Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

ไทยสมายล์ กรุ๊ป ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมบลูเทคซิตี้และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน ผุดไอเดีย “สถานีตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีชีวิต” แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคม Low Carbon

วันนี้ (28 ต.ค2566) ที่ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลนนิคมอุสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ นำคณะผู้บริหาเจ้าหน้าทีพนักงานไทยสมายล์ กรุ๊ปและบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกิจกรรมโครงการ ปลูกต้นไม้ป่าชายเลน

จากการต่อยอด ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลนเมื่อปี 2565 สู่การเป็นสถานีตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีชีวิต ในปี 2566 เป็นตัวชี้วัดที่ชาวบ้านสามารถพิสูจน์ด้วยตาเปล่าและจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพและการศึกษานวัตกรรมเทคโนโลยี 

กลิ่นไอความเจริญ เกิดขึ้นแล้ว ณ ฉะเชิงเทรา ในพื้นที่ตะวันออก EEC เมื่อกลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป ผู้นำรถขนส่งสาธารณะ Low Carbon ร่วมกับ บลูเทคซิตี้ ฉะเชิงเทรา และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)ผู้นำนวัตกรรมพลังงานบริสุทธิ์ ได้นำพนักงานร่วมกับชาวบ้านบางปะกงกว่า 100 ชีวิต สานพลังบริสุทธิ์ช่วยกันปลูกป่าชายเลน เช่น ต้นถั่วขาวทะเล ต้นฝาดดอกขาว-แดง รวมจำนวน 1,000 ต้น เทียบเท่าการกักเก็บคาร์บอนได้ 100 ตัน ใน 10 ปี และใช้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยเยาว์ สร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่โลก

รวมทั้ง การผุดไอเดียพัฒนา“สถานีตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีชีวิต” โดยมีแนวคิดจัดทำโครงการบ้านปลาธนาคารปู ที่เบื้องต้น ได้ทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ฉะเชิงเทราศึกษาวิจัยเพาะพันธุ์ลูกปูทะเล ที่มีเป้าหมายจะปล่อยลูกปูคืนสู่ธรรมชาติปีละ 1,000,000 ตัว โดยวางแผนปรับปัจจัยแวดล้อมให้ลูกปูสามารถเติบโตเต็มวัย จนประชาชนสามารถจับขายได้ ซึ่งมีราคาโดยเฉลี่ยตัวละ 100 บาท คิดเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น ได้ไม่น้อยกว่าปีละ 100 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดการประเมิน สถานีตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีชีวิตได้อย่างดี ที่มีทั้งดินดี น้ำดี มีคุณภาพชีวิตดี มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ ส่งผลให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างมีความสุขได้อย่างยั่งยืน

'มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใย สุขภาพชุมชน' เสริมสร้างประชาชนให้เข้มแข็งด้วยการมีสุขภาพที่ดี จัดทีมหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ให้บริการตรวจ-รักษา แจกจ่ายแว่นสายตา ตัดผม ฯลฯ แก่ประชาชน ฟรี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2566) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ และ ผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีเปิดโครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใย สุขภาพชุมชน” ให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนฟรี ... ประกอบด้วย ตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมการจ่ายยา คัดกรองเบาหวานเบื้องต้น บริการตรวจและแจกแว่นสายตา บริการทันตกรรม บริการตัดผม และจัดกิจกรรมนันทนาการสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และสนับสนุนให้ประชาชนใส่ใจในคุณภาพ โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดให้บริการประชาชนทุกวันเสาร์ที่สามของเดือน ระหว่างเวลา 09.00 – 14.00 น. ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ [รายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม] โดยมีนายขวัญเมือง บุญประสงค์ ผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย นายศิลปชัย พันธุ์สุริยานนท์ รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาองค์กร คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ และประชาชน ร่วมในพิธี ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

การออกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีกำหนดลงพื้นที่ให้บริการประชาชนทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย รวมถึงตามชุมชนต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประชาชนท่านใดสนใจเข้ารับบริการ สามารถติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร ตารางการออกหน่วยลงพื้นที่หน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน รวมถึงกิจกรรมช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung 

กว่า 46 ปี ที่หน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ออกหน่วยบริการทางการแพทย์เคลื่อนที่แก่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่ชุมชนแออัด และพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิฯ ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุก ๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

'ชาวเน็ตไทย' ไม่ทน!! แห่ #แบนเที่ยวเกาหลี หลังไปเที่ยวแล้วถูก ตม.ส่งกลับ ขุดวีรกรรม 'เลือกปฏิบัติ-เหยียดคนไทย' หวังสะเทือนถึง รบ.โสมขาว

เมื่อวานนี้ (27 ต.ค.66) หลังจากมีกระแสเรื่องด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของประเทศเกาหลีใต้ ที่มักใช้ดุลยพินิจแปลก ๆ ในการพิจารณานักท่องเที่ยวไทย ให้ผ่านเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งเคสมหากาพย์ นักท่องเที่ยวหญิงออกมาเล่าประสบการณ์ติด ตม.เกาหลี ถูกส่งตัวกลับไทย เจอถามมา 4 ครั้ง ยังเที่ยวไม่พอใจอีกเหรอ

ล่าสุดชาวไทยไม่ขอทน ลุกฮือเต็มโซเชียลฯ เริ่มตระหนักได้ว่า ปัญหาการติด ตม.เกาหลี ของคนไทยควรถูกนำไปพิจารณาในระดับชาติเสียที

เนื่องจากทำให้นักท่องเที่ยวไทย รู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยาม และถูกเลือกปฏิบัติ แม้จะเป็นคนเอเชียด้วยกันเองก็ตาม ทำให้เกิดแฮชแท็กร้อน #แบนเที่ยวเกาหลี ขึ้นมาแซงเป็นอันดับ 1 ในทวิตเตอร์ทันที

โดยหลายคนเสนอแนวคิดว่า หากร่วมใจกันไม่เที่ยวประเทศดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจจะเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งไปถึงรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่มากก็น้อย

ขณะที่ ชาวเน็ต ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกัน ในหัวข้อนี้กันเพียบ พร้อมจับพิรุธการทำงานของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง

โดยอธิบายว่า ประเทศเกาหลีนั้นขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรอย่างมาก จึงเลือกที่จะปิดหูปิดตารับผีน้อยเข้าไปทำงาน และแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแทน ด้วยการพิจารณาคัดคนเข้าประเทศแบบไร้มาตรฐาน

“ขอพูดเรื่องการแก้ปัญหาผีน้อยในเกาหลีหน่อยเถอะ คือ เกาหลีเนี่ยขาดแคลนแรงงานมากแต่เลือกแก้ไขที่ปลายเหตุ เลือกที่จะคัดคนหนีวีซ่าจากการท่องเที่ยว แต่ไม่คิดจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์รับแรงงานเข้าประเทศ ถ้าเทียบกับฝั่งไต้หวัน ญี่ปุ่น อิสราเอล ถือว่าเกาหลีจัดการระบบได้ห่วยแตกมาก”

“เกาหลีมันจงใจไม่เอาคนไทยจริงๆ ตาสว่างเถอะ อยากให้ไทยชนะด้านท่องเที่ยวมันตลอดไป เพราะมันมั่นเกิน โหมข่าวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวบ้านมันทุกวัน วันละหลายข่าว พยายามจะให้ท่องเที่ยวตัวเองติดท้อปโลกจะตาย ลงข่าวอวยทุกวี่วัน อยากได้ต่างชาติสุดๆ แต่เขาไม่เอาคนไทยค่า”

“นอกจากแบนเข้าเกาหลีแล้ว อยากให้รณรงค์หาผีน้อยเกาหลีในไทย ส่งผีน้อยกลับบ้านด้วยก็ดีนะ แบนร้านทำผม ร้านอาหารที่เกาหลีเข้ามาทำกิจการแบบผิดกม.อะ สักทีเถอะ (รวมถึงชาติอื่นๆด้วยนะ)”

“พูดได้เปล่านะ ยทบ.เกาหลีหลายช่องมาเที่ยวไทยลงคลิปฉ่ำ ไม่เซนเซอร์หน้าคนที่ถ่ายติดด้วย (ทั้งที่บ้านแกกฎเข้มมากไง) มีคนอวยน่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ ไปเที่ยวตรงไหนก็เจอแต่คนไทยใจดี แต่ทำไมบ้านแกไม่ใจดีกับคนไทยที่ไปเที่ยวบ้างเลยอะ”

“คนที่ไม่ผ่าน ตม.เกาหลีควรคืนค่าจองโรงแรม ค่ามัดจำทุกอย่างในประเทศตัวเองคืน เพราะการพลาดทริปในครั้งนี้เกิดจากเจ้าหน้าที่ประเทศตัวเอง ควรแสดงความรับผิดชอบ!!”

“ล่าสุดเรา คือ หนึ่งในผู้ติด #ตมเกาหลี และโดนส่งตัวกลับ บอกเลยว่าสุขภาพจิตเสียแบบสุดๆ จนต้องปรึกษาหมอจิตเวช (ปกติเราเป็นซึมเศร้า อยู่ในช่วงที่ลดยา แทบจะไม่ต้องกินแล้ว) แต่ต้องกลับมากินยารักษาตัวเองใหม่ รีวิวติดตม.เกาหลี”

มทบ.25 จัดพิธีอำลาธงชัยเฉลิมพล และพิธีอำลาผู้บังคับบัญชาของทหารกองประจำการ รุ่นปี 2564 ผลัดที่ 2

เมื่อวานนี้ (27 ต.ค.66) เวลา 09.30 น.พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ประธานในพิธี พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา กำลังพล มณฑลทหารบกที่ 25 และ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ร่วมพิธีอำลาธงชัยเฉลิมพล และพิธีอำลาผู้บังคับบัญชา ซึ่งกำลังพลที่ปลดจากกองประจำการ ประกอบด้วย กำลังพลในส่วนบังคับบัญชา ร้อยมณฑลทหารบกที่ 25 ร้อยสารวัตรทหาร มณฑลทหารบกที่ 25 หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 25 โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน และ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 รวมทั้งสิ้น 227นาย 

โดยในพิธี มีพระสงฆ์ปะพรมน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่กำลังพล ผู้แทนทหารกองประจำการที่จะปลดจากกองประจำการกล่าวอำลาผู้บังคับบัญชา และพิธีสวนสนามอำลาธงชัยเฉลิมพล และผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นพิธีอันทรงเกียรติ ที่ทรงคุณค่าสร้างภาคภูมิใจแก่เหล่ากำลังพลน้องๆ ทหารที่จะปลดจากกองประจำการ ซึ่งทำให้ทหารกองประจำการทุกนายเกิดความภาคภูมิใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศที่ได้ปฏิบัติงานช่วยเหลือหน่วย และประเทศชาติ ในหลังจากนั้น พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อม คุณอุไรวรรณ เจริญพิบูลย์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 และคณะแม่บ้าน ได้เลี้ยงอาหารพิเศษให้กับทหารที่ปลดจากกองประจำการ ณ โรงเลี้ยง ร้อยมณฑลทหารบกที่ 25 สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับน้องๆทหารที่จะปลดประจำการในครั้งนี้เป็นอย่างมาก 

'พิพัฒน์' เตรียมชง 'ครม.' ช่วยเหลือแรงงานไทยกลับจากอิสราเอล เล็ง 'ค้ำประกันหนี้ - เพิ่มเงินเยียวยา' รอ 'นายกฯ' ไฟเขียว!!

(27 ต.ค. 66) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงเรื่องมาตรการช่วยเหลือแรงงาน ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในอิสราเอล ว่า คนที่กลับมาในช่วงนี้ทางกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานเราจะไม่ส่งกลับไปเด็ดขาด จนกว่าสงครามจะยุติ เราได้เชิญชวนให้เพื่อนๆผู้ใช้แรงงาน กลับมาสู่ประเทศไทย กลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัว เมื่อท่านปลอดภัยแล้วก็ขอให้ท่านได้อยู่กับครอบครัวสักช่วงหนึ่งก่อน เมื่อสงครามยังไม่สงบ และเมื่อสงครามสงบแล้ว ทางกรมการจัดหางาน จะเจรจาผ่านไปถึงทางประเทศอิสราเอล ว่าเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างยุติอยู่ในความสงบเรียบร้อย เราจะขอส่งแรงงานดังกล่าวกลับไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง

“เขายินดีที่จะให้พวกเรากลับไปทำงานปกติคนที่ทำงานครบ 5 ปี 3 เดือน ตามสัญญาและไม่สามารถกลับไปได้นะ แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดความไม่สงบในครั้งนี้ คนที่ทำงานครบ 5 ปี 3 เดือน สามารถกลับไปทำงานต่อได้อีก 1ปี นี่คือสิทธิ์ที่ทางการอิสราเอลให้กับทางกระทรวงแรงงานของเรา” นายพิพัฒน์ กล่าว

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ส่วนเพื่อนๆที่กลับมาจากประเทศอิสราเอลขณะนี้ทางกระทรวงแรงงานเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังหางานในประเทศไทย และหางานในประเทศอื่น ที่มีความประสงค์ จะรับคนงานที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านการเกษตรกลับไปทำงานในประเทศนั้นๆ ที่มีการลงนามในเอ็มโอยูไปแล้ว คือประเทศเกาหลีใต้ เราพยายามที่จะเจาะตลาดประเทศอื่นๆ ที่มีการพัฒนาในด้านการเกษตร และต้องการผู้ที่มีทักษะในเรื่องของการเกษตรโดยเฉพาะคนไทยอีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นในประเทศแถบยุโรป หรือในออสเตรเลีย

ทั้งนี้ ในขณะนี้ก็มีการแจ้งความจำนงมาที่กระทรวงแรงงาน ว่าต้องการแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านเกษตรโดยเฉพาะการเก็บผลไม้ การปลูกผัก การปลูกผลไม้เพื่อไปทำงานในประเทศเขา ซึ่งเขากำลังประสาน และจะลงนามในเอ็มโอยูในการที่จะส่งแรงงานไปในต่างประเทศ มีการประสานไปทางท่านนายกรัฐมนตรีว่าเป็นไปได้ว่าจะมีข้อไหนบ้าง  2 กรณี คือ คนที่กู้หนี้ยืมสินไปทำงานในอิสราเอลและยังทำงานไม่ครบ 5 ปี 3 เดือน ตรงนี้เมื่อกลับมาก่อนเว้นระยะเวลาในสัญญา ยังมีที่หนี้สินค้างอยู่ ทางกระทรวงก็จะขออนุมัติให้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยกรุณาเอาแบงก์รัฐมาค้ำประกันต่อ หรือปล่อยเงินกู้ตามที่แรงงานแต่ละท่านในระบบ หรือนอกระบบ ถ้าหากว่าแรงงานของเราคนใดคนหนึ่ง

“สำหรับคนที่กลับจากประเทศอิสราเอล โดยเฉพาะเรื่องของภัยสงครามในครั้งนี้ ได้เยียวยาให้คนละ 15,000 บาท และทางกระทรวงแรงงานจะขอหารือนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าถ้านายกฯ มีการพูด หรือมีการให้สัมภาษณ์ออกมาว่าจะขอให้ช่วยเยียวยาเพิ่มเติม ผมเองก็จะทำเรื่องของบกลางซึ่งก็พยายามจะทำให้ได้ภายในการประชุม ครม.สัปดาห์หน้า ว่าทางรัฐบาลจะเติมงบกลางมาให้กับแรงงานที่กลับมาคนละเท่าไร” นายพิพัฒน์ กล่าว

ชาวบ้านเกาะสาหร่าย ร้องศรชล.แก้ปัญหาลักลอบใช้เครื่องมือผิดกฎหมายคราดปลิงทะเลลูกบอล ส่งจีน-เวียดนาม

วันนี้ 27 ต.ค. 2566 ที่ท่าเทียบเรือเจ้าท่า สาขาสตูล ตำบลตำมะลัง อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 โดยพลเรือโทสุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช มอบนโยบายนาวาเอก แสนย์ไท บัวเนียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพื้นที่ตอนใต้ จว.สตูล ศรชล.ภาค 3/รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล,นาวาเอก รัฐพล  แก้วกระจาย หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล ศรชล.ภาค 3 , นายสุขเกษม ศรีงาม เจ้าพนักงานประมงชำนาญงาน  หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ (สตูล)ประมงจังหวัดและประมงอำเภอเมืองสตูล  บูรณาการกำลังจากหน่วยงานใน ศรชล.จังหวัดสตูล ประกอบด้วย ศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล ศรชล.ภาค 3 สำนักงานประมงจังหวัดสตูล ด่านศุลกากรสตูล ศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมงเขต 9 (สตูล) สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสตูล ตำรวจน้ำสตูล ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดสตูล หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ (สตูล) และ ชุดปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ จำนวน 30 นาย นำเรือ ศรชล.2906 และ เรือ เจ้าท่า 188 ออกตรวจสอบและแสดงกำลังในการป้องกันและป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายทางทะเลบริเวณพื้นที่ตำมะลัง - ตันหยงโป - เกาะสาหร่าย และได้พบปะพูดคุยสร้างความรับรู้ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลให้กับผู้นำชุมชนบ้านเกาะสาหร่าย ต.เกาะสาหร่าย อ.เมืองสตูล จว.สตูล

เกี่ยวกับข้อมูลเรือพื้นบ้านใช้เครื่องมือทำประมงผิดกฎหมาย (คราดปลิงทะเลลูกบอล ) หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านเกาะสาหร่าย ว่ามีการลักลอบใช้เครื่องมือผิดกฎหมายคราดปลิงทะเลลูกบอล สร้างความเสียหายให้ทรัพยากรธรรมชาติและเครื่องมือประมงของชาวบ้าน ซึ่งการออกลาดตระเวนพร้อมเพิ่มความถี่ในการตรวจตรารอบเกาะสาหร่ายในครั้งนี้ แม้จะไม่พบการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว   

ด้านนาวาเอกแสนย์ไท บัวเนียม รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล (ศรชล.สตูล) พร้อมคณะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงรับฟังปัญหา  จากผู้นำชาวบ้านในพื้นที่และเชิญเจ้าของแพรับซื้อปลิงทะเลลูกบอล มาแจ้งถึงการรับซื้อปลิงทะเลลูกบอลจากกลุ่มเรือประมงที่ใช้เครื่องมือคราดในครั้งนี้มีความผิดทางกฎหมายจากการลงพื้นที่รับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงจากชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ได้เสนอแนะ 3 ประเด็นใหญ่คือ 1 ให้มีการรวมตัวกันผู้นำชุมชน ผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อทำการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น 2. หากเกินขีดความสามารถให้แจ้งมายัง ศรชล.หรือ ว่าสำนักงานประมงจังหวัด/หรือว่าหน่วยปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ 3 ศรชล.ได้เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน/เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดประมงผิดกฎหมายเพื่อจำกัดเสรีในการกระทำความผิดกฎหมาย ควบคุมดำเนินคดีการกระทำความผิดต่อไป โดยลักษณะของการกระทำความผิดเป็นการใช้เครื่องมือคราดปลิงทะเล สร้างความเสียหายให้ทรัพยากรและเครื่องมือประมงอื่น เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ สำหรับการแก้ไขปัญหาประมง และการกระทำความผิดประมง เป็นปัญหาซับซ้อนที่ต้องร่วมมือกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐประชาชนและผู้ทำอาชีพประมง ในทุก ๆ เรื่องการสร้างความตระหนักรู้วินัย/ทุกคนต้องร่วมมือกันเชื่อว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย

สำหรับปลิงทะเลลูกบอล การข่าวพบว่ามีการซื้อขายกิโลกรัมละ 60-70 บาทในตัวปลิงที่มีขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก 35 บาท มีการจับเพื่อส่งขายไปเป็นยาบำรุงร่างกาย ในประเทศเวียนดนามและจีน ซึ่งชาวบ้านเกาะสาหร่ายหากเดินหาริมชายหาดหลังน้ำลดสามารถทำได้   

สำหรับคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดสตูล ได้ประกาศ เรื่อง  กำหนดเครื่องมือทำการประมง วิธีการทำการประมง และพื้นที่ทำการประมง ที่ห้ามใช้ทำการประมงจับสัตว์น้ำ พ.ศ.2560 เครื่องมือประมงปประเภทคราดประกอบกับเรือยนต์ทำการประมงปลิงทะเล ทำให้เกิดการทำลายหน้าดิน หญ้าทะเล ปะการัง อันเป็นแหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อชาวประมง อาศัยมาตรา 28 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง มาตรา 71 (1)แห่งพระราชกำหนดประมง พ.ศ.2558  (มีโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาท  ถึงหนึ่งแสนบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง)

ด้านนายรอดาษ นากมา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะสาหร่าย ยอมรับว่า ปัญหาการลักลอบทำประมงด้วยการใช้เครื่องมือ คราดปลิงทะเลลูกบอล มีจริง โดยมีการใช้เรือประมาณ 10 ลำเป็นเรือหางพร้อมเครื่องมือคราดสร้างความเสียหายให้กับเครื่องมือประมงของชาวบ้าน ซึ่งปัญหานี้มีมาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ปีแล้วที่ชาวบ้านเกาะสาหร่ายประสบปัญหา โดยกลุ่มเรือที่เข้ามาทำส่วนใหญ่มาจากต่างถิ่น จึงอยากให้ศรชล.เข้ามาช่วยเหลือ ตรวจตรา ป้องปรามการกระทำผิด  

เอ็นไอเอ ร่วม ม.แม่โจ้ เปิดเวทีโชว์ศักยภาพ 10 สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชีวภาพตั้งเป้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ในงาน AgBioTech Incubation 2023 Demo Day

วันที่ 27 ตุลาคม 2566 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตรทั้งย่านนวัตกรรมเกษตรและอาหารแม่โจ้ สถาบันนวัตกรรมเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายชีววิทยาสังเคราะห์ หรือ SynBio Consortium เปิดเวทีเป็นครั้งแรกให้ 10 สตาร์ทอัพสายเกษตรที่ผ่านการและพัฒนาศักยภาพอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 4 เดือน ภายใต้โครงการ AgBioTech Incubation 2023 ซึ่งเป็นโปรแกรม การเรียนรู้และฝึกปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจงสำหรับสตาร์ทอัพสายเกษตรด้านเทคโนโลยีวภาพ ผนวกความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำและที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ด้วยการลงมือปฏิบัติทดสอบแนวคิดและสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบโจทย์ปัญหาในภาคการเกษตรของประเทศ สร้างให้เกิดสตาร์ทอัพสายเกษตรรายใหม่ในระบบนิเวศ ก่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาซน) กล่าวว่า "ภาคเกษตร”เป็นหนึ่งในอุตสากรรมเป้าหมายของ NIA เนื่องจากมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยที่ผ่านมา NIA มุ่งเร่งสร้างและพัฒนาให้เกิดสตาร์ทอัพด้านเกษตรที่จะเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่เกษตรกรให้สามารถนำไปใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผ่านเครือข่ายความร่วมมือภายใต้การดำเนินงาน Accelerator Program และ Incubator Program เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจและช่วยบ่มเพาะธุรกิจด้านการเกษตรให้มีโอกาสขยายตลาดให้เติบโตมากขึ้น ตลอดจนได้รับการร่วมลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนานาชาติมีการนำเทคโนโลยีเชิงลึกมาใช้ในภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น โดยมีการประยุกต์ใช้ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์ และบล็อกเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมคุณภาพการผลิตภาคเกษตรได้ดีขึ้น แต่สำหรับประเทศไทยยังมีไม่ถึง 15 ราย ดังนั้น จึงได้ริเริ่มโครงการ "AgBioTech Incubation 2023"

โดยมุ่งสร้างสตาร์ทอัพสายเกษตรรายใหม่ที่ใช้ทั้งเทคโนโลยีเชิงลึกและเทคโนโลยีชีวภาพเข้าสู่ระบบนิเวศให้มากขึ้น เพื่อนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ให้เกิดแนวทางใหม่ในการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก (อันดับ 3 ของอาเซียน) มีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มากกว่า 900 ท่าน และมีผลงานวิจัยและ
พัฒนาในระยะ 5 ปี มากกว่า 2,500 ผลงาน 

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ AgFunder ในปี พ.ศ. 2565 พบว่า สตาร์ทอัพสายเกษตรด้านเทคโนโลยีชีวภาพเป็นสาขาที่มีมูลค่าการระดมทุนของทั่วโลกสูงถึง 79 พันล้านบาท แต่ในประเทศไทยยังมีมูลค่าเพียง
90 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.10 ของการลงทุนระดับโลกเท่านั้น ทำให้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ดังนั้นNIA จึงเร่งส่งเสริมและสร้างให้เกิดสตาร์ทอัพสายเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพรายใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมเทคโนโลยี เชิงลึกให้เพิ่มมากขึ้นผ่านโครงการนี้

รองศาสตราจารย์ ดร. วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า "มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับการสนับสนุนจากNIA และความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเทศบาลท้องถิ่นในการผลักดันและพัฒนา "ย่าน นวัตกรรมเกษตรและอาหารแม่โจ้" ให้กลายเป็น "ซิลิคอนวัลเลย์ด้านนวัตกรรมการเกษตรของไทย" และในปีนี้ได้ร่วมดำเนิน

"โครงการพัฒนาสตาร์ทอัพด้านการเกษตรที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในระยะเริ่มต้นธุรกิจ" หรือ "AgBioTech Incubation" ซึ่งประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) กิจกรรมพัฒนาที่ปรึกษาเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร ด้วยการ พัฒนาศักยภาพอาจารย์ นักวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการสร้างแนวคิดและทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และเข้าใจการพัฒนาบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรให้กับอาจารย์ 42 ท่านจาก 15 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 2) กิจกรรมพัฒนาสตาร์ทอัพสายเกษตรที่ประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีชีวภาพ โดยมุ่งเน้นการบ่มเพาะผ่านกิจกรรมฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การให้คำปรึกษาเชิงลึก และ การเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักศึกษา นักวิจัยภาครัฐ หรือศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยมี 10 ทีมสตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกมานำเสนอรูปแบบธุรกิจของผลิตภัณฑ์และบริการ ได้แก่ 

So Mush: การผลิตเชื้อเห็ดบริสุทธิ์แบบน้ำ MYCO GARDEN HOME: สารเสริมการเติบโตในพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงและไม้ดอกไม้ประดับจากอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซ่า MaxBoost: สารป้องกันเชื้อวิบริโอและเชื้อไวรัสหัวเหลืองจากกลุ่มแอนไทเซนส์เสถียร Pure Plus: หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยลำแสงไอออนพลังงานต่ำเพื่อยับยั้งและป้องกันเชื้อโรคเหี่ยวเน่าในพืชเศรษฐกิจ Sentech Plus: สารชีวภัณฑ์ป้องกันการติดเชื้อแบบองค์รวมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจาก Bacteriophages Bio Solution: ควบคุมศัตรูพืชด้วยศัตรูธรรมชาติ Gen- A-Tech: ระบบตรวจสอบเพศของพืชและลักษณะพิเศษด้านการเกษตรด้วย DNA Maker PLANTBIO:การผลิตสารสำคัญเชิงหน้าที่เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเซลล์พืช EverFresh:ผลิตภัณฑ์ไบโอโมเลกุลเปปไทด์สำหรับยืดอายุการเก็บรักษาสินค้าเกษตร และHappy Plant: ไมคอร์ไรซ่าที่มีความบริสุทธิ์ สูงจากระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเพิ่มอัตราการรอดเมื่อปลูกลงดิน และ 3) กิจกรรมสร้างให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือด้าน เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร ผ่านการประสานงานและเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชนสถาบันการศึกษา และนักลงทุน ในการร่วมทำงานกับสตาร์ทอัพ"

นายธนารักษ์ พงษ์เภตรา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร กล่าวสนับสนุนว่า "ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพระดับแนวหน้าในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารส่งออกอันดับที่ 13 ของโลก มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น สตาร์ทอัพ สายเกษตรจึงมีความสำคัญกับประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกมาแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในภาคเกษตรทั้งในประเทศและขยายการใช้งานไปต่างประเทศ เพื่อรองรับความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยโครงการนี้ได้สนับสนุนการเชื่อมต่อกับองค์กรที่มีเครือข่ายครอบคลุมอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย เช่น อ้อย มะม่วง การเพาะเลี้ยงกุ้ง ทำให้สตาร์ทอัพเกิดการความเข้าใจที่แท้จริงในการประยุกต์นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้แก้ปัญหาทางการเกษตร และเกิดการ พัฒนาที่มีประสิทธิภาพตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งจะทำให้สตาร์ทอัพสามารถขยายตลาดและเติบโตได้อย่างรวดเร็วขึ้น"

“AgBioTech Incubation 2023 เป็นการพัฒนาสตาร์ทอัพด้านเกษตรรายใหม่ ด้วยกระบวนการบ่มเพาะแบบเข้มข้น ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งทั้ง 10 ทีมมีเทคโนโลยี นวัตกรรม โซลูชั่นที่โดดเด่น และสามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาให้กับภาคการเกษตรได้อย่างแท้จริง ที่เป็นความหวังของภาคการเกษตรไทย ให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและเป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมการเกษตรของประเทศให้เติบโตต่อไป" ดร. กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย

พร้อมกันนี้ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการเครือข่ายการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเชิงลึกด้านการเกษตร (AgBiotech Consortium)ในงาน AgBioTech Incubation 2023 Demo Day “เปลี่ยนไอเดีย ต่อยอดเป็นธุรกิจ เพื่อแก้ปัญหาให้ภาคเกษตรสู่การเติบโต”อีกด้วย

'โบกธง' แสดงพลังศรัทธาชาวไทยมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยุติความรุนแรงในปาเลสไตน์

เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น.หน้าบริเวณ มัสยิดกลางจังหวัดนราธิวาสได้มี ชาวไทยมุสลิมและมุสลีมะห์ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ได้ออกมาแสดงพลังสามัคคี แสดดงจุดยืน ให้ยุติสงครามที่เกิดความรุนแรงขึ้นอยากต่อเนื่องจนบานปลายระหว่างประเทศ อิสลาแอล- ปาเลสไตน์ ด้วยความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ จึงมี ทั้งประชาชน นักศึกษา สตรี เด็ก กว่า 200 คน  ถือธงปาเลสไตน์ และเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง ขอความสันติให้กับพี่น้องที่ได้รับผลกระทบ และสูญเสียในสงครามครั้งนี้ จากนั้นได้เคลื่อนขบวน โบกธงปาเลสไตน์ ไปตามถนนสายหลักในเมือง จังหวัดนราธิวาส 

เนื่องจากก่อนหน้านี้ ได้รับรายงานจากโพสต์ ของเพจ Thailand Stand with Palestin ( ไทยเคียงข้างปาเลสไตน์ ) ได้ออกมาโพสต์ เชิญชวน ที่มีเนื้อหาว่า วันศุกร์ที่ 27 นี้ มาร่วมละหมาดกันที่ “ มัสยิดประจำจังหวัดรวมตัวกัน “หลังละหมาดวันศุกร์ เราจะไปโบกธงปาเลสไตน์ ให้โลกได้รู้ว่า เราเคียงข้างปาเลสไตน์ และ จะมีการแสดงพลัง เชิงสัญลักษณ์ต่อต้านการใช้ความรุนแรง หยุด โจมตีฉนวนกาซา เรียกร้องให้ยุติสงความ และสนับสนุนสันติภาพ อย่างเป็นธรรม

‘รองโฆษกฯ’ เตือนผู้ปกครอง ระวัง ‘ขนมโรลออน’ หวั่นเด็กๆ ซื้อบริโภค ชี้ มีสารอันตราย ย้ำ!! ‘ผู้นำเข้า-จำหน่าย’ ไม่ได้ขออนุญาต มีโทษหนัก

(27 ต.ค. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แจ้งเตือนให้เฝ้าระวังการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนมลูกอมลูกกลิ้ง ที่กำลังเป็นกระแสแพร่หลายในกลุ่มเด็กและเยาวชนปรากฏทางสื่อออนไลน์ โดยขนมดังกล่าวยังไม่มีการยื่นขออนุญาตผลิตภัณฑ์ จากคณะกรรมการองค์การอาหารและยา (อย.) ฉลากและภาชนะบรรจุไม่ถูกต้องตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข และพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522

นายคารม กล่าวว่า รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการกำชับผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่ง ให้สื่อสารไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด เฝ้าระวังและติดตามการขายขนมลูกอมลูกกลิ้งรอบโรงเรียน อาจจะส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของเด็กเมื่อกินเข้าไป และเตือนพ่อแม่ ผู้ปกครอง ประชาชน ร่วมสอดส่องดูแลการขายอาหารและขนมบริเวณรอบโรงเรียน หากพบเห็นสามารถแจ้งข้อมูลทางสายด่วน อย.1556 ทางไลน์ Line@FDAThai เฟซบุ๊ก FDAThai หรืออีเมล [email protected] ตลอดจนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ขอเตือนผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย มีความผิดตามกฎหมาย หากพบขนมรูปแบบโรลออน วางขายโดยไม่ขออนุญาตนำเข้า จะมีโทษปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หากตรวจวิเคราะห์แล้วพบใช้วัตถุเจือปนอาหารไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีโทษ ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท และกรณีที่พบว่าภาชนะที่ใช้บรรจุอาหารไม่มีมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

‘หญิงหน่อย’ บังเอิญเจอ ‘พิธา’ ที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ พร้อมมอบผ้าขาวม้าของดีจากร้อยเอ็ดไว้ให้กันหนาว

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 66 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมแคปชันเผยว่า…

“บังเอิญอยู่ New York ช่วงเดียวกัน เลยได้มาทานอาหารเช้า Catch Up และยินดีกับ Pita Limjaroenrat - พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

สำหรับรางวัล TIME 100 NEXT ได้พบคุณฟูอาดี้ด้วย

ได้มอบผ้าขาวม้า จาก #ร้อยเอ็ด ที่กำลังช่วยชาวบ้านใน Project #ZapPower ให้คุณพิธาไว้กันหนาว เลยได้นายแบบกิตติมศักดิ์ มาช่วยกันโปรโมท #ผ้าขาวม้า #สินค้าชาวบ้าน ของไทยค่ะ

และต้องขอบคุณสำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ให้กับน้องจินนี่ จากทั้ง 2 ท่านด้วยนะคะ 💜”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top