Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

'หมอมนูญ' ย้ำ!! ไข้หวัดใหญ่ยังระบาด ควรรีบไปรับวัคซีน เตือน!! ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัว 'ใส่หน้ากาก-ล้างมือ

(25 ต.ค. 66) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียูเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า...

ผู้ป่วยหญิงอายุ 89 ปี มีไข้สูง ไอ มีเสมหะ เหนื่อย 2 วัน เข้าโรงพยาบาลวันที่ 10 ตุลาคม 2566

คนดูแลเพิ่งติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ก่อนหน้าผู้ป่วยไม่สบาย 2 วัน ผู้ป่วยยังไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีนี้ เป็นโรคหอบหืด หลอดลมโป่งพอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดัน เคยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ตรวจร่างกาย อุณหภูมิ 39.5 องศาเซลเซียส ระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วต่ำมาก 83% ฟังปอดมีเสียงครืดคราดทั้ง 2 ข้าง แยงจมูกพบติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เอกซเรย์ปอดมีฝ้าขาวเล็กน้อยด้านล่างทั้ง 2 ข้าง และหัวใจโต

ต้องรับเข้าห้องไอซียู ให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลที่สูงทางจมูก (High-flow nasal cannula) เริ่มยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ชนิดกิน ขนาด 75 มิลลิกรัม เช้า เย็น 5 วัน อาการแย่ลง เหนื่อยมากขึ้น เจาะเลือดเพาะเชื้อไม่พบเชื้อแบคทีเรียในเลือด วันที่ 13 ตุลาคม เอกซเรย์ปอดฝ้าขาวเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ข้าง ให้ยาเสตียรอยด์ และยาปฏิชีวนะ อาการค่อย ๆ ดีขึ้น เหนื่อยน้อยลง

วันที่ 16 ตุลาคม 2566 ย้ายออกจากไอซียู เอกซเรย์วันที่ 20 ตุลาคมฝ้าขาวลดลง หยุดยาเสตียรอยด์และยาปฏิชีวนะ

ผู้ป่วยรายนี้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะป่วยรุนแรง อายุมาก มีโรคประจำตัวทั้งปอด หัวใจ สมอง ยังไม่ได้ฉีดวัดซีนไข้หวัดใหญ่ปีนี้ หลังติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จากคนดูแล ทำให้ป่วยหนัก ต้องเข้าไอซียู เหนื่อยมาก ระดับออกซิเจนต่ำ มีปอดอักเสบทั้ง 2 ข้าง ช่วงนี้มีการขาดแคลนยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ โชคยังดีที่ผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาโอเซลทามิเวียร์ในวันที่เข้านอนใน รพ. ให้การรักษาแบบประคับประคองจนคนไข้ดีขึ้น

ไข้หวัดใหญ่กำลังระบาดอย่างหนัก ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัว ใส่หน้ากาก ล้างมือ ป้องกันตัวเองให้ดี รีบไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพราะหากติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ช่วงนี้ อาจเข้าไม่ถึงยารักษาไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์

ข่าวดียารักษาไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์เริ่มทยอยเข้าโรงพยาบาลต่าง ๆ

รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จัดงานวันพยาบาลแห่งชาติ และมอบเครื่องหมายตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาล

โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ได้มีการจัดงานวันพยาบาลแห่งชาติและพิธีมอบเครื่องหมายประจำตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาล

โดยนางพรเพ็ญ เมธาจิตติพันธ์ หัวหน้าพยาบาล ได้ติดเข็มกลัดดอกปีป ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของพยาบาลไทย ให้กับผู้ได้เลื่อนตำแหน่งทางการบริหาร จากนั้น รองศาสตราจารย์นายแพทย์โศภณ นภาธร ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ได้มอบเครื่องหมายประจำตำแหน่งทางบริหาร ของที่ระลึกและกล่าวแสดงความยินดีให้กับผู้ที่ได้เลื่อนตำแหน่ง ในครั้งนี้ จำนวน 8 ท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และได้ทำคุณประโยชน์ต่อองค์กรมาโดยตลอด

ด้วยเนื่องในวันที่ 21 ตุลาคม 2566 ของทุกปี เป็นวันพยาบาลแห่งชาติ เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งพระองค์ท่านทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการพยาบาล และทรงพัฒนาสุขภาพอนามัยของประชาชนมาโดยตลอด ฝ่ายการพยาบาล จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในฐานะที่พระองค์ท่าน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชาวไทย ผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ทรงอุทิศตน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง สร้างสุขภาพที่ดีให้ประชาชนและถือเป็นโอกาสอันดีในวันพยาบาลแห่งชาตินี้ จึงได้จัดพิธีมอบเครื่องหมายประจำตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาล จำนวน 8 ท่าน ในวันนี้

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

'สว.วีระศักดิ์' แบ่งปัน!! บรรยายพิเศษ 'ภาวะโลกเดือด' 'ปลูกฝังเยาวชน-แลกเปลี่ยน' ปัจจัยบวก-ลบ กระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อไม่นานมานี้ คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเรื่อง ‘ภาวะโลกเดือด’ ให้กับกลุ่มนักเรียนและเยาวชน ค่ายเยาวชนผู้นำโรตารี่ ภาค 3350 ปี 2566 - 2567 Create Hope for the Future (สรรค์สร้างความหวังให้โลกอนาคต ณ บ้านผู้หว่าน (Pastoral Training Center : ศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาล) โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 

เยาวชนที่เข้าร่วมในค่ายในครั้งนี้ประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 200 คนจาก 140 โรงเรียนในเขตภาคกลาง ร่วมกับนักเรียนแลกเปลี่ยนโรตารี่ต่างประเทศ จำนวน 28 คน 

กิจกรรมค่ายอบรมลักษณะนี้ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้เด็กเยาวชนจากหลากระดับชั้นการศึกษา และหลากพื้นฐาน ให้มาร่วมกิจกรรมผ่านกลุ่มวิทยากรและพี่เลี้ยง (รุ่นพี่อาสาสมัคร) ที่จะช่วยสร้างพลังการแบ่งปันประสบการณ์ การคิดบวก การเป็นผู้ให้ การรู้จักบริหารเวลา อารมณ์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งที่เกิดจากปัจจัยภายในตนเองและที่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมภายนอก สถานการณ์รอบข้างที่มีความหลากหลายและแตกต่าง

'พิธา' ถึงนิวยอร์ก โพสต์ภาพแต่งสูทจัดเต็ม เตรียมร่วมกาลาดินเนอร์ นิตยสาร TIME

(24 ต.ค. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้โพสต์ภาพชุดในเมืองนิวยอร์ก ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Pita Limjaroenrat พร้อมระบุว่า “New York Minute” หลังจากที่ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีคนเข้าไปกดไลก์และแสดงความคิดเห็น รวมทั้งแชร์ต่อออกไปอย่างต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้ นายพิธา มีกำหนดการเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 24-31 ตุลาคมนี้ มีกำหนดการดังนี้ โดยในช่วงเย็นวันที่ 24 ต.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายพิธาจะเข้าร่วมงานกาลาดินเนอร์ ซึ่งได้รับเชิญจาก TIME เนื่องในโอกาสที่ได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งใน TIME 100 NEXT ผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลง ผู้ทรงอิทธิพลแห่งอนาคต

วันที่ 25 ตุลาคม เวลา 13.00-14.00 น. มีกำหนดการพบปะคนไทยในสหรัฐอเมริกา ที่วัดพุทธไทยถาวรวนาราม นครนิวยอร์ก

วันที่ 26 ตุลาคม เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป เดินทางไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อบรรยายหัวข้อ Moving Forward: Thailand, ASEAN & Beyond (ภาษาอังกฤษ) ที่ Tsai Auditorium, CGIS South Building, 1730 Cambridge Street, Cambridge, MA

วันที่ 28 ตุลาคม เวลา 10.00-12.00 น. ร่วมวง ‘Fireside Chat with Pita Limjaroenrat’ ในฐานะศิษย์เก่า MIT (พูดคุยภาษาไทยเท่านั้น) โปรดสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ http://bit.ly/tim_pita ที่นั่งมีจำนวนจำกัด

โซเชียลส่งกำลังใจ 'หมอกฤตไท' เจ้าของเพจ 'สู้ดิวะ' หลังมะเร็งลามไปทั่วร่างกาย ใช้ชีวิตได้ไม่เหมือนเก่า

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. เพจ ‘สู้ดิวะ’ ของ นพ.กฤตไท ธนสมบัติกุล หมอหนุ่ม ซึ่งป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 4 ปัจจุบันอาจารย์ประจำศูนย์ระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์ข้อความว่าปัจจุบันมะเร็งได้ลามไปทั่วร่างกายแล้ว

โดยระบุว่า "ข้อความจากแอดมินเพจ สวัสดีทุกท่านครับ หลังจากที่หนังสือสู้ดิวะ ได้วางขายได้ระยะหนึ่งมีผู้อ่านหลายท่านส่งกำลังใจพร้อมข้อคิดที่ได้จากการอ่านหนังสือมาทาง inbox page

แต่ตอนนี้คุณหมออาการไม่ค่อยดีนักครับ มะเร็งมีการลุกลามไปทั่วร่างกาย ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนเก่า จริงๆ คุณหมอวางแผนที่จะไปร่วมงานแจกลายเซ็นที่งานหนังสือ มีการเตรียมการไว้แล้ว แต่เกิดเหตุที่ต้องเข้ารับการรักษาด่วน ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปไหว

วันนี้ผมจะมีโอกาสได้เจอคุณหมอครับ จึงอยากให้โพสต์นี้เป็นโพสต์ที่รวบรวมสิ่งที่แต่ละท่านได้รับจากการอ่านหนังสือ ‘สู้ดิวะ’ รวมถึงกำลังใจและพลังบวกที่ทุกท่านต้องการส่งต่อให้กับคุณหมอ สามารถคอมเมนต์ไว้ใต้โพสต์นี้ได้นะครับ ผมอยากให้คุณหมอได้เห็นว่าหนังสือที่คุณหมอทุ่มเทเขียนได้ทำหน้าที่อย่างที่คุณหมอหวังแล้วจริงๆ"

ป่อเต็กตึ๊งซับน้ำตาช่วยผู้เหลือประสบอัคคีภัยชาวชุมชนตรอกสาเก 

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ 2566 เวลา 09.30 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดยคุณอรัณย์  โตทวด ผู้จัดการใหญ่ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และคุณรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ร่วมกับ มูลนิธิฯ/สมาคมจีนต่างๆได้ลงพื้นที่สงเคราะห์ผู้ประสบอัคคีภัย บริเวณชุมชนตรอกสาเก ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จำนวน 15 ครอบครัว 22 คน ตามรายละเอียดดังนี้

1. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์เป็นเงินสดคนละ 3,000 บาท จำนวน 22 คน เป็นเงิน 66,000 บาท (หกหมื่นหกพันบาทถ้วน) พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคลจำนวน 19 ชุด ชุดละ 1,500 บาท เป็นเงิน 28,500 บาท (สองหมื่นแปดพันห้าร้อยบาทถ้วน) และเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัวจำนวน 3 ชุด ชุดละ 2,500 บาท เป็นเงิน 7,500 บาท (เจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน) รวมสงเคราะห์ทั้งสิ้น 102,000 บาท (หนึ่งแสนสองพันบาทถ้วน)
2. มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินสด คนละ 400 บาท จำนวน 22 คน เป็นเงิน 8,800 บาท
3. มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ มอบเงินสด ครอบครัว ละ 400 บาท จำนวน  15 ครอบครัว เป็นเงิน 6,000 บาท
4. พุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสาร คนละ 10 กก. จำนวน  22 คน รวม 220 กก. เป็นเงิน 3,300 บาท

รวม 4 องค์กร รวมสงเคราะห์ให้แก่ผู้ประสบอัคคีภัยเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 120,100 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นหนึ่งร้อยบาทถ้วน) 
โดยมีนายโกศล  สิงหนาท ผู้อำนวยการเขตพระนคร มาร่วมในพิธีมอบ ณ  บริเวณที่เกิดเหตุ 
หมายเหตุ เกิดเหตุเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.12 น.

ไทย สมายล์ โบ้ท เปิดตัวเรือใหม่ 9 ลำ เพิ่มความถี่รับผู้โดยสารชั่วโมงเร่งด่วน คล่องตัวขึ้นให้บริการได้ทุกสภาวะอากาศแม้ระดับน้ำสูงขึ้น

นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทย สมายล์ กรุ๊ป ได้นำคณะผู้บริหารและพนักงานของบริษัทในเครือ ทำพิธีมงคลเพื่อเปิดตัวเรือรุ่นใหม่จำนวน 9 ลำ ในรุ่น 19M Electric Catamaran Ferry เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% เข้ามาเติมฟีดเรือที่ให้บริการในแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับทำพิธีมงคล ในวันฤกษ์งามยามดี เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการนำเรือไปให้บริการพี่น้องประชาชน

สำหรับการเสริมฟีดเรือครั้งนี้ ส่งผลให้ บริษัท ไทย สมายล์ โบ้ท จำกัด มีเรือโดยสารให้บริการเพิ่มขึันเป็น 35 ลำ เป็นเรือคาตามารันรูปแบบใหม่ขนาด 19 เมตร จำนวน 9 ลำ บรรทุกผู้โดยสารได้ 150 คน/เที่ยว มีความคล่องตัวมากขึ้น เหมาะกับแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถให้บริการในทุกสภาวะอากาศ เช่น ช่วงปริมาณน้ำขึ้นสูง ดังนั้นตัวเรือใหม่ที่มีความกระทัดรัดย่อมเข้ามาตอบโจทย์การให้บริการทั้ง 3 เส้นทางในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ City Line / Metro Line และ Urban Line

ขณะที่ศักยภาพของเรือยังคงเป็นเรือพลังงานไฟฟ้า 100% ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างมาก / โดยเรือลำใหม่เหล่านี้จะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2566 เพิ่มรอบความถี่เรือที่ให้บริการ รองรับการเดินทางของพี่น้องประชาชนสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังจ่ายในราคาเดิมเพียง 30 บาทตลอดสาย ใช้การแตะจ่ายได้ทั้ง Hop Card และรูปแบบเงินสด

‘นายกฯ’ ซัด!! นายจ้างอิสราเอลหัวหมอ ใช้เงินล่อให้อยู่ต่อ วอน!! คนไทยรีบกลับ พร้อมโทรเคลียร์ทูตอิสราเอลให้

(24 ต.ค. 66) สื่อต่างประเทศรายงานว่ากองทัพ อิสราเอลเดินหน้าโจมตีฉนวนกาซา อย่างหนัก ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยอิสราเอลยกระดับการโจมตีในช่วงสองคืนที่ผ่านมา ซึ่งทางกลุ่มฮามาส ระบุว่ามีบ้านเรือนพังทลายไปกว่า 30 หลัง และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 คน จากการโจมตีพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา ที่ห้องเก็บศพ ของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยร่างของผู้เสียชีวิต ซึ่งมีเด็กรวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก เวลานี้ห้องเย็นเก็บศพ ของโรงพยาบาลมีพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะเก็บศพ เพื่อรอการพิสูจน์อัตลักษณ์ได้ ทำให้มีศพจำนวนมากที่ถูกนำไปฝัง โดยที่ยังไม่มีการตรวจพิสูจน์

ขณะที่สำนักงานของสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ก็เปิดเผยว่า การโจมตีของอิสราเองช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้มีเจ้าหน้าที่สำนักงานเสียชีวิตไปถึง 29 คน

ด้าน นายโยอาฟ กัลแลนต์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล เตือนว่า สงครามบดขยี้กลุ่มฮามาส จะต้องใช้เวลานานหลายเดือน ซึ่งอิสราเอลจะโจมตีไปจนกว่ากลุ่มฮามาส จะไม่เหลือซาก ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่ายที่เกรงว่าการสู้รบจะขยายวงกว้างออกไป และเมื่อวานนี้การโจมตีของอิสราเอลเกิดความผิดพลาด ทำให้กองกำลังป้องกันชายแดของอียิปต์หลายนายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ซึ่งอิสราเอลกล่าวยอมรับ และได้ขอโทษทางการอียิปต์แล้ว

>> โรงพยาบาลขาดเชื้อเพลิง

ส่วนการจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าไปในฉนวนกาซา เมื่อวานนี้ มีการจัดส่งเพิ่มอีก 17 คันรถ หลังจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามีการจัดส่งลอตแรกจำนวน 20 คันรถ ทางการอียิปต์เปิดเผยว่าในวันนี้จะมีการจัดส่งเพิ่มอีก 40 คันรถ ขณะที่สหประชาชาติระบุว่าจะต้องจัดส่งถึงวันละ 100 คันรถ จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของชาวปาเลสไตน์ 2.4 ล้านคนในฉนวนกาซา และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการจัดส่งเชื้อเพลิงเข้าไปเลย ขณะที่โรงพยาบาลในกาซา จะมีเชื้อเพลิงใช้ในการปั่นไฟได้อีกเพียง 3 วันเท่านั้น

>> บุกช่วยตัวประกัน

พลเรือตรีแดเนียล ฮาการี โฆษกกองทัพอิสราเอล แถลงยืนยันมีทหารอิสราเอลสิ้นชีพหนึ่งศพ และบาดเจ็บอีก 3 นาย ขณะพยายามบุกช่วยตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสควบคุมตัวไว้ที่เมืองข่านยูนิส ในดินแดนฉนวนกาซา และสาเหตุมาจากถูกกลุ่มฮามาสโจมตีด้วยจรวดต่อต้านรถถัง

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮามาสเปิดเผยว่า ได้มีการปะทะกับกองกำลังทหารอิสราเอลใกล้เมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา และกลุ่มฮามาสสามารถทำลายรถถังของกองทัพอิสราเอลไปได้ 1 คัน และรถแทรกเตอร์เกลี่ยดินอีก 2 คันในการสู้รบกัน

สำหรับความพยายามบุกช่วยตัวประกันในครั้งนี้ของทหารอิสราเอล เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจบุกช่วยตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสบุกลักพาตัวไปกว่า 200 คน ตั้งแต่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ขณะกลุ่มฮามาสระดมยิงจรวดหลายพันลูกมาโจมตีอิสราเอลอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลกว่า 1,300 ศพ ในขณะที่สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่ดำเนินมาอย่างดุเดือด ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 6,000 ศพแล้ว

>> แฉนายกจ้างยิวยื้อจ่ายค่าจ้าง

เวลา 15.07 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและคลัง เป็นประธานการประชุมศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินความไม่สงบในอิสราเอล-กาซา เพื่อติดตามความคืบหน้าในการช่วยเหลือแรงงานไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมอย่างพร้อมเพียงกัน โดยใช้เวลาในการประชุมเพียง 20 นาที

ต่อมา นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมติดตามความคืบหน้าของสงครามฮามาสกับอิสราเอล ข้อมูลปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์จะกลับไทย 8,500 คน และถึงวันนี้มาได้ประมาณ 3 พันกว่าคน ขีดความสามารถในการนำคนไทยกลับมาได้ประมาณ 800 คนต่อวัน และสามารถเพิ่มได้อีก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การที่มีคนเปลี่ยนใจไม่กลับมาเยอะพอสมควรเหมือนกัน เหตุผลหลักคือ ทางนายจ้างอิสราเอลดึงเรื่องการจ่ายเงินไปเป็นวันที่ 10 พ.ย. และมีการอัพค่าจ้างออกไปเพื่อเป็นแรงจูงใจให้แรงงานไทยอยู่ แต่ทางเราได้ประชุมกันแล้ว ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายการทหาร ฝ่ายการต่างประเทศ เรายืนยันว่าแม้ว่าข่าวเรื่องการถล่มจะเบาบางลงไป แต่จริงๆ แล้วความเข้มของสงครามไม่ได้ลดลงไปเลย มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น และอาจจะขยายวงอีกบางประเทศที่ใกล้เคียงด้วย

>> ห่วงคนไทยยังไม่ยอมกลับ

“ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงจริงๆ เป็นอะไรที่เรามั่นใจว่าคงจะเลวร้ายลงไป นี่ขนาดเรียกว่ายังไม่มีเรื่องของการปฏิบัติการภาคพื้นดินเลย ซึ่งมีข่าวว่าจะมีการปฏิบัติการภาคพื้นดินในอีก 2-3 วันนี้ ตรงนี้อยากขอเตือนพี่น้องว่ากลับมาเถอะครับ หากญาติพี่น้องอยู่ที่นี่ ขอให้บอกไปที่ญาติพี่น้องที่ทำงานที่นั่นให้กลับมา ต้องขอให้กลับมา เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ยังกลับได้อยู่ ถ้าเกิดมีการปฏิบัติการภาคพื้นดินเกิดขึ้น การกลับเข้ามาก็จะลำบาก เรื่องการเดินทางเข้าสู่ศูนย์อพยพเพื่อที่จะไปสนามบินก็จะลำบาก อันนี้รัฐบาลเห็นตรงกัน เป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องพูดและสื่อสารให้พี่น้องทุกคนได้ทราบ”นายเศรษฐา กล่าว

>> เร่งนำตัวกลับบ้านเกิด

นายเศรษฐา กล่าวว่า ในที่ประชุมตนได้มอบหมายให้ รมว.แรงงาน ซึ่งรับปากจะไปดูแลแรงงานที่กลับเข้ามา โดยเพิ่มแรงจูงใจให้รีบกลับเข้ามา เพราะคนที่กลับเข้ามาได้วันละประมาณ 15,000 บาท ก็จะมีการเพิ่มค่าแรงให้อีก เพื่อให้กลับเข้ามาได้อีกเป็นจำนวนที่มากขึ้น ขณะที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็เป็นห่วงและช่วยคิดวิธีการที่เวลาแรงงานไทยกลับเข้ามาแล้วจะให้ทำงานอะไร ซึ่งแรงงานไทยที่ไปทำงานอิสเราเอลส่วนมากเป็นแรงงานภาคเกษตร ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ฉะนั้น การกลับเข้ามา ทางกระทรวงเกษตรฯ อาจจะมีความต้องการที่จะใช้แรงงานตรงนี้ จึงพยายามประกาศออกไปให้ทราบว่าถ้ากลับมาก็มีงานให้ทำอยู่ จะได้รีบๆ กลับมา

>> ประสานช่วยเหลือทุกทาง

นายกฯ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องการประสานความช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอล เราประสานทุกช่องทาง แต่ที่ไม่พูดเพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง เราใช้ทุกวิถีทาง ทั้งผ่านนายกฯมาเลเซีย รวมถึงการที่ตนไปร่วมประชุมเข้าร่วมการประชุม ASEAN - GCC Summit ที่ซาอุดีอาระเบีย ตนก็ได้พูดคุยกับกษัตริย์โอมานและบาห์เรน รวมถึงมกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทุกท่านตระหนักดี และทราบถึงสถานภาพของคนไทย ซึ่งเราไม่ได้เป็นคู่กรณีหรือคู่ขัดแย้งเลย และเรามีการสูญเสียที่สูงมาก มีตัวประกัน 19 คน ซึ่งต้องยืนยันว่าเวลานี้ยังไม่รู้ชะตากรรม แต่ทุกเส้นทางเราพยายามทำงานกันอยู่ มีเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของเราบินออกไป แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าบินไปไหน และพบกับใคร แต่ยืนยันว่าเราทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้ พยายามทำอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่องทางที่จะนำคนไทยกลับ สะดวกมากยิ่งขึ้นใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา รมช.ต่างประเทศยืนยันว่าเราพาคนกลับได้วันหนึ่ง 800-1,000 คนสบายๆ เพียงแต่ว่าบางคนเปลี่ยนใจ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนใจเรื่องการบริหารจัดการเครื่องบินก็มีปัญหา หากจะกลับถึง 1,000 คน เราก็สามารถจัดการได้ และอยากให้แจ้งมา และขอว่าอย่าเปลี่ยนใจเลย วงเงินแค่ไหนก็ไม่คุ้มกับชีวิตหรอก

เมื่อถามย้ำว่า เรื่องการปฏิบัติการภาคพื้นดิน จุดนี้คือสิ่งที่นายกฯห่วงมากใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ถูกต้อง หากมีการปฏิบัติภาคพื้นดินเกิดขึ้น การลำเลียงคนออกมาจากโซนต่างๆ มายังศูนย์พักพิงจะยากยิ่งขึ้น ทีนี้จะทำให้เกิดปัญหา

เมื่อถามถึงกรณีมีแรงงานบางคนเดินทางไปทำงานอย่างไม่ถูกต้อง และไม่กล้ากลับ เพราะกลัวถูกดำเนินคดีนั้น นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้เรามาพูดกันทีหลังได้ ไม่มีปัญหา จัดการได้หมด ขอให้กลับมา อย่างแรกคือความปลอดภัยของแรงงานไทย ทุกคนต้องกลับมาอย่างปลอดภัย เรื่องอื่นเป็นเรื่องรองหมด อย่าเป็นห่วงในเรื่องนั้น ขอให้เป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องกลับมาโดยเร็ว และขอยืนยันว่าถ้ามารายงานตัวกลับเจ้าหน้าที่ไทยกลับได้แน่นอน ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตถึงรูปแบบการเสียชีวิตของคนไทยที่ดูเหมือนถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยม นายกฯ กล่าวว่า ขอสรุปอย่างนี้ดีกว่า ต้องให้เกียรติญาติพี่น้องและครอบครัว การที่จะพูดเรื่องพวกนี้ บางทีจะเป็นการกระทบกระเทือนจิตใจ การสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวอยู่แล้ว วิธีการที่เสียชีวิตเกิดขึ้นจากสงครามแล้วกัน ตนคิดว่าสรุปตรงนั้นดีกว่า อย่าไปลงรายละเอียดกันเลยว่าเป็นอะไร ต้องเห็นใจครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย อันนี้ต้องขอร้องเลย ข้อมูลเรามี แต่ไม่อยากเปิดเผย และอย่าเปิดเผยเลยดีกว่าตรงนี้ ตอนนี้ยืนยันว่าอยากให้คนไทยกลับประเทศ โดยฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานของรัฐทุกคนยืนยัน ขอให้กลับมา หากญาติพี่น้องที่ฟังการแถลงข่าวอยู่ อยากให้ไปโน้มน้าวจิตใจญาติของตัวเองให้กลับมา เงินเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม ทางเราก็จะพยายามดูแลให้ดีที่สุดก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปจนไม่สามารถพากลับมาได้

อย่างไรก็ตาม ภายหลังสัมภาษณ์รอบแรกเสร็จ นายเศรษฐาได้กลับมาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอีกครั้งว่า ขอตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่จะมีการจ่ายค่าแรงในวันที่ 10 พ.ย. ทั้งที่การจ่ายเงินควรจะต้องเป็นวันที่ 31 ต.ค. ทำให้ชวนคิดได้ว่าทำไมต้องไปจ่ายวันที่ 10 พ.ย. แสดงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิดและเราไม่ทราบเหตุผลว่าทำไม แต่คิดไปก็เป็นแต่เรื่องไม่ดีทั้งนั้น ในฐานะที่เป็นนายกฯหยิบประเด็นนี้มาพูดก็คิดว่าน่าจะเป็นประเด็น แต่ก็ต้องพูด เพราะจะจ่ายเงินวันที่ 10 พ.ย. แล้วถ้าก่อนหน้านั้นมีอะไรเกิดขึ้น จะได้กลับประเทศหรือไม่ ตนจึงขอให้แรงงานไทยคิดดีๆ ว่าจะอยู่หรือกลับ และตนจะโทรศัพท์หาเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ ละเอียดอ่อน และอย่าเอาเรื่องเงินมาแลกกับชีวิตของคนไทย ต้องขอร้อง และเรื่องนี้ควรจะดูแลเราให้ดีกว่านี้ ถ้าเราอยากจะกลับวันไหนก็ควรจะต้องจ่ายค่าแรง ไม่ใช่เอาเงินมาล่อให้เราอยู่ ถ้ามีการสูญเสียเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องใหญ่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่กลัวว่าจะเกิดเป็นประเด็นดรามาตีกลับในเรื่องนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ตีกลับก็ตีกลับ ผมก็ต้องรับ หน้าที่ผมคือดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยทุกคน ซึ่งพร้อมน้อมรับ” เมื่อถามว่า จะต้องมีการคุยกับทางการอิสราเอลเพื่อพูดคุยกับนายจ้างด้วยหรือไม่ นายกฯ ย้ำว่า ตนจะโทรไปคุยกับทูตอิสราเอลว่ากรณีนี้ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ส่วนจำนวนแรงงานที่ถูกยื้อเอาไว้นั้น ยังไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และขอย้ำว่าให้แรงงานไทยตัดสินใจให้แนวแน่ว่าจะเดินทางกลับหรือไม่กลับ เพราะถ้ามีปฏิบัติการภาคพื้นดินเมื่อไหร่ เส้นทางถนนถูกตัดขาด ไม่สามารถจะออกมาได้ เงินเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม

นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าแรงงานไทยที่เสียชีวิต ว่า ตอนนี้เราต้องประสานงานหลายๆ ทาง ซึ่งยังไม่มีความแน่ชัดว่าเป็นใคร คงต้องเริ่มเก็บดีเอ็นเอเพื่อตรวจสอบ ส่วนความยากในการพิสูจน์อัตลักษณ์นั้น เราต้องดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการยืนยันตัวตนของแรงงาน ตนได้คุยกับกับสถาบันนิติเวชที่ไทยแล้ว ซึ่งยอมรับแนวทางการดำเนินการของอิสราเอล

เมื่อถามถึงความท้าทายในการพูดคุยกับเอกอัครราชทูตในเรื่องแรงงานไทย นายจักรพงษ์กล่าวว่า ต้องพยายามคุยกับเขา ว่าแรงงานเราเป็นคนตัดสินใจคนสุดท้าย หากทุดคนที่ประเทศไทยเป็นห่วง ทำให้เขารู้สึกว่าเขาต้องรีบกลับมา ก็น่าจะกลับมาได้

เมื่อถามว่า กลุ่มที่ออกมาสนับสนุนฮามาสในประเทศต่างๆ จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยด้วยหรือไม่ นายจักรพงษ์กล่าวว่า ต้องมองหลายส่วน คงต้องสงวนท่าทีไว้

เมื่อถามว่า อีกไม่กี่วันจะมีการปฏิบัติการภาคพื้นดิน ได้เตรียมมาตรการเพื่อโน้มน้าวคนไทยให้เดินทางกลับหรือไม่ เพราะอาจจะส่งผลให้การประสานงานรับกลับยากยิ่งขึ้น นายจักรพงษ์กล่าวว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไป ในเรื่องของรายได้ที่แรงงานยังไม่ได้ ซึ่งได้พูดคุยกับกระทรวงแรงงานแล้ว ว่าต้องพูดคุยกับนายจ้างอีก 10 กว่าบริษัทที่อิสราเอล เพื่อจะได้ไม่นำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อให้แรงงานอยู่ต่อ

สมาคมหนังสือพิมพ์เวียดนามให้การต้อนรับคณะสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย ในการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม ข่าวสาร และ การท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สนพท.)โดยนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมฯได้นำคณะกรรมการบริหารและที่ปรึกษาฯ จำนวน 9 คน ประกอบด้วยนางวิลาสินี เจริญสุข เลขาธิการฯ,นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ อุปนายก ,นายนพดล แสงวิลัย,นายชัชวาล คำไท้ ,นายณรงค์ ภัยกำจัด กรรมการบริหาร ,นางอารยา ณ วงศ์ดี ผช.เลขาธิการ ,นายบุญสืบ แก้วกล้า และนายนิรุทธ์ ลี้ปัทมากุล 2 ที่ปรึกษาสมาคมฯ ซึ่งเป็นนักธุรกิจ นำเข้า-ส่งออก สินค้า

คณะของ สนพท, เดินทางโดยสายการบินไทยจากสนามบินสุวรรณภูมิมายังสนามบินโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม โดยมีนาย บุย ง็อก กวาง นายกสมาคมนักข่าวนิญบิ่ญ (ninh Binh) และคณะกรรมการสมาคมฯให้การต้อนรับ ก่อนที่จะนำคณะของ สนพท.เดินทางไปยังเมืองซาปา จังหวัดลาวกาย ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของเวียดนามตอนเหนือติดชายแดนประเทศสาธรณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้คณะของ สนพท.ได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองท่องเที่ยว เป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยเดินทางไปชมความสวยงามของทิวทัศน์ด้วยการนั่งกระเช้าไฟฟ้าสู่ยอดเขาฟานซีปัน และเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวบนสกายวอล์คที่สวยงามและอลังการ ซึ่งทั้งยอดเขาฟานซีปันและสกายวอล์ค เป็นสถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง โดยเฉพาะคนไทยเดินทางไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก 2 คืนที่เมืองซาปา ทำให้คณะของ สนพท.ได้สัมผัสกับบรรยากาศการท่องเที่ยว การแสดงของชนเผ่า ที่เป็นวัฒนธรรมของเมืองซาปาและได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมือง เป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสารวัฒนธรรมของทั้งสองสมาคมอย่างใกล้ชิด

หลังจากนั้นในวันที่ 22 ตค,คณะของ สนพท.ก็ได้เดินทางออกจากเมืองซาปามายังจังหวัดนิญบิ่ญ โดยเข้าพักโรงแรม BAI DINH ซึ่งเป็นโรงแรมที่รัฐบาลเวียดนามใช้ในการต้อนรับแขกบ้าน แขกเมือง  และได้เลี้ยงรับรองอาหารเย็นคณะ สนพท.ก่อนที่จะนำไปเยี่ยมชมและไหว้พระที่เจดีย์ไบดิงห์ ซึ่งมีพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ และมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ ณ ยอดเจดีย์ชั้นสูงสุด

วันที่ 23 ต.ค.คณะเจ้าภาพจากสมาคมนักข่าวนิญบิ่ญ ได้นำคณะของ สนทพ.ไปล่องเรือเพื่อชมทิวทัศน์ตรังอัน( TRANG AN) หรือที่คนไทยเรียกว่า "ฮาลองบก"ที่สวยงาม และตอนบ่ายวันเดียวกันได้นำคณะของ สนพท.ล่องเรือชมทิวทัศน์ตามก๊อก-บิชดง (TAM COC -  BICH DONG )  สร้างความตื่นตาตื่นใจและประทับใจแก่คณะ สนพท.เป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นได้เข้าพักที่โรงแรม THE REED HOTEL นายกสมาคมนิญบิ่ญ พร้อมคณะกรรมสมาคมฯได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะของ สนพท.ส่วนในวันที่ 24 ต.ค. คณะเจ้าภาพจะได้นำคณะของ สนพท.เดินทางไปเยี่ยมชมอาสนวิหารพัทเดียม (PHAT DIEM STONG CATHEDRAL ) และตอนเย็นจะไปเยี่ยมชมเมือง tUYET TiNH COC และเมืองหลวงโบราณ HOA  LO

โดยในวันที่ 25 ต.ค. คณะเจ้าภาพจะได้นำคณะของ สนพท.เดินทางไปยังจังหวัดฮานาม ซึ่งนายกสมาคมนักข่าวจังหวัดฮานาม จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพให้การต้อนรับ และนำคณะไปเยี่ยมชมเจดีย์ TAM CHUC ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความเก่าแก่ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของ จังหวัดฮานาม ในในตอนเย็นจะได้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างสมาคมทั้งสามสมาคม เพื่อประโยชน์ในการเดินทางมาเยือนในครั้งนี้

‘ทางรถไฟสายปากน้ำ’ ทางรถไฟเอกชนสายแรกของแผ่นดินสยาม จากแผนยุทธศาสตร์ของ ‘ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5’ ในวิกฤตการณ์ รศ.122

(23 ต.ค. 66) นายวินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า…

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คือห้วงยามที่ฝรั่งเศสกับอังกฤษรุกรานไทย หาเรื่องยึดครองประเทศตลอดเวลา

การล่าอาณานิคมของชาวุโรปในภูมิภาคนี้ ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงตระหนักความสำคัญของการคมนาคม เวลานั้นการเดินทางข้ามจังหวัดใช้เกวียนและเรือเป็นหลัก ในภาวะฉุกเฉินย่อมใช้รับมือศัตรูไม่ทันการ

ไทยต้องปรับตัวเรื่องการเดินทาง… รถไฟอาจเป็นคำตอบ

ทรงเห็นควรที่จะสร้างทางรถไฟขึ้นในประเทศ เพื่อจะติดต่อกับมณฑลชายแดนง่ายขึ้น ปกครองสะดวกขึ้น และยังสามารถดูแลสอดส่องผู้รุกรานได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ การค้าขาย

รถไฟสายแรกเป็นของเอกชน กรุงเทพฯ ไปสมุทรปราการ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ทางรถไฟสายปากน้ำ’ ระหว่างสถานีรถไฟหัวลำโพงกับสถานีรถไฟปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ระยะทาง 21.3 กิโลเมตร โดย ‘พระยาชลยุทธโยธินทร์’ แม่ทัพเรือคนหนึ่งของกองทัพเรือสยามชาวเดนมาร์ก (ชื่อเดิม ‘อองเดร รีเชอลีเยอ’ (Andreas Richelieu))

ทางรถไฟสายนี้มีวิศวกรเดินรถชื่อ ‘ร้อยเอก ที. เอ. ก็อตเช’ (T.A. Gottsche) ทหารชาวเดนมาร์ก ได้รับการชักชวนจากพระยาชลยุทธโยธิน มาช่วยกิจการทหารเรือในสมัยรัชกาลที่ 5

ก็อตเชเป็นผู้บังคับการป้อมผีเสื้อสมุทรในเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ต่อมาได้รับราชทินนามเป็น ‘ขุนบริพัตรโภคกิจ’ ต้นสกุล ‘คเชศะนันทน์’ (เสียงพ้องกับ Gottsche) เป็นฝรั่งที่อยู่เมืองไทยนานจนกลายเป็นคนไทยไปแล้ว ตั้งรกรากในเมืองไทย

3 เดือนหลังจากเปิดรถไฟสายปากน้ำ วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) กองเรือรบฝรั่งเศสแล่นถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา

ทหารไทยสู้ ฝรั่งเศสจมเรือปืนฝ่ายสยามได้ 1 ลำ แต่เรือฌอง บัปติสต์ เซย์ ถูกปืนใหญ่สยามยิงเกยตื้นที่แหลมลำพูราย ทหารไทยเสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บ 14 คน ทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บ 3 คน

เรือแองกองสตองต์และโกแมตแล่นฝ่าปราการต่างๆ เข้ามาได้ ทั้ง 2 ลำแล่นฝ่ากระสุนไปจอดที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส ถนนเจริญกรุง จ่อปืนใหญ่ไปที่พระบรมมหาราชวัง แล้วยื่นคำขาดหกข้อต่อรัฐบาลสยาม ให้ตอบภายใน 48 ชั่วโมง

1 ใน 6 ข้อคือสยามต้องชดใช้ค่าเสียหายต่อฝรั่งเศสเป็นเงิน 2 ล้านฟรังก์

สยามจ่ายเงินให้ฝรั่งเศสก้อนหนึ่งชำระด้วยเหรียญนกจากท้องพระคลังจำนวน 801,282 เหรียญ หนักถึง 23 ตัน

‘เหรียญนก’ ก็คือ ‘เงินถุงแดง’ ที่รัชกาลที่ 3 ทรงสะสมไว้ซื้อเอกราชให้ประเทศ…

เจ้าหน้าที่ขนเหรียญนกออกจากวังทางประตูต้นสน ไปลงเรือที่ท่าราชวรดิฐตลอดวันตลอดคืน
บันทึกฝรั่งเศสเขียนว่า “ด้วยนายทหารฝรั่งเศสเพียง 50 นาย ทหารญวน 150 นาย และผู้เชี่ยวชาญทางปืนใหญ่อีก 4-5 นาย ก็สามารถยึดสยามทั้งประเทศไว้ได้สำเร็จ”

แต่ฝรั่งเศสไม่พอใจแค่นั้น ขอเพิ่มเติมเงื่อนไขคือ ขอยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน จนกว่าสยามจะชดใช้ค่าเสียหายครบ ฝ่ายไทยก็ต้องยอมรับอีก…

สยามสูญเสียดินแดนครั้งใหญ่ รวมเนื้อที่ประมาณ 143,800 ตารางกิโลเมตร การเสียดินแดนสยามจากวิกฤตการณ์ครั้งนั้น ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสียพระราชหฤทัยอย่างสุดซึ้ง จนทรงพระประชวร

‘นายช่างเยอรมัน ลูอิส ไวเลอร์’ ที่มาทำงานรถไฟในไทยบันทึกไว้ในอนุทินของเขาว่า เวลานั้นคนไทยเกลียดชาวฝรั่งเศส เพราะคิดกลืนกินดินแดนไทย หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในตังเกี๋ยเขียนใส่ร้ายคนไทย รวมถึงพฤติกรรมของพวกทูตฝรั่งเศสในสยาม ทำให้ไม่เพียงคนไทยไม่ชอบคนฝรั่งเศส พวกยุโรปชาติอื่นๆ ก็ไม่ชอบเช่นกัน

บันทึกของ ‘ลูอิส ไวเลอร์’ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2451 เขียนว่า “ชาวสยามเป็นชนชาติที่รักสงบมากที่สุดในโลกอย่างไม่น่าสงสัย แต่ทว่าผมจะไม่ประหลาดใจเลย หากชาวสยามจะลุกขึ้นมาจับดาบต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชของตน ภายหลังจากที่ประเทศสยามค่อยๆ ถูกตัดแบ่งออกไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ 15 ปีมาแล้ว” (จากหนังสือ กำเนิดการรถไฟในประเทศไทย ลูอิส ไวเลอร์ เขียน แปลโดย ถนอมนวล โอเจริญ และ วิลิตา ศรีอุฬารพงศ์)

วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงตระหนักว่า “ไม่มีผู้ใดช่วยเราได้ มีแต่มหาอำนาจหลายชาติต้องการกินเรา เราต้องมีแผนการที่ดีเพื่อรักษาเอกราชของชาติ”

ทางหนึ่งคือการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก เป้าหมายเพื่อหาพันธมิตรมาคานอำนาจศัตรู ก็คือ ‘พระเจ้าซาร์ นิโคลาสที่ 2’ แห่งรัสเซีย

อีกทางหนึ่งคือปรับปรุงทางรถไฟของสยามให้ดีขึ้น พร้อมรับมือกับข้าศึกได้ทุกเมื่อ

เหตุการณ์ ร.ศ. 112 ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงเปลี่ยนแผน เลือกสร้างสายอีสานก่อน เพราะเรื่องยุทธศาสตร์ เส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปแม่น้ำโขงจำต้องผ่านโคราช

ฝ่ายไทยโชคดีมากที่ได้ ‘คาร์ล เบธเกอ’ และนายช่างเยอรมันหลายคนมาทำงานนี้ รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินไปดูการสร้างรถไฟเสมอ

รถไฟสายอีสานแล้วเสร็จในปี 2443 รวมระยะทางทั้งสาย 265 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างทางรถไฟสายอื่นๆ ต่อไป เช่น ทางรถไฟสายเหนือจากชุมทางบ้านภาชีถึงเชียงใหม่ ระยะทาง 661 กม. เสร็จในรัชกาลต่อมา

ทรงมีวิสัยทัศน์ไกล จะต่อสู้กับอำนาจมารนอกประเทศ ต้องเตรียมพร้อมทุกด้าน ทั้งเชิงรับและเชิงรุก ทั้งทางทหาร การเมืองระหว่างประเทศ การคมนาคม ไปจนถึงการปฏิรูประบบต่างๆ

“ทหารมีไว้ทำไม?”
“กษัตริย์มีไว้ทำไม?”
… หากไม่มีป่านนี้คนไทยคงพูดภาษาฝรั่งเศสกัน

วินทร์ เลียววาริณ
23 ตุลาคม 2566


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top