Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

กระหึ่มอาเซียน “ เจริญชัย ” ยืนหนึ่งด้านอนุรักษ์พลังงาน คว้ารางวัลนวัตกรรมชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2025

ด้าน AI นวัตกรรม ของ
คนไทย กับการประหยัดพลังงาน 5-20%
ความมั่นคงเสถียรภาพ พร้อมเพิ่ม Yield Solar เก่า 6-30%
“ AI หม้อแปลง ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนกำไรจากผลประหยัดพลังงาน “
นวัตกรรม AI Transformer Management Platform , AI Saving, AI Sustainability
(นวัตกรรม NiA)

ประเทศไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ด้วยความสำเร็จ อันยิ่งใหญ่ในการคว้ารางวัลนวัตกรรมจากเวที ASEAN Energy Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้การประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน      ครั้งที่ 43 (43rd ASEAN Ministers on Energy Meeting – AMEM)  ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 ตุลาคม 2568ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้การผลักดันของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลจากการส่งผลงานเข้าประกวดในหลากหลายสาขา ได้แก่ ด้านพลังงานทดแทน ด้านการจัดการพลังงาน และด้านอนุรักษ์พลังาน รวมถึงเทคโนโลยีด้านนวัตกรรม ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ตอกย้ำถึงศักยภาพของภาครัฐ เอกชน และอุตสาหกรรมในประเทศไทย ในการร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมและ การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านพลังงาน ซึ่งทำให้ประเทศไทยยังคงครองสถิติสะสมรางวัลสูงสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ผลงานด้านพลังงานไทย ในเวที ASEAN Energy Awards 2025 

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด  เข้ารับรางวัลชนะเลิศ AI Transformer Management Platform for Green Electricity Integration with Battery บริหารจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด (Platform AI บริหารจัดการ Solar กับ Energy Storage ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) ประโยชน์สูงสุดและเสถียรภาพ พร้อมทำ AI Net Zero Go To Near Zero, AI Cut Peak Demand, AI Saving, AI Sustainability, AI Increase old Solar 6-30% (Research &Use case & Journal) และประหยัดค่าไฟฟ้า ใช้งานจริงและพิสูจน์จริงร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการบริหารจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) ด้วยระบบ Platform AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ระดับสากลอันเป็นส่วนหนึ่ง ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในอนาคต อีกทั้งตอบโจทย์ ทุกอุตสาหกรรม ด้านการประหยัดพลังงานและความมั่นคงในกลุ่มเป้าหมาย Data Center ภาคอุตสาหกรรม, โรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย, ห้างสรรพสินค้า, โรงเรียน และบ้านเรือน เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคงและเสถียรภาพสูงสุด อีกทั้งยังลดความสูญเสียพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานและราคาพลังงานในตลาด ช่วยลดการพลังงาน 5-20%  ลดคาร์บอน 100 ล้านตันคาร์บอน (ลดค่าไฟฟ้าของผู้ประกอบการ) และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานของไทยที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการคำนึกถึงการลดภาวะโลกร้อน และพลังงานคาร์บอนต่ำ

ความสำเร็จเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมนวัตกรรมพลังงานสะอาด ตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติในการบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน จะยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายด้านพลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

กฟผ. วางแนวทางพลังงานแห่งอนาคตตอบโจทย์ Net Zero ร่วมขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมพลังงานสะอาด

ในเวทีสัมมนา “A Call for Adaptation: The Sustainability in Trade & Industry” นายวฤต รัตนชื่น “รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “EGAT Way to Energy Future” เปิดมุมมองใหม่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน พร้อมเผยกลยุทธ์ระดับชาติที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

นายวฤต เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า “Sustainability” ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) แต่ยังรวมถึงมิติทางสังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ด้วย ทั้งหมดนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขันทางการค้าในระดับโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ

นั่นเพราะประเทศมหาอำนาจและบริษัทระดับโลกได้กำหนดกติกาใหม่ เช่น กลุ่ม RE100 ที่กำหนดให้พลังงานหมุนเวียนต้องถูกผลิตและใช้จริง ไม่เพียงแต่มีแหล่งผลิตเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ต่อให้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด แต่ถ้าขายสิทธิ์ให้คนอื่นไป ก็ไม่ได้ถูกนับว่าใช้พลังงานสะอาดจริง ๆ

ที่ผ่านมาผู้ผลิตไฟฟ้าหรือภาคการขนส่ง ที่ใช้พลังงานฟอสซิล ถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาชาวโลกที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ปัจจุบันภาคการผลิตไฟฟ้ามีทางเลือกในการลดคาร์บอนได้มากขึ้น ความท้าทายนี้ กฟผ. ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ ก็เห็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมองเทคโนโลยีเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. เทคโนโลยีที่ปัจจุบันใช้งานได้แล้ว เช่น โซลาร์รูฟท็อป วินด์ฟาร์ม โดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งยังมีความผันผวน ไม่เสถียร ทางกฟผ. จำเป็นต้องเสริมด้วยระบบส่งไฟฟ้า หรือทำ Grid Modernization เพื่อรองรับและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

2. เทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน เช่น ไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) และ เทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่ SMR ที่สำเร็จรูปมาจากโรงงานแล้วและปัจจุบันต่างประเทศใช้งานจริงอยู่ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือตัดน้ำแข็ง เป็นต้น

3. เทคโนโลยีอนาคต เช่น ดวงอาทิตย์เทียม ที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัย

นอกจากนี้ อีกภารกิจสำคัญของ กฟผ. คือการเดินหน้า EV Ecosystem ครบวงจรเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีบริการครบวงจร ตั้งแต่สถานีชาร์จ ระบบบริหารจัดการพลังงาน ฯลฯ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานด้วย AI, การจัดหาคาร์บอนเครดิตและ Renewable Energy Certificate ทั้งหมดนี้ตอบโจทย์กลุ่ม RE100 ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะ โซลาร์ลอยน้ำบนอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. ได้นำร่องตามเขื่อนต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบการประมงหรือวิถีชุมชน อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าตัวอย่างเช่น เขื่อนสิรินธรและเขื่อนอุบลรัตน์ ใช้พื้นที่เพียง 5% ของอ่างเก็บน้ำ

นอกจากนี้ กฟผ. ยังจัดตั้ง RE Forecast Center ใช้ AI คาดการณ์ปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบเรียลไทม์ การบริหารจัดการพลังงานอย่างครบวงจร เพื่อแก้ปัญหาความผันผวนและรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า

ทั้งนี้ ตาม แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ กฟผ. ตั้งเป้าพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานมากกว่า 45,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง แบ่งเป็น 20,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง  จาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับและอีก 25,000 เมกะวัตต์ จาก Battery Storage

กฟผ. ไม่ได้มองพลังงานเพียงในมิติของการผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการแข่งขันทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน และ ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้า แต่คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนอนาคตพลังงานสะอาดของประเทศไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงการณ์ ขอให้ทุกฝ่ายเคารพความเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง กรณีปัญหาไทย-กัมพูชา นำไปสู่การคุกคามบุคคล

(21 ต.ค. 68) แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
เรื่อง ขอให้ทุกฝ่ายเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง

ตามที่ปรากฏข้อถกเถียงและความขัดแย้งทางความคิดในสังคม อันมีที่มาจากการแสดงความคิดเห็นสาธารณะต่อการจัดการปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทั่งมีการสื่อสารโดยสร้างความเกลียดชังอย่างแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ และนำไปสู่การข่มขู่คุกคามบุคคลผู้มีความคิดเห็นต่างนั้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่งด้วยตระหนักว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางความคิดและมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงโดยการแสดงความเห็นนั้นต้องเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น อันสอดคล้องตามข้อ 18 และ19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีบุคคลใดสมควรถูกข่มขู่คุกคาม ทำให้หวาดกลัว หรือถูกจำกัดเสรีภาพในการสื่อสารเพราะการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง

กสม. เห็นว่า ในสังคมประชาธิปไตยและสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือความคิดความเชื่ออื่นใด การเคารพในสิทธิมนุษยชนของทั้งตนเองและผู้อื่นเป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญและร่วมกันเรียนรู้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้ง เช่น สถานการณ์บริเวณชายแดนขณะนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ความเห็นต่างจะปลุกเร้าให้เกิดการสร้างความเกลียดชังและความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ตามมา อันไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสันติภาพระหว่างรัฐและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่

ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพในความเห็นต่างและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนที่แม้จะแตกต่างกันด้วยเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือสถานะทางสังคมอื่นใด แต่ต่างก็มีคุณค่าในตนเอง ทั้งนี้ ขอให้สังคมร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดและการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ

‘พล.ท.บุญสิน’ ยันทหารไทยยังประจำจุดเดิม ใครสั่งถอยต้องรับผิดชอบ

(21 ต.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าทหารไทยยังคงประจำจุดที่ยึดได้ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมระบุว่า “ใครสั่งให้ถอย ต้องรับผิดชอบเอง” ชี้สถานการณ์ในพื้นที่ยังตึงเครียด และการเจรจาคณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) ที่ผ่านมาก็ “ไร้ผล”

พล.ท.บุญสิน กล่าวถึงกระแสวิจารณ์ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนปัจจุบัน ว่าควรให้เวลาในการทำงาน เนื่องจากเพิ่งรับตำแหน่งไม่ถึง 1 เดือน และเป็นคนพูดไม่เก่งแต่ทำงานรู้ลึก ย้ำว่าแม่ทัพคนใหม่มีความเข้าใจสถานการณ์ดี และอยู่แนวหน้ามาตลอด เพียงแต่สื่ออาจไม่เห็นภาพชัดเจน พร้อมขอให้สังคมเข้าใจว่าการตัดสินใจในพื้นที่ชายแดนมีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมือง จึงต้องรอนโยบายจากส่วนกลาง

ส่วนการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) พล.ท.บุญสิน ระบุว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ แต่เห็นว่าหากสถานการณ์ชายแดนยังตึงเครียด การพูดคุยในระดับทหารคงไม่เกิดผล พร้อมย้ำว่า “กองทัพไทยจะไม่ถอยจากจุดที่ยึดไว้” และหากใครสั่งถอย “ต้องตอบคำถามต่อพี่น้องประชาชนเอง”

น้อมรำลึกถึง 'สมเด็จย่า' ผบ.ตร.นำสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 125 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ ตชด.สานต่อพระปณิธานพัฒนา รร.ตำรวจตระเวนชายแดน  

(21 ต.ค. 68) เวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ตำบลคลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร. ) เป็นประธานพิธีสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ 125 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, รอง ผบช.ตชด. ผู้แทนกองบังคับการต่าง ๆ และอดีตผู้บังคับบัญชาตำรวจตระเวนชายแดน ผู้แทนหน่วยงานราชการนำโดย นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ประชาชน และภาคเอกชน ร่วมน้อมรำลึกถึง “สมเด็จย่า”

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติวางพานพุ่มถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพสกนิกรชาวไทย 

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ฯ กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 125 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประกอบด้วย พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจหน่วยแพทย์อาสา (พอ.สว.) พระมหากรุณาคุณและพระราชกรณียกิจที่ทรงมีต่อตำรวจตระเวนชายแดน พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาของเด็กและประชาชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ผู้ร่วมงานนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ ได้ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

ผบช.ตชด. กล่าวด้วยว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ทรงอุทิศพระองค์เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรในถิ่นทุรกันดาร โดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบาก เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั่วราชอาณาจักรเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พระองค์ทรงก่อตั้งและอุปถัมภ์หลายโครงการสำคัญ อาทิ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว., มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จย่า และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน   

“สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนั้น ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บุตรหลานประชาชนในพื้นที่ห่างไกลชายแดน ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา รวมทั้งทรงพระราชทานแนวทางให้ตำรวจตระเวนชายแดนเป็น “ครูของเด็กยากไร้” และ “เพื่อนของชาวบ้าน” ควบคู่ไปกับภารกิจพิทักษ์อธิปไตยของชาติ ดังนั้นกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน มุ่งมั่นสืบสวนพระปณิธาน โดยจะดูแล ส่งเสริม และพัฒนาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนให้ที่พึ่งพิงที่มีคุณความให้ความรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนไทยอย่างแท้จริงสืบไป” ผบช.ตชด.กล่าว

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ฯ กล่าวว่า สมเด็จย่ายังทรงห่วงใยและติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมฐานปฏิบัติการในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ห่างไกลความเจริญ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น หาที่สุดมิได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนยังคงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จย่าในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารด้วยการพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของประชาชนชายแดนให้สมดังพระราชปณิธานของพระองค์ท่านที่ยังสถิตอยู่ในหัวใจข้าราชการตำรวจทุกนาย

เชียงใหม่- สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 TFOPTA 

TFOPTA จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมดวงตะวัน เชียงใหม่ เพื่อสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68) เวลา 19.30 น. สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่ง ประเทศไทย (TFOPTA) จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมีสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดยได้รับเกียรติจาก นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเลี้ยงต้อนรับ“ครอบครัวสมาพันธ์”พร้อมด้วย นางฉลอม สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย TCEB, SME Bank นายกสมาคมพันธมิตร คณะกรรมการและสมาชิกTFOPTA ร่วมงาน
 
นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่ สมาคมธุรกิจท่องที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้รับมอบหมายให้จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ของสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) ที่จัดขึ้นระหว่างวันทิ่ 20 – 22 ตุลาคม 2568 ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา/อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา/ประธาน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ บรรยายพิเศษ “เที่ยวไทยให้ครึกครื้น ฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคัก ” และบรรยายพิเศษ “ความร่วมมือและส่งเสริมการท่องเที่ยวและไมซ์ข้ามภูมิภาค” โดยนายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

ภายในงานยังมีกิจกรรม การจับคู่เจรจาธุรกิจด้านการท่องเที่ยว B2B การออกบูธสินค้าของดี ของเด่น Soft Power รวมถึงสินค้า OTOP ของภาคเหนือ พร้อมทั้ง กิจกรรมเดินแบบ แฟชั่นโชว์ จากผู้ประกวด Miss Weliness World 2025 และพิธีส่งมอบธง ให้กับ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลเจ้าภาพครั้งต่อไป

สำหรับการจัดงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ ในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการต้อนรับ ทุกท่าน สร้างความสุข ความผ่อนคลาย การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ TFOPTA มีความเข้มแข็งและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมภายในภูมิภาคและเชื่อมโยงข้ามภาค ตลอดจนสนับสนุนพันธกิจการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยในงานมีสมาชิกของ TFOPTA จากทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนกว่า 50 สมาคม

ในวันนี้ต้องขอขอบคุณกองประกวด Miss Wellness World 2025 ที่ได้พาผู้ร่วมประกวด จำนวน 30 ประเทศ ร่วมเดินแบบแฟชั่นโชว์ในงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ เชื่อมั่นว่างานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จะสร้างความสุข ความสัมพันธ์ และมิตรภาพที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดไป

รอง ผบ.ตร.ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี ประชุมด่วน สั่งการ 8 ข้อ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างด้าวทุกสัญชาติ ประกอบกิจการผิดกฎหมาย

(21 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เดินทางไปประชุมติดตามการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดของบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อประกอบกิจการหรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. โดยมี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.ชูธเรศ  ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พ.ต.อ.นฤวัต พุทธวิโร ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง, ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนองค์การภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะพะงัน ร่วมประชุม โดยได้รับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และร่วมหารือกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สำราญฯ มีข้อสั่งการ ดังนี้

1. ในกลุ่มปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ให้หน่วยงานตำรวจบูรณาการกำลังหน่วยที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบบุคคลและสถานที่เสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งกรณีมีการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทุกกรณี และเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายจราจร

2. ในส่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นำเอาโมเดลของ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.สุราษฎร์ธานี ไปปรับใช้ โดยดำเนินการตรวจสอบคนต่างด้าวในพื้นที่ให้เป็นในลักษณะป้องกันก่อนเกิดเหตุ ก่อนที่ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน โดยให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ และความมั่นคง

3. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด จัดทำข้อมูลท้องถิ่น (IPB) ของบุคคลต่างด้าว ไม่จำกัดเฉพาะสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง เพื่อป้องกันการก่อปัญหาความเดือดร้อนของคนต่างชาติทุกสัญชาติ

4. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) การท่องเที่ยว เพื่อบูรณาการกำลังหน่วยงานภาครัฐและส่วนราชการในพื้นที่ ในการควบคุมการกระทำความผิดต่าง ๆ ของบุคคลต่างด้าว ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ป้องกันและอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลต่างด้าว

5. กรณีสถานที่ใดมีลักษณะปิด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ แล้วประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ

6. ให้ทุกหน่วย ได้แก่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหวัด, ตำรวจท่องเที่ยว และสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน ร่วมบูรณาการกำลังในการตรวจพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้มีแผนการตรวจที่มีลักษณะเหลื่อมเวลากัน เพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

7. ให้ทุกส่วนราชการบังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นบุคคลสัญชาติใดหรือศาสนาใด

8. ให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานีช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้ขับเคลื่อนตามนโยบายและความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้บรรยากาศของการท่องเที่ยวเป็นไปด้วยดี ส่งผลดีกับนักท่องเที่ยวทุกชาติที่เดินทางมาในประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความมั่นใจของผู้ประกอบการสถานประกอบการชาวไทย ในการให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างดี

เมื่อ AWS ล่มโลกออนไลน์หยุดหายใจ ย้อนรอย Facebook-Instagram- WhatsApp เคยดับพร้อมกัน สัญญาณเตือนโลกออนไลน์ ต้องไม่ฝากชีวิตไว้ในมือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

🌐 โลกเชื่อมโยงกันมากจน “หยุดทั้งระบบ” ได้เพียงชั่วพริบตา
เหตุการณ์ AWS ล่มเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2025 และเหตุล่มของ Facebook–Instagram–WhatsApp เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2021 สะท้อนภาพเดียวกันว่า โลกดิจิทัลปัจจุบัน “ไม่มีใครอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อีกแล้ว” เพียงโครงข่ายหลักของบริษัทหนึ่งหยุดทำงาน — ระบบของอีกหลายร้อยบริษัททั่วโลกก็พังไปด้วย

☁️ แล้ว AWS คืออะไร?
AWS (Amazon Web Services) คือบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) จากบริษัท Amazon มันเป็น “เบื้องหลัง” ของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ ที่องค์กรทั่วโลกใช้ในการเก็บข้อมูล รันเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือระบบหลังบ้านต่าง ๆ เว็บไซต์อย่าง Netflix, Zoom, Airbnb, TikTok, Grab และอีกนับพันราย ล้วนใช้ AWS เป็นฐานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) กล่าวง่าย ๆ คือ “AWS คือระบบไฟฟ้าแห่งโลกออนไลน์” ที่ขับเคลื่อนทั้งธุรกิจและชีวิตประจำวันของผู้คน

เมื่อระบบนี้ “ล่ม” จึงไม่ใช่เพียงเว็บไซต์หนึ่งล่ม แต่คือ “ระบบของโลกจำนวนมหาศาลดับพร้อมกัน”

⚙️ เมื่อระบบล่ม โลกออนไลน์หยุดหายใจ
เหตุการณ์ AWS ล่ม — 20 ตุลาคม 2025
- ปัญหาเริ่มต้นในช่วงเช้าเวลาสหรัฐฯ (ค่ำตามเวลาไทย) ที่ศูนย์ข้อมูล US-EAST-1, นอร์ทเวอร์จิเนีย
- เกิดข้อขัดข้องในระบบ “Network Load Balancer Monitoring” ส่งผลให้บริการหลายส่วนของ AWS ใช้งานไม่ได้ เช่น EC2, S3, DynamoDB, Route53 และ SQS
- เว็บไซต์และแอปที่ใช้ AWS เช่น Slack, Fortnite, Duolingo, Zoom, Ring และแอปการเงินหลายแห่ง ล่มพร้อมกันทั่วโลก
- การกู้คืนระบบใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมงกว่าบริการหลักจะกลับมาปกติ

เหตุการณ์ Facebook–Instagram–WhatsApp ล่ม — 4 ตุลาคม 2021
- เริ่มเกิดขึ้นเวลาประมาณ 15:39 UTC (22:39 น. เวลาไทย)
- ระบบ BackBone Router ของ Meta ผิดพลาด ส่งผลให้ DNS ของบริษัททั้งหมดถูกถอดออกจากอินเทอร์เน็ต
- ส่งผลให้บริการหลักทั้ง Facebook, Instagram, WhatsApp, Messenger และ Oculus ใช้งานไม่ได้ทั่วโลกนานกว่า 6 ชั่วโมง
- มีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 3,500 ล้านคน และมูลค่าหุ้น Meta ร่วงเกือบ 5% ภายในวันเดียว

💼 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
1. ธุรกิจหยุดชะงัก
- บริษัทที่รันระบบผ่าน AWS ไม่สามารถทำธุรกรรมหรือให้บริการลูกค้าได้
- แพลตฟอร์มสื่อและอีคอมเมิร์ซสูญเสียรายได้และความเชื่อมั่น

2. ความมั่นคงทางข้อมูลและระบบคลาวด์ถูกตั้งคำถาม
- เหตุการณ์เหล่านี้เตือนว่า “โลกพึ่งพาผู้ให้บริการไม่กี่รายมากเกินไป”
- Cloud provider รายใหญ่ไม่ต่างจาก “โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติของโลกดิจิทัล”

3. ผลทางจิตวิทยาและสังคมออนไลน์
- คนจำนวนมากรู้สึก “ว่างเปล่า” และตระหนักว่าโลกออนไลน์มีอิทธิพลต่อชีวิตจริงเพียงใด
- การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศถูกตัดขาดทันที โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติหรือภัยพิบัติ

🧭 ทางแก้ไข: โลกต้อง “กระจายความเสี่ยงดิจิทัล”
1. Diversify Infrastructure
 - องค์กรไม่ควรผูกกับผู้ให้บริการ Cloud เพียงรายเดียว
- การใช้ระบบ Multi-Cloud (AWS + Google Cloud + Azure ฯลฯ) หรือ Hybrid-Cloud จะช่วยให้สลับระบบได้เมื่อเกิดเหตุ

2. ออกแบบระบบสำรอง (Failover Design)
- ควรมี Data Center สำรองในภูมิภาคอื่น หรือสำรอง DNS อัตโนมัติ
- สร้าง “Offline Workflow” ให้สามารถทำงานต่อได้ แม้ระบบหลักล่ม

3. เสริมความรู้ด้าน Digital Resilience
- องค์กรและผู้ใช้ควรเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้งานอยู่
- ภาครัฐควรมีนโยบาย “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติ” ที่ไม่ผูกติดต่างชาติรายเดียว

4. วางระบบสื่อสารสำรองสำหรับภาวะฉุกเฉิน
- เช่น ใช้ SMS, Telegram, LINE หรือระบบสื่อสารองค์กรแบบภายใน
- เพื่อป้องกันการสูญเสียการติดต่อในสถานการณ์เร่งด่วน

🌏 บทสรุป: โลกดิจิทัลที่พึ่งพา “ศูนย์กลาง” มากเกินไป คือโลกที่เปราะบาง
เหตุล่มของ AWS และ Facebook คือสัญญาณเตือนว่า โลกออนไลน์ต้องไม่ “ฝากชีวิตไว้ในมือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง” อีกต่อไป อนาคตของเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่อง “ความเร็วและประสิทธิภาพ” แต่คือเรื่องของ “ความยั่งยืนและความยืดหยุ่นของระบบ” ที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดในวันที่โลกไร้ระบบได้จริง

'เจ้าท่า' ฉลองวันทางทะเลโลก’68 ยกเครื่องระบบขนส่งทางน้ำไทย — มุ่งสู่มาตรฐานโลก ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืนทุกมิติ

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68)กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม จัดงาน “วันทางทะเลโลก ประจำปี 2568 (World Maritime Day 2025)” ภายใต้แนวคิด “Our Ocean Our Obligation Our Opportunity : มหาสมุทรของเรา พันธกิจของเรา โอกาสของเรา” ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต โดยมี นางสาวรัชนีพร ธิติทรัพย์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม, นายศุภกร ภัทรวิเชียร ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางน้ำ พร้อมคณะผู้บริหารกรมเจ้าท่านำโดย นายนรินทร์ศักย์ สัทธาประสิทธิ์ และ นายวิวัธน์ ชิดเชิดวงศ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ให้การต้อนรับ

นางสาวรัชนีพร กล่าวว่า ปัจจุบันกว่า ร้อยละ 80 ของการค้าโลก พึ่งพาการขนส่งทางทะเล ซึ่งเป็นระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลก หัวข้อการจัดงานในปีนี้สะท้อนพันธกิจร่วมกันของนานาประเทศในการ ปกป้องมหาสมุทรจากมลพิษ การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเปิดโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนของภาคการขนส่งทางน้ำในอนาคต

ด้าน นายนรินทร์ศักย์ สัทธาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ย้ำว่า กรมเจ้าท่าในฐานะหน่วยงานหลักด้านการขนส่งทางน้ำ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการด้าน ความปลอดภัยทางทะเล การยกระดับมาตรฐานคนประจำเรือ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล ภายใต้กรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศของ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) โดยเฉพาะอนุสัญญา MARPOL ว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ และยุทธศาสตร์ IMO 2023 GHG Strategy เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่เป้าหมาย “Net Zero” อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กรมเจ้าท่ายังผลักดันแนวคิด “Empowering Women in Maritime” สนับสนุนให้สตรีมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมทางทะเล ทั้งด้านการปฏิบัติงานบนเรือ การบริหารท่าเรือ การวิจัย เทคโนโลยี และนโยบาย เพื่อสร้าง “โอกาสที่เท่าเทียม” และเพิ่มศักยภาพแรงงานทางทะเลของไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล

ภายในงาน มีการจัดแสดงนิทรรศการและเวทีเสวนาวิชาการ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนา “มหาสมุทรแห่งอนาคต” อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กรมเจ้าท่ายังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำของประเทศให้ได้ มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)

กรมเจ้าท่าตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะสมาชิกที่เข้มแข็งของ IMO พร้อมเดินหน้าสร้างระบบขนส่งทางน้ำที่ ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืน เพื่ออนาคตของทุกคนบนโลก

เชียงใหม่-FIA ประกาศผลผู้ชนะการแข่งขันนวัตกรรมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2025

สมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ (FIA) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลกและสหพันธ์องค์กรด้านการสัญจรทั่วโลก ได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะระดับภูมิภาค FIA Region II (เอเชียแปซิฟิก) ของการแข่งขัน “FIA Innovation Challenge 2025” ระหว่างการประชุม FIA Asia-Pacific Congress ที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและแสดงผลงานโครงการนวัตกรรมจากสโมสรสมาชิก FIA ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนของตน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งปันองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสโมสรสมาชิกทั่วโลก เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรและเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งนวัตกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการช่วยเหลือบนท้องถนน การตรวจสอบยานพาหนะที่โปร่งใสมากขึ้น และการเพิ่มความปลอดภัยของยานพาหนะ

**ผู้ชนะ FIA Region II (เอเชียแปซิฟิก) ได้แก่:**

• **RACQ (ออสเตรเลีย): Vehicle Security Standard**  
โครงการกำหนดมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของยานพาหนะ เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาคุณสมบัติความปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้รถยนต์ที่ปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้รถยนต์ถูกโจรกรรมได้ยากขึ้นและสามารถติดตามคืนได้ง่ายขึ้น

• **JAF (ญี่ปุ่น): Video Advisory Road Service**  
บริการช่วยเหลือบนท้องถนนแบบวิดีโอคอลสำหรับสมาชิก โดยให้คำปรึกษาและตรวจสอบปัญหายานพาหนะจากระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟน หากต้องการความช่วยเหลือในสถานที่จริง ระบบจะส่งข้อมูลรายละเอียดให้ทีมช่วยเหลือภาคสนามเพื่อลดระยะเวลารอคอย

• **WIAA (อินเดีย): Automated Testing Station**  
ศูนย์ตรวจสภาพรถยนต์ที่ทันสมัยโดยใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติและอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของการตรวจสอบยานพาหนะขนาดใหญ่ ส่งเสริมความปลอดภัยและความยั่งยืนในการขนส่ง

คุณ Mohammed Ben Sulayem ประธาน FIA กล่าวว่า “การแข่งขัน Innovation Challenge เป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของสโมสรสมาชิก FIA ทั่วโลก ผลงานของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคน และแสดงให้เห็นว่าเมื่อเราร่วมมือกัน เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรมได้ ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2025 และขอขอบคุณสโมสรสมาชิกทุกแห่งที่ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้”

คุณ Joe Ferreria ประธาน FIA Region II กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ FIA มีความโดดเด่นด้วยความหลากหลาย ความคิดริเริ่ม และพลังแห่งความสร้างสรรค์ ผลงานของผู้ชนะในปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสโมสรสมาชิกสามารถพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อสร้างความเติบโต ความยั่งยืนทางการเงิน และผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกได้อย่างแท้จริง ซึ่งสามารถต่อยอดและขยายผลไปทั่วภูมิภาคได้”

คุณ Willem Groenewald เลขาธิการใหญ่ฝ่ายการสัญจรและความยั่งยืนของ FIA กล่าวเสริมว่า “ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นวัตกรรมจากสโมสรสมาชิกกำลังทำให้การสัญจรมีความปลอดภัย เข้าถึงได้ และยั่งยืนมากขึ้นทุกวัน ผลงานที่ส่งเข้ามาในปีนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นของสมาชิก FIA”

ผู้ชนะระดับโลกของการแข่งขัน FIA Innovation Challenge 2025 จะได้รับการประกาศในเดือนธันวาคมนี้ ระหว่างการประชุมใหญ่ FIA General Assemblies ที่เมืองทาชเคนต์ ประเทศอุซเบกิสถาน


 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top