Monday, 27 July 2026
NEWS FEED

สาวลาวลายมือสวย เขียนภาษาไทยงามคม เนี้ยบทุกเส้น โซเชียลชม—อ่านง่าย—เป็นระเบียบ มอบคะแนนให้เกือบเต็ม 10 ถามเคล็ดลับ ฝึกยังไงให้สวยเป๊ะ?

โพสต์จากเพจ ตุ๊กตาสาวลาว - Toukta Lao เผยภาพตนเองเขียนตัวหนังสือภาษาไทย ลายมือสวยเป็นระเบียบ ตัวอักษรเอียงเท่ากัน ระยะห่างสม่ำเสมอ และเส้นหมึกคมชัด แม้แคปชันจะระบุว่าเขียนด้วยความรีบ จนกลายเป็นไวรัลในเวลาไม่นาน หลังเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ยอดไลก์แล้วกว่า 1,200 ไลก์ 

ใต้โพสต์ ชาวเน็ตทั้งไทย–ลาวแห่ชื่นชมลายมือของสาวนิสิตลาวว่า “อ่านง่าย สบายตา” หลายคนขอเคล็ดลับการฝึก ตั้งแต่การจับปากกา การกำหนดเส้นบรรทัด ไปจนถึงการซ้อมเขียนตัวอักษรซ้ำๆ บางคอมเมนต์เล่าว่าเห็นแล้วอยากกลับมา “คัดลายมือ” อีกครั้ง เพราะช่วยทั้งสมาธิและความเรียบร้อยของงานเขียน 

‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ร่วมงาน รมช.กลาโหม แต่งตั้งเป็นคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ ชูการสื่อสารพิทักษ์ชาติ ย้ำภูมิใจปกป้องอธิปไตยของชาติ

(12 พ.ย. 68) กรรมการช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่งตั้ง ร้อยเอก สมบัติ บัญชาเมฆ หรือบัวขาว บัญชาเมฆ ร่วมเป็นคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารภารกิจของกระทรวงกลาโหมในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงเทพมหานคร

บัวขาวกล่าวผ่านโพสต์ว่า “ภูมิใจครับที่ได้รับหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอีกรูปแบบหนึ่ง” สะท้อนจุดยืนในการใช้บทบาทประชาสัมพันธ์เป็นความต่อเนื่องของการปกป้องผลประโยชน์ชาติ แม้ไม่ใช่หน้าที่ปฏิบัติการโดยตรง

บัวขาวซึ่งมียศร้อยเอกในกองทัพบก มีประวัติการรับราชการและปรากฏในกิจกรรมสนับสนุนทหารชายแดนและการสื่อสารเรื่องอธิปไตยต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง การใช้บุคลากรสาธารณะในตำแหน่งนี้เหมาะสมกับนโยบายหน่วยงานความมั่นคงที่ต้องการขยายการสื่อสารให้ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนมากขึ้น

การแต่งตั้งบัวขาวสะท้อนบทบาทใหม่ของการปกป้องชาติผ่านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพการแจ้งข่าวสารภารกิจด้านความมั่นคงให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจมากขึ้น

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 เป็นประธานพิธีมอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิกศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25/ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคงในเขตพื้นที่ มณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธีมอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิกศูนย์ฯ ณ ห้องรับรอง กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ ตามที่ เจ้าหน้าที่ชุดประสานงานศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริ และความมั่นคงเขตพื้นที่มณฑลทหารบกที่ 25 และเจ้าหน้าที่ชุดประสานงานศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ รวบรวมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของสมาชิกนำส่งจำหน่ายยัง กองศิลปาชีพฯ เมื่อ 26 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 9 บัญชี 

มีสมาชิกส่งผลิตภัตภัณฑ์ จำนวน 126 คน ผ้าไหม จำนวน 401 ชิ้น(ตรวจรับ 395 ชิ้น นำส่งคืน 6 ชิ้นเรียบร้อยแล้วนั้น เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 กระทำพิธีจ่ายเงินค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิกบัญชี 2,3,5 และบัญชี 9 เสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,474,840 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนเจ็ดหมื่นสี่พันแปดร้อยสี่สิบบาทถ้วน) ในการนี้ กองศิลปาชีพฯ ได้ประเมินราคา บัญชี 1,4,6,7 และบัญชี 8 เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมโอนเงินค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 2,256,502.50 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นหกพันห้าร้อยสองบาทห้าสิบสตางค์) มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้มอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิก และเก็บรวบรวมเอกสาร หลักฐานการจ่ายเงินให้เรียบร้อย นำส่งคืน กองศิลปาชีพฯต่อไป โดยมี ผู้บังคับบัญชา, คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน และ สมาชิกศูนย์ฯ ร่วมกิจกรรมฯ โดยมี ผู้บังคับหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวรายงาน

รัฐสภาไทยร่วมประชุมลูกเสือรัฐสภาโลกที่เคนยา” เสริมพลังเครือข่ายเยาวชน-ผู้นำรุ่นใหม่ เชื่อมสัมพันธ์นานาชาติ 

เมื่อวานนี้ (11 พ.ย.68) ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะกรรมการบริหารชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภาไทย พร้อมด้วยนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, นายนิคม มากรุ่งแจ้ง สมาชิกวุฒิสภา, นายอาณัฐชัย รัตตกุล ที่ปรึกษาชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และนางสาวสตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์กรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก (World Scout Parliamentary Union : WSPU) ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นที่ Safari Park Hotel

ในช่วงเช้าคณะผู้แทนร่วมกิจกรรม “ซาฟารีสานสัมพันธ์” ที่เจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่พิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยมี Hon. Prof. Wilberforce Oundo สมาชิกรัฐสภาและประธานคณะกรรมการจัดการประชุม กล่าวต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลก และ Hon. Boss Gladys Jepkosgei รองประธานสภาผู้แทนราษฎรเคนยา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวสุนทรพจน์แสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือระหว่างรัฐสภาและองค์กรลูกเสือทั่วโลก

ช่วงบ่าย คณะผู้แทนไทยเดินทางเข้าเยี่ยมชมรัฐสภาเคนยา รับฟังการประชุมภายในสภา และร่วมงานเลี้ยงค็อกเทลซึ่งจัดขึ้นโดยรัฐสภาเคนยา เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ

นอกจากนี้ นางสาวสตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารประจำปี 2568 โดยที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญหลายเรื่อง อาทิ รายงานผลการดำเนินงานของสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลกในรอบปีที่ผ่านมา การรับรองระเบียบวาระและกำหนดการประชุมสมัชชาใหญ่ WSPU ครั้งที่ 11 การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ แทนกรรมการเดิมที่จะครบวาระภายหลังการประชุมครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงนางสาวสตีจิตรที่ครบวาระในโอกาสเดียวกัน การพิจารณาตำแหน่งประธานและรองประธานสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก ลำดับที่ 1-3 และการพิจารณาประเทศเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งที่ประชุมยังอยู่ระหว่างการหารือ

การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของรัฐสภาไทยในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐสภาทั่วโลกผ่านกิจกรรมลูกเสือ เพื่อปลูกฝังภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ และจิตอาสาในหมู่เยาวชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมในระดับสากล

ผบ.ตร. ย้ำ ตำรวจพร้อมสนับสนุนทหารป้องกันประเทศ พร้อมเสริมกองทัพรักษาอธิปไตยชายแดนไทย - กัมพูชา ดูแลพื้นที่ส่วนหลัง สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

(12 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) พร้อมคณะผู้บริหาร อาจารย์ และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ. รุ่นที่ 68 จำนวน 299 นาย ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  

ผบ.ตร.ได้กล่าวต้อนรับคณะฯ บรรยายสรุปภารกิจและผลการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ตอบข้อซักถามถึงภารกิจต่าง ๆ ของตำรวจในหลายประเด็น เกี่ยวกับเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน โดย ผบ.ตร.กล่าวย้ำในตอนหนึ่งว่า ได้นำเรียนท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกตลอดว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมสนับสนุนภารกิจของทหาร ในการป้องกันประเทศ พร้อมย้ำว่าในส่วนการรักษาอธิปไตยชายแดนไทย – กัมพูชา นั้น มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคง เตรียมความพร้อมในทุกส่วนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหากได้รับการร้องขอจากกองทัพ และเน้นในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การเข้าดูงานของคณะ วปอ.ครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตอกย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพ และหน่วยงานความมั่นคง

แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดชายแดน

(11 พ.ย. 68) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมอาการและให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 4 นาย ได้แก่

- จ่าสิบเอก เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บ ข้อเท้าขวาท่อนล่างขาด
- พลทหาร วชิระ พันธนา ได้รับบาดเจ็บ จากแรงอัดจากระเบิด มีอาการแน่นหน้าอก
- พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด บริเวณขาขวาท่อนล่าง
- พลทหาร อนุชา สุจารี ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ถนัด

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบเงินบำรุงขวัญจากกองทัพบก และมอบเงินบำรุงขวัญในนามกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่กำลังพลและครัว

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมดูแลกำลังพลและครอบครัวอย่างดีที่สุด พร้อมย้ำชัดเจนว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้วิธีการที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สนใจข้อตกลงที่ให้ไว้ และได้สั่งการกำชับให้ทุกหน่วยตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

รู้จัก “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้ยกระดับแรงงานไทยให้เข้มแข็ง ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และการรุกคืบของเทคโนโลยีในทุกอุตสาหกรรม การพัฒนา “ทักษะ” คือทางออกที่จะทำให้แรงงานไทยยังเป็นที่ต้องการและไม่ถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ และนี่ก็คือภารกิจอันสำคัญของ “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” (กพร.) หน่วยงานที่ทำหน้าที่พัฒนาแรงงานให้เดินคู่มาตรฐานสากล ตั้งแต่วางแผนยุทธศาสตร์ จัดทำมาตรฐานฝีมือ ทดสอบ-รับรองความรู้ความสามารถ ไปจนถึงบริหารกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้สถานประกอบการและแรงงานไทยพร้อมแข่งขันในตลาดโลก

และผู้ที่ขับเคลื่อนภารกิจอันสำคัญนี้ให้เป็นจริงในปี 2568 คือ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน คนปัจจุบัน นั่นเอง

สำหรับประวัติของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” เป็นข้าราชการสายแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้าน “นโยบายสาธารณะ” และ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” โดยพื้นฐานการศึกษาครอบคลุมทั้งรัฐศาสตร์และการบริหารการพัฒนา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อยอดความรู้ระดับปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งทำให้มีมุมมองรอบด้าน ทั้งในเชิงโครงสร้างนโยบายและการพัฒนาคนในระบบเศรษฐกิจ-สังคม

ในเส้นทางราชการ เริ่มต้นจากการทำงานในหน่วยงานระดับพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน ก่อนเติบโตสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงที่หลากหลาย สะท้อนประสบการณ์ที่รอบด้านในระบบแรงงานไทย โดยเคยดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารงานจัดหางานจังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการจัดหางาน ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็น รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และก้าวขึ้นเป็น ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน และ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ตลอดเส้นทางกว่า 30 ปีในระบบราชการ นายเดชาได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งด้าน “การพัฒนาฝีมือ” “การคุ้มครองแรงงาน” และ “การจัดหางาน” ครบทุกมิติ จึงเข้าใจห่วงโซ่แรงงานไทยอย่างลึกซึ้ง สามารถออกแบบนโยบายและขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21

ในปี 2568 ภายใต้การนำของ เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ในฐานะอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หนึ่งในผลงานชูเด่นคือการเปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้าน “ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เพื่อเตรียมแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ในเขต EEC ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยตั้งเป้าฝึกให้ได้ 3,000 คน และจนถึงเวลารายงานได้ดำเนินการแล้วครบ 3,001 คน สะท้อนถึงการยกระดับขีดความสามารถของกรมฯ ให้ก้าวทันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยมีทักษะที่ตลาดต้องการจริง

อีกผลงานที่ไม่อาจมองข้ามคือโครงการฝึกอบรมด้าน “Soft Power” ที่มุ่งยกระดับทักษะแรงงานและขยายแนวคิดการพัฒนาแรงงานจาก ‘ช่างฝีมือ’ สู่ ‘แรงงานสร้างสรรค์’ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ภายใต้เป้าหมายฝึกกว่า 70,000 คนทั่วประเทศในปีนี้ หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน การสร้างสื่อมัลติมีเดีย นวดแผนไทย สปา บาริสต้า ฯลฯ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ว่า “แรงงานไทยต้องมีทั้งฝีมือและ Soft Skills ที่สร้างมูลค่า”

นอกจากนี้กรมฯ ภายใต้การนำของอธิบดีเดชายังได้รับรางวัล “Best Performance Award” จาก สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในฐานะองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่า ภายใต้การนำของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ไม่เพียงพัฒนาแรงงาน แต่ยังยกระดับระบบองค์กรให้พร้อมรับความเสี่ยงทางดิจิทัล เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมพร้อมต่อยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง

72 ชั่วโมงเพื่อความจริง เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่นระเบิด PMN-2 ของเล่นทหารเขมร ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข

เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่น PMN-2” เคลียร์โลก–เคลียร์ชายแดน บทความเชิงกระแส สำหรับสื่อไทย

5 มุม “จุดติดกระแส” ที่น่าหยิบขึ้นมาเล่น
1. “72 ชั่วโมงเพื่อความจริง” – กดดันรัฐเปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ทุ่นระเบิด PMN-2 แบบโปร่งใส (ที่มา–ชนิด–เวลาการฝัง) พร้อมเชิญผู้สังเกตการณ์กลางร่วมตรวจสอบ (UNMAS/ICRC/ISU ของอนุสัญญาออตตาวา)
2. “หยุดยิงที่มีรูรั่ว” – หลังเหตุ 10 พ.ย. ไทย “พักข้อตกลง/ความร่วมมือ” โฟกัสว่าช่องโหว่ไหนทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และมาตรการคุ้มครองชาวบ้านชายแดนควรเป็นอย่างไรทันที
3. “ออตตาวาไม่ใช่กระดาษ” – อธิบายข้อผูกพันตามอนุสัญญา (ห้ามใช้/เก็บ/ผลิต/ถ่ายโอน + หน้าที่กู้เก็บ–ช่วยเหลือเหยื่อ) แล้วชี้ว่าเหตุครั้งนี้ท้าทายพันธกรณีอย่างไรทั้งสองฝ่าย
4. “ข้อมูลลวงชายแดน” – Fact-check คลิป/โพสต์ไวรัลเรื่องทุ่นระเบิด สอนประชาชนเช็กข่าวก่อนแชร์ ลดโหมโรงเกลียดชังข้ามพรมแดน
5. “ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข” – เสนอเช็กลิสต์ตัวชี้วัดความจริงใจ (หยุดวางทุ่น–แผนกู้เก็บร่วม–คืนความปลอดภัยชุมชน) ก่อนจะปลดล็อกความร่วมมือทีละเฟส

บทความตัวอย่าง (เลือกมุมที่ 1)
ภาพรวมเหตุการณ์ (What happened?)
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ทหารไทย 2 นายบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณชายแดน จ.ศรีสะเกษ รัฐบาลไทยประกาศ “พัก/ระงับ” ความร่วมมือ/ข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาทันที ให้เหตุผลว่าความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลงและต้องการเห็นความจริงใจที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าต่อ นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงการเมืองความมั่นคงแบบวันต่อวันของไทย–กัมพูชาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

ประเด็นชี้ขาด (Why it matters?)
หัวใจของข้อพิพาทคือ มันเป็น “ทุ่นใหม่” หรือ “ทุ่นเก่า”? หากเป็น PMN-2 ที่เพิ่งวางใหม่จริง ย่อมกระทบต่ออนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามการใช้/เก็บ/ผลิต/โอนทุ่นสังหารบุคคลโดยเด็ดขาด และจะกระทบเครดิตทางการทูตของฝ่ายที่ละเมิดอย่างหนัก ฝ่ายไทยอ้างหลักฐานภาพ–ชิ้นส่วน–สภาพทุ่นที่ “ใหม่” ขัดกับคำปฏิเสธของกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้วางทุ่นใหม่และเหตุอาจเกิดจากทุ่นหลงเหลือยุคสงครามเก่า

ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสาธารณะ (What we know so far)
• ผู้เชี่ยวชาญและสื่อหลักหลายสำนักระบุว่า ทุ่นที่จุดชนวนความตึงเครียดคือ PMN-2 ซึ่งอยู่ในข่ายห้ามของอนุสัญญาออตตาวา ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีสนธิสัญญานี้เหมือนกัน
• ฝ่ายความมั่นคงไทยชี้ว่าทุ่นที่เจอ “สภาพใหม่ มีมาร์กกิ้งชัดเจน ไม่ใช่คลังของไทย” และเตรียมนำเสนอหลักฐานต่อชั้นอนุสัญญาออตตาวา.
• ด้านกัมพูชาปฏิเสธการวางทุ่นใหม่ แต่ย้ำภาพลักษณ์ประเทศผู้กู้ทุ่นมายาวนาน และขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลาง

ทำไม “72 ชั่วโมง” สำคัญ (Why now?)
หน้าต่างเวลา 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุคือช่วงทองของนิติวิทยาศาสตร์ระเบิด:
• เก็บสารตกค้าง (explosive residues) และลายนิ้วมือโลหะ/โพลิเมอร์ เพื่อระบุรุ่น–ล็อตการผลิต
• ตรวจการสึกกร่อน–คราบดิน–อายุการฝัง เทียบฐานข้อมูลตัวอย่างมาตรฐาน
• ผังพิกัด (geotag) และห่วงโซ่การครอบครอง (chain-of-custody) ที่ต้องครบตั้งแต่นาทีแรก เพื่อให้ผลสอบยืนได้ทั้งในทางการทูต–กฎหมายระหว่างประเทศ
• การเปิดผลสอบเบื้องต้นอย่างโปร่งใส พร้อมเชิญบุคคลที่สามร่วมยืนยัน จะล็อกกระแสไปที่ข้อเท็จจริง และสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้กลับสู่ข้อตกลงที่เชื่อถือได้
4 สิ่งที่รัฐไทยควรทำ “เดี๋ยวนี้”
6. เผยแพร่รายงานนิติวิทยาศาสตร์ระเบิดฉบับย่อ (ภาพชิ้นส่วน/มาร์กกิ้ง/ผลแล็บที่ตรวจได้แล้ว) พร้อมไทม์ไลน์การเก็บหลักฐาน ตั้งแต่ที่เกิดเหตุถึงห้องแล็บ เพื่อยืนบนหลักฐาน ไม่ใช่คำพูด.
7. เชิญผู้สังเกตการณ์เป็นกลาง (เช่น UNMAS/ICRC/คณะเลขานุการอนุสัญญาออตตาวา) เข้าร่วมดูหลักฐานบางส่วนในประเทศ และอนุญาตการตรวจซ้ำเฉพาะจุดที่ไม่กระทบความมั่นคง.
8. ตั้ง “แผนฟื้นความปลอดภัยชายแดน 14 วัน” เพิ่มรอบลาดตระเวน–เก็บกู้ทุ่นในพื้นที่เสี่ยง ปรับช่องทางสัญจรชั่วคราว พร้อมชุดสื่อสารชุมชน (ภาษาไทย–ท้องถิ่น–กัมพูชา).
9. ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญาออตตาวา หากหลักฐานชี้ชัดว่าเป็น “ทุ่นใหม่” เพื่อให้กลไกระหว่างประเทศกดดันภาคีที่ละเมิด และให้โรดแมปเคลียร์ทุ่นร่วมที่ตรวจสอบได้.
ประชาชน/สื่อควรทำอะไร
• เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง–แจ้ง 191/หน่วย EOD หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้อง
• ตรวจสอบข่าวก่อนแชร์ โดยเฉพาะคลิป/แคปชันที่อ้างว่า “ฝ่ายไหนวางทุ่น” ซึ่งมักถูกตัดต่อหรือบิดเบือน
• เรียกร้อง “ข้อมูลมาก่อนดราม่า” ให้ทุกพรรคการเมือง–สื่อใหญ่ยึดข้อเท็จจริงจากเอกสาร–ผลตรวจ มากกว่าแค่ถ้อยแถลง

บทสรุป

ถ้าไทยชูธงความจริงเชิงหลักฐานภายใน 72 ชั่วโมง เราจะยึดพื้นที่ข่าวคืนจากโซเชียลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ สร้างแรงกดดันที่ถูกทิศทางต่อทุกฝ่าย และพาประเทศกลับสู่โต๊ะความร่วมมือบนฐานความไว้วางใจใหม่ ไม่ใช่เพราะใครพูดเสียงดัง แต่เพราะหลักฐานพูดเอง เหตุ 10 พ.ย. ไม่ควรจบที่การพักข้อตกลงเท่านั้น แต่ต้องกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความโปร่งใส เรื่องทุ่นระเบิดในไทย–อาเซียน

สตูล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานต่าง ๆ ของทัพเรือภาคที่ ๓ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓

(11 พ.ย.68) พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ พร้อมด้วย พลเรือตรี บรรณวิตร์ เฉลิมทอง รองผู้อำนวยการ ศรชล.ภาค ๓ และคณะ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับกำลังพล รวมทั้งรับทราบปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของหน่วยงานใน ศรชล.ภาค ๓ พื้นที่จังหวัดสตูลโดยมีน.อ.รัฐพล แก้วกระจาย ร.น. หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล พร้อมศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล,นาวาโท คงฤทธิ์ บุญทอง ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝังที่ 452,นาวาตรีปรัชญ์ ขำเจริญ หัวหน้าสถานีเรือละงู/รองผู้บังคับหน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเลเกาะหลีเป๊ะ,เรือ ต.273 ,เรือ ต.994ที่ออกปฏิบัติราชการในพื้นที่ทะเลฝั่งอันดามัน,พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานใน ศรชล.จว.สตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

พลเรือโท วีรุดม  ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับกำลังพลและท่านพูดคุยถามความเป็นอยู่ของกำลังพลและถามถึงการเดินทางของกำลังพลด้วยความหว่งใยและรวมทั้งรับทราบปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของหน่วยงานใน ศรชล.ภาค ๓ พื้นที่จังหวัดสตูล และตรวจเยี่ยมชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยเฉพาะกิจพื้นที่ตอนใต้ ศรชล.ภาค ๓ และดูความพร้อมของเรือ ท่าเทียบเรือ และสถานที่ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ณ ท่าเทียบเรือตำมะลัง ต.ตำมะลัง อ.เมืองสตูล จังหวัดสตูล 

ทั้งนี้พื้นที่จังหวัดสตูลนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของทัพเรือภาคที่ ๓ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มที่อาจจะเกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ อาทิเช่น อุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม นอกจากนี้ยังมีภัยที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ เช่น ภัยจากการคมนาคม ภัยจากการขนส่ง และภัยจากการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งล้วนจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นการเตรียมพร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ของทัพเรือภาคที่ 3 และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ในพื้นที่จังหวัดสตูล จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดตัวกระเช้าปีใหม่ “สุขชุมชน” รวมสุดยอดสินค้า GI ไทย 9 รายการ ส่งเสริมบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน

(11 พ.ย. 68) ที่ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเปิดตัวกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” ว่า กรมมุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้า GI อย่างเป็นรูปธรรม ตามแนวนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI รายการใหม่ ๆ และผลักดันการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดสินค้า GI ไทยสู่ตลาดอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 243 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 114,329 ล้านบาท

นางอรมนกล่าวว่า สำหรับต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 กรมฯ ร่วมกับ ท็อปส์ เครือเซ็นทรัล รีเทล ได้คัดเลือกสุดยอดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 9 รายการ จัดทำเป็นกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน และส่งต่อความสุขความปรารถนาดีจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึง โดย GI 9 รายการ ประกอบด้วย สินค้า GI ในกลุ่มอาหาร 6 รายการ ได้แก่ 

1.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 
2.ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ 
3.พริกไทยจันท์ (จันทบุรี) มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืดและใช้เป็นสมุนไพรไล่ลม 
4.สับปะรดภูแลเชียงราย ให้วิตามินซีสูงช่วยต้านอนุมูลอิสระและดีต่อระบบขับถ่าย 
5.ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน มีคุณสมบัติช่วยลดความเครียด ให้พลังงานและบำรุงเลือด 
6.ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน ที่ผ่านกระบวนการคั่วด้วยเกลือแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น รสชาติหวานมันปนเค็มอ่อนๆ เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นดี และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ มีสินค้า GI ในกลุ่มเครื่องดื่ม 3 รายการ ได้แก่ 

1.ชาเชียงราย ใบชามีกลิ่นหอมละมุน มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความผ่อนคลาย 
2.น้ำหมากเม่าสกลนคร อุดมด้วยสารอาหาร มีปริมาณสารแอนโธไซยานินสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
3.กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่ปลูกแบบธรรมชาติร่วมกับไม้ป่า

“สินค้า GI ทั้ง 9 รายการ ล้วนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 469 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2569 จะมีการผลักดันสินค้าท้องถิ่นจดทะเบียนจีไออีกกว่า 20 รายการ และจะมีการต่อยอดความร่วมมือนำสินค้าจีไอไปจัดเป็นชุดกระเช้าหรือจำหน่ายในเทศกาลอื่น ๆ ต่อไป กับทั้งที่ท็อปส์ และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทุกราย” นางอรมน กล่าว

ด้านนายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ท็อปส์ให้สนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยของไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า GI ที่ท็อปส์มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกกว่า 90 รายการ สำหรับกระเช้า “สุขชุมชน” เป็นความต่อเนื่องปีที่สอง โดยจัดเตรียมให้เลือก 2,000 ชุด ราคาประมาณ 1,799 บาท เพิ่มจากปีก่อนที่มียอดขาย 1,000 ชุด ซึ่งประเมินว่าตลาดกระเช้าปีใหม่ ช่วงปีใหม่น่าจะยังขยายตัวได้เกิน 2 หลัก และยอดซื้อเริ่มเข้ามาแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top