกาสของคนรุ่นใหม่

สำหรับข้อดีของการขยายอายุเกษียณ
1. รองรับสังคมสูงวัย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-aged society) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด การขยายอายุเกษียณช่วยให้ผู้สูงวัยยังสามารถมีรายได้และบทบาทในสังคม ลดภาระของรัฐในการดูแลผู้เกษียณ

2. ใช้ประสบการณ์ของบุคลากรอย่างเต็มที่
ข้าราชการระดับสูงจำนวนมากยังมีศักยภาพและความรู้ความเชี่ยวชาญที่สามารถถ่ายทอดต่อได้ การเกษียณเร็วเกินไปอาจทำให้รัฐสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า

3. ลดภาระงบประมาณบำเหน็จบำนาญในระยะสั้น
การเลื่อนอายุเกษียณออกไป 5 ปี หมายถึงรัฐยังไม่ต้องจ่ายบำนาญในช่วงเวลาดังกล่าว และยังสามารถใช้แรงงานที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องจ้างใหม่ทันที

4. สอดคล้องกับแนวโน้มสากล
หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และสิงคโปร์ ได้ขยายอายุเกษียณเป็น 65–70 ปีแล้ว เพื่อรองรับอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและการขาดแคลนแรงงาน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลดีแต่ก็มีผลเสียและข้อกังวลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
1. กระทบโอกาสของคนรุ่นใหม่
การขยายอายุเกษียณอาจทำให้ตำแหน่งว่างในระบบราชการลดลง ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบน้อยลง และอาจเกิดความรู้สึกว่า “ไม่มีที่ว่างให้คนรุ่นใหม่เติบโต”

2. ประสิทธิภาพการทำงานอาจลดลง
แม้บางคนจะยังมีศักยภาพ แต่ก็มีข้อกังวลว่าเมื่ออายุมากขึ้น อาจมีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือความสามารถในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบราชการโดยรวม

3. ภาระงบประมาณในระยะยาว
แม้จะช่วยชะลอการจ่ายบำนาญในระยะสั้น แต่ในระยะยาว รัฐอาจต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอื่น ๆ มากขึ้น หากข้าราชการสูงวัยมีปัญหาสุขภาพ

4. ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มอาชีพ
ปัจจุบัน ข้าราชการบางกลุ่ม เช่น ผู้พิพากษา อัยการ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย มีอายุเกษียณที่ 65–70 ปีอยู่แล้ว การขยายอายุเกษียณเฉพาะบางกลุ่มอาจสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหมู่ข้าราชการทั่วไป

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องนี้จริง อาจจะต้องมีแนวทางประนีประนอม เป็นการขยายแบบสมัครใจ โดยยึดจากเสียงสะท้อนทั้งสองด้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกรมบัญชีกลาง ได้เสนอแนวทาง “ขยายอายุเกษียณแบบสมัครใจ” โดยให้ข้าราชการที่มีสุขภาพดีและยังมีความสามารถทำงานต่อได้ ยื่นความประสงค์ขอทำงานต่อถึงอายุ 65 ปี โดยไม่กระทบสิทธิของผู้ที่ต้องการเกษียณตามปกติที่ 60 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ “ยึดฐานเงินเดือนที่อายุ 60 ปี” เป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญ เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากเกินไป

ขณะที่ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเพิ่มเติมหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะขยายเกษียณอายุราชการพลเรือนจาก 60 ปี เป็น 70 ปี โดยย้ำว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ตนให้ ก.พ. ดำเนินการศึกษาเฉพาะกรณีข้าราชการพลเรือน ที่สามารถขยายได้ถึงอายุ 65 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเรื่องนี้ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา และนำเสนอ เพราะต้องดูผลหลายด้านว่าจะขยายอายุข้าราชการพลเรือนเป็น 65 ปีหรือไม่ โดยไม่รวมข้าราชการอื่น ๆ ตำรวจก็ไม่รวม 

พร้อมยอมรับว่า เรื่องนี้มีผลกระทบเยอะ อาทิ คนเกิดน้อย คนตายมากกว่าคนเกิด มีผลกระทบกับงบประมาณ เช่น บำเหน็จ บำนาญ มีผลกระทบสำหรับคนที่เราเป็นหัวหน้าส่วนราชการ และมีผลกระทบต่อคนที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก.พ. ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และหากเป็นไปได้อยากเห็น และตัดสินใจได้ในรัฐบาลนี้

อย่างไรก็ดี การจะขยายเกษียณอายุราชการข้าราชการพลเรือนไปจนถึง 65 ปี ควรหรือไม่นั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็น “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติประชากร เศรษฐกิจ ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบราชการ

หากออกแบบอย่างรอบคอบ เปิดทางเลือกให้กับผู้ที่พร้อมทำงานต่อ และวางระบบรองรับอย่างเหมาะสม การขยายอายุเกษียณอาจเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพของคนรุ่นใหญ่ควบคู่กับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เติบโตทดแทน พร้อมกับการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยของไทยในอนาคตได้อีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการ และข้าราชการตำรวจ หน่วยที่มีที่ตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อุปนายก และกรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี 

ในพิธีดังกล่าว ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำคณะ ร่วมถวายความอาลัย และยืนสงบนิ่งเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยข้าราชการตำรวจทุกนายต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงมีต่อปวงประชา ประดุจดั่ง “แม่ของแผ่นดิน” ทรงเป็นมิ่งขวัญกำลังใจ และสถิตอยู่ในดวงใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าตลอดมา ข้าราชการตำรวจทุกนายจะขอสืบสานพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดี จะยึดมั่นในการปฏิบัติดี เพื่อรักษาชาติบ้านเมือง และสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป

จากนั้น ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำข้าราชการตำรวจลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องโถง อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

“ออปชัน–ราคา–ดีไซน์” ยังห่างชั้น!! ซีอีโอลั่นไม่ยอมแพ้ พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีทวงตลาดคืน

(3 พ.ย. 68) นายโทชิฮิโร มิบะ (Toshihiro Mibe) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ยอมรับตรงไปตรงมาในการให้สัมภาษณ์สื่อจากไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียว่า “ฮอนด้าเพลี่ยงพล้ำให้กับรถ EV จีนใน 3 ด้านหลัก คือ ออปชัน ราคา และดีไซน์” แต่ยืนยันว่า “เราจะไม่ยอมแพ้ และจะใช้เทคโนโลยีของเรา ทวงคืนตลาดนี้กลับมาให้ได้”

อย่างไรก็ตาม ซีอีโอบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ยังระบุอีกว่า ฮอนด้าไม่ได้พัฒนา EV ช้ากว่าคู่แข่งอย่างที่หลายคนคิด เพราะยังมีเทคโนโลยีไฮบริด (HEV) ที่ตอบโจทย์ในหลายประเทศ ขณะที่การผลักดันรถไฟฟ้า 100% ยังมีข้อจำกัดเรื่องการปล่อยมลพิษจากแหล่งผลิตไฟฟ้า ฮอนด้าจึงเลือกพัฒนา EV ควบคู่เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบช่วยขับอัจฉริยะ เพื่อให้แข่งขันกับแบรนด์จีนได้อย่างสมศักดิ์ศรี

สำหรับตลาดไทย ฮอนด้ายืนยันจะเปิดตัว “Honda 0 Series Alpha” และ “Honda 0 Series SUV” ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าราคาประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว ราว 1.11 ล้านบาท) และจะมีรุ่นราคาต่ำกว่านี้ตามมา พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับสมบูรณ์แบบ รวมถึงระบบความปลอดภัย SDV ที่ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050



 

‘ฟิยาตา’ มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา หลานสาว ‘มาลี โสเจียตา’ ฝ่ามติกอง ส่งตัวเองประกวด Miss Universe 2025 ที่ไทย

(3 พ.ย. 68) ไท เนียรี โสเจียตา (Thy Neary Socheata) หรือ “ฟิยาตา” มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา 2025 เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว เพื่อเข้าร่วมเวที Miss Universe 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ แม้บริษัท Elevento9 ผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวดของกัมพูชา จะออกแถลงการณ์ไม่ส่งผู้แทนเข้าประกวดในช่วงก่อนหน้านี้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ฟิยาตาได้ประกาศเดินหน้ามาด้วยตนเอง โดยยืนยันว่าการถอนตัวนั้นไม่ยุติธรรม พร้อมชี้แจงว่าตนติดภารกิจและมีอาการป่วยในวันที่ถูกเรียกประชุม ซึ่งเธอได้โพสต์ข้อความหลังถึงไทยว่า “รู้สึกขอบคุณสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น ความเมตตา และการสนับสนุนจากทุกคน”

ด้าน ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าภาพจัดการประกวด Miss Universe 2025 ประเทศไทย โพสต์ภาพต้อนรับอย่างเป็นทางการผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุว่า “ขอต้อนรับตัวแทนจากกัมพูชาอย่างเป็นทางการ สู่การประกวดมิสยูนิเวิร์สครั้งที่ 74”

สำหรับฟิยาตา เป็นหลานสาวของ “พลโทหญิง มาลี โสเจียตา” โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งคนไทยคุ้นชื่อจากเหตุปะทะชายแดน ทำให้การเดินทางมาประกวดครั้งนี้ถูกจับตามองทั้งในแง่ความงามและการเมืองระหว่างประเทศ

‘ทรัมป์’ เผยสหรัฐอเมริกา อาจกลายเป็นประเทศ ‘โลกที่สาม’ หากศาลสูงสุดตัดสินประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจใช้มาตรการรีดภาษี

(3 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ใน Truth Social เตือนว่า “สหรัฐอเมริกาอาจตกต่ำจนกลายเป็นประเทศโลกที่สาม” หากศาลสูงสุดตัดสินว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้มาตรการภาษีศุลกากรได้โดยตรง โดยคดีดังกล่าวจะเริ่มพิจารณาในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ทรัมป์ระบุว่าเป็น “หนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”

ทรัมป์ย้ำว่า มาตรการภาษีศุลกากรในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งช่วยสร้าง “ความมั่งคั่งมหาศาลและความมั่นคงของชาติ” โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคยทำสถิติสูงสุดหลายครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลตน และแทบไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการเจรจาการค้ากับจีนและอีกหลายประเทศ ที่เขาเชื่อว่ามาจาก “อำนาจต่อรองด้วยภาษีศุลกากรของรัฐบาลตนเอง”

ทรัมป์เตือนเพิ่มเติมว่า หากประธานาธิบดีไม่สามารถใช้อำนาจด้านภาษีได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น “ประเทศจะไร้การป้องกัน” และอาจนำไปสู่ “ความล่มสลายของชาติ” โดยชี้ว่า ผู้ที่คัดค้านเรื่องนี้มีเพียง “ประเทศที่เคยเอาเปรียบสหรัฐฯ มานาน ผู้ที่เกลียดชังประเทศ และพรรคเดโมแครต”

นอกจากนี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาจะไม่เดินทางไปศาลในวันพุธ เพื่อไม่ให้การปรากฏตัวของตนบดบังความสำคัญของคดี พร้อมกล่าวปิดท้ายว่า “หากเราชนะ เราจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมั่นคงที่สุดในโลก แต่หากเราแพ้ ประเทศของเราอาจตกต่ำ ขอให้พระเจ้าช่วยไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top