Saturday, 27 June 2026
NEWS FEED

‘รฟท.’ สั่งด่วน!! ย้ายรูปปั้นครูกายแก้วออกนอกพื้นที่หน้าโรงแรมเดอะบาซาร์ฯ พร้อมเจอค่าปรับอ่วมกว่า 1.3 ล้านบาท เหตุผิดกฎหมายควบคุมอาคาร

(28 ธ.ค. 66) ที่โรงแรมเดอะบาซาร์ แบงค็อก ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่โรงแรมได้ทำพิธีย้ายครูกายแก้วออกจากที่ตั้งเดิม โดยมีพระสงฆ์ 5 รูปทำพิธี และมีรถเครนจอดอยู่เพื่อเตรียมการย้ายในขั้นตอนต่อไป โดยจะย้ายรูปปั้นไปที่ด้านหลังโรงแรมก่อน เพื่อรอให้ผู้จัดสร้างมารับคืนออกนอกพื้นที่ โดย 10.30 ได้เริ่มทำการย้ายรูปปั้นครูกายแก้วและรูปปั้นจิ้งจอกเก้าหาง ออกจากพื้นที่ด้านหน้าโรงแรม

ก่อนหน้านี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เจ้าของที่ดินที่ตั้งโรงแรมเดอะบาซาร์ แบงค็อก สั่งให้ย้ายรูปปั้นครูกายแก้วออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2566 พร้อมกับให้บริษัท สวนลุมไนท์บาซาร์ รัชดาภิเษก จำกัด จ่ายค่าปรับกว่า 1.3 ล้านบาท เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวห้ามมีการก่อสร้างใดๆ ตามกฎหมายควบคุมอาคาร

ด้าน นายไพโรจน์ ทุ่งทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สวนลุมไนท์บาซาร์ รัชดาภิเษก จำกัด เปิดเผยกับสำนักข่าวมติชนว่า ขณะนี้ได้กลับมาเป็นผู้บริหารของโครงการแล้ว กำลังเร่งเคลียร์ปัญหารูปปั้นครูกายแก้ว ด้วยการย้ายออกไปพร้อมกับรูปปั้นจิ้งจอกเก้าหาง และได้ชำระค่าปรับแล้ว โดยพื้นที่ดังกล่าวจะนำมาทำเป็นลานกิจกรรม เพื่อรองรับลูกค้าที่มาพักโรงแรม

ก่อนหน้านี้ได้ให้บริษัทครูกายแก้วมาย้ายแล้ว แต่บริษัทไม่ดำเนินการใดๆ จึงต้องย้ายไปเก็บไว้ในพื้นที่ไม่มีคนเห็นก่อน หากใครสนใจสามารถติดต่อขอรับได้

‘เมืองตรัง’ ตกแต่งหอนาฬิการูป ‘พญานาค’ งบ 1 แสน รับปีมะโรง แต่กระแสตีกลับ!! ชาวเน็ตชี้ ไม่สื่อ-ไม่เหมาะสม นึกว่างานบุญบั้งไฟ

เมื่อวานนี้ (27 ธ.ค.66) นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผอ.สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง นายยุทธนา เจ้าพนักงาน ป.ป.ช.ชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เทศบาลนครตรัง ที่ดูแลรับผิดชอบโครงการเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ประจำปี 2567

ร่วมกันตรวจสอบการติดตั้งประดับรูปพญานาค บริเวณหอนาฬิกา จ.ตรัง ภายเทศบาลติดตั้งรูปพญานาค 4 ตัว พร้อมป้าย 4 จุดรอบทั้ง 4 ทิศหอนาฬิกา ใช้งบประมาณ 1 แสนบาท แต่ถูกกระแสโซเชียลรวมทั้ง เพจ ชมรมตรังต้านโกง ยกประเด็นขึ้นมาโพสต์ และวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมกับงบประมาณ 1 แสนบาท และไม่เหมาะสมกับเทศกาล ควรจะเป็นการนำรูปอื่นมาแสดง หรือมีการแสดงติดตั้งที่มองแล้วว่าสื่อถึง จ.ตรัง เช่น พะยูน ฯลฯ และมองให้เห็นว่าเป็นเทศกาลปีใหม่จริงๆ ไม่ใช่ใช้พญานาค ที่ผู้คนมองว่าคล้ายกับงานบุญบั้งไฟเดือน 6

โดยเทศบาลนครตรัง ชี้แจงเป็นเอกสาร ระบุ คอนเซปต์งาน สวัสดีปีมะโรง ตามปีนักษัตรไทยตามตำราของคนไทย มะโรงตามความหมาย คือ ความเป็นสิริมงคล ยิ่งใหญ่ มั่นคง ความมุ่งหวังเพื่อ จ.ตรัง ได้รับสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ จ.ตรัง มีความยิ่งใหญ่ มั่นคง โดยคอนเซปต์ช่วงไฮไลต์เคาท์ดาวน์ จะมีการใช้เทคนิคไฟโพโล วางที่ปากพญานาค และพ่นไฟออกมา

ส่วนรายละเอียดตกแต่งบริเวณหอนาฬิกา พร้อมระบบเมนไฟ ค่าแรงติดตั้งรื้อถอน และเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย เป็นจำนวนเงิน 1 แสนบาท ประกอบด้วย พญานาคทั้ง 4 ตัว ทั้ง 4 ด้าน มีขนาดตัวละ 1.5×7 ตัวละ 2 หมื่นบาท โดยใช้วัสดุ ด้านในประกอบด้วยโครงสร้างเหล็ก และโครงสร้างไม้ หุ้มส่วนท้องด้านล่างด้วยวัสดุพลาสวู้ดทำสี

ด้านนอกไวนิลบุด้วยไม้กระดานอัดขนาดความหนา 6 มิลลิเมตรฉลุตามรูป โดยทั้งหมดเดินระบบไฟโดยรอบด้วยไฟเส้น LED สำหรับข้อความทั้ง 4 ด้าน คือ HAPPY NEW YEAR 2024 และสวัสดีปีใหม่ 2567 ทำจากไวนิลบุด้วยไม้กระดานอัด

นายบัณฑิต กล่าวว่า ข้อมูลรายละเอียด งบประมาณ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ขณะนี้ยังไม่ได้รับ แต่ป.ป.ช.ตรัง มีหนังสือไปถึงเทศบาลนครตรัง ซึ่งน่าจะอีกไม่กี่วันคงจะได้รับข้อมูล รายละเอียดและข้อเท็จจริงทั้งหมด เกี่ยวกับการดำเนินโครงการ ทราบว่าใช้งบประมาณ 1 แสนบาท การดำเนินการโครงการต่างๆ จะต้องทำตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และต้องมีความเหมาะสมเรื่องราคาและที่มาที่ไป

‘วราวุธ’ ยก ‘คัลแลน-พี่จอง’ ทรงเสน่ห์ ทำท่องเที่ยวไทยถูกพูดถึงอย่างมาก หลังทั้ง 2 เตรียมเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

จากกรณี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผยเตรียมดึง ‘พี่จอง-คัลแลน’ เป็นพรีเซ็นเตอร์ ชวนคนไทยและชาวต่างชาติท่องเที่ยวอุทยาน ด้าน 2 หนุ่มรับปากไม่คิดค่าตัว แต่ขอไปเที่ยวเองโดยธรรมชาติ

เมื่อวานนี้ (27 ธ.ค. 66) เฟซบุ๊ก ‘ท็อป วราวุธ ศิลปอาชา’ หรือ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้โพสต์ระบุข้อความว่า “วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมใช้เวลาพักผ่อนไปกับการดู 2 หนุ่ม Youtuber ชื่อดังอย่าง คัลแลน กับพี่จอง เจ้าของช่อง Cullen HateBerry ซึ่งเป็นคลิปที่ไปเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับคำแนะนำจากคุณ Jo Montanee คลิปนี้มีคุณจูดี้มาช่วยสร้างสีสันสนุกมาก ๆ 

ทั้ง 3 คน ไปท่องเที่ยวในแบบวิถีชาวบ้าน เดินเล่นทุ่งนา เก็บผัก หาปลา ได้เห็นความใจดีของชาวสุพรรณที่เข้ามาพูดคุยแบ่งปันทั้งผัก ผลไม้ ให้กับนักท่องเที่ยว และยังมีการพาไปชมทะเลสุพรรณ ซึ่งผมเชื่อเลยว่ามีหลายคนยังไม่รู้ว่าสุพรรณมี ได้แก่หาดทรายท้ายเขื่อนกระเสียว ที่มีกิจกรรมทางน้ำสนุก ๆ รอรองรับทุกคนอยู่

และที่ผมชอบมากที่สุดในคลิปนี้ก็คือการกระจายรายได้ให้กับคนในพื้นที่ กินอาหารตามร้านโลคัล เชื่อว่าความเป็นธรรมชาติ ความพยายามในการเปิดรับและเรียนรู้วัฒนธรรมไทย คงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้หลาย ๆ คนติดตามช่องนี้ครับ

และในฐานะคนสุพรรณต้องขอบคุณทางช่อง Cullen HateBerry ที่ทำให้ผู้คนได้เห็นความน่ารักของคนสุพรรณ เห็นมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เป็น 1.40 ชม. ที่ดูแล้วใจฟูมาก น้อง ๆ ทั้งสามคนน่ารักมาก เหมือนได้ท่องเที่ยวพร้อมเรียนรู้วัฒนธรรม ใครดูแล้วแนะนำไปตามรอยกันได้ที่สุพรรณบุรีนะครับ ใกล้กรุงเทพฯ นิดเดียว Go..Go !!

#คัลแลนพี่จอง

ทั้งนี้ คัลแลน พี่จอง คือชื่อที่ชาวโซเชียลฯ หลายคนกำลังค้นหา และพูดถึงอย่างมากเนื่องจากคือ 2 หนุ่มชาวเกาหลีที่เปิดช่องยูทูบเบอร์เที่ยวไทยและพูดไทยตลอดเส้นทาง แม้จะพูดผิดพูดถูก และยังมีหน้าตาที่หล่ออีกด้วย โดยหลังจากเปิดช่องได้ไม่นาน ก็เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ จนยอดฟอลโลว์ใกล้ล้านซับฯ ไปทุกทีแล้ว

‘บิ๊กป้อม’ เปิดมูลนิธิป่ารอยต่อฯ เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2567 ด้าน ‘ผบ.ทบ.-ปธ.วุฒิฯ-อนุพงษ์-เพื่อนร่วมรุ่น’ ตบเท้าอวยพร

(28 ธ.ค. 66) ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด รับอวยพรเนื่องในวันปีใหม่ 2567 โดยมี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา, พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม, พลเอกสนิทชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ พลเอกเจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก ตบเท้าเข้าอวยพร

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 6 หรือ ‘รุ่นฝนแรก’ รวมทั้งคณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ มาอวยพรด้วย

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ได้ส่งแจกันดอกไม้ มาอวยพรสวัสดีปีใหม่พลเอกประวิตร เนื่องจากติดภารกิจไม่สามารถเดินทางมาด้วยตนเองได้

‘นายกฯ’ มอบคำขวัญ ‘วันเด็กแห่งชาติ’ ประจำปี 67 เน้นย้ำ!! ประชาธิปไตย-มองโลกกว้าง-เคารพความแตกต่าง

(28 ธ.ค.66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ทวีตข้อความผ่าน X มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2567 ว่า “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย”

เด็กไทยเก่ง มีศักยภาพ มีความคิดดี และทันสมัย หน้าที่ของรัฐบาลคือการสนับสนุนให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจในตัวเอง

ผมอยากให้เด็กไทย Enjoy กับการใช้ชีวิตในวัยเด็ก แต่ขณะเดียวกันก็มีโลกทัศน์ที่กว้าง มีความเป็นไทยพร้อม ๆ กับมีความเป็นสากล เป็นพลเมืองของโลกที่สามารถเคารพความแตกต่างหลากหลายได้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งต่อไป

ตัวผมเองในฐานะผู้นำประเทศจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กไทยทุกคน ได้เติบโตขึ้นมาในประเทศที่งดงาม มีความสุข และมีโอกาสสำหรับอนาคตของทุกคน

‘ไบโอเทค-บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร’ จัดอบรม ‘จุลินทรีย์มหัศจรรย์คุมโรคพืช’ ‘เสริมความรู้-สร้างทักษะวิจัย’ ให้แก่เยาวชนชั้น ม.ปลาย จากผู้เชี่ยวชาญ

(27 ธ.ค.66) ในช่วงใกล้ส่งท้ายปี เมื่อเร็ว ๆ นี้ (ระหว่างวันที่ 12-14 ธ.ค.66) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมจัดกิจกรรมฝึกอบรมเฉพาะทาง ‘จุลินทรีย์มหัศจรรย์คุมโรคพืช’ โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมปลายสายวิทย์จากทั่วประเทศกว่า 20 คนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับจุลินทรีย์ โรคพืช และชีวภัณฑ์ควบคุมโรคพืช รวมถึงได้รับประสบการณ์ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ ลงมือปฏิบัติงานด้วยตัวเองในห้องแล็บ ทดลองทำวิจัยจริง เห็นผลจริง รับถ่ายทอดความรู้จากพี่ ๆ นักวิจัยโดยตรง หวังช่วยจุดประกายพร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ เยาวชนสามารถนำไปต่อยอดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือเป็นแนวทางศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ตลอดจนประกอบอาชีพในอนาคตได้

ดร.จันทิรา ปัญญา นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายบริหารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. ได้ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละปีพืชเศรษฐกิจของไทยเกิดความเสียหายจากโรคพืชเป็นมูลค่ามหาศาล และเกษตรกรส่วนใหญ่แก้ไขปัญหานี้โดยการใช้สารเคมีซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นพิษสารตกค้างทั้งในตัวผลผลิตและในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อทั้งผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง การใช้ชีวภัณฑ์ (Biocontrol) จากจุลินทรีย์ เช่น รา แบคทีเรีย และไวรัส ในการควบคุมหรือกำจัดโรคพืช จึงเป็นปัจจัยทางเลือกหนึ่งที่สามารถลดหรือทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เพื่อเป็นการถ่ายทอดความรู้และเสริมสร้างประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านจุลชีววิทยาการเกษตรเกี่ยวกับโรคพืชและการควบคุมโรคพืชด้วยจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ ให้กับเยาวชนที่สนใจ สวทช. โดยฝ่ายบริหารบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ด้านพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงร่วมกับทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค ออกแบบหลักสูตรเสริมการเรียนรู้ทางด้านการใช้สารชีวภัณฑ์ควบคุมเชื้อก่อโรคในพืช ภายใต้หัวข้อ ‘จุลินทรีย์มหัศจรรย์คุมโรคพืช’

หนึ่งในทีมวิทยากร นางสาวรัศมี หวะสุวรรณ ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมอบรมครั้งนี้เน้นในเรื่องจุลินทรีย์มหัศจรรย์ที่ใช้ในการควบคุมโรคพืช จุลินทรีย์หลัก ๆ คือ Trichoderma (ไตรโคเดอร์มา) ตัวแบคทีเรียที่เป็น Streptomyces (สเตรปโตมัยซีส) และแบคทีเรีย Bacillus (บาซิลลัส) ซึ่งทั้ง 3 ตัวเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ในการควบคุมโรคพืช ที่ทางทีมวิจัยได้คัดเลือกมาแล้ว และมีประสิทธิภาพนำมาสอนน้อง ๆ เยาวชน รวมถึงยังมีจุลินทรีย์ในการควบคุมศัตรูพืชอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแมลง ตัวไส้เดือนฝอย และวัชพืช โดยมุ่งหวังให้เยาวชนที่เข้าอบรมได้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้สารชีวภัณฑ์ที่เป็นจุลินทรีย์ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้รวมถึงผู้บริโภค เป็นทางเลือกให้นำไปเผยแพร่ เพราะการใช้ชีวภัณฑ์นั้นมีประโยชน์และเป็นทางเลือกทดแทนการใช้สารเคมีได้ นอกจากนี้ ยังหวังให้มีส่วนสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ เยาวชนเกิดความรู้ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์มากขึ้นด้วย

ด้านตัวแทนเยาวชนที่ร่วมกิจกรรม นางสาวธนภร สร้อยทอง นักเรียนชั้นมัธยมปลายสายวิทยาศาสตร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี เล่าว่า กิจกรรมอบรมเฉพาะทางครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้ ไอเดีย และแรงบันดาลใจจากพี่ ๆ ทีมวิจัย ได้เรียนรู้เทคนิคเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจุลินทรีย์ ซึ่งการมีทีมวิจัยที่มีประสบการณ์จริง การทดลองจริง เป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่นอกเหนือจากหลักสูตรในห้องเรียน สามารถนำความรู้ส่วนนี้ไปปรับใช้เป็นทักษะต่อยอดทำโครงงานวิจัยได้เป็นอย่างมาก

กิจกรรมฝึกอบรมเฉพาะทาง ‘จุลินทรีย์มหัศจรรย์คุมโรคพืช’ น้อง ๆ เยาวชนชั้น ม.ปลาย ได้มีโอกาสเรียนรู้ เข้าใจแบบเจาะลึก และลงมือทำ ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงเชื้อ การนับจำนวนเชื้อ ไปจนถึงการสังเกตเชื้อโรคพืชด้วยตัวเอง ร่วมกับพี่ ๆ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค เนื้อหาการอบรมระดับพื้นฐาน มีทั้งการเสริมความรู้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ ความรู้ด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ และวิธีปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการทางจุลชีววิทยา รวมไปถึงเทคนิคเบื้องต้นทางจุลชีววิทยา อาทิ เทคนิคปลอดเชื้อ (Aseptic Techniques) และการนับสปอร์เชื้อรา, การนับจำนวนแบคทีเรีย ความรู้ในเรื่องโรคพืช และเชื้อก่อโรคในพืช, ความรู้ในเรื่องสารชีวภัณฑ์ความคุมเชื้อก่อโรคพืช (Plant biocontrol) เป็นต้น โดยรูปแบบของกิจกรรมจะเป็นการบรรยายสลับกับการลงมือทำในห้องปฏิบัติการจริง เช่น การเลี้ยงเชื้อในอาหารวุ้น การทดสอบการยับยั้งเชื้อก่อโรคพืชด้วยราไตรโคเดอร์มาบนต้นอ่อนพริก การทดสอบการยับยั้งเชื้อก่อโรคพืชด้วยเชื้อแบคทีเรีย Streptomyces ด้วยวิธี Dual culture บนจานอาหารวุ้น เทคนิคการถ่ายเชื้อรูปแบบต่าง ๆ streak plate, spread plate / การทดลองสังเกตเชื้อก่อโรคในพืชภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การใช้สารชีวภัณฑ์ควบคุมเชื้อก่อโรคในพืช มีทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค ที่ทำการวิจัยและพัฒนาในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจชีวภัณฑ์ไบโอเทค เพื่อผักผลไม้ปลอดภัย www.facebook.com/BIOTEC.Biocontrol รวมถึงบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร มีค่ายวิทยาศาสตร์และกิจกรรมฝึกอบรมความรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เด็กและเยาวชนอีกเป็นจำนวนมาก ติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ที่ และ www.nstda.or.th/ssh  และ www.facebook.com/SSH.NSTDA   

สะพัด!! ‘พีระพันธุ์’ สั่ง ‘กกพ.’ สอบ ‘ปตท.’ ย้อนหลัง  ปมสัญญาซื้อขายก๊าซ หวั่น!! เอาเปรียบประชาชน

‘รมว.พลังงาน’ สั่ง กกพ.สอบ ‘ปตท.’ ย้อนหลังปมสัญญาซื้อขายก๊าซ หาเงินอุ้มค่าไฟ ระบุเป็นการกระทำที่เอาเปรียบประชาชน เหตุทำให้การส่งผ่านราคาก๊าซฯ ที่สูงขึ้น ส่งผลต่อการคำนวณค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

(27 ธ.ค. 66) แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขอให้ตรวจสอบการจัดหาราคาก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ว่า มีช่วงเวลาใดอีกที่ไม่สามารถส่งมอบก๊าซได้ตามเงื่อนไขสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ หรือ ชอร์ตฟอล นอกเหนือจากช่วง ต.ค. 63 - ธ.ค. 65 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 4,300 ล้านบาทอีกหรือไม่

ทั้งนี้ เนื่องจากหากมีการกระทำดังกล่าว จะถือเป็นการเอาเปรียบประชาชน เพราะทำให้การส่งผ่านราคาก๊าซฯ ที่สูงขึ้น ส่งผลต่อการคำนวณค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น กระทบต่อภาคประชาชน และภาคเอกชน  ซึ่งบอร์ด กกพ.ได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมในวันที่ 26 ธ.ค. โดยสั่งการให้สำนักงาน กกพ.เข้าไปตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวแล้ว 

แหล่งข่าวจาก กกพ. กล่าวว่า ที่ประชุม กกพ.ได้รับหนังสือจากกระทรวงพลังงาน และหารือในที่ประชุมบอร์ดแล้ว โดยจะเร่งเข้าไปตรวจสอบอย่างรอบคอบ ซึ่งหากตรวจสอบเรียบร้อยจะส่งไปยังกระทรวงพลังงานต่อไป 

อย่างไรก็ดี บอร์ดยังได้พิจารณามติสำนักงาน กกพ. รายงานความคืบหน้าการบังคับใช้มาตรการทางปกครอง หลังจาก กกพ. ใช้อำนาจ ตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 127 ออกคำสั่งที่ 44/2566 เรื่อง การส่งผ่านราคาก๊าซธรรมชาติ กรณีที่ผู้ผลิตไม่สามารถส่งมอบก๊าซได้ตามเงื่อนไขสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปตท. ต้องนำมูลค่าก๊าซฯ ที่มีการปรับลดลงจากผู้ผลิตประมาณ 4,300 ล้านบาท มาสะท้อนในราคารับซื้อเฉลี่ยหรือพูล ก๊าซ ในเดือนม.ค. 67 จะลดต้นทุนค่าไฟฟ้างวดเดือนม.ค. - เม.ย. 67 แต่ปตท. ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาการประชุม กกพ. วันที่ 20 ธ.ค. 66 มีมติให้ยกคำอุทธรณ์ของ ปตท. และมอบหมายให้สำนักงาน กกพ. ดำเนินการบังคับใช้มาตรการทางปกครองตามมาตรา 128 ที่กำหนดให้ กกพ. ต้องมีหนังสือเตือนอีกครั้ง หากยังฝ่าฝืนจะมีคำสั่งปรับวันละไม่เกิน 5 แสนบาท ก่อนนำไปสู่การออกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตต่อไป

อย่างไรก็ตาม กกพ. ยืนยันว่า ได้ปฏิบัติตามขั้นตอน โดยดำเนินการมาตรการทางปกครอง ก่อนจะใช้มาตรการทางอาญาในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 132 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนแก่ กกพ. และการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใช้พลังงาน ต้องระวางโทษจำคุก 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ระหว่างปี 65 สำนักงาน กกพ. ได้ตรวจสอบการคำนวณราคาพูล ก๊าซ พบข้อมูลชอร์ตฟอล ซึ่งเป็นตัวเลขปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ผู้ผลิตก๊าซต้องส่งให้กับ ปตท. ระหว่างเดือนต.ค. 63 - ธ.ค. 65 โดยสัญญาซื้อขายก๊าซฯ กำหนดว่า หากผู้ผลิตก๊าซส่งก๊าซธรรมชาติไม่ครบได้ตามปริมาณในสัญญาต้องคิดราคาก๊าซฯ งวดต่อไปตามจำนวนที่ขาดส่งในราคาประมาณ 75% จากราคาปกติ เป็นผลให้ ปตท. ซื้อก๊าซฯ ในส่วนดังกล่าวถูกกว่าราคารับซื้อปกติ มีมูลค่าประมาณ 4,300 ล้านบาท

แต่ ปตท. กลับนำก๊าซฯ ในส่วนดังกล่าวตามราคาเต็ม 100% มาคำนวณในราคา พูล ก๊าซ ซึ่งส่วนใหญ่จะสะท้อนไปยังต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าว

(สุรินทร์) มทบ.25 เปิดบ้านทหารใหม่ ผลัดที่ 2/66 “Open House อบอุ่นใจ ประทับใจ”

วันที่ 27 ธันวาคม 2566 เวลา 09.30 น. พลตรีชินวิช  เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธีเปิดบ้านทหารใหม่ (Open House) ผลัดที่ 2/66 เพื่อต้อนรับญาติทหารใหม่ ณ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุรินทร์ มี คุณอุไรวรรณ  เจริญพิบูลย์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 เข้าร่วมพิธี โดยมีกิจกรรม ประกอบไปด้วย การชี้แจงด้านสิทธิกำลังพลแก่ทหารใหม่ ให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ทราบ ชมการแสดงของทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 25 และ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 

ทั้งการยิงปืนฉับพลัน ทหารทำได้ทุกอย่าง และศิลปะแม่ไม้มวยไทย เพื่อให้ญาติทหารใหม่ได้รับชมพัฒนาการ และความภาคภูมิใจในการเป็นทหารรับใช้ชาติ พลตรีชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้พบปะญาติทหารใหม่ ได้แนะนำการรับสมัครทหารออนไลน์ การสอบเข้ารับราชการชั้นประทวนและสัญญาบัตร และขอขอบคุณครอบครัวทหารใหม่ ที่ไว้วางใจให้มณฑลทหารบกที่ 25 ได้ดูแลฝึกฝนทหารใหม่ ต่อจากนี้คุณคือทหารเต็มตัวพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ พิทักษ์รักษาราชบัลลังก์ และช่วยเหลือประชาชน อย่างสุดความสามารถต่อไป

‘Santa Lucia’ สุดยอดกาแฟคุณภาพจากฟาร์ม ณ ฮอนดูรัส ลบล้างความเชื่อ-ภาพจำเดิมๆ ที่ว่ามีแต่กาแฟ ‘กลิ่นพีช’

เมื่อไม่นานมานี้ เฟซบุ๊ก ‘Atikhun Thongtang’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

‘Santa Lucia’

ถ้าคุณเป็นคอกาแฟ และชอบฮอปร้านกาแฟตามที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุคหลัง ๆ มานี้ คงจะเคยเจอถุงกาแฟ Santa Lucia หรือแม้แต่เคยได้ลองชิมมาแล้ว ซึ่งส่วนมากเกือบทั้งหมดเป็นรสพีชที่ชัดและรุนแรง ถ้าชอบก็ชอบไปเลย ไม่ชอบก็ไม่ชอบไปเลย และเนื่องจาก Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับได้เป็นหัวใจหลักของเป้าหมายองค์กรของเรา เราจึงอยากนำข้อมูลที่เราไปสืบทราบความเป็นมาของชื่อกาแฟ Santa Lucia มาให้ทุกคนได้ทราบกัน

ในปี 2019 ในเวที ‘COE (cup of excellence)’ ซึ่งเป็นเวทีประกวดกาแฟระดับสากล ได้จัดการประกวดสุดยอดกาแฟของประเทศฮอนดูรัส และตัวที่ได้อันดับ 1 ในปีนั้นคือกาแฟสายพันธุ์ Gesha จากแปลงปลูก Cosana ของฟาร์ม Santa Lucia นั้นเอง ซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นกาแฟที่ได้คะแนนสูงสุดของ COE เลยทีเดียว จากนั้นมาทำให้ฟาร์มมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นและมีแฟนคลับเกิดขึ้นทั่วโลก ในประเทศไทยเราก็เช่นกัน

แต่เนื่องจากว่าชื่อ Santa Lucia นับเป็นชื่อที่ใช้กันทั่วไปมาก การใช้ชื่อนี้ในหลาย ๆ ที่ โดยเฉพาะโซนอเมริกากลาง ทำให้ไม่สามารถจดลิขสิทธิ์ชื่อฟาร์มได้ และทำให้เราอาจจะเห็นกาแฟที่ถูกตั้งชื่อว่า Santa Lucia กันมากมาย โดยเฉพาะตัวที่เจอกันบ่อย ๆ ในไทย หมายความว่าแม้จะใช้ชื่อเดียวกัน แต่กาแฟเหล่านั้นมิได้ถูกผลิตจากฟาร์ม Santa Lucia ในฮอนดูรัสที่ชนะการประกวด และไม่มีความเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย

คุณ Erwin Mierisch เจ้าของฟาร์ม Santa Lucia นี้เป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของครอบครัวผู้ผลิตกาแฟ ที่พยายามพัฒนาคุณภาพกาแฟมาโดยตลอดหลายรุ่น รวมถึงทำงานในการสนับสนุนเกษตรกรหลากหลายภาคส่วน ในการพัฒนาคุณภาพของเมล็ดกาแฟและการปลูกกาแฟ โดยให้ความเคารพต่อธรรมชาติและอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน จนปัจจุบันนี้ได้เข้ามาทำงานใน ‘COE’ อย่างเต็มตัวในตำแหน่ง Director และได้ยกเลิกการนำกาแฟของฟาร์มตัวเองเข้าเวทีประกวดของ COE แต่ได้นำกาแฟคุณภาพสูงของตัวเองมาจัดเป็นการประมูลในรูปแบบ Private Auction และการขายแบบ Microlot แทน

ทั้งนี้หมายความว่าถ้าเราต้องการชิมกาแฟ Santa Lucia ฟาร์มเดียวกับที่ชนะการประกวดมาหลายเวที จะต้องซื้อกาแฟของบริษัท Fincas Mierisch เท่านั้น (ซึ่งโลโก้บริษัทนี้มีลิขสิทธิ์นะจ๊ะ)

และด้วยความโชคดีจากการตามติดเรื่องราวของเรา ทำให้เรามีโอกาสได้แบ่งกาแฟคุณภาพสูงที่มีน้อยนิดจากฟาร์มนี้มาทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วย Casona (Geisha washed), Trianglo (Geisha washed), และสุดท้าย Los Favoritos Auction Lot rank 2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ Pacamara (washed) ของ Santa Lucia ที่ได้ข่าวมาว่ามีความโดดเด่น ชนะสายพันธุ์ Geisha อีกหลายตัวบนโต๊ะชิม ซึ่งคั่วออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร รวมถึงเรื่องราวเพิ่มเติมของกาแฟแต่ละตัว รอติดตามชม (หรือตามชิม) กันได้อีกไม่นานนี้ครับ…

แล้วมาล้างความเชื่อที่ว่า Santa Lucia มีแต่กลิ่นพีช (เหมือนที่เราเคยเชื่อ) ไปด้วยกัน ที่เพจเฟซบุ๊ก Somdul Agroforestry Home นะครับ 

‘รศ.ดร.วินัย’ ชี้!! ‘การฉลองปีใหม่’ แท้จริงถือกำเนิดขึ้นก่อนจะมีศาสนาคริสต์ จึงไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ‘ชาวมุสลิม’ สามารถร่วมฉลองได้

(27 ธ.ค. 66) รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘ความเป็นมาของการเฉลิมฉลอง ‘วันปีใหม่’ ในวันที่ 1 มกราคม’ ระบุว่า…

มีคำถามจากพวกเราถึงผมเป็นครั้งคราว เร็วๆ นี้ มีคำถามมาว่า การเฉลิมฉลองวันปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม ตามปฏิทินสากล เป็นประเพณีหรือพิธีกรรมในศาสนาคริสต์ใช่หรือไม่ หากใช่ การที่คนในศาสนาอื่นเข้าไปร่วมเฉลิมฉลอง จะผิดหลักการในศาสนาของตนเองหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ‘มุสลิม’ ก่อนจะตอบ เราควรเข้าใจก่อนว่าการนับวันเวลาเป็นสิ่งสมมุติ เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยเป็นเช่นนั้นมาแต่โบราณแล้ว

การกำหนดวันปีใหม่สากลให้เป็นไปตามปฏิทินสุริยคติคือ ‘วันที่ 1 มกราคมของทุกปี’ เรื่องนี้เริ่มโดยชาวโรมันมานานนับพันปีแล้ว โดยก่อนหน้านั้น ชนโบราณ ทั้งบาบิโลน จีน อินเดีย กำหนดวันปีใหม่ตามปฏิทินสุริยคติมาก่อนชาวโรมันเสียด้วยซ้ำ โดยกำหนดไว้ว่า ‘วันขึ้นปีใหม่’ คือ วันเริ่มต้นการเพาะปลูก ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงพฤษภาคม ชาวจีนกำหนดวันตรุษจีนไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ ชาวอินเดียกำหนดวันสงกรานต์ในเดือนเมษายน ส่วนชาวบาบิโลนเฉลิมฉลองวันเริ่มเพาะปลูกในเดือนมีนาคม

กระทั่งถึงปีที่ 46 ก่อนคริสตกาล ‘จักรพรรดิจูเลียส ซีซาร์’ แห่งจักรวรรดิโรมัน เห็นว่าช่วงฤดูหนาวคือ เดือนธันวาคมถึงมกราคม อากาศหนาวเหน็บ บรรยากาศหดหู่ ผู้คนซึมเศร้า ว้าเหว่ จึงย้ายวันปีใหม่จากช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่สดใสไปเป็นฤดูหนาว เพื่อให้ผู้คนในจักรวรรดิได้รื่นเริงกันบ้าง การกำหนดวันปีใหม่ให้เป็นวันที่ 1 มกราคมจึงเริ่มต้นในปีนั้น วันปีใหม่จึงเกิดขึ้นก่อนการมาของคริสต์ศาสนา การเฉลิมฉลองวันปีใหม่ในบางชุมชนอาจมีพิธีกรรมทางศาสนาเข้ามาปนบ้าง แต่ไม่ใช่ศาสนาคริสต์อย่างแน่นอน

ชนคริสต์ในจักรวรรดิโรมันกว่าจะยอมรับให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันปีใหม่ก็ล่วงเลยมาถึง ค.ศ. 313 แล้ว เหตุที่ก่อนหน้านั้นไม่ยอมรับก็เนื่องจากเห็นว่า การฉลองปีใหม่เป็นกิจกรรมของคนนอกศาสนา ต่อเมื่อเข้าใจได้ว่า วันเวลาคือความเป็นสากลไม่เกี่ยวข้องกับศาสนานั่นแหละจึงยอมรับ นอกจากนี้ ชาวคริสต์ในแต่ละนิกายยังเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันปีใหม่ไม่ตรงกัน ที่น่าสังเกตคือ ไม่มีชนกลุ่มใดยึดถือว่าวันปีใหม่เป็นวันสำคัญทางศาสนา การเฉลิมฉลองจะเป็นไปในลักษณะใด เอาศาสนามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ให้ขึ้นกับแต่ละสังคมเป็นสำคัญ

ในประเทศมุสลิมปัจจุบัน การนับถอยหลัง หรือ ‘เคาท์ดาวน์’ ตอนเที่ยงคืนวันที่ 31 ธันวาคม มีให้เห็นอยู่บ้าง เช่น ที่อาคารทวินทาวเวอร์ในกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย หรืออาคารเบิร์จคาลิฟาของดูไบ ยูเออี และในอีกหลายประเทศมุสลิม นั่นเป็นเพราะวันปีใหม่ไม่ใช่การเฉลิมฉลองทางศาสนา

ส่วนประเด็นที่มีมุสลิมบางคนเข้าใจว่าวันที่ 1 มกราคม เกี่ยวข้องกับการสูญเสีย ‘กรานาดา’ หรือ ‘ฆัรนาเฎาะฮฺ’ ของจักรวรรดิมุสลิมให้แก่จักรวรรดิคริสต์ในสเปน เหตุการณ์นั้นเกิดในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ.1492 ไม่เกี่ยวข้องกับวันปีใหม่ ที่อธิบายมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า จะแนะนำให้มุสลิมฉลองวันปีใหม่ สังคมมุสลิมมีวันเฉลิมฉลองอยู่แล้ว คือ ‘วันอิดิลอัฎฮาและอิดิลฟิตริ’ การเฉลิมฉลองกันสุดเหวี่ยงเลียนแบบคนอื่นในวันอื่นคงไม่เหมาะ ส่วนใครจะฉลองคงไม่มีใครตำหนิ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top